‘หริรักษ์’ซัด’ภูมิธรรม’ขวางรับบริจาคลวดหนาม คงมีอะไรบังตา เป็นปกติพวกถึงกาลวิบัติล่มสลาย

'หริรักษ์'ซัด'ภูมิธรรม'ขวางรับบริจาคลวดหนาม คงมีอะไรบังตา เป็นปกติพวกถึงกาลวิบัติล่มสลาย

‘หริรักษ์’ซัด’ภูมิธรรม’ขวางรับบริจาคลวดหนาม คงมีอะไรบังตา เป็นปกติพวกถึงกาลวิบัติล่มสลาย

วันพฤหัสบดี ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.35 น.

‘อดีตรองอธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์’ซัด’ภูมิธรรม’ขวางกองทัพรับบริจาคลวดหนาม คงมีอะไรบังตา บังความคิด ชี้เป็นเรื่องปกติพวกถึงกาลวิบัติล่มสลาย 

เมื่อวันที่ 14 ส.ค.2568 รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ไม่น่าเชื่อว่า เรื่องเล็กๆที่กองทัพภาคที่ 2 ประกาศขอรับบริจาคลวดหนามหีบเพลง เพื่อนำไปวางตามแนวเขตแดนไทย-กัมพูชา เป็นแนวบ่งชี้และป้องกันไม่ให้ทหารกัมพูชารุกล้ำเข้ามาในเขตไทยได้ง่ายๆ คุณภูมิธรรม เวชยชัย กลับออกมาขวาง โดยให้เหตุผลว่า ตาม “กระบวนการ” สามารถขอมายังกองทัพบก และกระทรวงกลาโหมได้ และสามารถอนุมัติเงินจากงบกลาง และใช้วิธีพิเศษในการจัดซื้อได้อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องขอรับบริจาคเลย กองทัพภาคที่ 2 จึงต้องประกาศว่าได้รับลวดหนามเพียงพอแล้ว ไม่ต้องบริจาคอีก

คุณภูมิธรรมคงลืมไปว่า ต่อให้ใช้วิธีพิเศษ กว่าจะส่งเรื่องไปกองทัพบก ไปกระทรวงกลาโหม ไปถึงผู้รักษาการนายกรัฐมนตรีเพื่ออนุมัติจากเงินจากงบกลาง เข้าระเบียบพัสดุ ตั้งคณะกรรมการจัดซื้อ คณะกรรมการตรวจรับ ดำเนินการจัดซื้อด้วยวิธีพิเศษ ได้ของแล้วต้องตรวจรับ จากนั้นจึงจัดส่งไปยังกองทัพภาคที่ 2 ถึงเวลานั้นอาจมีทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดอีกไม่ทราบว่ากี่ราย เพราะทหารกัมพูชาอาจลอบเข้ามาวางทุ่นระเบิดในเขตไทยอีกได้ง่ายๆ

ไม่ต้องแปลกใจเลยว่า เรื่องนี้จะเป็นข่าวอย่างกว้างขวาง ทั้งกระแสหลัก และใน social media และแน่นอนว่า แทบทุกคนใน social media จะออกมาตำหนิ ก่นด่าคุณภูมิธรรมกันอย่างพร้อมเพรียง ทำให้กระแสความนิยมของรัฐบาลที่ตกต่ำอยู่แล้ว ยิ่งตกต่ำลงอีกอย่างสุดขีด แบบนี้ต่อให้สามารถยุบสภาได้ก็คงไม่กล้า

อย่างนี้แหละครับ คนเราเมื่อถึงกาลต้องวิบัติล่มสลาย เวลาจะตัดสินใจอะไร จะมีอะไรมาบังตา บังความคิด ทำให้ตัดสินใจนำตัวเองและพรรคพวกไปสู่หายนะเสมอ คุณภูมิธรรม เวชยชัย ก็ไม่มีข้อยกเว้นแต่อย่างใด”

ถกงบฯ69 วันที่สอง ‘พรรคส้ม’เปิดฉากซัด‘ก.เกษตรฯ’ไร้ตอบโจทย์คนไทย

ถกงบฯ69 วันที่สอง ‘พรรคส้ม’เปิดฉากซัด‘ก.เกษตรฯ’ไร้ตอบโจทย์คนไทย

ถกงบฯ69 วันที่สอง ‘พรรคส้ม’เปิดฉากซัด‘ก.เกษตรฯ’ไร้ตอบโจทย์คนไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.27 น.

ถกงบฯ69 วันสอง “พรรคส้ม”เปิดฉากซัด”งบฯกระทรวงเกษตรฯ”ไร้ตอบโจทย์คนไทย หยันดูดีบนกระดาษ แต่ใช้ในชีวิตจริงของเกษตรกรไม่ได้ กังขา”โครงการตลาดกลางพะเยา”ทั้งที่มูลค่าส่งออกแพ้”เชียงราย-น่าน” เสี่ยงเจอผูกขาด-เหตุผลทางการเมือง อัด”กงล้งแห่งชาติ”ของ”อ.ต.ก.”เหลวตั้งแต่ยังไม่เริ่ม

