บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ สายสัมพันธ์พันปีไทยกับเขมร : เพื่อนบ้านที่ไม่อาจแยกจากกัน

บทความพิเศษ : 'รู้เขา รู้เขมร' สายสัมพันธ์พันปีไทยกับเขมร :  เพื่อนบ้านที่ไม่อาจแยกจากกัน

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ สายสัมพันธ์พันปีไทยกับเขมร : เพื่อนบ้านที่ไม่อาจแยกจากกัน

วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ความสัมพันธ์ระหว่างคนไทยกับคนเขมร หยั่งรากลึกมานานกว่าพันปีตั้งแต่ยังไม่มีการตั้งประเทศ  ในฐานะเพื่อนบ้านที่มีชายคาแนบชิดติดกัน  ถึงเวลาแล้วที่ทั้งสองฝ่ายจะต้องร่วมกันค้นหาวิธีการอยู่ร่วมกันอย่างสันติและสร้างสรรค์ แทนที่จะหาเรื่องแก่งแย่งชิงดี เหมือนเด็กทะเลาะกันหรือหมากัดกัน เพราะชัยชนะที่ได้มานั้นอาจต้องแลกด้วยมิตรภาพพันปี  ซึ่งมีค่ามากมายกว่าเงินทองหรือก้อนหินโบราณบนผืนดินเพียงไม่กี่ตารางกิโลเมตร

กองเกวียนขนเกลือ: ทูตพันปีจากทุ่งกุลาร้องไห้ถึงโตนเลสาบ

กว่าสามพันปีที่แล้ว ก่อนการแบ่งเขตแดนแบบสมัยใหม่เป็นประเทศไทยและกัมพูชา กองเกวียนจากทุ่งกุลาร้องไห้  และบ้านธารปราสาท ได้เดินทางผ่านทางเกวียนอย่างช้าๆ ไปยังหมู่บ้านริมทะเลสาบของเขมร เพื่อแลกเปลี่ยนเกลือสินเธาว์และเครื่องใช้เหล็ก กับปลาร้าและผ้าไหม สายสัมพันธ์การค้าแบบเรียบง่ายของชาวบ้านในยุคนั้นเต็มไปด้วยน้ำใจไมตรี

ราชมรรคา: เส้นทางแห่งอารยธรรม

ถนนดินและสะพานหินระยะทางราว 254 กิโลเมตร จากพิมายสู่นครวัด คือสายใยเศรษฐกิจและศรัทธาที่เคยหล่อเลี้ยงสองแผ่นดิน ราชมรรคาไม่ใช่เป็นแค่ถนนโบราณของกองเกวียน     แต่เป็นเครือข่ายที่เชื่อมประสานวัฒนธรรม เทคโนโลยี ศาสนา และจิตใจของผู้คนสองแผ่นดินเข้าไว้ด้วยกัน คล้ายกับอินเทอร์เน็ตและสายการบินในปัจจุบัน

ปราสาทหิน:  สมบัติของคนที่ตายไปแล้ว

ปราสาทพิมายในประเทศไทย ปราสาทนครวัดในกัมพูชา และปราสาทหินอโรคยาศาลต่างๆ ในสุวรรณภูมิ ล้วนเป็นมรดกของมนุษยชาติ ที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของแท้จริง เพราะผู้สร้าง คือกษัตริย์ราชวงศ์มหิธรปุระ เช่น พระเจ้าสุริยวรมันและชัยวรมัน ได้ล่วงลับสูญสิ้นล่มสลายตายไปหมดสิ้นแล้ว เมื่อราวพ.ศ. 1833 ด้วยการปฏิวัติยึดอำนาจของพวกทาสและชาวนาเขมร ที่นำโดยพระเจ้าแตงหวาน ต้นราชวงศ์ตรอซ็อกผแอม ซึ่งใช้หอกพุ่งสังหารพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แล้วตั้งตนเป็นกษัตริย์ราชวงศ์ใหม่ โดยยุติการสร้างปราสาทหินอย่างเด็ดขาด

นอกจากนี้ คนในอดีตอย่างชาวสยามโบราณและขอมโบราณ  เช่น ขอมสบาดโขลญลำพง  ที่สุโขทัย พิมาย ลพบุรี   หรือ พวกเขมรป่าดง ที่ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ พระตะบอง เสียมราฐ ศรีโสภณ เกาะกง ละแวก และพระนคร ก็ได้แยกออกเป็นคนไทยและคนเขมรไปหมดสิ้น เช่นตระกูลชิดชอบ หรือ ตระกูล เตียบัน

ดังนั้น จึงไม่มีผู้ใดเป็นเจ้าของปราสาทหินอันแท้จริง เพราะผู้ที่อ้างสิทธิ์เป็นเจ้าของปราสาทหินโบราณเหล่านี้ ก็ เปรียบได้กับ คนล้างส้วม หรือหมาเฝ้าบ้าน  หรือปู่โสมเฝ้าทรัพย์  ของคนที่ตายไปแล้วเท่านั้น   ถ้าจะเอาสมบัติคนตายไปขายหรือให้เช่า ก็จะมีความผิดฐานลักทรัพย์

