ปธน.สวิตเซอร์แลนด์พบ รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ เจรจาภาษีเฮือกสุดท้าย

ปธน.สวิตเซอร์แลนด์พบ รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ เจรจาภาษีเฮือกสุดท้าย

7 ส.ค. 2568 03:45 น.

ปธน.สวิตเซอร์แลนด์พบ รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ เจรจาภาษีเฮือกสุดท้าย

ประธานาธิบดีสวิตเซอร์แลนด์พบกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐฯ เพื่อเจรจาการค้าครั้งสุดท้าย ก่อนที่สหรัฐฯ จะบังคับใช้กำแพงภาษี 39% กับสินค้าที่นำเข้าจากสวิส

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันพุธที่ 6 ส.ค. 2568 นางคาริน เคลเลอร์-ซัตเตอร์ ประธานาธิบดีแห่งสวิตเซอร์แลนด์ เข้าพบนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐฯ หวังเจรจาเฮือกสุดท้ายเพื่อหลีกเลี่ยงกำแพงภาษีสูงถึง 39% ที่สหรัฐฯ จะบังคับใช้กับสินค้านำเข้าของพวกเขาในวันที่ 7 ส.ค.เป็นต้นไป

คาดกันว่า อัตราภาษีมหาศาลดังกล่าวจะส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจของสวิตเซอร์แลนด์ซึ่งพึ่งพาการส่งออกอย่างมาก โดยคณะผู้แทนของสวิตเซอร์แลนด์ รวมถึงนาย กาย พาร์เมลิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงธุรกิจ เดินทางถึงกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวันอังคาร เพื่อเจรจาการครั้งสุดท้าย

นางเคลเลอร์-ซัตเตอร์ กล่าวหลังการประชุมว่า การหารือเป็นไปอย่างเป็นมิตรและเปิดกว้าง และเธอไม่ได้เปิดเผยว่า สวิตเซอร์แลนด์ให้คำสัญญาอะไรกับสหรัฐฯ หรือไม่ ขณะที่แหล่งข่าวบอกว่า เธอจะไม่ได้เข้าพบประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ หรือเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านการค้าคนอื่นๆ

แหล่งข่าวบอกอีกว่า คณะผู้แทนของสวิสเตรียมจะออกจากวอชิงตันโดยไม่มีข้อตกลงใดๆ และคณะรัฐมนตรีของพวกเขาจะจัดการประชุมในวันพฤหัสบดีหรือวันศุกร์นี้

“เรามาด้วยความตั้งใจที่จะเสนอแนวคิดใหม่ๆ ให้แก่รัฐบาลอเมริกัน เพื่อแก้ไขเรื่องกำแพงภาษี ซึ่งเราได้ทำแล้ว” แหล่งข่าวระบุ “เราพร้อมสำหรับการเจรจาที่จะดำเนินต่อไปแล้ว”

มีรายงานว่า สหรัฐฯ ต้องการให้สวิตเซอร์แลนด์ซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์และพลังงานอย่างก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากสหรัฐฯ มากขึ้น เพื่อแลกกับการลดอัตราภาษี ซึ่งนายพาร์เมลินกล่าวก่อนหน้านี้ว่า สหภาพยุโรปก็สัญญาจะซื้อก๊าซ LNG จากสหรัฐฯ สวิตเซอร์แลนด์ก็จะนำเข้า LNG เช่นกัน ซึ่งนั่นอาจเป็นหนทางหนึ่ง

ในด้านอาวุธ ปัจจุบันสวิตเซอร์แลนด์ซื้อยุทโธปกรณ์ทางทหารจากสหรัฐฯ อยู่แล้ว และสัญญาจะซื้อเครื่องบินรบ F-35A Lightning II จากบริษัท ล็อกฮีด มาร์ติน ในข้อตกลงมูลค่า 6 พันล้านฟรังส์สวิส

อย่างไรก็ตาม การเผชิญหน้าทางการค้ากับสหรัฐฯ ล่าสุด ทำให้เกิดเสียงเรียกร้องจากนักการเมืองสวิสบางคน ให้ยกเลิกคำสั่งซื้อ F-35 เพื่อตอบโต้ หากสหรัฐฯ บังคับใช้กำแพงภาษี

ทั้งนี้ มีรายงานว่าสวิตเซอร์แลนด์กับสหรัฐฯ บรรลุร่างข้อตกลงร่วมกันในเดือนกรกฎาคม โดยสหรัฐฯ จะเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากสวิสในอัตรา 10% แต่เมื่อสัปดาห์ก่อน นายทรัมป์ปรับอัตราขึ้นไปสูงถึง 39% หลังจาก “การพูดคุยทางโทรศัพท์ที่ยากลำบาก” กับนางเคลเลอร์-ซัตเตอร์

แหล่งข่าวในสวิตเซอร์แลนด์ปฏิเสธเรื่องการพังทลายของความสัมพันธ์ แต่ยอมรับว่า การสนทนาดังกล่าวไม่เป็นไปด้วยดีเลย

อนึ่ง สหรัฐฯ เป็นเป้าหมายการส่งออกสินค้าหลายอย่างของสวิตเซอร์แลนด์ รวมถึง นาฬิกา, เครื่องจักร และช็อกโกแลต ซึ่งทั้งหมดจะได้รับผลกระทบอย่างหนักจากอัตราภาษี 39% ซึ่งสูงกว่าอัตราของชาติคู่แข่งเกินกว่าเท่าตัว สมาคมธุรกิจต่างๆ ในสวิสเตือนว่า หากปล่อยเช่นนี้ ประชาชนหลายหมื่นคนเสี่ยงที่จะตกงาน

ธุรกิจชีสของสวิสอยู่ในสถานการณ์น่ากังวลเป็นพิเศษ เนื่องจากในปี 2567 ชีสทั้งหมดที่พวกเขาส่งออก มี 11% ที่ขายให้สหรัฐฯ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ระทึก 5 ทหารถูกยิงเจ็บที่ค่ายในรัฐจอร์เจีย มือปืนถูกจับกุมตัวแล้ว

ระทึก 5 ทหารถูกยิงเจ็บที่ค่ายในรัฐจอร์เจีย มือปืนถูกจับกุมตัวแล้ว

7 ส.ค. 2568 02:32 น.