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท วาระ 2 – 3 ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 เริ่มพิจารณาที่มาตรา 14 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานในกำกับ โดย นายวิทวิสิทธิ์ ปันสวนปลูก สส.ลำพูน พรรคประชาชน (ปชน.) อภิปรายงบประมาณในส่วนขององค์การตลาาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ว่า มีสองโครงการที่ไม่ตอบโจทย์ให้กับพี่น้องคนไทยทั้งประเทศ และเสี่ยงต่อการใช้เงินภาษีอย่างไม่คุ้มค่า เสี่ยงต่อการล้มเหลวของโครงการ ได้แก่ โครงการตลาดกลางที่ จ.พะเยา และโครงการล้งแห่งชาติ

นายวิทวิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า โครงการตลาดกลางที่ จ.พะเยา ปีงบ 69 อ.ต.ก.ของบทั้งหมด 84,623,500 บาท เพื่อสนับสนุนการตลาดให้กับเกษตรกร แต่มีจำนวน 41,321,500 บาท ถูกเทไปในพื้นที่เดียวคือ จ.พะเยา ภาพรวมของโครงการนี้ถ้าแล้วเสร็จจะใช้งบประมาณสูงถึง 168,169,000 บาท ตนขอถามตรงๆ ว่าทำไมลงต้องลงไปที่ จ.พะเยา ทำไมต้องกระจุกงบประมาณไปที่จังหวัดเดียว ในเมื่อภาษีเป็นของคนทั้งประเทศ และภาคเหนือตอนบนมีถึง 8 จังหวัด แต่กลับทุ่มงบประมาณหลายสิบล้านบาทไปที่ตลาดกลางเพียงจังหวัดเดียว และเมื่อดูมูลค่าการส่งออกของสินค้าเกษตร ของ จ.พะเยา ไปยังประเทศลาว ต่ำกว่า จ.เชียงราย และ จ.น่าน มากกว่า 3 เท่า และสินค้าเกษตรหลักที่ประเทศลาวนำเข้าจากประเทศไทย ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวเปลือก ผลไม้สด จ.พะเยา มีส่วนแบ่งการตลาดน้อยกว่า 8% เมื่อเทียบกับการค้าชายแดนของภาคเหนือ และระบบโลจิสติกส์ก็อยู่ที่ จ.เชียงราย และ จ.น่าน ไม่ใช่ที่ จ.พะเยา และระยะทางจากพะเยาไปชายแดนไกลกว่า ทำให้ต้นทุนสูงกว่า

“คำถามคือใครได้ประโยชน์จากการเลือกโครงการที่ลงที่ จ.พะเยา การเลือกครั้งนี้เป็นเพราะเหตุผลทางด้านเศรษฐกิจจริงๆ หรือการเมือง เพราะหากจะสร้างตลาดกลางที่ภาคเหนือจริงๆ ต้องกระจายไปหลายจังหวัด เชื่อมโยงกันด้วยระบบโลจิสติกส์และการส่งขนส่งเย็น ไม่ใช่ปักเสาหลักกองเดียว แล้วบอกว่านี่คือโครงการเพื่อพี่น้องทั้งภูมิภาค และถ้าโครงการนี้สำเร็จก็จะเสี่ยงต่อการเป็นตลาดผูกขาด เกษตรกรจังหวัดอื่นต้องแบกภาระต้นทุนค่าขนส่งเพิ่มมากขึ้น สุดท้ายเกษตรกรก็ต้องขายสินค้าให้คนกลางในราคาถูกอยู่ดี ถ้าโครงการนี้ไม่สำเร็จก็จะกลายเป็นตลาดล้างทำให้ภาษีของประชาชนหลาย 100 ล้านบาท ถูกเททิ้งลงคลองเหมือนเดิม” นายวิทวิสิทธิ์ กล่าว

นายวิทวิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า ส่วนโครงการล้งแห่งชาติ อ.ต.ก.ตั้งงบฯ 11,612,000 บาท เพื่อศึกษาต้นแบบการสร้างล้งแห่งชาติ โดยให้ อ.ต.ก.ทำหน้าที่เป็นเอกชน ซึ่งเสี่ยงที่จะล้มเหลวตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่ม เพราะเรารู้อยู่แล้วว่ารัฐวิสาหกิจมีขั้นตอนการอนุมัติในการจัดซื้อจัดจ้างที่ล่าช้า และเจ้าหน้าที่ของรัฐส่วนใหญ่ก็ยังไม่มีทักษะเชิงพาณิชย์ ทำให้ขายสินค้าไม่ได้มูลค่าเต็มจำนวน และโครงการก็ต้องพึ่งพางบประมาณของรัฐเป็นหลัก ถ้าถูกตัดงบฯ โครงการนี้ก็จะหยุดชะงักทันที จะเห็นได้ว่าโครงการล้งแห่งชาติ คือโครงการที่ไม่ตอบโจทย์เกษตรกรไทยทั้งประเทศ เสี่ยงต่อการกระจุดงบประมาณ การผูกขาด และการล้มเหลวงของโครงการ ตนจึงขอให้ตัดลดงบประมาณ 2 โครงการนี้ทันที และให้รัฐบาลนำเงินไปสร้างโครงการที่ครอบคลุมตรงจุดและตอบโจทย์เกษตรกรไทยทั้งประเทศ ไม่ใช่โครงการที่ดูดีบนกระดาษ แต่ใช้ในชีวิตจริงของเกษตรกรไม่ได้

ไร้ปัญหากองทัพ! ‘ภูมิธรรม’เผยรอ‘สมช.’ประเมินยุบ‘ศบ.ทก.’สัปดาห์หน้า

ไร้ปัญหากองทัพ! ‘ภูมิธรรม’เผยรอ‘สมช.’ประเมินยุบ‘ศบ.ทก.’สัปดาห์หน้า

ไร้ปัญหากองทัพ! ‘ภูมิธรรม’เผยรอ‘สมช.’ประเมินยุบ‘ศบ.ทก.’สัปดาห์หน้า

วันพฤหัสบดี ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.20 น.

