‘พิชิต’ผ่าข้อตกลง GBC ชี้เหมือนไทยได้เปรียบ แต่ความจริงไม่!!

'พิชิต'ผ่าข้อตกลง GBC ชี้เหมือนไทยได้เปรียบ แต่ความจริงไม่!!

‘พิชิต’ผ่าข้อตกลง GBC ชี้เหมือนไทยได้เปรียบ แต่ความจริงไม่!!

วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.03 น.

‘พิชิต’ผ่าข้อตกลง GBC ชี้เหมือนไทยได้เปรียบ แต่ความจริงไม่!!

เมื่อวันที่ 7 ส.ค.2568 นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า “หยุดยิง ไม่หยุดรบ เหมือนไทยจะได้เปรียบในการเจรจา GBC แต่ไม่ใช่ครับ มองผ่านเป็นเรื่องดี คงทหารในพื้นที่ที่เป็นอยู่ปัจจุบัน แต่สาระสำคัญ ไม่ใช่การหยุดยิง (แท้ที่จริงหยุดยิงกลับเข้าทางกัมพูชา) สาระสำคัญคือ

1.ทุ่นระเบิด ที่กัมพูชา ไม่ยอมเก็บ ทั้งที่ผิดชัดเจน เราจะเอาอะไรไปบังคับ กัมพูชา ได้ละ เพราะเราลดการได้เปรียบแบบไร้เงื่อนไข
หากเราคงความได้เปรียบ อำนาจต่อรองจะไม่ใช่แบบนี้

2.ความรับผิดชอบต่อ อาชญากรสงคราม (เหตุผลตามข้อแรก)

3.เรื่องแก็งคอลเซ็นเตอร์ เรื่องนี้ กัมพูชา ไม่รับปาก
ก็ไหน แพทองธาร บอกว่า ที่รบกันเพราะปราบแก็งคอลเซ็นเตอร์สำเร็จจนเป็นผลงานไง ทำไมเจรจาหยุดยิง จึงมีข้อเรียกร้องเรื่องนี้

ผลการเจรจามันผิดตั้งแต่ไปรับเงื่อนไข หยุดยิงโดยไร้เงื่อนไข ของรัฐบาลนั่นละ เรื่องสำคัญ จึงไม่มีความกดดันไปยัง กัมพูชา”

ชักสงสัยแผ่นดิน-ประเทศนี้เป็นของใคร? พ่อแสนดีเนรมิตอะไรก็ได้ให้ลูก แม้แต่นายกรัฐมนตรี

ชักสงสัยแผ่นดิน-ประเทศนี้เป็นของใคร? พ่อแสนดีเนรมิตอะไรก็ได้ให้ลูก แม้แต่นายกรัฐมนตรี

ชักสงสัยแผ่นดิน-ประเทศนี้เป็นของใคร? พ่อแสนดีเนรมิตอะไรก็ได้ให้ลูก แม้แต่นายกรัฐมนตรี

วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.57 น.

วันที่ 20 มิถุนายน 2568 ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก Chaiyan Chaiyaporn ระบุว่า ตอนนี้ สื่อบางสื่อเริ่มมีการสร้างวาทกรรมแปลกๆ ให้เห็นใจว่า   ถ้าคุณแพฯต้องพ้นตำแหน่ง ก็ไม่เป็นไร  เพราะได้พาพ่อกลับบ้านแล้ว แม้จะไม่ได้เป็นนายกฯที่ดี แต่ก็เป็นลูกที่ดี ลูกกตัญญู งง กับ วาทกรรมนี้ สงสัยว่าคุณแพฯพาพ่อกลับบ้านยังไง ?

จริงๆ คุณพ่อกลับบ้านได้เพราะคุณลุงตู่ยอมลงนามทูลเกล้าฯขอพระราชทานอภัยลดโทษ

คุณนิด เศรษฐาได้เป็นนายกฯ แล้ว  ใครก็ไม่รู้ทำให้คุณนิดต้องตั้งคุณพิชิต ชื่นบานเป็น รมต  ทั้งที่คุณพิชิตเคยต้องคำพิพากษาให้จำคุกฐานละเมิดอำนาจศาลจากกรณีหิ้วถุงขนมใส่เงินสดสองล้านบาทไปมอบให้เจ้าหน้าที่ธุรการศาลในช่วงที่มีการพิจารณาคดีที่ดินรัชดา ของคุณทักษิณ ในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ลำพังคุณเศรษฐาไม่น่ามาสนใจตอบแทนอะไรให้คุณพิชิต คุณเศรษฐาเลยต้องถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้พ้นจากนายกฯ แถมต้องโดนติดป้ายขาดความซื่อสัตย์-ขาดจริยธรรมไปตลอดชีวิต(จริงๆ งานนี้ คุณเศรษฐาซื่อสัตย์ประดุจกวนอู มิใช่หรือ ?) 

แต่การพ้นตำแหน่งของคุณเศรษฐา ทำให้คุณแพฯได้เป็นนายกฯ โดยพลังผลักดันสำคัญนอกบ้านนอกพรรค คือ เสี่ยหนู ไม่มีเสี่ยหนู คุณแพฯก็ยากที่จะขึ้น ขณะเดียวกัน เมื่อคุณทักษิณกลับมา ก็สร้างปมให้สงสัยเรื่อง ป่วยทิพย์ ออกจาก รพ มาอยู่บ้าน สมเด็จฮุนเซนก็มาเยี่ยมถึงบ้านทันที  ไม่รู้มาเรื่องอะไร ทำไมคุยโทรศัพท์ทางไลน์กันไม่ได้ ทั้งๆที่ไม่ต้องเสียตังค์ คุณทักษิณออกโรงทำโน่นนี่นั่น เพื่อโชว์วิสัยทัศน์

ส่วนคุณแพฯก็ทำโน่นนี่นั่นผ่านการอ่านไอแพด พร้อมกับโชว์วิสัยทัศน์ด้านชุดๆกับรองเท้า และแลดูมีความสุขกับการเล่นเป็นนายกฯ และเอาไทยคู่ฟ้าเป็นบ้านตุ๊กตา วันดีคืนดี ก็จับเอา บรรดารมต มาเล่นแต่งตัว ใส่กางเกงสัตว์ต่างๆ ช้างบ้าง ตุ๊กแกบ้าง และมายืนเข้าแถวถ่ายรูป แชะๆ ออกมาเป็น “นี่ไงคะ ผลงานซอฟพาวเวอร์ของนู๋“แล้ววันดี คืนดี ลุงสมเด็จก็เกิดขัดใจ ไม่ได้ดั่งใจอะไรก็ไม่รู้ และก็ไม่มีใครรู้  ตั้งใจจะคุยเคลียร์อะไรก็ไม่รู้…..คลิปหลุด หลังจากนั้น คุณแพฯเริ่มรู้สึกจริงๆว่า มันไม่สนุกแล้ว 

เดี๋ยวจะยาวไป เอาเป็นว่า จริงๆแล้ว งานนี้ พ่อควรได้รางวัล ”นักสร้างนายกรัฐมนตรี“ (prime minister maker) ด้วย เพราะสามารถสร้างลูกให้เป็นนายกฯได้ หลังจากสร้างน้องเขยและน้องสาวให้เป็นนายกฯไปแล้ว

”อยู่บ้าน อย่านิ่งดูดาย ปั้นวัวปั้นควายให้ลูกเล่น“ พูดง่ายๆคือ ฝีมือระดับโทนี่แล้ว จะปั้นวัว ปั้นควายให้เป็นนายกฯ ก็ได้ (อย่าท้านะ !) เอาไทยคู่ฟ้ามาทำบ้านตุ๊กตาให้ลูกข้าเล่น เอาลูกน้องบริวารมาเป็นตัวตุ๊กตุ่นตุ๊กตาให้ลูกข้าสั่ง

คุณพ่อแสนดี เนรมิตอะไรก็ได้ให้ลูก แม้แต่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก็ทำให้ได้ ตกลง ชักสงสัยว่า แผ่นดินนี้ ประเทศนี้เป็นของใคร ?