ระทึก 5 ทหารถูกยิงเจ็บที่ค่ายในรัฐจอร์เจีย มือปืนถูกจับกุมตัวแล้ว

คนร้ายก่อเหตุยิงทหารในค่ายฟอร์ต สจ๊วต จนได้รับบาดเจ็บ 5 นาย ก่อนถูกควบคุมตัว รายงานเบื้องต้นชี้ว่าคนร้ายเป็นทหารยศจ่าสิบเอก ส่วนผู้บาดเจ็บทั้งหมดมีอาการทรงตัวแล้ว

เมื่อ 6 ส.ค. 2568 เกิดเหตุคนร้ายยิงทหารได้รับบาดเจ็บ 5 นาย ที่ค่ายทหารฟอร์ต สจ๊วต ในรัฐจอร์เจีย ของสหรัฐฯ โดยคนร้ายซึ่งเป็นทหารยศจ่าสิบเอก ถูกจับกุมตัวได้แล้ว ส่วนทหารที่ถูกยิงถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล และจนถึงตอนนี้ยังไม่มีการเปิดเผยอาการของพวกเขาออกมา

เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายในรัฐจอร์เจียได้รับแจ้งเหตุเมื่อเวลาประมาณ 10.56 น. ตามเวลาท้องถิ่น ว่าเกิดเหตุยิงกันที่ที่มั่นของกองพลน้อยยานเกราะรบที่ 2 (2nd Armored Brigade Combat Team) ซึ่งรู้จักกันในชื่อ “กองพลน้อยสปาร์ตัน” (Spartan Brigade) ในพื้นที่ส่วนเหนือของฟอร์ต สจ๊วต

จากนั้นในเวลาประมาณ 11.04 น. เจ้าหน้าที่คำสั่งปิดล้อมพื้นที่ ทีมแพทย์ฉุกเฉินถูกส่งเข้าไปรักษาทหารผู้บาดเจ็บ และนำตัวพวกเขาส่งโรงพยาบาล ก่อนที่ในเวลาประมาณ 11.35 น. คนร้ายจะถูกควบคุมตัวได้ แต่ต้องรอถึงเวลาประมาณ 12.10 น. ฟอร์ต สจ๊วต จึงจะมีคำสั่งยกเลิกการปิดล้อมพื้นที่

พลจัตวา จอร์จ ลูบาส ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 3 ยืนยันว่าคนร้ายที่ก่อเหตุคือนาย ควอเลนิอุส แรดฟอร์ด (Quornelius Radford) ส่วนผู้บาดเจ็บทั้ง 5 รายมีอาการทรงตัวแล้ว โดยทหาร 3 นายต้องได้รับการผ่าตัด ส่วนอีก 2 นายถูกส่งไปโรงพยาบาลเมโมเรียล ในเมืองซาวันนาห์ เพื่อการดูแลเพิ่มเติม

นายพลลูบาสบอกด้วยว่า ชายคนนี้เคยถูกจับข้อหาเมาแล้วขับเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา แต่ผู้บังคับบัญชาของเขาไม่ทราบเรื่องนี้ จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ล่าสุดนี้ขึ้น โดยเขาใช้ปืนพกส่วนตัวในการก่อเหตุไม่ใช่อาวุธของกองทัพ และจนถึงตอนนี้ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าอะไรเป็นสาเหตุทำให้เขาลงมือ

ก่อนหน้านี้ ซีเอ็นเอ็นรายงานอ้างการเปิดเผยของแหล่งข่าวว่า คนร้ายเป็นทหารยศจ่าสิบเอก มีอายุ 28 ปี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์เพิ่มกำแพงภาษีอินเดียเท่าตัวเป็น 50% ฐานซื้อน้ำมันจากรัสเซีย

ทรัมป์เพิ่มกำแพงภาษีอินเดียเท่าตัวเป็น 50% ฐานซื้อน้ำมันจากรัสเซีย

6 ส.ค. 2568 23:20 น.

ทรัมป์เพิ่มกำแพงภาษีอินเดียเท่าตัวเป็น 50% ฐานซื้อน้ำมันจากรัสเซีย

ทรัมป์ออกคำสั่งพิเศษ เพิ่มกำแพงภาษีอินเดียอีก 25% เป็น 50% ลงโทษฐานซื้อน้ำมันจากรัสเซีย พร้อมขู่ประเทศอื่นที่ซื้อน้ำมันจากรัสเซียว่าอาจโดนด้วย

เมื่อวันพุธที่ 6 ส.ค. 2568 ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ออกคำสั่งพิเศษฝ่ายบริหารฉบับใหม่ เพิ่มอัตราภาษีศุลกากรที่สหรัฐฯ จะบังคับใช้กับอินเดียอีก 25% เพื่อลงโทษที่แดนภารตะยังคงซื้อน้ำมันจากรัสเซีย ในขณะที่สหรัฐฯ กับยุโรปพยายามคว่ำบาตรมอสโกเพื่อกดดันให้ยุติสงครามในยูเครน

เนื้อหาในคำสั่งฝ่ายบริหารที่เผยแพร่โดยทำเนียบขาวสหรัฐฯ ระบุว่า อัตราภาษีเพิ่มเติมดังกล่าวจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในอีก 3 สัปดาห์หลังจากนี้ โดยจะเพิ่มเข้าไปในอัตราภาษีศุลกากร 25% ที่จะเริ่มบังคับใช้ในวันพฤหัสบดีที่ 7 ส.ค.

