‘ทวี’นำมินิคอนเสิร์ต’เสก โลโซ’ สร้างขวัญกำลังใจชาวบ้าน ‘ศูนย์พักพิงชั่วคราว จ.สุรินทร์

'ทวี'นำมินิคอนเสิร์ต'เสก โลโซ' สร้างขวัญกำลังใจชาวบ้าน 'ศูนย์พักพิงชั่วคราว จ.สุรินทร์

‘ทวี’นำมินิคอนเสิร์ต’เสก โลโซ’ สร้างขวัญกำลังใจชาวบ้าน ‘ศูนย์พักพิงชั่วคราว จ.สุรินทร์

วันศุกร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 09.29 น.

‘ทวี’ นำมินิคอนเสิร์ต ‘เสก โลโซ’ สร้างขวัญกำลังใจเยียวยาฟื้นฟูจิตใจชาวบ้านใน ‘ศูนย์พักพิงชั่วคราว จ.สุรินทร์ พร้อมทั้งมอบสิ่งของจำเป็นแก่ทหารและผู้อพยพด้วย

วันที่ 8 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดสุรินทร์ ว่า พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติ ธรรม พร้อมด้วย นายยู่สิน จินตภากร ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม, นายรวิศ สอดส่อง หัวหน้าคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และคณะ นำคณะผู้บริหารกระทรวงยุติธรรม ลงพื้นที่ศูนย์พักพิงชั่วคราวจังหวัดสุรินทร์ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ที่ผ่านมา เพื่อมอบสิ่งของจำเป็นแก่ผู้อำนวยการศูนย์พักพิงชั่วคราวจังหวัดสุรินทร์และเจ้าหน้าที่ทหาร และจัดกิจกรรมดำเนินมาตร การฟื้นฟูสภาพจิตใจให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดน ไทย-กัมพูชา

ภายใต้โครงการฝึกวิชาชีพผู้ต้องขังทักษะพิเศษในพื้นที่ประสบปัญหาชายแดน เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กับประชาชน พร้อนกันนี้ นำมินิคอนเสิร์ตจากนายเสกสรรค์ ศุขพิมาย หรือ เสก โลโซ, วงมีนบุรี, TG Tiger ฯลฯ มีประชาชนภายใน ศูนย์พักพิงชั่วคราวจังหวัดสุรินทร์ ร่วมรับชมการแสดงและร่วมกิจกรรม กว่า 7,000 คน

โดยมี นายชำนาญ ชื่นตา ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ กล่าวให้การต้อนรับและรายงานสถานการณ์ พร้อมนำข้าราชการ เจ้าหน้าที่องค์กรปกครองท้องถิ่น ผู้แทนองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์ ผู้แทนคณะผู้บริหารเทศบาลเมืองสุรินทร์ กลุ่มมวลชนสมาชิกพรรคประชาชาติภาคตะวันออกเฉียงเหนือฯลฯ และนายสหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เป็นผู้กล่าวรายงาน โดยมีนายปกรณ์ มุ่งเจริญ พร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุรินทร์ เขต 1 ร่วมให้การต้อนรับด้วย

รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า วันนี้รัฐบาลมีความเข้าใจต่อสถานการณ์ และมีความเห็นใจพี่น้องประชาชนที่อยู่บริเวณชายแดนที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะที่จังหวัดสุรินทร์ และพี่น้องทหารที่ต้องทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตย ซึ่งจากเหตุการณ์ดังกล่าว ประชาชนและเจ้าหน้าที่ทหารต้องมาเสียชีวิต ซึ่งตามที่ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ได้รายงานว่ามีประชาชนเสียชีวิตจำนวน 6 คน ความสูญเสียที่เกิดขึ้นครั้งนี้เป็นภัยจากสงคราม สำหรับประชาชนรัฐบาลจะจ่ายเงินเยียวยา จำนวน 8 ล้านบาท แต่ว่าเงินก้อนนี้ไม่สามารถเอาชีวิตคนกลับมาได้ แต่ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่รัฐบาลจะใช้เป็นเกณฑ์ที่สูงที่สุดเท่าที่มีมา

สำหรับเจ้าหน้าที่ทหารจะได้เงินเยียวยา จำนวน 10 ล้านบาทนั้น ไม่ใช่ค่าชีวิตนั้นต่างกัน แต่เพราะเกิดจากว่าเจ้าที่ทหารก็มีภาระที่เข้าไปปกป้องประเทศ ซึ่งรัฐบาลได้มีการพิจารณาอย่างรอบคอบ ส่วนสิทธิ์อื่นๆที่ให้ความช่วยเหลือจากรัฐบาลในส่วนของกระทรวงยุติธรรมก็ให้เพิ่มอีก 200,000 บาท

“จากที่ได้เข้าไปสอบถามชาวบ้าน ได้รับแจ้งว่า อยู่ที่แห่งนี้มาเกือบค่อนเดือนแล้ว ต้องจากบ้าน มาเห็นหน้ากัน ต้องมารู้จักกันในชุมชนแห่งนี้ การเยียวยาทางด้านจิตใจ จึงมีความสำคัญ และในวันนี้ในส่วนของรัฐบาลก็มอบให้ผม ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ลงมาดูแลพี่น้องประชาชน และวันนี้ ผมก็มีผู้ที่จะมาให้กำลังใจพี่น้องประชาชน เป็นคนที่หลายคนมองว่า เป็นคนก้าวพลาด เป็นคนจากราชทัณฑ์ที่ต้องการมาให้กำลังใจพี่น้องประชาชน” พันตำรวจเอกทวี กล่าว

พันตำรวจเอกทวี ระบุว่า ตนได้ประชุม สภาความมั่นคงแห่งชาตินั้น เรามีเงื่อนไข ตกลงเรื่องการหยุดยิงแล้ว ซึ่งอาจจะมีการประเมินว่าพี่น้องประชาชนจะต้องกลับบ้าน ก็เกรงว่าประชาชน จะมีภาระเรื่องเคลื่อนย้ายต่อไป ซึ่งอยู่ระหว่างการประเมินสถานการณ์

“วันนี้เป็นวันเกิดของเสกโลโซด้วย ถือว่าเขามีจิตใจสูงส่ง เป็นคนไม่ธรรมดา ซึ่งคนไม่ธรรมดาจะได้รับการปกป้องจากกาลเวลา บางครั้งจะดูเจ็บปวดอยู่บ้าง แต่เวลาจะหลอมรวมให้เราได้พบกับสิ่งดี ๆ ประสบการณ์จากวันที่ไม่ธรรมดา ก็คือ ได้พบกับพี่น้องประชาชนที่มีความทุกข์เหมือนกัน ซึ่งในส่วนของรัฐบาลก็มาให้กำลังใจ และยืนยันว่าท่านผู้ว่าฯ ท่านนายกฯ อบจ. ท่านนายกเทศมนตรี พวกเราจะช่วยฟื้นฟูเยียวยาและร่วมกันพัฒนาเพื่อพี่น้องประชาชน ยืนยันว่าเราจะไม่ทิ้งกัน เราจะให้ทุกคนได้มีชีวิตที่ดีขึ้น ขอบคุณทุกคนมากครับ” พันตำรวจเอกทวี กล่าว.

012

แนวรบด้านตะวันออก! สถานการณ์ไม่เปลี่ยนแปลง-ไร้เหตุรุนแรง

แนวรบด้านตะวันออก! สถานการณ์ไม่เปลี่ยนแปลง-ไร้เหตุรุนแรง

แนวรบด้านตะวันออก! สถานการณ์ไม่เปลี่ยนแปลง-ไร้เหตุรุนแรง

วันศุกร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 09.26 น.