พระพุทธศาสนา: เสาหลักแห่งศรัทธาร่วม:

พุทธศาสนาในไทยและกัมพูชายึดหลัก พรหมวิหาร 4 (เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา) และ อริยสัจ 4 (ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค) เช่นเดียวกัน วัดหลายแห่งตามแนวชายแดนเคยเป็นที่รองรับพักพิงผู้ลี้ภัย เป็นสถานที่แลกเปลี่ยนพระภิกษุ และเป็นเวทีสวดมนต์ข้ามพรมแดน ในวันนี้ ศรัทธาเหล่านี้ยังคงพร้อมที่จะเป็น “ทูตธรรมะ” แห่งสันติภาพ

ราชวงศ์จักรี–ราชวงศ์ตระซ็อกประแอม: ความผูกพันในราชสำนัก

เมื่อการเมืองเขมรปั่นป่วนวิกฤติในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ กษัตริย์เขมรหลายพระองค์ เช่น สมเด็จพระนารายณ์รามาธิบดีศรีสุริโยพรรณ (นักองค์เอง) และสมเด็จพระหริรักษ์รามมหาอิศราธิบดีฯ (นักองค์ด้วง) ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของพระบาทสมเด็จพระนโรดม สีหมุนี ได้เสด็จฯ ลี้ภัยมายังกรุงเทพฯ และทรงได้รับการอุปถัมภ์ดูแลอย่างดีจากกษัตริย์ราชวงศ์จักรี สมัยรัชกาลที่ 1 และ 3 ก่อนจะกลับไปขึ้นครองราชย์ที่กรุงกัมพูชา ความสัมพันธ์นี้สะท้อนว่ากรุงเทพฯ ไม่ได้เป็นแค่เมืองหลวง แต่ยังเคยเป็น “วังหลังที่สอง” ของราชวงศ์เขมร นี่คือพลังแห่งมิตรภาพที่ถักทอเป็นสายเลือดทางประวัติศาสตร์

แรงงานเขมรในประเทศไทย: ทำงานที่คนไทยไม่ชอบทำ 

มีคนกัมพูชาเข้ามาทำงานในประเทศไทยกว่าหนึ่งล้านคน   นำเงินส่งกลับไปให้ครอบครัวเป็นจำนวนมาก    ชาวเขมรเหล่านี้ได้เป็นกำลังทำงานหนักที่คนไทยทั่วไปไม่ชอบทำ  ที่ ปราจีนบุรี  สมุทรสาคร  บุรีรัมย์ และกรุงเทพฯ   เช่น งานก่อสร้าง  งานในโรงงาน   งานทำความสะอาด     หากแรงงานเขมรเหล่านี้เดินทางกลับประเทศตามคำเรียกร้องของผู้นำ    ผู้ประกอบการไทยก็จำเป็นต้องหาคนงานทดแทนจาก ลาว พม่า หรือบังคลาเทศ

นักศึกษาเขมรในไทย: ทูตทางปัญญารุ่นใหม่

ในปัจจุบัน เยาวชนกัมพูชาจำนวนมากเข้ามาศึกษาในสถาบันการศึกษาไทย พวกเขาคือสะพานแห่งความเข้าใจสมัยใหม่ และจะเป็นผู้ที่กลับไปสร้างสังคมเขมรที่เห็นคุณค่าของการอยู่ร่วมกับไทยด้วยวิถีแห่งสันติและความเคารพ

ตลาดชายแดน: มิตรภาพปลากระป๋อง

ตลาดชายแดน  โรงเกลือ  ช่องจอม ช่องสายตะกู ปอยเปต ถึงบ้านผักกาด คือ “สถานทูตของประชาชน”   บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป  ปลากระป๋อง เบียร์ และบุหรี่ไทย คือสัญลักษณ์แห่งน้ำใจจากฝั่งไทยสู่ชาวกัมพูชา   ความสัมพันธ์นี้เป็นเรื่องจริงยิ่งกว่านโยบายทางการทูตใดๆ

พระราชินีไทยทรงช่วยผู้ลี้ภัยเขมร

ในยุค “ฆ่าล้างโคตร” และ “ทุ่งสังหาร” ของเขมรแดง ช่วงพ.ศ. 2522 ถึง 2528         ค่ายผู้ลี้ภัย “เขาอีด่าง ที่สระแก้วและ เขาล้าน ที่จังหวัดตราด ”  กลายเป็นหลุมหลบภัยของชาวกัมพูชากว่าหนึ่งแสนคน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ของประเทศไทย      เสด็จฯ ไปทรงช่วยเหลือผู้ลี้ภัยชาวเขมรด้วยพระองค์เอง พระราชทานความช่วยเหลือด้านอาหาร ยา และการรักษาพยาบาล