คำสั่งนี้ยังขู่ด้วยว่า มีโอกาสที่จะมีบทลงโทษสำหรับประเทศอื่นๆ ที่สหรัฐฯ เชื่อว่า นำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม

อย่างไรก็ตาม ภาษีล่าสุดจะไม่ส่งผลต่อสินค้าที่เผชิญภาษีเฉพาะกลุ่มของสหรัฐฯ ไปแล้ว เช่น เหล็กกล้ากับอะลูมิเนียม กับสินค้าที่กำลังจะเผชิญภาษีเฉพาะกลุ่มในอนาคตเช่น ผลิตภัณฑ์ยา

ทำเนียบขาวระบุว่า ความเคลื่อนไหวล่าสุดของนายทรัมป์ เป็นสิ่งจำเป็นและเหมาะสมแล้ว

ทั้งนี้ นายทรัมป์พยายามเพิ่มแรงกดดันต่ออินเดีย หลังจากส่งสัญญาณว่ามีมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียระลอกใหม่ หากมอสโกไม่มีความคืบหน้าในการทำข้อตกลงสันติภาพกับยูเครนภายในวันศุกร์นี้ (8 ส.ค.)

กระทรวงการต่างประเทศของอินเดียระบุก่อนหน้านี้ว่า การกดดันของสหรัฐฯ ให้พวกเขาหยุดซื้อน้ำมันจากรัสเซียนั้น ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่มีเหตุผล และพวกเขาจะปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ

มาตรการกำแพงภาษีของนายทรัมป์อาจส่งผลกระทบต่อความทะเยอทะยานทางเศรษฐกิจของอินเดีย โดยบริษัทอเมริกันมากมายกำลังมองอินเดียเป็นตัวเลือกใหม่ แทนที่จีนในการตั้งฐานการผลิต และประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็พยายามหยุดความคิดดังกล่าวด้วยการใช้กำแพงภาษี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ฮุน เซน แจง 2 ปมร้อน ไม่เชื่อไทยวางแผนลอบสังหาร อย่าดึงชาติที่ 3 ร่วมขัดแย้ง

ฮุน เซน แจง 2 ปมร้อน ไม่เชื่อไทยวางแผนลอบสังหาร อย่าดึงชาติที่ 3 ร่วมขัดแย้ง

6 ส.ค. 2568 22:19 น.

ฮุน เซน แจง 2 ปมร้อน ไม่เชื่อไทยวางแผนลอบสังหาร อย่าดึงชาติที่ 3 ร่วมขัดแย้ง

ฮุน เซน แจงปมโดรนญี่ปุ่น-จีน ชี้ไม่ควรขยายความขัดแย้งไปยังชาติที่ 3 พร้อมระบุว่า ไม่เชื่อว่าผู้นำไทยกำลังวางแผนลอบสังหารตนเองกับฮุน มาเนต

เมื่อวันพุธที่ 6 ส.ค. 2568 สมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการของตัวเอง เพื่อชี้แจงเรื่องการที่ญี่ปุ่นกับจีนขายโดรนให้ไทยกับกัมพูชา กับข่าวลือที่ว่าผู้นำไทยกำลังวางแผนลอบสังหารตัวเขากับฮุน มาเนต โดยฮุน เซน ไม่เชื่อว่าไทยจะวางแผนลอบสังหารจริง ไม่ติดใจเรื่องซื้ออาวุธ แต่ขออย่าใช้โจมตีประเทศเพื่อนบ้าน

“ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา มีรายงานสำคัญสองเรื่องถูกเผยแพร่ออกมา เรื่องแรกเกี่ยวกับการที่ญี่ปุ่นจัดหาโดรนให้ประเทศไทย การที่จีนจัดหาโดรนให้กัมพูชา และเกาหลีใต้ขายเครื่องกระสุนและอากาศยานให้ประเทศไทย โดยอ้างว่าเป็นส่วนหนึ่งการเตรียมความพร้อมเพื่อปฏิบัติการที่มุ่งเป้าหมายไปที่ ฮุน เซน กับ ฮุน มาเนต ส่วนเรื่องที่สองเกี่ยวกับข้อกล่าวหาที่ว่า ผู้นำของไทยกำลังวางแผนเพื่อลอบสังหารตัวผมกับนายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต”

“หากปัญหาทั้งสองนี้ไม่ได้รับการแก้ไขหรือชี้แจง มันอาจพัฒนากลายเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคต ดังนั้น ผมจึงขอชี้แจงดังนี้”

“1.เรื่องโดรนกับอุปกรณ์ทางทหาร: ไม่ว่ากัมพูชาหรือไทยจะได้โดรนหรืออุปกรณ์ทางทหารมาจากที่ใด เรื่องนี้ก็ไม่ควรถูกทำให้เกินจริง หรือขยายไปสู่ความขัดแย้งที่เกินกว่าปัญหาระดับทวิภาคีระหว่างทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อประเทศเหล่านี้กำลังสนับสนุนความพยายามเพื่อยุติความขัดแย้ง สนับสนุนการหยุดยิง และส่งเสริมสันติภาพระหว่างกัมพูชากับไทย”

