ไม่หวั่น‘ภราดร’สอนมวย! ‘ฉลาด’ยันทำตัวเป็นกลาง-ต้องฟังทุกฝ่าย

ไม่หวั่น‘ภราดร’สอนมวย! ‘ฉลาด’ยันทำตัวเป็นกลาง-ต้องฟังทุกฝ่าย

ไม่หวั่น‘ภราดร’สอนมวย! ‘ฉลาด’ยันทำตัวเป็นกลาง-ต้องฟังทุกฝ่าย

วันศุกร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.59 น.

“ฉลาด”ยันทำตัวเป็นกลาง-ต้องฟังทุกฝ่าย ไม่หวั่น”ภราดร”สอนมวย ยินดีให้ทดสอบ เชื่อประชุมงบฯ 69 ราบรื่น ส่ง”วิสุทธิ์”คุยทุกพรรค ป้ององค์ประชุมล่ม

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภา นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ฝ่ายค้านวิจารณ์การทำหน้าที่รองประธานสภาฯ คนที่ 2 เมื่อวันที่ 7 ส.ค.ที่อาจไม่เป็นไปตามข้อบังคับ ว่า มีคนเสนอให้ตนใช้ข้อบังคับข้อที่ 32 โดยมีสมาชิกจากพรรคฝ่ายค้านเสนอญัตติให้แสดงตนโดยการเสียบบัตร ซึ่งตนเห็นว่าหากแสดงตนโดยการเสียบบัตร เรื่ององค์ประชุมจะเป็นส่วนหนึ่ง เพื่อให้มีการตรวจสอบองค์ประชุมแบบชัดเจน ตนจึงวินิจฉัยว่าให้แสดงตนแบบขานชื่อ โดยหลังจากที่ตนวินิจฉัยแล้ว มีสมาชิกอีกคนเสนอญัตติให้แสดงตนแบบขานชื่อ เพื่อให้มี 2 ญัตติ แต่ความจริงมีญัตติเดียว ตนเห็นว่าเพื่อให้โอกาสสมาชิกที่อยู่รอบนอกมาใช้สิทธิ์ได้ทันเวลาก็ใช้เวลาพอสมควร ซึ่งหลังจากที่มีการขานชื่อไปแล้วก็มีการเพิ่มชื่อ แสดงว่ามีการประชุมกรรมาธิการยังอยู่ในสภาฯไม่ได้ไปไหน ฉะนั้น เสียง 248 เสียง ถือว่าเกินกว่ากึ่งหนึ่งของสภาฯคือ 246 เสียง

“ผมไม่ได้ทำผิดข้อบังคับ เปิดดูเทปได้ นายภราดร ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย อดีตรองประธานสภาฯ คนที่ 2 จะทดสอบผม ว่าจำข้อบังคับได้หรือไม่ แต่เลขาธิการสภาฯ ก็ยืนยัน บางครั้งการทำหน้าที่รองประธานสภาฯ ก็ต้องฟังเสียงทุกฝ่าย แต่คนที่จะช่วยในเรื่องของข้อบังคับ วาระการประชุมสภาฯต่างๆ คือเลขาธิการสภาฯ ที่ทำหน้าที่อยู่หน้าบัลลังค์ เพราะบางครั้งประธานในที่ประชุมอาจจะมองบางฝ่ายข้ามไปหรือข้ามขั้นตอน ฉะนั้น เลขาธิการสภาฯ ต้องเตือน บางครั้งเราอยู่ข้างล่างมานานพึ่งทำหน้าที่ก็จะเก็นว่าเราต้องดูแลทุกฝ่าย ยืนยันว่าผมทำหน้าที่ถูกต้อง” นายฉลาด กล่าว

เมื่อถามถึงฝ่ายค้านมาโจมตีว่าทำหน้าที่ไม่เป็นกลางนั้น นายฉลาด กล่าวว่า ยืนยันว่า ตนทำงานอย่างเป็นกลางแน่นอน และตนรู้จักทุกฝ่ายอยู่ข้างล่างมานาน ออกมาข้างนอกก็ยังหยอกล้อกันอยู่ ก็ยินดีให้ทดสอบ และในข้อเท็จจริงสามารถทำได้ซึ่งเป็นดุลพินิจของประธาน เมื่อดูองค์ประชุมแล้วก็ดูตามความเหมาะสมในขณะนั้น ทางเลขาฯ เองก็ยืนยันว่าทำถูกแล้ว ตนจะไม่ทำอะไรโดยพละการต้องอาศัยหลักพิง

เมื่อถามถึงการประชุมสภาฯ เพื่อพิจาจารณาร่างพระราชบัญญติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ในวันที่ 13 – 15 ส.ค.นี้ จะสามารถคุมเสียงในสภาฯ ได้หรือไม่ นายฉลาด กล่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมาการประสานงานในสภาฯ (วิป) ฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล เมื่อวันที่ 7 ส.ค.ที่ผ่านมา มีการตกลงกันว่าจะมีการประชุม 3 วันดังกล่าว และหากดูจากงบประมาณปี 67 – 68 ที่ผ่านมา ฝ่ายค้านก็อยากให้งบประมาณผ่านสภาฯ ทั้งนี้ ไม่อยากให้มีการเลิกประชุมดึกไป เพราะต้องมีการมาลงชื่อตอนเช้าของวันรุ่งขึ้นทุกครั้ง เพราะมีการลงติเป็นรายมาตรา ฉะนั้น ท่านให้ความร่วมมือและมีความเป็นห่วงรัฐบาล ตนจึงฝาก นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานวิปรัฐบาล ให้ไปคุยกับทุกพรรคการเมือง เนื่องจากเป็นกฎหมายที่เป็นประโยชน์ของประชาชน ทุกคนยืนยันว่าจะมาทำหน้าที่ของตัวเองใน 3 วันนี้

นายฉลาด กล่าวต่อวันที่ 13 ส.ค.คาดว่าจะมีการพิจารณามาตรา 1 – 15 วันที่ 14 ส.ค.จะพิจารณาต่อจนถึงมาตรา 24 และวันที่ 15 ส.ค.จะให้เสร็จเร็วหน่อย คือพิจารณาจนจบ จนถึงข้อสังเกต คาดว่าจะลงคะแนนในวันสุดท้ายประมาณ​ 23.00 น.เศษ หรืออาจจะเสร็จเร็วกว่านั้น อยู่ที่ สส.ที่ใช้สิทธิ์ในการลงมติ โดยเราให้เวลากรรมาธิการที่สงวนความเห็น และ สส.ที่แปรญัตติคนละ 7 นาที ส่วน สส.ที่ไม่ได้เสงวนคำแปรญัตติไว้ให้เวลาอภิปรายคนละไม่เกิน 5 นาที แต่หากมีการอภิปรายซ้ำซากอาจจะมีการลดเวลาลง โดยวิปทั้ง 2 ฝ่าย จะมีการเจรจากันอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สภาฯ และองค์ประชุมสามารถเดินไปได้ด้วยความเรียบร้อย ทั้งนี้ ระหว่างที่รอการโปรดเกล้าฯ รองประธานสภาฯ คนที่ 1 ตนและ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาฯ​ จะผลัดกันทำหน้าที่คนละ 2 ชั่วโมง 30 นาที

‘เปรมศักดิ์’จวกยับ‘สว.ตัวตึง’ ใช้สารพัดวิชามารขู่กดดันถอนชื่อในคำร้องฟัน ‘136 สว.เอี่ยวคดีฮั้ว’

‘เปรมศักดิ์’จวกยับ‘สว.ตัวตึง’ ใช้สารพัดวิชามารขู่กดดันถอนชื่อในคำร้องฟัน ‘136 สว.เอี่ยวคดีฮั้ว’

‘เปรมศักดิ์’จวกยับ‘สว.ตัวตึง’ ใช้สารพัดวิชามารขู่กดดันถอนชื่อในคำร้องฟัน ‘136 สว.เอี่ยวคดีฮั้ว’

วันศุกร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.27 น.