ลูกเสือ อาเซียน และละครโทรทัศน์ไทย

จากเวทีลูกเสือโลกที่เด็กไทยและเขมรร้องเพลงเดียวกัน กลุ่มประเทศสมาชิกวัฒนธรรมอาเซียน ไปจนถึงละครโทรทัศน์ไทย “บุพเพสันนิวาส” ที่โด่งดังในกัมพูชา สิ่งเหล่านี้ล้วนเชื่อมโยงสายสัมพันธ์ระหว่างคนไทยกับกัมพูชาได้อย่างดียิ่ง

ฮุน มาเน็ต–แพทองธาร : มิตรภาพส่วนตัว

สายสัมพันธ์ระหว่างสองครอบครัว  ตระกูลฮุนกับตระกูลชินวัตร เป็นประตูสู่มิตรภาพรุ่นใหม่   ซึ่งหากใช้อย่างระมัดระวัง สามารถกลายเป็น “การทูตแบบไม่เป็นทางการ” ที่ลดแรงเสียดทานระหว่างรัฐต่อรัฐได้ แต่หากใช้อย่างผิดจังหวะ ไม่ถูกวิธีก็อาจกลายเป็นช่องโหว่ที่เพิ่มแรงปะทะได้

ข่าวลือ: ระเบิดที่ไร้เสียง

กรณีเผาสถานทูตไทยในปี พ.ศ. 2546 เกิดจากข่าวปลอมที่ไม่จริงเรื่องดาราไทยอ้างว่านครวัดเป็นของไทย   ส่วนข่าวลือที่ไม่จริงเรื่อง การขับแรงงานเขมรกลับประเทศ  การห้ามส่งน้ำมันผ่านแดน  และการปิดด่านพรมแดนไทยเขมร ล้วนสร้างความวุ่นวายไปทั่วประเทศกัมพูชา

กรณีสามปราสาท: ความร้าวฉานที่ไม่รู้จบ

ข้อพิพาทเรื่องปราสาทอาจจบลงในศาลโลก  โดยฝ่ายไทยอาจพ่ายแพ้ต้องยกสามปราสาทให้เขมร     แต่เหตุดังกล่าวจะทำให้ไทยกับเขมรโกรธกันต่อไปอีกเป็นร้อยปี  เหมือนกรณีเขาพระวิหารที่คนไทยไม่ลืมเลือน

อาวุธแปลกๆ ของไทยและเขมร เช่น  การเรียกแรงงานเขมรกลับบ้าน  การห้ามผักผลไม้ไทยผ่านแดน  การห้ามคนไทยไปเล่นการพนัน  การปิดพรมแดน  การหยุดขาย บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง  เบียร์  และน้ำมันดีเซล อาจกลายเป็นสิ่งที่ทำลายล้างได้มากกว่า ระเบิดนาปาล์ม

ขอให้ช่วยกันคิดว่า “ไทยกับเขมรจะสานสายสัมพันธ์พันปี แล้วอยู่ร่วมกันด้วยหัวใจ ไม่ใช้อาวุธ ได้อย่างไร?”

