‘ณัฐวุฒิ’เผยได้ข้อสรุป‘นิรโทษกรรม’ จ่อเพิ่มในบัญชีแนบท้าย เป็น‘25 ฐานความผิด’

‘ณัฐวุฒิ’เผยได้ข้อสรุป‘นิรโทษกรรม’ จ่อเพิ่มในบัญชีแนบท้าย เป็น‘25 ฐานความผิด’

‘ณัฐวุฒิ’เผยได้ข้อสรุป‘นิรโทษกรรม’ จ่อเพิ่มในบัญชีแนบท้าย เป็น‘25 ฐานความผิด’

วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.10 น.

“ปธ.กมธ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข”เผยได้ข้อสรุปเรื่องเวลา”นิรโทษกรรม” เริ่มตั้งแต่ปี 48 จนกฎหมายบังคับใช้ จ่อเพิ่มในบัญชีแนบท้าย เป็น”25 ฐานความผิด” ขีดเส้นเสร็จใน 2 เดือน ยันไม่ลืม”พี่น้องคนเสื้อแดงปี 53″ที่ยังไม่ได้ถูกเยียวยา ลั่นจะทำให้ออกมาดีที่สุดเท่าที่จะดีได้ เพื่อเป็นเครื่องมือคลายขัดแย้งทางการเมือง พร้อมรับหนังสือจาก”กลุ่มนิรโทษกรรม ปชช.”ชง 4 ข้อเรียกร้อง

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภา กลุ่มเครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชน พร้อมด้วยทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข ซึ่งมี นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เป็นประธานคณะกรรมาธิการฯ เป็นตัวแทนมารับหนังสือ

โดย น.ส.พูนสุข พูนสุขเจริญ ทนายความศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิสนุษยชน เป็นตัวแทน กล่าวว่า เนื่องจากเราเห็นว่า ร่างพระราชบัญญัติทั้ง 3 ฉบับ อาจจะไม่ครอบคลุมเพียงพอ ในการนิรโทษกรรมคดีทางการเมืองตลอดระยะเวลา 20 ที่ผ่านมา จึงมายื่นข้อเสนอถึงประธานคณะกรรมาธิการฯ 4 เรื่อง ดังนี้ 1.ระยะเวลาการนิรโทษกรรม ขอเสนอให้ครอบคลุมตั้งแต่ พ.ศ.2548 – 2568 หรือจนกว่าจะมีการบังคับใช้พระราชบัญญัติ 2.ในส่วนฐานความผิด เมื่อพิจารณาจากบัญชีแนบท้ายร่างพระราชบัญญัติ ที่มีเพียง 12 ข้อ หรือถือเป็น 20 ฐานความผิด ซึ่งทำให้อาจตกหล่นบางฐานความผิดได้ 3.คดีเยาวชน ตั้งแต่ปี 63 เป็นต้นมา มีเยาวชนผู้ถูกดำเนินคดี 286 ราย ซึ่งเราคิดว่า เยาวชนควรจะได้รับการนิรโทษกรรมไปด้วยในครั้งนี้ ไม่มีเหตุผลอะไร ที่จะไม่ควรรวมการนิรโทษกรรมให้กับเยาวชนที่อายุต่ำกว่า 18 ในทุกฐานความผิด

น.ส.พูนสุข กล่าวต่อว่า 4.คณะกรรมการ เสนอให้ควรจะมีองค์ประกอบของทางภาคการเมืองและภาคประชาชนเข้าไปด้วย เพราะในร่างพระราชบัญญัตินั้น องค์ประกอบหลัก จะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ หรืออดีตศาล อัยการ เป็นหลัก แต่เรื่องนี้ไม่ใช่พิจารณาว่า คดีไหนถูกหรือผิด หรือเป็นการเมืองไม่ใช่การเมือง จึงควรจะมีคนที่ถูกดำเนินคดี และคนที่ติดตามสถานการณ์เรื่องนี้มาตลอด เข้าไปเป็นองค์ประกอบของคณะกรรมการด้วย รวมถึงระยะเวลาที่คณะกรรมาธิการฯ พิจารณา ที่ไม่ว่าจะใช้เวลาเท่าไหร่ก็ตาม หากมีการกำหนดว่า คณะกรรมการนี้ จะยุบภายใน 6 เดือน หรือ 1 ปี หลังจากนั้น ก็ควรเปิดช่องให้ศาลยุติธรรมมีอำนาจในการพิจารณาคดี เผื่อมีคดีไหนตกหล่น และนอกเหนือจากที่คณะกรรมการ จะพิจารณาคดีนิรโทษกรรมแล้ว ก็ยังมีอีกหนึ่งประเด็นที่ควรพูดถึง คือเรื่องของการเยียวยา

ด้าน นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ใน 2 ประเด็นแรก เป็นเรื่องที่เห็นตรงกันอยู่แล้ว และคณะกรรมาธิการฯ ได้มีการประชุมรวมถึงมีความเห็นร่วมกันเป็นมติของที่ประชุมไปแล้ว คือกรอบเวลาเริ่มต้นปี 48 จนถึงวันที่กฎหมายประกาศใช้ ส่วนเรื่องฐานความผิด ในบัญชีแนบท้ายนั้น แน่นอนว่ายังไม่ครอบคลุม และตกหล่นเป็นจำนวนมาก ดังนั้น ในสัปดาห์ที่แล้ว กรรมาธิการฯ จึงมีการอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง และมีมติด้วยเสียงข้างมาก ว่าจะบรรจุบัญชีแนบท้ายพระราชบัญญัติให้ระบุทั้งความผิด โดยหลักคิดตรงกันว่า จะต้องเพิ่มจาก 12 ฐานความผิดในขณะนี้ จากการอ้างอิงรายงานผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการตราพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ที่มีการระบุไว้ 25 ฐานความผิด อย่างไรก็ตาม กรรมาธิการฯ ไม่ได้ปิดกั้น ที่จะมีการเพิ่มฐานความผิดอื่น หากพบข้อเท็จจริงว่า มีผู้ที่ถูกดำเนินคดียังคงตกหล่น ไม่ได้ระบุไว้ในร่างกฎหมาย ก็สามารถดำเนินการ ในขั้นตอนการพิจารณาได้ ส่วนเรื่องเยาวชนและองค์ประกอบของคณะกรรมการนั้น เนื่องจากยังไม่อยู่ในขั้นตอนการพิจารณา แต่ตนขอรับไว้ จะมีการนำไปหารือจนมีข้อสรุป และรายงานให้ทราบต่อไป แต่โดยเบื้องต้นในหลักการไม่มีอะไรขัดกันกับข้อเสนอนี้

นายณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า ยืนยันว่า การทำงานของคณะกรรมการฯ นั่งรวมกัน โดยคนที่เห็นต่างหรือเห็นตรงในทางการเมือง เพียงแต่เมื่อมีเจตนาร่วมกันว่า จะผลักดันสังคมไปสู่การคลี่คลายความขัดแย้ง โดยใช้การนิรโทษกรรมคดีความอันเกิดขึ้นจากการชุมนุมทางการเมืองหรือเกี่ยวเนื่องกับความเคลื่อนไหวทางการเมืองในห้วง 20 ปีที่ผ่านมาเป็นเครื่องมือหนึ่ง เราตั้งใจว่าจะทำเรื่องนี้ให้คืบหน้า และแล้วเสร็จในชั้นกรรมาธิการฯ โดยเร็ว จากที่วางกรอบไว้ว่า จะอยู่ในเวลา 2 เดือนบวกลบ แต่ก็ต้องดูภารกิจของสภาใหญ่ด้วย ย้ำว่า ทุกนัดที่มีการประชุม เราทำงานการเต็มที่ ล่าสุดก็มีการขยับเวลาเพิ่ม

