เที่ยวบินยูไนเต็ดแอร์ไลน์บินไม่ได้ทั่วสหรัฐฯ ต้นเหตุปัญหาทางเทคโนโลยี

เที่ยวบินยูไนเต็ดแอร์ไลน์บินไม่ได้ทั่วสหรัฐฯ ต้นเหตุปัญหาทางเทคโนโลยี

7 ส.ค. 2568 11:43 น.

เที่ยวบินยูไนเต็ดแอร์ไลน์บินไม่ได้ทั่วสหรัฐฯ ต้นเหตุปัญหาทางเทคโนโลยี

สายการบินยูไนเต็ดแอร์ไลน์ กล่าวว่าเที่ยวบินในเส้นทางหลักในสหรัฐฯ ถูกระงับให้บริการทั้งหมด เนื่องจากปัญหาทางเทคโนโลยี และปัญหาเที่ยวบินล่าช้าเพิ่มเติมยังคงดำเนินต่อไปจนถึงช่วงกลางคืน

ประกาศบนเว็บไซต์ของสำนักงานบริหารการบินแห่งชาติ (FAA) ระบุว่าเที่ยวบินทั้งหมดของยูไนเต็ดแอร์ไลน์ ที่มุ่งหน้าไปยังชิคาโก ถูกระงับให้บริการที่สนามบินต้นทาง FAA ยังระบุว่าสนามบินเดนเวอร์, นวร์ก, ฮิวสตัน และซานฟรานซิสโก ก็ได้รับผลกระทบจากเที่ยวบินที่ถูกระงับให้บริการเช่นกัน

แถลงการณ์ทางอีเมลจากสายการบินยูไนเต็ดแอร์ไลน์ระบุว่า “ความปลอดภัยคือสิ่งที่เราให้ความสำคัญสูงสุด และเราจะทำงานร่วมกับลูกค้าเพื่อนำพวกเขาไปยังจุดหมายปลายทาง”

แถลงการณ์เมื่อคืนวันพุธ (6 ส.ค.) ระบุว่าปัญหาทางเทคโนโลยีที่เป็นปัญหาได้รับการแก้ไขแล้ว และเจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการเพื่อให้การดำเนินงานกลับมาเป็นปกติ

ตามรายงานของยูไนเต็ด แอร์ไลน์ ระบบที่ได้รับผลกระทบนี้เรียกว่า Unimatic ซึ่งเป็นที่เก็บข้อมูลเที่ยวบินที่ส่งไปยังระบบอื่นๆ รวมถึงระบบที่คำนวณน้ำหนักและสมดุล รวมถึงระบบติดตามเวลาเที่ยวบิน 

บริษัทระบุว่าระบบขัดข้องดังกล่าวกินเวลานานหลายชั่วโมง แถลงการณ์ดังกล่าวไม่ได้เกี่ยวข้องกับความกังวลล่าสุดเกี่ยวกับความปลอดภัยทางไซเบอร์ของอุตสาหกรรมการบิน

ฌอน ดัฟฟี่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมสหรัฐฯ กล่าวผ่านโซเชียลมีเดียว่า ปัญหาดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับระบบควบคุมการจราจรทางอากาศโดยรวม

ยูไนเต็ดแอร์ไลน์ได้ออกมาขอโทษผ่านโซเชียลมีเดียที่ทำให้ผู้โดยสารเกิดความไม่สะดวก เนื่องจากเที่ยวบินล่าช้าและต้องนั่งบนเครื่องที่จอดนิ่งบนรันเวย์เป็นเวลาหลายชั่วโมง

สายการบินกล่าวกับผู้โดยสารท่านหนึ่งบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย X ว่า “สวัสดีครับ เราขออภัยในความไม่สะดวกที่เกิดขึ้นในการเดินทางในวันนี้ ทีมงานของเรากำลังดำเนินการแก้ไขปัญหาโดยเร็วที่สุด ขอขอบคุณสำหรับความอดทนของคุณ” สายการบินกล่าวว่าจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้กับลูกค้า รวมถึงค่าโรงแรม.

อิตาลีไฟเขียวโครงการ 5 แสนล้าน สะพานเชื่อมเกาะซิซิลีกับแผ่นดินใหญ่

อิตาลีไฟเขียวโครงการ 5 แสนล้าน สะพานเชื่อมเกาะซิซิลีกับแผ่นดินใหญ่

7 ส.ค. 2568 11:09 น.