“ภูมิธรรม”เผยรอ”สมช.”ประเมินยุบ”ศบ.ทก.”สัปดาห์หน้า ยืนยันไร้ปัญหากองทัพ พร้อมแจงตั้งที่ปรึกษาของ”บิ๊กเล็ก”ไม่ใช่ที่ปรึกษาศบ.ทก.

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 ที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความชัดเจนในการยุบศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา (ศบ.ทก.) ว่า ได้พูดคุยกับ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม ในฐานะ ผอ.ศบ.ทก.ในช่วงสถานการณ์ที่คลี่คลาย ซึ่งเป็นการประเมินจากหน้างาน หากสถานการณ์ดีขึ้นก็จะมีการยุบศูนย์ และปล่อยอำนาจให้กระทรวงต่างๆ ได้ทำหน้าที่ ก่อนหน้านี้มีการพูดคุยกันว่าจะยุบภายหลังการพูดคุยการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) เสร็จสิ้น แต่เมื่อสองสามวันที่ผ่านมามีสถานการณ์เกิดขึ้นในลักษณะบานปลาย จึงยังไม่จำเป็นที่จะเรียกประชุม สมช.ภายในสัปดาห์นี้

โดยจะมีการประชุมอีกครั้งในวันจันทร์ที่ 18 ส.ค.นี้ น่าจะมีความชัดเจน ซึ่งเรื่องนี้ไม่ได้มีปัญหา แต่เป็นการพูดคุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาสถานการณ์ในแต่ละช่วง เพราะ สมช.และ ศบ.ทก.มีเหล่าทัพในนี้ด้วย และยืนยันว่า เรื่องนี้ไม่มีอะไรที่ไม่เข้าใจกัน ได้มีการมอบอำนาจให้ส่วนหน้าเป็นหลัก อยากให้ทุกส่วนเข้าใจไม่อยากให้เกิดความบานปลาย

เมื่อถามถึง การรับมือกรณีประชาชนออกจากศูนย์อพยพ และบางส่วนไปอยู่ที่สถานีบริการน้ำมัน นายภูมิธรรม กล่าวว่า เรื่องนี้อยู่ในความรับผิดชอบของรัฐบาล และทหาร รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่จะต้องชี้แจงทำความเข้าใจให้กับประชาชน ซึ่งเราห้ามความกังวลของใครไม่ได้ แต่ต้องพยายามทำความเข้าใจ ให้ทราบว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร อีกทั้งมองว่า เรื่องนี้ทุกส่วนต้องช่วยกันแก้ปัญหาให้ได้มากที่สุด

เมื่อถามถึงความคืบหน้าในการประชุมเพื่อพิจารณายุบ ศบ.ทก.จะเป็นสัปดาห์หน้าหรือไม่นั้น นายภูมิธรรม กล่าวว่า ขณะนี้มีการพูดคุยกันมาสม่ำเสมอ เห็นว่าควรจะประเมินสถานการณ์ให้ชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง เพราะขณะนี้ยังมีประเด็นต่างๆ อยู่ และยังไม่มีการปรับการบริหารทางยุทธวิธี จึงไม่สามารถที่จะยุติหน่วยงานได้ในทันที

นายภูมิธรรม กล่าวถึงการตั้งที่ปรึกษาของ ศบ.ทก.โดยยืนยันว่า การตั้งเลขาคณะรัฐมนตรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ไม่มีอะไรเลย เพราะเป็นการตั้งที่ปรึกษาของ รมช.กลาโหม ไม่ใช่การตั้งที่ปรึกษา ศบ.ทก.ซึ่งตนอยากให้ผู้สื่อข่าวกลับไปถาม พล.อ.ณัฐพล ว่าตนไม่ได้เอาชื่อใครออก และตนก็เห็นชอบให้มีการแต่งตั้ง ตั้งแต่สมัยตนเป็น รมว.กลาโหม แล้ว และย้ำว่า การตั้งที่ปรึกษาดังกล่าวไม่ได้เกิดปัญหาอะไรกับรัฐบาล

อัดรัฐชอบทำตัวเป็น‘ขุนนาง’ ‘แก้วสรร’ค้านเพิกถอนที่ดิน‘เขากระโดง’

อัดรัฐชอบทำตัวเป็น‘ขุนนาง’ ‘แก้วสรร’ค้านเพิกถอนที่ดิน‘เขากระโดง’

อัดรัฐชอบทำตัวเป็น‘ขุนนาง’ ‘แก้วสรร’ค้านเพิกถอนที่ดิน‘เขากระโดง’

วันพฤหัสบดี ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.14 น.