“ผมก็ไม่เคยมาทำหน้าที่นี้ในสภานี้เลย แล้วก็ไม่คิดว่าจะมาเป็นกรรมการใดๆ ชุดไหนกับเขาด้วย แต่เรื่องนี้ผมตามมาตลอด ผมเคยไปแสดงความคิดเห็นในคณะกรรมาธิการศึกษาเรื่องการนิรโทษกรรม ผมยังคงนั่งคุยกับกลุ่มแกนนำทั้งที่เห็นด้วย และเคยเห็นต่าง เคยเผชิญหน้ากันทางการเมือง พูดคุยกับกลุ่มมวลชนฝ่ายต่างๆ พูดคุยกับตัวแทนคนหนุ่มสาวที่เขาออกมาต่อสู้ พูดคุยกับผู้รู้เรื่องกฎหมาย ผู้รู้เรื่องกระบวนการยุติธรรม หารือกับผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายอื่นๆ และติดตามความคืบหน้าของเรื่องนี้ จนก่อนจะมีการนำเรื่องนี้เข้าพิจารณาในสภาวาระแรก แน่นอนว่า ทุกคนอยากให้ครอบคลุมที่สุด แต่ถ้าความจริงของสถานการณ์มันไปได้ไกลที่สุดแค่ไหน ก็ทำให้ได้มากที่สุดก็แล้วกัน ถ้ายังมีอะไรเหลืออยู่ ก็มาว่ากัน ณ เวลานั้นอีกครั้งหนึ่ง” นายณัฐวุฒิ กล่าว

นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า ดังนั้น เมื่อตนตัดสินใจว่า จะเข้ามาเป็นกรรมาธิการ และเมื่อกฎหมายได้ผ่านวาระแรกของสภา ตนได้เดินทางไปพบผู้ต้องขังคดีความทางการเมืองที่เรือนจำ และบอกกับเขาตรงๆ ว่า สภาฯ รับมาแบบนี้ และตนจะเข้ามาเป็นกรรมาธิการ ตนมั่นใจว่าตนเข้าใจพวกเขา และก็แน่ใจว่าเขาเข้าใจตน ย้ำว่า ภารกิจของคณะกรรมการธิการชุดนี้ ไม่ได้เป็นเพียงในห้องประชุมของคณะกรรมาธิการนี้ แต่ยังมีภารกิจบางด้านบางประการที่ต้องทำข้างนอก ซึ่งตนก็พยายามดำเนินการอยู่ และเชื่อว่าคณะกรรมาธิการทุกท่านก็กำลังพยายามดำเนินการอยู่

“เราจะทำให้มันออกมาดีที่สุดเท่าที่จะดีได้ เราจะทำให้มันออกมาเป็นเครื่องมือของการคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมืองในสังคมไทยให้ได้มากที่สุด แม้ว่าขณะนี้รูปลักษณ์ของความขัดแย้งทางความคิดยังคงชัดเจน และลึกซึ้งอยู่ก็ตาม แต่ไม่มีสังคมไหนไม่ขัดแย้งทางความคิด เราต้องทำให้สังคมนี้พร้อมที่จะเปิดโอกาสให้คนแต่ละกลุ่มได้ตั้งหลักตั้งต้น และเดินหน้าชีวิตในฐานะผู้บริสุทธิ์ต่อไป” นายณัฐวุฒิ กล่าว

นายณัฐวุฒิ ยังกล่าวถึงคนบางกลุ่ม ซึ่งบางทีสังคมอาจจะมองพร่าเลือนไปแล้ว เช่น คนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นชายชุดดำ เป็นกองกำลังติดอาวุธ ในการชุมนุม ปี 53 คนกลุ่มนี้ ถูกดำเนินคดี ถูกเอาไปขังในเรือนจำ และสู้คดีจนศาลยกฟ้อง เป็นผู้บริสุทธิ์จากกระบวนการยุติธรรม แต่คนกลุ่มนี้ไม่ได้รับการเยียวยา ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) สมัยรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จึงกลายเป็นว่าหลักเกณฑ์การเยียวยาชุดนั้น ได้สำหรับคนส่วนหนึ่ง และไม่ได้สำหรับคนอีกส่วน ซึ่งเป็นส่วนที่ข้อกล่าวหาฉกาจฉกรรจ์ นี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ตนไปนั่งคุยมา และได้ไปตามข้อมูลที่กรมคุ้มครองสิทธิ์กระทรวงยุติธรรม ได้ข้อมูลมาปึกหนึ่งจะนำมาผลักดัน และหาทางออกที่ดีที่สุดในคณะกรรมาธิการชุดนี้เช่นเดียวกัน

‘พท.’กินรวบอีกตามเคย! ดัน’ไชยา พรหมา’นั่ง’รองประธานสภาฯคนที่1’ไร้คู่แข่ง

'พท.'กินรวบอีกตามเคย! ดัน'ไชยา พรหมา'นั่ง'รองประธานสภาฯคนที่1'ไร้คู่แข่ง

‘พท.’กินรวบอีกตามเคย! ดัน’ไชยา พรหมา’นั่ง’รองประธานสภาฯคนที่1’ไร้คู่แข่ง

วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.02 น.

‘เพื่อไทย’กินรวบอีกตามเคย! ดัน’ไชยา พรหมา’นั่ง’รองประธานสภาฯคนที่1’ไร้คู่แข่ง 

เมื่อวันที่ 7 ส.ค.2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม ภายหลังได้ดำเนินการตรวจสอบองค์ประชุมด้วยการขานชื่อเป็นเวลาประมาณ 1 ชั่วโมงแล้วเสร็จ ปรากฎว่าองค์ประชุมแสดงตนจำนวน 248 เสียง ซึ่งเกินกึ่งหนึ่งมาเพียง 2 เสียง ถือว่าครบองค์ประชุม จากนั้นได้เข้าสู่ระเบียบวาระการเลือกรองประธานสภาฯ คนที่ 1 ต่อ

โดยนายสรวงศ์ เทียนทอง สส.สระแก้ว พรรคเพื่อไทย ได้ลุกขึ้นเสนอนายไชยา พรหมา สส.หนองบัวลำภู พรรคเพื่อไทย เป็นรองประธานสภาฯคนที่1 มีผู้รับรองถูกต้อง โดยไม่มีผู้ใดเสนอชื่อแข่ง จากนั้นนายวันมูหะมัดนอร์ ชี้แจงว่าหากไม่มีผู้ใดเสนอชื่อ ถือว่านายไชยา ได้เป็นรองประธานสภาฯคนที่1 แต่ต้องแสดงวิสัยทัศน์ตามข้อบังคับที่กำหนด 

นายไชยา กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ตอนหนึ่งว่า ตนจะใช้ความรู้ความสามารถและประสบการณ์ทางการเมืองตลอดชีวิตของตนเพื่อสภาฯ แห่งนี้ สถาบันนิติบัญญัติ เป็นกลไกลสำคัญไม่แพ้ฝ่ายบริหาร ผ่านกงล้อประวัติศาสตร์การเมืองที่มีความแตกต่างตามยุคสมัย ฝ่ายนิติบัญญัติคือที่พึ่งของประชาชนที่จะต้องรับใช้ประชาชนอย่างยาวนาน ตนจึงอยากเห็นความร่วมมือร่วมใจของทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะเรื่องประโยชน์ประชาชน และประเทศ เราจะไม่ขัดแย้งทางการเมือง ตนพร้อมจับมือทุกฝ่ายทำงานให้สถาบันนิติบัญญัติเป็นที่พึ่งประชาชนแท้จริง แม้ตนจะมาจากพรรคเพื่อไทย แต่เมื่อตนทำหน้าที่เป็นประธานฯ สิ่งที่ต้องเตือนสติคือต้องวางตัวเป็นกลาง สร้างความเสมอภาคอย่างเที่ยงธรรมให้สมาชิกทุกคน

จากนั้นนายวันมูหะมัดนอร์ ประธานการประชุม แจ้งว่า จะได้นำรายชื่อรองประธานสภาฯคนที่1 นำขึ้นทูลเกล้าฯ ต่อไป และได้สั่งปิดประชุมทันที ในเวลา 15.20 น. 