อิตาลีไฟเขียวโครงการ 5 แสนล้าน สะพานเชื่อมเกาะซิซิลีกับแผ่นดินใหญ่

รัฐบาลอิตาลีอนุมัติการก่อสร้างสะพานแขวนช่วงเดียวที่ยาวที่สุดในโลก ซึ่งเชื่อมระหว่างเกาะซิซิลีกับแผ่นดินใหญ่ มูลค่า 13,500 ล้านยูโร หรือกว่า 508,875 ล้านบาท แม้จะมีข้อกังวลด้านสิ่งแวดล้อม

รัฐบาลอิตาลีอนุมัติการก่อสร้างสะพานแขวนช่วงเดียวที่ยาวที่สุดในโลก ซึ่งเชื่อมระหว่างเกาะซิซิลีกับแผ่นดินใหญ่ มูลค่า 13,500 ล้านยูโร หรือกว่า 508,875 ล้านบาท ทำให้สามารถเริ่มต้นการก่อสร้างสะพานแขวนที่ยาวที่สุดในโลกได้ แม้จะมีข้อกังวลเกี่ยวกับแผ่นดินไหว ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และภัยคุกคามจากการแทรกแซงของกลุ่มมาเฟีย

กระทรวงคมนาคมกล่าวในแถลงการณ์ว่า คณะกรรมการระหว่างกระทรวงที่กำกับดูแลการลงทุนสาธารณะเชิงยุทธศาสตร์ ได้อนุมัติโครงการมูลค่า 13,500 ล้านยูโร นายมัตเตโอ ซัลวินี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมอิตาลี กล่าวว่าโครงการนี้จะเป็น “ตัวเร่งการพัฒนา” ทางตอนใต้ของอิตาลี โดยงานก่อสร้างเบื้องต้นอาจเริ่มต้นขึ้นในช่วงปลายฤดูร้อนนี้ โดยคาดว่าจะเริ่มการก่อสร้างในปีหน้า

โครงสร้างสะพานความยาว 3.7 กิโลเมตร  ซึ่งคาดว่าจะทำลายสถิติปัจจุบันของสะพานชานักกาเล ในตุรกี ที่ข้ามช่องแคบดาร์ดะแนลส์ ถูกนำมาพิจารณาตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1960 เพื่อเป็นเครื่องมือในการพัฒนาพื้นที่ตอนใต้ของอิตาลีที่ประชากรมีฐานะยากจน โดยแนวคิดในการก่อสร้างสะพานเชื่อมระหว่างซิซิลีและแผ่นดินใหญ่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงโรมโบราณ

บริษัทช่องแคบเมสซินาระบุว่า สะพานเชื่อมไปยังเกาะซิซิลี ซึ่งมีประชากร 4.7 ล้านคน น่าจะพร้อมใช้งานในปี 2032

โครงการสะพานช่องแคบเมสซีนาได้รับการอนุมัติและยกเลิกหลายครั้งนับตั้งแต่รัฐบาลอิตาลียื่นข้อเสนอครั้งแรกในปี 1969 และได้รับการรื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้งล่าสุดโดยรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีจอร์เจีย เมโลนี ในปี 2023

สะพานช่องแคบเมสซีนาจะมีความยาวเกือบ 3.7 กิโลเมตร โดยช่วงสะพานที่แขวนอยู่จะมีความยาว 3.3 กิโลเมตร  แซงหน้าสะพานชานัคคาเลในตุรกี ซึ่งปัจจุบันมีความยาวมากที่สุด 1,277 เมตร 

สะพานแห่งนี้ประกอบด้วยถนนสี่เลน ขนาบข้างด้วยทางรถไฟรางคู่ สามารถรองรับรถยนต์ได้ 6,000 คันต่อชั่วโมง และรถไฟ 200 ขบวนต่อวัน

โครงการนี้อาจช่วยส่งเสริมความมุ่งมั่นของอิตาลีในการเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมเป็น 5% ของจีดีพี ตามที่องค์การนาโต้ตั้งเป้าหมายไว้ เนื่องจากรัฐบาลอิตาลีได้ระบุว่าจะจัดประเภทสะพานนี้ว่าเกี่ยวข้องกับด้านกลาโหม ซึ่งช่วยให้บรรลุเป้าหมายด้านความมั่นคงที่ 1.5%

อิตาลีโต้แย้งว่าสะพานแห่งนี้จะเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำหรับการเคลื่อนพลอย่างรวดเร็วและการส่งกำลังยุทโธปกรณ์ไปยังพื้นที่ทางใต้ของนาโต้ ทำให้สะพานนี้ถูกจัดประเภทเป็น “โครงสร้างพื้นฐานที่เสริมสร้างความมั่นคง”

เมื่อต้นฤดูร้อนที่ผ่านมา กลุ่มศาสตราจารย์และนักวิจัยกว่า 600 คนได้ลงนามในจดหมายคัดค้านการจัดประเภทโครงสร้างทางทหาร โดยระบุว่าการดำเนินการดังกล่าวจำเป็นต้องมีการประเมินเพิ่มเติมเพื่อดูว่าสะพานจะทนทานต่อการใช้งานทางทหารหรือไม่

กลุ่มสิ่งแวดล้อมได้ยื่นเรื่องร้องเรียนเพิ่มเติมต่อสหภาพยุโรป โดยอ้างถึงความกังวลว่าโครงการดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อนกอพยพ โดยระบุว่าการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมไม่ได้แสดงให้เห็นว่าโครงการดังกล่าวเป็นสิ่งจำเป็นของสาธารณะ และความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมใดๆ ก็สามารถชดเชยได้

การเดินทางข้ามจากเกาะไปยังแผ่นดินใหญ่ในปัจจุบันใช้เวลาประมาณ 20 นาที รวมถึงการขึ้นและลงเรือซึ่งอาจใช้เวลานานหลายชั่วโมงในช่วงเวลาเร่งด่วน นอกจากนี้ รถไฟไปและกลับจากซิซิลียังต้องโดยสารเรือเฟอร์รี่ ซึ่งใช้เวลาประมาณสองชั่วโมง.