“แก้วสรร”งัด พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 51-52 ค้าน”เพิกถอน”ที่ดิน”เขากระโดง” อัดรัฐชอบทำตัวเป็น”ขุนนาง” เมินสิทธิประชาชน ชี้ช่องชาวบ้านสุจริตใช้สิทธิ์ปกป้องได้ หากถูก”กรมที่ดิน-รฟท.”ละเมิด

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 นายแก้วสรร อติโพธิ นักวิชาการอิสระด้านกฎหมาย และอดีตกรรมการปฏิรูปกฎหมาย กล่าวแสดงความเห็นต่อกรณีกระทรวงมหาดไทย (มท.) เตรียมสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินเขากระโดง จำนวน 5,083 ไร่ ในฐานะประชาชนโดยไม่เกี่ยวกับการเมือง ว่า กรมที่ดินไม่มีอำนาจเพิกถอนในภาพรวมได้ เนื่องจากคำตัดสินของศาลฎีกามีผลผูกพันเฉพาะ 35 ราย ที่เป็นคู่ความในคดีแพ่งระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กับประชาชนเท่านั้น ก่อนที่กรมที่ดินจะดำเนินการใดๆ ต้องเปิดโอกาสให้ชี้แจงข้อเท็จจริง ทั้งแผนที่ เอกสาร และหลักฐานที่แต่ละฝ่ายอ้างสิทธิ์ เพราะขณะนี้ยังไม่มีข้อยุติ และต้องพิสูจน์ตามขั้นตอนกฎหมาย ให้ผู้ถือครองที่ดินประมาณ 900 ราย ได้โต้แย้งว่าไม่ใช่ที่ดินของการรถไฟฯ

นายแก้วสรร กล่าวต่อว่า สิทธิของชาวบ้านที่ได้มาโดยสุจริต ภาครัฐไม่เคยให้ความสำคัญ หน่วยงานต่างๆ มักดำเนินการในลักษณะของขุนนาง ที่ไม่คุ้มครองสิทธิประชาชน เพราะไม่เห็นหัวชาวบ้าน ดังนั้น หากกรมที่ดินยังไม่ดำเนินการใดๆ ก็ให้ปล่อยเป็นเพียงการข่มขู่ไปก่อน แต่หากมีคำสั่งเพิกถอนโฉนดของชาวบ้านที่ได้มาโดยสุจริตจริง ประชาชนสามารถใช้สิทธิตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 51 และ 52 เพื่อคุ้มครองสิทธิของตนได้ โดยเฉพาะเมื่อหน่วยงานรัฐไม่สามารถแสดงเหตุจำเป็นในการใช้ที่ดินได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ ยังอาจมีสิทธิได้รับการเยียวยาความเสียหาย ทั้งในรูปแบบตัวเงินหรือรูปแบบอื่นตามที่กฎหมายกำหนด

นายแก้วสรร กล่าวว่า ที่ผ่านมา การรถไฟฯ ไม่เคยหวงแหนที่ดิน ปล่อยให้ประชาชนเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง แล้วเหตุใดจึงเพิ่งมาหวงกันตอนนี้ ทั้งที่ยังไม่สามารถชี้แจงได้ว่าจะนำที่ดินไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใดนอกจากอ้างว่าเป็นพื้นที่ของตนเอง

“หากประชาชนได้สิทธิ์มาโดยสุจริต และการรถไฟฯ ไม่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนในการใช้ที่ดิน กรมที่ดินจะเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ไม่ได้ เพราะไม่เพียงเป็นการละเมิดสิทธิชาวบ้าน ยังบั่นทอนหลักกฎหมาย และทำลายความเชื่อมั่นต่อระบบเอกสารสิทธิ์ที่ดินในประเทศไทย” นายแก้วสรร ระบุ

‘ปลอดประสพ’ปิ๊งไอเดีย ประกาศรับซื้อทุ่นระเบิดเขมร ลูกละ 10,000 บาท

'ปลอดประสพ'ปิ๊งไอเดีย ประกาศรับซื้อทุ่นระเบิดเขมร ลูกละ 10,000 บาท

‘ปลอดประสพ’ปิ๊งไอเดีย ประกาศรับซื้อทุ่นระเบิดเขมร ลูกละ 10,000 บาท

วันพฤหัสบดี ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.58 น.

‘ปลอดประสพ’ปิ๊งไอเดีย ประกาศรับซื้อทุ่นระเบิดเขมร ลูกละ 10,000 บาท พร้อมชวนคนไทยร่วมติดสัญลักษณ์ธงชาติไทยแสดงความรักชาติ

เมื่อวันที่ 14 ส.ค.2568 นายปลอดประสพ สุรัสวดี อดีตรองนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กระบุว่า “ประกาศรับซื้อทุ่นระเบิดเขมร เพื่อแสดงความรักชาติและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ผมขอเชิญชวนร่วมกิจกรรม ดังนี้

1. รับซื้อทุ่นระเบิดบุคคลแบบ PMN 2 จากทหารเขมร (ขอให้ นำส่งที่ด่านชายแดนได้ทุกแห่ง) ในราคาลูกละ 10,000 บาท

2. ติดธงชาติไทย หรือ สติกเกอร์ธงชาติไทยที่รถยนต์ของท่าน

3. ติดpin ธงชาติไทยที่ปกเสื้อกันทุกคน (ตอนนี้หายากมาก) ร้านไหนทำได้ผมขอเหมา 1,000 อันทันทีครับ

4. ประกวดแต่งเพลงรักชาติที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทย/เขมร ผมจะให้รางวัล 10,000 บาท