CP ALL Influencer Trend 2025 ครั้งที่ 7 ‘อยากเป็นอินฟลูฯ แบบยั่งยืน ต้องสู้ด้วยคอนเทนต์เท่านั้น’

CP ALL Influencer Trend 2025 ครั้งที่ 7 'อยากเป็นอินฟลูฯ แบบยั่งยืน ต้องสู้ด้วยคอนเทนต์เท่านั้น'

CP ALL Influencer Trend 2025 ครั้งที่ 7 ‘อยากเป็นอินฟลูฯ แบบยั่งยืน ต้องสู้ด้วยคอนเทนต์เท่านั้น’

วันศุกร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.17 น.

CP ALL Influencer Trend 2025 ครั้งที่ 7 ‘อยากเป็นอินฟลูฯ แบบยั่งยืน ต้องสู้ด้วยคอนเทนต์เท่านั้น’ เวทีแห่งการเรียนรู้ แบ่งปัน และสร้างแรงบันดาลใจให้คอนเทนต์ครีเอเตอร์ยุคใหม่

ในยุคที่ “เนื้อหา” คือพลังขับเคลื่อนความคิด พฤติกรรม และการตลาด “CP ALL Influencer Trend 2025” ครั้งที่ 7 จึงถูกจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “อยากเป็นอินฟลูฯ แบบยั่งยืน ต้องสู้ด้วยคอนเทนต์เท่านั้น” โดย บมจ.ซีพี ออลล์ ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่ เพื่อเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้สำหรับเหล่าคอนเทนต์ครีเอเตอร์ อินฟลูเอนเซอร์ และผู้สนใจการสื่อสารยุคใหม่ ได้มาร่วมเติมพลังความรู้ แลกเปลี่ยนไอเดีย และก้าวสู่การเป็น “อินฟลูเอนเซอร์คุณภาพ” ที่ยั่งยืน

ภายในงาน ได้รับเกียรติจาก นายทัพพ์เทพ จีระอดิศวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บมจ.ซีพี ออลล์ เป็นประธานเปิดงาน พร้อมกล่าวถึงความสำคัญของบทบาทอินฟลูเอนเซอร์ในโลกปัจจุบัน ว่าไม่ใช่เพียงแค่การมีผู้ติดตามจำนวนมาก แต่คือการเป็นผู้นำความคิด ถ่ายทอดเนื้อหาที่สร้างสรรค์ มีคุณค่า และมีผลเชิงบวกต่อสังคม

ทุกวันนี้ ‘Content’ เปรียบเสมือนกุญแจสำคัญสำหรับการสื่อสาร ทั้งแบรนด์ องค์กร และตัวอินฟลูเอ็นเซอร์เองต่างต้องสร้างความน่าสนใจ สร้างความเป็นตัวตน เพื่อให้อยู่ในใจของผู้คน ท่ามกลางกระแสข้อมูลข่าวสารมหาศาลที่เกิดขึ้นทุกวินาที แต่สิ่งที่จะทำให้คอนเทนต์แตกต่าง ดึงดูดใจ และมีพลัง คือการเข้าใจเทรนด์ เข้าใจผู้คน และต่อยอดด้วยความคิดสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง

CP ALL Influencer Trend 2025 ครั้งที่ 7 “อยากเป็นอินฟลูฯ แบบยั่งยืน ต้องสู้ด้วยคอนเทนต์เท่านั้น” ยังคงจัดเต็มด้วยเนื้อหาและวิทยากรที่มาสร้างแรงบันดาลใจ ที่ได้มาแชร์ประสบการณ์ในการทำคอนเทนต์ที่ตอบโจทย์คนดูในปัจจุบัน

คุณว่านไฉ – อคิร วงษ์เซ็ง จากช่อง “อาสาพาไปหลง” ที่เผยถึงเบื้องหลังการทำคอนเทนต์ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ที่ไม่ได้เน้นแค่ภาพสวย แต่สื่อสาร “มุมมองใหม่” ที่ผู้ชมไม่เคยเห็น

“อาชีพนี้ที่มักถูกมองว่า “สวยหรู” แต่แท้จริงแล้วมี “มุมลึก” ที่ต้องพิจารณา เช่น ต้นทุนและการผลิตเนื้อหา นักสร้างคอนเทนต์ควรให้ความสำคัญของการ “หาตัวตน” และ “กำหนดกลุ่มเป้าหมาย” ที่ชัดเจน แทนที่จะมุ่งเน้นเพียงแค่การสร้างกระแสไวรัล นอกจากนี้ ยังอยากส่งกำลังใจให้กับผู้เริ่มต้นว่า อาชีพนี้ “ยากจริง ๆ” แต่หาก “ทำด้วยความชอบและความรัก” ก็จะสามารถฝ่าฟันอุปสรรคไปได้”

คุณน้ำ – สุพัตรา บุญกมลสวัสดิ์ จากเพจ “ของกินในเซเว่น” ที่สร้างความโดดเด่นด้วยการเล่าเรื่องอาหารแบบเรียล ใช้ภาษาที่เรียบง่าย ตรงประเด็น และเป็นกันเอง ด้วยความรักและความชอบสิ่งใกล้ตัว จนเกิดกระแสไวรัลแบบต่อเนื่อง ฝากว่า นักครีเอเตอร์ต้องตอบโจทย์ความขี้สงสัยแบบไม่ต้องถามใคร และกลายเป็นเพื่อนผู้ช่วยตัดสินใจในการเลือกซื้อได้ทันที

คุณหงษ์ – หงษ์ชัย ภูบุตตะ จากเพจ “ผู้บริโภค” ที่ย้ำว่า คอนเทนต์ที่ดีไม่ใช่แค่บอกเล่า แต่ต้องมี “พลังในการเปลี่ยนแปลง” และสร้างการรับรู้เพื่อประโยชน์ของผู้บริโภค

คุณแอ๊ม – ศรัณย์ แบ่งกุศลจิต จากเพจ “การตลาดการเตลิด” ฝากว่า “คอนเทนต์ที่ดี” ไม่ใช่แค่สนุก แต่ต้องมีคุณค่า โดยเฉพาะในยุคที่คนเสพสื่อไวและเลือกเสพเฉพาะสิ่งที่สะท้อนตัวตน พร้อมเน้นว่า “ความจริงใจ ความรู้ และความคิดสร้างสรรค์” คือหัวใจของคอนเทนต์ พร้อมแนะให้เลี่ยงคอนเทนต์ที่หวือหวา เพราะแม้จะได้ยอดวิว แต่ไม่อาจสร้างความยั่งยืน พร้อมทั้งอัปเดตเทรนด์คอนเทนต์ในอนาคตที่เน้น “ความรู้” บวก “ความสนุก” บวก “ความรับผิดชอบต่อสังคม”

คุณแซม – พลสัน นกน่วม จากช่องเล่าเรื่องแบรนด์กับ แซม พลสัน ที่มาพูดในหัวข้อ “3 เสาหลัก สู่การทำให้ช่องเรายั่งยืน” เน้นเรื่องการทำให้คอนเทนต์ของช่องยั่งยืน สามารถเดินต่อไปได้ แม้เทรนด์จะเปลี่ยนไป