‘นันทนา’หนาว!! จ่อชง’ป.ป.ช.’ฟันข้อหาละเมิดจริยธรรม

'นันทนา'หนาว!! จ่อชง'ป.ป.ช.'ฟันข้อหาละเมิดจริยธรรม

‘นันทนา’หนาว!! จ่อชง’ป.ป.ช.’ฟันข้อหาละเมิดจริยธรรม

วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.38 น.

‘นันทนา’หนาว!! จ่อชง’ป.ป.ช.’ฟันข้อหาละเมิดจริยธรรม ปมพาดพิงเพื่อนสว.ขายหมู

เมื่อวันที่ 7 ส.ค.2568 กรรมาธิการจริยธรรม สว. ที่มี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ เป็นประธาน มีมติในการประชุมต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาเห็นว่าถ้อยคำของสว.นันทนา  นันทวโรภาส เปรียบเทียบเพื่อนสว.นางแดง กองมา ที่ได้รับเลือกเป็นกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ ของสว.เมื่อเดือนกันยายน 2568 เป็นแม่ค้าขายหมู เข้าข่ายละเมิดจริยธรรม  

สว.สายน้ำเงินคนหนึ่งเปิดเผยเตรียมส่งรายงานของกมธ.จริยธรรมฯ ให้ที่ประชุมใหญ่สว.ให้ความเห็นชอบ กรณีที่ประชุมสว.มีมติด้วยเสียง 3 ใน 5 หรือ 120 คน จะส่งเรื่องต่อให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อพิจารณาในข้อหาละเมิดจริยธรรม  

หากป.ป.ช.มีมติเห็นตามคำร้องของสว.ต้องส่งเรื่องต่อให้ศาลฏีกาพิจารณา บรรทัดฐานของศาลฎีกาที่ผ่านมานักการเมืองที่ถูกตัดสินมีความผิดละเมิดจริยธรรมร้ายแรงถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิตทุกคน

ทั้งนี้ น.ส.นันทนา เคยให้สัมภาณ์สื่อหลังการเลือกกมธ.พัฒนาการเมือง เมื่อเดือนกันยายน 2568 “ดิฉันเป็นคนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากการเกลี่ยตรงนี้เช่นเดียวกัน ซึ่งดิฉันสื่อสารทางด้านการเมือง และทำงานเกี่ยวกับการพัฒนาการเมืองมาโดยตลอด ดิฉันถูกโหวตออกจาก กมธ.พัฒนาการเมือง ฯ ได้คนที่ขายหมูเข้ามาอยู่ในกมธ.พัฒนาการเมือง ฯ ผลจากการโหวตผู้ที่สมัครเข้ามา ก็ใช้เสียงข้างมากเช่นเดิม ขอฟ้องประชาชนว่าขบวนการที่จะคัดสรรผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งกมธ. ไม่ได้เป็นไปตามฐาน หรือโปรไฟล์กลุ่มของคนที่มาสมัครเป็น สว.แต่มาจากกระบวนการที่ใช้เสียงข้างมากในการโหวต”

‘สส.ปชน.’ แนะ ‘รัฐบาล’ เข้มรับมือสถานการณ์ชายแดน ‘ไทย-กัมพูชา’ ชี้ช่องใช้จังหวะนี้เสริมกำลังบำรุง

‘สส.ปชน.’ แนะ ‘รัฐบาล’ เข้มรับมือสถานการณ์ชายแดน ‘ไทย-กัมพูชา’ ชี้ช่องใช้จังหวะนี้เสริมกำลังบำรุง

‘สส.ปชน.’ แนะ ‘รัฐบาล’ เข้มรับมือสถานการณ์ชายแดน ‘ไทย-กัมพูชา’ ชี้ช่องใช้จังหวะนี้เสริมกำลังบำรุง

วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.17 น.

‘สส.ปชน.’ แนะ ‘รัฐบาล’ เข้มรับมือสถานการณ์ชายแดน ‘ไทย–กัมพูชา’ ชี้ช่องใช้จังหวะนี้เสริมกำลังบำรุง ผนวกนโยบายจัดซื้อยุทโธปกรณ์ให้เป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมในประเทศ

วันที่ 7 สิงหาคม 2568 เมื่อเวลา 14.45 น. ที่รัฐสภา นายชยพล สท้อนดี สส.กทม. พรรคประชาชน ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การทหาร สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยน.ต.บดินทร์ สันทัด อนุกรรมาธิการศึกษาและแก้ไขกฎหมายอุตสาหกราม ป้องกันประเทศและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง แถลง แนะนำรัฐบาลกรณีการซื้อยุทโธปกรณ์
โดยนายชยพล กล่าวว่า ตนมีความเป็นห่วงและมีความกังวลต่อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่มีความขัดแย้งกันบริเวณชายแดน และมีความห่วงใยถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่มีความห่วงใยไปถึงกองทัพคือเรื่องของการส่งกำลังบำรุงที่จะทำให้เจ้าหน้าที่ที่อยู่หน้างานสามารถปฏิบัติงานได้อย่างราบรื่น เช่น อาวุธยุทโธปกรณ์ และกำลังสนับสนุนต่าง ๆ 

นายชยพล กล่าวอีกว่า ขณะนี้เรากำลังเตรียมกฎหมายที่มีการร่างเอาไว้แล้ว โดยจะเป็นรากฐานและกลไกในการผลักดันให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้เทคโนโลยีที่ทำให้การจัดซื้อจัดจ้างทางการทหาร หรือทางลัดทั้งหมดสามารถใช้ให้เกิดอุตสาหกรรมภายในประเทศของเราได้ เราขอสื่อสารไปถึงรัฐบาลในช่วงเหตุการณ์ที่เกิดการปะทะกันระหว่างไทยกัมพูชา โดยมีการยืดเยื้อออกไปเรื่อย ๆ จนทำให้เราจากเดิมที่คิดว่าจะต้องมีทรัพยากรเพียงแค่จำนวนหนึ่งในการที่จะปะทะกันประมาณสัปดาห์หรือเป็นเดือน ยืดยาวออกไปตามที่วางแผนไว้และยังไม่ทราบว่าจะยุติลงเมื่อใด 

นายชยพล กล่าวอีกว่า ทำให้เรื่องของการส่งกำลังบำรุงและการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ทั้งที่ใช้หน้างานและใช้สนับสนุนจำเป็นที่ต้องมีการวางแผนกันให้ดี ขอแนะนำว่าช่วงนี้เป็นเวลาที่ดีที่ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม ได้ออกมาสื่อสารว่าเหล่าทัพใดหากต้องการยุทโธปกรณ์ให้รีบจัดเตรียมคำขอมา จะได้มีการอนุมัติในการจัดซื้อยุทโธปกรณ์เป็นพิเศษ ถือเป็นโอกาสที่ดี ที่จะผนวกใช้กลไกในการผลักดันให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้เทคโนโลยีในบางส่วนเพื่อที่จะใช้โอกาสนี้ในการสร้างความเข้มแข็ง ให้กับผู้ประกอบการภายในประเทศไทย และให้ประเทศไทยยืนได้ด้วยตนเอง หากดูสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชาในขณะนี้มองได้ว่าอาจมีการยกระดับ และเป็นที่จับตาดูของประชาคมโลกมากขึ้นกว่าเดิม
ฉะนั้นถ้าเราจะหวังพึ่งยุทโธปกรณ์จากต่างประเทศในอนาคตอาจมีการสะดุดได้เช่นเดียวกัน หากต่างประเทศไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ระหว่างไทยกับกัมพูชา