5. ถ้ารางวัลที่ผมเสนอมันน้อยไป ก็ขอเชิญชวนเพื่อนนักเรียนเก่าของผม เริ่มแต่โรงเรียนมาแตร์เดอี กรุงเทพคริสเตียน เตรียมอุดมศึกษา และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มาร่วมลงขันด้วย ก็จะเป็นความอบอุ่นอย่างยิ่ง
ที่เขียนมานี่ ไม่ใช่เขียนเล่นนะครับ ทำจริงๆ “

ราชกิจจาฯ ประกาศขยายเวลา ‘แรงงานกัมพูชา’ อยู่ไทยได้อีก 6 เดือน ไม่ต้องข้ามแดนต่ออายุ

ราชกิจจาฯ  ประกาศขยายเวลา ‘แรงงานกัมพูชา’ อยู่ไทยได้อีก 6 เดือน ไม่ต้องข้ามแดนต่ออายุ

ราชกิจจาฯ ประกาศขยายเวลา ‘แรงงานกัมพูชา’ อยู่ไทยได้อีก 6 เดือน ไม่ต้องข้ามแดนต่ออายุ

วันพฤหัสบดี ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.58 น.

วันที่ 14 สืงหาคม 2568 68 เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง “การยกเว้นข้อห้ามมิให้คนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ สำหรับคนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ซึ่งได้รับอนุญาตให้ทำงานในราชอาณาจักรตามมาตรา 64 แห่งพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 ด้วยเหตุผลทางมนุษยธรรมตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2568”

โดยที่ประเทศไทยและประเทศต้นทางของคนต่างด้าวซึ่งมีสัญชาติกัมพูชาได้ยกระดับมาตรการควบคุมการผ่านแดนในทุกจุดผ่านแดนทุกประเภทตลอดแนวชายแดนไทย – กัมพูชา เป็นเหตุให้คนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชาซึ่งได้รับอนุญาตให้ทำงานในราชอาณาจักรในลักษณะไป – กลับ หรือตามฤดูกาลบริเวณชายแดนตามมาตรา 64 แห่งพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ที่ครบวาระการจ้างงานหรือการอนุญาตให้พำนักในเขตพื้นที่ชายแดนที่ได้รับอนุญาตสิ้นสุดแต่ไม่สามารถเดินทางกลับประเทศต้นทางได้ สมควรให้คนต่างด้าวดังกล่าวอยู่ในราชอาณาจักรและทำงานต่อไปได้ด้วยเหตุผลทางมนุษยธรรม

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 87/2557 เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมผู้รักษาการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานตำรวจ ลงวันที่ 10 กรกฎาคม พุทธศักราช 2557 และมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยอนุมัติของคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2568 ออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ 1. คนต่างด้าวซึ่งได้รับการยกเว้นให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษเพื่อการทำงานตามประกาศนี้ หมายถึง คนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชาซึ่งถือบัตรผ่านแดนตามมาตรา 13 (2) แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ทั้งที่ยังไม่หมดอายุหรือหมดอายุแล้วที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาทำงานในราชอาณาจักรตามมาตรา 64 แห่งพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และการอนุญาตให้พำนักในเขตพื้นที่ชายแดนที่ได้รับอนุญาตสิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2568 แต่ไม่สามารถเดินทางออกนอกราชอาณาจักรเพื่อเดินทางกลับเข้ามาใหม่ได้

ข้อ 2. ให้คนต่างด้าวตามข้อ 1 อยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษเพื่อการทำงานต่อไปได้อีกเป็นระยะเวลาหกเดือนนับแต่วันที่ประกาศนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา หรือจนกว่ามาตรการควบคุมการผ่านแดนระหว่างประเทศไทยและกัมพูชากลับสู่ภาวะปกติ ตามแต่กรณีใดจะเกิดขึ้นก่อน

ให้คนต่างด้าวซึ่งอยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษตามวรรคหนึ่ง รายงานตัวต่อเจ้าพนักงานตรวจคนเข้าเมืองครั้งแรกภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ประกาศนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา จากนั้นให้รายงานตัวทุกสามสิบวันนับแต่วันสุดท้ายของระยะเวลาที่กำหนดให้รายงานตัวครั้งก่อน โดยอาจรายงานตัวล่วงหน้าก่อนครบกำหนดสามสิบวันได้ไม่เกินเจ็ดวัน

โดยหลักเกณฑ์และวิธีการรายงานตัวให้เป็นไปตามที่ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองกำหนด

ข้อ 3. มิให้นำมาตรา 12 (10) และมาตรา 54 แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 และคำสั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ 1/2558 เรื่อง การไม่อนุญาตให้คนต่างด้าวบางจำพวกเข้ามาในราชอาณาจักร ลงวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 มาใช้บังคับแก่คนต่างด้าวตามประกาศนี้

ข้อ 4. เมื่อสิ้นสุดการอนุญาตหรือการอนุญาตเป็นอันสิ้นผลตามข้อ 2 วรรคหนึ่ง ให้คนต่างด้าวดังกล่าวอยู่ในราชอาณาจักรได้อีกเจ็ดวันเพื่อเตรียมการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร

ข้อ 5. การยกเว้นให้คนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษเพื่อการทำงานตามประกาศนี้เป็นอันสิ้นผลก่อนครบระยะเวลาตามข้อ 2 เมื่อเกิดกรณีอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้