“3 เสาหลัก สำหรับการสร้างช่องให้ประสบความสำเร็จและยั่งยืน โดยเน้นย้ำที่ การสร้างแบรนด์ เพื่อให้เป็นที่จดจำและสร้างความน่าเชื่อถือ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้คนรู้จักและเชื่อมั่น เสาหลักที่สองคือ การสร้างสรรค์เนื้อหาที่มีเอกลักษณ์ ที่สามารถดึงดูดและผูกพันผู้ชมได้ และสุดท้ายคือ ความสามารถในการปรับตัวและเรียนรู้ เพื่อให้ช่องยังคงเข้ากับกระแสและไม่ถูกลืมเลือนไป นอกจากนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการ เข้าใจกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน และการผลิต เนื้อหาที่มีคุณภาพสูง เนื่องจากอัลกอริทึมปัจจุบันให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้อย่างมาก การสร้างจุดเด่นเฉพาะตัวของช่องจะช่วยให้สามารถแข่งขันในอุตสาหกรรมที่มีผู้สร้างจำนวนมากได้”

การอยู่รอดในโลกโซเชี่ยล ไม่ใช่แค่การสร้างกระแส แต่ใครที่จริงใจกับผู้ติดตามมากที่สุด และสร้างคอนเทนต์ที่มีคุณค่าที่สุด คือคนที่จะยืนระยะได้ยาวที่สุดเช่นกัน

ซีพี ออลล์  ยังคงเดินหน้าจัดเต็มกับงานสัมมนาสร้าง Community Influencer เพื่อเติมเต็มความรู้

และ Connection ให้ทุกคนได้ไปต่อในแบบฉบับของตัวเอง

รวมถึงสร้างแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานให้เป็นสังคมแห่งการแบ่งปันที่มีคุณภาพต่อไป

ตามเป็นนโยบาย “สร้างคน” ของซีพี ออลล์

นายกสภาทนายความนําคณะวางพวงมาลา ถวายสักการะพระบิดาแห่งกฎหมายไทย เนื่องใน’วันรพี’

นายกสภาทนายความนําคณะวางพวงมาลา ถวายสักการะพระบิดาแห่งกฎหมายไทย เนื่องใน'วันรพี'

นายกสภาทนายความนําคณะวางพวงมาลา ถวายสักการะพระบิดาแห่งกฎหมายไทย เนื่องใน’วันรพี’

วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 20.03 น.

นายกสภาทนายความนําคณะวางพวงมาลา ถวายสักการะพระบิดาแห่งกฎหมายไทย เนื่องใน “วันรพี” ประจําปี 2568

เวลา 07.30 น. วันที่ 7 สิงหาคม 2568 ณ บริเวณหน้าอาคารศาลยุติธรรม ถนนราชดำเนินใน เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

ดร.วิเชียร ชุบไธสง นายกสภาทนายความ นายสงคราม สกุลพราหมณ์ อุปนายกฝ่ายบริหาร นายวีรศักดิ์ โชติวานิช อุปนายกฝ่ายเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรรมการประชาสัมพันธ์และรองเลขาธิการ นายสุชาติ ชมกุล อุปนายกฝ่ายกิจการพิเศษ นายอุทัย ไสยสาลี ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย สภาทนายความ  นางสาวณัฐสินี วันทมาตย์ กรรมการทดสอบ สำนักฝึกอบรมวิชาว่าความฯ และเจ้าหน้าที่สภาทนายความ พร้อมด้วยตัวแทนคณะกรรมการทนายความ รุ่น 55,58,59,60,61,62 ร่วมวางพวงมาลาถวายสักการะพระรูปพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ เนื่องในวันรพีประจำปี พ.ศ. 2568 เพื่อน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ “พระบิดาแห่งกฎหมายไทย”  .

โปรดเกล้าฯให้รองผู้ว่าฯสุรินทร์ เชิญดอกไม้-ตะกร้าสิ่งของพระราชทาน มอบกำลังพล-ราษฎรที่ได้รับบาดเจ็บ

โปรดเกล้าฯให้รองผู้ว่าฯสุรินทร์ เชิญดอกไม้-ตะกร้าสิ่งของพระราชทาน มอบกำลังพล-ราษฎรที่ได้รับบาดเจ็บ

โปรดเกล้าฯให้รองผู้ว่าฯสุรินทร์ เชิญดอกไม้-ตะกร้าสิ่งของพระราชทาน มอบกำลังพล-ราษฎรที่ได้รับบาดเจ็บ

วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 19.25 น.

’ในหลวง-พระราชินี‘ทรงห่วงใยกำลังพลและราษฎรที่ได้รับบาดเจ็บ โปรดเกล้าฯให้รองผู้ว่าฯสุรินทร์เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทาน ไปมอบ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงห่วงใยกำลังพลและราษฎรที่ได้รับบาดเจ็บจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย – กัมพูชา จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์  เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทาน ไปมอบแก่กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว  พร้อมกับทรงรับผู้บาดเจ็บทุกคนไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ด้วย  

วันที่ 7 สิงหาคม 2568  เวลา  10.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า  โปรดกระหม่อมให้ นายวสันต์ ชิงชนะ  รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทาน  ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ไปมอบแก่   สิบเอก ภูฤทธิ์  แสงสว่าง  และพลทหาร ภัทรกร  สมสา กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย – กัมพูชา และเข้ารับการรักษาพยาบาล ณ  โรงพยาบาลค่ายวีรวัฒน์โยธิน อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์

ในการนี้   พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมทรงรับผู้บาดเจ็บทั้งหมด ไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์   การได้รับพระราชทานพระมหากรุณาในครั้งนี้  ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแก่กำลังพลอย่างหาที่สุดมิได้
 

ไทยพีบีเอส ผนึกกำลังภาคีฯจัด’FutureED Fest 2025’ขับเคลื่อนการศึกษาไทย สู่อนาคตด้วยพลัง AI

ไทยพีบีเอส ผนึกกำลังภาคีฯจัด'FutureED Fest 2025'ขับเคลื่อนการศึกษาไทย สู่อนาคตด้วยพลัง AI

ไทยพีบีเอส ผนึกกำลังภาคีฯจัด’FutureED Fest 2025’ขับเคลื่อนการศึกษาไทย สู่อนาคตด้วยพลัง AI

วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.41 น.

ไทยพีบีเอส ผนึกกำลังภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคีเครือข่ายด้านการศึกษา จัด “FutureED Fest 2025” ต่อเนื่องปีที่ 3 ต่อยอดการศึกษาแห่งอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วย AI ลดความเหลื่อมล้ำเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2568  องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส ร่วมกับ Google for Education, Starfish Labz, สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.), สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, กรุงเทพมหานคร, กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.), สถาบันอุทยานการเรียนรู้ TK Pและภาคีเครือข่ายด้านการศึกษา จัดงานแถลงข่าว “FutureED Fest 2025” ภายใต้ธีม The Future of Learning: AI-Driven, Human-Centered, and Equitable for All  เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์แนวทางใหม่ ๆ ด้านการศึกษาแห่งอนาคต พร้อมทั้งต่อยอดความสำเร็จจากปีที่ผ่านมา ณ อาคารอำนวยการ ไทยพีบีเอส

