รัฐบาลย้ำสถานการณ์‘7 จังหวัดชายแดน’คลี่คลาย อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม หลอกให้อพยพ

รัฐบาลย้ำสถานการณ์‘7 จังหวัดชายแดน’คลี่คลาย อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม หลอกให้อพยพ

รัฐบาลย้ำสถานการณ์‘7 จังหวัดชายแดน’คลี่คลาย อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม หลอกให้อพยพ

วันพุธ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 21.35 น.

รัฐบาลย้ำสถานการณ์‘7 จังหวัดชายแดน’คลี่คลาย อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม หลอกให้อพยพ

13 สิงหาคม 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อสังคมออนไลน์ อ้างว่า “กองทัพบกประกาศเตือนให้ประชาชนเร่งอพยพออกจากพื้นที่” เนื่องจากสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชากลับมาตึงเครียดอีกครั้ง ว่า เป็นข่าวปลอม และไม่มีมูลความจริง ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับเพจกองทัพภาคที่ 2 แล้ว ยืนยันว่า กองทัพบกไม่เคยออกประกาศดังกล่าว และสถานการณ์ชายแดนตลอดแนวกองกำลังสุรนารีอยู่ในภาวะปกติ มีเพียงการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดตามปกติ ยังไม่มีการปะทะหรือสู้รบในพื้นที่ รัฐบาลขอให้ประชาชน อย่าได้หลงเชื่อหรือส่งต่อข้อมูลเท็จ และให้ติดตามข่าวสารจากหน่วยงานภาครัฐหรือสื่อทางการเท่านั้น พร้อมย้ำว่ารัฐบาลและกองทัพบกให้ความสำคัญสูงสุดต่อความมั่นคงของประเทศ และความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ชายแดนทุกคน

ฟาดหน้าผู้นำเขมร! ‘เสธ.หิ’จวกยับหลบหลังกระโปรง‘มาลี’ แหกปากใส่ร้ายไทย

ฟาดหน้าผู้นำเขมร! ‘เสธ.หิ’จวกยับหลบหลังกระโปรง‘มาลี’ แหกปากใส่ร้ายไทย

ฟาดหน้าผู้นำเขมร! ‘เสธ.หิ’จวกยับหลบหลังกระโปรง‘มาลี’ แหกปากใส่ร้ายไทย

วันพุธ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 21.13 น.

ฟาดหน้าผู้นำเขมร! ‘เสธ.หิ’จวกยับหลบหลังกระโปรง‘มาลี’ แหกปากใส่ร้ายไทย

13 สิงหาคม 2568 ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และผู้อำนวยการพรรครวมไทยสร้างชาติ โพสต์เฟซบุ๊ก “ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ” ระบุว่า…

“อย่าให้เสื่อมเกียรติมากไปกว่านี้เลย

เวลายิง ก็ยิงไทยก่อน สู้ไม่ได้ ก็แหกปาก ขอให้หยุดยิง ตั้งแต่หยุดยิง กัมพูชาก็เสริมทหารไม่ได้หยุด แล้วยังจะมาหน้าด้านให้ไทยถอยทหารลงมาอีก กฎของการหยุดยิง หยุดกันตรงไหน ก็อยู่ตรงนั้นแหละ เป็นทหาร เป็นผู้นำ อย่าหลบอยู่หลังกระโปรงมาลี ทำให้ประเทศเสื่อมเสียไปมากกว่านี้เลย”

ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ

ปกป้องแผนดินไทย

‘ปลอดประสพ’กาง 5 ข้อ ประกาศรับซื้อ‘ทุ่นระเบิดเขมร’ เพื่อความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

‘ปลอดประสพ’กาง 5 ข้อ ประกาศรับซื้อ‘ทุ่นระเบิดเขมร’ เพื่อความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

‘ปลอดประสพ’กาง 5 ข้อ ประกาศรับซื้อ‘ทุ่นระเบิดเขมร’ เพื่อความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

วันพุธ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 20.22 น.