เหตุการณ์ส่วนหน้าปกติ ตลอดคืนถึงเช้านี้ ขณะที่วันนี้ ศบ.ทก.จะประชุมถึงผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย – กัมพูชา สมัยวิสามัญ

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2568) นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา (ศบ.ทก.) เปิดเผยว่า ตั้งแต่ช่วงดึกของคืนที่ผ่านมา (วันพฤหัสบดีที่ 7 กรกฎาคม 2568) จนถึงช่วงเช้าเวลา 07.00 น.ของวันนี้ ยังไม่มีรายงานเหตุการณ์รุนแรงใดๆ ที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา ในทุกพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดน

ทั้งนี้ รัฐบาลหวังเป็นอย่างยิ่งว่า 13 ข้อตกลงที่ไทย – กัมพูชา เห็นพ้องในการประชุม GBC ที่มาเลเซีย เมื่อวานนี้ จะนำไปสู่การหยุดยิงในทางปฏิบัติอย่างยั่งยืน และนำสันติสุขกลับให้พี่น้องประชาชนทั้งสองประเทศอีกครั้ง

อนึ่ง วันนี้ เวลา 09.30 น.ศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา จะมีการประชุม ครั้งที่ 27 ถึงผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย – กัมพูชา สมัยวิสามัญ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ณ ห้องประชุมวิจิตรวาทการ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ทำเนียบรัฐบาล ด้วย

เบิร์ธเดย์’บิ๊กป้อม’ครบ80ปี แห่อวยพรคับคั่ง เผยห่วงประชาชนเดือดร้อน

เบิร์ธเดย์'บิ๊กป้อม'ครบ80ปี แห่อวยพรคับคั่ง เผยห่วงประชาชนเดือดร้อน

เบิร์ธเดย์’บิ๊กป้อม’ครบ80ปี แห่อวยพรคับคั่ง เผยห่วงประชาชนเดือดร้อน

วันศุกร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 09.11 น.

เบิร์ธเดย์ ‘บิ๊กป้อม’ครบ 80 ปีเปิดมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อฯให้อวยพร รับห่วงประชาชนไม่รู้อีโหน่อีเหน่ แต่ต้องมาเดือดร้อน

8 สิงหาคม 2568 ที่มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ์ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เปิดให้อวยพรในวันคล้ายวันเกิด ครบรอบ 80 ปี ในวันที่ 11 สิงหาคม 2568

โดยช่วงเช้าที่ผ่านมา พล.อ.ชิษณุพงศ์ รอดศิริ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหาร เป็นตัวแทน ผู้บัญชาการทหารบก รวมถึง พล.ท.อมฤต บุญสุยา แม่ทัพภาคที่1 เข้าอวยพร รวมถึง ข้าราชการทหาร ตำรวจนักการเมือง ทยอยเข้ามาอวยพรต่อเนื่อง

โดย พลเอกประวิตร มีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส พร้อมกล่าวว่า อายุ 80 ปีแล้วจะไปแข็งแรงเหมือนคนหนุ่มได้อย่างไร แต่ยอมรับว่ายังเป็นห่วงประเทศชาติและได้ลงพื้นที่ เยี่ยมเยือนประชาชน ที่ไม่อีโหน่อีเหน่อะไรแต่ได้รับความเดือดร้อน กับเหตุการณ์นี้ พร้อมให้กำลังใจทหารในแนวหน้า

กางไทม์ไลน์! ระงับคำร้องส่งศาล รธน.ถอดถอน 136 สว.

กางไทม์ไลน์! ระงับคำร้องส่งศาล รธน.ถอดถอน 136 สว.

กางไทม์ไลน์! ระงับคำร้องส่งศาล รธน.ถอดถอน 136 สว.

วันศุกร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 08.16 น.

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก “วิทยุและโทรทัศน์รัฐสภา” โพสต์ข้อความระบุว่า สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา แจงเหตุระงับคำร้องส่งศาล รธน. ถอดถอน 136 สว. เนื่องจากรายชื่อ สว.ที่ร่วมลงรายมือชื่อยื่นคำร้อง ไม่ครบ 1 ใน 10

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ได้ออกเอกสารชี้แจงลำดับเหตุการณ์ กรณี นายแพทย์เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา และคณะสมาชิกวุฒิสภา รวม 21 คน ได้เข้าชื่อต่อประธานวุฒิสภาเพื่อขอให้ส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพการเป็นสมาชิกวุฒิสภา จำนวน 136 คน สิ้นสุดลง ดังนี้

1. วันที่ 6 สิงหาคม 2568

– คณะสมาชิกวุฒิสภา จำนวน 21 คน ได้เข้าชื่อกันมีหนังสือ ลงวันที่ 25 กรกฎาคม 2568 เรื่อง ขอให้ประธานวุฒิสภาส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพการเป็นสมาชิกวุฒิสภา จำนวน 136 คน สิ้นสุดลง กราบเรียน ประธานวุฒิสภา โดยได้ยื่นส่งต่อสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2568 เวลา 12.04 นาฬิกา

สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาได้ส่งเรื่องให้สำนักกฎหมายดำเนินการในวันเดียวกันทันที และสำนักกฎหมายก็ได้เร่งดำเนินการสรุปสาระสำคัญของเรื่องเพื่อดำเนินการในขั้นตอนต่อไป ซึ่งมีขั้นตอนการดำเนินการในทางธุรการ โดยมีการจัดเตรียมเรื่องเรียบร้อยแล้ว แต่กลับได้รับการประสานงานทางโทรศัพท์ว่า นายธณัชญ์พงศ์ วงศ์มูลาลี สมาชิกวุฒิสภา มิได้เป็นผู้ลงลายมือชื่อในหนังสือคำร้อง สำนักกฎหมายจึงจำเป็นต้องรอการดำเนินการเพื่อตรวจสอบลายมือชื่อของนายธณัชญ์พงศ์ก่อน

2. ต่อมาในวันรุ่งขึ้น คือ วันที่ 7 สิงหาคม 2568 ปรากฏข้อเท็จจริงว่า

2.1 นายธณัชญ์พงศ์ วงศ์มุลาลี สมาชิกวุฒิสภา ได้มีบันทึก ลงวันที่ 7 สิงหาคม 2568 แจ้งว่า นายธณัชญ์พงศ์ฯ ได้ตรวจดูต้นฉบับหนังสือคำร้องของคณะสมาชิกวุฒิสภาแล้ว พบว่า นายธณัชญ์พงศ์ฯ ไม่ได้เป็นผู้ลงลายมือชื่อ และขอยืนยันว่า ลายมือชื่อที่ปรากฏในบัญชีแนบท้ายหนังสือนั้นเป็นลายมือชื่อปลอม ทั้งนี้ นายธณัชญ์พงศ์ฯ ได้ไปลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานกับพนักงานสอบสวน เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2568 เวลา 16.09 นาฬิกา สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ได้รับบันทึกฉบับนี้ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 เวลา 09.05 นาฬิกา

2.2 นายเดชา นุตาลัย สมาชิกวุฒิสภา ได้มีบันทึก ลงวันที่ 7 สิงหาคม 2568 แจ้งว่า นายเดชาฯ ไม่ได้ลงลายมือชื่อในบัญชีแนบท้ายหนังสือคำร้อง และลายมือชื่อที่ปรากฏอยู่นั้นไม่ใช่ลายมือชื่อของนายเดชาฯ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ได้รับบันทึกฉบับนี้ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568

2.3 พันเอกหญิง ธณตศกร บุราคม สมาชิกวุฒิสภา ได้มีหนังสือ ที่ พิเศษ/2568 ลงวันที่ 7 สิงหาคม 2568 แจ้งว่า ขอถอนรายชื่อจากการเสนอหนังสือคำร้อง เนื่องจากเข้าใจคลาดเคลื่อนในสาระสำคัญของการร่วมเสนอชื่อในครั้งนี้