(1) คนต่างด้าวต้องโทษตามคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่ความผิดซึ่งได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

(2) มาตรการควบคุมการผ่านแดนระหว่างประเทศไทยและกัมพูชากลับสู่ภาวะปกติ

(3) คนต่างด้าวไม่ดำเนินการตามประกาศนี้

(4) คนต่างด้าวเดินทางออกนอกเขตพื้นที่ที่ได้รับอนุญาต

(5) การอนุญาตให้ทำงานสิ้นสุดลงตามประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง การอนุญาตให้คนต่างด้าวทำงานในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ สำหรับคนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ซึ่งได้รับอนุญาตให้เข้ามาทำงานในราชอาณาจักรตามมาตรา 64 ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2568

ขณะเดียวกัน ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง การอนุญาตให้คนต่างด้าวทำงานในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษสำหรับคนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชาซึ่งได้รับอนุญาตให้เข้ามาทำงาน ในราชอาณาจักรตามมาตรา 64 ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2568 ระบุว่า

โดยที่ประเทศไทยและประเทศต้นทางของคนต่างด้าวซึ่งมีสัญชาติกัมพูชาได้ยกระดับมาตรการควบคุมการผ่านแดนในทุกจุดผ่านแดนทุกประเภทตลอดแนวชายแดนไทย – กัมพูชา เป็นเหตุให้คนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชาซึ่งได้รับอนุญาตให้ทำงานในราชอาณาจักรตามมาตรา 64 แห่งพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560

และที่แก้ไขเพิ่มเติม ที่ประสงค์จะทำงานอย่างถูกต้องไม่สามารถเดินทางกลับประเทศต้นทางและกลับเข้ามาในราชอาณาจักร เพื่อดำเนินการขออนุญาตทำงานเช่นเดียวกับสถานการณ์ปกติได้

ส่งผลให้การอนุญาตให้ทำงานหรือการอนุญาตให้พำนักในเขตพื้นที่ชายแดนของคนต่างด้าวสิ้นสุดลง และบัตรผ่านแดนของคนต่างด้าวสิ้นอายุ จึงจำเป็นต้องกำหนดให้คนต่างด้าวดังกล่าวสามารถทำงานในราชอาณาจักรได้เป็นกรณีพิเศษ

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 6 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 และมาตรา 14 และมาตรา 64 แห่งพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2561 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2568 ออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

‘มทภ.2’เผย’ในหลวง’องค์จอมทัพไทย ทรงติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

'มทภ.2'เผย'ในหลวง'องค์จอมทัพไทย ทรงติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

‘มทภ.2’เผย’ในหลวง’องค์จอมทัพไทย ทรงติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

วันพฤหัสบดี ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.54 น.

มทภ.2 บรรยายพิเศษ รร.สาธิต ม.เกษตรฯ เผย”ในหลวง”องค์จอมทัพไทย ทรงติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ระบุถวายรายงานสถานการณ์ทุกวัน

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 ที่โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 พร้อมด้วย พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ร่วมบรรยายพิเศษสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา และบทบาทหน้าที่ของกองทัพบก และคนไทยทุกคน

พล.ท.บุญสิน เล่าถึงสถานการณ์ทหารแนวหน้าให้เด็กๆ ฟัง พี่เขาฝากมาว่า หากพี่น้องคนไทยสู้ ลูกหลานเราสู้ พี่ๆ ทหารก็สู้ พี่ๆ ทหารฝากบอกว่าไม่ต้องห่วงพวกผม ขอเพียงกำลังใจจากคนไทยเป็นคนเท่านั้น

นี่คือทหารไทย เมื่อถึงเวลามีจิตวิญญาณของพระนเรศวร พวกเราไม่ต้องหวังว่าสถานการณ์ทหารไทยจะสู้หรือไม่ ชัดเจนอยู่แล้ว เพื่อแผ่นดินดี ที่บรรพบุรุษได้รักษาไว้เราจะต้องปกป้อง ใครรุกล้ำดินแดนของเรา ต้องผลักดันออกไป ยืนยันว่า เราไม่ได้รุกล้ำประเทศอื่น เรารบในประเทศไทยทั้งนั้น

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใยอยู่ตลอดเวลา ท่านได้สอบถามสถานการณ์ไปที่แม่ทัพทุกวัน โดยกองงานของพระองค์ ได้สอบถามสถานการณ์จากแม่ทัพ และได้รายงานทุกวัน สิ่งเหล่านี้คือจอมทัพไทย และตั้งแต่ประวัติศาสตร์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นองค์นำกองทัพ และปัจจุบันก็ยังเป็นเช่นเดิม ดังนั้น ทหารทุกคนพร้อมสละชีพเพื่อชาติทุกคน และปัจจุบันเรายังอยู่หน้าที่หน้าแนว แม้สถานการณ์จะเป็นอย่างไรเราก็พร้อม ไม่ว่าจะยุติก็ได้ หรือจะรบต่อก็พร้อม”

โดยในช่วงหนึ่ง พล.ท.บุญสิน ตอบคำถามนักเรียน หากขอพรได้อยากขอสิ่งใดว่า “ลุงแม่ทัพอยากให้ประเทศไทยสงบสุข เจริญรุ่งเรือง ไม่มีสิ่งเดือดร้อนมีความร่มเย็นเป็นสุข ประชาชนไม่ทะเลาะเบาะแว้ง”