‘ปลอดประสพ’กาง 5 ข้อ ประกาศรับซื้อ‘ทุ่นระเบิดเขมร’ เพื่อความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

13 สิงหาคม 2568 ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี อดีตปลัดกระทรวงกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และอดีตรองนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี” ระบุว่า…

ประกาศรับซื้อทุ่นระเบิดเขมร

เพื่อแสดงความรักชาติและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ผมขอเชิญชวนร่วมกิจกรรม ดังนี้

1. รับซื้อทุ่นระเบิดบุคคลแบบ PMN 2 จากทหารเขมร (ขอให้ นำส่งที่ด่านชายแดนได้ทุกแห่ง) ในราคาลูกละ 10,000 บาท

2. ติดธงชาติไทย หรือ สติกเกอร์ธงชาติไทยที่รถยนต์ของท่าน

3. ติดpin ธงชาติไทยที่ปกเสื้อกันทุกคน (ตอนนี้หายากมาก) ร้านไหนทำได้ผมขอเหมา 1,000 อันทันทีครับ

4. ประกวดแต่งเพลงรักชาติที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทย/เขมร ผมจะให้รางวัล 10,000 บาท

5. ถ้ารางวัลที่ผมเสนอมันน้อยไป ก็ขอเชิญชวนเพื่อนนักเรียนเก่าของผม เริ่มแต่โรงเรียนมาแตร์เดอี กรุงเทพคริสเตียน เตรียมอุดมศึกษา และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มาร่วมลงขันด้วย ก็จะเป็นความอบอุ่นอย่างยิ่ง

ที่เขียนมานี่ ไม่ใช่เขียนเล่นนะครับ ทำจริงๆ

‘สุรเดช’แนะรัฐบาลยกเลิกข้อตกลงเวที GBC หลังเขมรละเมิดข้อตกลง ทำทหารไทยต้องขาขาดอีก

‘สุรเดช’แนะรัฐบาลยกเลิกข้อตกลงเวที GBC หลังเขมรละเมิดข้อตกลง ทำทหารไทยต้องขาขาดอีก

‘สุรเดช’แนะรัฐบาลยกเลิกข้อตกลงเวที GBC หลังเขมรละเมิดข้อตกลง ทำทหารไทยต้องขาขาดอีก

วันพุธ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 20.15 น.

‘สุรเดช’แนะรัฐบาลยกเลิกข้อตกลงเวที GBC หลังเขมรละเมิดข้อตกลง ทำทหารไทยต้องขาขาดอีก บอกจากนี้ต้อง‘ตาต่อตา ฟันต่อฟัน’ ไล่บี้กระทรวงต่างประเทศ ต้องแอ็คชั่นฟ้องนานาประเทศให้เร็วกว่านี้

13 สิงหาคม 2568 นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.)ให้สัมภาษณ์กรณีมีทหารไทยเหยียบกับระเบิดจนขาขาดซ้ำอีกนายขณะปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนในพื้นที่บริเวณปราสาทตาเมือนธม อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ส่งผลให้ได้รับบาดเจ็บสูญเสียขา 1 นายว่า ส่วนตัวเห็นว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นซ้ำซาก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความจริงใจของกัมพูชาไม่มีแล้ว เขาพยายามที่จะละเมิดข้อตกลงมาโดยตลอด ดังนั้นเมื่อเป็นเช่นนี้สิ่งที่เราไปตกลงมาในการประชุม GBC ก็ควรจะยกเลิก เพราะคุยมาก็ไม่มีประโยชน์อะไร ไม่ได้มีผลอะไรเลย และเรื่องนี้กระทรวงการต่างประเทศควรจะมีแอ็คชั่น  โดยเร็ว ที่ผ่านมากระทรวงการต่างประเทศดำเนินการช้ามาโดยตลอด ดังนั้นต้องรีบแจ้งไปยังนานาประเทศโดยเร็วถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ว่ากัมพูชาละเมิดข้อตกลงอีกแล้ว และถือว่าเรามีความชอบธรรมที่จะต้องปกป้องตัวเอง และปกป้องอธิปไตยของเรา ดังนั้นข้อตกลงต่างๆ ก็จะต้องยกเลิกไป เพราะกัมพูชาเป็นฝ่ายเริ่มก่อน

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ทางกองทัพประกาศรับบริจาคลวดหนามหีบเพลงผ่านเพจกองทัพ นายสุรเดช กล่าวว่า ส่วนตัวเห็นว่ากรณีดังกล่าว เป็นการแสดงให้เห็นว่ารัฐบาล ล่าช้าและไม่ให้ความสำคัญเท่าที่ควร ตนไม่เข้าใจว่าทำไมรัฐบาลต้องรอให้ทหารมาเปิดรับบริจาคเอง เพราะรัฐบาลมีงบฉุกเฉิน และสามารถอนุมัติได้อยู่แล้ว ซึ่งส่วนตัวคิดว่าเพราะรัฐบาลล่าช้า ทางกองทัพก็เลยต้องมาขอรับบริจาค

“ส่วนตัวคิดว่าการเจรจา เราต้องยกเลิกทั้งหมด ข้อตกลง 13 ข้อเราไม่ต้องคุยแล้ว ต่อไปนี้ต้องตาต่อตา ฟันต่อฟัน เราจะปล่อยให้ทหารของเราต้องสูญเสียอวัยวะหรือเสียชีวิต ไปโดย ไม่มีวันสิ้นสุดไม่ได้แล้ว ไม่เช่นนั้นประชาชนของเราก็จะขวัญเสีย เพราะขนาดรัฐบาล ประกาศให้ประชาชนกลับบ้านกันหมดแล้วแต่ก็ยังมีเหตุการณ์เกิดขึ้นจนประชาชนต้องอพยพออกมาจากบ้านอีกครั้งหนึ่ง ดังนั้นต้องให้ความมั่นใจกับประชาชนในเรื่องของความปลอดภัย บริเวณชายแดนด้วย”

นายสุรเดช กล่าวว่ารัฐบาลต้องดำเนินการขั้นเด็ดขาดกับกัมพูชาที่พยายามลอบกัด เราทุกด้าน โดยเฉพาะที่มีการปล่อยโดรนเข้ามาในอาณาเขตของไทย จำนวนมาก ซึ่งประชาชนในพื้นที่ก็หวาดผวา ดังนั้นเราควรจะเร่งจัดการให้เด็ดขาด ความจริงแล้วโดรนพวกนี้เราต้องยิง ให้ร่วงให้หมด ไม่ต้องสนใจแล้ว เพราะมันอันตรายมาก และอย่างที่ตนเคยเสนอไปว่าควรจะมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อปกป้อง ชีวิตนายทหารที่อยู่แนวหน้าของเรา โดยเฉพาะ เทคโนโลยี จากต่างประเทศ หยุดเอาชีวิต ทหารไปเสี่ยง กับกับระเบิด ที่กัมพูชามาลอบวางไว้ แต่ควรใช้อุปกรณ์หรือเทคโนโลยีที่ทันสมัย มาช่วยตรวจจุดระเบิดต่างๆ แทน อย่างเช่นหุ่นยนต์ตรวจหาและกอบกู้วัตถุระเบิด ที่จะเคลื่อนที่นำหน้าหน่วยลาดตระเวนกองกำลังทหาร ตนจึงขอฝากตรงนี้ไว้ด้วย

‘จิรายุ’เผยเลื่อนนำ‘ผู้ช่วยทูตทหารอาเซียน’ลงพื้นที่อุบลราชธานี เป็น 18-20 ส.ค.นี้

‘จิรายุ’เผยเลื่อนนำ‘ผู้ช่วยทูตทหารอาเซียน’ลงพื้นที่อุบลราชธานี เป็น 18-20 ส.ค.นี้

‘จิรายุ’เผยเลื่อนนำ‘ผู้ช่วยทูตทหารอาเซียน’ลงพื้นที่อุบลราชธานี เป็น 18-20 ส.ค.นี้

วันพุธ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 20.00 น.

‘จิรายุ’เผยเลื่อนนำ‘ผู้ช่วยทูตทหารอาเซียน’ลงพื้นที่อุบลราชธานี จากพรุ่งนี้ เป็น 18-20 ส.ค.นี้ อยู่ระหว่างทำแผน-กำหนดการ

13 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่ศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) แถลงว่ากองทัพไทยมีแผนนำคณะผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารอาเซียนลงพื้นที่ในวันที่ 14 ส.ค. ที่ จ.อุบลราชธานีนั้น

ล่าสุดนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะคณะกรรมการ ศบ.ทก. เปิดเผยว่า กำหนดการนำผู้ช่วยทูตทหารอาเซียนลงพื้นที่อุบลราชธานี ได้เลื่อนจากวันที่ 14 ส.ค.เป็นห้วงวันที่ 18-20 ส.ค.นี้ ซึ่งอยู่ระหว่างการทำแผน และกำหนดการ

‘ปชน.’ชำแหละงบ‘กลาโหม’ ฟาดรัฐบาลตีเช็คเปล่าไม่ตรวจสอบ ทำกองทัพอ่อนแอ

‘ปชน.’ชำแหละงบ‘กลาโหม’ ฟาดรัฐบาลตีเช็คเปล่าไม่ตรวจสอบ ทำกองทัพอ่อนแอ

‘ปชน.’ชำแหละงบ‘กลาโหม’ ฟาดรัฐบาลตีเช็คเปล่าไม่ตรวจสอบ ทำกองทัพอ่อนแอ

วันพุธ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 19.42 น.

‘ปชน.’ปูด‘กองทัพบก’ซื้อ‘อุปกรณ์ฟิตเนส’ไปเติมให้‘ผู้ช่วยทูตทหารพนมเปญ’ ทั้งที่ตัดสัมพันธ์ทางการทูตกับ‘กัมพูชา’ ด้าน‘อนุสรณ์’ยันไม่ได้ตีเช็คเปล่า แต่ตรวจเช็คความพร้อมให้ทหาร

13 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท  วาระ2-3 ซึ่งกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ พิจารณาแล้วเสร็จ เป็นวันแรก เข้าสู่การอภิปรายมาตรา 8 กระทรวงกลาโหม วงเงิน 9.51 หมื่นล้านบาท นายชยพล สท้อนดี สส.กทม. พรรคประชาชน (ปชน.) อภิปรายว่า ปีนี้ตัดงบกระทรวงกลาโหมยาก เมื่อถามหารายละเอียดจะมีคนพูดว่าปล่อยไปเถอะ ตอนนี้มีสถานการณ์ชายแดน ซึ่งตนเข้าใจถึงความจำเป็นที่ต้องใช้งบประมาณ เพราะเป็นห่วงทหารหน้างานเช่นกัน เลยต้องดูงบประมาณว่าใช้ถูกจุดหรือไม่

นายชยพล กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ตนเห็นงบเกี่ยวกับอุปกรณ์การแพทย์ คิดว่าเป็นอุปกรณ์ผ่าตัดแต่กลายเป็นว่าเป็นอุปกรณ์สำหรับม้า ตนหาอุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อดูว่าใส่ใจทหารมากแค่ไหน แต่กลับไม่พบอุปกรณ์สำหรับขันชะเนาะห้ามเลือดที่ใช้ได้ด้วยมือข้างเดียว มีแค่สายยางไส้ไก่ ถ้าอยู่คนเดียวจะทำอย่างไร อยากถามว่าเราใส่ใจบุคลากรของเราจริงหรือไม่ และที่ข้องใจคือเราตัดสัมพันธ์ทางการทูตกับกัมพูชา มีการเรียกทูตไทยประจำพนมเปญกลับ แต่ปรากฏว่ากองทัพบกสั่งอุปกรณ์ฟิตเนสไปเติมที่บ้านผู้ช่วยทูตทหารอยู่เลยจะมีใครได้อยู่ใช้หรือไม่

“นี่เป็นเหตุผลว่าแม้อยู่ในความขัดแย้งแต่ต้องตรวจสอบกองทัพอย่างเข้มข้น การที่รัฐบาลเซ็นเช็คเปล่าให้กองทัพโดยไม่ตรวจสอบ คือการทำให้กองทัพอ่อนแอ คนที่ชอบออกมาพูดเชียร์ทหารอยากให้คิดไว้ด้วยว่า หากรักชีวิตทหารจริง ก็อยากให้ฟังทหารชายแดนว่าเขาลำบากอย่างไร การทำงานของนายพลสะท้อนความต้องการคนเหล่านั้นจริงหรือไม่” นายชยพล กล่าว

ด้านนายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ กมธ.เสียงข้างมากชี้แจงว่า ปีนี้งบประทรวงกลาโหมปรับลดน้อย เนื่องจากเป็นปีที่มีปัญหาขัดแย้งรุนแรงกับประเทศเพื่อนบ้าน ดังนั้น กมธ.จึงพิจารณางบของกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ อาจจะไม่ตรงกับมาตรฐานที่ตั้งไว้ เพราะสถานการณ์วันนี้ต้องแสดงให้ศัตรูเห็นว่าประเทศไทยร่วมแรงร่วมใจกันทุกมิติ จึงไม่มีการปรับลดงบประมาณมาก

ขณะที่ นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะ กมธ.เสียงข้างมากชี้แจงว่า ยืนยันว่ากมธ.ไม่ได้ตีเช็คเปล่าให้กองทัพ แต่ทำหน้าที่ตรวจเช็คความพร้อมให้กองทัพและพร้อมสนับสนุนกองทัพ ซึ่งการสนับสนุนทหารไม่ใช่การสนับสนุนสงคราม ทหารไทยไม่ได้แบกปืน แต่แบกความหวังการป้องกันประเทศด้วย

จากนั้น ที่ประชุมมีมติเห็นด้วยกับมาตรา 8 ตามกมธ.เสียงข้างมาก ด้วยคะแนน 254 เสียง ไม่เห็นด้วย 137 เสียง งดออกเสียง 18 เสียง

‘ศบ.ทก.’แจงขณะนี้ยังไม่ยุติบทบาท คงภารกิจตามที่ได้รับมอบหมาย

‘ศบ.ทก.’แจงขณะนี้ยังไม่ยุติบทบาท คงภารกิจตามที่ได้รับมอบหมาย

‘ศบ.ทก.’แจงขณะนี้ยังไม่ยุติบทบาท คงภารกิจตามที่ได้รับมอบหมาย

วันพุธ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 19.12 น.

‘ศบ.ทก.’แจงขณะนี้ยังไม่ยุติบทบาท คงภารกิจตามที่ได้รับมอบหมาย ชี้‘สมช.’พิจารณาตามกรอบอำนาจ

13 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจเฟซบุ๊ก “ศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา (ศบ.ทก.)” ชี้แจงพี่น้องประชาชน และสื่อมวลชนทุกท่าน ว่า ขณะนี้ยังไม่มีการยุติบทบาทของศูนย์ฯ และยังคงปฏิบัติภารกิจตามที่ได้รับมอบหมายอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาเสถียรภาพความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา การดำเนินงานของศูนย์ฯ จะต้องมีการ ประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบ รอบด้าน โดยพิจารณาจากข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์และข้อเท็จจริงในพื้นที่ เพื่อให้การตัดสินใจสอดคล้องกับผลประโยชน์แห่งชาติและความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน ทั้งนี้ สภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.)จะเป็นผู้พิจารณาและกำหนดทิศทางตามลำดับและตามกรอบอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต่อไป.

‘กวีเหลวไหลแท้’ เปิดจดหมายถึง ‘ภูมิธรรม’ ชี้บริหารล้มเหลว ทำเพื่อ’ทักษิณ’มากกว่าประเทศ

'กวีเหลวไหลแท้' เปิดจดหมายถึง 'ภูมิธรรม' ชี้บริหารล้มเหลว ทำเพื่อ'ทักษิณ'มากกว่าประเทศ

‘กวีเหลวไหลแท้’ เปิดจดหมายถึง ‘ภูมิธรรม’ ชี้บริหารล้มเหลว ทำเพื่อ’ทักษิณ’มากกว่าประเทศ

วันพุธ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.56 น.