ที่มา AP Reuters

กัมพูชาร้องขอ ICRC และ OHCHR เข้าแทรกแซงอย่างเร่งด่วน กรณีไทยคุมตัวเชลยศึกกัมพูชา

กัมพูชาร้องขอ ICRC และ OHCHR เข้าแทรกแซงอย่างเร่งด่วน กรณีไทยคุมตัวเชลยศึกกัมพูชา

7 ส.ค. 2568 10:41 น.

กัมพูชาร้องขอ ICRC และ OHCHR เข้าแทรกแซงอย่างเร่งด่วน กรณีไทยคุมตัวเชลยศึกกัมพูชา

กัมพูชาร่อนหนังสือถึงประธานคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ และข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เรียกร้องให้เข้าแทรกแซงเป็นการเร่งด่วน กรณีไทยยังคงควบคุมตัวเชลยศึกทหารกัมพูชาเอาไว้

วันที่ 7 สิงหาคม 2568 กระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา แถลงว่า คณะผู้แทนถาวรกัมพูชาประจำสหประชาชาติ ณ กรุงเจนีวา ของสวิตเซอร์แลนด์ ได้ส่งหนังสือถึงประธานคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (International Committee of the Red Cross-CRC) และข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (Office of the High Commissioner for Human Rights-OHCHR) เรียกร้องให้มีการดำเนินการเร่งด่วน กรณีที่ฝ่ายไทยยังคงควบคุมตัวนักโทษสงครามชาวกัมพูชาเอาไว้

แถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา ระบุว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่กัมพูชาไม่อาจยอมรับได้ และถือเป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ โดยทางการกัมพูชายังไม่ได้รับข้อมูลอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับจำนวน สถานที่คุมขัง หรือสภาพความเป็นอยู่ของนักโทษสงครามเหล่านั้น

โดยทางกัมพูชาระบุว่า ได้เรียกร้องให้ ICRC และสำนักงานสิทธิมนุษยชนแห่งยูเอ็น ใช้อำนาจและบทบาทที่มีในการตรวจสอบสถานะของผู้ถูกควบคุมตัว และเรียกร้องให้ไทยปล่อยตัวโดยเร็วภายใต้หลักมนุษยธรรม และจนถึงขณะนี้ ยังไม่มีการตอบโต้จากฝ่ายไทยหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแต่อย่างใด.

ที่มา : information.gov.kh

สายเกาและขาแดนซ์ห้ามพลาด เกาหลีใต้เตรียมจัดงาน “K-POP X K-FOOD” รวมพลัง K-SOFT POWER 16 สิงหาคม

สายเกาและขาแดนซ์ห้ามพลาด เกาหลีใต้เตรียมจัดงาน "K-POP X K-FOOD” รวมพลัง K-SOFT POWER 16 สิงหาคม

7 ส.ค. 2568 10:33 น.

สายเกาและขาแดนซ์ห้ามพลาด เกาหลีใต้เตรียมจัดงาน “K-POP X K-FOOD” รวมพลัง K-SOFT POWER 16 สิงหาคม

เกาหลีใต้เตรียมจัดงาน 2025 K-POP Cover Dance Festival in Thailand ควบคู่กับกิจกรรมสุดพิเศษ K-FOOD Taste & Feel เสาร์ที่ 16 สิงหาคม 2568 ณ ลาน Zpotlight ชั้น G ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต

Korea Thailand Communication Center (KTCC) ร่วมกับหนังสือพิมพ์ Seoul Shinmun เตรียมจัดงาน 2025 K-POP Cover Dance Festival in Thailand ควบคู่กับกิจกรรมสุดพิเศษ K-FOOD Taste & Feel ในวันเสาร์ที่ 16 สิงหาคม 2568 ณ ลาน Zpotlight ชั้น G ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต

โดยงาน K-POP Cover Dance Festival in Thailand ปีนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 15 ซึ่งนับเป็นหนึ่งในเวทีการประกวดเต้นโคฟเวอร์ K-POP ที่มีมาอย่างยาวนาน และได้รับความนิยมมากที่สุดในประเทศไทย ซึ่งนับตั้งแต่ปี 2554 มีเยาวชนไทยเข้าร่วมการแข่งขันแล้วกว่า 2,000 คน โดยทีมที่ชนะเลิศในแต่ละปี จะได้เป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งขันรอบ World Final ที่ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยเคยคว้าแชมป์โลกถึง 2 ครั้ง และรองแชมป์ 1 ครั้ง สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพ และพลัง Soft Power ของเยาวชนไทยในระดับนานาชาติได้อย่างน่าภาคภูมิใจ

