เขมรยังตั้งแง่‘กู้ระเบิด-ปราบแก๊งคอลฯ’ ‘จีบีซี’ไฟเขียว13ข้อ ห้ามเคลื่อนย้ายเสริมกำลัง

เขมรยังตั้งแง่‘กู้ระเบิด-ปราบแก๊งคอลฯ’  ‘จีบีซี’ไฟเขียว13ข้อ  ห้ามเคลื่อนย้ายเสริมกำลัง

เขมรยังตั้งแง่‘กู้ระเบิด-ปราบแก๊งคอลฯ’ ‘จีบีซี’ไฟเขียว13ข้อ ห้ามเคลื่อนย้ายเสริมกำลัง

วันศุกร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เขมรยังตั้งแง่‘กู้ระเบิด-ปราบแก๊งคอลฯ’ ‘จีบีซี’ไฟเขียว13ข้อ ห้ามเคลื่อนย้ายเสริมกำลัง ต้องหยุดยิงอาวุธทุกประเภท ตั้งผู้สังเกตการณ์ติดตามผล

จว.ชายแดนไม่มีปะทะ“มทภ.2”เมิน“ฮุนเซน” ขอไทยงดใช้ F-16 โจมตี ย้ำ จำเป็นต้องปกป้องอธิปไตย ชี้ ไม่อยู่ในความคิดลอบสังหารผู้นำเขมร ย้ำผู้ว่าฯ คุมเข้มทุกพื้นที่จับตาสายลับ-โดรนสอดแนม ด้าน “บิ๊กเล็ก”บินถกจีบีซีไทย-เขมร เห็นพ้อง 13 ข้อตกลงเน้น “หยุดยิงอาวุธทุกประเภท-ห้ามเสริมกำลัง-ตั้งคณะติดตามผลนำโดยมาเลย์-หยุดปล่อยเฟกนิวส์-ห้ามโจมตีพลเรือน- ปล่อยเชลยต่อเมื่อยุติใช้กำลังอย่างสมบูรณ์” แต่เขมรไม่รับ2เงื่อนไข “ร่วมกู้ทุ่นระเบิด-ปราบแก๊งคอลฯ” รอไปถกจีบีซีรอบหน้า โยนผู้ว่าฯจว.ชายแดนพิจารณาให้ปชช.กลับภูมิลำเนาเดินหน้าจัดถก RBC ในอีก 2 สัปดาห์นำไปสู่การปฎิบัติ จากนั้นเดือนกย.ถกจีบีซี วิสามัยติดตามผล

เมื่อวันที่ 7สิงหาคม นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) เปิดเผยว่า ตั้งแต่ช่วงดึกของคืนที่ผ่านมา จนถึงช่วงเช้าเวลา 07.00 น. ของวันนี้ ไม่มีรายงานเหตุการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ในทุกพื้นที่ 7จังหวัดชายแดน ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 7 จังหวัด รวมทั้งฝ่ายปกครอง ทั้งระดับอำเภอ ตำบล ผู้ใหญ่บ้าน เร่งสำรวจความปลอดภัยในพื้นที่รับผิดชอบและแจ้งลูกบ้าน หากพบว่ามีความปลอดภัย สามารถกลับภูมิลำเนาได้ ส่วนพื้นที่ใดยังไม่ปลอดภัย ให้ระบุชัดเจน เพื่อให้ประชาชนชะลอการเดินทางกลับภูมิลำเนา ทั้งนี้ หากประชาชนพบเห็นอากาศยานไร้คนขับหรือโดรนยังบินรุกล้ำเข้ามาในพื้นที่เสี่ยง ขอให้แจ้งตำรวจหรือฝ่ายปกครองได้ทันที

มทภ.2รับมอบโดรนลาดตระเวน

ที่กองบัญชาการกองทัพบกพลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 (มทภ.2) ให้สัมภาษณ์หลังรับมอบอุปกรณ์โดรนลาดตระเวน เครื่องนุ่งห่ม รวมถึงของใช้ที่จำเป็นเพื่อนำไปมอบให้ทหารแนวหน้า จากมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน นำโดย นายปานเทพพัวพงษ์พันธ์ เพื่อนำไปมอบให้ทหารแนวหน้าว่า อุปกรณ์ที่ได้มอบให้วันนี้เป็นความจำเป็น ซึ่งเราจะเห็นว่าเป็นการรบสมัยใหม่ ไม่มีเวลาไปจัดซื้อจัดหาตามระบบราชการ ก่อนจะเข้าสู่ระบบงบประมาณต้องใช้เวลานาน พวกเราได้อุปกรณ์เหล่านี้จากกลุ่มพลังเพื่อแผ่นดิน ยามเฝ้าแผ่นดิน และประชาชนทั่วประเทศ ที่ได้มีส่วนร่วมปกป้องประเทศชาติในโอกาสนี้

สำหรับสิ่งของเหล่านี้ตนจะรีบนำไปให้ทหารแนวหน้า ใช้ป้องกันตัวเองลาดตระเวน การรักษาเขตแดนประเทศไทย ไม่ใช่เรื่องกองทัพอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของประเทศไทย ถ้าความมั่นคงไม่มี คนไทยก็อยู่ยาก ไม่ใช่เรื่องทหาร แต่เป็นเรื่องของคนไทยทั้งประเทศ ขอบคุณคนไทยที่มีความคิดทำเพื่อชาติเพื่อแผ่นดิน ซึ่งตนจะนำเรื่องนี้ไปบอกเล่าให้ทหารแนวหน้าได้รับทราบว่ามีคนไทยแนวหลัง ส่งกำลังใจและอุปกรณ์ที่จำเป็นมาให้ต่อเนื่อง จะทุ่นแรงน้องๆเป็นอย่างดี จากการที่ตนไปเยี่ยมทหารหน้าแนวขวัญกำลังใจดีนอกจากนี้ตนประสานหน่วยในพื้นที่สอบถามความต้องการในสิ่งที่ขาดแคลน ซึ่งสิ่งที่จำเป็นคืออุปกรณ์เทคโนโลยี และเครื่องนุ่มห่ม เป็นของใช้สิ้นเปลืองในช่วงหน้าฝน

ย้ำทหารหน้าแนวตรึงกำลังห้ามประมาท

พลโทบุญสินยังได้ประเมินท่าทีเขมรหลังการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปหรือจีบีซีว่า ในความคิดตนคิดว่าน่าจะไปในทิศทางที่ดี ในข้อเสนอ 8 เรื่อง 6 ประเด็น ตนให้ความสำคัญ ทหารไทยปัจจุบันอยู่ตรงไหนก็ให้อยู่ตรงนั้น คำนึงถึงเรื่องนี้เป็นหลัก ส่วนเรื่องอื่นเป็นเรื่องปกติที่ต้องคุยกัน เช่นการหยุดยิงซึ่งเราคุยกันอยู่แล้ว และสถานการณ์ต่อจากนี้เน้นย้ำให้ทหารหน้าแนวตั้งอยู่ในความไม่ประมาท และตรึงกำลังไว้ตลอด เรื่องแผ่นดิน ไม่สามารถคุมได้ด้วยเครื่องมือ ต้องใช้คนเฝ้า เปรียบเทียบกับท่าทีขอบกัมพูชาแล้ว เราต้องประกบไว้แบบนี้

ย้ำผวจ.จว.ชายแดนตื่นตัวเฝ้าระวัง

ถามถึงกรณีกองกำลัง BHQ หรือองครักษ์พิทักษ์ฮุนเซน สายลับกัมพูชาที่เข้ามาสอดแนมในไทย และมีการจับกุมได้ที่จ.บุรีรัมย์ พลโทบุญสินกล่าวว่า เราต้องสืบสวนต่อตามขั้นตอนว่าข้อเท็จจริงคืออะไรมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไรบ้าง ซึ่งทุกพื้นที่ตนไม่ประมาท และเรียนผู้ว่าราชการทุกจังหวัด ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรหรือ กอ.รมน.จังหวัด ตื่นตัวเฝ้าระวังร่วมกัน ส่วนคนที่ตำรวจจับกุมได้ที่บุรีรัมย์ มาจากกองกำลัง BHQ ใช่หรือไม่ ต้องรอการชี้แจงจากตำรวจ พร้อมยืนยันว่า ทหารหน้าแนวมีขวัญและกำลังใจดีพร้อมปกป้องอธิปไตย เพราะได้รับแรงสนับสนุนจากประชาชน