“2.เรื่องข้อกล่าวหาเกี่ยวกับแผนการลอบสังหาร: ความเห็นที่ว่าผู้นำไทยกำลังวางแผนลอบสังหารตัวผมกับนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนตนั้น เป็นเรื่องที่เชื่อถือได้ยากอย่างยิ่ง ถึงแม้ว่าผู้นำไทยจะไม่ชอบหรือไม่ยอมรับตัวผมหรือฮุน มาเนต ก็ไม่น่าเป็นไปได้ที่พวกเขาจะลดตัวลงไปสู่ระดับไร้ศีลธรรมถึงขนาดสมคบกันเพื่อสังหารเรา”

“ในทางประวัติศาสตร์ แม่ทัพผู้ทรงอำนาจมักตกเป็นเป้าหมายของการลอบสังหารเพื่อความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ในการทำสงคราม แต่ยุคปัจจุบันนั้นต่างออกไป ตอนนี้เราแสวงหาการเจรจาและการทำความเข้าใจร่วมกันเพื่อสร้างสันติ”

“กัมพูชาต้องการผู้นำไทยที่เข้มแข็งและมีความสามารถในการเจรจาสันติภาพ เช่นเดียวกัน ไทยก็ต้องการผู้นำกัมพูชาที่เข้มแข็ง และตอนนี้มีเพียง ฮุน เซน กับฮุน มาเนต ที่มีอำนาจและความสามารถในการเข้าร่วมการเจรจาดังกล่าว และจากสองคนนี้ ฮุน มาเนต กำลังรับหน้าที่เป็นผู้นำในการเจรจาโดยตรง”

“เมื่อดูจากบริบทนี้ ไม่มีเหตุผลใดเลยที่ผู้นำไทยจะวางแผนลอบสังหารฮุน เซน หรือ ฮุน มาเนต และตามข้อเท็จจริง หากพวกเราคนใดถูกสังหารขึ้นมาจริงๆ ด้วยน้ำมือของผู้นำไทย มันจะจุดชนวนให้เกิด ฮุน เซน กับ ฮุน มาเนต หลายหมื่นหรือหลายล้านคนทั่วแผ่นดินกัมพูชาอย่างแน่นอน และเปลี่ยนให้ไทยกลายเป็นศัตรูตลอดกาลที่และเป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำให้ความเดือดดาลนี้สงบลง”

“สำหรับตัวผมเองและสำหรับฮุน มาเนต พวกเราไม่ใช่กบอ่อนแอที่จะถูกขยี้ได้ง่ายๆ นี่เป็นการอธิบายเพิ่มเติมเพื่อยืนยันว่า ผู้นำไม่ได้กำลังวางแผนลอบสังหาร ฮุน เซน กับ ฮุน มาเนต”

ส่วนคำกล่าวอ้างที่ว่า แผนการลอบสังหาร ฮุน เซน กับ ฮุน มาเนต ของผู้นำไทย จะมีการใช้อากาศยานทางทหารด้วยนั้น เป็นเรื่องสำคัญที่ประเทศที่กำลังขายอากาศยานดังกล่าวให้ประเทศไทยต้องบังคับใช้ข้อตกลงเรื่องการใช้งานอย่างเข้มงวด ในอดีต ไทยเคยใช้อากาศยานที่ซื้อมาจากสหรัฐฯ กับสวีเดนเพื่อบุกรุกลึกเข้าไปในดินแดนกัมพูชามาแล้ว”

“กัมพูชาไม่คัดค้านเรื่องการจัดหาอากาศยานทางทหารของไทย แต่เราขอเรียกร้องอย่างจริงจังว่า อากาศยานเหล่านี้จะต้องไม่ถูกใช้โจมตีทางอากาศในดินแดนกัมพูชา, ลาว, มาเลเซีย หรือเมียนมา ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านของไทย

ที่มา : facebook / hunsencambodia

ทูตทรัมป์พบปูตินก่อนเส้นตายหยุดยิงรัสเซีย-ยูเครน

ทูตทรัมป์พบปูตินก่อนเส้นตายหยุดยิงรัสเซีย-ยูเครน

6 ส.ค. 2568 17:12 น.

ทูตทรัมป์พบปูตินก่อนเส้นตายหยุดยิงรัสเซีย-ยูเครน

นายสตีฟ วิทคอฟฟ์ ทูตสหรัฐฯ และผู้แทน ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ และ ปธน.วลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ได้พบปะกันที่กรุงมอสโก ไม่กี่วันก่อนถึงกำหนดเส้นตายที่รัสเซียจะต้องบรรลุข้อตกลงหยุดยิงกับยูเครน

สื่อรัสเซียรายงานว่า การประชุมระหว่างนายสตีฟ วิทคอฟฟ์ ทูตสหรัฐฯ และประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย กำลังดำเนินอยู่ที่กรุงมอสโก

นายวิทคอฟฟ์เดินทางถึงกรุงมอสโกในวันนี้ (6 ส.ค.) ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ  ใกล้ถึงเส้นตายที่รัสเซียต้องตกลงหยุดยิงในยูเครน

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า รัสเซียอาจเผชิญกับมาตรการคว่ำบาตรอย่างหนัก หรืออาจถูกคว่ำบาตรเพิ่มเติมต่อผู้ที่ทำการค้ากับรัสเซีย หากรัสเซียไม่ดำเนินการเพื่อยุติ “สงครามอันน่าสะพรึงกลัว” กับยูเครน

โวโลดิมีร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน เตือนว่า รัสเซียจะดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อสันติภาพก็ต่อเมื่อเริ่มขาดแคลนเงินทุน เขายินดีกับภัยคุกคามจากการคว่ำบาตรและภาษีศุลกากรที่เข้มงวดยิ่งขึ้นของสหรัฐฯ ต่อประเทศที่ซื้อน้ำมันจากรัสเซีย