สำหรับความพิเศษของปีนี้คือ การจัดงานร่วมกับกิจกรรม “K-FOOD Taste & Feel” โดยสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ สาธารณรัฐเกาหลี กระทรวงเกษตรอาหาร และกิจการชนบท รวมถึงองค์การการค้าการเกษตรกรรมและการประมงเกาหลี (aT) ภายใต้แนวคิด “Green Day” เชิญชวนทุกคนมาสัมผัสประสบการณ์ความอร่อยกับอาหารเกาหลีแบบต้นตำรับ พร้อมเรียนรู้วัฒนธรรมอาหารเกาหลี ผ่านการสาธิตการปรุงเมนูด้วยวัตถุดิบจากประเทศไทย โดยผู้ร่วมงานกว่า 2,000 คนจะได้ลิ้มลองอาหารเกาหลีกว่า 10 เมนูแบบ “ชิมฟรี” ตลอดทั้งวัน 

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมสนุกๆ อีกมากมาย อาทิ กิจกรรมตอบคำถามลุ้นของรางวัลเกี่ยวกับอาหารเกาหลี โซน Lucky Draw และโซน Photo Booth สำหรับถ่ายภาพความประทับใจ และงานนี้ ยังได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรหลากหลายทั้งจากเกาหลีใต้และประเทศไทย อาทิ ศูนย์วัฒนธรรมเกาหลี, LG, Jinro, Coway และอื่น ๆ จึงขอเชิญทุกท่านมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการรวมพลัง Soft Power ผ่านเสียงเพลง การเต้น และวัฒนธรรมอาหารเกาหลีในงาน 2025 K-POP Cover Dance Festival in Thailand x K-FOOD Taste & Feel.

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เกาหลีใต้

ญี่ปุ่นเตือนภัยคลื่นความร้อน อุณหภูมิสูง 41.8 องศาทำสถิติใหม่

ญี่ปุ่นเตือนภัยคลื่นความร้อน อุณหภูมิสูง 41.8 องศาทำสถิติใหม่

7 ส.ค. 2568 09:53 น.

ญี่ปุ่นเตือนภัยคลื่นความร้อน อุณหภูมิสูง 41.8 องศาทำสถิติใหม่

ญี่ปุ่นทุบสถิติร้อนทะลุ 41.8 องศา อพยพประชาชน เตือนภัยฮีตสโตรก 44 จังหวัด ขณะเดียวกันภาคเหนือรับมือฝนตกหนัก-เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน 

วันที่ 7 สิงหาคม 2568 สำนักงานอุตุนิยมวิทยาของญี่ปุ่น (Japan Meteorological Agency) เปิดเผยว่า ญี่ปุ่นเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรงอีกระลอก โดยที่เมืองอิเซซากิ ใกล้กรุงโตเกียว ตรวจวัดอุณหภูมิสูงสุดได้ที่ 41.8 องศาเซลเซียส เมื่อเวลา 14.26 น. ถือเป็นสถิติใหม่ของประเทศ แซงหน้าสถิติเดิม 41.2 องศา ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวันพุธที่ผ่านมาในเมืองทัมบะ จังหวัดเฮียวโงะ ทางตะวันตกของประเทศ

ขณะที่ทางการประกาศเตือนภัยฮีตสโตรก 44 จังหวัด หลังจากอุณหภูมิสูงกว่า 40 องศา ถูกบันทึกที่ 12 จุดทั่วภูมิภาคคันโต-โคชิน ซึ่งครอบคลุมกรุงโตเกียว โดยเมืองคิริวและมาเอะบาชิ ในกุนมะ ร้อนจัดถึง 41.2 และ 41.0 องศา ขณะที่เมืองโคงะ จังหวัดอิบารากิ วัดได้ 40.6 องศา และเมืองโอมะ ทางตะวันตกของโตเกียวอยู่ที่ 40.4 องศา

โดยปีนี้เป็นครั้งที่ 6 แล้วที่อุณหภูมิในญี่ปุ่นพุ่งแตะหรือเกิน 40 องศาเซลเซียส ขณะที่ทางการได้ประกาศเตือน ภาวะฮีตสโตรกใน 44 จาก 47 จังหวัดทั่วประเทศ พร้อมขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการออกนอกบ้านโดยไม่จำเป็น อยู่ในที่ร่มหรือที่มีเครื่องปรับอากาศ และดื่มน้ำรวมถึงเกลือแร่ให้เพียงพอ. 

เลขาธิการอาเซียนเผย อาเซียนมีบทบาทสำคัญในการใช้ “การทูตเงียบ” ช่วยระงับศึกไทย-กัมพูชา

เลขาธิการอาเซียนเผย อาเซียนมีบทบาทสำคัญในการใช้ "การทูตเงียบ" ช่วยระงับศึกไทย-กัมพูชา

7 ส.ค. 2568 09:16 น.