‘เปรมศักดิ์’ จวกยับ ‘สว.ตัวตึง’ ใช้สารพัดวิชามารขู่กดดันถอนชื่อในคำร้องส่ง ‘ศาลรธน.’ ฟัน ‘136 สว.เอี่ยวคดีฮั้ว’ ซัดใช้อำนาจในเงามืดกดขี่คนยืนข้างประชาชนเพื่อความถูกต้อง ถามกลับ ‘ประธานวุฒิฯ’ ทำไม2มาตรฐาน ตรวจสอบช้า ที ‘มุ้งใหญ่สีน้ำเงิน’ เร่งด่วนจี๋

เมื่อวันที่ 8 ส.ค.2568 นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ให้สัมภาษณ์ระหว่างอยู่ต่างประเทศ ว่า ตนได้รับแจ้งจากสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาเมื่อช่วงเย็นวันที่ 7 ส.ค.ที่ผ่านมา ในฐานะที่เป็นผู้ริเริ่มรวบรวมรายชื่อสว. เพื่อยื่นคำร้องต่อประธานวุฒิสภา เพื่อขอให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยสมาชิกภาพของสว.ทั้ง 136 คน สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 111 (7) ประกอบมาตรา 113 และขอให้ศาลมีคำสั่งให้ สว.ทั้ง 136 คน หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว หรือให้หยุดปฏิบัติหน้าที่เฉพาะส่วน เกี่ยวกับการให้ความเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไว้ก่อนจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย จากกรณีที่คณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลางชุดที่ 26 คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้สรุปสำนวนเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งอาจเข้าข่ายขัดต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2567 โดยได้รับแจ้งรายว่า รายชื่อในคำร้องไม่ครบทำให้ตกไป

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวต่อว่า การยื่นคำร้องต่อประธานวุฒิสภา โดยนาวาตรีและ น.ส.นันทนา นันทวโรภาส เป็นช่วงที่ตนได้เดินทางไปดูงานที่ประเทศมาเลเซียกับ ป.ป.ช. ระหว่างวันที่ 5-8 สิงหาคม จึงไม่ได้ร่วมยื่นคำร้องด้วย แต่ได้ประสานเพื่อน สว.ยื่นเรื่องถึงประธานวุฒิสภา รายชื่อตอนยื่นครบแล้ว 21 คน ครบ 1 ใน 10 สามารถยื่นได้ แต่ได้รับแจ้งจากสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาภายหลัง ต้องระงับคำร้องส่งศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากรายชื่อ สว.ไม่ครบ 1 ใน10 เพราะมีสว.ที่ลงชื่อแล้วมาถอนชื่อในภายหลัง ซึ่งการถอนชื่อครั้งนี้มีเบื้องหลังแน่นอน แม้จะอ้างเหตุผลอะไรก็ตามแต่อยากให้ประชาชนได้ติดตามเหตุผลลึกๆ ที่แท้จริง 

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ ตนได้รับทราบจากสว.หลายคนที่ร่วมลงชื่อในกลุ่มสว.อิสระว่า มีความพยายามจากจาก สว.ที่มีรายชื่อถูกร้องเรียนได้โทรมาล็อบบี้ ให้ถอนชื่อ เพื่อให้จำนวนผู้ลงชื่อไม่ครบตามรัฐธรรมนูญ  โดยอ้างเชิงข่มขู่ว่า หากไม่ยอมถอนชื่อออก จะถูกฟ้องกลับถูกดำเนินคดี จะทำให้เสียประวัติถูกบันทึกเป็นคดีความภายหลังสว.บางรายที่เข้าชื่อถอดถอนถูกฝ่ายตรงข้ามร้องเรียนให้กรรมการจริยธรรมสว.ตรวจสอบในบเรื่องที่ไม่ชอบมาพากลพอจะไปชี้แจงกลับถูกปฎิเสธไม่ให้นำพยานหลักฐานเข้าชี้แจงอย่างไม่เป็นธรรม เสมือนเป็นการสร้างประเด็นให้หวาดกลัว หวั่นเกรงต่าง ๆ เพียงหวังให้ต้องยอมไปถอนชื่อออกเท่านั้น

“มีการทำทุกวิถีทางเพื่อให้ สว.ถอนชื่อ ก่อนหน้านี้ก็กดดันสร้างความลังเลให้ผู้ที่ยังไม่ลงชื่อไม่กล้าร่วมลงชื่อ ใครลงชื่อแล้วก็กดดันให้ถอนชื่ออีก ผมถือว่าเป็น “วิชามารทางการเมือง” ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ เพื่อล้มคำร้องไม่ให้ครบตามจำนวน 20 รายชื่อและตกไปโดยอัตโนมัติ บางคนถึงขั้นโทรมาหาผม บอกว่า เขาถูกขู่ว่า ถ้าไม่ถอนชื่อจะมีของตามมา มีทั้งเรื่องในอดีตและเรื่องส่วนตัว ถูกขุดขึ้นมาคุกคาม สิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ใช่การเมืองแบบมีวุฒิภาวะ แต่คือการใช้อำนาจในเงามืด เพื่อกดขี่คนที่ยืนอยู่กับประชาชน แบบนี้ยังจะเรียกว่าการเมืองในระบบได้อีกหรือ”นพ.เปรมศักดิ์กล่าว

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวต่อว่า ในวุฒิสภาจะมีสว.ที่ทำตัวเป็นขาใหญ่ใช้วิชามารทั้งกดดันในทางลับและทางแจ้ง มีขาใหญ่ในกลุ่มไลน์กลางสว. ซึ่งเป็นช่องทางติดตามข่าวสารหลักของ สว.ทุกคน ใช้การก่อกวนด้วยข้อความ เสียดสี เย้ยหยันและข่มขู่ในกลุ่มไลน์  บางคนโพสต์รูป ข้อความ เสียดสีแซะไม่หยุดวันละหลายครั้ง ใครไม่ถอนชื่อก็โดนกดดันอย่างหนัก ขู่ว่าจะมีคดีความตามมา คนที่ทนไม่ไหวก็ต้องถอย นี่มันคือการกดขี่เสียงข้างน้อยอย่างเลือดเย็น นี่คือเครื่องชี้วัดว่า มีแผนการล็อบบี้ไว้ล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ เพื่อสกัดกั้นไม่ให้เรื่องเข้าสู่ศาลรัฐธรรมนูญ

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ตนขอตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาถึงสองมาตรฐานในการพิจารณาคำร้องว่า คำร้องของสว.สีน้ำเงินที่ยื่นขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเรื่องของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรมและนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ถูกประธานวุฒิสภาส่งเรื่องให้ศาลในวันเดียวกันอย่างรวดเร็ว แต่พอเป็นคำร้องของ สว.กลุ่มอิสระให้ดำเนินการกับสว. 136  คนกลับถูกตรวจสอบอย่างยืดยาด ล่าช้าจนเปิดช่องให้การล็อบบี้อย่างเต็มที่กระทั่งมีการถอนรายชื่อออก การเลือกปฏิบัติเช่นนี้ ไม่เพียงแต่ทำลายความเชื่อมั่นในระบบรัฐสภา แต่ยัง ส่งสัญญาณอันตรายว่า ผู้มีอำนาจกำลังใช้กลไกในรัฐสภาเพื่อสกัดเสียงตรวจสอบ สว.กลุ่มอิสระแค่ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ ยื่นคำร้องขอความชัดเจนจากศาล แต่วิธีที่พวกตนถูกจัดการ มันสะท้อนว่าฝ่ายเสียงข้างมากในวุฒิสภาบางกลุ่ม ไม่เคารพกระบวนการประชาธิปไตยใดๆ เลย

“การที่รายชื่อไม่ครบ 20 คนนั้นไม่ใช่ความผิดพลาดตามธรรมชาติ แต่เป็นการใช้วิชามารที่ชัดเจนในการจัดการกับสว.เสียงข้างน้อย ให้คำร้องตกไปอย่างน่าเสียดาย ทั้งที่สว.อิสระก็ใช้สิทธิอย่างถูกกฎหมายเช่นเดียวกับสว.สีน้ำเงินทุกประเด็น เราจะไม่หยุดที่จะสู้ต่อ แม้ว่าจะมีการถอนชื่อและกดดันอย่างหนัก พวกผมพร้อมที่จะหาสว.มาทดแทน เพื่อให้เรื่องถึงศาลรัฐธรรมนูญโดยสมบูรณ์และได้รับการวินิจฉัยอย่างเป็นธรรม เพื่ออนาคตของการเมืองที่โปร่งใสและยึดมั่นในหลักนิติธรรมอย่างแท้จริง เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องของสว. 136 คน แต่เป็นเรื่องของระบบรัฐสภาไทยทั้งระบบ ถ้าเสียงข้างน้อยไม่มีที่ยืน วันหนึ่งประเทศนี้จะไม่มีที่ยืนสำหรับประชาชนเช่นกัน” นพ.เปรมศักดิ์กล่าว

‘มาลี’เตรียมรับแรงกระแทก ‘บุ๋ม ปนัดดา’ลั่นเป็นคนตรง-ชัดเจน ไม่มีเฟกนิวส์

'มาลี'เตรียมรับแรงกระแทก 'บุ๋ม ปนัดดา'ลั่นเป็นคนตรง-ชัดเจน ไม่มีเฟกนิวส์

‘มาลี’เตรียมรับแรงกระแทก ‘บุ๋ม ปนัดดา’ลั่นเป็นคนตรง-ชัดเจน ไม่มีเฟกนิวส์

วันศุกร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.20 น.