ความคาดหวังในการหาข้อยุติภายในวันศุกร์นี้ยังคงไม่มีความเคลื่อนไหว และรัสเซียยังคงโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ต่อยูเครน แม้ว่าทรัมป์จะขู่ว่าจะคว่ำบาตรก็ตาม

การเจรจา 3 รอบระหว่างยูเครนและรัสเซียในนครอิสตันบูลของตุรกี ประสบความล้มเหลวในการยุติสงคราม หรือ 3 ปีครึ่งหลังจากที่รัสเซียเปิดฉากการรุกรานยูเครนอย่างเต็มรูปแบบ

เงื่อนไขทางทหารและการเมืองของรัสเซียเพื่อสันติภาพ ยังคงเป็นสิ่งที่ยูเครนและพันธมิตรตะวันตกไม่อาจยอมรับได้ รัสเซียยังปฏิเสธคำขอของยูเครนหลายครั้งที่จะให้นายเซเลนสกีและปูตินพบปะกัน

ขณะเดียวกัน รัฐบาลสหรัฐฯ ได้อนุมัติการขายอาวุธเพิ่มเติมมูลค่า 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้กับยูเครนเมื่อวันอังคาร หลังจากการพูดคุยทางโทรศัพท์ระหว่างเซเลนสกีและทรัมป์ ซึ่งผู้นำทั้งสองยังได้หารือเกี่ยวกับความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศและการผลิตโดรน

ยูเครนใช้โดรนโจมตีโรงกลั่นและสาธารณูปโภคด้านพลังงานของรัสเซีย ขณะที่รัสเซียมุ่งเน้นการโจมตีทางอากาศไปยังเมืองต่างๆ ของยูเครน

สำนักงานบริหารทหารกรุงเคียฟกล่าวว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากการโจมตีกรุงเคียฟเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเพิ่มขึ้นเป็น 32 ศพ หลังจากชายคนหนึ่งเสียชีวิตจากอาการบาดเจ็บ การโจมตีครั้งนี้ถือเป็นการโจมตีที่ร้ายแรงที่สุดในกรุงเคียฟนับตั้งแต่เริ่มต้นการรุกราน

เจ้าหน้าที่ยูเครนรายงานเมื่อวันพุธว่า การโจมตีของรัสเซียที่ค่ายพักร้อนแห่งหนึ่งในเขตซาปอริซเซีย ทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย และบาดเจ็บ 12 ราย.

ที่มา BBC

รมช.เกษตรฯรับฟังความเห็นด้านสินค้าประมงรับมือภาษีสหรัฐฯ

รมช.เกษตรฯรับฟังความเห็นด้านสินค้าประมงรับมือภาษีสหรัฐฯ

รมช.เกษตรฯรับฟังความเห็นด้านสินค้าประมงรับมือภาษีสหรัฐฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.29 น.

รมช.เกษตรฯ ประชุมรับฟังความคิดเห็นสถานการณ์ด้านภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ด้านการค้าสินค้าประมงของสหรัฐอเมริกา

วันนี้ (7 ส.ค.) นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมหารือและการรับฟังความคิดเห็นต่อสถานการณ์ด้านภาษีกับสหรัฐอเมริกา ด้านการค้าสินค้าประมง โดยมี นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง พร้อมด้วย นายมานพ หนูสอน นางฐิติพร หลาวประเสริฐ และนายประเทศ ซอรักษ์ รองอธิบดี และคณะผู้บริหารกรมประมงผู้แทนสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานการเกษตรต่างประเทศ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ผู้แทนจากองค์กรภาคการประมง ผู้ประกอบการ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เข้าร่วม ที่ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพิจารณาและวิเคราะห์ผลกระทบ กรณีที่สหรัฐอเมริกาได้ประกาศใช้มาตรการภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) กับประเทศไทยในอัตราใหม่ที่ระดับ 19% เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 (จากอัตราเดิมที่ 36%) และอัตราภาษีที่สหรัฐอเมริกาประกาศใช้กับประเทศคู่ค้าในอัตราต่าง ๆ กัน รวมถึงรับทราบผลการวิเคราะห์ผลกระทบต่อการค้าสินค้าประมงที่คาดว่าจะส่งผลต่อภาคการประมงของไทย โดยที่ประชุมได้ร่วมกันกำหนด 9 มาตรการรองรับ อาทิ การเปิดตลาดส่งออกใหม่ เน้นการเปิดโอกาสทางด้านการตลาดในประเทศแถบตะวันออกกลาง เพิ่มความหลากหลายในชนิดสินค้า การปรับโครงสร้างการผลิตทั้งระบบ มุ่งเน้นการลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด การจัดทำข้อตกลงกับผู้ประกอบการแปรรูปสัตว์น้ำให้ใช้วัตถุดิบประมงภายในประเทศเป็นอันดับแรก เพื่อลดผลกระทบจากการเลือกใช้วัตถุดิบราคาถูกจากต่างประเทศที่คาดว่าจะมีปริมาณเพิ่มขึ้น เป็นต้น ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นพ้องให้ควรมีการกำหนดแหล่งงบประมาณเพื่อการขับเคลื่อนทั้ง 9 มาตรการให้เป็นรูปธรรม โดยให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการในการติดตามการดำเนินการเพื่อให้ทันต่อสถานการณ์และมีการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ตลาดสหรัฐอเมริกาเป็นตลาดส่งออกสินค้าประมงอันดับที่ 1 ของไทย สร้างรายได้กว่า 46,000 ล้านบาทต่อปี โดยไทยมีสัดส่วนการส่งออกสินค้าประมง 5.17% ของมูลค่าการนำเข้าสินค้าประมงทั้งหมดของสหรัฐอเมริกา อยู่ในอันดับที่ 9 รองจากแคนนาดา ชิลี อินเดีย อินโดนีเซีย เวียดนาม เอกวาดอร์ จีนและนอร์เวย์ ซึ่งมีอัตราภาษีนำเข้าต่ำไม่แตกต่างกันมากนัก การขึ้นภาษีจึงส่งผลให้สินค้าที่สหรัฐอเมริกานำเข้ามีราคาเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้ปริมาณการนำเข้าสินค้าด้านประมงจากต่างประเทศมีแนวโน้มลดลง