วันที่ 13 สิงหาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก กวีเหลวไหลแท้ โพสต์ความเรียน พี่ภูมิธรรม ที่เคารพ

หลังจากพี่ขู่จะฟ้องคนที่โพสต์หรือคอมเมนท์หมิ่นประมาททุกคน ผมรู้สึกกลัวมากครับ เพราะด่าพี่ไว้มาก เข้าข่ายทั้งนั้น

แต่พี่ครับ ผมทนไม่ไหวกับพฤติกรรมของพี่ในทุกตำแหน่งทางการเมืองจริงๆ พี่ลองคิดตามผมนะครับ

ตอนพี่เป็นรัฐมนตรีพาณิชย์ มีเรื่องส่งเสริมการค้ามากมาย แต่พี่เลือกไปกินข้าวเน่าสิบปี แล้วบอกว่าจะขายไปแอฟริกา จนทางนั้นหวาดกลัวกับข้าวไทยไปเลย ช่วงนั้นผมก็ด่า เอ่อ ติติงไว้เยอะครับ แฟนเพจกดฮาโพสต์ละหลายพันเลยทีเดียว

กระทั่งตอนนี้ที่ไทยปะทะกัมพูชา พี่ก็ไม่เคยทำอะไรให้คนไทยอย่างผมชื่นใจเลย พี่ให้สัมภาษณ์แต่ละดอก เหมือนยื่นหน้าประเทศให้เขมรเตะยอดหน้าด้วยมวยปราบสิงโตอันร้ายกาจของเขาทุกครั้ง ไปเจรจาสงบศึกก็เสียเปรียบเขาทุกข้อ จนอดคิดไม่ได้ว่าพี่มีผลประโยชน์แอบแฝงกับฮุนเซนหรือเปล่า

ทหารเหยียบกับระเบิดในเส้นทางที่เคลียร์แล้ว พี่ก็บอกว่าเป็นอุบัติเหตุให้ทหารระวัง จนขาขาดเพิ่มอีกพี่ยังบอกว่าจะไม่มีวันผิดใจกับเขมรเด็ดขาด

เขมรยิงจรวดใส่บ้านเรือนประชาชน เซเว่น ปั๊มน้ำมัน โรงพยาบาล โรงเรียน อย่างแม่นยำ พี่ในฐานะรักษาการนายกรัฐมนตรีก็บอกว่า เขมรไม่ตั้งใจ ไม่เป็นไรน่า

พลเรือนไทยบริสุทธิ์เสียชีวิตเป็นสิบนะครับ พ่อคนหนึ่งเสียทั้งเมียเสียทั้งลูก พวกเขาไม่เคยรู้จักฮุนเซนจนกราบคู้ๆ นะครับเขาจะรู้สึกอย่างไรที่เสียครอบครัวไปโดยไม่ได้เกี่ยวข้องเลย เช่นเดียวกับผู้อพยพหนีความอำมหิตของเขมรสองแสนคน

มีอีกเยอะครับ ที่พฤติกรรมการกระทำของพี่สร้างความขุ่นเคืองให้กับคนไทย รวมทั้งผม รวมทั้งจนบัดนี้ก็ไม่มีวี่แววว่าจะปรับปรุงให้ดีขึ้นเลย

การกระทำ คำพูด ของพี่ในฐานะรักษาการนายก มีผลต่อประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้นะครับ แต่ไม่เคยเห็นว่าพี่กระทำการต่างๆ เพื่อผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลักเลย

เท่าที่เห็น พี่ทำไปเพื่อผลประโยชน์ของเจ้านายพี่ที่ชื่อทักษิณกับอุ้งอิ้งทั้งนั้น จริงไม่จริงไม่ทราบ แต่พี่หงอพวกเขาถึงขนาดนั้น อดคิดไม่ได้ครับ

คิดดูว่า คนความรู้สูง ประสบการณ์สูงอย่างพี่ ต้องทนยืนเป็นวอลเปเปอร์คอยกระซิบบอกนายกที่อ่อนด้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ พี่ไม่อายเหรอครับ?

ผมที่โพสต์ตักเตือนพี่เพราะว่ารักนิครับ อีกอย่างวันไหนไม่ได้โพสต์ถึงพี่ก็จะหงุดหงิดปวดหัวข้างเดียว กินยากี่เม็ดก็ไม่หาย เห็นใจด้วยนะครับ

พี่อ้วนครับ พี่อายุก็มากแล้ว ผ่านอะไรมาในชีวิตก็มาก ควรทำความดีฝากไว้กับแผ่นดินบ้างนะครับ ลูกหลานจะได้ภาคภูมิใจ

แนะนำว่า ถ้าพี่ยังไม่เลิกคบทักษิณ พี่ทำได้ยากครับ เดือนหน้าเขาคงหนีไปต่างประเทศแล้ว พี่ซัดโทรศัพท์เครื่องเดิมซื้อใหม่เสียนะครับ แล้วอย่าบอกเบอร์ใคร โดยเฉพาะทักษิณเด็ดขาด จากนั้นสูดลมหายใจให้เต็มปอด แล้วทุบอกตัว
เองสามทีประกาศว่า

“กูจะทำความดีเพื่อประเทศชาติโว้ย”

คนไทยอย่างผมก็จะกลับมารักพี่ 40% ของรักลุงตู่เชียวนะครับ

ส่วนถ้าเลิกคบทักษิณไม่ได้ แนะนำไปเลิกที่วัดถ้ำกระบอกครับ อ้อ วัดที่ลพบุรีอย่าไป ตอนนี้ยังไม่เคลียร์ แล้วก็นั่นเป็นวัดรักษาคนโรคเอดส์นิครับ

เขียนจากใจจริงครับ ขออภัยถ้าเลยเถิดไปบ้าง ไม่อยากติดหรางครับพี่

ขอแสดงความนับถือ

กวีเหลวไหล

๑๓ สค ๖๘

สส.ปชน.ชงหั่นงบสร้างอาคารราชการกองทัพบก 5% กังขาทำงบไม่ผูกพัน แต่ขอต่อเนื่อง 9 ปีซ้อน

สส.ปชน.ชงหั่นงบสร้างอาคารราชการกองทัพบก 5% กังขาทำงบไม่ผูกพัน แต่ขอต่อเนื่อง 9 ปีซ้อน

สส.ปชน.ชงหั่นงบสร้างอาคารราชการกองทัพบก 5% กังขาทำงบไม่ผูกพัน แต่ขอต่อเนื่อง 9 ปีซ้อน

วันพุธ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.38 น.

สส.ปชน.ชงหั่นงบสร้างอาคารราชการกองทัพบก 5% กังขาทำงบไม่ผูกพัน แต่ขอต่อเนื่อง 9 ปีซ้อน

เมื่อเวลา 17.30 น.วันที่ 13 ส.ค.68 ที่รัฐสภา นายณัฐพงศ์ เปรมพูสวัสดิ์ สส.กทม. พรรคประชาชน อภิปรายมาตรา 8 กระทรวงกลาโหม เนื่องจากหน่วยงานที่มีการก่อสร้างอาคารราชการมากที่สุดนับเฉพาะปี 69 คือ กองทัพบก โดยสร้างอาคารราชการถึง 4.7 พันล้านบาท ถือเป็นงบประมาณก้อนใหญ่ โดยที่กรรมาธิการ (กมธ.) ปรับลดงบประมาณไปเพียง 30 ล้านบาท ไม่ถึง 1% ที่เป็นงบประมาณการก่อสร้างของกองทัพบก ซึ่งไม่มีงบผูกพันแม้แต่โครงการเดียว และหากไปไล่ดูกองทัพต่างๆในสังกัดกระทรวงกลาโหม ล้วนติดอยู่ในท็อป 10 ทั้งสิ้น ซึ่งทุกหน่วยงานมีโครงการเป็นงบผูกพันทั้งสิ้น มีเพียงกองทัพบกหน่วยงานเดียวที่ไม่มีโครงการผูกพันแม้แต่โครงการเดียว

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า หากดูผิวเผินจะมองว่ากองทัพบกเก่งมาก โครงการทั้งหมดสามารถดำเนินการแล้วเสร็จภายในปีเดียว แต่หากย้อนกลับไปช่วงปี 61-69 จะพบว่าในส่วนโครงการต่างๆ ที่มีการของบประมาณในการก่อสร้างแบบปีเดียว ความจริงแล้วเป็นการขอปีเดียวแบบขอมาซ้ำทุกปี ทั้งหมด 47 รายการ มีเพียง 3 รายการที่ของบครั้งแรก ที่เหลือ 44 รายการ เคยของบประมาณในปีงบประมาณก่อนหน้านี้มาแล้วทั้งสิ้น

“47 โครงการ สิ่งที่เราเห็นคืองบ 4.7 พันล้านบาท แต่ถ้าดูตัวเลขที่รวมโครงการผูกพันที่ดูเหมือนจะไม่ผูกพัน จะเห็นความจริงว่าไม่ใช่แค่ 4 พันกว่าล้านบาท แต่ใช้งบมากถึง 3.2 หมื่นกว่าล้านบาท” นายณัฐพงษ์ กล่าว

ส่วนการที่กองทัพบกตั้งงบประมาณลักษณะแบบนี้ เพราะจะทำให้พวกเราไม่สามารถเห็นตัวเลขงบประมาณภาพรวมได้ ไม่ทราบว่าโครงการต่างๆ จะแล้วเสร็จช่วงไหน และประชาชนตรวจสอบความคืบหน้าไม่ได้ อย่างไรก็ตาม พวกเราเข้าใจว่าหลายโครงการมีความจำเป็น แต่รูปแบบการตั้งงบประมาณ ควรเป็นไปตามมาตรฐานเดียวกันกับหน่วยงานด้านความมั่นคงหน่วยงานอื่น จึงขอปรับลดงบการก่อสร้างอาคารราชการของกองทัพบกลง 5%

ยก 4 ข้อคดีคลิปเสียง จับตา‘แพทองธาร’ลาออกก่อนวันวินิจฉัย 29 ส.ค.หรือไม่

ยก 4 ข้อคดีคลิปเสียง จับตา‘แพทองธาร’ลาออกก่อนวันวินิจฉัย 29 ส.ค.หรือไม่

ยก 4 ข้อคดีคลิปเสียง จับตา‘แพทองธาร’ลาออกก่อนวันวินิจฉัย 29 ส.ค.หรือไม่

วันพุธ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.25 น.

ยก 4 ข้อคดีคลิปเสียง จับตา‘แพทองธาร’ลาออกก่อนวันวินิจฉัย 29 ส.ค.หรือไม่

13 สิงหาคม 2568 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “ปั่นไปไหน – สมชัย ศรีสุทธิยากร” ระบุว่า…

ศาลรัฐธรรมนูญ กำหนดวันวินิจฉัยคดีคลิปเสียงแพทองธาร ศุกร์ที่ 29 สิงหาคม 2568 เวลา 15.00 น. 

1. ระยะเวลานับแต่มีการเผยแพร่คลิป 18 มิถุนายน 2568 จนถึงวันวินิจฉัย เป็นเวลาสองเดือนเศษ ถือเป็นช่วงที่คะแนนนิยมนายกรัฐมนตรีลดลงมาโดยตลอด ไม่ว่าจะมีคำแก้ตัวใด ๆ หรือการพยายามสร้างคะแนนนิยมต่าง ๆ ให้สูงขึ้นแต่ไม่เป็นผล

2. ความล่าช้าในการวินิจฉัยมาจากเหตุของการไม่ส่งคำชี้แจงและขอขยายเวลาในการส่งเอกสารถึง 2 ครั้งและศาลต้องรอเวลาดังกล่าว รวมถึง 35 วัน

3. วันส่งคำชี้แจง คือวันจันทร์ที่ 4 สิงหาคม 2568 วันวินิจฉัย คือวันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม 2568 เท่ากับตุลาการแต่ท่านจะมีเวลาในการทำวินิจฉัยส่วนตัว 25 วัน สาเหตุที่ล่าช้าส่วนหนึ่งมาจากตุลาการที่ติดภารกิจไปดูงานต่างประเทศในช่วง 4-9 สิงหาคม 2568 ซึ่งหากไม่ติดภารกิจ วันวินิจฉัยสมควรเป็นวันที่ 22 สิงหาคม 2568 แต่อาจจะเป็นวันที่ร้อนเกินไป เนื่องจากเป็นวันนัดฟังคำพิพากษาคดี 112 ของคุณทักษิณด้วย

4. จากนี้จับตาดูว่า คุณแพทองธาร จะลาออกก่อนวันวินิจฉัยหรือไม่ ซึ่งบรรดาเซียนทำนายว่าลาออกแน่ ในขณะที่คุณพ่อยืนยันว่าไม่ผิด ไม่มีปัญหา

แต่จะเชื่อเซียน หรือเชื่อพ่อ ก็แล้วแต่ใจคุณแพทองธาร