“บิ๊กเล็ก” เปิดตัว “บุ๋ม ปนัดดา” นั่งโฆษก ศบ.ทก.จิตอาสา ไว้ปะทะฝีปาก ”เจ้มาลี“ บอกสวยกว่าแน่นอน “ปนัดดา” ลั่น เป็นคนตรง-ชัดเจน ไม่มีเฟกนิวส์

8 สิงหาคม 2568 เมื่อเวลา 09.25 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม รักษาราชการแทน รมว.กลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ให้สัมภาษณ์ก่อนประชุม ศบ.ทก. ว่า ขออนุญาตเปิดตัวโฆษก ศบ.ทก. จิตอาสาเพิ่มเติม คือ น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี หรือ บุ๋ม ปนัดดา บอกตรงๆ ว่าจะมาปะทะกับ พล.ท.หญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา อย่างน้อยความได้เปรียบ ตนมั่นใจก็คือ สวยกว่าแน่นอน โฆษก ศบ.ทก.เป็นนางสาวไทย แต่โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชาไม่ใช่นางสาวกัมพูชา ฉะนั้นขอเปิดตัว น.ส.ปนัดดาตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ซึ่งการทำงานของ น.ส.ปนัดดาปัจจุบันก็ทำงานอยู่ใน 4 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา โดยตนขอความกรุณา น.ส.ปนัดดาให้ช่วยตอบโต้ทางออนไลน์ ซึ่งตนและทีมงานจะสนับสนุนข้อมูลให้กับ น.ส.ปนัดดาในการที่จะแถลงข่าว เพราะฉะนั้นนับแต่วันนี้เป็นต้นไป น.ส.ปนัดดาคือโฆษก ศบ.ทก.

ด้าน น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี โฆษก ศบ.ทก. จิตอาสา กล่าวว่า ขอฝากตัวกับสื่อและประชาชนทุกคน การที่ตนตัดสินใจมาทำหน้าที่ตรงนี้ เพราะว่าเราอยู่ในพื้นที่มานานและเห็นความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน เห็นความอดทนของพี่น้องทหาร ในฐานะที่เป็นจิตอาสาก็อยากจะเป็นสื่อกลางที่ชัดเจน เป็นสื่อกลางที่สามารถคุยกับสื่อ ประชาชน และทหารให้ได้ข้อมูลที่ตรงกับความเป็นจริง รวมถึงการสื่อสารกับต่างประเทศว่า เกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทยของเรา ทั้งนี้ ฝ่ายทหารได้มีการคุยกันว่า ถ้าจะหาโฆษกมาชนกับกัมพูชาได้มันที่สุดก็น่าจะเป็นตน ก็เลยยินดีที่จะมาช่วยงานเพื่อประเทศไทยของเรา

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะเอาอยู่หรือไม่กับ พล.ท.หญิง มาลี โสเจียตา น.ส.ปนัดดา กล่าวว่า ตนไม่กลัวเรื่องเฟกนิวส์อยู่แล้ว เพราะเราเป็นคนตรง ชัดเจน นอกจากนี้ ตนเชื่อว่าสื่อไทยเองก็รู้จักตนเป็นอย่างดี และเราทำงานด้วยกันมานาน จะรู้ว่าตนชัดเจนแค่ไหน ดังนั้นกับทางฝั่งนั้น เขาพูดอะไรมา พวกเราไม่ค่อยให้ราคาเขาอยู่แล้ว

เมื่อถามว่า ยืนยันใช่หรือไม่ว่าเพจเฟซบุ๊กของตัวเองจะเป็นข้อมูลจากหน่วยราชการที่จะคอยสนับสนุนในเพจนี้ใช่หรือไม่ น.ส.ปนัดดา กล่าวว่า ใช่ จะเป็นการทำงานของตัวเองด้วยและการลงพื้นที่ และงานโฆษก ศบ.ทก.ที่อัพเดตอะไรกับประชาชนอย่างไรบ้าง

เมื่อถามว่า เราจะสร้างความเชื่อมั่นว่า ข่าวที่ออกมาจะไม่มีเฟกนิวส์ จะมีการกลั่นกรองก่อนที่จะนำเสนอ น.ส.ปนัดดา กล่าวว่า ใช่ จะไม่มีว่ายิงหรือเปล่า อันนั้นใช่หรือเปล่า อันนี้ใช่หรือเปล่า แต่จะเป็นข่าวที่เป็นจริงเท่านั้นที่จะลงในเพจนี้ และก็ขอฝากไว้ด้วย

เมื่อถามว่า กลยุทธ์แรกที่เราจะโต้กลับไปยัง โฆษกกระทรวงกระทรวงกลาโหมกัมพูชา น.ส.ปนัดดา กล่าวว่า ขอคุยกันก่อน เพราะจากการประชุมกันเมื่อวันที่ 7 ส.ค. มีหลายประเด็นที่เกิดขึ้น ประเด็นหนึ่งที่จะต้องบอกกับพี่ๆ ทหารเพิ่มเติมก็คือ ตอนนี้ความเดือดร้อนของประชาชนมีมากน้อยแค่ไหน ตนยืนอยู่ฝั่งประชาชนอยู่เสมอ ต้องเข้าใจว่าตั้งแต่เกิดเรื่องมา ประชาชนไม่ได้ทำงานเลย อยู่แต่ศูนย์อพยพ เด็กๆ ไม่ได้เรียนหนังสือ แต่ทุกคนก็ควรเลือกอนาธิปไตย ดังนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างต้องมาด้วยกัน ทำอย่างไรก็ได้ที่เราจะไม่เสียพี่น้องประชาชนคนไหนอีกแล้ว

พล.อ.ณัฐพล กล่าวเสริมว่า ที่ผ่านมาเราใช้ความจริงสู้กับเฟกนิวส์ ซึ่งเท่าที่ตนดูมา มันได้ผล และได้พูดคุยกันว่า การแถลงของเราจะไม่ร่วมแถลงกัมพูชา ตนแอบคิดว่าสื่อจะสนใจใครเพื่อประเมินผลปฏิบัติที่ผ่านมา ทั้งนี้จากการที่สอบถามสื่อที่ติดตามไปทำข่าวที่ประเทศมาเลเซียเห็นได้ว่า สนใจที่จะฟังการแถลงข่าวของฝ่ายไทย แสดงว่าเครดิตของประเทศไทยในการเสนอข้อมูล ข้อเท็จจริงน่าเชื่อถือกับสื่อต่างประเทศ ตนก็จะยึดแนวทางนี้ต่อไป แม้กระทั่งโฆษกจิตอาสา ตนได้ประสานไปว่าขอให้ตอบโต้ด้วยข้อเท็จจริง เอาความจริงมาสู้ ในระยะยาวตนมั่นใจว่าเห็นผลแน่นอน

ความจริงหนึ่งเดียวของ’ลุงตู่’ ‘สุวินัย’แนะ’ผู้นำยุคหลัง’ต้องก้าวพ้น’กันชน’กลายเป็น’ผู้ขับเคลื่อน’

ความจริงหนึ่งเดียวของ'ลุงตู่' 'สุวินัย'แนะ'ผู้นำยุคหลัง'ต้องก้าวพ้น'กันชน'กลายเป็น'ผู้ขับเคลื่อน'

ความจริงหนึ่งเดียวของ’ลุงตู่’ ‘สุวินัย’แนะ’ผู้นำยุคหลัง’ต้องก้าวพ้น’กันชน’กลายเป็น’ผู้ขับเคลื่อน’

วันศุกร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.19 น.

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2568 รศ.ดร.สุวินัย ภรณวลัย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า ความจริงหนึ่งเดียวของ ลุงตู่

คำนำ

ในโลกแห่งการเมือง… “ความจริง” มักถูกห่อหุ้มด้วยโฆษณาชวนเชื่อของทุกฝ่าย
แต่ความจริงแท้มีเพียงหนึ่งเดียว …มันไม่ขึ้นกับว่าผู้คนรักหรือชังใคร
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือ “ลุงตู่” ในสายตาประชาชน คือบุคคลที่ถูกตีความอย่างสุดขั้วทั้งสองด้าน
เขาเป็นทั้ง “ผู้รักษาเสถียรภาพ” และ “จำเลยทางการเมือง” ในเวลาเดียวกัน
บทความนี้มิได้เขียนเพื่อยกย่อง หรือเพื่อประณาม หากแต่เพื่อมองให้ทะลุเปลือกแห่งภาพลักษณ์ และเข้าถึงแก่นแท้ของสิ่งที่เขาได้ทิ้งไว้ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย
เพราะในห้วงเวลาที่ประเทศเดินอยู่บนเส้นเชือกบางเฉียบระหว่าง ความมั่นคงกับการเปลี่ยนแปลง …ความจริงหนึ่งเดียวเท่านั้น ที่จะเป็นเข็มทิศให้เรามองย้อนอย่างเที่ยงตรง

……..