โดย สุริยพงศ์

คุณแหน : 7 สิงหาคม 2568

คุณแหน : 7 สิงหาคม 2568

คุณแหน : 7 สิงหาคม 2568

วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

  • พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ในความห่วงใยต่อกำลังพลและประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ กองทัพบก ร่วมกับส่วนราชการเร่งดำเนินการสำรวจความเสียหาย และดำเนินการฟื้นฟูโดยเร่งด่วน โดยศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน จังหวัดบุรีรัมย์ ร่วมกับมณฑลทหารบกที่ 26 และภาคประชาชนได้ร่วมดำเนินการก่อสร้างบ้านหลังใหม่ให้แก่ครอบครัวของ ส.ต.ธีรยุทธ กระจ่างทอง สังกัดกองพันทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 2 กรมทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 2 (ปตอ.2 พัน.2) ซึ่งเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ในเหตุการณ์ปะทะ ณ ฐานตาฮอง 2 ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ.. คนไทยได้เห็นข่าวพระราชทานบ้านน็อคดาวน์ให้แก่บิดามารดาของทหารกล้าผู้เสียสละอย่างรวดเร็ว ทันใจ ล้วนน้ำตาซึม ร่วมดีใจด้วย ..
  • เนื่องในโอกาสคล้ายวันเกิด 91 ปี ท่านผู้หญิง ม.ร.ว.บุษบา กิติยากร  พระขนิษฐา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ลูกหลานโดย ท่านผู้หญิงสุธาวัลย์-  ศ.ดร.สุรเกียรติ เสถียรไทย กราบอวยพรและร่วมพิธีทำบุญตักบาตร ถวายจังหันพระสงฆ์และปล่อยปลาช่อนปลาสวาย 400 กก. ณ วังถนนพระอาทิตย์..
  • ศิลปินแห่งชาติ อ.จักรพันธุ์ โปษยกฤต  นายช่างเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์  ศิษย์เก่าวชิราวุธวิทยาลัย จัดแสดงนิทรรศการพิเศษผลงานจิตรกรรม “ภาพจริง” ในคอลเลคชั่นของวชิราวุธวิทยาลัยซึ่งหลายชิ้นไม่เคยถูกนำมาจัดแสดงที่ใดมาก่อนและไม่เคยมีใครพบเห็นชิ้นงานจริง 17-31 ส.ค.09.00-16.00 น. ห้องนิทรรศการ อาคารเวสสุกรรมสถิต วชิราวุธวิทยาลัย รอบนำชมนิทรรศการ 10.00-11.00 น.และ 14.00-15.00 น. ยกเว้น 20,27,30 ส.ค. ลงทะเบียนเข้าชมล่วงหน้า สอบถาม 02-6694526-9 ต่อ395 ..
  • สวด สำเริง ไตรอุโฆษ  บิดา เสาวคนธ์-เสกสรรค์-สุนันทา-สาธิต ไตรอุโฆษ ศาลาหม่อมจันทร์ (12) วัดธาตุทอง 5-9 ส.ค.18.30 น… ฌาปนกิจ 10 ส.ค.14.00 น…
  • บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการตอบแทนทหารผู้เสียสละเพื่อชาติ โดยยินดีรับบุตร คู่สมรส หรือบุคคลในครอบครัวของทหารที่เสียสละชีวิต เข้าทำงานกับบริษัทฯ  เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ครอบครัวผู้กล้าหาญที่ได้ปฎิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของประเทศ..
  • ธ.ก.ส. ช่วยเหลือครอบครัวทหาร และ ตำรวจตระเวนชายแดน วีรบุรุษผู้เสียสละชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ในเหตุการณ์ความไม่สงบระหว่างประเทศไทย – กัมพูชา ที่บิดา – มารดา หรือคู่สมรสเป็นลูกค้า ธ.ก.ส. โดยยกหนี้ในส่วนของต้นเงินกู้ทุกสัญญา และยกหนี้ในส่วนของดอกเบี้ยทั้งจำนวน ภายใต้สัญญาที่ใช้แหล่งเงินทุน ธ.ก.ส. เพื่อให้ความช่วยเหลือและสงเคราะห์ลูกหนี้ ลดภาระให้สามารถดำรงชีพต่อไปได้อย่างมั่นคง..
  • เพื่อยกย่องผู้เสียสละและเป็นกำลังใจให้ทหารและประชาชนผู้สูญเสีย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มอบทุนการศึกษาฟรีที่จุฬาฯ จนกระทั่งเรียนจบ แก่บุตรและคู่สมรสของทหาร ตำรวจตะเวนชายแดน ประชาชน ผู้เสียชีวิตจากการปกป้องอธิปไตยชายแดนไทย-กัมพูชา..
  • สุกัญญา ประจวบเหมาะ พาคณะสภาสตรีแห่งชาติฯ นำสิ่งของไปแจกชาวบ้านที่ชายแดนบุรีรัมย์ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ ..พอได้ข่าวว่าเขมรจะเริ่มยิงอีกเลยรีบกลับมาตั้งหลักพักที่เขาใหญ่ก่อน..
  • ทุกครั้งที่มีเวทีที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เต็มดวง จาตุรจินดา จะจองร้านอาหารพงหลีเพื่อให้เพื่อนๆไปฟังปราศัยทานอาหารแสนอร่อยจากทางร้านเป็นประจำ..

น้อง

‘ลิซ่า ลลิษา’แรงไม่หยุด! ลุ้นทุบสถิติคว้ารางวัลใหญ่บนเวทีระดับโลกVMAs 2025

'ลิซ่า ลลิษา'แรงไม่หยุด! ลุ้นทุบสถิติคว้ารางวัลใหญ่บนเวทีระดับโลกVMAs 2025

‘ลิซ่า ลลิษา’แรงไม่หยุด! ลุ้นทุบสถิติคว้ารางวัลใหญ่บนเวทีระดับโลกVMAs 2025

วันพุธ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.52 น.

6 สิงหาคม 2568 นับเป็นงานประกาศรางวัลของคนดนตรีที่คนทั่วโลกรอคอยสำหรับ งานประกาศรางวัล MTV Video Music Awards 2025 หรือ VMAs 2025 ซึ่งเป็นงานประกาศรางวัลอันทรงเกียรติที่นำเสนอโดย MTV เพื่อเป็นเกียรติแก่มิวสิกวิดีโอยอดเยี่ยมแห่งปี