นายสมชัย พุทธจันทรา รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ด้านสร้างสรรค์เนื้อหา กล่าวว่า ไทยพีบีเอส ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาที่เหมาะสม และสามารถใช้ชีวิตในสังคมอย่างมีคุณภาพ จึงมุ่งมั่นพัฒนาเนื้อหาการเรียนรู้ให้เข้าถึงง่าย สนุก น่าติดตาม และเหมาะสำหรับทุกช่วงวัย ไม่ว่าจะเป็นเด็ก เยาวชน หรือครอบครัว ผ่าน “ALTV ช่อง 4 ทีวีเรียนสนุก” พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ร่วมกับทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ เอกชน หรือสถาบันการศึกษา เพื่อร่วมกันสร้าง “พื้นที่การเรียนรู้สำหรับทุกคน”  และ FutureEd Fest 2025 นับเป็นเวทีสำคัญที่ผู้มีบทบาทในระบบการศึกษามาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ความคิด และแนวทางใหม่ ๆ เพื่อออกแบบอนาคตของการเรียนรู้  ซึ่งเป็นโอกาสดีที่เราจะได้ร่วมกันออกแบบอนาคตของการเรียนรู้ให้มีความเท่าเทียม ยั่งยืน และสอดรับกับโลกยุคดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ทางด้าน นายสมยศ เกียรติอร่ามกุล นักพัฒนาวิชาชีพสื่อ และที่ปรึกษาโครงการ FutureEd Fest กล่าวว่า ได้ติดตามพัฒนาการของโครงการมาอย่างต่อเนื่อง และรู้สึกยินดีที่ได้เห็นการขยายตัวของภาคีเครือข่าย โดยเฉพาะปีนี้มีการหยิบยกประเด็นสำคัญเกี่ยวกับ “การเรียนรู้แห่งอนาคต” ที่เน้นการขับเคลื่อนกระบวนการเรียนรู้ด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งเป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจอย่างมากในวงการการศึกษา

“ห้องเรียนที่มี AI ” ไม่ได้หมายถึงเพียงการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อผลิตนักเรียนที่เก่งขึ้นเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการเรียนรู้ที่สามารถออกแบบและขับเคลื่อนด้วยตนเอง (Self-Directed Learning) โดยมี AI เป็นเครื่องมือสนับสนุน สิ่งสำคัญคือ เราต้องส่งเสริมให้นักเรียนและผู้เกี่ยวข้องทางการศึกษาเข้าใจการใช้ AI อย่างรู้เท่าทัน ใช้อย่างมีจริยธรรม และตระหนักถึงทั้งคุณและโทษของเทคโนโลยีดังกล่าว

ขณะเดียวกัน นายณัฐพงศ์ จันทนะศิริ นายกสมาคมนักวิชาการไทย ได้พูดถึงเรื่องของความเท่าเทียมทางการศึกษาว่า ทุกคนต่างก็เข้าใจว่ามีความสำคัญ แต่สิ่งที่เราควรให้ความหมายเพิ่มเติมคือ การสร้าง “พื้นที่ปลอดภัย” ที่เต็มไปด้วยคุณค่า เป็นพื้นที่ที่รู้สึกพร้อมจะเรียนรู้อย่างอิสระและเต็มใจ พื้นที่การเรียนรู้ที่ดีจึงไม่ใช่แค่สถานที่ แต่คือบรรยากาศที่เอื้อต่อการเติบโต ในขณะเดียวกัน เทคโนโลยี โดย AI ไม่ควรถูกมองว่าศัตรูของครู แต่ควรมองว่าเป็น “เครื่องมือ” ที่ช่วยเสริมพลังในการสอน หากใช้อย่างเข้าใจและมีกลยุทธ์ จะยิ่งทำให้การจัดการเรียนรู้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ตัวแทนครูจากโรงเรียนดรุณสิกขาลัย นายคมปกร ไพอนนท์ กล่าวว่า การเตรียมการเรียนการสอน จำเป็นต้องเลือกใช้ Metrology ที่เหมาะสม เพื่อให้เด็ก ๆ สามารถเรียนรู้ตามกระบวนการอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเริ่มต้นจากความสนใจของเด็กเป็นหลัก ครูทำหน้าที่ออกแบบทั้งสิ่งแวดล้อมและประสบการณ์การเรียนรู้ให้เหมาะสมและสอดคล้องไปพร้อมกัน ในยุคปัจจุบันที่ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทุกภาคส่วนด้านการศึกษาต้องปรับตัวให้เท่าทันโลก ครูจึงไม่ได้มีบทบาทเพียงผู้ให้ความรู้เท่านั้น แต่ยังต้องเป็น “ผู้ออกแบบประสบการณ์” ที่คอยสนับสนุน ช่วยเหลือ และอำนวยความสะดวกให้นักเรียนตลอดเส้นทางการเรียนรู้ เสมือนเป็นเพื่อนร่วมทางที่คอยพาเด็ก ๆ ไปให้ถึงเป้าหมาย

ดร.นรรธพร จันทร์เฉลี่ย เสริบุตร CEO Starfish Education กล่าวถึงจากความสำเร็จของงานในปีที่ผ่านมาและการต่อยอดนวัตกรรมด้านการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ได้นำมาสู่การออกแบบกิจกรรมในปีนี้ภายใต้ 4 แกนหลัก (Key Pillars) ที่จะเป็นแนวทางสำคัญในการขับเคลื่อนการเรียนรู้แห่งอนาคต ได้แก่ 1.AI and Human Potential: Transforming Education 2.Innovation and Maker Education for Future-Ready Learners 3.Equity in Education: Local Solutions for Inclusive Learning 4.Shaping Future-Ready ขณะเดียวกัน Schools & Lifelong Learners  ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อมุ่งไปสู่อนาคตของการศึกษาไทยที่เข้มแข็ง ยืดหยุ่น และพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง โดยมี AI และนวัตกรรมเป็นเครื่องมือสําคัญ และมีครูผู้เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อน

งาน FutureED Fest 2025 มีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 6 กันยายน 2568 ณ ไปรษณีย์กลาง กรุงเทพฯ โดยพบกับไฮไลต์สำคัญของงาน อาทิ Keynote Speech จาก ดร.วิทย์  สิทธิเวคิน  กับหัวข้อ “บทบาททีเปลียนแปลงของครูไทยในยุคที AI มีบทบาทในห้องเรียน” และวงเสวนา Panel Discussion หลายหัวข้อที่น่าสนใจ อาทิ อนาคตการเรียนรู้: การผสมผสานการเรียนรู้ระหว่าง AI และมนุษย์, จากห้องเรียนสู่ตลาดแรงงาน: ทักษะทีนักเรียนต้องมีในยุค AI, From Schooling to Learning: โรงเรียนต้องเปลี่ยนอย่างไรในโลกแห่งความไม่แน่นอน, AI Assistant สู่ AI Partner: เครืองมือ AI ช่วยลดภาระงานของครูได้จริงหรือ? และปัญญาประดิษฐ์เพื่อทุกคน: ทําอย่างไรให้ AI ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง พร้อมด้วย Workshop จากวิทยากรชั้นนํา และองค์กรเครือข่าย เสริมความรู้จากนักนวัตกรรมการศึกษาถ่ายทอดเครืองมือ How to มากมาย ตลอดทั้งวัน

ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงาน ได้ที่: https://bit.ly/3TFt690 ดูรายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์: http://www.futureedfest.com

ไม่พลาดทุกข่าวสาร สาระความรู้ และคอนเทนต์คุณภาพ ติดตามไทยพีบีเอสทุกช่องทางออนไลน์ ได้ที่

▪ Website : www.thaipbs.or.th   
▪ Application : Thai PBS
▪ Social Media Thai PBS : Facebook, YouTube, X , LINE, TikTok, Instagram, Threads, Linkedin
 

อุบัติเหตุสะพานแขวนสายเคเบิลขาดในซินเจียง เสียชีวิต 5 ศพ บาดเจ็บ 24 ราย

อุบัติเหตุสะพานแขวนสายเคเบิลขาดในซินเจียง เสียชีวิต 5 ศพ บาดเจ็บ 24 ราย

7 ส.ค. 2568 15:55 น.