นอกจากนี้ พล.ท.บุญสิน ตอบคำถามนักเรียน หากไทยถูกรุกรานจะดำเนินการอย่างไร พล.ท.บุญสิน กล่าวว่า “แม่ทัพก็ยังทำเหมือนๆ ที่ทำมาแล้ว แบบที่ทำกับกัมพูชา”

โดยผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างตอบคำถาม เด็กตะโกน F-16 ทำให้ พล.ท.บุญสิน ถึงกับยิ้ม พร้อมตอบว่า F-16 ก็ใช้เหมือนกัน แม่ทัพจะบอกว่านี่คือเขตแผ่นดินไทย เอาแผ่นที่ให้เขาดู หากล้ำเขตเข้ามาจะว่าอย่างไร เขาก็จะอ้างแผ่นดินเขา หากไม่ถอนกำลังออกไป จะใช้วิธีเบาไปหาหนักผลักดันออกไป

“ทุกพื้นที่หากแม่ทัพยังเป็นแม่ทัพอยู่ รุกล้ำเข้ามา แม่ทัพเข้าตีอย่างเดียว ไม่คุย ผมมีหน้าที่ปกป้องอธิปไตย ตามรัฐธรรมนูญ ผมมาเพื่อสิ่งนี้ เพื่อขับไล่ศัตรูออกจากแผ่นดินใหญ่ให้รวดเร็ว”

นอกจากนี้ พล.ท.บุญสิน ยังตอบคำถามนักเรียนว่าเหนื่อยกับอะไรมากที่สุด ว่า ไม่เคยเหนื่อย การทำหน้าที่เพื่อประเทศชาติเพื่อแผ่นดิน ไม่มีเวลาป่วยไข้ หรือทะเลาะกับคนในประเทศ มีอย่างเดียวไล่ศัตรูออกจากเขตประเทศ หากแม่ทัพไม่เข้มแข็ง จะทำอย่างไร เพราะฉะนั้นคำว่าเหนื่อยไม่มี พร้อมที่จะทำหน้าที่เพื่อปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน

ทั้งนี้ พล.ท.บุญสิน ฝากถึงเด็กๆ เรื่องการเสพสื่อ หากเป็นเรื่องแตกความสามัคคีใส่ร้าย ทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ประชาชน ให้เกิดปัญหา ขอให้คิดก่อนจริงหรือไม่ อย่าไปเชื่อง่ายๆ ต้องมีสติหาข้อมูล จากหน่วยงานเกี่ยวข้องได้ และขอให้ยึดมั่น ในห้วงเวลาที่ประเทศชาติเป็นอย่างนี้ นับจากวันนี้เป็นต้นไป อยากให้คนไทยกลับมาดูผืนธงชาติไทย จำให้ดีว่า สิ่งเหล่านี้จะต้องอยู่กับแผ่นดินไทยชั่วลูกชั่วหลาน เราจะต้องช่วยกันรักษาสีธงชาติให้ครบ คือ

แดง คือ ชาติเสียสละเลือดบรรพบุรุษ รักษาแผ่นดิน

ขาว คือ ศาสนา ยึดถือยึดมั่นในความดี

น้ำเงิน คือ พระมหากษัตริย์ เป็นองค์ที่ก่อบ้านสร้างเมือง ตั้งแต่โบราณเป็นจอมทัพที่นำคนไทยต่อสู้ จนมีแผ่นดินอยู่ทุกวันนี้

– 006

เราอยู่ในภาวะสงคราม! ‘สมชาย’กระทุ้ง’ผู้นำรัฐบาลไทย’เข้าใจบ้างมั้ย

เราอยู่ในภาวะสงคราม! 'สมชาย'กระทุ้ง'ผู้นำรัฐบาลไทย'เข้าใจบ้างมั้ย

เราอยู่ในภาวะสงคราม! ‘สมชาย’กระทุ้ง’ผู้นำรัฐบาลไทย’เข้าใจบ้างมั้ย

วันพฤหัสบดี ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.35 น.

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (อดีต สว.) ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า We are at war ผู้นำรัฐบาลไทยเข้าใจบ้างมั้ย #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #รวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย

‘อิ๊งค์’เข้าสภาฯ ฟังถกงบ69 บอกศาลรธน.นัดไต่สวน 21 ส.ค.ตรงวันเกิดพอดี

‘อิ๊งค์’เข้าสภาฯ ฟังถกงบ69 บอกศาลรธน.นัดไต่สวน 21 ส.ค.ตรงวันเกิดพอดี

‘อิ๊งค์’เข้าสภาฯ ฟังถกงบ69 บอกศาลรธน.นัดไต่สวน 21 ส.ค.ตรงวันเกิดพอดี

วันพฤหัสบดี ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.20 น.