ล่าสุดแฟนๆ ทั่วโลกตื่นเต้นอีกครั้งเมื่อศิลปินสาวชื่อดังระดับโลกสัญชาติไทย ‘ลิซ่า’ ลลิษา มโนบาล ได้ถูกเสนอชื่อเข้าชิงสาขารางวัล ‘Best K-Pop’จากมิวสิกวิดีโดเพลง ‘Born Again’ ซึ่งเป็นซิงเกิลจากอัลบั้มเดี่ยวของลิซ่าอย่าง ‘Alter Ego’โดยเป็นการร่วมงานกันของ 3 ซูเปอร์สตาร์ระดับโลก ได้แก่ ลิซ่า, Doja Cat และ Raye ซึ่งทุกคนมีส่วนร่วมในการเขียนเนื้อเพลงด้วย

มิวสิกวิดีโอเพลง ‘Born Again’กำกับโดย ‘Bardia Zeinali’ โดย ‘ลิซ่า’ ได้อธิบายในอินสตาแกรมว่าวิดีโอนี้เป็นการ “ยกย่องผู้หญิงผู้ทรงพลังในประวัติศาสตร์และผู้หญิงทุกคน”

แผ่นดินข้าใครอย่าแตะ! ‘หนุ่ม คงกะพัน’ถ่ายภาพคู่ธงชาติไทยกลางไทม์สแควร์

แผ่นดินข้าใครอย่าแตะ! 'หนุ่ม คงกะพัน'ถ่ายภาพคู่ธงชาติไทยกลางไทม์สแควร์

แผ่นดินข้าใครอย่าแตะ! ‘หนุ่ม คงกะพัน’ถ่ายภาพคู่ธงชาติไทยกลางไทม์สแควร์

วันพุธ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.46 น.

6 สิงหาคม 2568 ดารานักแสดงชื่อดัง ‘หนุ่ม’ คงกะพัน แสงสุริยะ ได้ออกมาโพสต์ภาพพร้อมข้อความผ่านทางอินสตาแกรมส่วนตัว “@noomkongkapan” ที่มีผู้ติดตามกว่า 3 แสนคน ระบุข้อความว่า … 

“ธงไตรรงค์กลางไทม์สแควร์ในมหานครนิวยอร์ค…ภูมิใจและรักเมืองไทยที่สุดในชีวิต…แผ่นดินของข้า..ใครอย่าแตะ…ข้าจะรักษาไว้เพื่อให้ลูกหลานไทยตลอดไป… ขอบคุณพี่น้องทหารไทยทุกท่านที่ช่วยปกปักรักษาอธิปไตยของชาติไทยเอาไว้… และเป็นกำลังใจให้กับทหารไทยในแนวหน้าทุกท่านครับ…ขอบคุณ Plan B มากๆครับ…#หนุ่มคงกระพันofficial #หนุ่มคงกระพันfc #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #แผ่นดินข้าใครอย่าแตะ #newyork #timessquare #NewYorkTimesSquare”

หลังจากที่ ‘หนุ่ม คงกะพัน’ ออกมาโพสต์ภาพนี้ออกไปนั้นแฟนๆ ก็เข้ามาคอมเมนต์กันเป็นจำนวนมากพร้อมทั้งคอมเมนต์อีโมจิหัวใจ

‘หงา คาราวาน’ นำทีมศิลปิน ปล่อย MV ใหม่เพลง ‘บ้านเมืองของเรา’ (คลิป)

'หงา คาราวาน' นำทีมศิลปิน ปล่อย MV ใหม่เพลง 'บ้านเมืองของเรา' (คลิป)

‘หงา คาราวาน’ นำทีมศิลปิน ปล่อย MV ใหม่เพลง ‘บ้านเมืองของเรา’ (คลิป)

วันพุธ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.39 น.

เพลง “บ้านเมืองของเรา” เป็นผลงานของ สุรชัย จันทิมาธร และ นายเสก ศักดิ์สิทธิ์ ที่แต่งคำร้องขึ้นมาเกี่ยวกับสงครามไทย-พกัมพูชา กล่าวถึงหทารกล้าที่ออกมาปกป้องอธิปไตยไทยไม่ยอมให้ใครย่ำยี่ ยอมพลีชีพเพื่อแผ่นดิน โดยที่มี สุรชัย จันทิมาธร , พิฆเนศร์ จันทิมาธร เป็นผู้ทำทำนอง 

โดยครั้งนี้มีศิลปินนักร้องมาร่วมแจม อาทิ สุรชัย จันทิมาธร หรือ หงา คาราวาน ศิลปินแห่งชาติ, เสก ศักดิ์สิทธิ์, ดวงดาวเดียวดาย, อุเทน พรหมมินทร์, โป่ง หินเหล็กไฟ ( ปฐมพงศ์ สมบัติพิบูลย์ ), เหน่ง TheVoice , อาจารย์ไข่ มาลีฮวนน่า ( คฑาวุธ ทองไทย ) 

.-008 

อย่าเป็นเหมนสอง!! เพจดังดึงสติคนไทย เปิดคลิปอีกด้านปราสาทตาควาย สยบข่าวปั่น (มีคลิป)

อย่าเป็นเหมนสอง!! เพจดังดึงสติคนไทย เปิดคลิปอีกด้านปราสาทตาควาย สยบข่าวปั่น (มีคลิป)

อย่าเป็นเหมนสอง!! เพจดังดึงสติคนไทย เปิดคลิปอีกด้านปราสาทตาควาย สยบข่าวปั่น (มีคลิป)

วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.16 น.

ดึงสติคนไทย อย่าเป็นเหมนสอง!! เพจดังเปิดคลิปอีกด้านปราสาทตาควาย ทหารเขมรยังใช้ชีวิตปกติในตัวปราสาท สยบข่าวปั่น

เมื่อวันที่ 7 ส.ค.2568 เพจเฟซบุ๊ก “Army Military Force” ได้โพสต์ข้อความระบุว่า “เช้านี้ (7 สค.) ทหารกัมพูชายังใช้ชีวิตตามปกติที่ #ปราสาทตาควาย จากกรณีมีกระแสข่าวที่อ้างว่า ทหารกัมพูชาฝังระเบิดรอบตัวปราสาทแล้วขังตัวเอง จนต้องขอร้องทหารไทยให้ช่วยพาออกจากตัวปราสาท และเรื่องทหารกัมพูชาตะโกนขออาหารจากทหารไทย รวมถึงกรณีกระแสข่าวทหารไทยทอดไข่เจียวยั่วยุทหารกัมพูชาที่ด้านหน้าปราสาทนั้น ก็เป็นเรื่องที่ถูกปั่นขึ้นมาเท่านั้น ส่วนเรื่องทหารไทยทอดไข่นั้น มีส่วนจริงอยู่บ้าง คือ ทหารไทยทอดไข่ที่ฐานของตน และเป็นคลิปที่ถูกนำมาตัดต่อเติมแต่งเพื่อปั่นกระแสเท่านั้น

มีรายงานว่า ทหารกัมพูชาฝังทุ่นระเบิดจริง แต่ฝังห่างจากตัวปราสาทราว 20-30 เมตรโดยประมาณ บริเวณด้านหน้าฝั่งตรงข้ามกับที่ทหารไทยประจำการอยู่ เพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายทหารไทยบุกเข้าตีคืนปราสาท แต่บริเวณพื้นที่ปราสาทฝั่งที่ทหารกัมพูชายึดครองอยู่ ยังเข้าออกได้ปกติ ไม่ได้ถูกฝังทุ่นระเบิดไว้แต่อย่างใด

ส่วนกรณีทหารกัมพูชาเหยียบทุ่นระเบิดจนตุยคาปราสาท จากการสอบถามกับน้องทหารนายหนึ่ง ที่ประจำฐานแนวหน้าใกล้ปราสาทตาควาย (ต่างฝ่ายต่างตรึงกำลังออกไปฝ่ายละ 50 เมตรที่เนิน 350) ยังไม่มีรายงานเกี่ยวกับเรื่องนี้ จึงสรุปได้ว่าเป็นข่าวที่ถูกปั่นขึ้นมาเช่นกัน

ปล. ผมนำเสนอเรื่องนี้ ไม่ได้เข้าข้างฝ่ายทหารเขมร แต่ผมไม่อยากให้คนไทยถูกมองว่าเป็นเขมรสอง ที่ปั่นข่าวแล้วหลอกกันเอง ครึกครื้นกันเอง จนถูกมองเป็นตัวตลก-เขมรสอง

ปล. คนที่ถามว่า ใช่คลิปปัจจุบันหรอ? ทำไมมีชาวบ้านด้วยละ? ขอตอบว่า ใช่ครับคลิปปัจจุบันสดๆ ร้อนๆ เลย หากเป็นคลิปเก่า ก่อนการปะทะกัน จะเห็นทหารไทยด้วย แต่ในคลิปนี้มีแต่ทหารกัมพูชา เพราะมันยึดครองตัวปราสาท มันจะพาชาวบ้านเข้ามาก็เป็นเรื่องของมัน จริงๆ เป็นปกติสำหรับเขมรเลยละ เพราะมันไม่เคยเคารพกฎหรือข้อตกลงอะไรทั้งสิ้น ยอมแหกทุกอย่างเพื่อชนะ นี่คือเขมร เขมรคบได้ตั้งแต่เช้ายันเที่ยงเท่านั้น เย็นมาคบไม่ได้ สำนวนนี้ยังใช้ได้เสมอ! และไทยเราก็ไม่สามารถตีคืนเนิน 350 ได้ทั้งเนินครับ

ปล. จริงๆ ชาวบ้านฝ่ายเขมรเดินขึ้นมาที่ตัวปราสาทได้เลย เพราะทหารเขมรมันทำทางขึ้นปราสาทตาควายไว้นานละ ส่วนฝ่ายเราก็ประท้วงไปตั้งนานละ แต่ก็ไม่ได้ทำอะไรกับเขมร จนเขมรเหิมเกริมนี่แหละ