นายอัครา กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมประมง ได้เตรียมแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ครอบคลุมในทุกมิติ เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อสินค้าไทยให้มากที่สุด โดยพร้อมรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน เพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพต่อไป

015

‘ธนาคารที่ดิน’ติดตามผลการช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ยากจน ตามนโยบายของรัฐบาล

'ธนาคารที่ดิน'ติดตามผลการช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ยากจน ตามนโยบายของรัฐบาล

‘ธนาคารที่ดิน’ติดตามผลการช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ยากจน ตามนโยบายของรัฐบาล

วันพุธ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 19.04 น.

“ธนาคารที่ดิน” ติดตามผลดำเนินการช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ยากจน ตามนโยบายของรัฐบาล ด้านประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงในเขตปฏิรูปที่ดินและการท่องเที่ยวบ้านสันป่าเหียง ชี้ ที่ดินทำกินเป็นฐานรากของประเทศเป็นฐานรากของประชาชน วอนให้ “ธนาคารที่ดิน” คงอยู่ต่อไป

วันที่ 5 สิงหาคม 2568 นายกุลภัทร ภูมิใจอวด ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการ ธนาคารที่ดิน เปิดเผยว่า ตามที่นโยบายรัฐบาล แถลงต่อรัฐสภา ในประเด็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาความยากจนและส่งเสริมความเป็นธรรมในสังคม มุ่งเน้นที่การทำให้ประชาชนมีที่ดินทำกินและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งนายกรัฐมนตรี มอบหมายนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี ให้กำกับดูแลสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) นั้น

ผู้อำนวยการธนาคารที่ดิน จึงมอบหมายให้นายสุทธิรักษ์ อุฒมนตรี ผู้อำนวยการกองประชาสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กองประชาสัมพันธ์ฯ ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามผลการดำเนินการช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ยากจน ให้มีที่ทำกิน ณ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงในเขตปฏิรูปที่ดินและการท่องเที่ยวบ้านสันป่าเหียง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ 

ด้าน น.ส.คะติมะ หลี่จ๊ะ ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงในเขตปฏิรูปที่ดินและการท่องเที่ยวบ้านสันป่าเหียง กล่าวว่า ต้องขอบคุณ “ธนาคารที่ดิน” ปัจจุบัน วิถีชีวิตของพวกเรามีความมั่นคง ตัวอย่างเช่นช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมา เราแทบไม่เดือดร้อนอะไรเลย หากเปรียบเทียบหลายพื้นที่ หรือคนที่อยู่ในเมืองลำบากมาก แต่เราอยู่ได้เป็นเดือน ๆ ไม่เดือดร้อน เพราะเราแบ่งปันซึ่งกันและกัน เพราะฉะนั้นธนาคารที่ดินจึงตอบโจทย์ของการมีที่อยู่อาศัย มีที่ดินทำกิน เพราะเป็นความมั่นคงของประเทศ ถ้าชาวบ้านหรือประชาชนมีความมั่นคงในด้านที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน จะต่อยอดในเรื่องต่าง ๆ อีกหลาย ๆ เรื่อง สามารถพัฒนาหลายอย่างได้ ในทางตรงกันข้าม ถ้าเขาไม่มีความมั่นคง ก็จะทำให้ประชาชนอ่อนแอ และประเทศชาติก็จะอ่อนแอไปด้วย ดังนั้น การที่ประเทศจะอ่อนแอหรือเข้มแข็งจึงขึ้นอยู่กับฐานรากของประเทศ หมายความว่า ”ธนาคารที่ดิน“ ต้องอยู่ต่อไป เพื่อให้เป็นธนาคารที่ชาวบ้านพึ่งได้ ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ ดอกเบี้ยต่ำ เพราะชาวบ้านถือว่าเรื่องที่ดินทำกินเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นมาก เป็นฐานรากของประเทศเป็นฐานรากของประชาชน ถ้าไม่มีที่อยู่ที่มั่นคงไม่มีที่ทำกินจะไม่สามารถไปต่ออะไรได้เลยจะล้มเหลวทั้งชุมชนจะล้มเหลวกระทบกันไปหมดเลย เราจึงอยากให้มีธนาคารที่ดินเป็นที่พึ่ง 

”ตอนแรก ๆ เราเครียดมากเครียดเพราะไม่รู้จะไปตรงไหน นอนไม่หลับกังวลว่าเราจะแก้ปัญหาเรื่องที่ทำกินและที่อยู่อาศัยอย่างไร เราไม่เห็นตัวตนกระทั่งวันหนึ่งเรามี ‘ธนาคารที่ดิน’ ที่จะมาคลี่คลายปัญหาเหล่านี้ ตอนนี้เราเห็นแสงสว่างมาก ความเครียดมันหายหมดเลย ต่อให้เรารู้ว่าไม่มีเงินซื้อที่ดินเราก็สามารถขอความช่วยเหลือจาก ‘ธนาคารที่ดิน’ ได้ มันเป็นทางออกที่ดีทำให้ชาวบ้านมีความสุขมีความหวัง และคิดต่อยอดว่าจะพัฒนาพื้นที่แห่งนี้เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในอนาคต อยากรักษาหมู่บ้านนี้ไว้ให้เติบโตยิ่งยิ่งขึ้นไป“น.ส.คะติมะ กล่าว

