‘แรงงานกัมพูชา’ทะลักกลับไทย หลัง 2 กระทรวงผ่อนผันอยู่ต่อได้อีก 6 เดือน อ้างเพื่อมนุษยธรรม

‘แรงงานกัมพูชา’ทะลักกลับไทย หลัง 2 กระทรวงผ่อนผันอยู่ต่อได้อีก 6 เดือน อ้างเพื่อมนุษยธรรม

‘แรงงานกัมพูชา’ทะลักกลับไทย หลัง 2 กระทรวงผ่อนผันอยู่ต่อได้อีก 6 เดือน อ้างเพื่อมนุษยธรรม

วันพฤหัสบดี ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.38 น.

‘แรงงานกัมพูชา’ทะลักกลับไทย ‘กระทรวงมหาดไทย-แรงงาน’ผ่อนผันอยู่ไทยต่อได้อีก 6 เดือน ไม่ต้องข้ามแดนไปต่ออายุด้วยเหตุผลทางด้านมนุษยธรรม

14 สิงหาคม 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ได้รับรายงานจากฝ่ายความมั่นคง พบว่า ในช่วงนี้มีแรงงานชาวกัมพูชาลักลอบใช้ช่องทางธรรมชาติ หลบหนีกลับเข้ามาในประเทศไทยเป็นจำนวนมากในหลายพื้นที่

ล่าสุดกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) รายงานว่า ได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ตรวจพบแรงงานต่างด้าวชาวกัมพูชาจำนวนมากหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งก่อนหน้านี้ ผู้นำรัฐบาลกัมพูชาได้เรียกร้องให้ชาวกัมพูชาที่ทำงานอยู่ในไทยเดินทางกลับประเทศ โดยบอกว่าหากกลับบ้านจะมีงานให้ทำ มีเงินใช้ ทำให้มีแรงงานเดินทางกลับประเทศจำนวนมาก แต่ปรากฏว่าเมื่อเดินทางกลับ กลับไม่เป็นอย่างที่แจ้งไว้ จึงจำเป็นต้องลักลอบเดินทางกลับเข้าประเทศไทยผ่านช่องทางธรรมชาติต่าง ๆ เพื่อกลับเข้ามาทำงานในประเทศไทย ซึ่งหน่วยงานด้านความมั่นคงได้เพิ่มมาตรการในการตรวจตราอย่างเข้มงวด

ทั้งนี้ ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ประกาศ 2 ฉบับของกระทรวงมหาดไทย (มท.) และกระทรวงแรงงาน (รง.) ที่อนุญาตคนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ที่ครบวาระการจ้างงานหรือการอนุญาตให้พำนักในเขตพื้นที่ชายแดนที่ได้รับอนุญาตสิ้นสุดลง  แต่ไม่สามารถเดินทางกลับประเทศต้นทางได้ นั้น ได้อนุญาตให้สามารถทำงานในประเทศไทยต่ออีก 6 เดือน โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2568 เป็นต้นไป ด้วยเหตุผลทางมนุษยธรรม ทำให้คนต่างด้าวดังกล่าวที่ประสงค์จะทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย สามารถทำงานในประเทศไทยได้เป็นกรณีพิเศษ ตามที่ประกาศไว้”

“แม้จะมีการผ่อนผันแรงงานต่างด้าวอย่างถูกกฎหมายด้วยเหตุผลด้านมนุษยธรรม แต่ไทยยังคงให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการคุ้มครองความมั่นคงของประเทศและการบังคับใช้กฎหมาย รัฐบาลขอยืนยันว่า ยังคงปฏิบัติระหว่างกันด้วยหลักมนุษยธรรม และยังคงช่วยเหลืออำนวยความสะดวกให้แรงงานกัมพูชาทุกประการ ตามหลักกฎหมายของประเทศไทย เพื่อให้อยู่ทำงานและอาศัยบนแผ่นดินไทยได้อย่างปลอดภัย” นายจิรายุ กล่าว

วีรกรรมทหารไทย! มทภ.2 เล่าเด็กๆ สู้รบ 5 วัน 4 คืน ลั่นแม่ทัพยังอยู่ ล้ำเข้ามาตีอย่างเดียว

วีรกรรมทหารไทย! มทภ.2 เล่าเด็กๆ สู้รบ 5 วัน 4 คืน ลั่นแม่ทัพยังอยู่ ล้ำเข้ามาตีอย่างเดียว

วีรกรรมทหารไทย! มทภ.2 เล่าเด็กๆ สู้รบ 5 วัน 4 คืน ลั่นแม่ทัพยังอยู่ ล้ำเข้ามาตีอย่างเดียว

วันพฤหัสบดี ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.31 น.

มทภ.2 พบหนูๆ เล่า วีรกรรมทหารไทย สู้รบ 5 วัน 4 คืน ยึดแผ่นดินคืนจากกัมพูชา เด็กตะโกนลั่นใช้ F-16 ไล่ผู้รุกราน ย้ำ แม่ทัพยังอยู่ ล้ำเข้ามาตีอย่างเดียว 

14 ส.ค. 68 ที่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดกิจกรรม “สาธิตเกษตรรวมใจสู่แนวหน้าปลูกต้นกล้าแทนคุณแผ่นดิน” โดยมีพลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 และพลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เป็นวิทยากรบรรยายพิเศษในหัวข้อ เรื่องเล่าจากแนวหน้าและการรักษาอธิปไตยของชาติ 

โดยพลโทบุญสิน เล่าถึงสถานการณ์ชายแดนในปัจจุบัน ว่า วันนี้ดีใจที่ได้มาเห็นน้องๆ ทำกิจกรรมในวันนี้ ได้ร้องเพลงชาติร่วมกัน ธงชาติอยู่ข้างหลัง 16 ผืน 5 แถบ 3 สี กว่าจะได้แผ่นดินมาบรรพบุรุษเสียชีวิตเลือดเนื้อมากี่คนแล้ว แผ่นดินนี้ที่น้องๆ ได้นั่งอยู่ตรงนี้ เหลือเท่านี้บรรพบุรุษเราทำอะไรไว้บ้างรู้หรือไม่ แต่ก็ภูมิใจ ลุงแม่ทัพได้คุยกับผู้อำนวยการโรงเรียนฯ ได้ถามว่ามีวิชาประวัติศาสตร์ชาติไทย มีวิชาศีลธรรมหรือไม่ ซึ่งตนจะถามเสมอเมื่อไปพบปะที่โรงเรียนว่าได้สอน 2 วิชานี้หรือไม่ ทั้งนี้มนุษย์ถ้าไม่มีศิลธรรมในจิตใจก็ไม่ค่อยมีค่าสักเท่าไหร่ ไม่มีจิตสำนึกของความรักชาติรักแผ่นดิน ความเสียสละ ประเทศชาติก็วุ่นวายล่มสลาย มีแต่กอบโกยผลประโยชน์เห็นแก่ตัวเห็นแก่พวกพ้อง เห็นเงินเป็นใหญ่ สิ่งเหล่านี้คือลูกหลานทุกคนของโรงเรียนแม่ทัพมั่นใจว่าทุกคนเป็นคนดี เราเป็นคนดีอยู่ที่ไหนไม่ต้องกลัว เพราะเราคิดดี ไม่ต้องกลัวว่าจะขึ้นศาล ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกเขาด่า แม่ทัพไม่เคยกลัวใครในโลกนี้ เพราะเราคิดดีต่อประเทศชาติและต่อแผ่นดิน และพี่น้องประชาชน จะดังจะเด่นขนาดไหนไม่เคยคิดเอาเรื่องนั้นมาหาผลประโยชน์ นี่คือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และความเป็นคน แม่ทัพมั่นใจว่าครูและอาจารย์สั่งสอนเด็กๆ มาดี 

วันแรกที่เกิดเหตุการณ์ในพื้นที่ชายแดน มีพี่น้องเยาวชนคนไทยและเขมรนัดเจอกันที่ปราสาทตาเมือนธม มีเหตุการณ์หลายอย่างทั้งโพนต์เฟซบุ๊ก ด่ากัน นัดไปแสดงออกที่ปราสาทตาเมือนธมทั้งคนกัมพูชาและพี่น้องคนไทย มีการปลุกระดมกันทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งนี้ปราสาทตาเมือนธมเปิดให้กัมพูชาได้ขึ้นมาชื่นชมได้ตั้งแต่  09.00-15.00 น. ทุกวัน ซึ่งเป็นข้อตกลงที่มามานานแล้วของรัฐบาลในอดีต แม่ทัพไม่มีอำนาจในการปิดถ้าไม่ไม่มีเหตุ ถือเป็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และประเทศกัมพูชาไม่ยอมรับว่าปราสาทตาเมือนธมนี้เป็นของประเทศไทย เขามองว่าเป็นของประเทศกัมพูชาเช่นเดียวกัน จึงทำให้มีปัญหาเช่นนี้ 

แต่เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ที่เกิดปัญหา พี่น้องคนไทยกับคนเขมรนัดเจอกัน โดยมีกัน จอมพลัง เป็นแกนนำ ไปเจอกันที่ปราสาทตาเมือนธม ซึ่งกัมพูชาวัยรุ่นที่ทรงผมหล่อๆ จะไปเจอกันที่ปราสาท

ในช่วงหนึ่ง พล.ท.บุญสิน ได้ถามเด็กๆ ว่า หาก 2 กลุ่มไปเจอกันจะเกิดอะไรขึ้น ทำให้เด็กๆ ตอบว่าจะตีกัน 

แม่ทัพภาคที่ 2 จึงกล่าวว่า ขนาดเด็กๆ ยังคิดได้ แล้วลุงแม่ทัพจะไม่รู้ได้อย่างไร จึงเสนอไปทางกัมพูชาว่าให้ปิดปราสาทก่อน แต่ทางกัมพูชาบอกไม่ให้ปิดแต่หากไทยจะปิดก็ปิด แต่กัมพูชาจะให้ประชาชนขึ้นมาเหมือนเดิม ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นไม่ได้เพราะจะทำให้เราเสียเปรียบ ในคืนนั้นแม่ทัพจึงขออนุมัติจากผู้บังคับบัญชา ในการปิดประสาทตาเมือนธม ก่อนที่ประชาชนกัมพูชาจะขึ้นมา และอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด แม่ทัพรับผิดชอบเอง ซึ่งได้ทำการปิดในช่วง 02.00 น. ของวันดังกล่าว และเช้ามาทหารกัมพูชาใช้ปืนอัตโนมัติยิงทหารไทยตลอดแนว จากอุบลราชธานี-บุรีรัมย์  เกือบ 1,000 กิโลเมตร 

“เมื่อปะทะกันแล้ว ลุงแม่ทัพจึงขอแผ่นดินผมคืน มีการยึดคืนเกือบทั้งหมด โดยใช้เวลา 5 วัน 4 คืน ได้มาเท่านั้นถือว่าถือว่าเต็มที่แล้วสำหรับทหารในการทวงพื้นแผ่นดินคืน เช่น ภูมะเขือ ได้ที่ดินคืนประมาณเกือบ 1 ตารางกิโลเมตร ซึ่งเป็นที่สูง มีทัศนียภาพที่ดี และยังมีหลายพื้นที่ที่เรายืนหยัดในเส้นเขตแดนของเรา ซึ่งการประทะกันเป็นธรรมดาที่ต้องมีการบาดเจ็บ ล้มตายทั้งสองฝ่าย ซึ่ง 15 วีรชนที่ได้มีการสดุดี ถือว่ามีความเหมาะสม เพราะเขามีความกล้าหาญ เป็นตัวแทนของคนไทยทุกคน ถือเป็นคนเสียสละที่หายากในยุคนี้”พล.ท.บุญสิน กล่าวและว่า

วานนี้ (13 ส.ค. 68) ตนได้ไปเยี่ยมทหารที่ประสบเหตุจากการเหยียบทุ่นระเบิด ทหารเราเสียสละ เขายิ้มไม่เสียใจ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้รับเป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ และจะมีการจัดหาขาเทียมที่ดีที่สุดให้ โดยตนได้บอกว่าไม่ต้องห่วง หากอยากเป็นทหารต่อก็ได้หรือจะพักผ่อนแล้วให้ญาติมาเป็นทหารต่อก็ได้ กองทัพจะดูแลอย่างดีที่สุด เพราะเขาได้ทำดีที่สุดแล้ว  

โดยในช่วงหนึ่ง พล.ท.บุญสิน ตอบคำถาม นักเรียนหากขอพรได้อยากขอสิ่งใดว่า “ลุงแม่ทัพอยากให้ประเทศไทยสงบสุข เจริญรุ่งเรือง ไม่มีสิ่งเดือดร้อนมีความร่มเย็นเป็นสุข ประชาชนไม่ทะเลาะเบาะแว้ง 

นอกจากนี้ พล.ท.บุญสิน ตอบคำถามนักเรียน หากไทยถูกรุกรานจะดำเนินการอย่างไร พล.ท.บุญสิน กล่าวว่า แม่ทัพก็ยัง ทำเหมือนที่ทำมาแล้ว แบบที่ทำกับกัมพูชา

โดยผู้สื่อข่าวรายงานว่าในระหว่างตอบคำถาม เด็กตะโกน F-16  ทำให้ พล.ท.บุญสิน ถึงกับยิ้มพร้อมตอบว่า F-16 ก็ใช้เหมือนกัน แม่ทัพจะบอกว่านี่คือ เขตแผ่นดินไทย เอาแผนที่ให้เขาดู หากล้ำเขตเข้ามาจะว่าอย่างไร เขาก็จะอ้างแผ่นดินเขา หากไม่ถอนกำลังออกไป จะใช้วิธีเบาไปหาหนักผลักดันออกไป

“ทุกพื้นที่หากแม่ทัพยังเป็นแม่ทัพอยู่ รุกล้ำเข้ามา แม่ทัพเข้าตีอย่างเดียว ไม่คุย ผมมีหน้าที่ปกป้องอธิปไตย ตามรัฐธรรมนูญ ผมมาเพื่อสิ่งนี้ เพื่อขับไล่ศัตรูออกจากแผ่นดินใหญ่ให้รวดเร็ว”

นอกจากนี้ พล.ท.บุญสิน ยังตอบคำถามนักเรียนว่าเหนื่อยกับอะไรมากที่สุดว่า ไม่เคยเหนื่อย การทำหน้าที่ เพื่อประเทศชาติเพื่อแผ่นดิน ไม่มีเวลาป่วยไข้ หรือทะเลาะกับคนในประเทศ มีอย่างเดียวไล่ศัตรูออกจากเขตประเทศ หากแม่ทัพไม่เข้มแข็ง จะทำอย่างไร เพราะฉะนั้นคำว่าเหนื่อยไม่มี พร้อมที่จะทำหน้าที่เพื่อปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน

นอกจากนี้แม่ทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่าขวัญกำลังใจหารทุกคนยังดี ขอให้ลูกหลาน และน้องๆ บอกคุณพ่อคุณแม่ เมื่อกลับไปบ้าน ว่าลุงแม่ทัพกุ้งและทหาร จิตใจกำลังใจดี และขอให้คุณพ่อคุณแม่เชียร์ด้วยนะครับ” 

ตอกหน้าพรรคส้ม!! ทหารพรานโชว์ใช้สายไส้ไก่รัดห้ามเลือดด้วยตัวเอง หลังถูกด้อยค่ากลางสภาฯ

ตอกหน้าพรรคส้ม!! ทหารพรานโชว์ใช้สายไส้ไก่รัดห้ามเลือดด้วยตัวเอง หลังถูกด้อยค่ากลางสภาฯ

ตอกหน้าพรรคส้ม!! ทหารพรานโชว์ใช้สายไส้ไก่รัดห้ามเลือดด้วยตัวเอง หลังถูกด้อยค่ากลางสภาฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.30 น.

ตอกหน้าพรรคส้ม!! เพจดังโพสต์คลิปทหารพรานโชว์ใช้สายไส้ไก่รัดห้ามเลือดด้วยตัวเอง หลัง สส.ปชน. ด้อยค่าชุดปฐมพยาบาลของทหารกลางสภาฯ 

เมื่อวันที่ 14 ส.ค.2568 เพจเฟซบุ๊ก “วันนี้พรรคส้มโกหกอะไร” โพสต์คลิปวิดีโอ ขณะที่นายชยพล สท้อนดี สส.กทม.พรรคประชาชน อภิปรายงบประมาณกระทรวงกลาโหม พร้อมทั้งสาธิตการใช้สายไส่ไก่ในการห้ามเลือด ว่าไม่สามารถใช้งานได้ในสถานการณ์จริง และคลิปอีกด้านที่ทหารพราน โชว์การใช้สายไส้ไก่ในการห้ามเลือด ซึ่งยืนยันว่าสามารถใช้งานได้จริง พร้อมข้อความระบุว่า “ทุกคนคะ พี่ทหารพรานฝากชี้แจงกรณี สส. ชยพล พรรคส้ม ด้อยค่าชุดปฐมพยาบาลของทหารในรัฐสภา

1. สายไก่รัดห้ามเลือดที่ สส. พรรคส้ม เสียดสี ทำตลกด้อยค่าในสภา มันห้ามเลือดได้จริง ทหารทุกคนผ่านการฝึกอบรมจริงจัง เวลาใช้จริงไม่ตลกเหมือนที่ สสทำในสภา

2. ในชุดปฐมพยาบาล มีทั้งสายลัดห้ามเลือด ทั้งผ้าพันแผล ทั้งอุปกรณ์ ปฐมพยาบาลถ้าไม่มีสายรัดห้ามเลือด เราจะใช้ผ้าพันคอแทน ที่ทหารพรานมีผ้าพันคอ นั่นมันเอาไว้ห้ามเลือดสำรอง

3. หากอยากให้ใช้สายรัดห้ามเลือดแบบฝรั่ง (tourniquet) ถ้ามีได้มันก็ดี ควรนำเสนอแบบสร้างสรรค์ไม่ใช่ล้อเลียน

4. ถ้ากองทัพซื้อสายรัดแบบฝรั่งมัมีราคาสูงหลักพันและต้องซื้อจำนวนมาก ถ้าก่อนหน้านี้ซื้อมา จะมั่นใจได้อย่างไรว่าซื้อมาทำอะไรเยอะแยะ มั่นใจหรือว่าจะไม่ด้อยค่าเหมือนที่บอกว่า ทหารไทยรบกับใครก็ไม่ชนะ

5. ผมได้ทำคลิปวิธีการใช้ส่งมาให้ดูว่าคนที่เป็นทหารและอบรมมาเขาทำกันได้จริง ขอบคุณครับ

หนู/โลกต้องรู้เรื่องนี้ จัดไปค่าา”

มทภ.2 ลั่นต่ออายุราชการเป็นกระแสสังคม เชื่อ’แม่ทัพคนใหม่’สานต่อภารกิจได้

มทภ.2 ลั่นต่ออายุราชการเป็นกระแสสังคม เชื่อ'แม่ทัพคนใหม่'สานต่อภารกิจได้

มทภ.2 ลั่นต่ออายุราชการเป็นกระแสสังคม เชื่อ’แม่ทัพคนใหม่’สานต่อภารกิจได้

วันพฤหัสบดี ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.19 น.

วันที่ 14 สิงหาคม 2568 ที่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่2 กล่าวตอนหนึ่งในการบรรยายสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาให้เด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษา ถึงมัธยมศึกษาว่า  สำหรับเสียงเรียกร้องให้ต่ออายุราชการนั้น เป็นเรื่องกระแสสังคมมากกว่า แต่ตนปฏิบัติหน้าที่ตามอายุราชการ วันที่ 30 ก.ย. ก็จบหน้าที่แล้ว 

และขอขอบคุณประชาชนที่ให้กำลังใจ และในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ ตนมั่นใจ แม่ทัพภาคที่ 2 คนใหม่ ผู้บัญชาการทหารบก และผู้บังคับชาตามลำดับชั้น ในการคัดเลือกคนที่เหมาะสม กองทัพสร้างคนมาทดแทนได้อยู่แล้ว

‘สภาฯ’ถกงบคมนาคม ‘วิโรจน์’ชงตัดงบจัดซื้อ‘รถเครน’หวั่นซื้อ‘ครุภัณฑ์’ผิดกฎหมาย

‘สภาฯ’ถกงบคมนาคม ‘วิโรจน์’ชงตัดงบจัดซื้อ‘รถเครน’หวั่นซื้อ‘ครุภัณฑ์’ผิดกฎหมาย

‘สภาฯ’ถกงบคมนาคม ‘วิโรจน์’ชงตัดงบจัดซื้อ‘รถเครน’หวั่นซื้อ‘ครุภัณฑ์’ผิดกฎหมาย

วันพฤหัสบดี ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.18 น.

‘สภาฯ’ฉลุย‘งบเกษตรฯ’ ลุยต่อ‘คมนาคม’ ด้าน‘วิโรจน์’ชงตัดงบจัดซื้อ‘รถเครน’ของกรมทางหลวงชนบท 7.56 ล้านบาท หวั่นซื้อ‘ครุภัณฑ์’ผิดกฎหมายมาใช้งาน หลังพบถูกจัดอยู่กลุ่ม‘รถบรรทุก’อาจถูกตำรวจจับข้อหาบรรทุกน้ำหนักเกิน แนะแก้กฎหมายสอดคล้องชาวโลก

14 ส.ค.2568 เวลา12.08น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 วงเงิน3.78ล้านล้านวาระ2 ต่อเนื่องเป็นวันที่2 ภายหลังจากที่มีการอภิปรายในมาตรา14 งบประมาณกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบในมาตรา 14 ด้วยคะแนน 251 เสียง ไม่เห็นด้วย 135 เสียง งดออกเสียง 44 เสียง ไม่ลงคะแนน 4 เสียง และเข้าสู่การพิจารณาในมาตรา 15 กระทรวงคมนาคม

จากนั้นในเวลา12.15น. นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปราย มาตรา 15 งบประมาณกระทรวงคมนาคม วงเงิน 184,465 ล้านบาท ในส่วนของกรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบนว่า ปีงบประมาณ 69 กรมทางหลวงชนบทมีแผนจัดซื้อรถเครน 6 ล้อ พร้อมเครนยกไม่น้อยกว่า 10 ตันเมตร จำนวน 2 คัน คันละ 3.78 ล้านบาท รวมงบประมาณ 7.56 ล้านบาท แต่ปัญหาคือรถเครนในประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหากฎหมายที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน เนื่องจากรถเครนที่ผลิตตามมาตรฐานอุตสาหกรรม ที่มาตรฐานความปลอดภัยถูกต้องทุกอย่าง สามารถวิ่งได้บนท้องถนนทั่วโลก แต่ต้องถูกตำรวจไทยจับข้อห้าน้ำหนักเกิน เพราะถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มรถบรรทุก สาเหตุของปัญหามาจากผู้อำนวยการทางหลวงพิเศษ ผู้อำนวยการทางหลวงแผ่นดิน และผู้อำนวยการทางหลวงสัมปทาน รวมถึงประกาศกรมทางหลวงที่ คค 0643/530 เรื่องหลักเกณฑ์การขออนุญาตให้ยานพาหนะเดินบนทางหลวงพิเศษทางหลวงแผ่นดิน และทางหลวงสัมปทาน ซึ่งรมว.คมนาคม อธิบดีกรมทางหลวง และอธิบดีกรมทางหลวงชนบาท ต่างก็ทราบดี แทนที่จะเร่งแก้ไขกฎหมาย และจัดเก็บค่าธรรมเนียมอย่างสมเหตุสมผล เอารายได้เข้ารัฐ กลับปล่อยให้เกิดการรีดไถไม่จบไม่สิ้น สิ่งที่น่าเศร้าเวลาเกิดภัยพิบัติ ยกตัวอย่างตอนที่ตึกสตง.ถล่ม หน่วยงานราชการขอความช่วยเหลือจากสมาคมผู้ประกอบการรถเครน ให้เอารถเครนออกมาช่วย กระซิบกระซาบบอกเขาว่าครั้งนี้ยกเว้นไม่จับ เมื่อพ้นภัยพิบัติค่อยว่ากันใหม่

“หากยังไม่มีการแก้ไขกฎหมาย หมายความว่ากรมทางหลวงชนบท กำลังจะซื้อครุภัณฑ์ผิดกฎหมายมาใช้งานสุดท้ายรถเครนที่ต้องใช้เพื่อการยกของ กลับถูกใช้เป็นเครื่องมือในการไถ หากไม่ยอมให้ไถจะถูกตำรวจบางนายริบรถทันที ทั้งที่รถเครนไม่ใช่ราคาถูกๆ คันละเกือบ 4 ล้านบาท ถ้าเป็นสเปคสูงๆ ราคาแตะหลัก 10 ล้านบาท กฎหมายที่ลักลั่นแบบนี้ปล่อยไว้ได้อย่างไร ผมจึงขอเสนอตัดงบประมาณการจัดซื้อรถเครนของกรมทางหลวงชนบททั้ง 2 คัน และแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวกับรถเครนให้สอดคล้องกับกฎหมายในโลกใบนี้ก่อน” นายวิโรจน์ กล่าว

‘ประธาน กกต.’เผยคำร้องยุบ 6 พรรคร่วมรัฐบาลเดิม เหลืออีก 14 เรื่อง

‘ประธาน กกต.’เผยคำร้องยุบ 6 พรรคร่วมรัฐบาลเดิม เหลืออีก 14 เรื่อง

‘ประธาน กกต.’เผยคำร้องยุบ 6 พรรคร่วมรัฐบาลเดิม เหลืออีก 14 เรื่อง

วันพฤหัสบดี ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.17 น.

‘ประธานกกต.’เผยคำร้องยุบ 6 พรรคร่วมรัฐบาลเดิม อยู่ระหว่างการพิจารณาของนายทะเบียนฯ เผยมีความเห็นยุติ 3 เรื่องแล้ว เพราะไม่มีมูล

14 สิงหาคม 2568 นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าคำร้องยุบ 6 พรรคร่วมรัฐบาลเดิม จากเหตุยินยอมให้นายทักษิณ ชินวัตร ครอบงำ ชี้นำ ว่า ตอนนี้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงทำเสร็จสิ้นแล้ว อยู่ระหว่างการพิจารณาของนายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต. ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง ซึ่งเท่าที่จำได้ทั้งหมดมี 17 เรื่อง ที่เกี่ยวกับการร้องเรื่องนี้ ในจำนวนนี้มี 3 เรื่อง ที่เลขาธิการกกต.ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองมีความเห็นให้ยุติเรื่องเนื่องจากไม่มีมูลมากพอ

ส่วนอีก 14 เรื่อง มี 8 เรื่องที่ทำเสร็จในระดับคณะกรรมการ และอยู่ในขั้นตอนระหว่างการพิจารณาของเลขาธิการกกต. อีก 4 เรื่อง ส่วนอีก 2 เรื่องอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อเท็จจริง  และเมื่อเร็วๆนี้ก็มีการยื่นคำร้องมาอีก 1 เรื่อง ซึ่งหากประเด็นเหมือนกันก็นำไปรวมกันได้ แต่บางครั้งคำร้องเข้ามาแล้ว แต่เรื่องลักษณะเดียวกันอาจพิจารณาเสร็จสิ้น ก็ต้องพิจารณาเป็นรายกรณีไป

32 รายหนาว! ‘อิทธิพร’เผยสอบฮั้วเลือก สว.ระดับจังหวัด 2 จังหวัด ส่งฟ้องศาลแล้ว

32 รายหนาว! 'อิทธิพร'เผยสอบฮั้วเลือก สว.ระดับจังหวัด 2 จังหวัด ส่งฟ้องศาลแล้ว

32 รายหนาว! ‘อิทธิพร’เผยสอบฮั้วเลือก สว.ระดับจังหวัด 2 จังหวัด ส่งฟ้องศาลแล้ว

วันพฤหัสบดี ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.43 น.

32 รายหนาว! “อิทธิพร”เผยสอบฮั้วเลือก สว.ระดับจังหวัด 2 จังหวัด ส่งฟ้องศาลแล้ว ส่วนคณะทำงานไต่สวนชุดที่ 26 ยันสอบคนเป็นร้อย ชี้ทำงานไม่ล่าช้า จ่อแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมอีก

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 ที่โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการฯ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ว่าก่อนหน้านี้ กกต.ได้มีมติกรณีการตรวจสอบการเลือก สว.ระดับจังหวัด ว่าในส่วนของ จ.ร้อยเอ็ด ได้มีมติพิจารณาส่งฟ้องศาลแล้วเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา และล่าสุดเมื่อวานนี้ (13 ส.ค.) กกต.ได้มีมติการเลือก สว.ระดับจังหวัด ที่ จ.ยะลา ได้มีมติสรุปสำนวนฟ้อง 12 สำนวน ส่งศาลพิจารณาความผิด 32 คน ซึ่งมีทั้งผู้ได้รับเลือกเป็น สว.และผู้ไม่ได้รับการเลือก ทั้งนี้ จะได้มีการเผยแพร่คำวินิจฉัยเร็วๆ นี้

นอกจากนี้ นายอิทธิพร ยังให้สัมภาษณ์ถึงการทำงานของคณะกรรมการสืบสวนไต่สวนชุดที่ 26 ที่มีเจ้าหน้าที่จากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ร่วมคณะทำงาน ว่าสรุปสำนวนส่งไปยังรองเลขา กกต.ว่า ขั้นตอนในขณะนี้ผ่านจากคณะกรรมการที่ 26 ซึ่งเป็นการพิจารณาคดีในขั้นตอนแรก อยู่ระหว่างการทำงานของรองเลขา กกต.โดยทราบอย่างไม่เป็นทางการว่าในจำนวนผู้ที่ถูกกล่าวหา และผู้ถูกร้องที่มีประมาณร้อยกว่าคน ซึ่งมีบางคนได้สั่งให้แจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติม และสั่งไต่สวนเพิ่มเติมแล้ว

ส่วนที่มีการท้วงติงว่า กกต.ใช้เวลาในการพิจารณานานนั้น ประธาน กกต.ชี้แจงว่า เวลาที่กำหนดไว้เป็นเวลาที่อำนวยความยุติธรรมให้กระบวนการพิจารณาในแต่ละลำดับไม่เกิดความล่าช้า หากจะช้าไปบ้างก็ต้องมีเหตุผลว่าเหตุใดถึงช้า ไม่เช่นนั้นก็จะไม่เกิดความยุติธรรมกับใคร การที่ กกต.ออกประกาศ กกต.มานั้น ได้มีการกำหนดการดำเนินการในแต่ละขั้นตอนว่าใช้เวลาเท่าไหร่ เป็นเพราะไม่ต้องการให้เกิดความล่าช้า ซึ่งไม่กระทบต่อสำนวนและเนื้อหา โดยจากสำนวนของคณะกรรมการชุดที่ 26 มีผู้ที่ถูกกล่าวหาเป็นร้อยคน และมีเอกสารหลายพันหน้า ต้องใช้เวลา ดังนั้น กระบวนการจึงต้องใช้ความรอบคอบ เพราะเป็นกระบวนการยุติธรรม

ประธาน กกต.กล่าวอีกว่า ส่วนที่มีการเรียกรับทราบข้อกล่าวหาเพิ่มนั้นตนไม่ทราบจำนวน เพราะเป็นกระบวนการอยู่ในความรับผิดชอบของคณะกรรมการชุดที่ 26 ซึ่งตนจะไม่เข้าไปแทรกแซง โดยได้รับแจ้งว่าจะพยายามทำงานตามกรอบเวลา เพราะตระหนักดีถึงความสนใจของประชาชน แต่ในขั้นตอนของกฎหมายจำเป็นที่จะต้องแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมสำหรับบางคน และให้ดำเนินการไต่สวนเพิ่มเติมในบางประเด็น โดยในบรรดาเกือบ 200 คน เมื่อ กกต.ตรวจสำนวนแล้วเห็นว่าข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอ ก็สามารถแจ้งให้คณะกรรมการชุดที่ 26 ไปสอบเพิ่มได้ต้องอำนวยความยุติธรรมให้กับทุกฝ่าย เมื่อถามว่า อาจจะเป็นมองว่ายื้อเวลาให้กับ สว.หรือไม่นั้น นายอิทธิพร กล่าวว่า อาจจะถูกมองแบบนั้นได้ แต่ยืนยันว่า กกต.ไม่ได้ทำงานเช่นนั้น

‘มทภ.2’ย้ำ!ยังวางใจไม่ได้ เหตุยังไม่ถอนกำลัง-อาวุธหนักเต็มพื้นที่

'มทภ.2'ย้ำ!ยังวางใจไม่ได้ เหตุยังไม่ถอนกำลัง-อาวุธหนักเต็มพื้นที่

‘มทภ.2’ย้ำ!ยังวางใจไม่ได้ เหตุยังไม่ถอนกำลัง-อาวุธหนักเต็มพื้นที่

วันพฤหัสบดี ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.18 น.

“มทภ.2″ลั่น!ไม่พร้อมเปิดด่าน เปรยปิดยันเกษียณฯ เตรียมถกอาร์บีซี ปมทุ่นระเบิด ย้ำสถานการณ์ยังวางใจไม่ได้ เหตุยังไม่ถอนกำลัง-อาวุธหนักเต็มพื้นที่

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 ที่โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ให้สัมภาษณ์กรณีประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (อาร์บีซี) ระหว่างแม่ทัพภาคที่ 2 และผู้บัญชาการภูมิภาคทหาร ฝ่ายกัมพูชา ว่า เขาตอบรับแล้วในช่วงปลายเดือน ส.ค.นี้ จะมีการประชุมฝ่ายเลขานุการ โดยก็จะมีการหารืออีกครั้งว่ามีประเด็นใดบ้าง สำหรับสถานที่หารือจะเป็นแนวเขตชายแดนฝั่งไทยเพื่อความสบายใจ 2 ฝ่าย

ส่วนการประชุมอาร์บีซีจะมีการพูดคุยถึง 11 พื้นที่ ที่ฝ่ายไทยควบคุมไว้หรือไม่ พล.ท.บุญสิน กล่าวว่า เราก็ควบคุมอยู่ ไม่ถอนทหาร และเราก็อยู่ตรงนั้น ถึงได้มีคำว่าลวดหนาม และใช้จำนวนมาก

พร้อมกันนี้ พล.ท.บุญสิน ยันยืนว่า พื้นที่ปราสาทตาควายเป็นของไทยอยู่ แต่ก็ต้องหาวิธีนำกลับมา ไม่ว่าจะด้วยวิธีใด ทั้งทางระหว่างประเทศและภายในประเทศ

ส่วนจะคาดหวังการประชุมอาร์บีซีครั้งนี้ได้มากน้อยอย่างไร และกำหนดขั้นตอนการปฏิบัติ 13 ข้อ ที่นำไปสู่การหยุดยิงได้เป็นรูปธรรมหรือไม่ พล.ท.บุญสิน กล่าวว่า อยู่ที่แม่ทัพฝ่ายกัมพูชาจะต้องรอคำยืนยันจากผู้บังคับบัญชาเช่นกัน

สำหรับการจัดการทุ่นระเบิดจะมีการจัดการอย่างไรนั้น พล.ท.บุญสิน กล่าวว่า ได้มีการปรับการเฝ้าตรวจระยะไกล ใช้เครื่องมือพิเศษ รวมถึงโดรนตรวจสอบ วางลวดหนาม

เมื่อถามว่า การประชุมอาร์บีซีจะมีการพูดถึงเรื่องทุระเบิดหรือไม่ พล.ท.บุญสิน ยอมรับว่า เป็นหนึ่งในเรื่องที่จะนำเข้าที่ประชุม เพราะผิดเงื่อนไขในอนุสัญญาออตตาวา ว่าด้วยการใช้ระเบิดสังหารบุคคล ซึ่งทางกัมพูชาก็เป็นสมาชิกด้วย ถ้าเขาไม่ยอมรับเราจะประท้วง และสื่อสารไปทางสากลให้รับทราบด้วย

เมื่อถามย้ำว่า แม้แต่เวทีจีบีซีทางกัมพูชาไม่ตอบรับเก็บกู้ทุ่นระเบิดจะทำอย่างไร พล.ท.บุญสิน กล่าวว่า ในเวทีอาร์บีซีเราจะพูดอีก ถ้าไม่ยอมรับเราจะชี้แจงต่อสังคมโลก ให้ยูเอ็นช่วยดูว่าเกิดอะไรขึ้น และต้องให้ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (TMAC) เข้ามาช่วยดู ส่วนที่เขาปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นคนวางทุ่นระเบิด ก็เป็นวิธีของเขา ซึ่งตนเตรียมเรื่องการชี้แจง รวมถึงการใช้กำลังไว้พร้อมทั้งหมด

ส่วนการที่เราสื่อสารว่าพร้อมใช้สิทธิ์ป้องกันตัวเอง พล.ท.บุญสิน กล่าวว่า ส่วนนั้นเป็นเรื่องของทางรัฐบาล ในส่วนของเราก็ปฎิบัติหน้าที่ต่อ โดยท่าทีกัมพูชาต่อเรื่องนี้เป็นปกติ และมีการเตรียมพร้อมในส่วนของเขา แต่ฝ่ายไทยก็ไม่ประมาท พร้อมย้ำว่า ในพื้นที่ยังไม่มีการถอนกำลัง อาวุธต่างๆ ยังคงอยู่เหมือนเดิม และมองว่าฝ่ายกัมพูชายังไม่ลดราวาศอกในเรื่องของการใช้ทุนระเบิด

เมื่อถามว่า สถานการณ์ในพื้นที่ยังไว้วางใจไม่ได้ ใช่หรือไม่ พล.ท.บุญสิน กล่าวว่า ยังไม่มีการถอนกำลัง และอาวุธหนักก็ยังอยู่เป็นชายแดน ส่วนการใช้รถกวาดทุ่นระเบิดได้ผลอย่างไร พล.ท.บุญสิน กล่าวว่า ก็ได้ประโยชน์ แต่บางจุดเข้าไม่ถึง เพราะเป็นป่าทึบ ต้องใช้วิธีอื่น

เมื่อถามว่า ฝ่ายรัฐบาลส่งสัญญาณเรื่องการเปิดด่านแล้วหรือไม่ พล.ท.บุญสิน กล่าวว่า “ทางเรายังไม่พร้อม ถ้าถาม เรายังไม่พร้อม” จากนั้น พล.ท.บุญสิน กล่าวทีเล่นทีจริงว่า “ปิดยันเกษียณฯ” พร้อมกับหัวเราะ

กกต. ถกพรรคการเมือง ย้ำให้เห็นความสำคัญของสาขา ตัวแทนจังหวัด

กกต. ถกพรรคการเมือง ย้ำให้เห็นความสำคัญของสาขา ตัวแทนจังหวัด

กกต. ถกพรรคการเมือง ย้ำให้เห็นความสำคัญของสาขา ตัวแทนจังหวัด

วันพฤหัสบดี ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.03 น.

กกต. ถกพรรคการเมือง ย้ำให้เห็นความสำคัญของสาขา ตัวแทนจังหวัด ทั้งการทำไพรมารี กำหนดนโยบายหาเสียงเลือกตั้ง กระตุ้นให้ความรู้ การปกครองระบอบประชาธิปไตย ที่ผ่านมายังทำยังน้อย

วันที่ 14 ส.ค.68 โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการฯ นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานกรรมการการเลือกตั้ง  (กกต.) เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมชี้แจงแนวทางการดำเนินกิจการของพรรค การเมือง ครั้งที่ 2 โดยมีหัวหน้าพรรค การเมือง รองหัวหน้าพรรคการเมือง กรรมการบริหารพรรคการเมือง และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานของพรรคการเมือง  เข้าร่วมประชุมจำนวนมาก

นายอิทธิพร กล่าวว่า ในการประชุมจะเป็นการให้ความรู้และชี้แจงแนวทางการสนับสนุนพรรคการเมืองโดยรัฐ ซึ่งเป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์กองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง ฉบับที่ 3 และการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามหลักสูตรพรรคการเมืองคุณภาพ เพื่อให้พรรคการ เมืองใช้เป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดความรู้แก่กรรมการสาขาพรรคการเมือง ตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด สมาชิกพรรคการเมืองและประชาชนทั่วไป และใช้หลักสูตรดังกล่าวในการดำเนินกิจกรรม ตามมาตรา 23 (1) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 และการดำเนินกิจกรรมที่ใช้เงินอุดหนุนที่ได้รับจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง ตลอดจนแนวทางการดำเนินกิจการของพรรคการเมืองตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อเตรียมความพร้อมในการเลือกตั้ง สส.ของพรรคการเมือง ในเรื่องการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองของผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร การจัดตั้งสาขาพรรคการ เมือง และตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด การสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. การกำหนดนโยบายของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณาหาเสียง 

นายอิทธิพร ให้สัมภาษณ์ภายหลังว่า  การประชุมว่า วันนี้ตนได้เน้นย้ำในสิ่งที่เป็นหน้าที่หลักของพรรคการเมือง ว่าให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบ และย้ำถึงกระบวนการสรรหาผู้สมัคร เพื่อจะเป็นตัวแทนของพรรคการเมืองในการเลือกตั้งสส. ปี 2570 จึงต้องมีการทำไพรมารีโหวต ว่าต้องให้ความสำคัญ กับตัวแทนสาขาพรรคประจำจังหวัดต่างๆด้วย และเน้นย้ำในเรื่องของการกำหนดนโยบายที่จะใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง ตามมาตรา 57 ของพ.ร.ป.พรรคการเมืองที่กำหนดให้ ต้องรับฟังความคิดเห็นจากสาขาพรรคการ เมืองและตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด รวมถึงเรื่องของการใช้จ่ายเงินอุดหนุน นอกจากทำตามกฎหมายแล้ว มาตรา 23 (1) ของกฎหมายเดียวกันนี้ ได้กำหนดว่าพรรคการเมือง จะต้องดำเนินกิจกรรม เกี่ยวกับการให้ความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธิป ไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แก่สมาชิกพรรคการเมืองและประชาชน เนื่องจากที่ผ่านมามีพรรคการเมืองที่ทำเรื่องนี้ไม่มาก จึงอยากจะเชิญชวนให้พรรคการเมืองให้ความสำคัญในเรื่องเหล่านี้ และย้ำว่าในการปฏิบัติตามกฎหมายเลือกตั้งของพรรคการเมือง ยังมีข้อสงสัยสามารถสอบถามมายังกกต.ได้ ตามมาตรา 23 ของพ.ร.ป.กกต. ซึ่งกำหนดให้กกต.มีหน้าที่ต้องตอบภายใน 30 วัน ทั้งนี้ข้อมูลการตอบข้อซักถาม ก็มีปรากฏอยู่ในแอพพลิเคชั่น smartvote จึงอยากให้ตัวแทนพรรคการเมืองที่เข้าร่วมประชุมโหวตแอพฯ นี้ เพราะปัจจุบันมีคนโหลดได้ใช้แล้ว 1.8 ล้านคน

“ได้ขอให้พรรคการเมืองให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องการกำหนดนโยบายในการใช้โฆษณาหาเสียง ซึ่งมาตรา 57 ของ พ.ร.ป. ว่าด้วยพรรคการเมือง กำหนดให้พรรคการเมืองคำนึงถึงความเห็น ของสาขาพรรคการเมือง และตัวแทนพรรค การเมืองประจำจังหวัด ซึ่งเราก็หวังที่จะเห็นกระบวนการทำงานในส่วนนี้ หวังที่จะเห็นตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด ประชุมกันเพื่อให้ได้ข้อยุติ ว่าจังหวัดเราอยากได้อะไร ที่เป็นนโยบายและส่งไปให้สำนักงานใหญ่ เพื่อใช้ประกอบในการกำหนดนโยบาย ซึ่งนอกจากฟังความเห็นแล้วพรรคการเมืองก็ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย ส่วนเรื่องการมีวิสัยทัศน์หรือแนวนโยบายอะไรก็เป็นเรื่องที่พรรคการ เมืองต้องตระหนักว่ามันเหมาะสมหรือไม่อย่างไร” นายอิทธิพร กล่าว

ลวดหนามที่ทิ่มใจ? สนามรบไม่มีรอ…เพราะทุกวินาทีคือชีวิต

ลวดหนามที่ทิ่มใจ? สนามรบไม่มีรอ...เพราะทุกวินาทีคือชีวิต

ลวดหนามที่ทิ่มใจ? สนามรบไม่มีรอ…เพราะทุกวินาทีคือชีวิต

วันพฤหัสบดี ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.52 น.

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และผู้อำนวยการพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้โพสต์คลิปวีดีโอลงบนเฟซบุ๊ก “ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ” ในหัวข้อ “ลวดหนามที่ทิ่มใจ?” สนามรบไม่มีรอ…เพราะทุกวินาทีคือชีวิต โดยระบุถึงกรณีกองทัพภาคที่ 2 เปิดรับบริจาคลวดหนามหีบเพลงจากประชาชน จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนักการเมืองหลายฝ่าย รวมถึงพรรคการเมืองบางพรรค ถึงความไม่เหมาะสม โดยแจ้งว่ามีงบประมาณที่เหลือเฟือให้กับกองทัพอยู่แล้วนั้น

โดย ดร.หิมาลัย ได้อธิบายถึงเหตุผลต่อกรณีดังกล่าว ว่า เวลาที่น้องๆ ทหารอยู่ในพื้นที่ชายแดน เวลาปะทะกัน เค้าไม่มีเวลาคิดถึงความเหมาะสม หรืออะไรก็ตาม ส่วนเรื่องงบประมาณอาจจะมีจัดซื้อ แต่ถามว่าจะได้เมื่อไหร่ ณ เวลานี้คนไทยที่รักชาติหลายๆ คน ก็อยากจะแสดงออก อยากที่จะช่วย เป็นการให้กำลังใจแนวหน้า ซึ่งมันไม่ผิดในสิ่งที่กองทัพร้องขอในเรื่องรั้วลวดหนาม (ชมคลิปด่านล่าง)