นายชยพล กล่าวอีกว่า ระหว่างนี้ที่เรากำลังจะมีการจัดซื้อจัดจ้างได้อยู่ หากเราซื้อมาแล้วใช้โอกาสนี้ในการสร้างความสามารถความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการในไทยทำให้อุปกรณ์และทรัพยากรหลายอย่างสามารถหาซื้อได้ตามผู้ประกอบการในไทย เพื่อใช้ในการทำงานในการปะทะระยะยาวได้ขึ้นด้วยจะถือเป็นโอกาสที่ดีที่รัฐบาลควรคว้าไว้อีกทั้งทางอนุกรรมาธิการได้มีร่างกฎหมายฉบับตั้งต้นหรือฉบับแรกไว้แล้ว โดยกำลังจะมีการขัดเกลาเพิ่มเติม ว่าจะมีการปรับใช้อย่างไรดีให้เกิดประสิทธิภาพในช่วงเวลานี้ 

‘ภท.’เซ็ง’วันนอร์’ปิดประชุม หลังได้’รอง ปธ.สภาฯ คนที่ 1’ อดสะท้อนปัญหาชายแดน

'ภท.'เซ็ง'วันนอร์'ปิดประชุม หลังได้'รอง ปธ.สภาฯ คนที่ 1' อดสะท้อนปัญหาชายแดน

‘ภท.’เซ็ง’วันนอร์’ปิดประชุม หลังได้’รอง ปธ.สภาฯ คนที่ 1’ อดสะท้อนปัญหาชายแดน

วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.13 น.

อุตส่าห์เตรียมข้อมูลมาอย่างดี! ‘ภท.’ อย่างเซ็ง ประธานสภาฯ’ รีบปิดประชุมตั้งแต่ไก่โห่ หลังได้ ‘รอง ปธ.สภาฯ คนที่1’ อดสะท้อนปัญหา ปชช.ชายแดน โอดเสียงพวกเราดังน้อยไปหน่อย ไม่ถึงตัว รมต. 

วันที่ 7 สิงหาคม 2568 เมื่อเวลา 15.30 น. ที่รัฐสภา พรรคภูมิใจไทย(ภท.) นำโดยนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง แถลงกรณีประธานสภาฯ สั่งปิดการประชุมภายหลังวาระการเลือกรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่1ว่า เมื่อสักครู่นี้ประธานสภาฯได้ปิดประชุมไปก่อน ซึ่งจริง ๆ วันนี้ พวกเราเตรียมตัวกันมาตั้งแต่เช้า โดยเฉพาะสมาชิกที่อยู่บริเวณจังหวัดชายแดนที่ได้รับผลกระทบในหลายจังหวัด ซึ่งเราก็คือผู้ที่ได้รับผลกระทบ และอยู่หน้างานจริงๆ ที่สัมผัสกับประชาชนตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ และเราตั้งใจรวบรวมเอาปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนมาสะท้อนปัญหาสู่ผู้บริหารในสภา เมื่อเช้านี้ ยังดีใจที่เห็นรมช.มหาดไทย มาตอบกระทู้ถามสดเรื่องการแก้ไขปัญหาชายแดน สืบเนื่องกับวานนี้(6ส.ค.) ที่ตนเองในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การปกครอง สภาผู้แทนราษฎร ได้รับทราบข้อเท็จจริงที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ในรื่องการเบิกจ่ายเงินงบประมาณของรัฐบาล ทั้งที่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว รัฐมนตรีท่านนี้เองได้มาตอบกระทู้สด และมีการโฟนอินไปหาผู้ว่าฯ อุบลราชธานี โดยได้รับการยืนยันว่า สามารถเบิกเงินได้ แต่เมื่อความจริงปรากฏ ที่เบิกได้ คือ 55,000 บาท 

“พวกตนรู้ปัญหานี้ และตั้งใจสะท้อนปัญหานี้ บอกกับรัฐมนตรีตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว น่าเสียดายที่เสียงของพวกเราดังเบาน้อยไปหน่อย อาจไม่ถึงตัวรัฐมนตรี และอาจคิดว่าเป็นเรื่องเพ้อเจ้อ ว่าทุกสิ่งที่พวกเราพูดนั้น เป็นประเด็นด้านการเมือง ที่จะมาโจมตีรัฐบาล ซึ่งไม่ใช่” นายกรวีร์ กล่าว

นายกรวีร์ กล่าวต่อว่า ยังมีจังหวัดอื่นที่มีปัญหาในการดูแลประชาชนอีก จึงคิดว่าเวทีสภาฯ ควรเป็นปากเป็นเสียงให้ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ ตนกล้าพูดว่า ไม่มี สส.ที่ไหน ที่จะรู้ดีไปกว่าพวกตนที่ยืนตรงนี้ เพราะเราขลุกในพื้นที่ตั้งแต่วันแรกถึงวันนี้ เราเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่า หากมีโอกาสในการเสนอญัตติด่วน นำเอาปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนนำเสนอสู่รัฐบาล เพื่อให้เวลาที่เหลือนี้ รัฐบาลจะนำไปแก้ไขอย่างเร่งด่วน ไม่ใช่แก้ไขที่ปลายเหตุ ด้วยการไปย้ายผู้ว่าฯ เมื่อพบปัญหา ตนคิดว่ารัฐมนตรีในกำกับ ในกระทรวงที่ดูแล เมื่อรู้ปัญหาแล้ว ก็ควรเอาปัญหาไปแก้ไขให้กับประชาชนโดยด่วน 

นายกรวีร์ กล่าวด้วยว่า นอกจากนั้น ก็ยังมีเรื่องของบทเรียน ที่พวกเราคิดว่า นี่เป็นบททดสอบแรก ที่จะทดสอบความสามารถของรัฐบาล ในการรับมือกับภัยพิบัติ หรือวิกฤตการณ์ต่างๆ ของประเทศ เพราะอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ก็มีการคาดการณ์ว่า จะมีฝนใหญ่ และอาจเจอปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากเหมือนทุกปี ในการรับมือกับวิกฤตประเทศ ตนคิดว่ารัฐบาลควรใช้บทเรียนตรงนี้ทบทวน เพื่อวางมาตรการต่างๆ ในการใช้จ่ายงบประมาณกรณีฉุกเฉิน รวมถึงการปรับปรุงวิธีการทำงาน เพื่อสร้างสถานที่ ทั้งการอพยพ และการดูแลประชาชนอย่างเต็มที่

“ผิดหวังครับ ผิดหวังที่ สส.เราเตรียมกันไว้ ทั้งที่ผมก็มีการลุกขึ้นเสนอ ก่อนที่จะมีการลงมติเลือกรองประธานสภาฯ คนที่หนึ่งเสียอีก เราเสียเวลาไปอีกสัปดาห์ สัปดาห์ต่อไปก็ไม่รู้ว่า ความเดือดร้อนของประชาชนจะเป็นอย่างไร พวกเราจึงอยากใช้โอกาสนี้ หากประธานสภา ปิดตอน 1-2 ทุ่ม ก็เข้าใจได้ แต่ปิดตอนบ่ายสามโมงกว่า เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ยากจริงๆ เสียดายโอกาสตรงนี้ ที่จะได้นำเสนอข้อเท็จจริงสู่คณะรัฐมนตรีต่อไป” นายกรวีร์ กล่าว

‘ทนายบุรีรัมย์’ยันประชาชน มีสิทธิตามกฎหมาย ครอบครองที่ดินเขากระโดง

‘ทนายบุรีรัมย์’ยันประชาชน มีสิทธิตามกฎหมาย ครอบครองที่ดินเขากระโดง

‘ทนายบุรีรัมย์’ยันประชาชน มีสิทธิตามกฎหมาย ครอบครองที่ดินเขากระโดง

วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.46 น.

‘ทนายความบุรีรัมย์’ ตั้งโต๊ะแถลงโต้ ‘มหาดไทย’ แหลก ยัน ปชช. มีสิทธิ์ทางกม.ครอบครองที่ดิน ‘เขากระโดง’ ชี้‘รฟท.’ ไม่มีพรฎ.-แผนที่แนบท้ายอ้างกรรมสิทธิ์ ย้ำคำพิพากษาศาลฎีกาผูกพันเฉพาะคู่ความ และกังขาหลักฐานแสดงต่อศาลปม 35 รายเป็นเท็จหรือไม่  ลั่น มท.เพิกถอนเมื่อไหร่ฟ้องกราดรูดทั้งแพ่งและอาญา ด้าน ‘ศุภชัย’ ซัดแรงไม่ใช่กลั่นแกล้งแต่เข่นฆ่าทางการเมือง  ขณะที่ชาวบ้าน ชี้หากถูกยึดต้องชดใช้ 2 หมื่นล้าน ส่วน ‘ทิวา’ จวก ‘ภูมิธรรม’ ทีกับ‘เขมร’ ทำตัวเป็น ‘มะเขือเผา’ แต่กับคนไทยเป็น ’หมาป่า’ พร้อมขย้ำ ด้าน ‘เจ้าของโรงโม่หิน’ ยันมีโฉนดตั้งแต่รุ่นพ่อเชื่อทุกอย่างอยู่ที่หลักฐาน
   
วันที่ 7 สิงหาคม 2568 ที่สนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ตัวแทนประชาชนจังหวัดบุรีรัมย์ ผู้ประกอบการธุรกิจและนิติบุคคล ที่มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมายในพื้นที่เขากระโดง จ.บุรีรัมย์ ร่วมจัดงานแถลงข่าว เพื่อตอบโต้และชี้แจงกรณีการแถลงข่าวของ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย และ นายเดชอิศม์ ขาวทอง รมช.มหาดไทย เมื่อวันที่ 1 ส.ค.ที่ผ่านมา เรื่องการเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ในที่ดินกว่า 5,083 ไร่ ซึ่งมีผู้ถือครองมากถึง 995 ราย  

นายชนินทร์ แก่นหิรัญ ทนายความผู้รับผิดชอบคดีเขากระโดง ชี้แจงกรณีข้อพิพาทสิทธิในที่ดินบริเวณเขากระโดงต.อิสาณ อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ โดยยืนยันว่า สิทธิในที่ดินของประชาชนยังคงชอบด้วยกฎหมาย แม้จะมีคำพิพากษาศาลฎีกา และศาลอุทธรณ์บางคดีที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) นำมาอ้าง แต่ภายใต้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคสอง คำพิพากษาดังกล่าวผูกพันเฉพาะคู่ความ และที่ดินพิพาทในคดีเท่านั้น ไม่อาจยกขึ้นยันกับราษฎรผู้ถือเอกสารสิทธิตามกฎหมายในที่ดินแปลงอื่น ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว และได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา127 และประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 2 และมาตรา 3 อีกทั้งยังได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาตรา 37 อีกด้วย

นายชนินทร์ กล่าวต่อว่า จนถึงปัจจุบันไม่ปรากฏว่ามีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขต และจัดซื้อที่ดิน พร้อมแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกาประกาศในราชกิจจานุเบกษา รับรองให้ รฟท. ได้รับพระราชทานโปรดเกล้าฯ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์บนที่ดินบริเวณเขากระโดงตามพระราชบัญญัติจัดวางการรถไฟและทางหลวง พ.ศ. 2464 หรือกฎหมายอื่นใด ดังนั้นที่ดินพิพาทจึงไม่ตกเป็น “ที่ดินรถไฟ” ตามนิยามในพระราชบัญญัติดังกล่าว นอกจากนั้น แผนที่สำรวจ (Exploitation Plan) ดังกล่าว จัดทำขึ้นเพื่อรองรับการขนย้ายหินบริเวณเขากระโดงชั่วคราว โดยอาศัยพระราชบัญญัติจัดวางการรถไฟและทางหลวง พ.ศ.2464 มาตรา 45 จึงไม่ใช่ทางรถไฟเพื่อใช้ในการเดินรถตามมาตรา 3 (3) ของพระราชบัญญัติเดียวกัน และไม่ใช่แผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกาที่ผ่านกระบวนการพระราชทานโปรดเกล้าฯ ตามกฎหมาย

นายชนินทร์ กล่าวว่า ข้อเท็จจริงข้างต้นยืนยันอย่างชัดเจนว่า ราษฎรผู้ถือครองเอกสารสิทธิโดยสุจริตยังคงมีสิทธิครอบครอง และใช้ประโยชน์ที่ดินบริเวณเขากระโดง โดยชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ทุกประการ และได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศไทย และยังมีสิทธิในการต่อสู้ รวมถึงพิสูจน์ถึงความไม่ชอบของแนวเขตที่ดินที่ รฟท. กล่าวอ้าง

“หากนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย อธิบดีกรมที่ดิน รวมถึงหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องยังคงดำเนินการเพิกถอนโฉนดโดยยึดถือแผนที่หรือข้อมูลเท็จของ รฟท. เพื่อสนองนโยบายทางการเมือง อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายอย่างร้ายแรง ราษฎรทุกรายผู้ได้รับผลกระทบ จะยืนหยัดปกป้องสิทธิของตนอย่างถึงที่สุด ไม่ว่าจะฟ้องเพิกถอนคำสั่งทางปกครอง และเรียกค่าเสียหาย หรือดำเนินคดีอาญาฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เบิกความเท็จ ปลอมแปลงเอกสารราชการ และความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้กระทำต้องรับผิดจนกว่าคดีจะถึงที่สุด” นายชนินทร์ กล่าว

นายชนินทร์ กล่าวอีกว่า คดียังอยู่ในศาล เพราะ รฟท.ไปยื่นร้องศาลปกครองให้พิจารณาว่า อธิบดีกรมที่ดิน โดยคณะกรรมการมาตรา 61 ดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ แต่บังเอิญมาถูกซ้อนทางการเมือง   โดยรมว.มหาดไทยไปตั้งคณะกรรมซึ่งอยู่นอกกฎหมาย แล้วมาบอกว่าคณะกรรมการมาตรา 61 มิชอบ ซึ่งคณะกรรมการมาตรา 61 ใช้เวลา 1 ปี 8 เดือน กว่าจะตัดสินใจว่ารับฟังพยานรอบด้านหมดแล้ว มีความเห็นไม่เพิกถอน แต่คณะกรรมการที่แต่งตั้งโดยรมว.มหาดไทย ใช้เวลา 8 วัน ฝีมือจริงๆต้องเป็นเทพเท่านั้นจึงจะวินิจฉัยได้ 

“ฉะนั้น ใครก็แล้วแต่ที่ทำอะไรไว้ต้องรับผล ถ้าเกิดความเสียหายต่อประชาชน การเล่นเกมทางการเมืองของเขา เขาจะต้องรับผล” นายชนินทร์ กล่าว

นายตฤณ แก่นหิรัญ ทนายความ กล่าวว่า เมื่อ รฟท.ไม่สามารถแสดงสิ่งที่เป็นพยานหลักฐานที่กฎหมายกำหนดได้รฟท.จะมากล่าวอ้างลอยๆ ว่าที่ดิน 5,083 ไร่ เป็นที่ของรฟท.ไม่ได้ ที่ดินผืนนี้ไม่ใช่กรรมสิทธิ์ของ รฟท. จึงไม่อาจมาหวงห้ามเอกชนที่ใช้อยู่ทุกวันนี้ได้ ถ้า รฟท.คิดว่ามีหลักฐานที่ดีกว่าก็เอามาแสดงกัน เพราะประชาชนทุกคนที่อยู่ที่นี่พร้อมพิสูจน์ความจริงให้เป็นที่ประจักษ์ในชั้นศาล

เมื่อถามว่า ที่แถลงวันนี้ รฟท. ใช้เอกสารเท็จแสดงต่อศาลฎีกาในอดีตใช่หรือไม่  นายตฤณ กล่าวว่า ถ้ามาเทียบของจริง ก็ต้องบอกว่าไม่ถูกต้องกับข้อเท็จจริง และ ไม่ถูกต้องหลักในการทำภูมิศาสตร์ และสนเทศศาสตร์   เพราะแผนที่ของรฟท. ไม่ใช่แผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกา  โดยเอาหัวตนเป็นประกัน  และไม่ต้องไปดูมาตราส่วน หากเอามาตราส่วนมีคนติดคุกแน่นอน  และยืนยันเป็นข้อมูลเท็จกันมาถึงทุกวันนี้   

เมื่อถามต่อว่า ทั้ง35 รายที่ศาลฎีกาตัดสินไปแล้ว  และถูกเพิกถอนถือเป็นเอกสารเท็จใช่หรือไม่ นายตฤณ กล่าวว่าตนไม่กล่าวล่วงตอนตอนนำสืบช่วงนั้นเป็นไร เพราะพึ่งมารับผิดชอบคดีเมื่อ2 ปี  แต่ยืนยันว่าข้อมูลที่ตนมีถือว่ามีประโยชน์กับทั้ง 35 ราย หากต้องการเรียกร้องสิทธิ์คืน   
 
เมื่อถามว่าหากมีการนำเอกสารเท็จในอดีตต่อศาลจะติดคุกหรือไม่ นายตฤณ  กล่าวว่า ถ้าเป็นเอกสารเท็จก็ติดคุก 

เมื่อถามถึงความพร้อมจะพาผู้เสียหาย 995 รายในขณะนี้   ไปพิสูจน์สิทธิ์กับ รฟท. ในชั้นศาลใช่หรือไม่ หากถูกกรมที่ดินเพิกถอนโฉนด นาย ตฤณ กล่าวว่า แน่นอน หากมีคำสั่งเพิกถอนจริงๆ เราก็ต้องอุทธรณ์คำสั่งและว่าไปตามกฎหมาย 

เมื่อถามว่า จะดำเนินการอย่างไรกับรัฐมนตรีในกระทรวงมหาดไทย ที่สั่งให้กรมที่ดินเพิกถอนที่ดินพิพาท นายศุภชัยใจสมุทร ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า  สังคม เห็นกระบวนการของรมว.มหาดไทย และรมช.มหาดไทย  ที่เกี่ยวข้องที่เห็นว่าดำเนินการไม่ชอบด้วยฎหมายตั้งแต่ต้น  และ ตนเป็นห่วงว่า เมื่อได้อธิบดีกรมที่ดินคนใหม่แล้ว จะดำเนินการเรื่องนี้อย่างไรต่อไป เพราะต้องทำตามประมวลกฎหมายกฎหมายที่ดิน ซึ่งมาตรา 61 วรรค8 จะต้องเพิกถอนด้วยคำสั่งศาล ถึงที่สุด แต่วันนี้ชาวบ้าน 995 ราย ยังไม่มีคำพิพากษาอะไรเลยเพราะผูกพันแค่35 ราย จึงขอบอกว่า วันนี้การรถไฟบุกรุกที่ชาวบ้านอยู่  

“วันนี้ถ้า มท. 1 และมท. 3 และการรถไฟฯมาลงพื้นที่เขากระโดง  ถ้าพวกท่านไม่ยินยอม สามารถดำเนินคดีพวกเขาได้เลย  ดังนั้นหากทางกระทรวงมหาดไทย เริ่มเพิกถอน เมื่อไหร่ดำเนินคดีก็จะนับหนึ่ง และเมื่อถามว่าวันนี้เป็นการกลั่นแกล้งทางการเมืองหรือไม่ ผมขอบอกว่าตั้งใจเข่นฆ่าทางการเมือง” นายศุภชัย กล่าว

นายทิวา การกระสัง ทนายความ และ 1 ในเจ้าของที่ดินบริเวณเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนในกรณีพิพาทกับ รฟท. โดยระบุว่า ตนเองถือครองเอกสารสิทธิ์ในที่ดินประเภท นส.3 ตั้งแต่ปี 2510 ซึ่งการจะออกเอกสารสิทธิ์ดังกล่าวได้ ต้องมีการแจ้ง สค.1 มาตั้งแต่ปี 2497 ก่อนที่ตนเอง และหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะเกิดด้วยซ้ำ

นายทิวา ระบุว่า การที่ รฟท. อ้างกรรมสิทธิ์เหนือที่ดินในปี 2539 นั้น เป็นสิ่งที่ประชาชนไม่สามารถยอมรับได้ เพราะเกือบ 29 ปีที่ผ่านมา ไม่เคยมีหมุดหรือป้ายแสดงกรรมสิทธิ์ของ รฟท. แต่ว่า ปรากฏอยู่ในพื้นที่ที่ประชาชนอยู่อาศัยและครอบครองมาโดยสุจริต อีกทั้งยังตั้งคำถามว่า ใช้หลักคิดใดในการระบุว่าที่ดิน 5,083 ไร่ เป็นของรัฐ โดยอ้างคำพิพากษาศาลฎีกา

“ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า คำพิพากษาของศาลฎีกา ที่ตัดสินว่าที่ดิน 5,083 ไร่เป็นการบุกรุก และยึดที่หลวง เป็นเรื่องที่ช้ำใจ และเจ็บปวดมาก เพราะเราอยู่ตรงนี้มานาน อยู่โดยสุจริต มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมาย” นายทิวากล่าว

นายทิวา อธิบายเพิ่มเติมว่า หากพิจารณาตามหลักรัฐธรรมนูญ คำพิพากษาของศาลฎีกาไม่ได้ผูกพันองค์กรอื่น เช่นรฟท. กรมที่ดิน หรือประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะในกรณีที่ประชาชนเหล่านั้นไม่ได้เป็นคู่ความในคดี ความผูกพันทางกฎหมายมีเพียงผลของคำพิพากษา ไม่ใช่ข้อเท็จจริง ซึ่งคำตัดสินในแต่ละรายต้องพิจารณาตามพยานหลักฐานของแต่ละบุคคล

”คำพิพากษาศาลฎีกาทั้ง 39 ราย เป็นคำตัดสินเฉพาะราย ไม่ได้ผูกพันกับประชาชนอีก 995 รายที่ไม่ได้เป็นคู่ความเราในฐานะประชาชน ยืนยันว่าพร้อมต่อสู้คดี และขอให้รัฐเตรียมรับผิดชอบหากจะยึดพื้นที่กลับไปใช้งาน โดยต้องเตรียมงบประมาณเยียวยาประชาชนราว 20,000 ล้านบาท ตามหลักรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดให้รัฐต้องชดใช้ความเสียหายที่เกิดจากการกระทำของรัฐ” นายทิวา ระบุ

ในช่วงท้าย นายทิวายังกล่าวถึงท่าทีของ รฟท. ที่ขู่ว่าหากไม่ยอมเจรจา จะนำที่ดินดังกล่าวไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์โดยตั้งคำถามกลับว่า ใช้อะไรคิด และมีหัวใจความเป็นคนไทยหรือไม่ พร้อมเปรียบเทียบกับท่าทีที่อ่อนโยนกว่านี้ที่หน่วยงานรัฐมีต่อประเทศเพื่อนบ้าน

“ทีกับกัมพูชา ทำตัวเป็นมะเขือเผา ไปเจรจาที่มาเลเซียก็ให้เขาพูดตั้งครึ่งชั่วโมง แต่พูดเองแค่ 3 นาที พอเจอคนไทยกลับทำเหมือนเป็นหมาป่าจะขย้ำเหยื่อ” ทิวา กล่าว 

นายทิวา กล่าวทิ้งท้ายว่า หากมีการเพิกถอนเอกสารสิทธิ์จริง ประชาชนกว่า 995 รายในพื้นที่ พร้อมสู้คดีเต็มที่ และตนก็พร้อมเป็นทนายให้ทุกคนในเรื่องนี้

นายกิตติเทพ เจียรพันธ์ เจ้าของกิจการโรงโม่หิน  300 กว่าไร่ที่โดนคดี กล่าวว่า ตั้งแต่รุ่นพ่อของตน ทำกิจการรองโม่หินผลิตหินขายให้รฟท. เรางานส่งรฟท.มาตลอด ซึ่งการประกอบกิจการนี้ต้องซื้อที่ดินจำนวนมาก และต้องอยู่ใกล้กับรถไฟที่จะมาขนหิน ซึ่งโรงโม่หินของตนอยู่ในพื้นที่ที่รฟท.อ้างสิทธิ์ แต่ตนมีโฉนดตั้งแต่รุ่นพ่อประมาณปี 2514 หรือ2515 ซึ่งการได้โฉนดได้มาจากการซื้อ นส.3 จากชาวบ้านแล้วมาออกโฉนดภายหลัง 

“การออกโฉนดทุกครั้งจะมีเจ้าหน้าที่รฟท. มาเซ็นระวางแนวเขตข้างเคียง โดยสำนักงานที่ดินจะทำหนังสือส่งไปที่รฟท. ซึ่งรฟท.จะมีหนังสือมอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่จากรฟท. มาชี้ระวางแนวเขต ทุกครั้งที่ออกเป็นโฉนดได้ ก็มีเจ้าหน้าที่รฟท. มาระวางแนวเขตให้ทุกครั้ง แต่อยู่ดีๆวันนี่รฟท. บอกว่าที่ที่ออกโฉนดเป็นที่รฟท.ทั้งหมด ผมไม่ทราบว่าเขาพิจารณากันอย่างไร ส่วนการต่อสู้คดี ผมคิดว่าต้องลองสู้กันสักตั้งว่าจะเป็นอย่างไร ทุกอย่างขึ้นอยู่กับเอกสารหลักฐาน และดุลยพินิจของศาล“ นายกิตติเทพ กล่าว

นายกิตติเทพ กล่าวด้วยว่า สิ่งที่เกิดขึ้นคิดว่าเป็นเรื่องการเมืองที่โจมตีกัน ถ้าไม่ใช่เรื่องการเมือง ตนคิดว่าวันนี้เขากระโดงคงไม่มีเรื่องมีราวแบบนี้ แต่ทุกสิ่งทุกอย่างตนขอพึ่งทางผู้พิพากษาที่จะพิจารณาคดี ผู้เสียหายมีจำนวนมาก ซึ่งตนโดนมากที่สุด เพราะมีที่ดินตรงนี้ 1,000 กว่าไร่ เป็นที่ที่อยู่ในพื้นที่พิพาท 300 กว่าไร่

 

‘อานนท์’พูดถึงใคร? เล่าความหลังจาก กปปส. สู่ 3 กีบ กำลังรับกรรม

'อานนท์'พูดถึงใคร? เล่าความหลังจาก กปปส. สู่ 3 กีบ กำลังรับกรรม

‘อานนท์’พูดถึงใคร? เล่าความหลังจาก กปปส. สู่ 3 กีบ กำลังรับกรรม

วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.45 น.

7 ส.ค. 68 ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก Arnond Sakworawich ระบุว่า “เมื่อตอน กปปส ผมได้รับมอบหมายให้ไปปราศรัยเปิดเวทีที่สถานทีโทรทัศน์ NBT ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ผมไปแบบกระจอก ไม่แสดงตัวอะไร ไม่มีใครรู้ว่าผมเป็นใคร ผมก็แบกเป้นั่งหลังเวที มีวัยรุ่นชายสองคน ยกกลอง ยกเครื่องเสียง จัดเวที แล้วคุยกันว่า กูมาเล่นการเมือง หวังจะได้เป็นเจ้าคนนายคน เป็นใหญ่เป็นโตในบ้านเมือง แต่กูต้องมาเป็นแกนนำม็อบ แบกของ ยกของ ไม่ได้ห่าอะไรเลย ผมก็ฟังไปแล้วนึกไปว่า เด็กสองคนนี้ ถ้ามีอำนาจในบ้านเมืองแล้ว บ้านเมืองเรือหายแน่นอน เด็กคนนี้ต่อมาไปเป็นสามกีบ และต่อมาเผชิญวิบากกรรมอีกมากมายครับ ผมได้แต่รับฟังข่าวอย่างปลงแต่เข้าใจ”

.-008 

โซเชียลเดือด! 2 หนุ่ม ‘ปริศนานันทกุล’ ปะทะ ‘ธีรรัตน์’ ปมผู้ว่าฯ อุบล

โซเชียลเดือด! 2 หนุ่ม 'ปริศนานันทกุล' ปะทะ 'ธีรรัตน์' ปมผู้ว่าฯ อุบล

โซเชียลเดือด! 2 หนุ่ม ‘ปริศนานันทกุล’ ปะทะ ‘ธีรรัตน์’ ปมผู้ว่าฯ อุบล

วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.35 น.

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนต่างจับตา เนื่องจากหลายจังหวัดในพื้นที่ชายแดนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ทั้งนี้ มีการพูดคุยและวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมาก ถึงประเด็นที่ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ได้สั่งย้ายว่าที่ พ.ต.อดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ให้มาช่วยราชการที่กระทรวงมหาดไทย หลังมีปัญหาเรื่องการเบิกจ่ายงบประมาณในการช่วยเหลือดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งมีการเบิกงบทดรองราชการจ่ายเพียง 55,000 บาท จากที่รัฐบาลจัดสรรงบประมาณให้ 100 ล้านบาท

โดยก่อนหน้านี้ น.ส.ธีรรัตน์  สําเร็จวาณิชย์ รมช.มหาดไทย ได้โพสต์ชี้แจงผ่านเฟซบุ๊กถึงกรณีดังกล่าวว่า “ได้ทราบข่าวนี้แล้วค่ะ ที่มีการรายงานตัวเลขการเบิกจ่าย 55,600 บาท ของอุบลราชธานี ในภารกิจช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะในพื้นที่ชายแดน เมื่อเปรียบเทียบกับจังหวัดอื่นก็พบว่ามีความแตกต่างกันมาก เช่น สุรินทร์ 55,196,982 บาท, บุรีรัมย์ 14,160,000 บาท , ศรีษะเกษ 46,810,500 บาท , อุบลราชธานี 55,600 บาท

หากประเมินจากตัวเลขด้านบนนี้ ก็สะท้อนประสิทธิภาพของผู้ว่าราชการจังหวัดฯ แม้ว่าผู้ว่าฯ อุบลฯ จะชี้แจงต่อสภาฯ ว่าเบิกจ่ายได้ทั้งหมด และมีในส่วนของการบริจาคและโรงครัว ระราชทาน แต่ก็จำเป็นที่ต้องสอบถามหาสาเหตุนี้โดยเร็ว เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องไม่มีงบประมาณ หรือรัฐบาลไม่ให้การช่วยเหลือ ดิฉันได้สั่งการให้ ปภ. จังหวัดอุบลฯ รายงานค่าใช้จ่ายจากทุกแหล่งงบประมาณ รวมเงินบริจาคด้วย มาประกอบการพิจารณาต่อไปค่ะ” 

ขณะที่ในโพสต์ดังกล่าว นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การปกครอง สภาผู้แทนราษฎร เข้ามาตอบคอมเมนต์ว่า “ผมฟังก็อดแปลกใจไม่ได้ครับว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมสัปดาห์ที่แล้วในสภา ท่านรมต.อุตส่าห์โฟนอินจากทางบ้านท่านผู้ว่าตอบว่า “เบิกได้หมด” ทั้งๆที่สสในพื้นที่ก็พยายามจะสะท้อนปัญหาว่ามันเบิกไม่ได้ วันนั้นท่านเลือกที่จะเชื่อข้าราชการ วันนี้ความจริงปรากฏ ผมช่วยทำให้ท่านตาสว่างขึ้นมาแล้ว รอชมครับว่าท่านจะจัดการกับปัญหานี้อย่างไร ที่ปล่อยให้ข้าราชการโกหกรัฐมนตรีกลางสภาผู้แทนราษฎร และนี่คือเหตุผลที่ผมลุกขึ้นประท้วงท่านรัฐมนตรีเมื่อสัปดาห์ก่อนว่าไม่ควรให้โฟนอิน เป็นห่วงท่านรัฐมนตรีจะโดน uncle ที่ปลายสายหลอกลวง กลายเป็นแก๊ง call center แบบนี้ไงครับ ด้วยความเคารพ เชื่อในเจตนาที่ดีของท่าน ช่วยเร่งแก้ปัญหาให้ชาวบ้านเถอะครับ ขอบคุณครับ” 

น.ส.ธีรรัตน์ ก็เข้ามาตอบคอมมเนต์ว่า “ยังจำหัวเราะแห้ง แบบแก้เก้อของ สส. กรวีร์ ได้ค่ะ เข้าใจเลยว่าแย่แล้ว เราทำงานก็ให้เกียรติกัน ดิฉันลงไปพื้นที่ รับรู้อย่างไรก็ชี้แจงเช่นนั้น หากผู้ว่าท่านนี้ ที่มาจากการแต่งตั้งของรัฐมนตรีสมัยนั้น มีความบกพร่อง ก็ต้องตรวจสอบว่าเกิดจากตรงไหนค่ะ”


ขณะเดียวกัน นายภราดร ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ก็ได้เข้ามาคอมเมนต์ในโพสต์ดังกล่าวว่า “ไหนวันก่อนท่านบอก สส.ธนาพูดเลื่อนลอย เพ้อเจ้อ?? ท่านไม่ฟังเสียงผู้แทน ท่านฟังแต่เสียงข้าราชการ ไม่มีใครรายงานความอัปลักษณ์ให้ท่านทราบหรอก มีแต่ความสวยงาม วิ่งเล่นในทุ่งลาเวนเดอร์ รมต.ที่ดีต้องลงไปดูปัญหาในพื้นที่จริงถึงจะรู้ปัญหาและแก้ปัญหาได้หากมีสติปัญญามากพอ อย่าให้ใครเขามาถามท่านได้ว่ามีท่านไว้ทำไม

วันนี้ความจริงปรากฏแล้ว ท่านไม่ต้องขอโทษสส. ธนา แต่ท่านจะขอโทษประชาชนในความล่าช้าไม่ได้เรื่องนี้อย่างไร อย่าลืมว่าทุกวินาทีที่ท่านหายใจทิ้งไปมีประชาชนเรือนแสนทนทุกข์อยู่ ด้วยความเคารพท่านรมต.และไม่อยากเหนความผิดพลาดเกิดขึ้นอีก อย่าให้ใครมาพูดกันได้ว่าฝ่ายการเมืองโง่ง่าว โดนข้าราชการประจำต้มแล้วต้มอีก” 

อย่างไรก็ตาม น.ส.ธีรรัตน์ ได้ตอบคอมมเนต์สวนกลับว่า “อย่าพึ่งรีบร้อนเลยค่ะ เข้าใจว่าเสียหน้ามากๆ ในการที่พูดเลื่อนลอยในสภาวันนั้น เดี๋ยวรอทางผู้ว่าฯชี้แจงนะคะ ถ้าทำงานไม่ได้จริงๆ ก็ถือว่าผู้ที่ส่งผู้ว่าฯ ท่านนี้ที่มาจากอำนาจเจริญ มาเป็นผู้ว่าฯ ที่อุบลต้องพิจารณาตนเองด้วยค่ะ” 

แผนล้มมุ้งใหญ่สีน้ำเงินส่อแท้ง! รายชื่อสว.ไม่ครบ 20 คน ถูกปลอมรายชื่อ 2 อีก 1 ขอถอนชื่อ

แผนล้มมุ้งใหญ่สีน้ำเงินส่อแท้ง! รายชื่อสว.ไม่ครบ 20 คน ถูกปลอมรายชื่อ 2 อีก 1 ขอถอนชื่อ

แผนล้มมุ้งใหญ่สีน้ำเงินส่อแท้ง! รายชื่อสว.ไม่ครบ 20 คน ถูกปลอมรายชื่อ 2 อีก 1 ขอถอนชื่อ

วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.34 น.

แผนล้มมุ้งใหญ่สีน้ำเงินส่อแท้ง! รายชื่อสว.ไม่ครบ 20 คน ถูกปลอมรายชื่อ 2 อีก 1 ขอถอนชื่อ อ้างเข้าใจคลาดเคลื่อนในสาระสำคัญ ทำชะงักส่ง ‘ศาล รธน.’ สั่ง ‘136สภาสูง’ หยุดปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้  

เมื่อวันที่ 7 ส.ค.2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากอาคารรัฐสภา ว่า ตามที่สมาชิกวุฒิสภา (สว.) อิสระ  เข้าชื่อกันยื่นคำร้องต่อนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เพื่อขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยสมาชิกภาพของการเป็นสมาชิกวุฒิสภา จำนวน 136 คน สิ้นสุดลงนั้น ปรากฎว่านายธณัชญ์พงศ์ วงศ์มุลาลี สว. ได้เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บางโพทันที เมื่อวันที่ 6 ส.ค.หลังพบว่ามีชื่อลายมือชื่อของตัวเองปรากฏอยู่ในเอกสารดังกล่าว พร้อมยืนยันว่าไม่เคยเห็นเอกสารคำร้องและลงลายมือชื่อ

ล่าสุดวันที่ 7 ส.ค. นายเดชา นุตาลัย สว. ก็ได้ทำหนังสือบันทึกข้อความถึงเลขานุการวุฒิสภา ยืนยันว่าในเอกสารคำร้องดังกล่าว ไม่ใช่ลายมือชื่อของตน และตนยังไม่เห็นรายละเอียดคำร้อง 

ขณะที่ พ.อ.หญิง ธณตศกร บุศราคม สว. ได้ทำหนังสือถึงประธานวุฒิสภา เพื่อขอถอดถอนรายชื่อออกจากคำร้องดังกล่าว เนื่องจากเข้าใจคลาดเคลื่อนในสาระสำคัญของการร่วมเสนอชื่อในครั้งนี้

โดยสำนักเลขาธิการวุฒิสภา ลงเลขรับที่6506 วันที่ 6 สค.เวลา12.04 น.เพื่อ ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัย หยุดปฏิบัติหน้าที่ จำนวน 136 คน แต่เมื่อมีการถูกปลอมรายชื่อ2 คน และถอน รายชื่อไป1 คน ทำให้มีสว.ลงชื่อไม่ครบ20 คน ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด 

‘ณัฐวุฒิ’เชื่อโดยบริสุทธิ์ใจ ‘อิ๊งค์’คุย‘ฮุน เซน’ไร้เจตนาขายชาติ ลั่นเป็นเกมฝั่งเขมร

‘ณัฐวุฒิ’เชื่อโดยบริสุทธิ์ใจ ‘อิ๊งค์’คุย‘ฮุน เซน’ไร้เจตนาขายชาติ ลั่นเป็นเกมฝั่งเขมร

‘ณัฐวุฒิ’เชื่อโดยบริสุทธิ์ใจ ‘อิ๊งค์’คุย‘ฮุน เซน’ไร้เจตนาขายชาติ ลั่นเป็นเกมฝั่งเขมร

วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.15 น.

‘ณัฐวุฒิ’เชื่อโดยบริสุทธิ์ใจ ‘แพทองธาร’คุย‘ฮุน เซน’ไร้เจตนาขายชาติ ย้อนอ่านเกมกัมพูชา ตั้งใจละเมิดข้อตกลง ทำให้บานปลาย-รุนแรงหรือไม่ ชี้หากคนไทยแตกแยกอีกฝ่ายอาจฉวยโอกาส ชี้ไม่ต้องเชียร์รัฐบาล แต่ต้องสามัคคีกัน

เมื่อวันที่ 7 ส.ค.2568 ที่รัฐสภา นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงคดีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ในชั้นการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ กรณีคลิปเสียงสนทนาระหว่างนายกรัฐมนตรีกับสมเด็จ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาของกัมพูชา ว่าหากผลการวินิจฉัยไม่เป็นคุณ จะมีแผนรับมืออย่างไรบ้าง

โดยนายณัฐวุฒิ กล่าวว่า คงตอบแผนรับมือในนามรัฐบาลไม่ได้ แต่ทัศนะส่วนตัว เชื่อมั่นโดยบริสุทธิ์ใจว่าเจตนา เนื้อหาสาระ และวิธีการ ที่ น.ส. แพทองธาร ใช้หารือทางโทรศัพท์กับสมเด็จ ฮุน เซน ในวันนั้น ไม่ได้เป็นเจตนาทำลายประเทศ หรือขายชาติขายแผ่นดิน หรือยกอธิปไตยของแผ่นดินไทยไปให้ใครเขา 

“ผมยิ่งเชื่อมั่นมากเข้าไปอีกว่า เจตนาของประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะผู้นำทั้งหลาย ไม่บริสุทธิ์ตั้งแต่ต้น ถ้าเราฟังคำชี้แจงของทั้งกองทัพและกระทรวงการต่างประเทศต่อคณะทูตนานาชาติ ทั้งวันที่ 1 และ 4 ส.ค.จะชัดเจนว่า คำชี้แจงของไทยเป็นเอกภาพ และส่อแสดงเจตนาของอีกฝ่ายว่า ประสงค์จะให้เกิดความขัดแย้งในแนวชายแดนตั้งแต่ต้นปี ที่มีการจัดมวลชนไปร้องเพลงชาติ สร้างเงื่อนไขต่างๆ รวมทั้งการวางทุ่นระเบิด และฉีกทุกสนธิสัญญา ข้อตกลง เพื่อนำพาสถานการณ์มาถึงจุดนี้ให้ได้” นายณัฐวุฒิ กล่าว

นายณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า เมื่อมีข่าวว่าแรงงานชาวกัมพูชาหลั่งไหลกลับประเทศ ก็ฉุกใจคิดอีกว่า ในช่วงที่ยังไม่มีสถานการณ์ปะทะใดๆ ที่คนส่วนใหญ่เชื่อว่า จะไม่บานปลายรุนแรง สมเด็จ ฮุน เซน ได้เคยเรียกแรงงานกัมพูชากลับประเทศมาแล้ว โดยอ้างว่า เดี๋ยวมันจะมีเหตุรุนแรงตามมา หากมองย้อนกลับไป สงสัยว่า ท่านรู้มาตั้งแต่ต้นหรือไม่ว่าในที่สุดจะมีการใช้กำลังกัน และถ้ารู้ตั้งแต่ต้น ก็ดูวิธีเดินเกมของท่าน ก็คิดว่าเป็นคำตอบอยู่ในตัวเองแล้วหรือเปล่า

นายณัฐวุฒิ ย้ำว่า วันนี้ความสมัครสมานสามัคคีเป็นเอกภาพของคนไทย สำคัญและจำเป็นมากๆ ในการเผชิญหน้ากับสถานการณ์นี้ เราไม่สามารถคาดเดาแนวทางของอีกฝ่ายได้เลย เพราะไม่ยืนอยู่บนหลักการใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ยืนอยู่บนหลักเหตุผลอย่างที่ควรจะเป็น ยาวนานต่อเนื่องจนปัจจุบัน

“ถ้าจะบอกว่า นี่เป็นการพูดจาเรื่อยเปื่อยเลื่อนลอย ผมคิดว่าไม่ใช่ ผมคิดว่า นี่เป็นเรื่องยุทธศาสตร์ เขาต้องการสร้างเส้นเรื่องของเขาเอง จะปั้นน้ำเป็นตัวแค่ไหนก็ตาม แต่ทุกที่ ทุกเวที เขาจะเล่าตรงกันแบบนี้ทุกระดับ และสิ่งที่ทางการไทยจะต้องไปเจอ คือความจริงที่เราอดทนสร้างและรักษามาด้วยความชอบธรรม ต้องไปเจอกับความเท็จของเขาทุกเวทีเช่นกัน”  นายณัฐวุฒิ กล่าว

นายณัฐวุฒิ ระบุว่า ดังนั้นถ้าในประเทศไทย เราขาดเอกภาพทางความผิด ขาดความสมัครสมานสามัคคี และมีการปล่อยข่าวลือสร้างความสับสนเรื่อยๆ ข่าวลือนั้นจะเป็นเครื่องมือของอีกฝ่ายเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของข้อมูลจากประเทศไทย 

“ดังนั้น ผมคิดว่า ไม่จำเป็นต้องมาเชียร์รัฐบาล ชื่นชมรัฐบาล แต่จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเป็นทีมประเทศไทย และมองว่า รัฐบาลกับกองทัพเป็นคนละส่วนไม่ได้ เพราะเป็นเอกภาพมาตั้งแต่ต้น ผ่านการบริหารงานของ ศบ.ทก. ที่มีผู้นำทุกเหล่าทัพทำหน้าที่อยู่แล้ว ถ้าคนไทยสมัครสมานสามัคคี เกมโกหกพกลมใดๆ ก็ทำอะไรเราไม่ได้ แต่ถ้าเราแตกแยกให้เขาฉวยโอกาสได้แล้ว ก็น่าห่วงใย” นายณัฐวุฒิกล่าว

ส่วนหากการกระทำของ น.ส.แพทองธาร แม้จะไม่มีเจตนายกอธิปไตยของประเทศ แต่อาจถูกตัดสินว่า มีความผิดทางจริยธรรม นายณัฐวุฒิกล่าวว่า คำว่าจริยธรรมสำหรับตนเอง มันกว้างไกลเหลือเกิน และเมื่อเป็นเรื่องจริยธรรม ก็ไม่คิดว่าจะมีกระบวนการตุลาการใดๆ มาเป็นผู้ตัดสินด้วยซ้ำ นี่คือหลักการ แต่เมื่อกฎหมายบัญญัติไว้ให้เป็นดุลยพินิจของศาลรัฐธรรมนูญ ก็ขอรอให้ถึงวันนั้น คงไม่แสดงความคิดเห็นอะไรไปก้าวก่ายการทำหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ เพียงแต่ได้แสดงความคิดเห็นในหลักการไปแล้ว