นายสุทธิรักษ์ กล่าวว่า “ธนาคารที่ดิน”  เป็นหน่วยงานรัฐ การช่วยเหลือประชาชน 8 ครัวเรือน พื้นที่กว่า 27 ไร่ อยู่ภายใต้โครงการบริหารจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน สนองนโยบายรัฐบาล มุ่งให้ประชาชน เข้าถึงสิทธิที่ดินทำกิน และที่อยู่อาศัย เพิ่มขึ้น โดยให้ประชาชนมีที่ทำกิน มีกินมีใช้ รายได้ยั่งยืน

ส่งต่อความห่วงใย TPCS มอบหน้ากากอนามัย ‘เวลแคร์’ สนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของทหารชายแดนไทย-กัมพูชา

ส่งต่อความห่วงใย TPCS มอบหน้ากากอนามัย 'เวลแคร์' สนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของทหารชายแดนไทย-กัมพูชา

ส่งต่อความห่วงใย TPCS มอบหน้ากากอนามัย ‘เวลแคร์’ สนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของทหารชายแดนไทย-กัมพูชา

วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.47 น.

บริษัท ทีพีซีเอส จำกัด (มหาชน) หรือ TPCS ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายหน้ากากอนามัยภายใต้แบรนด์ “เวลแคร์” (Welcare) แบรนด์ยอดขายอันดับหนึ่ง บนช่องทาง E-Commerce อย่าง Shopee ,Lazada และเป็นแบรนด์แรกของไทย ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานอุตสาหกรรม หรือ มอก. ครบทั้ง 3 ระดับ ร่วมมอบผลิตภัณฑ์หน้ากากอนามัยเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทหารที่ประจำการในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งอยู่ในสถานการณ์ที่ยังคงต้องเฝ้าระวังและปฏิบัติภารกิจอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ดำเนินการจัดส่งผลิตภัณฑ์ถึงมือเจ้าหน้าที่ทหารตั้งแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2568 เพื่อให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างทันท่วงที ก่อนจะมีพิธีส่งมอบอย่างเป็นทางการจัดขึ้นเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2568 ณ กระทรวงกลาโหม กรุงเทพมหานคร โดยมี พลเอก สนิธชนก สังขจันทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม ให้เกียรติเป็นผู้รับมอบผลิตภัณฑ์จากคณะผู้บริหารของบริษัท ทีพีซีเอส จำกัด (มหาชน) นำโดย นายสุชัย ณรงคนานุกูล ประธานกรรมการ, นายกรวิชญ์ ณรงคนานุกูล กรรมการผู้จัดการ, นายธวัชชัย ตั้งวรกิจถาวร กรรมการบริหาร นายธานี เบ้าต้น ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายธุรกิจ, นายพิทักษ์พงษ์ ฉายแสง ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายธุรกิจ, นางสาวเยาวลักษณ์ อยู่ศิริ ผู้จัดการส่วนการตลาด และนางสาวอัมพร มะนานวม ผู้จัดการส่วนสำนักประธานกรรมการบริหาร

สำหรับผลิตภัณฑ์ที่บริษัทมอบในครั้งนี้ คิดเป็นมูลค่ารวม 400,475 บาท ซึ่งการสนับสนุนครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการส่งต่อความห่วงใย แต่ยังสะท้อนถึงจุดยืนของแบรนด์ Welcare ในการร่วมเคียงข้างคนไทยในทุกสถานการณ์นับตั้งแต่ช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการส่งเสริมสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชน ด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และผ่านการรับรองจากภาครัฐอย่างครบถ้วน

บริษัท ทีพีซีเอส จำกัด (มหาชน) หรือ TPCS หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการสนับสนุนครั้งนี้จะมีส่วนช่วยเสริมสร้างความปลอดภัยให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ และพร้อมเดินหน้าสานต่อพันธกิจในการเป็นพลังขับเคลื่อนสังคมไทยอย่างยั่งยืน ผ่านการส่งต่อผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานสู่สาธารณะอย่างต่อเนื่อง

-(016)

ลูกเสือปันน้ำใจไปชายแดน

ลูกเสือปันน้ำใจไปชายแดน

ลูกเสือปันน้ำใจไปชายแดน

วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.20 น.

ลูกเสือ วิสามัญวิทยาลัยเทคนิคสมุทรสงคราม  ส่งปลาเค็มและส้มโอไปให้เหล่าทหาร  ตำรวจ ที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน

‘พระราชินี’ พระราชทานพระราชดำรัสเปิดงาน ‘มหกรรมกองทุนแม่ของแผ่นดิน’ ชื่นชมความมุ่งมั่นแก้ไขปัญหายาเสพติด สนองพระราชปณิธาน สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

‘พระราชินี’ พระราชทานพระราชดำรัสเปิดงาน ‘มหกรรมกองทุนแม่ของแผ่นดิน’  ชื่นชมความมุ่งมั่นแก้ไขปัญหายาเสพติด สนองพระราชปณิธาน สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

‘พระราชินี’ พระราชทานพระราชดำรัสเปิดงาน ‘มหกรรมกองทุนแม่ของแผ่นดิน’ ชื่นชมความมุ่งมั่นแก้ไขปัญหายาเสพติด สนองพระราชปณิธาน สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปทรงเป็นองค์ประธานในงานมหกรรมกองทุนแม่ของแผ่นดิน ประจำปี 2568  ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จ.นนทบุรี