อุบัติเหตุสะพานแขวนสายเคเบิลขาดในซินเจียง เสียชีวิต 5 ศพ บาดเจ็บ 24 ราย

เกิดอุบัติเหตุสายเคเบิลของสะพานแขวนขาด บริเวณแหล่งท่องเที่ยวแห่งหนึ่งในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ประเทศจีน เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ทำให้มีผู้บาดเจ็บ 29 ราย และเสียชีวิตอย่างน้อย 5 ศพ

เกิดอุบัติเหตุที่สะพานแขวนบริเวณจุดชมวิวแห่งหนึ่งในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน เมื่อเย็นวันพุธที่ผ่านมา (6 ส.ค.) ส่งผลให้มีผู้ตกจากสะพาน 29 ราย เสียชีวิต 5 ราย และบาดเจ็บ 24 ราย ในจำนวนนี้มีอาการสาหัส 2 ราย 

สำนักข่าวซินหัวรายงานโดยอ้างข้อมูลจากหน่วยงานท้องถิ่นเมื่อวันพฤหัสบดีว่า ผู้บาดเจ็บทั้งหมดถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลท้องถิ่นอย่างเร่งด่วน และไม่มีผู้ใดมีอาการสาหัสถึงแก่ชีวิต

อุบัติเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 18.18 น. ของวันพุธ ณ เขตจ้าวซู่ ในเขตปกครองตนเองอี๋ลี่คาซัก มณฑลซินเจียง โดยสายเคเบิลของสะพานเส้นหนึ่งขาด ทำให้สะพานเอียง โดยจุดชมวิวดังกล่าวถูกปิดลงแล้ว และกำลังอยู่ระหว่างการสอบสวนหาสาเหตุของอุบัติเหตุ

เมื่อได้รับรายงาน สำนักงานคณะกรรมการความปลอดภัยในการทำงานแห่งคณะรัฐมนตรีจีน ได้จัดตั้งคณะทำงานร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว และสำนักงานบริหารป่าไม้และทุ่งหญ้าแห่งชาติ (National Forestry and Grassland Administration) ทันที คณะทำงานได้รีบไปยังที่เกิดเหตุในชั่วข้ามคืนเพื่อช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในการรักษาผู้บาดเจ็บ จัดการการตอบสนองในพื้นที่ และสอบสวนสาเหตุของอุบัติเหตุ คณะทำงานเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องนำบทเรียนจากเหตุการณ์นี้มาวิเคราะห์อย่างจริงจัง ระบุสาเหตุโดยเร็ว เสริมสร้างการกำกับดูแลด้านความปลอดภัยผ่านการตรวจสอบอย่างครอบคลุม และป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุที่คล้ายคลึงกันนี้ขึ้นอีก

จุดชมวิวเซียะต้าตั้งอยู่ในเขตชนเผ่าคีร์กีซ อำเภอจ้าวซู่  โดยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เซียะต้าได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งใน “จุดท่องเที่ยวผจญภัยยอดนิยมสิบอันดับแรกของจีน”

สะพานแขวนที่สายเคเบิลขาดคือสะพานเจียงจุน ซึ่งอยู่ภายในจุดชมวิว สำนักข่าวจี๋เหมียนรายงานว่า เหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกันนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 มิถุนายนปีที่แล้ว บนสะพานเจียงจุน ซึ่งสายเคเบิลขาดทำให้พื้นสะพานเอียงอย่างรุนแรง

วิดีโอที่นักท่องเที่ยวถ่ายไว้และเผยแพร่ทางโซเชียลมีเดียเผยให้เห็นว่าขณะเกิดเหตุ สายเคเบิลของสะพานเส้นหนึ่งขาด ทำให้พื้นสะพานเอียงไปทางด้านที่ขาด

นักท่องเที่ยวแซ่ตง ซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุ กล่าวว่า สะพานเป็นเส้นทางที่จำเป็นสำหรับการไปยังจุดชมวิว เมื่อสายเคเบิลเหล็กทางด้านขวาของสะพานขาดกะทันหัน มีคนตกลงไปในแม่น้ำ บางคนตกไปอยู่บนโขดหิน และหลายคนติดอยู่บนสะพาน หนังสือพิมพ์แยงซีอีอีฟนิงนิวส์รายงานว่า คนเลี้ยงสัตว์ที่อยู่ใกล้เคียงได้ขี่ม้าเข้ามาช่วยเหลืออย่างกะทันหัน และผู้บาดเจ็บถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลใกล้เคียงในเวลาต่อมา

หนังสือพิมพ์แยงซีอีอีฟนิงนิวส์รายงานว่า สะพานมีสามส่วน โดยมีเสาคั่นกลาง ขณะที่เขาและสมาชิกกลุ่มทัวร์กำลังเดินผ่านกลางส่วนแรก สายเคเบิลเหล็กก็ขาดกะทันหัน ทำให้สะพานพังทลาย สมาชิกในกลุ่มของเขาสามคนตกจากสะพาน

หนังสือพิมพ์แยงซีอีอีฟนิงนิวส์ระบุว่า นักท่องเที่ยวแซ่ตงติดอยู่บนสะพานและไม่ได้รับบาดเจ็บสาหัส เขาและนักท่องเที่ยวที่ติดอยู่คนอื่นๆ ได้รับการช่วยเหลือเมื่อเวลาประมาณ 19.20 น. ผู้บาดเจ็บสาหัสถูกนำตัวส่งคลินิกใกล้เคียง ขณะที่ผู้บาดเจ็บเล็กน้อยขับรถไปโรงพยาบาลที่อยู่ไกลออกไปเพื่อรับการรักษา

นักท่องเที่ยวที่อ้างว่าอยู่บนสะพานขณะเกิดอุบัติเหตุ ได้โพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดีย Xiaohongshu ว่าขณะนั้นลมแรง ผู้ใหญ่และเด็กหลายคนกำลังเขย่าสะพานขณะที่พวกเขาเดิน ซึ่งชาวเน็ตคนอื่นๆ ต่างแสดงความเห็นตรงกัน

แม้ว่าสะพานแขวนจะไม่ได้ปรากฏให้เห็นในวิดีโอของพยาน แต่นักท่องเที่ยวรายนี้กล่าวว่าหินในพื้นที่ธารน้ำแข็งนั้นขรุขระ และหินแหลมคมอาจทำให้เกิดกระดูกหักหรือข้อเท้าแพลงได้ง่าย นอกจากนี้ น้ำในแม่น้ำยังไหลเชี่ยวและเย็นยะเยือก ผู้ที่ตกลงไปในแม่น้ำอาจเกิดภาวะตัวเย็น

เจ้าหน้าที่จากจุดชมวิวกล่าวว่า พื้นที่ดังกล่าวถูกปิดเพื่อตรวจสอบความปลอดภัย และไม่สามารถให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานที่เกิดเหตุได้.

ที่มา Global Times

“ภาษีทรัมป์” เริ่มมีผลบังคับใช้กับมากกว่า 90 ประเทศแล้ว

"ภาษีทรัมป์" เริ่มมีผลบังคับใช้กับมากกว่า 90 ประเทศแล้ว

7 ส.ค. 2568 14:31 น.