2.4 สำนักกฎหมาย ได้มีบันทึก ลับ ที่ สว 0012.12/17 ลงวันที่ 7 สิงหาคม 2568 เรื่อง ขอให้ตรวจสอบลายมือชื่อสมาชิกวุฒิสภา เรียน ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานกลาง เพื่อขอความอนุเคราะห์ สำนักบริหารงานกลาง ดำเนินการตรวจสอบลายมือชื่อของสมาชิกวุฒิสภาในบัญชีแนบท้ายคำร้อง สำนักบริหารงานกลาง ได้รับบันทึก ลับ ที่ สว 0012.12/17 ลงวันที่ 7 สิงหาคม 2568 ฉบับดังกล่าว เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 เวลา 19.51 นาฬิกา

2.5 สำนักบริหารงานกลาง ได้มีบันทึก ลับ ที่ สว 0003.03/35 ลงวันที่ 7 สิงหาคม 2568 เรื่อง ขอให้ตรวจสอบลายมือชื่อสมาชิกวุฒิสภา เรียน ผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย แจ้งว่านอกจากปรากฏว่ามีสมาชิกวุฒิสภาจำนวน 3 คน ได้มีหนังสือแจ้งว่า ไม่ได้ลงลายมือชื่อหรือขอถอนการเข้าชื่อในคำร้องดังกล่าวแล้ว ยังปรากฏผลการตรวจสอบลายมือชื่อในเบื้องต้น โดยสำนักบริหารงานกลางพบว่า มีลายมือชื่อของสมาชิกวุฒิสภาที่สอดคล้องกับลายมือชื่อที่สมาชิกวุฒิสภาได้ให้ไว้ในแบบตัวอย่างลายมือชื่อสมาชิกวุฒิสภา จำนวน 16 คน และบางท่านไม่สอดคล้องกับลายมือชื่อ จำนวน 5 คน

จากข้อเท็จจริงตามลำดับเวลาดังกล่าว จึงแสดงให้เห็นว่า ภายหลังจากที่สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาได้รับหนังสือคำร้องดังกล่าวเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2568 แล้ว ก็ได้มีการดำเนินการตามลำดับขั้นตอนในทันทีโดยมิได้มีความล่าช้าแต่อย่างใด และได้เสนอเรื่องต่อประธานวุฒิสภาแล้ว แต่ด้วยเหตุที่คำร้องดังกล่าวมีประเด็นเกี่ยวกับเรื่องลายมือชื่อและจำนวนสมาชิกวุฒิสภาที่ร่วมลงลายมือชื่อ ทำให้มีจำนวนสมาชิกวุฒิสภาลงลายมือชื่อร่วมเสนอหนังสือคำร้องเพียงจำนวน (21 – 3) = 18 คน (ยังไม่หักจำนวนสมาชิกวุฒิสภาที่ปรากฏผลการตรวจสอบลายมือชื่อของสำนักบริหารงานกลางในเบื้องต้นว่า ไม่สอดคล้องกับที่ให้ไว้กับสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาอีก จำนวน 3 คน) ทำให้ไม่ครบจำนวน 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ หรือไม่ครบ 20 คน ตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 82 วรรคหนึ่ง กำหนดไว้

ดังนั้น ประธานวุฒิสภาจำต้องมีหนังสือแจ้งนายแพทย์เปรมศักดิ์ เพียยุระ ผู้เสนอคำร้องหลัก และคณะสมาชิกวุฒิสภา ทราบว่า ไม่สามารถส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญได้ เนื่องจากมีสมาชิกวุฒิสภาไม่ครบ 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา ตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา 82 วรรคหนึ่ง กำหนด

สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา
7 สิงหาคม 2568
(ข้อเท็จจริง ณ เวลา 16.29 นาฬิกา)

โดรน’ล้ำแดนไทย’ สอดแนม-วางแผนรบ? สัญญาณอันตราย-ไม่ใช่เรื่องเล็ก

โดรน'ล้ำแดนไทย' สอดแนม-วางแผนรบ? สัญญาณอันตราย-ไม่ใช่เรื่องเล็ก

โดรน’ล้ำแดนไทย’ สอดแนม-วางแผนรบ? สัญญาณอันตราย-ไม่ใช่เรื่องเล็ก

วันศุกร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 07.57 น.

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2568 ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้โพสต์ข้อความระบุว่า โดรน “ล้ำแดนไทย” สอดแนม-วางแผนรบ?

ช่วงนี้มี “โดรนปริศนา” บินเข้ามาในพื้นที่ชายแดนไทยเป็นประจำ พฤติกรรมของโดรนเหล่านี้ดูไม่ใช่แค่บินผ่าน หรือหลงเข้ามาโดยบังเอิญ เพราะมันมักจะมาในเวลาซ้ำๆ คล้ายกับถูกตั้งเวลาอัตโนมัติ

โดรนล้ำแดนคือสัญญาณอันตราย นี่ไม่ใช่เรื่องเล็ก ไม่ใช่เรื่องของ “ของเล่นบินได้” แต่เป็นจุดเริ่มต้นของสงครามยุคใหม่ ถ้าเราไม่เตรียมรับมือวันนี้ พรุ่งนี้อาจสายเกินไป

แม้ว่าเราจะยังไม่สามารถระบุได้ชัดว่า ใครควบคุม? และผู้ควบคุมอยู่ฝั่งกัมพูชา หรืออยู่ฝั่งไทย? แต่หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า… มันมาทำไม? มาเตรียมเปิดศึกหรือไม่?

1. เป้าหมายของโดรนล้ำแดนคืออะไร?

(1) หาข้อมูลยุทธศาสตร์ของไทย

ในสงครามยุคใหม่ ข้อมูลคืออาวุธที่สำคัญที่สุด โดรนสามารถเก็บข้อมูลพิกัดของคลังอาวุธ สนามบิน ฐานทัพ เรดาร์ และจุดยุทธศาสตร์อื่นๆ

ถ้าอีกฝ่ายรู้ตำแหน่งเป้าหมายเหล่านี้ล่วงหน้า เขาสามารถยิงปืนใหญ่ ส่งมิสไซล์ หรือใช้โดรนติดอาวุธถล่มได้ในทันที เช่น ถ้าทำลายรันเวย์ของสนามบิน เครื่องบินรบของไทยก็ขึ้นไม่ได้ เท่ากับลดศักยภาพการตอบโต้ทันทีตั้งแต่วินาทีแรกของสงคราม

(2) ทดสอบระบบป้องกันของไทย

หากโดรนสามารถบินเข้ามาล้ำแดนได้โดยไม่ถูกสกัด นั่นหมายความว่าพื้นที่นั้นไม่มีระบบต่อต้านโดรน

เมื่อถึงเวลารบจริง เขาจะเลือกใช้ “ช่องโหว่” นี้เป็นทางเข้าโจมตี ดังนั้น โดรนที่เห็นอาจไม่ได้มาเพื่อถ่ายภาพเพียงอย่างเดียว แต่มาเพื่อทดสอบว่า “ไทยมีอะไรสู้บ้าง?” เป็นการประเมินแสนยานุภาพของไทย

2. แล้วไทยมีความพร้อมแค่ไหน?

ประชาชนมีสิทธิ์สงสัย เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องของทหารเท่านั้น แต่เป็น “เรื่องความมั่นคงของประเทศ” หลายคนเริ่มตั้งคำถามที่สำคัญ เช่น

(1) ระบบต่อต้านโดรนของไทยมีหรือยัง?

ถ้ามี แล้วทำไมจึงปล่อยให้โดรนบินเหนือพื้นที่ยุทธศาสตร์โดยไม่มีการสกัด? ระบบที่มีอยู่ครอบคลุมพอหรือยัง? ตรวจจับได้รอบทิศหรือไม่?

(2) เรามีโดรนรบประเภทใดในครอบครอง?

มีเพียงพอหรือไม่? บินได้ไกลแค่ไหน? หากต้องตอบโต้ เราสามารถใช้โดรนบินลึกเข้าไปในกัมพูชาได้โดยไม่ถูกสกัดหรือไม่? และถ้าโดรนถูกสกัด อาจไม่ใช่แค่ตัวโดรนเท่านั้นที่ถูกทำลาย แต่ตำแหน่งของผู้ควบคุมโดรนอาจถูกเปิดเผย และกลายเป็นเป้าหมายด้วย!

(3) ทหารไทยมีความเชี่ยวชาญพอหรือยัง?

เรามี “นักบินโดรน” เพียงพอไหม? มีการฝึกซ้อมจริงในภารกิจสงครามอิเล็กทรอนิกส์หรือยัง?

3. ศึกโดรนวันนี้ ไม่ใช่แค่ไทย-กัมพูชา… แต่มี “มือที่สาม” แทรกอยู่

สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าโดรนคือ เทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลัง มีข่าวว่ากัมพูชาใช้โดรนจากจีนเป็นหลัก โดยอาจมี “จีนเทา” ให้การสนับสนุนทางเทคนิคและข้อมูลอยู่เบื้องหลัง หากไทยยังคงพึ่งพาเทคโนโลยีจากจีนด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น Hardware หรือ Software โอกาสที่ศัตรูจะรู้ตำแหน่งโดรน และผู้ควบคุมของเราก็มีสูงมาก

4. ถึงเวลาต้องใช้เทคโนโลยี “ของเราเอง”

การพึ่งเทคโนโลยีต่างชาติในภาวะสงครามนั้นเป็นอันตรายอย่างยิ่ง เพราะอุปกรณ์อาจถูกปิดกั้น ซอฟต์แวร์อาจถูกเจาะ และอะไหล่อาจส่งมาไม่ทันเวลา

ทางรอดเดียวคือ ไทยต้องผลิตและพัฒนาเทคโนโลยีของตัวเองให้ได้ โดย… ใช้ Hardware – Software ที่ควบคุมได้เอง ไม่ฝากความมั่นคงไว้กับระบบต่างชาติ ไม่ต้องรอให้ “เขาขายให้” หรือ “อัปเดตให้” ในยามวิกฤต

ถ้าวันหนึ่งเกิดสงคราม แล้วประเทศเจ้าของเทคโนโลยี ไม่ขายอะไหล่ ไม่ให้รหัสผ่าน… เราจะเหลืออะไรไว้ต่อสู้? เราต้องสามารถอัปเดตระบบของตัวเองได้โดยไม่ต้องขอรหัสผ่านจากต่างชาติ มิฉะนั้นเราจะไม่มีทางรบชนะในศตวรรษนี้

ทั้งหมดนี้ ด้วยความรักและหวังดีต่อ “กองทัพไทย” และ “ประเทศของเรา” ไม่ใช่เพื่อสร้างความแตกแยก แต่เพื่อถามคำถามที่ควรถาม และเรียกร้องให้มีการเตรียมพร้อม ก่อนที่ความไม่แน่นอนจะกลายเป็นวิกฤต ก่อนที่โดรนที่บินเข้ามาวันนี้ จะกลายเป็นโดรนติดอาวุธในวันพรุ่งนี้

“เรารักแผ่นดินนี้ และไม่ยอมให้ใครรุกล้ำ… เอกราชจะไม่ให้ใครข่มขี่”

‘อุ๊งอิ๊งค์’ล้มเหลว? ‘เทพไท’กางปรากฏการณ์ 5 ข้อ สะท้อน’ภาวะผู้นำ’

'อุ๊งอิ๊งค์'ล้มเหลว? 'เทพไท'กางปรากฏการณ์ 5 ข้อ สะท้อน'ภาวะผู้นำ'

‘อุ๊งอิ๊งค์’ล้มเหลว? ‘เทพไท’กางปรากฏการณ์ 5 ข้อ สะท้อน’ภาวะผู้นำ’

วันศุกร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 07.19 น.

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2568 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช ได้โพสต์คลิปพร้อมข้อความลงบนเฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” ระบุว่า ภาวะผู้นำ อุ๊งอิ๊ง ใครๆก็รู้

ผมเห็นข่าวการแสดงความเห็นของ ดร.วิเวียน บาลาคริชนาน (Vivian Balakrishnan) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสิงคโปร์ ต่อสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างไทยและกัมพูชา ว่า ปัญหาเรื่องเขตแดนที่ยังไม่ชัดเจน ไม่ควรนำไปสู่ความรุนแรง พร้อมเน้นว่าการที่สถานการณ์บานปลายจนเกิดการปะทะกัน สะท้อนถึง “ความล้มเหลวทางการทูตและจุดจบของภาวะผู้นำ”

ซึ่งการแสดงความเห็นของ ดร.วิเวียน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ ในฐานะบุคคลภายนอก ได้มองเห็นภาวะผู้นำของประเทศไทย และปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งไม่แตกต่างกับความรู้สึกหรือความเห็นของคนไทย ที่มีต่อ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ว่าเป็นบุคคลที่ขาดภาวะผู้นำ ไม่สามารถจะเป็นผู้นำประเทศได้ ซึ่งเห็นได้จากปรากฏการณ์ 5 ข้อ คือ

1.นางสาวแพทองธาร หยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีมาระยะหนึ่ง ความรู้สึกของคนไทยทั้งประเทศ มีความรู้สึกว่าประเทศไม่ได้ขาดผู้นำ ไม่ได้ขาดนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะมีนายกรัฐมนตรีบริหารประเทศหรือไม่ มีค่าเท่ากัน ถ้าหากตำแหน่งนายกรัฐมนตรียังของนางสาวแพทองธาร

2.นางสาวแพทองธาร หยุดปฎิบัติหน้าที่ ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ สังเกตได้ว่าการหยุดปฎิบัติหน้าที่ สร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์เป็นอย่างมาก เมื่อศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้นางสาวแพทองธาร หยุดปฏิบัติหน้าที่วันแรก ดัชนีหุ้นปรับตัวสูงขึ้นทันที ตลาดหุ้นคึกคัก ถ้าหากถึงวันศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้นางสาวแพทองธาร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไป เชื่อว่าตลาดหุ้นจะดีดตัวสูงขึ้นกว่านี้อีกมาก

3.นางสาวแพทองธาร หยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี ไม่เข้าร่วมการเจรจาในฐานะผู้นำประเทศกับประเทศกัมพูชา ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ส่งผลดีให้กับประเทศไทย เพราะถ้าหากตัวแทนประเทศไทย เป็นนางสาวแพทองธารก็ไม่มีหลักประกันใดว่า ระหว่างผลดีกับผลเสีย อะไรจะมีมากกว่ากัน การที่นางสาวแพทองธารไม่ไปร่วมหรือหยุดปฏิบัติหน้าที่ ถือว่าส่งผลดีต่อประเทศไทยมากมาย

4.นางสาวแพทองธาร ไม่ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี ความเคลื่อนไหวของสมเด็จฮุนเซน ที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับนางสาวแพทองธาร หยุดโพสต์สื่อโซเชียลโจมตีนางสาวแพทองธาร โดยตรงเห็น ซึ่งแสดงให้เห็นว่า นางสาวแพทองธาร คือบุคคลที่เป็นปัญหาของสมเด็จฮุนเซน และเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาความขัดแย้งระหว่าง ไทยกับกัมพูชา

5.เป็นการยืนยันว่าภาวะผู้นำของนางสาวแพทองธาร เมื่อหยุดปฎิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีแล้ว ได้มาทำหน้าที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างลงตัว แสดงให้เห็นถึงวุฒิภาวะหรือภาวะผู้นำของนางสาวแพทองธาร อยู่ในระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งตรงกับความเห็นของผู้นำต่างประเทศ ที่มองว่านางสาวแพทองธาร มีปัญหาภาวะผู้นำจริงๆ

ส่วนเรื่องที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสิงคโปร์ พูดถึงความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา เชื่อว่าจากการประชุมจีบีซี และมีข้อตกลง 13 ข้อ ต้อง รอดูว่าทั้ง2ประเทศ จะปฏิบัติตามข้อตกลงหรือสัญญาที่เซ็นกันได้หรือไม่ เชื่อว่าประเทศไทยไม่มีปัญหาในการปฏิบัติตามข้อตกลง ส่วนกัมพูชาจะปฏิบัติตามข้อตกลงได้หรือไม่ อยากจะตั้งข้อสังเกต ให้รอดู3วัน ดูท่าทีของสมเด็จฮุนเซน ว่ามีการเคลื่อนไหวทางสื่อโซเชียลอย่างไร และมีประเด็นอะไรบ้างที่เคลื่อนไหวสุ่มเสี่ยงก่อให้เกิดความขัดแย้งอีกหรือไม่

ถ้าหากว่าภายใน3วันนี้ สถานการณ์เรียบร้อย สมเด็จฮุนเซน เก็บตัวเงียบ ไม่เคลื่อนไหว ไม่โพสต์โซเชียล ก็เชื่อได้ว่าทั้ง2ประเทศ สามารถปฏิบัติตามสัญญา 13 ข้อ ที่ทำไว้ได้

เด้ง‘ผู้ว่าฯอุบลฯ’ เบิกเงินเยียวยาช้าผิดปกติ มท.ชี้ไม่ใช่ความผิดรัฐบาล

เด้ง‘ผู้ว่าฯอุบลฯ’  เบิกเงินเยียวยาช้าผิดปกติ  มท.ชี้ไม่ใช่ความผิดรัฐบาล

เด้ง‘ผู้ว่าฯอุบลฯ’ เบิกเงินเยียวยาช้าผิดปกติ มท.ชี้ไม่ใช่ความผิดรัฐบาล

วันศุกร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“ภูมิธรรม”สั่งเด้ง“ผู้ว่าฯอุบลราชธานี”เซ่นเบิกงบเยียวยาช่วยเหลือผู้ประสบภัยชายแดนไทย-เขมร ล่าช้า ให้งบ 100 ล้าน ใช้แค่5.5 หมื่นบาท“ธีรรัตน์”มท.2 ชี้ชัดเหตุเด้ง“ผู้ว่าฯอุบล”เบิกจ่ายงบล่าช้าผิดปกติ หากเปรียบเทียบจังหวัดข้างเคียงเสียหายมากกว่า ชี้ไม่สามารถสร้างความเข้าใจให้ปชช.ได้‘ฝ่ายค้าน’ตั้งกระทู้บี้ถามปมร้อนอุบลฯ มท.2 ชี้ไม่ใช่ความผิดรัฐบาลโยนเป็นความผิดพลาดจ.อุบลฯขออย่าฉวยเอาข้อมูลไม่จริงโจมตีรัฐบาล

เมื่อวันที่ 7สิงหาคม2568 ที่ห้องรอยัล จูบิลี่ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวก่อนการประชุมมอบนโยบายสำคัญของกระทรวงมหาดไทยว่า ได้มีการสั่งย้ายว่าที่พ.ต.อดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ให้มาช่วยราชการที่กระทรวงมหาดไทย หลังมีปัญหาเรื่องการเบิกจ่ายงบประมาณในการช่วยเหลือดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาซึ่งมีการเบิกงบทดรองราชการจ่ายเพียง 55,000บาทจากที่รัฐบาลจัดสรรงบประมาณให้ 100ล้านบาท

เมื่อถามว่า จะย้ายชั่วคราวหรือถาวร นายภูมิธรรมกล่าวว่า“เดี๋ยวค่อยว่ากัน”เมื่อถามว่าจะรอผลสอบก่อนใช่หรือไม่ นายภูมิธรรมกล่าวว่า“เดี๋ยวค่อยว่ากันในรายละเอียด โดยคำสั่งจะออกในช่วงเช้าวันนี้”

ทั้งนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีได้เดินทางมาถึงกรุงเทพมหานครเพื่อเข้าร่วมประชุมแล้ว แต่ปฏิเสธที่จะแสดงความเห็น และไม่ขอให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน

ก่อนหน้านี้ ว่าที่พ.ต.อดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ ผู้ว่าฯอุบลราชธานีได้เคยชี้แจงถึงการใช้งบประมาณช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาว่าในช่วงแรกที่เกิดเหตุการณ์องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ใช้งบประมาณในการดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบทั้งเรื่องอาหาร,การจัดถุงยังชีพ,จัดศูนย์พักพิงให้พร้อมในการดูแลประชาชนซึ่งในส่วนนี้อยู่ระหว่างการตั้งเบิกขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประมาณ 6ล้านบาทซึ่งเป็นงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ประชาชนได้รับผลกระทบส่วนเงินทดรองราชการในการให้ความช่วยเหลือเยียวยาด้านชีวิตและทรัพย์สินประมาณ55,000บาท เบิกจ่ายแล้วเมื่อวันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา ส่วนความเสียหายบ้านเรือนและที่อยู่อาศัย 129 หลัง,ด้านปศุสัตว์ สัตว์เลี้ยงเสียชีวิต 5ตัว จะมีการเบิกจ่ายอีกกว่า4.7ล้านบาทภายในวันที่ 12 สิงหาคมนี้

ด้าน น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รมช.มหาดไทยกล่าวถึงการสั่งย้ายว่าที่พ.ต.อดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ ผู้ว่าฯอุบลราชธานีกรณีเบิกจ่ายงบประมาณช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่จ.อุบลราชธานีจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาว่าเมื่อคืน(6ส.ค.)ได้เรียกประชุมเพื่อชี้แจงอีกรอบหนึ่งในส่วนกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.)ว่าแต่ละจังหวัด นอกจากเงินทดรองจ่าย 100ล้านบาทจะมีในส่วนเงินรับบริจาคสิ่งของที่นำลงไปใช้เพื่อให้มีความเหมาะสมกับจำนวนผู้อพยพเนื่องจากแต่ละจังหวัดมีความแตกต่างกันจึงต้องดูเรื่องของความสมเหตุสมผล

เมื่อถามว่าเหตุใดผู้ว่าฯจึงไม่กล้าเบิกเงินทดรองจ่ายในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นเพราะเบิกจ่ายผิดประเภทใช่หรือไม่น.ส.ธีรรัตน์กล่าวว่าได้พูดคุยกันแล้วเมื่อวันที่29ก.ค.ที่เรียกประชุมกรมบัญชีกลางและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ระดับผู้ว่าฯลงมาเพื่อรับทราบแนวทางการปฏิบัติว่าส่วนใดมีความเร่งด่วนหรือจำเป็นหรือต้องของดเว้นเรื่องระเบียบให้สามารถทำได้ทันทีเพราะทุกคนเข้าใจตรงกันหมดสาเหตุที่มีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดว่ามีความผิดปกติจะบอกว่าทำงานล่าช้า ก็ขอให้ดูจังหวัดข้างๆด้วยเขาเดือดร้อนกว่าคนเสียชีวิตมากกว่า ต้องเอาหลายๆอย่างมาเปรียบเทียบด้วย

เมื่อถามว่าทางท้องถิ่นระบุว่าการใช้งบจะใช้ได้เฉพาะพื้นที่ อย่างการอพยพคนฝากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง จะต้องใช้งบจากพื้นที่ปลายทางจะมีปัญหาหรือไม่ น.ส.ธีรรัตน์ ย้ำว่า ไม่มีปัญหา เพราะเราดูที่มาดูทางขาไปและขากลับทั้งในพื้นที่ปะทะและพื้นที่อพยพ

เมื่อถามว่าเหตุใดจึงไม่มีการประกาศพื้นที่ประสบภัยพิบัติทั้งจังหวัดเช่นเดียวกับจ.สุรินทร์ น.ส.ธีรรัตน์ กล่าวว่า “อาจจะคำนวณดูจากพื้นที่อพยพจริงโดยจะต้องตรวจสอบรายละเอียดให้ชัดเจน เบื้องต้นเห็นได้ชัดว่ามีความผิดปกติ เรื่องการชี้แจงไม่สามารถทำให้ประชาชนมีความเข้าใจอันดีได้ นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เราต้องดำเนินการ”

วันเดียวกัน เวลา12.00น.ที่รัฐสภา ได้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนฯทำหน้าที่ประธานโดยวาระกระทู้ถามสดด้วยวาจานายพริษฐ์วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนได้ตั้งกระทู้ถามแนวทางเยียวยาช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาและสอบถามการเบิกจ่ายเงินราชการเพื่อช่วยเหลือประชาชนในจังหวัดที่ต้องมีการอพยพไปแล้วจังหวัดละ 100 ล้านบาท เช่น จ.ศรีษะเกษและสุรินทร์ มีการเบิกจ่ายไปแล้วจังหวัดละ47ล้านและ 55 ล้านบาทตามลำดับ ขณะที่พื้นที่ จ.อุบลราชธานี เบิกจ่ายไปเพียง 5.5หมื่นบาทเท่านั้นรวมถึงกรณีย้ายผู้ว่าฯอุบลราชธานี

น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รมช.มหาดไทย ตอบกระทู้ถามสดว่าในประเด็นพื้นที่จ.อุบลราชธานี ตนลงพื้นที่ไปตั้งแต่วันที่ 27ก.ค.เข้าเยี่ยมศูนย์อพยพและมอบหมายสั่งการให้จังหวัดหากิจกรรมที่เกี่ยวกับการผ่อนคลายความเครียดให้ประชาชนเห็นการปฏิบัติงานจนตั้งกระทู้ถามเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่าในพื้นที่เบิกจ่ายไม่ได้ ทำให้ตนโทรศัพท์สอบถามผู้ว่าฯอุบลราชธานีเพื่อให้ทราบปัญหาและแก้ไขซึ่งคำตอบที่ได้รับคือเบิกได้ทั้งหมด แต่ตนไม่ได้นิ่งนอนใจได้กลับไปในพื้นที่ 3 ส.ค.เพื่อเยี่ยมผู้ได้รับบาดเจ็บ

“และตรวจสอบว่ามีสิ่งผิดปกติ ทำเอกสารล่าช้า หรือใช้เงินของอปท.หรือไม่ ได้รับทราบข้อมูลว่ามีการใช้เงินท้องถิ่น สิ่งของเงินบริจาค ได้รับทราบตัวเลขว่าเงินบริจาค5.5ล้านบาทและจังหวัดอื่น 1-2ล้านบาท ถือว่าบกพร่อง เพราะในการจัดประชุมใช้จ่ายเงินทดรองราชการที่เพิ่มเติมขอให้ใช้จ่ายเงินดังกล่าวทันทีแม้ระเบียบว่าให้ใช้เงินท้องถิ่นก่อนก็ตาม เนื่องจากมีความจำเป็นเร่งด่วนเพราะมีประชาชนอพยพจำนวนมาก ให้ใช้งบ 100 ล้านบาทและงบทดรองราชการที่เหลืออยู่”รมช.มหาดไทย ย้ำ

รมช.มหาดไทยชี้แจงว่าการเบิกจ่ายไม่ใช่เบิกไม่ได้ แต่ไม่มีตัวเลขส่งมาส่วนกลาง เป็นความผิดพลาดของจังหวัด ไม่ใช่รัฐบาล ดังนั้นเมื่อได้ข้อมูลที่ถูกต้องขอให้ประชาชนมั่นใจกับรัฐบาลที่สื่อสารข้อมูลจริง ข้อมูลเดียว ไม่ใช้อคติ หรือเกมการเมืองในภาวะนี้ เราตั้งใจดูแลประชาชนให้ดีที่สุด

น.ส.ธีรรัตน์ ชี้แจงต่อว่า ข้อมูลการเบิกจ่ายนั้นตนได้ติดตามสอบถาม ตั้งแต่มีสว.คนหนึ่งบอกว่า ตอนนี้เงินท้องถิ่นถังแตกทำให้ตนสอบถามและทราบว่าเป็นข้อความเป็นเท็จ ท้องถิ่นไม่ได้ถังแตก จึงเป็นการกลั่นกรองข้อมูลก่อนนำเสนอ ส่วนตัวเลขการเบิกจ่ายของท้องถิ่นนั้นตนรู้ก่อนที่กมธ.การปกครองจะประชุมซึ่งตนไม่แน่ใจว่ารายละเอียดอาจอาศัยช่องตัวเลขที่น้อยไปนำเสนอเพื่อโจมตีรัฐบาลโดยไม่ฟังว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร

‘อ้วน’ซัด‘แกะดำ’ แฝงในวงราชการ ทำตัวเป็นอุปสรรค มท.ต้องปรับเปลี่ยน

‘อ้วน’ซัด‘แกะดำ’  แฝงในวงราชการ  ทำตัวเป็นอุปสรรค  มท.ต้องปรับเปลี่ยน

‘อ้วน’ซัด‘แกะดำ’ แฝงในวงราชการ ทำตัวเป็นอุปสรรค มท.ต้องปรับเปลี่ยน

วันศุกร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“ภูมิธรรม”มอบนโยบายกระทรวงมหาดไทย ลั่นมี“แกะดำ”มาเป็นราชการ ขอใช้ใจแก้ไขปัญหาเพื่อประชาชน เจ้าหน้าที่รัฐทำตัวเป็นอุปสรรคต้องปรับเปลี่ยน ยันไม่ได้มาข่มขู่หรือใช้อำนาจบาตรใหญ่ แต่อยากเห็นการแก้ไขที่เป็นรูปธรรม

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568ที่อิมแพค เมืองทองธานี นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวมอบนโยบายสำคัญเร่งด่วนของกระทรวงมหาดไทย (8 Quick Wins: 3 ไร้ทุกข์ 5 สร้างสุข) และการขับเคลื่อนการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติด แก่ผู้ว่าการจังหวัด ผู้การจังหวัด และหัวหน้าส่วนราชการทั่วประเทศ

โดยนายภูมิธรรม กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยมีกลไกครบถ้วนในการประสานกันทุกภาคส่วน หากเราสามารถรวบรวม และดึงเอาความร่วมมือของทุกจังหวัด นำนโยบายรัฐบาลไปดำเนินการถึงมือประชาชน ในการช่วยแก้ไขปัญหาวิกฤติของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมิติที่เป็นภัยคุกคามไม่ว่าจะเป็นยาเสพติด สงครามไซเบอร์ สแกมเมอร์ พนันออนไลน์ หรือเรื่องการมีชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน ซึ่งความรับผิดชอบของกระทรวงมหาดไทยในการดูแลเศรษฐกิจฐานราก และการดูแลประชาชนทั้งในระดับจังหวัด อำเภอ ไปจนถึงหมู่บ้านทั่วประเทศ

นายภูมิธรรม กล่าวว่ากระทรวงมหาดไทยถือเป็นหน่วยงานที่ปฏิบัติงานใกล้ชิด และส่งผลต่อประชาชนโดยรวม ในการขับเคลื่อนงานของกระทรวงมหาดไทย ต้องแสดงความตั้งใจมุ่งมั่นในการที่บำบัดทุกข์บำรุงสุขให้กับประชาชน ซึ่งมหาดไทยต้องดีกว่าเดิม ขอให้มองไปที่การรวมใจเป็นหนึ่งเดียว และเป็นที่พึ่งของประชาชน เพราะฉะนั้นเป้าหมายสำคัญในการที่จะขับเคลื่อนงานของกระทรวงมหาดไทย นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไปคือการสร้างความสุขที่ยั่งยืนของประชาชนทั้งประเทศผ่าน 8 นโยบายเร่งด่วน ประกอบไปด้วยนโยบายที่ดูแลเรื่องความไร้ทุกข์ให้กับประชาชน 3 ด้านและนโยบายในการสร้างสุขให้กับชุมชนสังคมและประชาชนอีก 5 ด้าน คือ 3 ไร้ทุกข์และค่าสร้างสุข

นายภูมิธรรม กล่าวว่า เราได้ยินกันทุกชุมชนเรื่องปัญหายาเสพติดเป็นไปทุกส่วนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เป็นวิกฤติ คุกคามชีวิตครอบครัว และประชาชนทั้งประเทศ และที่น่าเสียใจ เสียดายคือทุกส่วนที่เกี่ยวข้องมีส่วนของข้าราชการ

“ผมไม่ได้ตำหนิข้าราชการ รู้ว่าทุกคนทำงานมาอย่างหนักได้เต็มที่ แต่ก็ยังมีแกะดำมาอยู่ในราชการ มีส่วนสนับสนุน และส่งเสริม ผมคิดว่าวันนี้ต้องหยุด และพอได้แล้ว ต้องจัดการเรื่องนี้อย่างจริงจัง และผมคิดว่าในการดำเนินงานอย่างนี้ ถ้าข้าราชการทุกหมู่เหล่าทุกกระทรวงที่บริหารราชการอยู่ในพื้นที่ภายใต้การนำของผู้ว่าราชการจังหวัด เราจะสามารถแก้ไขปัญหายาเสพติดได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่อยากเห็นนับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปคือ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทำหน้าที่เป็นแม่ทัพบัญชาการ และบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานด้านความมั่นคงทุกฝ่าย แก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจังจึงจะสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้” นายภูมิธรรม กล่าว

นายภูมิธรรม กล่าวว่า จากนี้ไป กระบวนการตลอด 3 เดือนนี้ ในเบื้องต้นจะต้องเห็นการตรวจสอบ การพูดคุย และการสร้างหมู่บ้านสีขาวให้เกิดขึ้น แต่ต้องดำเนินการกับผู้ที่ไปมีส่วนเกี่ยวข้องทั้งผู้ค้า ผู้ขาย ผู้ผลิตทั้งหมดอย่างเต็มที่ เพื่อให้ได้ผลเป็นที่ประจักษ์ รวมไปถึงต้องยกระดับกระบวนการบำบัดรักษา พร้อมกล่าวย้ำว่า ใครทำตัวเป็นอุปสรรค นิ่งเฉยจะต้องปรับเปลี่ยน ตนไม่ได้มาข่มขู่ข้าราชการ หรือมาใช้อำนาจบาตรใหญ่ แต่อยากเห็นการแก้ไขปัญหาที่ประชาชนเขารู้สึกและอยากแก้ไขปัญหาได้อย่างจริงจัง

นายภูมิธรรม ยังกล่าวถึงการเร่งจัดระเบียบสังคมและการปราบปรามผู้มีอิทธิพล เรื่องนี้จะต้องหาทางแก้ไข ซึ่งต้องยอมรับว่า มีอีกหลายพื้นที่ ที่ต้องมีการกวาดล้างเชิงรุก, การแก้ไขหนี้ครัวเรือน ต้องทำให้ประชาชนมีการออมและมีวินัยทางการเงิน สอดส่องดูแลช่วยเหลือประชาชนเพื่อป้องกันการปล่อยเงินกู้หนี้นอกระบบ ส่วนเรื่องการศึกษาต้องเร่งสร้างเสริมสุขภาวะการศึกษา ชุมชน หมู่บ้าน เพื่อชีวิตที่ดี

“วันนี้รัฐบาลเอาจริง พร้อมที่จะดำเนินการ หัวใจสำคัญในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ถือเป็นภารกิจที่สำคัญ ยาเสพติดหมดไปไม่ใช่เป็นเพียงความฝันหรือเป็นผักชีโรยหน้า อยากให้ทุกฝ่ายรับทราบและนโยบายนี้เป็นนโยบายที่เข้มข้นเด็ดขาด ต้องทำให้สำเร็จและอยากเห็นเป็นรูปธรรม และผมจะมีส่วนเข้าไปเร่งกระตุ้นดำเนินการในหลายเรื่องอยากให้ทุกท่านเข้มแข็งเคร่งครัดกับสิ่งที่ตนได้เน้นย้ำ” นายภูมิธรรมกล่าว

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันศุกร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“ภาษีสหรัฐฯ ส่งผลกระทบรุนแรงต่อพี่น้องประชาชนในภาคเกษตรทั้งระยะสั้นและระยะยาว เป็นจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์ทางเศรษฐกิจที่เราจำเป็นต้องศึกษาร่วมกันและหาทางปกป้องผลประโยชน์ของคนในชาติ”

นายชัยมงคล ไชยรบ

สส.สกลนคร พรรคพลังประชารัฐ

ยืนกรานได้สิทธิ์เขากระโดงถูกต้อง ‘สนามช้างฯ’เดือด ฮึ่ม!ขู่ฟ้องกลับคดีแพ่ง-อาญา เรียกค่าเสียหายจากภาครัฐ

ยืนกรานได้สิทธิ์เขากระโดงถูกต้อง  ‘สนามช้างฯ’เดือด  ฮึ่ม!ขู่ฟ้องกลับคดีแพ่ง-อาญา  เรียกค่าเสียหายจากภาครัฐ

ยืนกรานได้สิทธิ์เขากระโดงถูกต้อง ‘สนามช้างฯ’เดือด ฮึ่ม!ขู่ฟ้องกลับคดีแพ่ง-อาญา เรียกค่าเสียหายจากภาครัฐ

วันศุกร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ยืนกรานได้สิทธิ์เขากระโดงถูกต้อง ‘สนามช้างฯ’เดือด ฮึ่ม!ขู่ฟ้องกลับคดีแพ่ง-อาญา เรียกค่าเสียหายจากภาครัฐ ‘มท.1’โยนอธิบดีที่ดินจัดการ

สนามช้างฯแถลงโต้ยันได้สิทธิ์ที่ดิน“เขากระโดง”ถูกต้องตามกฎหมาย เตือนหากการเมืองแทรกวงการมอเตอร์สปอร์ตไทยอาจล่มสลาย ขู่ฟ้องกลับคดีอาญา-ศาลปกครอง เรียกค่าเสียหายหากรัฐเพิกถอนโฉนด

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ที่สนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ นายตนัยศิริ ชาญวิทยารมณ์ ผู้อำนวยการสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต พร้อมด้วย นายประมูลชัย นพสุวรรณวงศ์ ผู้อำนวยการอาวุโสสายงานทรัพย์สิน และผู้อำนวยการสายงานการตลาดและการสื่อสาร สโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด, นายชนินทร์ แก่นหิรัญ ทนายความตัวแทนกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบ และตัวแทนประชาชนจังหวัดบุรีรัมย์ ผู้ประกอบการธุรกิจ และนิติบุคคลที่มีเอกสารสิทธิถูกต้องตามกฎหมายในพื้นที่เขากระโดง จ.บุรีรัมย์ แถลงข่าวชี้แจงกรณีข้อพิพาทพื้นที่เขากระโดง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ จากการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ร่วมกันแถลงเพิกถอนเอกสารสิทธิที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ จำนวน 5,083 ไร่ (995 ราย) เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2568

นายชนินทร์กล่าวว่า ข้อพิพาทสิทธิในที่ดินบริเวณเขากระโดง แม้จะมีคำพิพากษาของศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์บางคดีที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) นำมาอ้าง แต่ภายใต้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคสอง คำพิพากษาดังกล่าวผูกพันเฉพาะคู่ความและที่ดินพิพาทในคดีเท่านั้น ไม่อาจยกขึ้นยันกับราษฎรผู้ถือเอกสารสิทธิตามกฎหมายในที่ดินแปลงอื่น ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าวและได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 127 และประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 2 และมาตรา 3 อีกทั้งยังได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาตรา37อีกด้วย ทั้งนี้ จนถึงปัจจุบันไม่ปรากฏว่า มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตและจัดซื้อที่ดิน พร้อมแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกาประกาศในราชกิจจานุเบกษา รับรองให้ รฟท. ได้รับพระราชทานโปรดเกล้าฯ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์บนที่ดินบริเวณเขากระโดงตามพระราชบัญญัติจัดวางการรถไฟและทางหลวง พ.ศ.2464 หรือกฎหมายอื่นใด ดังนั้น ที่ดินพิพาทจึงไม่ตกเป็น “ที่ดินรถไฟ” ตามนิยามในพระราชบัญญัติดังกล่าว

นายชนินทร์กล่าวอีกว่า ยิ่งไปกว่านั้น แผนที่สำรวจ (Exploitation Plan) ดังกล่าวจัดทำขึ้นเพื่อรองรับการขนย้ายหินบริเวณเขากระโดงชั่วคราว โดยอาศัยพระราชบัญญัติจัดวางการรถไฟและทางหลวง พ.ศ.2464 มาตรา 45 จึงไม่ใช่ทางรถไฟเพื่อใช้ในการเดินรถตามมาตรา 3 (3) ของพระราชบัญญัติเดียวกัน และไม่ใช่แผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกาที่ผ่านกระบวนการพระราชทานโปรดเกล้าฯ ตามกฎหมาย ข้อเท็จจริงข้างต้นยืนยันอย่างชัดเจนว่า ราษฎรผู้ถือครองเอกสารสิทธิโดยสุจริตยังคงมีสิทธิครอบครองและใช้ประโยชน์ที่ดินบริเวณเขากระโดงโดยชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ทุกประการ และได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศไทย อีกทั้งยังมีสิทธิในการต่อสู้และพิสูจน์ถึงความไม่ชอบของแนวเขตที่ดินที่ รฟท.กล่าวอ้าง

“หากนายภูมิธรรม เวชยชัย อธิบดีกรมที่ดิน และหรือหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องยังคงดำเนินการเพิกถอนโฉนดโดยยึดถือแผนที่หรือข้อมูลเท็จของ รฟท. เพื่อสนองนโยบายทางการเมือง อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายอย่างร้ายแรง ราษฎรทุกรายผู้ได้รับผลกระทบจะยืนหยัดปกป้องสิทธิของตนอย่างถึงที่สุด ไม่ว่าจะฟ้องเพิกถอนคำสั่งทางปกครองและเรียกค่าเสียหาย หรือดำเนินคดีอาญาฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เบิกความเท็จ ปลอมแปลงเอกสารราชการ และความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้กระทำต้องรับผิดจนกว่าคดีจะถึงที่สุด”

นายชนินทร์กล่าวว่า การเพิกถอนต้องชอบด้วยกฎหมาย และมีคนบิดเบือนว่าคำพิพากษาศาลฎีกาสามารถบังคับใช้ได้ทันที แต่คำพิพากษาของศาลไม่มีผลบังคับถึงบุคคลภายนอก ดังนั้นกรมที่ดินจึงไม่อาจเพิกถอนเอกสารสิทธิของราษฎรที่ไม่ใช่คู่ความในคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาได้ การที่ดำเนินการเพิกถอนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายผู้กระทำต้องรับผล ดังนั้นนายภูมิธรรมที่ทำในวันนั้นไม่สามารถทำได้ตามระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน

ด้านประชาชนจำนวนมาก และแฟนมอเตอร์สปอร์ตทั่วประเทศ เรียกร้องผ่านโซเชียลให้ แยกการเมืองออกจากผลประโยชน์ของชาติ พร้อมตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของการนำคำพิพากษาบางคดีมาใช้เป็นเหตุเพิกถอนเอกสารสิทธิในที่ดินจำนวนมาก ขณะเดียวกันนักวิเคราะห์ในพื้นที่ยังชี้ว่า หากสถานะทางกฎหมายของที่ดินไม่ชัดเจน ผู้สนับสนุนกีฬาทั้งจากทั้งภาครัฐและเอกชนในอนาคตจะหยุดชะงักทันที กระทบเศรษฐกิจอย่างรุนแรง

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรมว.มหาดไทย รักษาราชการนายกฯ กล่าวกรณีที่มีประชาชนในพื้นที่เขากระโดง รวมตัวกันคัดค้านการเพิกถอนโฉนดที่ดินเขากระโดงให้เป็นที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทยว่า การแก้ไขปัญหาในครั้งนี้ เป็นการแก้ไขปัญหาตามหลักกฎหมาย เพราะเราปกครองด้วยระบอบกฎหมาย แต่เมื่อหากรู้สึกว่าถูกรอนสิทธิ์ ก็สามารถร้องขอกระบวนการยุติธรรมได้เลย เราไม่ได้ปฏิเสธ หากเราทำตรงนั้นไม่ถูกต้อง จะแก้ปัญหาก็ว่ากันต่อไป แต่ขณะนี้เรากำลังปฏิบัติตามคำสั่งศาลฎีกา ซึ่งศาลฎีกายืนยันว่าเป็นที่ดินของรัฐ และเป็นมาตั้งแต่ต้น เราก็ปฏิบัติตาม เพราะฉะนั้นการยกเลิกเป็นไปตามกฎหมายอย่างแท้จริงทั้งหมด ส่วนคนที่รู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม ก็สามารถเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เราไม่ได้ปิดกั้นสิทธิ์ เมื่อถามว่า ขณะนี้กระบวนการยกเลิกอยู่ในขั้นตอนใด นายภูมิธรรม กล่าวว่า ขณะนี้ได้ดำเนินการไปตามหลักเกณฑ์และให้หลักการไปแล้ว มีการเปลี่ยนแปลงตัวอธิบดีกรมที่ดิน ก็ต้องรออธิบดีคนใหม่เข้ามาดำเนินการ ตนไม่ได้แทรกแซงกระบวนการ และตนได้บอกไปแล้วว่าถ้าได้ตัดสินใจไปตามอำนาจศาลที่มีอยู่ ผู้มีอำนาจหน้าที่ก็ต้องปฏิบัติ หากไม่ปฏิบัติก็จะโดนมาตรา 157 คือการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ แต่ตนไม่ขอเปิดเผยในรายละเอียด ขอให้ไปสอบถามกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เมื่อถามว่าจะย้อนกลับไปดำเนินคดีกับ อธิบดีกรมที่ดินคนเก่า หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า เดี๋ยวค่อยไปว่ากัน