เลขาธิการอาเซียนเผย อาเซียนมีบทบาทสำคัญในการใช้ “การทูตเงียบ” ช่วยระงับศึกไทย-กัมพูชา

เลขาธิการอาเซียนเผย อาเซียนมีบทบาทสำคัญในการใช้ “การทูตแบบเงียบ” เจรจาลับ ช่วยระงับศึกชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมเตือนภัยการเมืองออนไลน์ และชาตินิยมไซเบอร์ อาจจุดไฟขัดแย้งอีก

วันที่ 7 สิงหาคม 2568 ดร.เกา กิม ฮวน เลขาธิการอาเซียน เปิดเผยว่า สิ่งที่อาเซียนทำได้คือพยายามควบคุมสถานการณ์ไม่ให้ลุกลาม ลดอุณหภูมิความตึงเครียด แล้วค่อยเปิดพื้นที่ให้ทั้งสองฝ่ายได้เจรจา โดยย้ำว่า แม้อาเซียนจะไม่สามารถเข้าไปจัดการกับปัจจัยภายในของแต่ละประเทศได้โดยตรง แต่ก็สามารถทำหน้าที่เป็นตัวกลางเพื่อรักษาความสงบในภูมิภาค

เขาเล่าว่า อาเซียนได้เข้าแทรกแซงเหตุการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาอย่างรวดเร็วและเงียบงัน เพื่อควบคุมสถานการณ์ไม่ให้บานปลาย หลังจากเหตุปะทะกันส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 40 ศพ และประชาชนไร้ที่อยู่อาศัยกว่า 300,000 คน ถือเป็นเหตุรุนแรงระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนครั้งใหญ่ในรอบหลายปี

เขายังกล่าวว่า ความสำเร็จของการยุติความรุนแรงนี้เกิดขึ้นจากการไกล่เกลี่ยฉุกเฉินโดยนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซีย จนสามารถบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม ขณะที่การประชุมทวิภาคีจะสิ้นสุดในวันนี้ พร้อมการเข้าร่วมของผู้สังเกตการณ์จากสหรัฐฯ จีน และมาเลเซีย 

เขาเล่าว่า อาเซียนได้เข้าแทรกแซงเหตุการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาอย่างรวดเร็วและเงียบงัน เพื่อควบคุมสถานการณ์ไม่ให้บานปลาย หลังจากเหตุปะทะกันส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 40 ศพ และประชาชนไร้ที่อยู่อาศัยกว่า 300,000 คน ถือเป็นเหตุรุนแรงระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนครั้งใหญ่ในรอบหลายปี

ดร.เกา ซึ่งเป็นชาวกัมพูชากล่าวว่า อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้สถานการณ์ยิ่งยากต่อการแก้ไขคือการแพร่กระจายของข้อมูลเท็จและกระแสชาตินิยมในโลกออนไลน์ที่จุดชนวนความเกลียดชังและปลุกปั่นความขัดแย้ง แต่ในฐานะเลขาธิการอาเซียน เขาย้ำว่าต้องทำหน้าที่ในฐานะเลขาฯ อาเซียน ไม่ใช่ตัวแทนกัมพูชา 

นอกจากนี้ยังกล่าวว่า เหตุการณ์นี้ควรเป็น “สัญญาณเตือน” ให้ทุกประเทศในอาเซียนหันกลับมาใส่ใจการสร้างความเข้าใจและสันติภาพอย่างจริงจัง. 

ที่มา Straits Times

ฝรั่งเศสเผชิญไฟป่ารุนแรง ลุกลามกินพื้นที่ใหญ่กว่ากรุงปารีส

ฝรั่งเศสเผชิญไฟป่ารุนแรง ลุกลามกินพื้นที่ใหญ่กว่ากรุงปารีส

7 ส.ค. 2568 09:04 น.

ฝรั่งเศสเผชิญไฟป่ารุนแรง ลุกลามกินพื้นที่ใหญ่กว่ากรุงปารีส

ไฟป่าครั้งใหญ่ที่สุดของฝรั่งเศส ในฤดูร้อนนี้ยังคงลุกลามอย่างรวดเร็ว คร่าชีวิต 1 ศพ บาดเจ็บอีก 13 ราย พื้นที่ความเสียหายรวมมีขนาดใหญ่กว่ากรุงปารีส

ไฟป่าครั้งใหญ่ที่สุดของฝรั่งเศสกำลังลุกลามอย่างรวดเร็วในภูมิภาคเมดิเตอร์เรเนียนใกล้ชายแดนสเปน โดยไฟป่าครั้งนี้คร่าชีวิตประชาชนแล้ว 1 ศพ ถูกพบภายในบ้านพัก ส่วนผู้บาดเจ็บมีอย่างน้อย 13 คน ในจำนวนนี้เป็นนักดับเพลิงถึง 11 นาย ขณะที่ผู้ที่เคยถูกแจ้งว่าหายตัวไป ได้รับการยืนยันแล้วว่าปลอดภัย ขณะที่ไฟป่าได้เผาผลาญพื้นที่กว้างใหญ่เกินกว่าพื้นที่ของกรุงปารีส ตามการเปิดเผยของทางการฝรั่งเศส