“ภาษีทรัมป์” เริ่มมีผลบังคับใช้กับมากกว่า 90 ประเทศแล้ว

มาตรการภาษีนำเข้าครั้งใหญ่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เริ่มมีผลบังคับใช้กับกว่า 90 ประเทศทั่วโลกแล้ว

ก่อนถึงเส้นตายสำหรับข้อตกลงเพื่อลดหรือหลีกเลี่ยงภาษีนำเข้า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์บนแพลตฟอร์มทรูธ โซเชียลของเขาว่า ขณะนี้มีเงินหลายพันล้านดอลลาร์ไหลเข้าสู่สหรัฐฯ จากมาตรการภาษีดังกล่าว

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้เรียกเก็บภาษีนำเข้า 50% จากอินเดีย ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 27 สิงหาคม หากอินเดียยังคงไม่หยุดซื้อน้ำมันจากรัสเซีย

ทรัมป์ยังขู่ว่าจะเรียกเก็บภาษีนำเข้าชิปคอมพิวเตอร์จากต่างประเทศ 100% ขณะที่เขาผลักดันให้บริษัทเทคโนโลยีลงทุนในสหรัฐฯ มาตรการนี้เกิดขึ้นหลังจากที่แอปเปิลประกาศการลงทุนใหม่ในสหรัฐฯ มูลค่า 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังจากถูกกดดันจากทำเนียบขาวให้ย้ายฐานการผลิตมายังอเมริกา

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว รัฐบาลทรัมป์ได้ประกาศรายการภาษีนำเข้าฉบับปรับปรุงสำหรับคู่ค้าหลายสิบประเทศ และขยายกำหนดเวลาให้ประเทศต่างๆ บรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ ไปจนถึงวันที่ 7 สิงหาคม ขณะที่หลายประเทศกำลังเร่งทำข้อตกลงกับสหรัฐฯ เพื่อลด หรือยกเลิกสิ่งที่ทรัมป์เรียกว่า “ภาษีศุลกากรต่างตอบแทน”

นโยบายการค้าของเขามุ่งเป้าไปที่การปฏิรูประบบการค้าโลก ซึ่งเขามองว่าเป็นการปฏิบัติต่อสหรัฐฯ อย่างไม่เป็นธรรม โดยประเทศที่พึ่งพาการส่งออกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากภาษีศุลกากรใหม่นี้มากที่สุด ลาวและพม่าซึ่งเน้นการผลิตต้องเผชิญกับภาษีศุลกากรสูงสุดที่ 40% ผู้เชี่ยวชาญบางคนกล่าวว่าทรัมป์ดูเหมือนจะเล็งเป้าหมายไปที่ประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางการค้าใกล้ชิดกับจีน

ด้านตลาดหุ้นในเอเชียดูเหมือนจะปรับตัวดีขึ้นในวันนี้ (7 ส.ค.) ดัชนีหุ้นหลักในญี่ปุ่น ฮ่องกง เกาหลีใต้ และจีนแผ่นดินใหญ่ปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อย ขณะที่ตลาดหุ้นในอินเดียและออสเตรเลียปรับตัวลดลง

ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่บางแห่ง รวมถึงสหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ได้บรรลุข้อตกลงลดภาษีนำเข้าสินค้าจากกลุ่มการค้านี้ลงแล้ว สหภาพยุโรปยังได้บรรลุกรอบข้อตกลงกับสหรัฐฯ โดยอียูได้ยอมรับภาษีนำเข้าสินค้าจากกลุ่มการค้านี้ในอัตรา 15%

สวิตเซอร์แลนด์ระบุว่าจะจัดการประชุมวิสามัญในวันนี้ หลังจากที่เจ้าหน้าที่ของสวิตเซอร์แลนด์ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ ได้ อัตราภาษีนำเข้าของสวิตเซอร์แลนด์อยู่ที่ 39% ซึ่งเป็นหนึ่งในอัตราภาษีนำเข้าที่สูงที่สุดที่สหรัฐฯ กำหนด และอาจเป็นภัยคุกคามต่อเศรษฐกิจของประเทศ

ส่วนไต้หวัน ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ ในเอเชีย ถูกเก็บภาษีนำเข้า 20% ซึ่งประธานาธิบดีไล ชิง-เต๋อ กล่าวว่าอัตราภาษีนำเข้าดังกล่าวเป็นเพียง “ชั่วคราว” และการเจรจากับสหรัฐฯ ยังคงดำเนินอยู่

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทรัมป์ได้เพิ่มอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากแคนาดาจาก 25% เป็น 35% โดยระบุว่าประเทศ “ล้มเหลวในการให้ความร่วมมือ” ในการควบคุมการนำเข้าเฟนทานิลและยาอื่นๆ ข้ามพรมแดนสหรัฐฯ รัฐบาลแคนาดาระบุว่ากำลังปราบปรามแก๊งค้ายาเสพติด แต่สินค้าส่งออกส่วนใหญ่ของแคนาดาไปยังสหรัฐฯ สามารถหลีกเลี่ยงภาษีนำเข้าได้ เนื่องจากสนธิสัญญาการค้าที่มีอยู่เดิม คือ ข้อตกลงสหรัฐอเมริกา-เม็กซิโก-แคนาดา (USMCA)

ส่วนภาษีที่สูงขึ้นสำหรับเม็กซิโกถูกระงับไว้อีก 90 วัน ขณะที่ยังคงมีการเจรจาเพื่อบรรลุข้อตกลงการค้า.

ที่มา BBC

แนวปะการังเกรตแบร์ริเออร์รีฟ สูญเสียปะการังครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 39 ปี

แนวปะการังเกรตแบร์ริเออร์รีฟ สูญเสียปะการังครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 39 ปี

7 ส.ค. 2568 12:51 น.

แนวปะการังเกรตแบร์ริเออร์รีฟ สูญเสียปะการังครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 39 ปี

รายงานฉบับใหม่ระบุว่า แนวปะการังเกรตแบร์ริเออร์รีฟบางส่วน เกิดการสูญเสียปะการังมากที่สุด นับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกข้อมูลเมื่อเกือบ 40 ปีก่อน

ข้อมูลล่าสุดของสถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเลแห่งออสเตรเลีย (AIMS) พบว่าแนวปะการังเกรตแบร์ริเออร์รีฟ ได้ประสบกับการสูญเสียปะการังครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 4 ทศวรรษที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีที่แล้วซึ่งได้รับผลกระทบจากการฟอกขาวของปะการังอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากแนวปะการังมีการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2017 ทำให้การสูญเสียในครั้งนี้ยังคงรักษาระดับแนวปะการังโดยรวมให้ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยในระยะยาว

รายงานระบุว่าสถานการณ์ล่าสุดนี้เป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงความผันผวนของแนวปะการังซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของยูเนสโก โดยนายไมค์ เอมส์ลี หัวหน้าโครงการเฝ้าระวังระยะยาวของ AIMS กล่าวว่าแม้แนวปะการังมีระดับการเติบโตสูงสุดเท่าที่เคยบันทึกไว้ในรอบ 39 ปี แต่การสูญเสียในครั้งนี้ก็เป็นผลกระทบที่สำคัญและเป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่าการฟอกขาวของปะการังที่เกิดถี่ขึ้นนั้นเริ่มส่งผลกระทบในทางลบต่อระบบนิเวศแนวปะการังที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งนี้

รายงานได้แบ่งพื้นที่ของเกรตแบร์ริเออร์รีฟออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ ตอนเหนือ ตอนกลาง และตอนใต้ ซึ่งมีความยาวกว่า 1,500 กิโลเมตร ผลการสำรวจพบว่าแนวปะการังที่ยังมีชีวิตลดลงอย่างมากในทุกภูมิภาค โดยตอนใต้ลดลงเกือบหนึ่งในสาม ตอนเหนือลดลงหนึ่งในสี่ และตอนกลางลดลง 14% ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการสูญเสียครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในเวลาเดียวกันทั่วทั้งแนวปะการัง