ปล. ทั้งฝั่งทหารไทยและฝั่งทหารเขมรที่ต่างฝ่ายต่างยึดครองบริเวณเนิน 350 ห่างออกไปจากตัวปราสาทฝ่ายละ 50 เมตร แต่ละฝ่ายยังไม่สามารถยึดครองเนิน 350 ได้เนินทั้ง 100%
 

‘พปชร.’ย้ำจุดยืน ให้รัฐบาลยกเลิก MOU 43-44 หวั่นไทยเสียดินแดน เป็นครั้งที่ 16

'พปชร.'ย้ำจุดยืน ให้รัฐบาลยกเลิก MOU 43-44 หวั่นไทยเสียดินแดน เป็นครั้งที่ 16

‘พปชร.’ย้ำจุดยืน ให้รัฐบาลยกเลิก MOU 43-44 หวั่นไทยเสียดินแดน เป็นครั้งที่ 16

วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.09 น.

“โฆษกพปชร.” ย้ำจุดยืน ให้รัฐบาล ยกเลิก MOU 43-44 หวั่น ไทยเสียดินแดน เป็นครั้งที่16

วันที่ 7 สิงหาคม 2568 พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย โฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงจุดยืนของพรรคพลังประชารัฐต่อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า  ในสถานการณ์เช่นนี้ประเทศชาติมีความจำเป็นต้องมีความรักสามัคคีและรักษาไว้ซึ่งแผ่นดินไทย พรรคพลังประชารัฐมีความเห็นว่า จำเป็นต้องยกเลิก MOU 2544-2543 เพราะมีความเสี่ยงที่ประเทศไทยต้องเสียผืนแผ่นดินไทยเพิ่มเติม โดยเฉพาะมีอดีตนักการเมืองและ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไปเซ็นเอกสารรับรองแผนที่ 1:200,000 แทนที่จะใช้แผนที่ 1:50,000 ที่ใช้เป็นสากลในปัจจุบัน  ซึ่งหาก MOU ทั้ง 2 ฉบับ คงอยู่จะทำให้ประเทศไทยเสียดินแดนครั้งที่ 16

นอกจากนี้ใน MOU 2544 ยังมีความเสี่ยงในการเสียพื้นน้ำใต้เกาะกูดและพื้นน้ำส่วนหนึ่งของอ่าวไทยไป และที่สำคัญ MOU 2544 ยังขัดกับประกาศในราชกิจจานุเบกษา พ.ศ. 2516 ที่ล้นเกล้าในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้ทรงประกาศกำหนดเขตไหล่ทวีปของประเทศไทยในอ่าวไทย โดยอ้างอิงตามหลักกฎหมายทะเลสากลและอนุสัญญาว่าด้วยทะเลอาณาเขตและเขตต่อเนื่อง ณ กรุงเจนีวา ซึ่งมีผลให้เกิดการกำหนดเขตทางทะเลของไทยที่ชัดเจน  และMOUทั้ง 2 ฉบับ โดยเฉพาะ MOU2544 มีผลกระทบต่ออาณาเขตของราชอาณาจักรไทยอย่างชัดเจน  ต้องผ่าน ความเห็นชอบจากรัฐสภาเสียก่อน แต่จนปัจจุบันนี้ อยากไปผ่านความเห็นชอบแต่อย่างใด

พร้อมย้ำว่าพรรคพลังประชารัฐ มีจุดยืนที่ชัดเจนว่ารัฐบาลต้องยกเลิก MOU 2543 และ 2544 ทั้งสองฉบับ

เปิด 13 ข้อตกลง ผลประชุม GBC ไทย-กัมพูชา

เปิด 13 ข้อตกลง ผลประชุม GBC ไทย-กัมพูชา

เปิด 13 ข้อตกลง ผลประชุม GBC ไทย-กัมพูชา

วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.51 น.

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 ในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) ไทย – กัมพูชา สมัยวิสามัญ ฝ่ายไทย มี พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม รักษาการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นหัวหน้าคณะ ขณะที่ฝ่ายกัมพูชา มี พล.อ.เตีย เซ ฮา รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกัมพูชา เป็นหัวหน้าคณะ อีกทั้งมีผู้แทนของประเทศผู้ร่วมสังเกตการณ์ ได้แก่ มาเลเซีย สหรัฐอเมริกา และจีน เข้าร่วมด้วย โดยไทยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินของประชาชนคนไทย และนำกัมพูชากลับสู่โต๊ะเจรจาสองฝ่าย ร่วมพิจารณาข้อปฏิบัติตาม ข้อตกลงหยุดยิง 13 ข้อ

ล่าสุด การประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) ไทย – กัมพูชา สมัยวิสามัญ โดย 2 ฝ่ายเห็นพ้องแนวทางการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง 13 ข้อระหว่างกัน ซึ่งเป็นแนวทางที่ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของฝ่ายไทย ร่วมจัดทำกับฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการฯ ฝ่ายกัมพูชา ดังนี้