ด้านนายกรัฐมนตรีฝรั่งเศส ฟรองซัวส์ บายรูต์ กล่าวแสดงความเสียใจต่อภัยพิบัติที่ไม่เคยเกิดขึ้นในระดับนี้มาก่อน พร้อมทั้งลงพื้นที่พบปะกับนักดับเพลิงและประชาชนที่หมู่บ้านแซ็ง-โลรองต์-เดอ-ลา-กาบรีรีส ซึ่งเป็นศูนย์บัญชาการหลักของเจ้าหน้าที่ดับเพลิง โดยเขาระบุว่าเดินทางมาเพื่อแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับคนทั้งประเทศ

เขายังเน้นด้วยว่า เศรษฐกิจของพื้นที่นี้พึ่งพาอุตสาหกรรมไวน์และการท่องเที่ยว ซึ่งทั้งสองภาคส่วนได้รับผลกระทบอย่างหนัก

ไฟป่าเริ่มปะทุขึ้นเมื่อช่วงบ่ายวันอังคาร (6 ส.ค.) ที่หมู่บ้านริโบต ในแคว้นโอดซึ่งเป็นพื้นที่ชนบทที่เต็มไปด้วยป่าไม้และมีชื่อเสียงด้านการผลิตไวน์ แต่แคว้นโอดประสบภาวะ ภัยแล้งในเดือนนี้ และมีการประกาศจำกัดการใช้น้ำ โดยการขาดฝนในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมามีส่วนสำคัญที่ทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว เนื่องจากพืชพรรณแห้งอย่างรุนแรง โดยจนถึงขณะนี้มีนักดับเพลิงกว่า 2,100 นาย และเครื่องบินทิ้งน้ำหลายลำกำลังเร่งควบคุมเพลิง

ฝรั่งเศสเผชิญไฟป่ารุนแรง ลุกลามกินพื้นที่ใหญ่กว่ากรุงปารีส

จนถึงวันพุธ ไฟได้เผาพื้นที่ไปแล้วกว่า 13,000 เฮกตาร์ หรือกว่า 81,000 ไร่ และยังคงมีความรุนแรงมาก ขณะที่สภาพอากาศที่ร้อน แห้ง และมีลมแรง ทำให้ภารกิจควบคุมเพลิงยากลำบากมากขึ้น

ขณะที่รัฐมนตรีมหาดไทย บรูโน เรอไตโย ระบุว่า ตั้งแต่วันพฤหัสบดีเป็นต้นไป กองทัพฝรั่งเศสจะส่งกำลังทหารเข้าช่วยเหลือ โดยจะมีทหารหลายสิบคนเข้าประจำพื้นที่

ฌาคส์ ปีโรซ์ นายกเทศมนตรีของหมู่บ้านฌองกิแยร์กล่าวว่า ประชาชนในหมู่บ้านทั้งหมดได้อพยพออกไปแล้ว ขณะที่ประชาชนและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ใกล้เคียงก็ได้รับคำขอให้อยู่แต่ในบ้าน เว้นแต่จะได้รับคำสั่งให้อพยพโดยเฉพาะ และมีการอพยพที่ตั้งแคมป์สองแห่งออกด้วย เพื่อความปลอดภัย โดยขณะนี้กำลังเร่งสืบสวนหาสาเหตุของไฟป่าครั้งนี้อยู่

ฝรั่งเศสเผชิญไฟป่ารุนแรง ลุกลามกินพื้นที่ใหญ่กว่ากรุงปารีส

ทั้งนี้ ยุโรปตอนใต้เผชิญไฟป่าขนาดใหญ่หลายครั้งในฤดูร้อนนี้ นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นปัจจัยที่ทำให้ความรุนแรงและความถี่ของคลื่นความร้อนและความแห้งแล้งเพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลให้ภูมิภาคนี้เสี่ยงต่อไฟป่ามากขึ้น

เมื่อเดือนที่แล้ว เกิดไฟป่าที่เมืองมาร์กเซย ซึ่งเป็นเมืองท่าทางใต้และเมืองใหญ่อันดับสองของฝรั่งเศส โดยมีผู้บาดเจ็บราว 300 คน

ทั้งนี้ สหภาพยุโรป (EU) ระบุว่า ยุโรปเป็นทวีปที่อุณหภูมิเพิ่มสูงเร็วที่สุดในโลก โดยอุณหภูมิเพิ่มขึ้นเป็น สองเท่าของค่าเฉลี่ยโลก ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1980 ตามข้อมูลจากหน่วยบริการ Copernicus Climate Change Service ของ EU.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ  ไฟป่าฝรั่งเศส

เกาหลีใต้เตรียมยกเว้นวีซ่านักท่องเที่ยวจีนแบบหมู่คณะ เริ่ม 29 ก.ย. นี้

เกาหลีใต้เตรียมยกเว้นวีซ่านักท่องเที่ยวจีนแบบหมู่คณะ เริ่ม 29 ก.ย. นี้

7 ส.ค. 2568 08:36 น.