การนี้ ทอดพระเนตรวีดิทัศน์ “กองทุนแม่ของแผ่นดิน ก้าวสู่ทศวรรษที่ 3 อ้อมกอดของแม่” ซึ่งนับเป็นวาระสำคัญยิ่งที่การดำเนินงานกองทุนแม่ของแผ่นดินได้ก้าวสู่ทศวรรษที่ 3 แห่งการขับเคลื่อนภารกิจด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในระดับหมู่บ้านและชุมชน ตามพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหายาเสพติดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 ตลอดระยะเวลากว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา กองทุนแม่ของแผ่นดินได้เดินหน้าสร้างความเข้มแข็งให้แก่หมู่บ้าน และชุมชนทั่วประเทศในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืน ส่งผลให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถจัดการปัญหายาเสพติดด้วยแนวทางสันติวิธี มีการส่งเสริมการประกอบสัมมาชีพตามความถนัด รวมทั้งมีการดูแลช่วยเหลือ ให้โอกาสผู้เสพ/ผู้ติดยาเสพติด ให้กลับเข้ามาอยู่ร่วมกันในหมู่บ้าน/ชุมชนด้วยความสงบสุข ควบคู่การจัดระบบกลไกการเฝ้าระวัง ตรวจตรา ให้ประชาชนเกิดความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

โอกาสนี้ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พระราชทานพระราชดำรัสใจความสำคัญว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ข้าพเจ้ามาปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ ในงานมหกรรมกองทุนแม่ของแผ่นดินประจำปี ซึ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด รวมทั้งทุกคน ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันจัดขึ้นในวันนี้ ข้าพเจ้ามีความชื่นชมอย่างยิ่งที่ได้ทราบจากรายงานว่า กองทุนแม่ของแผ่นดินก้าวขึ้นสู่ทศวรรษที่สามอย่างมั่นคง และยังคงมุ่งมั่นที่จะสนองพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดด้วยสันติวิธีอย่างเต็มกำลังความสามารถ แนวทางการดำเนินงานของกองทุนที่เป็นการสนับสนุนให้เกิดขวัญและกำลังใจ ตลอดจนเสริมสร้างความรักความเข้าใจของคนในชุมชนนั้น นับเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ข้าพเจ้าจึงขอร่วมยินดีกับทุกท่านในความสำเร็จครั้งนี้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขอชื่นชมยินดีกับสมาชิกหมู่บ้านและชุมชนทุกแห่ง ที่ได้เข้าร่วมโครงการและมาทำงานเพื่อแผ่นดินร่วมกัน หวังว่าทุกท่านจะร่วมแรงร่วมใจกันสร้างชุมชนของตนให้ยิ่งมั่นคง เข้มแข็ง เพื่อให้สังคมและประเทศชาติปลอดพ้นจากปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืนตลอดไป ในพระปรมาภิไธย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขออวยพรให้ทุกท่านที่มาร่วมพิธีนี้ มีความเจริญสวัสดีพร้อมทั้งความสำเร็จในสิ่งที่ปรารถนาโดยทั่วกัน”

จากนั้นพระราชทานเงินขวัญถุงกองทุนแม่ของแผ่นดิน แก่ผู้ว่าราชการจังหวัด และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ตามลำดับ เมื่อเสร็จแล้วพระราชทานพระราชดำรัสแก่ผู้ร่วมงาน

ต่อมาเสด็จฯ ไปยังบริเวณจัดนิทรรศการฯ ทอดพระเนตรนิทรรศการต่างๆ ดังนี้ นิทรรศการผลการดำเนินงานของสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด นิทรรศการผลการดำเนินงานของหมู่บ้าน/ชุมชนกองทุนแม่ของแผ่นดิน และ นิทรรศการ 12 พื้นที่นำร่องเพื่อถ่ายทอดพระมหากรุณาธิคุณตลอดจนการทำงานอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 20 ปี ด้วยความมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือและสร้างพลังความร่วมมือจากคนในชุมชนและหมู่บ้านทั่วประเทศให้ห่างไกลจากปัญหายาเสพติด  

กองทุนแม่ของแผ่นดิน ประจำปี 2568 มีหน่วยงานเข้าร่วมจำนวน 1,528 แห่ง โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นผู้แทนเข้ารับพระราชทาน พร้อมผู้แทนภาคประชาชนกองทุนแม่ของแผ่นดินจากทั่วประเทศเข้าร่วม ปัจจุบันมีหมู่บ้านชุมชนที่เข้าร่วมโครงการกองทุนแม่ของแผ่นดิน รวมทั้งสิ้น 28,646 แห่ง ส่งผลให้มีจำนวนหมู่บ้านกองทุนแม่ของแผ่นดินทั่วราชอาณาจักรรวมทั้งสิ้น 30,174 แห่ง   ซึ่งนับเป็นการดำเนินงานเชิงคุณภาพ ที่เห็นผลเป็นรูปธรรม โดย สำนักงาน ป.ป.ส. มุ่งหวังให้การจัดงานมหกรรมในครั้งนี้ เป็นเวทีสำหรับการเสริมสร้างพลังใจ การสร้างเครือข่าย และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างภาคีเครือข่ายกองทุนแม่ของแผ่นดินทั่วประเทศ อันจะนำไปสู่การเสริมสร้างความอบอุ่นในสถาบันครอบครัว และความเข้มแข็งของชุมชน เพื่อการขจัดปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืน