‘DSI’เร่งรัดเอกสาร’วุฒิสภา’ ปม 200 สว.โยงขบวนการ’ฮั้ว’

'DSI'เร่งรัดเอกสาร'วุฒิสภา' ปม 200 สว.โยงขบวนการ'ฮั้ว'

‘DSI’เร่งรัดเอกสาร’วุฒิสภา’ ปม 200 สว.โยงขบวนการ’ฮั้ว’

วันศุกร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.23 น.

“DSI”เร่งรัดเอกสาร”วุฒิสภา” แต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญ-ที่ปรึกษา-ผู้ช่วยฯ ปม 200 สว.โยงขบวนการ”ฮั้ว” อ้างหวั่นขัด PDPA ต้องประชุม สว.ขอมติยินยอมก่อน

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2568 รายงานความเคลื่อนไหวของคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568 จากกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในฐานะหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568 กรณีความผิดฐานฟอกเงินของบุคคลหรือคณะบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) รวมถึงผู้ที่เป็นสมาชิกอั้งยี่และผู้สนับสนุน หรือคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.ได้สืบสวนสอบสวนเส้นทางการเงินบุคคลเกี่ยวข้องในขบวนการจัดฮั้ว ยังพบความผิดปกติของนิติกรรมทางการเงินในช่วงเวลาสำคัญ ทั้งก่อนการเลือก สว.ระหว่างการเลือก และหลังเสร็จสิ้นการเลือก สว. คณะพนักงานสอบสวนจึงทยอยออกหมายเรียกพยานสอบปากคำรวมกว่า 100 ราย และได้มีการประสานหนังสือไปยังวุฒิสภาเพื่อขอเอกสารเกี่ยวกับแต่งตั้งบุคคลใกล้ชิด สว.อาทิ ผู้ช่วย ผู้เชี่ยวชาญ และที่ปรึกษาประจำตัว สว. เนื่องจากปรากฏเส้นทางการเงินถูกโอนกลับไปที่คณะบุคคลบางกลุ่มในขบวนการจัดฮั้ว จึงเตรียมออกหมายเรียกพยานลอตสุดท้ายมาสอบสวนปากคำนั้น

คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษฯ เผยว่า ปัจจุบันครบระยะเวลา 2 สัปดาห์แล้ว ภายหลังจากที่ดีเอสไอได้ประสานหนังสือไปยังวุฒิสภา ตั้งแต่วันที่ 21 ก.ค.ที่ผ่านมา เพื่อขอเอกสารเกี่ยวกับการแต่งตั้งกลุ่มผู้ช่วย ผู้เชี่ยวชาญ และที่ปรึกษาประจำตัวสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ทั้ง 200 ราย เนื่องจากรายงานการสืบสวนสอบสวนและพยานหลักฐานเกี่ยวกับเส้นทางการเงิน พบว่ามีเส้นทางการเงินของคนใกล้ชิด สว.เหล่านี้ไปเชื่อมโยงกับกลุ่มคณะบุคคลที่อยู่ในขบวนการจัดฮั้วระดับประเทศ จึงต้องประสานเอกสารจากวุฒิสภา โดยเฉพาะรายชื่อและการกรอกประวัติส่วนตัวเพื่อนำมาตรวจสอบถึงที่มาที่ไป ก่อนพิจารณาเชิญมาสอบสวนปากคำในฐานะพยานเพื่อชี้แจงเรื่องเส้นทางการเงิน แต่ในปัจจุบันนี้ดีเอสไอยังไม่ได้รับเอกสารจากวุฒิสภาครบถ้วน ซึ่งพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้มีการประสานเร่งติดตามผลการขอเอกสารอย่างต่อเนื่อง และสอบถามถึงข้อติดขัดดังกล่าว

คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษฯ ระบุอีกว่า สำหรับพฤติการณ์ที่พบความผิดปกติเรื่องเส้นทางการเงินของคณะทำงานคนใกล้ชิด สว.ยกตัวอย่างคณะทำงานจะได้รับเงินเดือน 15,000 บาท บางรายกลับโอนยอดเงินดังกล่าวให้กลุ่มบุคคลภาย นอกหมดทุกบาททุกสตางค์ ขณะที่บางรายอาจมีติดบัญชีไว้บ้าง จำนวน 1,000 – 2,000 บาท แต่จากการสืบสวนพบว่าส่วนใหญ่มีทั้งโอนตรงเข้าบัญชีและเอาเงินสดไปให้ ซึ่งมีความต่อเนื่องมาตลอดตั้งแต่ก่อนเลือก สว.และหลังเสร็จสิ้นการเลือก สว.ไปแล้ว

นอกจากนี้ มีรายงานความเคลื่อนไหวจากสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ว่าในการประสานขอเอกสารของดีเอสไอเกี่ยวกับการกรอกประวัติส่วนตัวของบรรดาผู้ช่วย ผู้เชี่ยวชาญ และที่ปรึกษาของ สว.ทั้ง 200 ราย เพื่อไปใช้ประกอบการสอบสวนในคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.นั้น สมาชิกวุฒิสภา (สว.) เล็งเห็นว่าจะต้องมีการนำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมของสว.ก่อนเพื่อขอมติการยินยอมในการให้หน่วยงานอื่นเข้าถึงข้อมูล เพื่อเป็นการป้องกันการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลตาม พ.ร.บ.พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 หรือ PDPA

ศบ.ทก.สรุปผลวง GBC ภาพรวมสำเร็จการเจรจา หวังฝ่ายกัมพูชาจริงใจในภาคปฏิบัติ

ศบ.ทก.สรุปผลวง GBC ภาพรวมสำเร็จการเจรจา หวังฝ่ายกัมพูชาจริงใจในภาคปฏิบัติ

ศบ.ทก.สรุปผลวง GBC ภาพรวมสำเร็จการเจรจา หวังฝ่ายกัมพูชาจริงใจในภาคปฏิบัติ

วันศุกร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.17 น.