ห่วงทุ่นระเบิดมีอีกอื้อจี้เขมรเก็บกู้

“สถานการณ์ปัจจุบันไม่ได้กังวลอะไร หากคุยกันเข้าใจก็ไม่มีอะไร แต่หากคุยกันแล้วไม่เข้าใจก็พร้อมปกป้องอธิปไตยของเราต่ออย่างไรก็ตาม เราประเมินความจริงใจของกัมพูชาอยู่ เราไม่ประมาท”มทภ.2กล่าว และว่า ส่วนที่ทหารไทยวางรั้วลวดหนามใหม่ที่ช่องอานม้า หลังกัมพูชาเข้ามาตัดรั้วลวดหนามที่เราวางไว้นั้น คนกัมพูชาเข้ามาทำคอนเทนท์ เจ้าหน้าที่ให้ออกจากพื้นที่ไป พร้อมวางรั้วลวดหนามใหม่ เพื่อป้องกันฐานที่มั่นของเรา ในอนาคตจะมีกิจกรรมลักษณะนี้อยู่เรื่อยๆหรือไม่ มองว่าไม่มีปัญหา เราต้องห้ามอย่างเด็ดขาด แต่ข้อดีคือเขาไม่ได้นำอาวุธขึ้นมา อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าทุ่นระเบิดในพื้นที่ยังมีจำนวนมาก โดยเฉพาะพื้นที่ประสาทตาควาย อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ต้องประสานกัมพูชาเก็บกู้

เมินเขมรขอไทยงดใช้F16ออกรบ

ส่วนการเก็บศพของทหารกัมพูชา จากที่ตนลงพื้นที่ฐานปฏิบัติการภูมะเขือ ยังเห็นอยู่แต่ได้ประสานกับทางกัมพูชาแล้วให้มาเก็บศพไป ซึ่งกัมพูชาตอบรับมาแล้ว ยืนยันว่า ฝ่ายกัมพูชาต้องมาเก็บเองเราจะไม่เก็บให้ เพราะกระทบต่อมลภาวะทางอากาศของทั้งฝั่งไทยและกัมพูชา แต่หากเขาไม่ยอมเก็บเราก็มีมาตรการในการดับกลิ่น

ถามถึงกรณีสมเด็จฮุนเซน โพสต์ข้อความไม่อยากให้ไทยใช้ F-16ปฎิบัติการและขอร้องนานาชาติไม่ให้ขายเครื่องบินรบให้กับไทย พลโทบุญสินกล่าวว่า เป็นเรื่องของเรา เขาขอ ไม่ให้ใช้ก็ไม่เป็นไรแต่เราจะใช้เพื่อปกป้องอธิปไตยของเรา ส่วนข่าวการลอบสังหารสมเด็จ ฮุนเซน และฮุนมาเนตนั้น เป็นข่าวที่ออกมาจากสื่อของกัมพูชา เราไม่ได้ปฏิบัติอยู่แล้ว

โต้ล้ำแดนซัดเขมรลอบมาวางทุ่นระเบิด

พลโทบุญสินยังชี้แจงกรณีฝ่ายกัมพูชาออกมากล่าวหาทหารไทยรุกล้ำดินแดนของกัมพูชาว่า ทหารไทยไม่เคยรุกล้ำออกนอกเขตแดนไทย มีแต่ฝ่ายกัมพูชารุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ของไทย หลังฝ่ายกัมพูชาเข้ามาวางทุ่นระบิดในเขตพื้นที่ของไทย จนทำให้กำลังพลฝ่ายไทยได้รับบาดเจ็บ พร้อมยืนยันว่าฝ่ายไทยทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตยอยู่ในเขตพื้นที่ของไทย ไม่เคยรุกรานใคร

ปิดฉากถกจีบีซีไฟเขียว13ข้อตกลง

ที่ประเทศมาเลเซีย ผู้สื่อข่าวรายงานการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) ไทย-กัมพูชาสมัยวิสามัญ วันที่สี่ ซึ่งเป็นวันสุดท้ายใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง โดย 2 ฝ่ายเห็นพ้องแนวทางการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง 13 ข้อระหว่างกัน ซึ่งทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทย ร่วมจัดทำกับฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการฯกัมพูชา

จากนั้นพล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และพล.อ.เตียเสรย-ฮา รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหมกัมพูชา ได้ร่วมลงนามบันทึกผลการประชุม ซึ่งมีรายละเอียดตามที่ทั้งสองฝ่ายหารือและตกลงกันตลอด3 วันที่ผ่านมา ด้วยความหวังให้สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาคลี่คลาย นำมาซึ่งสันติภาพ และการอยู่ร่วมกันอย่างผาสุกของประชาชนสองประเทศ รวมถึงไทยสนับสนุนการใช้กลไกทวิภาคีพูดคุยอย่างมีประสิทธิภาพ

เห็นพ้องหยุดยิง-ไม่เพิ่มกำลังทหาร

สำหรับข้อตกลงหยุดยิง 13 ข้อระหว่างกัน มีสาระสำคัญ ดังนี้

1. ยุติการใช้อาวุธทุกประเภท การโจมตีต่อพลเรือน เป้าหมายพลเรือน และเป้าหมายทางทหาร ในทุกพื้นที่และทุกกรณี 2. รักษาสถานการวางกำลังในที่ตั้งปัจจุบัน สถานตั้งแต่ 28 ก.ค.68 โดยไม่มีการเคลื่อนย้ายกำลัง และไม่มีการลาดตระเวนไปยังที่ตั้งของอีกฝ่าย 3. ไม่เพิ่มเติมกำลังตลอดแนวชายแดนไทย – กัมพูชา

4. ไม่ทำการยั่วยุที่ส่งผลให้เกิดความตึงเครียด การมีกิจกรรมทางทหารเข้าไปยังดินแดนเขตน่านฟ้า หรือที่ตั้งของอีกฝ่าย ตามสถานการหยุดยิง ตั้งแต่ 28 ก.ค.68 และไม่สร้างโครงสร้างพื้นฐานทางทหารล้ำออกไปนอกขอบเขตของฝ่ายตน 5. ไม่ใช้กำลังต่อพลเรือน หรือเป้าหมายทางพลเรือนในทุกกรณี

ส่งคืนเชลยศึกต่อเมื่อยุติกำลังโดยสมบูรณ์

6. การปฏิบัติตามอนุสัญญาเจนีวา: ปฏิบัติต่อผู้ที่ถูกจับกุมการขอส่งตัวผู้บาดเจ็บมารักษาในสถานพยาบาลของอีกฝ่าย จะขึ้นอยู่กับศักยภาพในการรองรับของสถานพยาบาลแล้วแต่กรณี สำหรับทหารที่อยู่ในความควบคุมของอีกฝ่ายหนึ่งจะได้รับการปล่อยตัวและส่งกลับประเทศ หลังจากยุติการใช้กำลังโดยสมบูรณ์ รวมทั้งอำนวยความสะดวกในการส่งคืนร่างผู้เสียชีวิตอย่างสมเกียรติโดยเร็ว และจัดการศพภายใต้สภาพที่ถูกสุขลักษณะและด้วยความเคารพ 7. กรณีมีความขัดแย้งกันด้วยอาวุธทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจ ทั้งสองฝ่ายจะหารือกันในระดับปฏิบัติผ่านกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ เพื่อป้องกันการขยายตัวของสถานการณ์

8. เห็นชอบให้เพิ่มเรื่องการปฏิบัติ ดังนี้ 8.1 ดำรงการติดต่อสื่อสารอย่างต่อเนื่องระหว่างหน่วยทหารในพื้นที่ 8.2 จัดการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (RBC)ภายใน 2 สัปดาห์นับจากการประชุม GBC ในวันที่ 7 สิงหาคมนี้จบลง 8.3 ดำรงช่องทางการติดต่อสื่อสารโดยตรงระดับรัฐมนตรีและผู้บัญชาการทหารสูงสุดของทั้งสองประเทศ9.งดเว้นการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จหรือข่าวปลอม

จัดคณะสังเกตการณ์โดยมาเลย์จับตาหยุดยิง

ส่วนที่ 2 กลไกตรวจสอบการหยุดยิง 10. ทั้งสองฝ่ายต้องดำเนินการตามผลหารือเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 ซึ่งรวมถึงการหยุดยิงและการมีคณะผู้สังเกตการณ์จากประเทศสมาชิกอาเซียน นำโดยมาเลเซีย 11. เห็นชอบให้ RBC ในแต่ละพื้นที่ ดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิง โดยมีคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน ซึ่งนำโดยมาเลเซียเป็นผู้ร่วมสังเกตการณ์ โดย RBC จะพบกันเป็นประจำ และส่งรายงานให้ GBC ตามสายการบังคับบัญชาของแต่ละฝ่าย 12.ในระหว่างการจัดตั้งคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนที่มีมาเลเซีย เป็นผู้นำ จะใช้กลไกคณะผู้สังเกตการณชั่วคราว ซึ่งประกอบด้วยผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารประเทศสมาชิกอาเซียน ประจำประเทศไทย และกัมพูชา ทำหน้าที่แทนเป็นการชั่วคราว

ส่วนที่ 3 การประชุม GBC 13. ให้จัดการประชุม GBC หนึ่งเดือนหลังวันที่ 7 สิงหาคม 2568 (สถานที่จะตกลงกันภายหลัง) หรือมิเช่นนั้นการประชุม GBC วิสามัญ จะถูกจัดขึ้นเพื่อเจรจาการหยุดยิง