จากข้อมูลของสำนักงานบริหารบรรยากาศและมหาสมุทรแห่งชาติสหรัฐฯ (NOAA) ระบุว่าโลกกำลังเผชิญกับปรากฏการณ์ฟอกขาวของปะการังครั้งใหญ่ที่สุดและเป็นครั้งที่ 4 ที่เคยมีการบันทึกไว้ โดยปรากฏการณ์นี้เริ่มต้นในเดือนมกราคม 2023 และถูกประกาศเป็นวิกฤตการณ์ระดับโลกในเดือนเมษายน 2024 ซึ่งความร้อนที่สูงขึ้นส่งผลกระทบต่อแนวปะการังเกือบ 84% ทั่วโลกในอย่างน้อย 83 ประเทศ รวมถึงเกรตแบร์ริเออร์รีฟด้วย

การฟอกขาวของปะการังเกิดขึ้นเมื่ออุณหภูมิของน้ำทะเลสูงขึ้นเป็นเวลานาน ส่งผลให้ปะการังขับสาหร่ายที่อาศัยอยู่ในเนื้อเยื่อออกไป ทำให้ปะการังกลายเป็นสีขาวและอ่อนแอลง แม้ว่าปะการังที่ฟอกขาวยังไม่ตาย แต่ก็มีความเสี่ยงต่อโรคและอัตราการรอดชีวิตที่ลดลง

แม้แนวปะการังจะสามารถฟื้นตัวได้จากเหตุการณ์ฟอกขาว แต่โดยทั่วไปแล้วความแข็งแรงของแนวปะการังจะไม่เท่าเดิม นอกจากนี้ รายงานของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งสหประชาชาติ (IPCC) ในปี 2018 ชี้ให้เห็นว่าแนวปะการังมีความเสี่ยงสูงอย่างยิ่งต่อภาวะโลกร้อนที่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งขณะนี้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกได้เพิ่มขึ้นไปแล้ว 1.3 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับยุคก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม

การศึกษาในรายงานของ IPCC ระบุว่าแนวปะการังเขตร้อนมีแนวโน้มที่จะมีความเสี่ยงสูงมากที่จะได้รับผลกระทบจากอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น 1.2 องศาเซลเซียส และหากอุณหภูมิสูงกว่านั้น ระบบนิเวศที่มีปะการังเป็นหลักอาจจะไม่มีอยู่อีกต่อไป โดยปริมาณของปะการังจะเหลือเกือบศูนย์ในหลายพื้นที่ ซึ่งการฟอกขาวที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในเกรตแบร์ริเออร์รีฟ ในช่วงกลางปี 2010 ก็เป็นข้อบ่งชี้ว่ากลุ่มนักวิจัยอาจประเมินความเสี่ยงที่เกิดจากภาวะโลกร้อนต่อแนวปะการังต่ำเกินไป.

ที่มา AP

“มินต์ ส่วย” ปธน.รักษาการพม่า ถึงแก่อสัญกรรม หลังจากป่วยมานาน

"มินต์ ส่วย" ปธน.รักษาการพม่า ถึงแก่อสัญกรรม หลังจากป่วยมานาน

7 ส.ค. 2568 12:11 น.

“มินต์ ส่วย” ปธน.รักษาการพม่า ถึงแก่อสัญกรรม หลังจากป่วยมานาน

พล.อ. มินต์ ส่วย รักษาการประธานาธิบดีพม่า ถึงแก่อสัญกรรมในวัย 74 ปี ที่โรงพยาบาลทหารในกรุงเนปิดอว์ เมื่อช่วงเช้านี้ เนื่องมาจากอาการป่วยทางระบบประสาทที่ต้องเข้ารับการรักษามาตั้งแต่ปีที่แล้ว

กองทัพพม่าประกาศว่า พลเอก มินต์ ส่วย รักษาการประธานาธิบดีพม่า ได้ถึงแก่อสัญกรรมในวัย 74 ปี ที่โรงพยาบาลทหารในกรุงเนปิดอว์ เมื่อช่วงเช้านี้ (7 ส.ค.) โดยสาเหตุการเสียชีวิตนั้นสืบเนื่องมาจากอาการป่วยทางระบบประสาทที่ต้องเข้ารับการรักษามาตั้งแต่ปีที่แล้ว

มินต์ ส่วย เป็นบุคคลสำคัญที่อยู่ในเหตุการณ์รัฐประหารเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2021 ที่กองทัพเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนของนางออง ซาน ซูจี โดยหลังจากที่กองทัพจับกุมประธานาธิบดีอู วิน มินต์ และผู้นำสูงสุดอย่างออง ซาน ซูจี หมิ่น โดยพลเอก มินต์ ส่วย ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีคนที่หนึ่ง และเป็นสมาชิกของพรรคที่สนับสนุนกองทัพ ก็ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งรักษาการประธานาธิบดีตามรัฐธรรมนูญ

การขึ้นสู่ตำแหน่งของมินต์ ส่วย ทำให้สภากลาโหมและความมั่นคงแห่งชาติ สามารถเรียกประชุมเพื่อประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และมอบอำนาจการบริหารประเทศให้แก่ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ซึ่งเป็นผู้นำการรัฐประหารในขณะนั้นได้

แม้ว่ามินต์ ส่วย จะดำรงตำแหน่งรักษาการประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการ แต่เขามีบทบาทเพียงแค่การลงนามในคำสั่งเพื่อต่ออายุสถานการณ์ฉุกเฉินเท่านั้น เนื่องจากอำนาจการบริหารประเทศที่แท้จริงทั้งหมดอยู่ภายใต้การควบคุมของมิน อ่อง หล่าย และสภาบริหารแห่งรัฐที่จัดตั้งขึ้นหลังรัฐประหาร ทำให้บทบาทของเขาเป็นเพียงพิธีการและสัญลักษณ์เท่านั้น

เมื่อเดือนกรกฎาคมของปีที่แล้ว สื่อของทางการพม่ารายงานว่า มินต์ ส่วย มีอาการป่วยทางระบบประสาท ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ประจำวันได้ และไม่กี่วันต่อมาเขาก็มอบอำนาจในการปฏิบัติหน้าที่ประธานาธิบดีให้กับพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ในช่วงที่ลาราชการเพื่อรักษาตัว

หมิ่น ส่วย เป็นอดีตนายพลและพันธมิตรคนสนิทของพล.อ.อาวุโส ตาน ฉ่วย  อดีตผู้นำรัฐบาลทหารยุคก่อน โดยก่อนหน้านี้เขาเคยดำรงตำแหน่งหัวหน้าผู้บริหารนครย่างกุ้ง และมีส่วนสำคัญในการปราบปรามการประท้วงของพระสงฆ์ที่เรียกว่า “การปฏิวัติชายจีวร” ในปี 2007 ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายสิบคน

นอกจากนี้ เขายังมีประวัติการทำงานที่เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการสำคัญของกองทัพ เช่น การจับกุมสมาชิกครอบครัวของนายเน วิน อดีตผู้นำเผด็จการ ในปี 2002 และการจับกุมพลเอกขิ่น ยุ้น อดีตนายกรัฐมนตรีในปี 2004 ซึ่งเป็นการกวาดล้างครั้งใหญ่ภายในกองทัพ ทำให้มินต์ ส่วย ขึ้นมาควบคุมหน่วยข่าวกรองทหารที่เคยเป็นฐานอำนาจของขิ่น ยุ้น

การเสียชีวิตของมินต์ ส่วย เป็นการปิดฉากบทบาทของอดีตนายทหารคนสำคัญที่มีส่วนร่วมทั้งในด้านการเมืองและการทหารของพม่า ซึ่งชื่อของเขาถูกบรรจุอยู่ในรายชื่อผู้นำทางทหารที่ถูกกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ คว่ำบาตรหลังการรัฐประหารในปี 2021.

ที่มา AP