ศบ.ทก.สรุปผลวง GBC ภาพรวมสำเร็จการเจรจา หวังฝ่ายกัมพูชาจริงใจในภาคปฏิบัติ รับสถานการณ์ชายแดนไทย-เขมร ยังเฝ้าระวัง หลังพบโดรนบินบางพื้นที่ “กต.”ย้ำ”ทูต-กงศุลใหญ่-ขรก.ไทย”ชี้แจงประชาคม ไทยยึดหลักสากล-สุจริตใจ เพื่อให้สถานการณ์ดีขึ้น ขอ ปชช.รักษาบรรยากาศที่ดี

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา (ศบ.ทก.) แถลงผลการประชุม ศบ.ทก.ว่า ในส่วนของความมั่นคงภาพรวมสถานการณ์ชายแดนที่ผ่านมา เราได้มีการตรวจพบฝ่ายกัมพูชาตรึงกำลังที่ชายแดน พร้อมมีการเคลื่อนไหวด้านยุทโธปกรณ์ และยานพาหนะในบางพื้นที่ ซึ่งฝ่ายไทยเองยังต้องตรวจตราและติดตามอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ ยังมีการตรวจพบการบินของอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรน ในบางพื้นที่เช่นเดียวกัน ซึ่งการกระทำดังกล่าวอาจเป็นการเข้าข่ายยั่วยุบางจุด โดยทางฝ่ายทหารไทยก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ หน่วยปฏิบัติการได้ดำเนินการตามมาตรการตอบสนอง และควบคุมสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง พร้อมเพิ่มการเฝ้าระวัง ตรวจตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่องในพื้นที่เสี่ยงโดยเฉพาะ

พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวต่อว่า ประเด็นสำคัญที่อยากเรียนประชาชนได้ทราบ คือผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทยกัมพูชา สมัยวิสามัญ (GBC) เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ซึ่งเราได้มีการลงนามร่วมกันโดยประธานร่วมสองฝ่าย ที่มีประเด็นหลัก 13 ข้อ ที่สำคัญต่อการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ทั้งนี้ ทางฝ่ายเราประเมินว่าการประชุมได้รับผลสำเร็จเป็นอย่างมาก ซึ่งหลายข้อ หลายประเด็นที่ฝ่ายไทยยืนยันและผลักดันขับเคลื่อนมาโดยตลอด หลักๆ ของการประเมินแล้วเราเห็นการเห็นพ้องต้องกันในการหยุดยิง ประชาชนจะได้รับประโยชน์ตรงนี้เต็มๆ จะสร้างความปลอดภัย สร้างความสันติสุขให้แก่ประชาชนในพื้นที่ ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด จะสามารถกลับไปภูมิลำเนาและใช้ชีวิตได้อย่างปกติต่อไป

พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวว่า สรุปในภาพรวมจากการประชุม GBC แบ่งออกเป็น 3 ระดับ ระดับแรกการหารือของฝ่ายกองเลขานุการของทั้งสองประเทศถือว่าประสบความสำเร็จในการเจรจาและได้บรรลุข้อตกลงทุกข้อตามที่ทั้งสองฝ่ายต้องการ อีกระดับหนึ่งคือระดับของการประชุม GBC ถือว่าประสบความสำเร็จสองฝ่ายได้ร่วมลงนามข้อตกลง และข้อที่สุดท้ายที่เราต้องติดตามต่อไปคือการปฏิบัติตามข้อตกลงของทั้งสองฝ่าย ซึ่งแน่นอนวิงวอนและภาวนาว่าฝ่ายกัมพูชาจะแสดงความจริงใจในการปฏิบัติตามข้อตกลงต่างๆเหล่านี้ ซึ่งเราต้องติดตามกันต่อไป

พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวด้วยว่า ขอสรุปด้านความมั่นคงจากการที่ได้ไปเยือนมาเลเซียทางประธานของฝ่ายไทยได้พบปะหารือกับนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ได้รับการยืนยันว่าบทบาทของมาเลเซียและประเทศกลุ่มสมาชิกอาเซียนเห็นพ้องต้องกันว่าบทบาทของประเทศเหล่านี้จะดำรงบทบาทเฉพาะเป็นผู้สังเกตการณ์ โดยกลไกการดำเนินการในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชายังคงให้ไทยและกัมพูชาดำเนินการสองฝ่ายเท่านั้น เป็นลักษณะของทวิภาคี ส่วนฝ่ายสหรัฐฯและจีนเป็นผู้สังเกตการณ์ และพร้อมที่จะให้การสนับสนุนทั้งสองฝ่ายไทยและกัมพูชาเพื่อเจรจาตามข้อตกลงจุดยิงให้ประสบความสำเร็จบรรลุเป้าหมายทั้งสองฝ่าย และภาวนาว่าจะเห็นการแก้ไขปัญหาของความขัดแย้งนั้นได้อย่างยั่งยืน

ด้าน นางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองอธิบดีกรมสารนิเทศน์ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 7 ส.ค.ที่ผ่านมา นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.ต่างประเทศ เป็นประธานการประชุมออนไลน์กับเอกอัครราชทูต เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวร และกงสุลใหญ่ของไทยทั่วโลกเรื่องสถานการณ์ไทย – กัมพูชา การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์สำคัญคือ เพื่อให้เอกอัครราชทูต กงสุลใหญ่และข้าราชการของไทยทั่วโลกได้รับทราบข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อนำไปชี้แจงทำความเข้าใจเกี่ยวกับท่าทีไทย การรักษาผลประโยชน์ของไทยอย่างเต็มที่ ทุกกรอบและองค์กร รวมถึงทุกฝ่ายที่ติดตามสถานการณ์ประเทศไทยในต่างประเทศ โดยให้การชี้แจงของทูตทั้งหลายเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยนายมาริษได้แจ้งผลการประชุมจีบีซีให้คณะทูตได้รับทราบ โดยเฉพาะรายละเอียดเกี่ยวกับทีมผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว ที่จะลงพื้นที่สังเกตการณ์การปฎิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงของทั้งสองฝ่าย โดยทั้งสองฝ่ายเห็นชอบแล้ว ทั้งนี้ทีมที่ติดตามการทำงานจะไม่สามารถทำได้ในทันที ซึ่งมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายอื่นๆมากกว่า ก็จะเป็นเรื่องของความเหมาะสม และระยะเวลาที่จะใช้ในการจัดตั้ง

นางมาระตี กล่าวว่า นายมาริษ ได้ชี้แจงและยืนยันกับทูตทั้งหลายให้สะท้อนกับประชาคมโลกว่า ในการเจรจา และการเดินหน้าไทยจะยึดมั่นข้อเท็จจริง กฎหมาย หลักสากล ความจริงใจและสุจริตใจ เพื่อให้สถานการณ์ดีขึ้นโดยเร็ว และยังคงจะรักษาอธิปไตยโดยยึดประโยชน์ของชาติเป็นที่ตั้ง ทั้งนี้ทางคณะทูต ผู้แทนถาวร และกงศุลใหญ่ได้มีการชี้แจงกับประเทศเจ้าบ้านและในเขตอาณา รวมถึงการให้สัมภาษณ์กับสื่อท้องถิ่นด้วย ในส่วนของสำนักงานประเทศไทยที่เป็นคณะผู้แทนถาวรที่ประจำองค์การระหว่างประเทศทั่วโลก ได้ชี้แจงให้ที่ประชุมทราบถึงการติดตามความเคลื่อนไหว ความคืบหน้าในองค์การระหว่างประเทศต่างๆ

นางมาระตี กล่าวว่า ขอให้ประชาชนคนไทยมั่นใจว่าทีมไทยแลนด์ ทุกแห่งกำลังทำงานอย่างเต็มที่ และพร้อมที่จะสื่อสารกับประชาคมโลกในช่วงจังหวะสำคัญนี้ เพื่อเน้นย้ำจุดยืนของไทยในการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี ผ่านกลไกทวิภาคี และยังคงเดินหน้าปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด อย่างจริงใจ และสุจริตใจ ขอย้ำอีกครั้งว่า สถานการณ์ไทย – กัมพูชา ขณะนี้ เป็นเรื่องของรัฐบาลทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่เรื่องระหว่างประชาชนทั้งสองฝ่าย ขอให้ประชาชนรักษาบรรยากาศที่ดี เพื่อเอื้อต่อการแก้ไขปัญหาของทั้งสองประเทศ และให้ประชาชนกลับบ้านมาใช้ชีวิตตามปกติโดยเร็ว

‘ธนกร’ห่วงเสียงสภาปริ่มน้ำ หวั่นถกงบฯ 69 วาระ 2-3 สะดุด

'ธนกร'ห่วงเสียงสภาปริ่มน้ำ หวั่นถกงบฯ 69 วาระ 2-3 สะดุด

‘ธนกร’ห่วงเสียงสภาปริ่มน้ำ หวั่นถกงบฯ 69 วาระ 2-3 สะดุด

วันศุกร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.43 น.

“ธนกร”ห่วงเสียงสภาปริ่มน้ำ หวั่นถกงบฯ 69 วาระ 2-3 สะดุด ฝาก”แกนนำพรรคร่วมรัฐบาล”กำชับ สส.อย่าขาดประชุม หวังผ่านงบแก้ปัญหาประเทศ แนะ”วิปรัฐฯ”ต้องเป๊ะเร่งเครื่องประสานความร่วมมือ ทำเสียงให้ปึ๊ก

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2568 นายธนกร วังบุญคงชนะ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รองหัวหน้าพรรค และ สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมสภาผู้แทนราษฎรช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่า บรรยากาศไม่ค่อยราบรื่นนัก เนื่องจากมีการเช็คองค์ประชุมบ่อยเพราะเสียงรัฐบาลปริ่มน้ำ ซึ่งเป็นเรื่องน่าห่วง เพราะหาก สส.ท่านไหนออกไปประชุมย่อยหรือไม่กลับเข้ามาในห้องประชุมก็ถือว่าองค์ประชุมไม่ครบทันที ซึ่งในลักษณะนี้ถือว่าสภามีเสียงปริ่มน้ำ มองว่าทางวิปรัฐบาล จำเป็นต้องประสานงาน ขอความร่วมมืออย่างเร่งด่วนจากทุกพรรค ให้อยู่เป็นองค์ประชุมและร่วมพิจารณากฎหมายให้แล้วเสร็จ หากจะต้องเช็ครายชื่อหรือวิธีการใด ก็ควรทำเพื่อให้เกิดความพร้อมเพรียงและมีพลังมากยิ่งขึ้น เนื่องจากสัปดาห์หน้า จะมีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 วาระ 2 – 3 เข้าพิจารณา หากไม่พร้อมเพรียงอาจทำให้เกิดปัญหาได้

เมื่อถามว่า เป็นเพราะปัญหาในพรรคร่วมรัฐบาลเองด้วยหรือไม่ ที่ส่งผลกระทบต่อเสียงในสภา นายธนกร กล่าวว่า ปัญหามีอยู่แล้วเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่การประชุมสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศโดยตรง ตนจึงขอฝากให้แกนนำพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรค กำชับ สส.ของตนเองให้ไม่ขาดการประชุม เข้าร่วม อยู่เป็นองค์ประชุมร่วมพิจารณากฎหมายที่สำคัญให้ผ่านไปด้วยความเรียบร้อย เพราะงบ 69 ถือเป็นกฎหมายที่สำคัญในการขับเคลื่อนบริหารราชการแผ่นดิน และการประชุมสภาฯที่ผ่านมา ทางพรรคฝ่ายค้านก็เล่นเกมส์การเมืองบ่อยโดยการนับองค์ประชุมซึ่งก็เป็นสิทธิของฝ่ายค้าน แม้ว่าการรักษาองค์ประชุมสภาฯจะเป็นหน้าที่ของพรรคร่วมรัฐบาล แต่ก็เป็นหน้าที่ของฝ่ายค้านด้วยเช่นกัน เพราะ สส.มีหน้าที่ในการประชุมพิจารณากฏหมายที่สำคัญสำหรับพี่น้องประชาชน

“วิปรัฐบาลคงต้องเร่งประสานขอความร่วมมือจากพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรค ให้ช่วยกำชับ สส.ทุกคนอยู่ร่วมเป็นองค์ประชุมและพิจารณากฎหมายงบ 69 ให้ผ่านอย่างราบรื่น หากเสียงสภาปริ่มน้ำแบบนี้ เกรงว่าจะทำให้เกิดปัญหาสะดุดได้ จึงขอฝากไปยังทุกฝ่ายร่วมประสานกันให้สภาทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น” นายธนกร กล่าว

แค่วันแรกก็ละเมิดแล้ว! ‘หมอวรงค์’ฉะ’ฮุนเซน’แพร่ข้อมูลเท็จ-ข่าวปลอม

แค่วันแรกก็ละเมิดแล้ว! 'หมอวรงค์'ฉะ'ฮุนเซน'แพร่ข้อมูลเท็จ-ข่าวปลอม

แค่วันแรกก็ละเมิดแล้ว! ‘หมอวรงค์’ฉะ’ฮุนเซน’แพร่ข้อมูลเท็จ-ข่าวปลอม

วันศุกร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.40 น.

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2568 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า #แค่วันแรกฮุนเซนก็ละเมิดจีบีซี

ตามที่มีการประชุมไทย-กัมพูชา สมัยวิสามัญ ซึ่งฝ่ายไทยมี พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม ในฐานะรักษาการแทน รมว.กลาโหม เป็นหัวหน้าคณะ ขณะที่ฝ่ายกัมพูชามี พล.อ.เตีย เซฮา รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เป็นหัวหน้าคณะ

ผลการเจรจาได้มีการลงนามร่วมกัน ในวันที่ 7 สิงหาคมนี้ ที่ประเทศมาเลเซีย สิ่งที่น่าแปลกใจที่ ฝ่ายกัมพูชาไม่เห็นด้วยใน 2 เรื่องคือ ความร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด และ ความร่วมมือปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ออนไลน์สแกม ที่ส่งผลกระทบต่อคนไทยและประเทศในภูมิภาคอย่างกว้างขวาง

สิ่งที่น่ากังวลใจ หลังการลงนามเพียงวันเดียว วันรุ่งขึ้น 8 สิงหาคม เพจของฮุนเซนก็ได้ทำการละเมิดข้อตกลง ที่ตกลงไว้ 13 ข้อ ได้ละเมิดในข้อ 9 ซึ่งมีรายละเอียด “งดเว้นการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จหรือข่าวปลอม”

เพราะเช้านี้เองในเพจส่วนตัวของฮุนเซน ได้มีการทำคลิปเผยแพร่ แม้จะเขียนข้อความว่า เชิญชมเพลง «กัมพูชาต้องการสันติภาพและความยุติธรรม» แต่ในสาระล้วนโจมตีมาที่ฝ่ายไทย โจมตีว่า ไทยเราทำลายวัดที่เป็นมรดกโลก เรียกร้องให้ปล่อยตัวเชลยศึก หรือแม้แต่ใช้ข้อความ Thailand land of Bullies และภาพประกอบเพลงที่สื่อว่าโจมตีฝ่ายไทย

เพียงแค่วันเดียว ฮุนเซนยังกล้าละเมิดข้อตกลง ด้วยการเผยแพร่ข่าวปลอม มีหรือที่ในอนาคต ฮุนเซนจะยอมเคารพข้อตกลง และปฏิบัติตามเงื่อนไข ที่ประเทศต่างๆเขาเคารพกัน

อยากบอกไปยังรัฐบาลนะครับ ที่ผ่านมา ทั้งภูมิธรรมก็ผิดพลาดไปรับคำสั่งหยุดยิง พลเอกณัฐพลก็ผิดพลาด ที่ไปแถลงปกป้องรัฐบาลเขมร เรื่องการละเมิดการหยุดยิงหลังเที่ยงคืน ว่าเป็นเรื่องระดับปฏิบัติ วันนี้ฮุนเซนกำลังละเมิดข้อ 9 ของข้อตกลง 13 ข้อ พวกท่านจะว่าอย่างไร

ด่วน!กกต.เคาะเลือกตั้งซ่อม สส.เขต 7 เชียงราย 14 ก.ย.แทน‘พิเชษฐ์’

ด่วน!กกต.เคาะเลือกตั้งซ่อม สส.เขต 7 เชียงราย 14 ก.ย.แทน‘พิเชษฐ์’

ด่วน!กกต.เคาะเลือกตั้งซ่อม สส.เขต 7 เชียงราย 14 ก.ย.แทน‘พิเชษฐ์’

วันศุกร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.28 น.

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2568 มีรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า ที่ประชุม กกต.ได้พิจารณาและมีมติกำหนดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เขตเลือกตั้งที่ 7 จ.เชียงราย แทนตำแหน่งที่ว่าง ในวันที่ 14 ก.ย.นี้ ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น.หลังมีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้ง ซึ่ง กกต.ยังกำหนดวันรับสมัครรับเลือกตั้ง สส.เขตเลือกตั้งที่ 7 จ.เชียงราย ระหว่างวันที่ 13 – 17 ส.ค.ตั้งแต่เวลา 08.30 – 16.30 น.ที่หอประชุมที่ว่าการอำเภอเชียงแสน จ.เชียงราย

สำหรับการเลือกตั้ง สส.เขตเลือกตั้งที่ 7 จ.เชียงราย ประกอบด้วย อ.แม่จัน (เฉพาะ ต.จันจว้า และ ต.จันจว้าไต้) , อ.เชียงแสน , อ.ดอยหลวง , อ.เชียงของ (เฉพาะ ต.ครึ่ง , ต.ศรีดอนชัย , ต.ริมโขง , ต.เวียง , ต.สถาน และ ต.ห้วยซ้อ) และ อ.เวียงแก่น

ทั้งนี้ การเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ สืบเนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 1 ส.ค.ที่ผ่านมา ให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จ.เชียงราย ของ นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 วรรคสาม ทำให้ สส.เชียงราย เขตเลือกตั้งที่ 7 ว่างลง จึงต้องดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกาเพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งขึ้นแทนตำแหน่งว่างภายใน 45 วัน นับแต่วันที่ตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่างลง (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ด่วน! ศาลรธน.ฟัน’พิเชษฐ์’ พ้นสส.-รองปธ.สภา ตัดสิทธิ์ 10 ปี ผิดม.144 แปรงบลงพื้นที่)

‘ภูมิธรรม’เตรียมลงพื้นศรีสะเกษพร้อม‘มาริษ’ ดูความเสียหาย 9 ส.ค.นี้

‘ภูมิธรรม’เตรียมลงพื้นศรีสะเกษพร้อม‘มาริษ’ ดูความเสียหาย 9 ส.ค.นี้

‘ภูมิธรรม’เตรียมลงพื้นศรีสะเกษพร้อม‘มาริษ’ ดูความเสียหาย 9 ส.ค.นี้

วันศุกร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.21 น.

‘ภูมิธรรม’ เผย เตรียมลงพื้นศรีสะเกษพร้อม ‘มาริษ’ ดูความเสียหาย-ข้อเท็จจริง 9 ส.ค.นี้ ย้ำ ประชาชนกลับบ้านได้หรือไม่ให้กองทัพภาค 2-ผู้ว่าฯดูเอาความปลอดภัยเป็นหลัก

8 สิงหาคม 2568 เมื่อเวลา 09.45 น. นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีการลงพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ ในวันที่ 9 ส.ค. ว่า จะเดินทางไปพร้อม นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ โดยจะลงพื้นที่ไปดูสถานที่ต่างๆ ที่ได้รับความเสียหาย เช่น ปั๊มน้ำมัน เนื่องจากมีการระบุว่ายังไม่ได้รับการดูแล และหากสามารถเข้าพื้นที่ได้จะเข้าไปยังโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบลที่ได้รับความเสียหาย โดยแนวทางการลงพื้นที่นั้นจะประสานไปยังพื้นที่ก่อนว่ามีความพร้อมหรือไม่เพื่อไม่ให้เป็นภาระกับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน แต่หากไม่มีความพร้อม หรือยังมีปัญหาอยู่ ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเข้าพื้นที่ จะใช้กำลังเฉพาะส่วนแนวหลังที่เป็นไปได้ ซึ่งตนได้สั่งการไปยังเจ้าหน้าที่ทหารขอให้ทำหน้าที่อย่างเข้มงวดเช่นเดิม ส่วนอื่นๆ ถ้าไม่มีปัญหาอะไรไม่ต้องให้การต้อนรับใดๆ ทั้งสิ้น ให้ว่าไปตามเนื้อผ้า

นอกจากนี้ จะลงพื้นที่ไปตรวจสอบตามที่มีกระแสข่าวว่า ไม่ได้รับงบประมาณในการเยียวยาดูแลประชาชน รวมถึงจะลงพื้นที่ไปยังรพ.สต.ชำเม็ง ต.ธงชัย จ. ศรีสะเกษ เพื่อให้ รมว.การต่างประเทศไปเห็นข้อเท็จจริง และสามารถนำเรื่องไปพูดคุยในวงเจรจาจะได้เห็นเป็นรูปธรรม 

นายภูมิธรรม กล่าวว่า จะลงไปดูศูนย์อพยพที่มีประชาชนอยู่เป็นจำนวนมาก แม้มีบางส่วนทยอยกลับบ้านแล้ว แต่ขอย้ำว่ายังไม่มีประกาศให้เดินทางกลับบ้าน เนื่องจากขณะนี้ได้ให้กองทัพภาคที่ 2 ไปหารือกับผู้ว่าราชการจังหวัด ที่มีเขตติดต่อชายแดนไทย-กัมพูชาว่ามีความพร้อมหรือไม่ ให้ยึดความปลอดภัยประชาชนเป็นหลัก ดังนั้นหากปลอดภัยก็ให้กลับบ้านได้เลยโดยจะพิจารณาเป็นพื้นที่ไป

อีกมุมปมร้อน‘เขากระโดง’ เปิดเอกสาร‘กรมที่ดิน’กับ‘รฟท.’หารือข้อพิพาทเมื่อปี 64

อีกมุมปมร้อน‘เขากระโดง’ เปิดเอกสาร‘กรมที่ดิน’กับ‘รฟท.’หารือข้อพิพาทเมื่อปี 64

อีกมุมปมร้อน‘เขากระโดง’ เปิดเอกสาร‘กรมที่ดิน’กับ‘รฟท.’หารือข้อพิพาทเมื่อปี 64

วันศุกร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.11 น.

อีกมุมปมร้อน”เขากระโดง” เปิดเอกสาร”กรมที่ดิน”กับ”รฟท.”หารือข้อพิพาทเมื่อปี 64 พบ”การรถไฟฯ”ยอมรับไร้แผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการจัดซื้อที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ ทำขีดเส้นเขตที่ดินเพิกถอนไม่ได้

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พบเอกสารตั้งแต่วันที่ 27 ก.ย.2564 ที่ นายนิสิต จันทร์สมวงศ์ อธิบดีกรมที่ดิน ในขณะนั้น ได้ทำหนังสือ ที่ มท. 0516.2/3530 ถึงผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย เรื่อง ขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินที่ออกทับที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย

โดยมีรายละเอียดว่า ตามที่การรถไฟแห่งประเทศไทยได้แจ้งผลการดำเนินการ กรณีสมาพันธ์คนงานรถไฟขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 3466 และ 8564 ตำบลอิสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ และที่ดินแปลงอื่น ๆ ที่ออกทับซ้อนที่ดินของการรถไฟฯ บริเวณเขากระโดง ซึ่งศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาที่ 862-876/2560 ลงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2560 และที่ 8027/2561 ลงวันที่ 22 พฤศจิกายน 2561 วินิจฉัยแล้วว่า ที่ดินตามแผนที่ เนื้อที่ประมาณ 5,083 ไร่ 1 งาน 80 ตารางวา เป็นของการรถไฟฯ หนังสือแสดงสิทธิในที่ดินที่ออกมาภายหลังจากที่การรถไฟฯ ได้เข้าครอบครองถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินแล้ว จึงออกไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ดำเนินการเพิกถอนทุกแปลงไปให้กรมที่ดินทราบเพื่อประกอบพิจารณา ความละเอียดแจ้งแล้วนั้น

กรมที่ดินขอเรียนว่า การตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามความในมาตรา 61 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายที่ดินได้นั้น จะต้องปรากฏข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติจากการสอบสวนของสำนักงานที่ดินที่ที่ดินตั้งอยู่ว่าโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ได้ออกไปโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรมที่ดินจึงจะมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามความในมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดินได้

โดยคณะกรรมการสอบสวนฯ ประกอบด้วย เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นประธานกรรมการ นายอำเภอเมืองบุรีรัมย์ ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องที่ที่ดินตั้งอยู่ ผู้แทนส่วนราชการอื่นที่เกี่ยวข้องตามที่อธิบดีกรมที่ดินเห็นสมควร(กรณีนี้จะเป็นผู้แทนจากการรถไฟแห่งประเทศไทย) เป็นกรรมการ และมีข้าราชการของสำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ตั้งแต่ระดับชำนาญงานหรือชำนาญการเป็นกรรมการและเลขานุการ

สำหรับกรณีที่การรถไฟฯ สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจแห่งประเทศไทย และสมาพันธ์คนงานรถไฟ กล่าวอ้างคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ 842-876/2560 ลงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2560 และที่ 8027/2561 ลงวันที่ 22 พฤศจิกายน2561 เพื่อให้กรมที่ดินดำเนินการเพิกถอนหรือแก้ไขโฉนดที่ดิน หรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามมาตรา 61 วรรคแปด แห่งประมวลกฎหมายที่ดินนั้น เห็นว่า การเพิกถอนหรือแก้ไขตามคำพิพากษาของศาลดังกล่าว จะต้องเป็นกรณีที่ศาลได้มีคำสั่งหรือคำพิพากษาถึงที่สุดว่าเป็นการออกไปโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายและให้ดำเนินการเพิกถอนหรือแก้ไขโฉนดที่ดินนั้นด้วย แต่เนื่องจากในกรณีนี้คำพิพากษาของศาลฎีกาทั้งสองคดีไม่ได้พิพากษาให้เพิกถอนหรือแก้ไขแต่อย่างใด จึงไม่สามารถดำเนินการเพิกถอนหรือแก้ไขตามมาตรา 61 วรรคแปด แห่งประมวลกฎหมายที่ดินได้

อย่างไรก็ตาม กรณีศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาที่ 842-876/2560 กรมที่ดินได้แจ้งให้จังหวัดบุรีรัมย์ดำเนินการจำหน่ายส.ค. 1 เลขที่ 209 หมู่ที่ 1 ตำบลอิสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งได้ใช้เป็นหลักฐานในการขอออกโฉนดที่ดินออกจากทะเบียนการครอบครองที่ดินเสร็จเรียบร้อยแล้ว และกรมที่ดินได้มีหนังสือลับ ที่ มท 0516.2/3025 ลงวันที่ 13 สิงหาคม 2564 แจ้งให้การรถไฟฯ ทราบเพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายแล้ว

ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8027/2561 ลงวันที่ 22 พฤศจิกายน 2561 ได้มีคำสั่งอธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1977/2564 ลงวันที่ 6 สิงหาคม 2564 ตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามความในมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เพื่อดำเนินการกับ น.ส. 3 ข. เลขที่ 200 หมู่ที่ (ปัจจุบันเป็นหมู่ที่ 13) ตำบลเสม็ด อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งศาลได้มีคำพิพากษาว่าบางส่วนออกทับที่ดินของการรถไฟ ตามมาตรา 61 วรรคแรก แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการของคณะกรรมการสอบสวนตามคำสั่งดังกล่าว

กรณีที่กล่าวอ้างคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 842-876/2560 ลงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2560 และที่ 8027/2561 ลงวันที่ 22 พฤศจิกายน 2561 ซึ่งคดีถึงที่สุดแล้ว ให้นำมาใช้กับโฉนดที่ดินเลขที่ 3466 และ 8564 ตำบลอิสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งการรถไฟได้แจ้งให้กรมที่ดินตรวจสอบว่าได้ออกไปโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น กรณีดังกล่าวกรมที่ดินได้มีคำสั่งอธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1556/2550 ลงวันที่ 29 พฤษภาคม 2550 และที่ 163/2552 ลงวันที่ 29 มกราคม 2552 แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามความในมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดินไปแล้ว เนื่องจากการรถไฟฯ ไม่สามารถหาแผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการจัดซื้อที่ดินและอสังหาริมทรัพย์อย่างอื่นเพื่อสร้างทางรถไฟสายตะวันออกเฉียงเหนือ พ.ศ. 2464 มาประกอบการพิจารณา

คณะกรรมการจึงมีความเห็นว่า เมื่อการรถไฟฯ ไม่สามารถจัดส่งหลักฐานแผนที่ประมาณที่กำหนดแนวเขตทางรถไฟเพื่อสำรวจและทำการสงวนหวงห้าม ตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตสร้างทางรถไฟต่อจากนครราชสีมาถึงอุบลราชธานี พ.ศ.2462 มาประกอบการพิจารณาได้ และพยานหลักฐานอื่น ๆ ตามที่การรถไฟได้จัดส่งให้กรมที่ดินก็ไม่อาจรับฟังได้ว่าที่ดินบริเวณดังกล่าวเป็นที่ดินที่มีการสำรวจเสร็จแล้ว และมีการสงวนหวงห้ามเข้าใช้ประโยชน์ตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตฯ
กรมที่ดินจึงไม่สามารถดำเนินการเพิกถอนโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงได้ ต่อมาคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีมติให้กรมที่ดินดำเนินการเพิกถอนโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 99 ซึ่งกรมที่ดินได้หารือแนวทางปฏิบัติไปยังสำนักงานอัยการสูงสุดและสำนักงานอัยการสูงสุดได้พิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีดังกล่าวจะต้องให้หน่วยงานที่ดูแลรักษาที่ดินของรัฐคือการรถไฟฯ ฟ้องคดีต่อศาลขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินทั้งสองแปลง

กรณีสมาพันธ์คนงานรถไฟ และสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทยร้องเรียนขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 3466 และ 8564 ดังกล่าว จึงเป็นเรื่องที่มีข้อเท็จจริงเดิมที่เคยดำเนินการและยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใหม่แต่อย่างใด ประกอบกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 842-876/2560 และที่ 8027/2561 ทั้งสองคดี ไม่ผูกพันบุคคลภายนอกรวมทั้งเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ไม่ได้ถูกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145

สำหรับแผนที่ดังกล่าวที่ใช้ในการพิจารณาของศาล เป็นแผนที่ที่คู่ความรับกันในคดีและผูกพันเฉพาะคู่ความเท่านั้น จึงไม่สามารถนำแผนที่ดังกล่าวมาใช้ประกอบในการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน

ทั้งนี้ กรณีการรถไฟแห่งประเทศไทยมีหนังสือแจ้งผลการดำเนินการว่า ไม่มีแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการจัดซื้อที่ดินและอสังหาริมทรัพย์อย่างอื่นเพื่อสร้างทางรถไฟสายตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมรถไฟแผ่นดินจัดสร้าง พ.ศ. 2464 โดยกล่าวอ้างว่า ได้ใช้แผนที่แสดงเขตการรถไฟอ้างสิทธิ์ มาตราส่วน 1:4,000 ซึ่งเป็นเอกสารที่ใช้ยื่นต่อศาลในการต่อสู้คดีและขอใช้เป็นหลักฐานเพื่อใช้ในการพิจารณาดำเนินการตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดินนั้น หากการรถไฟฯ ยืนยันว่าแผนที่ที่ใช้ในการพิจารณาของศาลดังกล่าวเป็นแผนที่ที่มีความถูกต้อง การรถไฟฯ ก็สามารถที่จะถ่ายทอดแนวเขตลงไปในระวางแผนที่รูปถ่ายทางอากาศที่กรมที่ดินจัดส่งให้การรถไฟฯ และรับรองความถูกต้องได้เช่นกัน
ซึ่งกรมที่ดินมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ระวางแผนที่ที่การรถไฟฯ ได้ขีดเขตและรับรองแล้วเป็นหลักฐานอย่างหนึ่งนอกจากหลักฐานอื่นๆ (ถ้ามี) ในการประกอบการพิจารณา ทั้งนี้ เพื่อกรมที่ดินจะได้จัดส่งระวางแผนที่ดังกล่าวให้จังหวัดบุรีรัมย์ตรวจสอบว่าที่ดินแปลงใดต้องดำเนินการเพิกถอนทั้งแปลงหรือบางส่วนต่อไป

อนึ่ง จากการประสานงานกับสำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น ปรากฏว่าการรถไฟแห่งประเทศไทยได้นำหลักฐาน ส.ค. 1 เลขที่ 1180 หมู่ที่ (กม. 346+000-376+500 ทางสายตะวันออกเฉียงเหนือ-อุบลฯทางแยกเขากระโดง กม. – +00) ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ จำนวนเนื้อที่ 5,083 ไร่ 1 งาน 80 ตารางวา 1 ศอก ระบุการได้มาตามพระราชกฤษฎีกา สภาพที่ดินเป็นทางรถไฟ มานำมาเป็นการยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินกับสำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ในปี พ.ศ.2530 จำนวน 10 คำขอ (10 แปลง) ซึ่งเป็นการขอออกโฉนดที่ดินเฉพาะส่วน (ไม่เต็มตามหลักฐาน ส.ค. 1) ผลการรังวัดได้เนื้อที่รวม 477 ไร่ 3 งาน 08.8 ตารางวา คงเหลือเนื้อที่ตาม ส.ค. 1 ประมาณ 4,605 ไร่ 1 งาน 71.2 ตารางวา ซึ่งสำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จเนื่องจากเหตุขัดข้องบางประการ จึงได้แจ้งให้จังหวัดบุรีรัมย์เร่งรัดสำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ให้เร่งรัดในกรณีดังกล่าว และขอให้การรถไฟฯ ไปดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวให้เป็นไปตามนัยระเบียบและกฎหมาย

ในกรณีที่การรถไฟแห่งประเทศไทยไม่สามารถกำหนดแนวเขตลงในระวางแผนที่ได้ การรถไฟฯ สามารถนำหลักฐาน ส.ค. 1 เลขที่ 1180 หมู่ที่ 1 ตำบลในเมือง ไปยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินในส่วนที่เหลือ (4,605 ไร่ 1 งาน 71.2 ตารางวา) ต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ได้ ทั้งนี้ เพื่อให้ครอบคลุมครบตามหลักฐาน ส.ค. 1 เลขที่ 1180 ดังกล่าว และเมื่อได้แนวเขตที่ดินที่ชัดเจน กรมที่ดินจะได้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป รายละเอียดปรากฏตามสำเนาเอกสารที่ส่งมาพร้อมนี้ จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบและพิจารณาดำเนินการต่อไป

– 006

แค่เฟกนิวส์! ‘โรม’ชี้ข่าว สส.ส้ม 70 คนไม่ไปต่อปชน.ไร้ข้อเท็จจริง

แค่เฟกนิวส์! 'โรม'ชี้ข่าว สส.ส้ม 70 คนไม่ไปต่อปชน.ไร้ข้อเท็จจริง

แค่เฟกนิวส์! ‘โรม’ชี้ข่าว สส.ส้ม 70 คนไม่ไปต่อปชน.ไร้ข้อเท็จจริง

วันศุกร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.43 น.

แค่เฟกนิวส์! “รังสิมันต์”ชี้ข่าว สส.ส้ม 70 คนไม่ไปต่อปชน.ไร้ข้อเท็จจริง หวังปลุกปั่นให้คนในพรรคไม่ไว้ใจกัน ย้ำเปิดทางให้ สส.ทุกคนได้ทำงานเต็มประสิทธิภาพ

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวถึงกระแสข่าวที่ระบุว่า สส.พรรคประชาชน 70 คน จะไม่ไปต่อกับพรรคในการเลือกตั้งครั้งหน้า ว่า เรื่องนี้เป็นจินตนาการของผู้ที่อาจจะพยายามปลุกปั่น ตนคิดว่าในพรรคไม่ได้มีการพูดคุยหรือมีแนวทางที่ออกมาลักษณะแบบที่ปรากฎในข่าว ยิ่งตนดูรายชื่อแล้วไม่น่าเป็นไปได้ ดังนั้น ต้องยอมรับตรงไปตรงมาว่าคงเป็นความพยายามปลุกปั่นเพื่อให้เกิดข้อที่จะทำให้ไม่ไว้วางใจกันในพรรค เป็นเรื่องหวังผลทางการเมืองมากกว่าเป็นเรื่องข้อเท็จจริง

เมื่อถามว่า มองว่าข่าวที่ออกมานั้นมาจากทางไหน นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ตนไม่อยากเดา เพราะไม่สนใจ เนื่องจากเป็นเฟกนิวส์ไม่มีเรื่องที่ทำให้เราต้องมานั่งคิดวิเคราะห์อะไรมากมาย อีกทั้งตนมองว่าเป็นการปลุกปั่น ยุแยงให้เกิดความแตกแยกกัน คงไม่มีอะไรมากไปกว่าเฟกนิวส์

เมื่อถามย้ำว่า จะมีการให้ สส.ในพรรคยืนยันว่าจะอยู่กับพรรคต่อ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า เราอย่าเพิ่งให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว เพราะไม่มีอะไร เป็นการนั่งเทียนแล้วเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง กลายเป็นว่าข้อมูลนี้รู้ดีกว่าคนในพรรคอีก ตนคิดว่าไม่น่าใช่ ตนในฐานะรองหัวหน้าพรรคยืนยันว่าข้อมูลนี้ไม่ใช่ข้อมูลจริง และไม่ใช่เป็นเรื่องที่เราต้องให้ความสำคัญ

เมื่อถามว่า ยืนยันหรือไม่ว่า สส.ของพรรคประชาชน จะไปต่อในการเลือกตั้งครั้งหน้า ในฐานะผู้สมัคร สส. นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ในพรรคมีกลไก ไม่ว่าจะสนับสนุน สส. ทำหน้าที่อย่างดีที่สุด ให้คำแนะนำที่สำคัญ คือ เรารู้ว่า การเป็น สส.ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้ทรัพยากรเยอะ และคนที่เข้ามาอยู่ในการเมืองเมื่อวันเวลาผ่านไปการที่เขามาอยู่ตรงนี้แล้วสั่งสมประสบการณ์ความเข้าใจ ดังนั้น สส.มีคุณค่าแน่นอน ไม่ใช่สิ่งที่จะตัดสินใจ ในทันทีว่าคนนี้ไม่ได้ไปต่อหรือคนนั้นต้องออกไปจากพรรค ไม่ใช่แบบนั้น แต่ในพรรคประชาชน พยายามสร้างบรรยากาศของการทำงานที่มุ่งเน้นการทำงานและประสิทธิภาพ เราเชื่อว่า สส.ถ้าทำงานอย่างมีประสิทธิภาพไม่น่ามีปัญหาอะไร ในเรื่องของการสมัครรับเลือกตั้ง จึงไม่มีอะไรต้องกังวล

เมื่อถามว่า มองว่าข่าวที่ออกมามีมูลความจริงบ้างหรือไม่ หรือสร้างข่าวมาเพื่อเบี่ยงเบนประเด็นการเมือง นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ยอมรับว่ามีความพยายามให้คนสนใจเรื่องการเมืองมากขึ้น โดยเฉพาะความขัดแย้งภายในประเทศ ต้องบอกว่าเวลามีปัญหาเรื่องเหล่านี้ใครได้ประโยชน์คงต้องไปดู เพราะต้องยอมรับว่าคนไทยให้ความสำคัญกับความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศไทย – กัมพูชา และเป็นเรื่องที่แก้ไม่จบ ดังนั้น เมื่อมีเรื่องของ สส.พรรคประชาชน อาจดึงความสนใจไม่ว่าจะคนในพรรคหรือประชาชนทั่วไปได้ แต่ตนเชื่อว่าเมื่อทำการเมืองถึงขนาดนี้ ฐานะพรรคการเมือง เชื่อว่าประชาชนรับมือกับเฟกนิวส์มาเยอะ เรามีภูมิต้านทานเฟกนิวส์อยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม รายชื่อที่ออกมาไม่มีใครถามตน ซึ่งตนค่อนข้างมั่นใจคนในพรรคทุกคนรู้ว่าเป็นเฟกนิวส์

‘ภูมิธรรม’ลั่น!ฟ้อง‘ผู้สั่งการกัมพูชา’ ใช้ กม.ในประเทศก่อน ให้มีชนักติดหลัง

‘ภูมิธรรม’ลั่น!ฟ้อง‘ผู้สั่งการกัมพูชา’ ใช้ กม.ในประเทศก่อน ให้มีชนักติดหลัง

‘ภูมิธรรม’ลั่น!ฟ้อง‘ผู้สั่งการกัมพูชา’ ใช้ กม.ในประเทศก่อน ให้มีชนักติดหลัง

วันศุกร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.41 น.

“ภูมิธรรม”ลั่น!ฟ้อง”ผู้สั่งการกัมพูชา” ใช้กฎหมายในประเทศก่อน ให้มีชนักติดหลัง ชี้ต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่ทำ ไม่เกี่ยวการเจรจา ยืนยันไม่ใช่สร้างกระแสการเมืองกดดัน ส่วนฟ้องศาลโลก ให้ กต.ดูรายละเอียด

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2568 ที่กระทรวงมหาดไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมยกร่างคำฟ้องกัมพูชา ว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานว่าแนวทางจะเป็นอย่างไร แต่เบื้องต้นเราสามารถดำเนินการฟ้องได้ภายใต้กฎหมายในประเทศ ซึ่งเมื่อฟ้องแล้วก็จะเป็นชนักติดหลังไป หากเขาพร้อมมาเคลียร์ ก็มาได้ หากไม่มาเคลียร์ก็ถือว่าเป็นผู้ถูกกล่าวหา มีความผิดทั้งอาญาและแพ่งโดยศาลไทย

ส่วนจะเกี่ยวข้องกับกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่ ก็ต้องให้เป็นไปตามกระบวนการ ซึ่งต้องให้กรมสนธิสัญญา กฎหมายกระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไปดูในรายละเอียด ต้องทำอย่างไรก็ได้ให้เป็นประโยชน์ที่สุดต่อประเทศ และต้องทำให้กัมพูชามารับผิดชอบกับสิ่งที่กระทำ

เมื่อถามว่า การวิพากษ์วิจารณ์ว่าไทยมีอำนาจฟ้องร้องหรือไม่นั้น นายภูมิธรรม กล่าวว่า ถือว่าเป็นความเห็น และเป็นคนละประเด็น ซึ่งสิ่งที่รัฐบาลต้องการทำให้เห็นคือฝ่ายกัมพูชาได้ทำผิดกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย ทำให้เสียหาย และมีคนเสียชีวิต ซึ่งเราต้องฟ้องตามกระบวนการของไทย

เมื่อถามว่า จะไม่ใช้รูปแบบของศาลระหว่างประเทศใช่หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ไทยประกาศชัดเจนแล้วว่าไทยไม่ได้ยอมรับเขตอำนาจศาลโลก ส่วนกระบวนการจะเป็นอย่างไรก็ไปดูตามนั้น แต่ขณะนี้เราสามารถใช้องค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ (อินเตอร์โพล) ได้ และอีกหลายอย่าง ซึ่งมีกระบวนการยุติธรรมอยู่

เมื่อถามว่า หากถูกดำเนินคดีที่ไทยผู้ที่มีอำนาจฝั่งกัมพูชาก็ไม่สามารถเดินทางเข้าไทยได้ใช่หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ต้องรอให้กระบวนการเริ่มต้น และดูว่าถึงขั้นไหน เพราะเจตนาของไทยคือฟ้องร้อง ส่วนจะไปถึงขั้นไหนก็ว่ากันไป

เมื่อถามว่า กรณีที่ประชาชนต้องการฟ้องเอง โดยไม่รอรัฐบาล รัฐบาลจะอำนวยความสะดวกให้หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ขณะนี้ยังมีเรื่องที่เกี่ยวข้องอีกหลายเรื่อง เมื่อมีความเสียหายก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องฟ้องร้อง ซึ่งไม่ใช่เกมการเมือง หรือการสร้างบรรยากาศอะไร ดังนั้นสิ่งที่ดำเนินการก็ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ทำไป ส่วนการเจรจาก็ยังคงอยู่ การสร้างกระแสทางการเมืองมากดดันอาจจะไม่เป็นประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหาของเรา

เมื่อถามว่า กรณีฟ้องผู้สั่งการได้ลิสต์รายชื่อแล้วหรือไม่ว่าจะฟ้องใครบ้าง นายภูมิธรรม กล่าวว่า ปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมว่าไป

แท้งไม่พอเท็จอีกต่างหาก! ‘สว.ก๊วนอิสระ’มีหนาว จ่อโดนฟ้องอาญาดาบสอง‘ปลอมลายเซ็น’

แท้งไม่พอเท็จอีกต่างหาก! ‘สว.ก๊วนอิสระ’มีหนาว จ่อโดนฟ้องอาญาดาบสอง‘ปลอมลายเซ็น’

แท้งไม่พอเท็จอีกต่างหาก! ‘สว.ก๊วนอิสระ’มีหนาว จ่อโดนฟ้องอาญาดาบสอง‘ปลอมลายเซ็น’

วันศุกร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.08 น.

แท้งไม่พอเท็จอีกต่างหาก! ‘สว.ก๊วนอิสระ’มีหนาว จ่อโดนฟ้องอาญาดาบสอง‘ปลอมลายเซ็น’ ชง‘ปธ.วุฒิฯ’ส่งศาลฟัน‘136สว.คดีฮั้ว’

เมื่อวันที่ 8 ส.ค.2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีสมาชิกวุฒิสภา (สว.) กลุ่มอิสระ เข้าชื่อจำนวน 21 คน ยื่นต่อประธานวุฒิสภา เพื่อขอให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยสมาชิกภาพของสว.ทั้ง 136 คน สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 111 (7) ประกอบมาตรา 113 และขอให้ศาลมีคำสั่งให้ สว.ทั้ง 136 คน หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว หรือให้หยุดปฏิบัติหน้าที่เฉพาะส่วน เกี่ยวกับการให้ความเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไว้ก่อนจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย จากคดีฮั้วการเลือกสว. และต่อมาพบปัญหามีการปลอมลายเซ็น จนถึงขั้นไปแจ้งความลงบันทึกประจำวัน รวมถึงมีสว.บางส่วนที่เข้าชื่อ ได้ถอนรายชื่อออกไป โดยอ้างว่าเข้าใจคลาดเคลื่อนในสาระสำคัญ จนส่งผลให้เสียงในการเข้าชื่อไม่ถึงกึ่งหนึ่งในการยื่นเรื่องกังกล่าวต่อประธานวุฒิฯ นั้น 

ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวสำคัญในเรื่องนี้ โดยแหล่งข่าวระดับสูงของวุฒิสภา เปิดเผยว่า จากกรณีดังกล่าวที่เกิดขึ้น ถือเป็นการปลอมรายชื่อ สว. เป็นเอกสารเท็จที่ยื่นต่อประธานวุฒิสภาฯ ขอให้ส่งศาลฯ ดำเนินการกับ 136 สว. โดยฝ่ายที่เกี่ยวข้องเตรียมดำเนินการตรวจสอบแล้ว หากพบว่ามีการปลอมแปลงเอกสารจริง จะมีการฟ้องอาญาในเรื่องนี้ โดยการไปแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษต่อไป