มาเลย์-อาเซียนหนุนข้อตกลงหยุดยิง

จากนั้น พล.อ.ณัฐพลแถลงว่าช่วงเช้าที่ผ่านมาพบกับดาโตะเซอรี อันวาร์อิบราฮิม (Dato’ Seri Anwar Ibrahim) นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ซึ่งมีพลเอก เตียเซยฮา รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหมกัมพูชาเข้าร่วมด้วย การหารือเป็นไปอย่างฉันท์มิตร โดยนายกฯมาเลเซียยินดีที่เห็นการหยุดยิงและความคืบหน้าที่ดีในการหารือกรอบจีบีซีไทย-กัมพูชา ครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการปฏิบัติตามการหยุดยิง

ทั้งนี้นายกฯมาเลเซียยืนหยัดชัดเจนว่าได้หารือกับผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียนต่างๆแล้ว และเห็นตรงกันว่าการแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นเรื่องทวิภาคีระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของไทย มาเลเซียจะเพียงช่วยประสานงานให้ทั้งสองฝ่ายหารือเพื่อแก้ปัญหากันเอง โดยมีอาเซียนสนับสนุน นอกจากนี้ นายกฯมาเลเซียยินดีที่การประชุมเจบีซี ไทยและกัมพูชาเห็นพ้องกันเรื่องของคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว ที่นำโดยผู้ช่วยผู้ทหารมาเลเซีย และประกอบด้วย ผู้ช่วยทูตทหารจากประเทศสมาชิกอาเซียนเท่านั้น โดยสหรัฐฯกับจีนจะไม่เข้าร่วม แต่ยินดีสนับสนุนตามที่ไทย-กัมพูชา เห็นสมควร

พล.อ.ณัฐพลยังกล่าวขอบคุณมาเลเซียที่เป็นคนกลางและช่วยประสานงานให้การประชุมครั้งนี้ผ่านไปเรียบร้อย โดยมีสหรัฐฯและจีน ร่วมสังเกตการณ์เช่นเดียวกับการประชุมพิเศษเมื่อ 28 กรกฎาคม 2568 โดยเป็นระดับเอกอัครราชทูต

แฉเขมรยังเสริมกำลัง-ส่งโดรนสอดแนม

การประชุม GBC ครั้งนี้ เป็นการติดตามประเด็นที่ผู้นำไทยและกัมพูชาได้หารือเมื่อ 28 กรกฎาคม ซึ่งทั้งสองฝ่ายตกลงให้หยุดยิง และตนย้ำในที่ประชุมว่า ตั้งแต่เวลาเที่ยงคืนของวันที่ 28 กรกฎาคม ฝ่ายไทยปฏิบัติตามสิ่งที่ผู้นำทั้งสองเห็นชอบร่วมกัน เรื่อการหยุดยิงอย่างเคร่งครัด แต่พบว่าฝ่ายกัมพูชาละเมิดหยุดยิงหลังเที่ยงคืนของวันที่ 28 กรกฎาคม ซึ่งไทยใช้ความอดทนอดกลั้นที่สุด และตอบโต้เพื่อป้องกันตนเองเท่านั้น แม้ปัจจุบันสถานการณ์ชายแดนสงบ แต่กัมพูชายังเสริมกำลังเข้าไปในพื้นที่ และยังใช้อากาศยานไร้คนขับ เข้ามาสอดแนมในพื้นที่ของไทย เป็นการยั่วยุและอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดระหว่างกัน

อีกทั้ง ยังมีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวบิดเบือน ไม่ช่วยสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเจรจาและฟื้นฟูความสัมพันธ์

“สำหรับการประชุม GBC ครั้งนี้ ฝ่ายกัมพูชาระดับนโยบาย แสดงให้เห็นความจริงใจต่อมาตรการหยุดยิงที่ตกลงกันไว้ การกระทำที่ละเมิดการหยุดยิงที่กล่าวมาข้างต้น อาจเป็นการดำเนินการโดยพละการของหน่วยงานในพื้นที่ ดังนั้นเจตนารมณ์ของตนที่เข้าประชุมวันนี้คือการหารือกับฝ่ายกัมพูชาอย่างตรงไปตรงมา ด้วยความจริงใจและสุจริตของทั้งสองฝ่าย เพื่อหาแนวทางทำให้การหยุดยิงเดินหน้าต่อไปอย่างยั่งยืน เพื่อนำสันติภาพและความสงบมาสู่ชายแดนไทย-กัมพูชาอีกครั้ง เพื่อประโยชน์ของคนสองประเทศ กลับมาใช้ชีวิตเป็นปกติ”พล.อ.ณัฐพลกล่าว

ตั้งผู้สังเกตการณ์ติดตามผล-ห้ามยั่วยุ

และว่า ส่วนผลการประชุมสำคัญครั้งนี้ สิ่งที่ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกันคือ 1.ตกลงยึดมั่นเรื่องการหยุดยิงอย่างเคร่งครัด ต้องครอบคลุมอาวุธทุกประเภท และคงกำลังไว้ในที่ตั้งเดิมนับตั้งแต่วันที่หยุดยิง โดยไม่มีการเสริมกำลังเพิ่มเติม2.ให้มีคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราวคือผู้ช่วยทูตทหารประเทศอาเซียนประจำประเทศไทยและกัมพูชา นำโดยผู้ช่วยทูตทหารมาเลเซียเข้าไปสังเกตการณ์พื้นที่อย่างสม่ำเสมอ โดยจะไม่มีการข้ามแดน และประสานงานกันใกล้ชิด คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค หรือ RBC และ GBC ในแต่ละประเทศ เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีการละเมิดการหยุดยิงโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

3.ทั้งสองฝ่ายจะหลีกเลี่ยงการกระทำที่เป็นการยั่วยุ ทั้งทางทหารและการให้ข้อมูลบิดเบือน หรือข่าวเท็จเพื่อเสริมสร้างบรรยากาศอำนวยการพูดคุย เพื่อหาทางออกโดยสันติ 4.ปฏิบัติตามกฏหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด โดยช่วงเฉพาะหน้าจะเก็บร่างผู้เสียชีวิตส่งกลับประเทศ และประกอบพิธีอย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ส่วนการส่งกลับเชลยศึกตามหลักกฎระหว่างประเทศ จะให้ส่งกลับทันทีที่มีการยุติการใช้กำลังโดยสมบูรณ์ซึ่งเป็นไปตามอนุสัญญาเจนีวา ฉบับที่ 3 โดยระหว่างนี้ตนได้ยืนยันว่าฝ่ายไทยได้ให้การดูแลบุคคลเหล่านี้ตามหลักกฏหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างครบถ้วน

เขมรไม่รับ2เงื่อนไข ‘กู้ระเบิด-ปราบแก๊งคอลฯ

พล.อ.ณัฐพลกล่าวอีกว่า 5.ทั้งสองฝ่ายจะรักษาช่องทางการพูดคุย และใช้กลไกทวีภาคีที่มีอยู่แก้ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นไม่ให้บานปลาย โดยหลังจากนี้จะจัดประชุม RBC ภายในสองสัปดาห์ เพื่อประสานการปฎิบัติตามสิ่งที่ได้ตกลงกันไว้ นอกจากนี้ จะประชุม GBC อีกครั้งใน 1 เดือนข้างหน้า เพื่อติดตามความคืบหน้าการผลประชุมครั้งนี้ และตนยังหยิบบกอีก 2 ประเด็นสำคัญ ซึ่งฝ่ายกัมพูชายังไม่ตอบรับ โดยขอให้การประชุมครั้งนี้เน้นเฉพาะการหยุดยิงก่อนและขอให้นำไปหารือในการประชุม GBC ครั้งต่อไปคือ

1.ความร่วมมือเก็บกู้ทุ่นระเบิด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความตึงเครียด จนนำไปสู่การใช้กำลังระหว่างกัน เรื่องนี้ฝ่ายไทยพร้อมให้ความร่วมมือกับกัมพูชาเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ที่มีการปะทะ และพื้นที่อื่นตลอดแนวชายแดน เพื่อความปลอดภัยของประชาชนทั้งสองฝ่าย 2.ความร่วมมือปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะการหลอกลวงออนไลน์ หรือออนไลน์สแกรม ซึ่งส่งผลต่อประชาชนคนไทยและประเทศอื่นในภูมิภาคอย่างกว้างขวาง

ย้ำต้องจริงใจร่วมมือจึงจะเกิดผลรูปธรรม

“ผมขอย้ำอีกครั้งว่า สิ่งที่ทั้งสองฝ่ายได้หารือและเห็นพ้องกันวันนี้ จะเกิดผลที่เป็นรูปธรรมได้ ต้องอาศัยความร่วมมือและความจริงใจของสองฝ่าย ขอยืนยันว่าฝ่ายไทยจะยึดมั่นให้ความร่วมมือ และการพูดคุยอย่างสุจริตใจและจริงใจต่อไป บนพื้นฐานของการเป็นเพื่อนบ้านที่ดี และหวังว่าฝ่ายกัมพูชาจะปฏิบัติตามเช่นเดียวกัน ท้ายที่สุดไทยและกัมพูชา เป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกันย้ายหนีจากกันไม่ได้ เราเป็นสมาชิกของครอบครัวอาเซียนด้วยกัน หากทั้งสองประเทศแก้ปัญหาได้เร็ว จะนำสันติภาพมาสู่พื้นที่ชายแดน และประชาชนสองประเทศ กลับมาใช้ชีวิตสงบสุขอีกครั้ง“ พล.อ.ณัฐพล กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรอบเวลาติดตามข้อตกลงหยุดยิง และจะพิจารณาให้ประชาชนกลับบ้านอย่างไร พล.อ.ณัฐพลระบุว่า การประชุม GBC วันนี้ ตนและรมว.กลาโหมกัมพูชาลงนามบันทึกการประชุมไปแล้ว ซึ่งจะเป็นกรอบการประชุม RBC ที่จะเกิดขึ้นภายใน 2 สัปดาห์ข้างหน้า และจะลงรายละเอียดภายในกรอบที่ได้ตกลงกัน และหลังจากนั้นอีก 1 เดือน จะประชุม GBC วิสามัญ เพื่อติดตามผล

ให้ผู้ว่าฯพิจารณาส่งคนกลับบ้าน

“แต่ในกรณีที่เกิดเหตุไม่พึงประสงค์ มีการปะทะกันเกิดขึ้น จะประชุม GBC วิสามัญ เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว” พล.อ.ณัฐพล กล่าวสำหรับประชาชนที่จะกลับภูมิลำเนา ปัจจุบัน ศบ.ทก. กำหนดให้ผู้ว่าฯแต่ละจังหวัดประสาน ผบ.หน่วยทหารในพื้นที่ได้โดยตรง เพราะสถานการณ์แต่ละจังหวัดไม่เท่ากัน จังหวัดใดมีความพร้อมสามารถกลับภูมิลำเนาได้ แต่สิ่งที่กองทัพห่วงคือปัจจุบันมีกระสุนและจรวดที่ฝ่ายกัมพูชายิงมาตกในชุมชน อาจยังหลงเหลืออยู่ จึงเร่งสำรวจ ดังนั้นประชาชนที่กลับภูมิลำเนาแล้ว หากพบเห็นวัตถุระเบิดดังกล่าวให้แจ้งหน่วยทหารและตำรวจในพื้นที่ เพื่อเข้าไปเก็บกู้

ชี้นิมิตหมายดีถ้าจริงใจปฎิบัติ

เวลา 17.10 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล  นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี แถลงหลังประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปสมัยวิสามัญ (GBC) ว่า ถือเป็นนิมิตรหมายที่ดีที่สามารถพูดคุยและเห็นพ้องร่วมกันในข้อตกลงที่มีการหารือกันในที่ประชุม ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่หากมีความจริงใจจริงจังในการปฏิบัติเรื่องนี้ให้สำเร็จลุล่วง ก็ให้การหยุดยิงนั้นสามารถเกิดผลโดยสมบูรณ์ รวมถึงเรื่องต่างๆก็จะเป็นไปตามข้อตกลง

ฮึ่มถ้าเขมรละเมิดฟ้องอาเซียน

 ผู้สื่อข่าวถามว่า หากมีการละเมิดข้อตกลงจะมีกลไกใดรองรับหรือไม่ นายภูมิธรรมกล่าวว่า ทั้งหมดนี้มีกระบวนการรองรับ แม่ทัพทั้งสองฝ่ายต้องคุยกัน  ซึ่งจะมีผู้ช่วยทูตทหารอาเซียนประจำประเทศไทยและผู้ช่วยทูตทหารอาเซียนประจำประเทศกัมพูชา และผู้ช่วยทูตทหารของมาเลเซียสังเกตการณ์ดูแล   ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ต้องเกิด ถ้าไม่เกิดอาเซียนก็ต้องเข้ามาช่วยเป็นพยานให้ เป็นเรื่องที่กฎหมายระหว่างประเทศจะดำเนินการ 

ถามว่าต้องมีการทบทวน เพื่อยกเลิก MOU43 หรือไม่ นายภูมิธรรมกล่าวว่า เป็นคนละเรื่องกัน MOU43ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ อันนี้เป็นเรื่องการหยุดยิง เพื่อไม่ให้เกิดเหตุบานปลายจนปะทะกัน ฉะนั้น MOU43 เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าจะคุยเรื่องนี้ต้องไปคุยอีกระดับหนึ่งตามกฎหมายทั้งหมด

‘มาริษ’ถก 70 ทูตและผู้แทนไทยทั่วโลก ชื่นชมผล GBC กำชับติดตามประเมินเฟคนิวส์กัมพูชา

'มาริษ'ถก 70 ทูตและผู้แทนไทยทั่วโลก ชื่นชมผล GBC กำชับติดตามประเมินเฟคนิวส์กัมพูชา

‘มาริษ’ถก 70 ทูตและผู้แทนไทยทั่วโลก ชื่นชมผล GBC กำชับติดตามประเมินเฟคนิวส์กัมพูชา

วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 21.19 น.

“มาริษ” ถก 70 ทูตและผู้แทนไทยทั่วโลก ชื่นชมผล GBC กำชับติดตามประเมินเฟคนิวส์กัมพูชา-ชี้ “ความจริงจะชนะทุกสิ่ง” ระบุจะเจรจาทางการทูต ต้องเคารพข้อตกลง 13 ข้อ

วันที่ 7 สิงหาคม 2568 นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นประธานการประชุมแบบออนไลน์ ร่วมกับ เอกอัครราชทูตไทย ผู้แทนสถานเอกอัครราชทูต และคณะผู้แทนถาวรไทยในต่างประเทศจาก 70 ประเทศ ทั่วโลก และกรมต่างๆ เพื่อชี้แจงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ทั้งผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป General Border Committee หรือ GBC ที่ประเทศมาเลเซีย พร้อมมอบนโยบาย และแนวทางในการดำเนินการของกระทรวงฯ และสำนักงานในต่างประเทศ เพื่อแก้ไขปัญหาสถานการณ์ชายแดนดังกล่าวอย่างบูรณาการร่วมกัน

นายมาริษ กล่าวถึงผลของการประชุม GBC และข้อตกลงที่เห็นพ้องร่วมกันทั้ง 13 ข้อว่า เป็นพัฒนาการ และก้าวสำคัญสำหรับการเจรจาการหยุดยิง บรรลุเป้าหมายที่ต้องการในเบื้องต้น ซึ่งต้องขอบคุณมาเลเซีย สหรัฐอเมริกา และจีน ณ ที่นี้ด้วย โดยกระทรวงฯ พร้อมให้การสนับสนุนกระทรวงกลาโหมในการดำเนินการเจรจาต่อไป ซึ่งที่ผ่านมา ก็ได้สนับสนุนการดำเนินงานของกระทรวงกลาโหม และทำงานร่วมกันอย่างใกล้ ตั้งแต่การเป็นฝ่ายเลขา การร่างเพื่อเสนอกรอบข้อตกลง โดยหลังจากนี้ ไทยพร้อมเปิดรับการเจรจาทวิภาคีผ่านช่องทางทางการทูต เพื่อสนับสนุนภารกิจของกระทรวงกลาโหม ภายใต้เงื่อนไขว่าฝ่ายกัมพูชาเคารพและดำเนินการตามข้อตกลงของการเจรจาหยุดยิงต่อไป 

นายมาริษ ขอบคุณเอกอัครราชทูต และกงสุลใหญ่ที่ทำหน้าที่ชี้แจงข้อมูล และนำเสนอความจริงกับประเทศต่าง ๆ และองค์การระหว่างประเทศอย่างเข้มแข็งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ตามนโยบาย และแนวทางของรัฐบาล ซึ่งกระทรวงฯ พร้อมสนับสนุนการดำเนินการของสถานเอกอัครราชทูต และสถานกงสุลใหญ่ทุกแห่งต่อไป

นายมาริษ ยังระบุว่า ตนเองได้ย้ำในการบรรยายสรุปเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ให้แก่คณะทูต และผู้แทนองค์การระหว่างประเทศประจำประเทศไทยว่า ความตึงเครียดระหว่างไทยกับกัมพูชา ไม่ได้เป็นสิ่งที่ไทยต้องการ และไทยไม่ได้รับประโยชน์อะไรจากเรื่องนี้ แต่ในเมื่อฝ่ายกัมพูชาได้เปิดฉากโจมตีไทยก่อน โดยเฉพาะการโจมตีเป้าหมายพลเรือน ซึ่งละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง ไทยจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องดำเนินการตอบโต้ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ และประเทศไทย ไม่เคยละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ไม่เคยเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือน และรัฐบาลไทย ยังคงยึดมั่นที่จะแก้ไขปัญหาเขตแดนกับกัมพูชาผ่านกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ด้วยความจริงใจและสุจริตใจ และหวังว่าฝ่ายกัมพูชาจะตอบสนองในลักษณะเดียวกัน โดยขอให้เอกอัครราชทูต และกงสุลใหญ่ ยังคงเดินหน้าชี้แจงข้อเท็จจริงกับประเทศเจ้าภาพต่อไป ซึ่งเหล่านี้ เป็นเนื้อหาหลักที่สำคัญในการชี้แจงกับต่างประเทศ ที่ “ความจริงจะชนะทุกสิ่ง” และขอให้เอกอัครราชทูต กงสุลใหญ่ และผู้แทนสถานเอกอัครราชทูต คณะผู้แทนถาวรไทยในต่างประเทศทั่วโลก ดำเนินการเชิงรุกในการเดินหน้าชี้แจงข้อเท็จจริง บนพื้นฐานของหลักฐานเชิงประจักษ์และพิสูจน์ได้ เพื่อย้ำความสุจริตใจ และความน่าเชื่อถือของประเทศไทย และการเป็นประเทศที่มีความรับผิดชอบต่อประชาคมระหว่างประเทศด้วย

ส่วนในเรื่องข่าวปลอม ซึ่งที่ผ่านมากัมพูชาดำเนินการอย่างเป็นระบบในทุกระดับนั้น นายมาริษ ได้กำชับขอให้เอกอัครราชทูต กงสุลใหญ่ และผู้แทนสถานเอกอัครราชทูต คณะผู้แทนถาวรไทยในต่างประเทศทั่วโลก ติดตามข่าวสารในสื่อท้องถิ่น ตลอดจนเครือข่ายต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินว่า ฝ่ายกัมพูชาได้ยุติการโจมตีด้วยข้อมูลที่บิดเบือนตามข้อตกลงแล้วหรือไม่ และรายงานกลับมายังส่วนกลาง และหากยังมีการดำเนินการเช่นนั้นอยู่ จะได้เร่งชี้แจงฝ่ายต่าง ๆ อย่างทันท่วงที พร้อมเน้นย้ำให้ประชาคมโลก อย่าหลงเชื่อข่าวปลอมของฝ่ายกัมพูชา โดยไม่ตรวจสอบข้อมูลกับฝ่ายไทยก่อน 

นายมาริษ ยังขอให้สถานทูต และกงสุลใหญ่ในประเทศที่มีชุมชนชาวกัมพูชาอยู่เป็นจำนวนมาก ติดตามความเคลื่อนไหว ถึงการเผยแพร่ข่าวเท็จที่จะกระทบกับภาพลักษณ์ของไทย และอาจจะเป็นการละเมิดข้อตกลงจากที่ประชุม GBC ด้วย และสำหรับเวทีพหุภาคีต่าง ๆ ทั้งเวทีสหประชาชาติ อาเซียน UNESCO ICRC และคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนฯ หรือ HRC และอื่น ๆ ขอให้เอกอัครราชทูต และกงสุลใหญ่ คงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่ระดับต่าง ๆ และฝ่ายเลขานุการของกลไกนั้น ๆ เพื่อชี้แจงจุดยืนของไทยในเวทีโลก และกรอบสำคัญที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะภายใต้อนุสัญญาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อรักษาท่าที ย้ำบทบาทที่สร้างสรรค์ และแสดงความยึดมั่นต่อพันธกรณีระหว่างประเทศของไทย

สำหรับประเด็นกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ หรือ IHL นั้น นายมาริษ ย้ำว่า เป็นกรอบสำคัญที่สามารถแสดงให้ต่างชาติเห็นว่า กัมพูชา เป็นฝ่ายละเมิดกฎหมายและหลักสากล โดยไทยดำเนินการตามกรอบกฎหมายอย่างเคร่งครัด ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศ โดยการประสานงานกับกองทัพบก ได้อนุญาตให้เจ้าหน้าที่ของ ICRC ลงพื้นที่เพื่อตรวจเยี่ยมและสังเกตการณ์สภาพความเป็นอยู่ของทหารกัมพูชาจำนวน 18 คนที่ยังคงถูกควบคุมตัวในฐานะเชลยศึก เพื่อยืนยันถึงความโปร่งใสของการดำเนินการของไทย และการปฏิบัติต่อเชลยศึกที่ยึดมั่นในหลักมนุษยธรรมภายใต้อนุสัญญาเจนีวาและกฎหมายระหว่างประเทศ

นายมาริษ ยังย้ำว่า ไทยยังคาดหวังให้ฝ่ายกัมพูชา ยึดมั่น และดำเนินการตามข้อตกลงอย่างจริงจังและจริงใจ ซึ่งไทยเองก็มีความมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าเจรจา เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศ ให้สามารถกลับมาเป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกันได้ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน ทั้ง 2 ประเทศ โดยเฉพาะของประชาชนที่อยู่ตามแนวชายแดน และของภูมิภาคอาเซียนโดยรวม

’สว.‘ลุยจันทบุรีแก้ปัญหาที่ดินทำกิน-ช้างป่า จับตาสานต่อโครงการขยายเขตไฟฟ้าเพื่อชาวบ้าน

’สว.‘ลุยจันทบุรีแก้ปัญหาที่ดินทำกิน-ช้างป่า จับตาสานต่อโครงการขยายเขตไฟฟ้าเพื่อชาวบ้าน

’สว.‘ลุยจันทบุรีแก้ปัญหาที่ดินทำกิน-ช้างป่า จับตาสานต่อโครงการขยายเขตไฟฟ้าเพื่อชาวบ้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.56 น.

’สว.‘ลุยจันทบุรีแก้ปัญหาที่ดินทำกิน-ช้างป่าเขาคลองพอก จับตาสานต่อโครงการขยายเขตไฟฟ้าเพื่อชาวบ้าน

เมื่อวันที่ 7 ส.ค.2568 คณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา นำโดย นายชีวะภาพ ชีวะธรรม ประธานคณะกรรมาธิการฯ พร้อมด้วยนายกัมพล ทองชิว นายสุเทพ สังข์วิเศษ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการฯ นายเฉลิมพันธ์ ยินเจริญ นายชนศวรรตน์ ธนศุภรณ์พงษ์ นางสาวรุ่งรัฏฏิกาล โพธิ์ไกร และนายจักรเพชร กุนทอง ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ นำคณะลงพื้นที่เทศบาลตำบลทับช้าง อ.สอยดาว จ.จันทบุรี เพื่อประชุมหารือและรับฟังข้อสรุปเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของประชาชนในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าตามมาตรา 121 แห่งพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 โดยมีนายประภาส พุ่มคนสิน นายกเทศมนตรีตำบลทับช้าง และตัวแทนประชาชนให้การต้อนรับ

นอกจากนี้ ยังได้มีการพูดคุยถึงโครงการขยายแนวเขตไฟฟ้าให้แก่ประชาชนในพื้นที่บ้านคลองพอก ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการผลักดัน โดยโครงการนี้มีจุดประสงค์หลักเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว และยังเป็นการร่วมหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของประชาชนในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาคลองพอก โดยมีผู้เชี่ยวชาญอย่าง นางสาววิสสุตา หมื่นตื้อ อาจารย์ประจำคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี ได้เข้าร่วมประชุมกับคณะด้วย

คณะกรรมาธิการฯ ยืนยันว่า จะเดินหน้าผลักดันการแก้ไขปัญหาและรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเรื่องการขยายแนวเขตไฟฟ้าบ้านคลองพอก เฟส 1 และเฟส 2 ที่ยังรอการดำเนินการต่อ และจะทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ.

ว่อนรายชื่อ 68 สส.ปชน ส่อชวดลงสนามเลือกตั้งรอบหน้า

ว่อนรายชื่อ 68 สส.ปชน ส่อชวดลงสนามเลือกตั้งรอบหน้า

ว่อนรายชื่อ 68 สส.ปชน ส่อชวดลงสนามเลือกตั้งรอบหน้า

วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.34 น.

ว่อนรายชื่อ‘สส.พรรคประชาชน’อ้างไม่ได้ไปต่อลงเลือกตั้งรอบหน้า มีทั้ง‘สส.ปาร์ตี้ลิสต์-เขต’ 68 ชื่อ เชื่อฝ่ายตรงข้ามปูดข่าวทำลายพรรค ระบุหากไม่มีข้อบกพร่อง-ฝ่าฝืนข้อบังคับพรรคก็ไม่มีปัญหา แต่ยอมรับ สส.กับทีมจังหวัดไม่ลงรอย  

เมื่อวันที่ 7  ส.ค.  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้มีการเผยแพร่รายชื่อ สส.พรรคประชาชน ที่อ้างว่าพรรคอาจไม่พิจารณาส่งลงสมัครรับเลือกตั้งในการเลือกตั้งรอบหน้าผ่านโซเชียล  โดยในส่วนของ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ประกอบด้วย 1.นายคำพอง เทพาคำ 2. นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทิดสกุล 3. น.ส.ศนิวาร บัวบาน 4. นายสุรวาท ทองบุ 5.นายองค์การ ชัยบุตร 6.นายพูนศักดิ์ จันทร์จำปี 7.นางชุติมา คชพันธ์ 8.นายณรงเดช อุฬารกุล 

ในส่วน ส.ส.เขต ประกอบด้วย 1.นายกมนทรรศน์ กิติสุนทรกุล 2. นายกัณตภณ ดวงอัมพร3. นายกันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ 4.น.ส.การณิก จันทดา 5. นายกิตติภณ ปานพรหมมาศ 6.นายเกียรติคุณ ต้นยาง 7. นายจรยุทธ์ จตุรพรประสิทธิ์ 8.นายเจษฎา ดนตรีเสนาะ 9. นายฉัตร สุภัทรวณิชย์ 10.นายเฉลิมพงษ์ แสงดี 11.นายชยพล สท้อนดี 12.นายชริน วงค์พันธุ์เที่ยง 13.นายชวาล พลเมืองดี 14.นายชัชวาล อภิรักษ์มั่นคง 15. นายชิตวัน ชินอนุวัฒน์ 16. นายฐากูร ยะแสง 17. นายณกร ชารีพันธ์ 18.นายณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์ 19. นายณัฐพงษ์ พิพัฒน์ไชยศิริ20.นายณัฐฑงษ์ สุมโนธรรม 21.นายตรัยวรรธน์ อิ่มใจ 22. นายทวิวงค์ โตทวิวงค์ 23. น.ส.ทิพา ปวีณาเสถียร 24.นายธัญธร ชนินวัฒนาธร 25. นายพงศธร ศรเพชรนรินทร์ 26. นายนนท์ ไพศาลลิ้มเจริญกิจ 27. นายนพดล ทิพยชล 28. น.ส.นิตยา มีศรี 29. นายประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ 30.น.ส.ปรัชญาวรรณ ไชยสืบ

31. นายปรีติ เจริญศิลป์ 32. น.ส.ปวิตรา จิตตกิจ 33. นางปัญญารัตน์ นันทภูษิตตานนท์ 34.นายปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์35. นายปิยชาติ รุจิพรวศิน 36.นายภัณกิล น่วมเจิม  37. น.ส.ภัสริน รามวงศ์ 38. ภูริวรรธก์ ใจสำราญ 39.นายยอดชาย พึ่งพร 40. น.ส.รภัสสรณ์ ปิยะโมสถ 41.นายรัชต์พงศ์ สร้อยสุวรรณ 42. น.ส.รัชนก สุขประเสริฐ43. นายวรท ศิริรักษ์ 44. น.ส.วรรณิดา นพสิทธิ์ 45. นายวรายุทธ ทองสุข 46. นายวิทวัส ติชะวาณิชย์ 47.นายวิทวิสิทธ์ ปันสวนปลูก 48.นายวีรภัทร คันธา 49. นายวีรวุธ  รักเที่ยง 50.นายวุฒินันท์ บุญชู 51.นายศักดินัย นุ่มหนู 52.นายศิรสิทธิ์ สงนุ้ย 53.นายศิริโรจน์ ธนิกกุล 54.นายศุทธสิทธิ์ พจน์ฐศักดิ์ 55. นายสกล สุนทรวาณิชย์กิจ 56.นายสมชาติ เตชถาวรเจริญ 57.นายสมดุลย์ อุตเจริญ 58.นายสรพัธ ศรีปราชฌ์ 59. สรวีย์  ศุภปณิตา 60. นายสาธิต ทวีผล 61.นายสุภกร ตันติไพบูลย์ธนะ 62. นายสุรพันธ์ ไวยากรณ์ 63.นายอนุสรณ์ แก้ววิเชียร 64. น.ส.อรพรรณ จันตาเรือง 65.นายอานุภาพ ลิขิตอำนวยชัย66. นายอิทธิพล ชลชราศิริ 67.นายเอกราช อุดมอำนวย 68.น.ส. แอนศิริ วลัยกนก

ทั้งนี้แหล่งข่าวจากพรรคประชาชน ระบุว่า  จากรายชื่อที่ปรากฏมานั้น สส. หลายคนที่ไม่น่าจะอยู่ในข่ายเนื่องจากมีบทบาทในสภาอย่างมาก ยกตัวอย่าง เช่น นายชยพล สท้อนดี สส.กทม.พรรคประชาชน ที่ติดตามในเรื่องงบประมาณกองทัพ การจัดซื้ออาวุธ อย่างโดดเด่น  แต่ก็มีบางคนที่ไม่มีบทบาทเท่าที่ควร  ขณะที่ในส่วนของ สส.แบบบัญชีรายชื่อนั้น พรรคประชาชนมีนโยบายไม่ยึดติดตัวบุคคล และให้คนรุ่นใหม่ได้เข้ามาทำหน้าที่ในสภา โดยเน้นความหลากหลายเพราะเราเป็นพรรคมวลชน  ซึ่งมีหลักสำคัญคือต้องมีตัวแทนของคนทุกกลุ่มในสังคม เช่น กลุ่มแรงงาน ชาติพันธุ์  กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ หรือด้านสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ในส่วนของลำดับปาร์ตี้ลิสต์ก็อาจสลับสับเปลี่ยนได้ไม่ใช่ว่าอยู่ในลำดับเดิมตลอดไป   อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาโดยรวมแล้วมีความเป็นไปได้น้อยที่จะเป็นจริงตามรายชื่อดังกล่าวว่าพรรคจะไม่ส่งลงเลือกตั้ง  โดยเชื่อว่าเป็นการสร้างกระแสจากฝ่ายตรงข้ามให้พรรคได้รับความนิยมน้อยลงมากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะนี้พรรคยังต้องหาคนมาทำงานทดแทน หากคดี 44 สส. ถูกพิจารณาวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญ 

แหล่งข่าว ยังระบุต่อว่า ที่ผ่านมาพรรคประชาชนมีแนวนโยบายในการปรับการทำงานของพรรค  โดยเลขาธิการพรรคจะดูแลตัวแทนของพรรคในระดับจังหวัด และสนับสนุนให้ทีมงานตัวแทนจังหวัดได้ทำงานควบคู่กับ สส.ในระดับพื้นที่ เพราะมองว่าเป็นการปรับโครงสร้างที่จะทำให้พรรคเข้มแข็งได้  แต่ที่ผ่านมาก็มีข้อท้วงติงจาก สส.ในที่ประชุมพรรคมาตลอดว่าการทำงานของตัวแทนจังหวัดที่ไม่เคยมีประสบการณ์ในการทำงานมาก่อน จะเป็นการทำงานย้อนแย้งกับการปฏิบัติที่ ของ สส.ที่ทำงานอยู่ และมีมุมมองแตกต่างกันในการทำงาน ซึ่งเป็นผลลบในการทำงานร่วมกันมากกว่า  แต่ในส่วนของพรรคยังมีความเชื่อว่าโครงสร้างนี้ ออกแบบเพื่อกระตุ้นให้ สส. ทำงานอยู่กับประชาชนในเขตพื้นที่และทำงานในสภา ตามบทบาทอย่างเต็มที่  ซึ่งสุดท้ายถ้าหาก สส. ไม่มีข้อบกพร่อง หรือฝ่าฝืนระเบียบและมติของพรรคก็ไม่มีปัญหาว่าพรรคจะไม่ส่งลงเลือกตั้งครั้งหน้า

‘ภูมิธรรม’ชู 13 ข้อคุย GBC นิมิตหมายดี หวังการหยุดยิง ย้ำไม่เกี่ยวเอ็มโอยู 43

'ภูมิธรรม'ชู 13 ข้อคุย GBC นิมิตหมายดี หวังการหยุดยิง ย้ำไม่เกี่ยวเอ็มโอยู 43

‘ภูมิธรรม’ชู 13 ข้อคุย GBC นิมิตหมายดี หวังการหยุดยิง ย้ำไม่เกี่ยวเอ็มโอยู 43

วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.32 น.

“ภูมิธรรม” ชี้นิมิตหมายอันดี หลังถกจีบีซี หากจริงใจจริงจัง ลั่นหากกัมพูชาละเมิดพร้อมฟ้องอาเซียนเป็นพยาน ปัดไม่เกี่ยว MOU43 

วันที่ 7 สิงหาคม 2568 เวลา 17.10 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปสมัยวิสามัญ (GBC) ว่า ถือเป็นนิมิตรหมายที่ดีที่สามารถพูดคุยและเห็นพ้องร่วมกันในข้อตกลงที่มีการหารือกันในที่ประชุม ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่หากมีความจริงใจจริงจังในการปฏิบัติเรื่องนี้ให้สำเร็จลุล่วงก็ให้การหยุดยิงนั้นสามารถเกิดผลโดยสมบูรณ์ได้ รวมถึงเรื่องต่างๆก็จะเป็นไปตามข้อตกลง

เมื่อถามว่า หากมีการละเมิดข้อตกลงจะมีกลไกใดรองรับหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ทั้งหมดนี้มีกระบวนการรองรับ แม่ทัพทั้งสองฝ่ายจะต้องมีการพูดคุยกัน ซึ่งจะมีผู้ช่วยทูตทหารอาเซียนประจำประเทศไทยและผู้ช่วยทูตทหารอาเซียนประจำประเทศกัมพูชา และผู้ช่วยทูตทหารของมาเลเซียสังเกตการณ์และดูแลครั้งนี้ ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ต้องเกิด ถ้าไม่เกิดอาเซียนก็ต้องเข้ามาช่วยเป็นพยานให้ เป็นเรื่องที่กฎหมายระหว่างประเทศจะดำเนินการ 

เมื่อถามว่าจะต้องมีการทบทวน เพื่อยกเลิก MOU43 หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า เป็นคนละเรื่องกัน MOU43ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ อันนี้เป็นเรื่องของการหยุดยิงเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์บานปลายจนมีการปะทะกัน ฉะนั้น MOU43 เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าจะคุยเรื่องนี้ต้องไปคุยอีกระดับหนึ่งตามกฎหมายทั้งหมด 

‘สว.กลุ่มอิสระ’เผยไม่เป็นผล ปมแห่ถอนชื่อ ยื่นถอดถอน 136 สว. ชี้มีกลยุทธ์รองรับไว้แล้ว

'สว.กลุ่มอิสระ'เผยไม่เป็นผล ปมแห่ถอนชื่อ ยื่นถอดถอน 136 สว. ชี้มีกลยุทธ์รองรับไว้แล้ว

‘สว.กลุ่มอิสระ’เผยไม่เป็นผล ปมแห่ถอนชื่อ ยื่นถอดถอน 136 สว. ชี้มีกลยุทธ์รองรับไว้แล้ว

วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.23 น.

‘สว.กลุ่มอิสระ’อ้างกม.ยื่นแล้วถอนชื่อไม่ได้ เมินถอนไปหาชื่อมาเติมได้ โวเตรียมรายชื่อรอบใหม่ไว้ 30 คนแล้ว เชื่อ’ประธานสว.‘ไม่กล้าดองเรื่องหวั่นผิด157

วันที่ 7 สิงหาคม 2568 น.ต.วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สว. ในฐานะแกนนำที่เข้าชื่อยื่นถอดถอน 136 สว. กล่าวถึงกรณีที่มีสว.อิสระบางส่วนถอนชื่อจากการถอดถอน  136สว. จนอาจทำให้เหลือเสียงไม่เพียงพอในการยื่นถอดถอนว่า ตามกฎหมายเมื่อมีการลงชื่อ และยื่นต่อประธานวุฒิสภาไปเรียบร้อยแล้ว ไม่สามารถถอนชื่อระหว่างทางได้ ถือว่ามีผลสมบูรณ์แล้ว  แต่ไม่เป็นไร จะถอนชื่อออกไปเท่าไร เดี๋ยวจะหาชื่อมาเติมเท่านั้น  หากมีสว.ถอนชื่อ จนไม่ครบตามจำนวนที่รัฐธรรมนูญกำหนด สว.กลุ่มอิสระจะล่าชื่อรอบใหม่ ตอนนี้เตรียมรายชื่อรอบใหม่ไว้แล้ว 30 คน ถ้าต้องยื่นใหม่ก็พร้อม แต่ยังไม่บอกจะยื่นเมื่อใด  รู้อยู่แล้วว่า ต้องมีเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้น จึงมีกลยุทธ์รองรับไว้อยู่แล้ว เพื่อความไม่ประมาท 

ผู้สื่อข่าวถามว่า สว.ที่ถอนชื่ออ้างว่า ถูกปลอมลายเซ็นและเข้าใจในสาระสำคัญของเนื้อหาผิด น.ต.วุฒิพงศ์ กล่าวว่า เรื่องการปลอมลายเซ็นไม่ทราบ เพราะไม่ได้อยู่ด้วยตอนลงชื่อ ส่วนที่บอกเข้าใจในสาระสำคัญผิด ดูแล้วพูดง่ายเกินไป ก่อนเซ็นก็ต้องอ่านเนื้อหา จะเข้าใจผิดได้อย่างไร คนที่ถอนชื่อออกไปนั้น ยังไม่ได้สอบถามสาเหตุ คิดว่าไม่จำเป็นต้องไปคุยด้วย ใครถูกหรือผิด เชื่อว่าประชาชนตัดสินได้  ส่วนถ้าประธานวุฒิสภาจะใช้วิธีดองเรื่องไม่ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญนั้น เชื่อว่าคงทำเช่นนั้น แต่ถ้าดองไว้ อาจมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157ได้  

คำร้องสอย136สว.ถูกตีตก หลังเข้าร่วมลงชื่อไม่ครบ20คน เหตุถูกปลอมลายมือชื่อ2คน-ถอดชื่อ1คน

คำร้องสอย136สว.ถูกตีตก หลังเข้าร่วมลงชื่อไม่ครบ20คน เหตุถูกปลอมลายมือชื่อ2คน-ถอดชื่อ1คน

คำร้องสอย136สว.ถูกตีตก หลังเข้าร่วมลงชื่อไม่ครบ20คน เหตุถูกปลอมลายมือชื่อ2คน-ถอดชื่อ1คน

วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.16 น.

คำร้องสอย 136 สว. ถูกตีตก หลังเข้าร่วมลงชื่อไม่ครบ 20 คน เหตุถูกปลอมลายมือชื่อ 2 คน และถอดชื่อ 1 คน ด้าน’ณัชชญ์พงศ์’ยันไม่ได้เข้าร่วมกับคณะของ’นันทนา’ แจ้งความลงประจำวันแล้ว

เมื่อวันที่ 7 ส.ค.2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีช่วงเย็นวันที่ 6 ส.ค.2568 นายณัชชญ์พงศ์ วงศ์มูลาลี สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ได้เข้าแจ้งความกับ พนักงานสอบสวน สน.บางโพ แล้ว หลังจากพบว่ามีลายมือชื่อของนายณัชชญ์พงศ์ ปรากฏอยู่ในเอกสารที่นำไปยื่นคำร้องถึงประธานวุฒิสภา ขอให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรม นูญ เพื่อพิจารณาวินิจฉัยให้ ส.ว.ที่ต้องคดีฮั้วเลือกจำนวน 136 คน หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวตามคำร้องของนางสาวนันทนา นันทวโรภาส สว.เเละคณะนั้น

นายณัชชญ์พงศ์ กล่าวถึงกรณีดังกล่าวข้างต้น ว่าตนยืนยันกับสื่อมวลชนอีกครั้งหลังไปลงบันทึกประจำวันที่สน.บางโพ  ว่า ไม่ได้ลงนามด้วยตัวเองและไม่เคยมอบอำนาจให้บุคคลใดลงชื่อแทนตนในกรณีนางสาวนันทนาเเละคณะเเถลงข่าวว่า รวบรวมรายชื่อ ส.ว.21คน ตามมาตรา 82 วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญยื่นต่อประธานวุฒิสภา เพื่อให้พิจารณาถอดถอน ส.ว. 136 คน ออกจากตำแหน่งกรณีเข้าข่ายผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 113 ว่าส.ว.ต้องไม่ฝักใฝ่หรือยอมตนอยู่ใต้อาณัติของพรรคการเมืองใดๆ พร้อมกับขอให้ศาลรัฐธรรม นูญมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือหยุดปฏิบัติหน้าที่เฉพาะส่วนการเห็นชอบกรรมการองค์กรอิสระ

สว.ณัชชญ์พงศ์ ระบุว่า ตนได้ตรวจสอบกับสำนักงานประธานวุฒิสภา พบว่าลาย มือในคำร้องไม่ใช่ของตนเเละมีสว.ที่โดนกระทำเหมือนตนอีก 2 คน ดังนั้น การลงลายมือชื่อของสว.ในเอกสารคำร้องนั้น มี สว.สนับสนุนคำร้องดังกล่าวไม่ถึง 20 คน

ขณะที่เเหล่งข่าวจาก สว.รายหนึ่ง กล่าวว่า ทราบข่าวนี้เมื่อช่วงเย็นวันที่ 6 ส.ค.เเละสายวันนี้ รู้สึกตกใจที่เกิดเหตุเเบบนี้กับสภาสูงทั้งๆที่เหตุเเบบนี้ไม่ควรเกิดขึ้นเพราะผิดกฎหมาย ขัดหลักจริยธรรม สร้างความเสื่อมเสียให้กับรัฐสภา ดังนั้น สว.ที่เป็นเเกนนำหลักในกรณีนี้ต้องชี้เเจงกับสังคมให้กระจ่าง   ซึ่งจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้  รวมทั้งไม่ควรอ้างว่าไม่ทราบว่าใครมาลงลายมือในคำร้องเเทน สว.3คนแต่อย่างใด  ทั้งนี้ หากสว.ที่ขับเคลื่อนเรื่องนี้ จะชี้เเจงว่าไม่รู้ว่าใครลงนามเเทนสว. 3 คนนั้น จะตอบเเบบนี้ไม่ได้ เพราะคำร้องมีหนึ่งชุด สว.ที่ขับเคลื่อนเรื่องนี้ต้องตรวจสอบบุคคลหรือสว.ที่จะมาลงนามในคำร้องนั้นๆว่า สว.คนนั้นเป็นบุคคลเดียวกันหรือไม่ หากมีคนอื่นลงนามเเทน สว.ลายมือนั้นย่อมโมฆะ เอกสารคำร้องนั้นย่อมตกไปเเละไม่มีผลทางกฎหมายทันที เเละความผิดทางกฎหมายสำเร็จเเล้ว

ในวันเดียวกัน  นายเดชา นุตาลัย สว. ได้ทำหนังสือบันทึกข้อความถึงเลขานุการวุฒิสภา ยืนยันว่าในเอกสารคำร้องดังกล่าว ไม่ใช่ลายมือชื่อของตน และตนยังไม่เห็นรายละเอียดคำร้อง

ขณะที่ พ.อ.หญิง ธณตศกร บุศราคม สว. ได้ทำหนังสือถึงประธานวุฒิสภา เพื่อขอถอดถอนรายชื่อออกจากคำร้องดังกล่าว เนื่องจากเข้าใจคลาดเคลื่อนในสาระสำคัญของการร่วมเสนอชื่อในครั้งนี้

ดังนั้น ในการเข้าชื่อของ สว. เมื่อวันที่ 6 ส.ค.ที่ผ่านมานั้น  มี สว. จำนวน 21 คน  เท่านั้น  ไม่ใช่30 คน ที่ยื่นเรื่องให้ประธานวุฒิสภา  โดยสำนักเลขาธิการวุฒิสภา ลงเลขรับที่ 6506 วันที่ 6 ส.ค.เวลา 12.04 น. เพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยหยุดปฏิบัติหน้าที่ จำนวน 136 คน แต่เมื่อมีการถูกปลอมรายชื่อ 2 คน และถอนรายชื่อไป 1 คน ทำให้มี สว.ลงชื่อไม่ครบ 20 คน ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ จึงส่งผลให้คำร้องนี้ตกไป
 

‘วิปรัฐบาล-ฝ่ายค้าน’เคาะแล้ว! ถกงบ 69 วาระสอง 13-15 ส.ค.นี้

'วิปรัฐบาล-ฝ่ายค้าน'เคาะแล้ว! ถกงบ 69 วาระสอง 13-15 ส.ค.นี้

‘วิปรัฐบาล-ฝ่ายค้าน’เคาะแล้ว! ถกงบ 69 วาระสอง 13-15 ส.ค.นี้

วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.14 น.

‘วิปสองฝ่าย‘ เคาะถกงบฯวาระสอง 13-15 ส.ค.นี้

เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 7 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมหารือร่วมกันระหว่างคณะกรรมการประสานงานในสภาผู้แทนราษฎร (วิป) ฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล ที่มีนายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 เป็นประธานการประชุม มีนางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะตัวแทนคณะรัฐมนตรี (ครม.) นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะประธานวิปรัฐบาล นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน), เพื่อพิจารณาการจัดสรรเวลาการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ในวันที่ 13-15 สิงหาคมนี้ โดยใช้เวลาประชุมประมาณ 1 ชั่วโมง

จากนั้นนายปกรณ์วุฒิ ให้สัมภาษณ์ว่า เบื้องต้นมีการตกลงกันว่าจะมีการประชุมในวันที่ 13-15 สิงหาคม โดยจะเริ่มตั้งแต่เวลา 09.00-23.30 น. และพิจารณาไปทีละมาตรา แต่ทั้งนี้ต้องดูหน้างานอีกครั้งว่าในวันที่ 13-14 สิงหาคม จะพิจารณาได้ถึงมาตราใดบ้าง ซึ่งหากพิจารณาไปได้ไม่เยอะ อาจจะมีการพูดคุยกันอีกครั้งในวันที่ 15 สิงหาคม

‘พงศ์กวิน’ แจงเด้ง ‘ปลัดแรงงาน’ เหตุหวั่นมีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน-ปมซื้อตึก Skyy9 

‘พงศ์กวิน’ แจงเด้ง ‘ปลัดแรงงาน’ เหตุหวั่นมีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน-ปมซื้อตึก Skyy9 

‘พงศ์กวิน’ แจงเด้ง ‘ปลัดแรงงาน’ เหตุหวั่นมีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน-ปมซื้อตึก Skyy9 

วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.10 น.

“พงศ์กวิน”แจง เด้งปลัดแรงงาน หวั่นมีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน- ปมซื้อตึก Skyy9 ปัดเกี่ยวการเมือง บอกขอเวลาคิด หาคนใหม่ ย้ำต้องมีความสามารถ

วันที่ 7 สิงหาคม 2568 เวลา 17.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.แรงงาน ให้สัมภาษณ์ถึง การโยกย้ายปลัดกระทรวงแรงงานว่า การตรวจสอบเป็นเรื่องเพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการตรวจสอบ เนื่องจากขณะนั้น นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม และเป็นผู้รับนโยบายจากบอร์ดประกันสังคมด้วย และเมื่อท่านมาเป็นปลัดฯ ก็สามารถคุมได้ทั้งกระทรวง จนอาจเกิดปัญหา ผลประโยชน์ทับซ้อน จึงจำเป็นต้องย้าย รวมถึงเรื่องของการซื้อตึก Skyy9

ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นเพราะมีความเกี่ยวข้องว่าเป็นคนของพรรคการเมืองอื่นหรือไม่ นายพงศ์กวิน กล่าวว่า ไม่เกี่ยวกัน ไม่ว่าจะพรรคไหน ถ้าทำดีก็ไม่มีปัญหา เราเอาตามข้อเท็จจริงมากกว่า 

เมื่อถามว่าการวางตำแหน่งปลัดกระทรวงแรงงานคนต่อไปจะใช้คนในกระทรวงฯหรือโยกย้ายจากกระทรวงอื่นมา นายพงศ์กวิน กล่าวว่า ขอเวลาตัดสินใจสักพัก เพราะมีหลายปัจจัยซึ่งต้องดูบอร์ดประกันสังคมด้วย เนื่องจากตำแหน่งปลัดกระทรวงแรงงาน จะต้องเป็นบอร์ดประกันสังคมด้วย ตนจึงอยากให้เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ โดยเฉพาะเรื่องการลงทุน เพราะประกันสังคมเป็นกองทุนขนาดใหญ่ มูลค่าถึง 2.7 ล้านล้าน

‘ไฮโซลูกนัท’ได้ประกันตัว! ‘ไพศาล’ ยันอาวุธสงครามมีใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย

'ไฮโซลูกนัท'ได้ประกันตัว! 'ไพศาล' ยันอาวุธสงครามมีใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย

‘ไฮโซลูกนัท’ได้ประกันตัว! ‘ไพศาล’ ยันอาวุธสงครามมีใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย

วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.05 น.

‘ไฮโซลูกนัท’ได้ประกันตัว! ‘ไพศาล’ ยันอาวุธสงครามมีใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย ตั้งทนายความสู้คดี

7 ส.ค. 68 นายไพศาล พืชมงคล อดีตกรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ด่วน ศาลได้กรุณาอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว นายธนา ธนากิจอำนวย หรือไฮโซลูกนัท แล้วเมื่อบ่ายวันนี้ 

สำหรับอาวุธสงครามที่ถูกกล่าวหานั้น ความจริงเป็นอาวุธสงครามที่มีใบอนุญาตให้มีและครอบครองถูกต้องตามกฎหมาย และจัดเก็บไว้ในที่จัดเก็บไม่ได้มีการพกพาไปไหนแต่อย่างใด
ไฮโซลูกนัท เป็นมวลชนนักสู้เพื่อประชาธิปไตย ที่ได้เข้าร่วมการต่อสู้กับ กปปส.อย่างเต็มที่มาแล้ว แล้วถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับการต่อสู้ครั้งนั้นหลายคดี
ในการต่อสู้คดีนี้ ไฮโซลูกนัทได้แต่งตั้งให้ทนายความ จากฝ่ายคดีพิเศษ ของสำนักคดีสำนักกฎหมายธรรมนิติ เป็นผู้แก้ต่างคดีให้”