บทความนี้เราจะจำแนกเป็นสองส่วน

คือ (1) รีวิวผลงานเชิงข้อเท็จจริง และ (2) วิเคราะห์คุณูปการเชิงประวัติศาสตร์–ยุทธศาสตร์ เพื่อให้ครบทั้งภาพบันทึกเหตุการณ์และภาพตีความเชิงลึก

1. รีวิวผลงานเชิงข้อเท็จจริงของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะนายกรัฐมนตรี
(ดำรงตำแหน่ง 2557–2566 รวม 9 ปี)
1.1 ด้านความมั่นคง
– ยุติความรุนแรงทางการเมืองชั่วคราว หลังรัฐประหาร 2557 ทำให้สถานการณ์ที่กำลังจะเกิดการเผชิญหน้าใหญ่ในกรุงเทพฯ ถูก “หยุดเกม” ได้ในระยะสั้น
– รักษาความสงบในช่วงเปลี่ยนผ่าน แม้ถูกวิจารณ์ว่าจำกัดเสรีภาพและใช้กฎหมายพิเศษบ่อย แต่ก็ทำให้ไทยไม่แตกเป็นสองรัฐหรือเข้าสู่สภาพสงครามเมือง (civil conflict)
– การจัดการชายแดน มีช่วงที่สร้างความร่วมมือกับเพื่อนบ้านเพื่อคุมปัญหาค้ามนุษย์และยาเสพติดได้ระดับหนึ่ง โดยเฉพาะในพม่าและลาว
1.2 ด้านการทูต
– วางตัว “บาลานซ์เกม” ระหว่างมหาอำนาจ — รักษาความสัมพันธ์กับจีน (Belt and Road, รถไฟความเร็วสูง) และสหรัฐ (Cobra Gold, ความร่วมมือทางทหาร) พร้อมกัน
– ไทยไม่ตกเป็นฐานทัพถาวรของฝ่ายใด แม้ถูกกดดันจากทั้งสองขั้ว
– มีบทบาทเป็นเจ้าภาพประชุมอาเซียนและเวทีระดับโลก (APEC 2022) แม้บทบาทเชิงนโยบายอาเซียนจะไม่เด่นเหมือนยุคชาติชายหรืออานันท์
1.3 ด้านเศรษฐกิจ
– ดัน EEC (Eastern Economic Corridor) เป็นเมกะโปรเจ็กต์หลัก เพื่อดึงการลงทุนด้านเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมใหม่
– พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ (รถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ, ถนน, สนามบิน, ท่าเรือ) ต่อเนื่องแม้เศรษฐกิจโลกผันผวน
– รับมือโควิด-19 ได้ในระยะแรกดีมาก (ไทยเป็นประเทศอันดับต้น ๆ ของโลกที่ควบคุมได้ในปี 2020) แต่การฟื้นเศรษฐกิจหลังโควิดกลับช้ากว่าหลายประเทศในภูมิภาค
1.4 ด้านการบริหารวิกฤติ
– โควิด-19: สร้างระบบสาธารณสุขเฉพาะกิจที่ยืดหยุ่น เช่น Hospitel, ระบบกระจายวัคซีน แต่ถูกวิจารณ์เรื่องความล่าช้าและการจัดหาวัคซีนช่วงแรก
– ภัยพิบัติ: ใช้กองทัพเข้าช่วยเหลือพื้นที่น้ำท่วม–ภัยแล้งได้รวดเร็วในหลายครั้ง แต่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น การจัดการน้ำ ยังคงมีข้อจำกัด

2. วิเคราะห์คุณูปการเชิงประวัติศาสตร์–ยุทธศาสตร์
2.1 รักษาเสถียรภาพทางการเมืองในช่วงรอยแยก
จุดแข็งที่สุดของ พล.อ.ประยุทธ์ คือ การคุมเสถียรภาพในช่วงที่ระบบการเมืองปกติ “ล้มเหลวในการควบคุมตัวเอง”
ในปี 2557 ประเทศเสี่ยงเข้าสู่ภาวะ รัฐล้มเหลวเชิงการเมือง (Political Collapse) — การเข้ามาของเขาทำให้เกิด “รัฐบาลรวมศูนย์” ที่ปิดเกมความรุนแรงระยะสั้นได้
แม้จะเป็นการใช้วิธี “แช่แข็งการเมือง” แต่ก็ทำให้ไทยมีเวลาฟื้นตัวจากการปะทะกันบนท้องถนน
2.2 ป้องกันไทยไม่ตกเป็น “เบี้ยล่างมหาอำนาจ” แบบชัดเจน
ในยุคที่จีนขยายอิทธิพลในภูมิภาค และสหรัฐพยายามดึงพันธมิตรกลับเข้าสายตะวันตก ประยุทธ์เลือกเดินสายกลาง ไม่ผูกขาดกับฝ่ายใด
นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่ไทยไม่ถูกดึงเข้าเป็นสนามรบของมหาอำนาจในช่วง 2014–2022 แม้แรงกดดันจะมีตลอด
การรักษาสมดุลนี้ทำให้ไทยยังมี “พื้นที่ต่อรอง” (Bargaining Space) ในเวทีโลก
2.3 วางรากฐานโครงสร้างพื้นฐาน–ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ
EEC อาจเป็นโครงการที่ถูกวิจารณ์ว่าล่าช้า แต่ก็เป็นครั้งแรกที่ไทยกำหนด “เขตยุทธศาสตร์เศรษฐกิจพิเศษ” พร้อมกฎหมายสนับสนุนระยะยาว
การต่อขยายโครงสร้างพื้นฐาน (รถไฟฟ้า, ท่าเรือ, ถนน, ดิจิทัล) ทำให้ไทยมีศักยภาพรองรับการลงทุนต่อเนื่องในทศวรรษหน้า
อย่างไรก็ดี การกระจายผลประโยชน์สู่ต่างจังหวัดยังทำได้ไม่เต็มที่
2.4 สร้างบทเรียนทางการเมืองให้สังคม
9 ปีของ พล.อ.ประยุทธ์ ทำให้สังคมไทยเห็นทั้ง ข้อดีของความมั่นคงทางการเมือง และ ข้อจำกัดของการขาดระบบตรวจสอบถ่วงดุลที่มีประสิทธิภาพ
เขาเป็น “ตัวอย่างจริง” ของข้อถกเถียงว่า “เสถียรภาพโดยไร้พลวัตเชิงโครงสร้าง” อาจไม่พอให้ประเทศแข่งขันในระยะยาว
นี่คือมรดกทางการเมืองที่สังคมไทยต้องนำไปคิดต่อว่าจะผสม “เสถียรภาพ” กับ “พลวัต” ให้ลงตัวอย่างไร

3. สรุปคุณูปการแบบกระชับ
ข้อดี: คุมเสถียรภาพการเมือง, รักษาสมดุลมหาอำนาจ, วางโครงสร้างพื้นฐาน–EEC, บริหารวิกฤติใหญ่ได้ระดับหนึ่ง
ข้อจำกัด: เศรษฐกิจโตต่ำต่อเนื่อง, การปฏิรูปเชิงโครงสร้างไม่คืบ, ขาดนวัตกรรมทางนโยบาย, ระบบตรวจสอบอ่อนแอ
คุณูปการเชิงยุทธศาสตร์: เขาคือ “นายกฯ ในยุคกันชน” …กันประเทศไม่ให้แตกภายใน และกันไม่ให้ถูกดูดเข้าเป็นเบี้ยล่างมหาอำนาจ ก่อนที่โลกจะเข้าสู่ยุคสงครามตัวแทนเต็มรูปแบบ

○ บทสรุป

“ความจริงหนึ่งเดียว” ของลุงตู่ คือ เขาคือ “นายกรัฐมนตรีในยุคกันชน” ที่ช่วยกันประเทศไม่ให้แตกภายใน และช่วยกันไม่ให้มหาอำนาจภายนอกใช้เราเป็นเบี้ยล่างในเกมสงครามตัวแทน
เขาอาจไม่ใช่ผู้นำที่สร้างการเติบโตพุ่งทะยาน หรือปฏิรูปโครงสร้างได้สำเร็จดังฝันของใครหลายคน
แต่ในช่วงเวลาที่บ้านเมืองเสี่ยงล่มสลายจากการเผชิญหน้าและการแทรกแซง …เขาสามารถตรึงประเทศให้อยู่รอดได้ นี่คือความจริงหนึ่งเดียวที่ไม่ว่าว่าใครก็ปฏิเสธไม่ได้
เมื่อพ้นยุคของเขาไป เราอาจยังถกเถียงกันไม่จบว่าลุงตู่ “ดี” หรือ “เลว”
ทว่าประวัติศาสตร์จะจารึกไว้ว่า ในทศวรรษแห่งความปั่นป่วนนี้ เขาคือ ผู้นำ ที่ยืนเป็นกันชนให้ชาติไทย
และนั่นคือความจริงหนึ่งเดียวที่แม้ผู้ที่รักเขาหรือผู้ที่ชังเขาก็ปฏิเสธไม่ได้
~ สุวินัย ภรณวลัย
*****

● ข้อคิดเชิงยุทธศาสตร์สำหรับผู้นำหลังยุคลุงตู่
เพื่อเชื่อมกับภาพใหญ่ของสถานการณ์สงครามตัวแทนปัจจุบัน โดยมองทั้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์และการบริหารภายใน

1. เข้าใจภูมิรัฐศาสตร์ใหม่: โลกแบ่งขั้วแต่เชื่อมโยงกัน
โลกวันนี้ไม่ใช่สงครามเย็นแบบเก่า แต่คือ สงครามเย็น 2.0 ที่เศรษฐกิจ เทคโนโลยี และข้อมูลข่าวสารเชื่อมกันอย่างแยกไม่ขาด
ผู้นำรุ่นต่อไป ต้องอ่านเกมมหาอำนาจออกว่า เมื่อใดต้องเงียบ เมื่อใดต้องขยับ และต้องรักษา “พื้นที่ต่อรอง” (Bargaining Space) ของไทยไว้ให้ได้
หลักง่าย ๆ คือ อย่าเป็นเบี้ย และอย่าเป็นม้า — ต้องเป็นผู้วางกระดานเองในภูมิภาคที่เราอยู่

2. เสถียรภาพต้องมาคู่กับพลวัต
ยุคลุงตู่สอนเราว่าเสถียรภาพสามารถยืดอายุประเทศได้ แต่ถ้าขาดพลวัต เศรษฐกิจและสังคมจะนิ่งเกินไปจนเสียจังหวะ
ผู้นำรุ่นต่อไป ต้องไม่เลือกข้างระหว่างเสถียรภาพกับการเปลี่ยนแปลง แต่ต้องบูรณาการ ผสมสองสิ่งนี้ให้เดินคู่กัน — เสถียรภาพในความมั่นคง แต่พลวัตในเศรษฐกิจและนวัตกรรม

3. สร้างระบบต้านแรงกระแทก (Shock Absorber) ของชาติ
วิกฤติรอบหน้าอาจไม่ใช่การเมืองหรือโรคระบาด แต่เป็น สงครามตัวแทน, การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน, หรือภัยไซเบอร์ขนาดใหญ่
ไทยต้องมีระบบเตือนภัยและแผนสำรองระดับชาติที่ใช้งานได้จริง ไม่ใช่แค่เอกสารวางตู้

4. คืนศูนย์กลางให้ภูมิภาค
ไทยเคยเป็นผู้นำอาเซียนในเชิงนโยบาย (ยุคชาติชาย–อานันท์–อภิสิทธิ์) แต่ยุคหลังเราแทบหายไปจากบทบาทนี้
ผู้นำรุ่นใหม่ ต้องทำให้ไทยกลับมาเป็น “สะพานเจรจา” ของอาเซียนและมหาอำนาจ เพื่อใช้เวทีภูมิภาคเป็นเกราะคุ้มกันผลประโยชน์ของเรา

5. สร้างทุนทางสังคมควบคู่ทุนเศรษฐกิจ
ความขัดแย้งทางการเมืองที่กินลึกทำให้ “ทุนทางสังคม” ของไทยสึกกร่อนไปมากแล้ว
การฟื้นความเชื่อใจระหว่างรัฐ–ประชาชน และระหว่างกลุ่มความคิดต่าง ๆ คือเงื่อนไขสำคัญของการอยู่รอดในสงครามตัวแทน
เศรษฐกิจฟื้นได้ใน 5–10 ปี แต่ถ้าสังคมแตกแยกแบบนี้ อาจใช้เวลานานกว่าหนึ่งชั่วคน

○ สรุปสาระสำคัญ:

ผู้นำหลังยุคลุงตู่จะต้องก้าวพ้นบทบาท “กันชน” และกลายเป็น “ผู้ขับเคลื่อน”
ไม่ใช่เพียงป้องกันประเทศไม่ให้ล้ม แต่ต้องขับพาประเทศเข้าสู่ตำแหน่งที่เหนือกว่าในกระดานใหญ่ของโลก
ในยุคสงครามตัวแทน ความอยู่รอดไม่ใช่ชัยชนะ แต่ชัยชนะคือการใช้วิกฤติเป็นจังหวะสร้างพลังใหม่ให้ชาติต่างหาก

ด้วยความปรารถนาดี
~ สุวินัย ภรณวลัย

‘บิ๊กเล็ก’เผยวงจีบีซี ‘กัมพูชา’ให้ความร่วมมือ แม้ยังไม่รับข้อเสนอเก็บทุ่นระเบิด

'บิ๊กเล็ก'เผยวงจีบีซี 'กัมพูชา'ให้ความร่วมมือ แม้ยังไม่รับข้อเสนอเก็บทุ่นระเบิด

‘บิ๊กเล็ก’เผยวงจีบีซี ‘กัมพูชา’ให้ความร่วมมือ แม้ยังไม่รับข้อเสนอเก็บทุ่นระเบิด

วันศุกร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.06 น.

“บิ๊กเล็ก”เผยวงจีบีซี กัมพูชาให้ความร่วมมืออย่างดี แม้ยังไม่รับข้อเสนอเก็บทุ่นระเบิด เชื่อหวังใช้ป้องกันตัวเอง ระบุ”มาเลเซีย”ให้คำมั่น”สหรัฐฯ-จีน”ไม่แทรกแซง ให้อาเซียนตกลงกันเอง ย้ำชัดฝ่ายไทยขอแค่ผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว ยังไม่เอาทูตทหาร เมิน”ฮุน มาเนต”ชงชื่อ”ทรัมป์”รับรางวัลโนเบลสันติภาพ แจงเจรจาเขตแดนเป็นหน้าที่เจบีซี

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ภายหลังเดินทางเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) ที่ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 7 ส.ค.ที่ผ่านมา ว่า ขอบคุณประชาชนที่ส่งกำลังใจมาให้ตนและทีมงาน ความสำเร็จครั้งนี้ขอมอบให้ทีมงานฝ่ายเลขา ข้าราชการจากทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้อง และเจ้าหน้าที่ทหารจากทุกเหล่าทัพ ซึ่งภายหลังเสร็จการประชุมเจรจา ไทยและกัมพูชาได้มีการแยกกันแถลงข่าว ตนได้สังเกตสื่อที่ไปรอทำข่าวส่วนใหญ่มารอฟังการแถลงของฝ่ายไทย แสดงให้เห็นว่าเครดิตของประเทศไทย ในเรื่องการเสนอข้อมูลข้อเท็จจริง เป็นสิ่งที่น่าเชื่อถือในสื่อนานาชาติ ดังนั้นตนจะยึดถือแนวทางนี้ต่อไป นอกจากนี้ ในการประชุมจีบีซียังได้มีการลงนามเอกสาร ซึ่งเราจะขอยึดถือตามเอกสารที่ลงนามร่วมกัน

พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ตนยังได้มีโอกาสพบกับ นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย โดยสิ่งที่เรายึดถือคำมั่นต่อกันคือ มาเลเซียและอาเซียน จะปล่อยให้ไทยและกัมพูชา ตกลงกันเองแบบทวิภาคี จะไม่เข้ามาแทรกแซง ขอแค่เข้ามาสังเกตการณ์ ส่วนประเทศสหรัฐอเมริกา และจีน จะปล่อยให้อาเซียนบริหารสถานการณ์กันเอง จะไม่เข้ามาแทรกแซง เป็นสิ่งที่เราขอไป และมาเลเซียก็ให้คำมั่น นอกจากนี้ สิ่งที่ประสบความสำเร็จในการประชุมครั้งนี้คือ ในห้วงเวลาก่อนหน้านี้ กัมพูชาไม่ยอมเข้ามาพูดคุยแบบทวิภาคี แต่การประชุมครั้งนี้ กัมพูชาเข้ามาพูดคุย ถือเป็นเป้าหมายที่เราทำสำเร็จเรื่องหนึ่ง แต่ก็ยังมีประชาชนสงสัยว่าเราเชื่อใจกัมพูชาได้หรือไม่ ตนก็ขอเรียนว่าจะใช้แนวทางเดิม คือความมีวุฒิภาวะและดำเนินการตามกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงความเห็นร่วมกันของนานาชาติ ใช้เป็นกรอบกับทางกัมพูชา ซึ่งในการประชุมกองเลขาจีบีซี ทางกัมพูชาก็ให้ความร่วมมือ อาจจะมีบางข้อเสนอของเราที่เขายังไม่ยอมรับ คือการเก็บกู้ทุ่นระเบิด และเรื่องสแกมเมอร์ และมีบางข้อที่เราเองก็ไม่รับข้อเสนอของเขา

พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า หลังการเจรจาจีบีซี จะมีคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว ซึ่งแตกต่างกับทีมผู้สังเกตการณ์ที่มีผู้ช่วยทูตทหารในอาเซียน เป็นเรื่องที่ฝ่ายไทยได้ขอไว้ก่อน เราขอแค่ผู้สังเกตการณ์ชั่วคราวเท่านั้น เพื่อไม่ให้มีกองกำลังจากนอกประเทศเข้ามาในไทย ขอให้ประชาชนไว้ใจได้ และเรามองว่ายังไม่จำเป็นต้องให้ผู้ช่วยทูตทหารในอาเซียน เพราะถ้าถึงขั้นนั้นจะเป็นเรื่องใหญ่ เราขอศึกษารายละเอียดกฎหมายของแต่ละประเทศก่อน ยืนยันว่าอะไรก็ตามที่ไม่อยู่ในอำนาจของตนก็จะไม่ทำ ส่วนเรื่องใดที่เกินอำนาจจะนำเข้าที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพราะสมัยที่ตนทำ ศบค.โดนไปหลายคดี ตนอยากให้สถานการณ์คลี่คลายเพื่อให้ ศบ.ทก.จบภารกิจโดยเร็ว ไม่ควรอยู่นาน

พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ตนได้แต่งตั้งเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการคณะรัฐมนตรี และเลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นที่ปรึกษาส่วนตัว เพื่อให้ช่วยดูสิ่งที่ตนทำอยู่ ว่าต้องมีการปรับปรุงแก้ไขอะไรหรือไม่ นอกจากนี้ ยังแต่งตั้งที่ปรึกษาประจำตัว จากผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ อีกประมาณ 8 คน อาทิ ด้านสังคม ประวัติศาสตร์ กฎหมาย และแผนที่ ตนมองเห็นว่างานข้างหน้าเกินกำลัง จึงต้องมีผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญ คอยแนะนำการทำงาน โดยจะแต่งตั้งในที่ประชุม ศบ.ทก.วันเดียวกันนี้

พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ตนได้ประสานกับแม่ทัพภาคที่ 2 ให้เชิญผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 4 จังหวัด มาพูดคุยว่า หากสถานการณ์เหมาะสมจะให้ประชาชนกลับภูมิลำเนา โดยให้เร่งดำเนินการ แต่หากมีจังหวัดใดที่แม่ทัพภาคที่ 2 ยังมีความห่วงใย ก็ขอความร่วมมือให้ประชาชนยังอยู่ในศูนย์อพยพก่อน

ผู้สื่อข่าวถามว่า 2 ข้อเสนอที่กัมพูชายังไม่ตอบรับคือ เรื่องความร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด และเรื่องความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ กัมพูชาให้เหตุผลอย่างไร พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ไม่ได้ให้ แต่เราพอทราบ เพราะเขายังอาศัยกับระเบิดเป็นเครื่องป้องกันเขาอยู่ ตนมีความรู้สึกว่า ที่เขาพูดเพราะก็ยังไม่ไว้ใจฝ่ายเรา ตนถึงได้บอกว่า การเจรจาของฝ่ายเลขานั้นยากมาก กัมพูชาไม่ไว้ใจฝ่ายไทย ฝ่ายไทยก็ไม่ไว้ใจฝ่ายกัมพูชา ฉะนั้น การตกลงเพื่อให้ได้ข้อยุติ สื่อมวลชนก็จินตนาการเอาแล้วกันว่าความยากมันขนาดไหน ไม่ได้เป็นการพูดคุยทั่วไป จึงขอชื่นชมและขอบคุณฝ่ายเลขามากๆ ที่สามารถบรรลุข้อเสนอของเราและได้ข้อสรุปที่เหมาะสมในสถานการณ์อย่างนี้

เมื่อถามว่า จะนำข้อเสนอดังกล่าวไปหารือในเวทีต่อไปอย่างไร พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ในการประชุมจีบีซีครั้งต่อไป เราก็จะยกเรื่องนี้ขึ้นมาเรื่อยๆ จนกว่าเขาจะยอมรับ เมื่อถามย้ำว่า เราได้แจ้งทางฝ่ายผู้สังเกตการณ์ด้วยหรือไม่ว่า กัมพูชาไม่รับข้อเสนอนี้ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า เมื่อวันที่ 7 ส.ค.ตนได้พูดไปตอนแถลงข่าวเลย ไม่ใช่แค่ผู้สังเกตการณ์ แต่พูดให้นานาชาติรับทราบด้วยว่า ที่เราเสนอไป 2 ข้อนี้ ทางฝ่ายกัมพูชาไม่รับ

เมื่อถามว่า เรื่องการให้ประชาชนกลับบ้าน ทางพื้นที่สามารถตัดสินใจได้เอง โดยไม่ต้องรายงาน ศบ.ทก.ใช่หรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ใช่ เพราะ ศบ.ทก.ได้อนุมัติและเห็นชอบไปตามนี้แล้ว แต่ไม่ใช่เป็นการตัดสินใจเอง เพราะต้องเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดประสานกับทหารในพื้นที่ที่จะรู้ถึงความปลอดภัยว่าจะกลับบ้านได้หรือยัง สิ่งที่ยังเป็นห่วงคือ การที่กัมพูชาระดมยิงอาวุธมายังฝั่งเรา และมีลูกจรวดบางส่วนที่ยังตกค้างอยู่ในพื้นที่ เรากังวลว่าประชาชนกลับไปแล้วอาจจะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรืออาจจะเป็นลูกหลานที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์เข้าไปเก็บเข้าไปหยิบก็อาจจะได้รับผลกระทบ บาดเจ็บ ถึงเสียชีวิต ตรงนั้นเป็นเรื่องที่เสียใจ เพราะเราพยายามดูแลสถานการณ์มาจนถึงวันนี้ แล้วอยู่ดีๆ มีประชาชนมาเสียชีวิตเพิ่มเติมอีก ตรงนั้นเป็นสิ่งที่เราจะเสียใจมาก ฝ่ายทหารถึงได้ขอประเมินอีกนิด และได้เร่งรัดเข้าไปตรวจพื้นที่ว่ามีลูกจรวดหรือกระสุนปืนใหญ่ หรือวัตถุระเบิดอะไรที่ยังคงตกค้างในพื้นที่ ตรงนี้ต้องขอความเห็นใจประชาชน ไม่ใช่ว่าเราไม่มั่นใจสถานการณ์ แต่เราไม่มั่นใจในความปลอดภัยของประชาชน แต่เมื่อพื้นที่ใดที่ทหารมั่นใจ ตำรวจมั่นใจถึงจะกลับได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในการทำลายระเบิดตกค้าง ได้แจ้งไปยังกัมพูชาหรือไม่ เพราะมีบางส่วนเข้าใจผิดคิดว่าไทยยังไม่หยุดยิง พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า คงต้องทำความเข้าใจกันต่อไป เขาน่าจะรับรู้อยู่แล้วในเมื่อเขายิงเข้ามาข้างใน 40 – 50 กม. เราทำลายวัตถุระเบิดในประเทศเราระยะ 40 – 50 กม. ถ้าเราไปวางตนก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรแล้ว เมื่อถามถึงกรณี ฮุน มาเนต นายกฯ กัมพูชา โพสต์จะเสนอชื่อ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา รับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า เรื่องนี้ตนขออนุญาตไม่ตอบ ลำพังภาระหน้างานที่ต้องแก้ปัญหาก็หนักอยู่แล้ว ตรงนี้ก็ปล่อยเขาไปแล้วกัน

เมื่อถามว่า สถานการณ์ตอนนี้เป็นไปได้หรือไม่ ที่จะให้กัมพูชายอมเจรจาเรื่องเขตแดนในคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย – กัมพูชา (เจบีซี) พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า อยากทำความเข้าใจว่า เจบีซีมีกลไกของกระทรวงการต่างประเทศ และมีบุคลากรของกระทรวงการต่างประเทศเป็นประธาน ส่วนจีบีซีและคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (อาร์บีซี) เป็นกลไกของฝ่ายความมั่นคง โดยเมื่อวันที่ 14 มิ.ย.ที่มีการประชุมเจบีซี ซึ่งได้ผลระดับหนึ่ง และเขานัดว่าจะประชุมอีกครั้งในเดือน ก.ย.ฉะนั้น เจบีซีต้องว่ากันต่อไป เพราะเป็นกลไกที่เดินไปคู่ขนานกันอยู่ และตนไม่สามารถตอบเรื่องเจบีซีได้ เพราะเป็นเรื่องของกระทรวงการต่างประเทศ เป็นเรื่องของคณะกรรมการเจบีซี

‘กัณวีร์’ลั่นทุ่นระเบิด-สแกมเมอร์ต้นตอปัญหา เสียดายเขมรพลิ้ว ไม่ตอบตกลง

'กัณวีร์'ลั่นทุ่นระเบิด-สแกมเมอร์ต้นตอปัญหา เสียดายเขมรพลิ้ว ไม่ตอบตกลง

‘กัณวีร์’ลั่นทุ่นระเบิด-สแกมเมอร์ต้นตอปัญหา เสียดายเขมรพลิ้ว ไม่ตอบตกลง

วันศุกร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.03 น.

‘กัณวีร์’ลั่นทุ่นระเบิด-สแกมเมอร์ต้นตอปัญหา เสียดายเขมรพลิ้ว ไม่ตอบตกลง

เมื่อวันที่ 8 ส.ค.2568 นายกัณวีร์ สืบแสง สส.พรรคเป็นธรรม ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และกฎหมายระหว่างประเทศ จาก University of Oregon ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ความจริงใจเท่านั้นที่จะปูทางไปสู่สันติภาพ ยินดีกับข้อตกลงหยุดยิง 13 ข้อในการประชุม GBC ไทย-กัมพูชา หวังว่าจะนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเคร่งครัดทั้งสองฝ่าย

ข้อตกลงหยุดยิง 13 ข้อที่ไทยและกัมพูชา เห็นชอบร่วมกันในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป GBC ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยรัฐมนตรีกลาโหมของทั้งสองประเทศ เป็นก้าวย่างที่ดีต่อการสร้างสันติภาพของทั้งสองประเทศ และลดความตึงเครียดตลอด 15 วัน นับจากปะทะเมื่อวันที่ 24 ก.ค.ที่ผ่านมา เพราะมีความคืบหน้าในแนวปฏิบัติข้อตกลงหยุดยิงที่ชัดเจนขึ้น

โดยเฉพาะการไม่ใช้อาวุธทุกประเภท การไม่โจมตีพลเรือน การไม่เคลื่อนย้ายกำลัง การไม่ยั่วยุให้สถานการณ์ตึงเครียด และการย้ำในหลักการกฏหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ

การกำหนดกลไกติดตามการหยุดยิงที่ยังเน้นย้ำกลไกทวิภาคี โดยให้เพียงผู้ช่วยทูตทหารจากอาเซียนเป็นผู้สังเกตการณ์ ก็เป็นแนวทางที่ถูกต้อง เพื่อให้ทั้งสองประเทศหันกลับมาใช้กลไกทวิภาคีในการพูดคุยตามลำดับ แม้ประเด็นความขัดแย้งของไทยและกัมพูชา จะถูกจับตาในประชาคมโลกไปแล้ว

ผมเห็นด้วยนะครับ ที่ไทยเสนอเรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิดและการแก้ปัญหาอาชญากรรมสแกมเมอร์ แต่น่าเสียดายที่กัมพูชายังไม่ตอบตกลง ซึ่งเป็นไปได้ที่จะเน้นการตกลงหยุดยิงก่อน แต่ปัญหาทุ่นระเบิดเป็นต้นตอปัญหาที่นำมาสู่การปะทะ และการปราบปรามอาชญากรรมคอลเซ็นเตอร์ เป็นสิ่งสำคัญที่ไทยต้องแสดงท่าทีเพื่อกดดันกัมพูชา อย่างที่ผมเคยเสนอไป

ผมหวังว่าข้อตกลงหยุดยิงในวันนี้จะนำไปสู่การปฏิบัติเพื่อให้ประชาชน พี่น้องตามแนวชายแดนทั้งสองฝั่ง จะได้กลับบ้านได้อย่างปลอดภัย เพราะการอพยพจากภัยสงครามการสู้รบ ต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่นภายในประเทศตัวเองอาจกลายเป็นปัญหาเรื้อรังและสร้างปัญหาอื่นๆ ตามมาในที่สุด ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นหรอกครับ”
 

เร่งเยียวยา ปชช.! รัฐบาลส่ง 7 รมต.ตรวจเยี่ยมศูนย์พักพิง 4 จังหวัด 12 จุด

เร่งเยียวยา ปชช.! รัฐบาลส่ง 7 รมต.ตรวจเยี่ยมศูนย์พักพิง 4 จังหวัด 12 จุด

เร่งเยียวยา ปชช.! รัฐบาลส่ง 7 รมต.ตรวจเยี่ยมศูนย์พักพิง 4 จังหวัด 12 จุด

วันศุกร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.35 น.

รัฐบาลมอบ 7 รมต. ตรวจเยี่ยมศูนย์พักพิง 4 จังหวัด 12 จุด พรุ่งนี้ เพื่อนำข้อมูลเชิงประจักษ์กลับมากำหนดรูปแบบเยียวยารอบที่สองเพิ่ม ทั้งกรณีบ้านเรือน ไร่นา สัตว์เลี้ยงที่เสียหาย ก่อนนำเข้าคณะรัฐมนตรีพิจารณา

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลได้มอบหมายให้รัฐมนตรีลงพื้นที่ เพื่อรับฟังแนวทางในการกำหนดการเยียวยารอบสอง ที่เกี่ยวข้องกับบ้านเรือนที่เสียหายรวมทั้งพื้นที่ทางการเกษตร ปศุสัตว์ โดยการตรวจเยี่ยมประชาชนในพื้นที่พักพิงชั่วคราวทั้งหมด 12 แห่ง ใน 4 จังหวัด โดยรัฐมนตรีจะรับฟังแนวทางเพื่อมอบความช่วยเหลือ และให้กำลังใจแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งการลงพื้นที่ในครั้งนี้ ครอบคลุมพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ จ.สุรินทร์ , จ.ศรีสะเกษ , จ.บุรีรัมย์ และ จ.อุบลราชธานี โดยรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายจะเดินทางไปพบปะพี่น้องประชาชนกว่า 30,000 คน ในช่วงวันหยุดต่อเนื่อง เสาร์ – อาทิตย์ ที่ 9 – 10 สิงหาคมนี้

โดยวันเสาร์ที่ 9 สิงหาคม นางสาวจิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ จ.สุรินทร์ ศูนย์พักพิง ม.เทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์,  มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์, วัดสุทธิธรรมาราม, โรงเรียนโสตศึกษา ต.เชื้อเพลิง

สำหรับวันอาทิตย์ 10 สิงหาคมนี้ จะมี 6 รัฐมนตรี ลงเก็บข้อมูลและเยี่ยมเยียนผู้พักพิง โดย 1.นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ลงพื้นที่ จ.สุรินทร์ ศูนย์พักพิง รร.ศีขรภูมิพิสัย, รร.อาชีพศีขรภูมิ, รร.จอมพระประชาสรรค์

2.นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และ 3.นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ ศูนย์พักพิงวัดนากันตม ต.สันแม็ก และศูนย์พักพิงวัดคำสะอาด 4.นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ 5.นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ ศูนย์พักพิงสนามช้าง เซอร์กิตฯ 6.นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ จ.อุบลราชธานี ศูนย์พักพิงวัดเม็กน้อย และ อบต.เมืองเดช

นายจิรายุ กล่าวต่อไปว่า รัฐบาลยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมเร่งรัดมาตรการช่วยเหลือ เยียวยา และดูแลประชาชนในทุกด้าน โดยเน้นย้ำถึงความร่วมมือระหว่างส่วนกลางและส่วนท้องถิ่นในการประสานงานให้ความช่วยเหลืออย่างทั่วถึง และรวดเร็วที่สุด และ 7 รัฐมนตรีที่ลงพื้นที่จะสรุปข้อมูลกลับมา เพื่อกำหนดแนวทางการเยียวยารอบที่สองในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายทางการเกษตร ปศุสัตว์และในส่วนของบ้านเรือนของประชาชนเพื่อรวบรวมออกเป็นรายละเอียดในการเยียวยาครั้งที่สองต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป

พิลึกพิลั่น!!! ‘ธีระชัย’ฉงนใจ’ข้อตกลงไทย-กัมพูชา’ปมส่งตัวผู้บาดเจ็บ

พิลึกพิลั่น!!! 'ธีระชัย'ฉงนใจ'ข้อตกลงไทย-กัมพูชา'ปมส่งตัวผู้บาดเจ็บ

พิลึกพิลั่น!!! ‘ธีระชัย’ฉงนใจ’ข้อตกลงไทย-กัมพูชา’ปมส่งตัวผู้บาดเจ็บ

วันศุกร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.04 น.

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2568 นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รองหัวหน้าพรรคฝ่ายเศรษฐกิจ พรรคพลังประชารัฐ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก “Thirachai Phuvanatnaranubala – – ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล” ระบุว่า ข้อตกลงไทย-กัมพูชา

เมื่อวันที่ 7 ส.ค.2568 มีการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) ไทย-กัมพูชา สมัยวิสามัญ

ฝ่ายไทยมี พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม ในฐานะรักษาการแทน รมว.กลาโหม เป็นหัวหน้าคณะ

ขณะที่ฝ่ายกัมพูชามี พล.อ.เตีย เซฮา รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เป็นหัวหน้าคณะ

คณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) เห็นพ้องข้อตกลงหยุดยิง 13 ข้อระหว่างกัน โดยมีคำแปลเผยแพร่ ข้อ 6 ว่า

“6. การปฏิบัติตามอนุสัญญาเจนีวา: การปฏิบัติต่อผู้ที่ถูกจับกุมตัว การขอส่งตัวผู้บาดเจ็บมารักษาในสถานพยาบาลของอีกฝ่าย โดยจะขึ้นอยู่กับศักยภาพในการรองรับของสถานพยาบาลแล้วแต่กรณี…”

แต่ข้อตกลงภาษาอังกฤษ ใช้ถ้อยคำว่า

“6. Both sides agree to comply with international humanitarian law in the treatment of captured soldiers, including their living condions, shelter, food, and medical care in case of injury.

**If one side wishes to bring in its own wounded soldiers or civilians who are not under the control of the other side for medical treatment, the receiving side may determine its response based on the capacity of its medical facilities, including available equipment, personnel, or medical ethics, on a case-by-case basis. …“

คำแปลภาษาไทยนั้น จึงพิลึกพิลั่น พยายามทำให้คนอ่านเข้าใจไปว่า การขอส่งตัวผู้บาดเจ็บมารักษาในสถานพยาบาลของอีกฝ่าย นั้น เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติตามอนุสัญญาเจนีวา

ทั้งที่อนุสัญญาเจนีวาครอบคลุมเฉพาะการรักษาพยาบาลทหารที่ตกเป็นเชลยในการดูแลของกองทัพไทยเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับทหารที่บาดเจ็บที่อยู่ในการดูแลของกองทัพกัมพูชาใดๆทัังสิ้น

ทั้งนี้ ถึงแม้ภาษาอังกฤษระบุชัดแจ้งว่า เป็นกรณีประเทศหนึ่งประสงค์จะขอส่งทหารบาดเจ็บที่อยู่ในการดูแลของกองทัพของตน ไปเพื่อรักษาพยาบาลที่อีกประเทศหนึ่ง แต่เนื่องจากไม่อยู่ในอนุสัญญาเจนีวา จึงไม่มีเหตุผลที่จะเอาไปใส่ไว้ในข้อตกลง

และจะกลายเป็นเปิดช่องให้รัฐบาลใส้ศึกที่อ่อนแอสามารถเปิดรับให้การรักษาพยาบาลแก่เฉพาะบางบุคคลได้ ที่ใช้ข้อความว่า on a case-by-case basis อันเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการหาประโยชน์กันเองระหว่างกลุ่มนักการเมืองของสองประเทศ

‘รมช.กลาโหม’เปิดตัว’บุ๋ม ปนัดดา’ นั่งโฆษก’ศบ.ทก.’ ลั่น!สวยกว่าโฆษกกัมพูชาแน่นอน

'รมช.กลาโหม'เปิดตัว'บุ๋ม ปนัดดา' นั่งโฆษก'ศบ.ทก.' ลั่น!สวยกว่าโฆษกกัมพูชาแน่นอน

‘รมช.กลาโหม’เปิดตัว’บุ๋ม ปนัดดา’ นั่งโฆษก’ศบ.ทก.’ ลั่น!สวยกว่าโฆษกกัมพูชาแน่นอน

วันศุกร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 09.59 น.

รมช.กลาโหม เปิดตัว “บุ๋ม ปนัดดา” นั่งโฆษก ศบ.ทก. ลั่น! สวยกว่าโฆษกกัมพูชา 

8 สิงหาคม 2568 พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) โดยได้ประกาศแต่งตั้ง นางสาวปนัดดา วงศ์ผู้ดี หรือ บุ๋ม ปนัดดา เป็นโฆษกจิตอาสาของศูนย์บัญชาการสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศบ.ทก.) พร้อมระบุว่า ต้องการให้บุ๋ม ปนัดดา เข้ามาเป็นแนวหน้าเพื่อปะทะกับ พล.ท.หญิง มาลี โฆษกกระทรวงกลาโหมของกัมพูชา โดยให้เหตุผลว่าบุ๋ม ปนัดดา มีความได้เปรียบที่ “สวยกว่า” และเป็นอดีตนางสาวไทย

พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ความสำเร็จที่ผ่านมาขอมอบให้แก่ทีมงานฝ่ายเลขาธิการ ซึ่งประกอบด้วยข้าราชการจากกระทรวงกลาโหม กองทัพ กระทรวงการต่างประเทศ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมกันนี้ได้กล่าวขอบคุณประชาชนที่ส่งกำลังใจให้ทีมงานไทยแลนด์ตลอดมา

ด้านนางสาวปนัดดา วงศ์ผู้ดี กล่าวภายหลังการได้รับแต่งตั้งว่า ในฐานะโฆษก ศบ.ทก. ตนพร้อมที่จะทำหน้าที่เป็นสื่อกลางที่ชัดเจนระหว่างสื่อมวลชนกับฝ่ายทหาร เพื่อสะท้อนความจริงให้แก่ประชาชนและนานาชาติ โดยที่ผ่านมาตนอยู่ในพื้นที่มานาน จึงได้เห็นความเดือดร้อนของประชาชนและความอดทนของทหารเป็นอย่างดี

นางสาวปนัดดา กล่าวเสริมว่า การตัดสินใจรับหน้าที่ครั้งนี้เป็นไปตามข้อตกลงที่ฝ่ายทหารเห็นว่าตนมีความเหมาะสมที่สุดในการโต้ตอบกับฝ่ายตรงข้าม และยืนยันว่าไม่กลัวข่าวปลอม (Fake News) เพราะตนเป็นคนชัดเจนและตรงไปตรงมา พร้อมย้ำว่าข่าวสารที่จะนำเสนอผ่านเพจของ ศบ.ทก. จะเป็นข้อมูลราชการที่เป็นข้อเท็จจริงเท่านั้น เพื่อยืนยันว่าไม่มีข่าวปลอมอย่างแน่นอน

นอกจากนี้ นางสาวปนัดดา ยังได้เน้นย้ำถึงความเดือดร้อนของประชาชนว่ามีมาก ทั้งเด็กที่ไม่ได้เรียนหนังสือ และความกลัวต่อสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน จึงจำเป็นต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหา และจะไม่ยอมให้สูญเสียประชาชนไปมากกว่านี้

‘อดีตบิ๊กข่าวกรอง’ซัดปม‘เขากระโดง’ ทำชาวบ้านเดือดร้อน ใช้กลไกรัฐกลั่นแกล้ง​ยิ่งเลว

‘อดีตบิ๊กข่าวกรอง’ซัดปม‘เขากระโดง’ ทำชาวบ้านเดือดร้อน ใช้กลไกรัฐกลั่นแกล้ง​ยิ่งเลว

‘อดีตบิ๊กข่าวกรอง’ซัดปม‘เขากระโดง’ ทำชาวบ้านเดือดร้อน ใช้กลไกรัฐกลั่นแกล้ง​ยิ่งเลว

วันศุกร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 09.49 น.

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2568 นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก Nantiwat Samart ระบุว่า เขากระโดง

ใครจะเกลียดขี้หน้าใคร
ใครอยากชำระแค้นใคร
เอาปืนยิงกันเลยสิ
อย่าทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน
เอากลไกรัฐกลั่นแกล้ง​ยิ่งเลว