เกาหลีใต้เตรียมยกเว้นวีซ่านักท่องเที่ยวจีนแบบหมู่คณะ เริ่ม 29 ก.ย. นี้

รัฐบาลเกาหลีใต้เตรียมใช้มาตรการยกเว้นวีซ่าชั่วคราว สำหรับนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางเป็นหมู่คณะ โดยมาตรการดังกล่าวจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 29 กันยายน 2025 จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2026

นายกรัฐมนตรีของเกาหลีใต้ คิม มินซอก แถลงเมื่อวันพุธว่า รัฐบาลเกาหลีใต้เตรียมใช้มาตรการยกเว้นวีซ่าชั่วคราว สำหรับ นักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางเป็นหมู่คณะ โดยมาตรการดังกล่าวจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 29 กันยายน 2025 โดยมีเป้าหมายเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนให้เดินทางเข้าประเทศมากขึ้น ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มอุปสงค์ภายในประเทศ

ไต้ ปิง เอกอัครราชทูตจีนประจำเกาหลีใต้ กล่าวแสดงความยินดีต่อมาตรการนี้ โดยระบุว่า “การยกเว้นวีซ่าชั่วคราวของเกาหลีใต้ถือเป็นข่าวดีสำหรับนักท่องเที่ยวชาวจีน”

โดยข้อมูลล่าสุดระบุว่า ตั้งแต่จีนเริ่มใช้นโยบายยกเว้นวีซ่าให้กับพลเมืองเกาหลีใต้แบบฝ่ายเดียวเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2024 การแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ไต้ ปิง กล่าวเพิ่มเติมว่า ในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้กัน จีนและเกาหลีใต้จะยิ่งมีความเข้าใจกันมากขึ้น และเสริมสร้างมิตรภาพให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เมื่อการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนทั้งสองชาติเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและถี่ขึ้นจากนโยบายนี้.

ที่มา : reuters

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เกาหลีใต้

ทรัมป์เตรียมพบปูตินเร็วสุดสัปดาห์หน้า ก่อนประชุมไตรภาคีกับเซเลนสกี

ทรัมป์เตรียมพบปูตินเร็วสุดสัปดาห์หน้า ก่อนประชุมไตรภาคีกับเซเลนสกี

7 ส.ค. 2568 05:59 น.

ทรัมป์เตรียมพบปูตินเร็วสุดสัปดาห์หน้า ก่อนประชุมไตรภาคีกับเซเลนสกี

โดนัลด์ ทรัมป์ วางแผนพบกับ วลาดิเมียร์ ปูติน อย่างเร็วสุดในสัปดาห์หน้า ตามด้วยการประชุมไตรภาคีกับเซเลนสกี ขณะที่เส้นตายคว่ำบาตรที่เขาขีดไว้ให้กับรัสเซียกำลังจะมาถึง

ทำเนียบขาวสหรัฐฯ เปิดเผยในวันพุธที่ 6 ส.ค. 2568 ว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ มีความตั้งใจที่จะพบกับนายวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย อย่างเร็วที่สุดในสัปดาห์หน้า ตามด้วยการประชุมไตรภาคีโดยมีนายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนเข้าร่วมด้วย

เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว 2 คน บอกกับสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นว่า ปูตินเสนอเรื่องการพบปะกับโดนัลด์ ทรัมป์ ระหว่างที่เขาพูดคุยกับนายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษของสหรัฐฯ ซึ่งเดินทางเยือนกรุงมอสโกในวันพุธ ซึ่งผู้ช่วยของนายทรัมป์เริ่มวางแผนการพบปะดังกล่าวทันที โดยที่ผู้นำสหรัฐฯ เรียกร้องให้ทีมงานวางแผนโดยเร็วที่สุด

ในวันพุธ นายทรัมป์พูดคุยกับผู้นำชาติยุโรปผ่านทางโทรศัพท์ บอกพวกเขาเรื่องแผนการพบปะกับปูตินและเซเลนสกี โดยแหล่งข่าวในรัฐบาลยุโรปยืนยันเนื้อหาการสนทนาทางโทรศัพท์กับซีเอ็นเอ็นแล้ว

“รัสเซียแสดงความต้องการที่จะพบกับประธานาธิบดีทรัมป์ และท่านประธานาธิบดีก็เปิดกว้างที่จะพบกับทั้งประธานาธิบดีปูตินและประธานาธิบดีเซเลนสกี ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องการให้สงครามอันโหดร้ายนี้จบลงเสียที” น.ส.แคโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาวระบุในแถลงการณ์

ทั้งนี้ ผู้นำชาติตะวันตกไม่ได้มีการพูดคุยโดยตรงกับนายปูตินเลย นับตั้งแต่เขาตัดสินใจส่งทหารบุกโจมตียูเครนเต็มรูปแบบในปี 2565 โดยครั้งสุดท้ายที่ปูตินพบกับผู้นำสหรัฐฯ โดยตรงเกิดขึ้นในปี 2564 ตอนพบกับนายโจ ไบเดน ระหว่างการประชุมสุดยอดที่เจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ข่าวเรื่องแผนการพบกันดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่เส้นตายที่นายทรัมป์ขีดไว้ให้ผู้นำรัสเซียทำข้อตกลงหยุดยิงกับยูเครนจะมาถึงในวันศุกร์นี้ (8 ส.ค.) โดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขู่ว่า หากมอสโกทำไม่สำเร็จ สหรัฐฯ จะบังคับใช้การคว่ำบาตรเชิงทุติยภูมิ ตั้งกำแพงภาษีประเทศที่ซื้อน้ำมันจากรัสเซียในอัตรา 100%

อย่างไรก็ตาม ยังไม่แน่ชัดว่ารัฐบาลของนายทรัมป์จะบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรดังกล่าวตามที่ขู่หรือไม่ โดยนายมาร์โก รูบิโอ บอกกับสื่อท้องถิ่นว่า ประธานาธิบดีทรัมป์จะตัดสินใจว่าจะคว่ำบาตรหรือไม่ภายใน 24-36 ชั่วโมงข้างหน้า

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

สลด เฮลิคอปเตอร์ตกในกานา คร่าชีวิต 8 ศพ รวม 2 รัฐมนตรีคนสำคัญ

สลด เฮลิคอปเตอร์ตกในกานา คร่าชีวิต 8 ศพ รวม 2 รัฐมนตรีคนสำคัญ

7 ส.ค. 2568 04:58 น.

สลด เฮลิคอปเตอร์ตกในกานา คร่าชีวิต 8 ศพ รวม 2 รัฐมนตรีคนสำคัญ

รัฐมนตรีกลาโหมกับรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมของกานา เสียชีวิตในเหตุเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพตกในภาคกลางของประเทศ พร้อมกับผู้โดยสารและลูกเรืออีก 6 คน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายเอ็ดเวิร์ด โอมาเน โบอามาห์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กับนายอิบราฮิม มูร์ตาลา มูฮัมเหม็ด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อม วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี เสียชีวิตหลังจากเฮลิคอปเตอร์ Z9 ที่พวกเขาโดยสาร ตกในภูมิภาคอาชานติ ตอนกลางของประเทศ

ก่อนหน้านี้ กองทัพกานาออกมาระบุว่า เฮลิคอปเตอร์ Z9 ซึ่งบรรทุกลูกเรือ 3 คน กับผู้โดยสารอีก 5 คน หายไปจากจอเรดาร์ หลังออกเดินทางจากเมืองหลวงกรุงอักกรา ในเวลา 9.12 น. มุ่งหน้าไปยังเมืองโอบูอาซี เพื่อร่วมงานต่อต้านการทำเหมืองผิดกฎหมาย

ทางการกานายังไม่ยืนยันว่าอะไรเป็นสาเหตุทำให้เฮลิคอปเตอร์ลำนี้ตก แต่นายจูเลียส เดบราห์ เสนาธิการกองทัพกานากล่าวว่า นี่เป็นโศกนาฏกรรมระดับชาติ และสั่งให้มีการลดธงลงครึ่งเสาทั่วประเทศ พร้อมกล่าวแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิต ในนามของประธานาธิบดี จอห์น ดรามานี มาฮามา และรัฐบาลด้วย

นอกจากรัฐมนตรีทั้งสองคนแล้ว นายอัลฮาจี มูนิรู โมฮัมเหม็ด รองผู้ประสานงานด้านความมั่นคงแห่งชาติ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรกรรม ก็เป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิตด้วย เช่นเดียวกับนายซามูเอล ซาร์ปอง รองประธานพรรคคองเกรสประชาธิปไตยแห่งชาติ (NDC) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลของกานา

ส่วนลูกเรือได้รับการเปิดเผยชื่อว่าคือนายปีเตอร์ บาเฟมี อานาลา ผู้บังคับฝูงบิน, เรืออากาศโท มานิน ทวุน-อัมปาดู และสิบเอก เอร์เนสต์ แอดโอ เมนซาห์

ทั้งนี้ นายโบอามาห์เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในรัฐบาลชุดก่อนของนายมาฮามา และก่อนหน้านั้นเขาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อม หลังจากได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหม นายโบอามาห์ก็ปฏิบัติภารกิจรับมือกับกลุ่มติดอาวุธญิฮาดที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนทางเหนือซึ่งติดกับบูร์กินาฟาโซ

ส่วนนายมูฮัมเหม็ด เป็นหัวหอกในการต่อสู้ต่อต้านการทำเหมืองทองคำผิดกฎหมาย ซึ่งสร้างความเสียหายแก่สิ่งแวดล้อม และทำให้แม่น้ำกับทะเลสาบปนเปื้อนอย่างหนัก