‘อิ๊งค์’เข้าสภาฯ ฟังถกงบ69 วันที่ 2 บอกศาลรธน.นัดไต่สวนปมคลิปอังเคิล 21 ส.ค.ตรงวันเกิดพอดี

เมื่อเวลา 09.37 น. วันที่ 14 ส.ค.2568 ที่อาคารรัฐสภา น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เดินทางเข้าสภาผู้แทนราษฎร เพื่อร่วมรับฟังการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วาระ 2 และวาระ 3 ในวันที่สอง โดยมีรัฐมนตรี และสส.ของพรรค ร่วมต้อนรับ

ผู้สื่อข่าวถามว่าวันที่ 21 ส.ค.ที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวน คดีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา จะเดินทางไปด้วยตัวเองหรือไม่ โดยน.ส.แพรทองธาร กล่าวว่า วันที่ 21 ส.ค.วันเกิดพอดี

เมื่อถามต่อว่าจะให้ความมั่นใจกับประชาชน และสส.ของพรรคได้หรือไม่ว่าจะอยู่จนวินาทีสุดท้ายหรือไม่ น.ส.แพทองธาร ไม่ตอบคำถามดังกล่าวก่อนเดินขึ้นไปภายในอาคารรัฐสภา

‘อ้วน’พักเถอะ!! ‘หมอวรงค์’อัด’ภูมิธรรม’ฝีมือบริหารประเทศไม่ต่างจาก’อุ๊งอิ๊งค์’

'อ้วน'พักเถอะ!! 'หมอวรงค์'อัด'ภูมิธรรม'ฝีมือบริหารประเทศไม่ต่างจาก'อุ๊งอิ๊งค์'

‘อ้วน’พักเถอะ!! ‘หมอวรงค์’อัด’ภูมิธรรม’ฝีมือบริหารประเทศไม่ต่างจาก’อุ๊งอิ๊งค์’

วันพฤหัสบดี ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.15 น.

‘อ้วน’พักเถอะ!! ‘หมอวรงค์’อัด’ภูมิธรรม’ฝีมือบริหารประเทศไม่ต่างจาก’อุ๊งอิ๊งค์’

เมื่อวันที่ 14 ส.ค.2568 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “แนะนำให้ภูมิธรรมไปพักได้แล้ว โดยส่วนตัวผม ตอนรัฐบาลตั้งศบ.ทก. ผมไม่เห็นด้วย เพราะศบ.ทก.ตั้ง 17 มิถุนายน 2568 อุ๊งอิ๊งคุยโทรศัพท์กับฮุนเซน 15 มิถุนายน ทำให้วันที่ 16 มิถุนายน 2568 รัฐบาลยกเลิกการประชุม สภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) เพราะอุ๊งอิ๊งต้องเป็นประธานการประชุม และตั้งศบ.ทก.มารับหน้าเสื่อแทน แต่ไม่มีอำนาจเต็ม ผมสันนิษฐานว่า พวกคุณต้องการกันอุ๊งอิ๊งออกจากปัญหาเขมรนี้

แม้ศบ.ทก.ไม่มีอำนาจเต็มเหมือน สมช. แต่อย่างน้อยภายใต้สงครามเฟคนิวส์กับเขมร ศบ.ทก.ก็ทำหน้าที่ ได้ดีกว่าทีมงานโฆษกรัฐบาล(โชคดีที่มีทีมโฆษกของทหารอีกแรง) แต่ที่น่าแปลกใจ ทำไมภูมิธรรมจึงบอกว่า จะยุบศบ.ทก. โดยให้เหตุผล สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาเข้าสู่ภาวะปกติ และไม่มีการละเมิดข้อตกลงร่วมกัน

คุณภูมิธรรม คุณแน่ใจหรือว่าสถานการณ์ชายแดนกัมพูชานั้นปกติ ถ้าปกติทำไมทหารขาขาดเกือบต่อเนื่อง รวมทั้งโดรนเขมรยังบิน หรือแม้แต่ฝ่ายเขมรยังปล่อยเฟคนิวส์ตลอด ทำไมเขมรไม่รับเงื่อนไขเก็บกวาดทุ่นระเบิด
คุณภูมิธรรมเป็นผู้นำประเทศ ผมในฐานะประชาชน ต้องมีสิทธิ์ตั้งคำถามนายภูมิธรรมว่า สถานการณ์ชายแดนกัมพูชาเข้าสู่ภาวะปกติ และไม่มีการละเมิดข้อตกลงร่วมกันจริงหรือ? คุณใช้สมองส่วนไหนคิด หรือคุณได้รับคำสั่งจากใครหรือเปล่า?

ยิ่งมาชักเข้าชักออก ให้ประชาชนสับสน เพราะช่วงค่ำวันที่ 13 ส.ค.นี้ ผมเห็นข่าว มีคำชี้แจงกรณีมีข่าวเตรียมยุติบทบาทของ ศบ.ทก. โดยยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่มีการยุติบทบาทของศูนย์ฯ และยังคงปฏิบัติภารกิจตามที่ได้รับมอบหมายอย่างต่อเนื่อง

บอกตรงๆว่าคุณภูมิธรรม คุณบริหารประเทศแทนอุ๊งอิ๊ง แต่ฝีมือและผลงานนั้น ไม่ต่างกันเลย อยากบอกคุณว่า ยิ่งคุณพูดมากเท่าไร ประชาชนยิ่งไม่ไว้วางใจคุณ มากเท่านั้น ทางที่ดีคุณขอลาพักได้แล้ว เพราะยิ่งบริหารประเทศยิ่งเสียหาย ประชาชนยิ่งสับสน….กลับบ้านไปพักผ่อนเถอะครับ เพราะอีกไม่กี่วัน ศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินคดีอุ๊งอิ๊ง คุณได้พักยาวแน่”