* การหยุดยิง 

1. ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน ในการหยุดยิงด้วยอาวุธทุกชนิด ทั้งการโจมตีบุคคลพลเรือน เป้าหมายทางพลเรือนและเป้าหมายทางทหารของแต่ละฝ่ายในทุกกรณีและทุกพื้นที่ ทั้งสองฝ่ายต้องหลีกเลี่ยงการโจมตีที่ไม่ได้เกิดจากการยั่วยุต่อที่ตั้งหรือกำลังของอีกฝ่ายหนึ่ง โดยจะต้องไม่ละเมิดข้อตกลงนี้โดยเด็ดขาด

2. ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน ให้วางกำลังที่มีอยู่ในพื้นที่โดยไม่มีการเคลื่อนย้ายกำลังที่ตั้งอยู่นับตั้งแต่เวลาหยุดยิงเมื่อ 24.00 น. (เวลาท้องถิ่น) ของวันที่ 28 ก.ค.68 โดยจะไม่มีการเคลื่อนย้ายกำลัง รวมทั้งการลาดตระเวนเข้าไปยังที่ตั้งของฝ่ายตรงข้าม

3. ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกันว่าจะไม่มีการเพิ่มกำลังเข้ามาตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งหากมีการเพิ่มเติมกำลังเข้าในพื้นที่แล้ว จะเป็นการเพิ่มบรรยากาศความตึงเครียดระหว่างกันมากยิ่งขึ้น อันจะส่งผลกระทบต่อการแก้ไขปัญหาในระยะยาว

4. ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกันที่จะละเว้นจากการดำเนินการยั่วยุใด ๆ ที่อาจนำไปสู่ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการปฏิบัติการทางทหารเพื่อรุกล้ำเขตน่านฟ้า ดินแดน หรือที่ตั้งของอีกฝ่าย นับตั้งแต่เวลา 24.00 น. (เวลาท้องถิ่น) ของวันที่ 28 ก.ค.68 ซึ่งเป็นเวลาที่เริ่มหยุดยิง ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะละเว้นจากการก่อสร้างหรือพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางทหารหรือการเสริมความมั่นคงของที่ตั้งทางทหารล้ำออกไปนอกเขตของฝ่ายตน

5. ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน ในการงดเว้นการใช้กำลังทุกประเภทต่อบุคคลพลเรือนและเป้าหมายทางพลเรือนโดยเด็ดขาด ซึ่งนอกจากจะส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดนแล้ว ยังเป็นการละเมิดข้อตกลงระหว่างประเทศและส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ในเวทีระหว่างประเทศของฝ่ายที่ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง

6. ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกันในการปฏิบัติตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ในเรื่องการปฏิบัติต่อทหารที่อยู่ในความควบคุมของฝ่ายตรงข้าม ทั้งการดูแลในเรื่องความเป็นอยู่ ที่พักอาศัย อาหาร และการรักษาพยาบาลในกรณีได้รับบาดเจ็บ ทั้งนี้ กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องการนำทหารหรือพลเรือนที่ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งไม่ได้อยู่ในความควบคุมของอีกฝ่ายเข้ามารักษาพยาบาล ฝ่ายที่จะรับรักษามีสิทธิในการพิจารณาตามความพร้อมของสถานพยาบาล เวชภัณฑ์ บุคลากรทางการแพทย์ หรือจรรยาบรรณทางการแพทย์เป็นรายกรณี  

โดยทหารที่อยู่ในความควบคุมจะต้องได้รับการปล่อยตัวและส่งกลับประเทศโดยทันทีหลังจากยุติการใช้กำลังโดยสมบูรณ์เพื่อให้เป็นไปตามข้อ 118 แห่งของอนุสัญญาเจนีวาฉบับที่ 3 ค.ศ. 1949 และกฎข้อ 128 (A) แห่งของกฎหมายจารีตประเพณีของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกันที่จะแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและอำนวยความสะดวกในการส่งคืนร่างผู้เสียชีวิตอย่างสมเกียรติและโดยเร็ว ณ สถานที่ที่ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบ โดยให้การเคารพอย่างเคร่งครัดต่อหลักการมนุษยธรรมและเขตอธิปไตยโดยไม่มีการข้ามพรมแดน และรับประกันว่าจะมีมาตรการที่เหมาะสมเพื่อระบุอัตลักษณ์และจัดการศพภายใต้สภาพที่ถูกสุขลักษณะและให้ความเคารพ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้เสียชีวิตสูญหายหลังความตาย

7. กรณีมีการขัดกันด้วยอาวุธทุกชนิด ไม่ว่าจะโดยเจตนาหรือไม่เจตนา ให้ทั้งสองฝ่ายร่วมกันหารือในระดับพื้นที่ผ่านกลไกทวิภาคีที่มีอยู่โดยเร็วที่สุด เพื่อไม่ให้ความขัดแย้งขยายตัวเป็นความขัดแย้งตลอดแนวชายแดน ซึ่งหากยืดเยื้อ จะทำให้กระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนและทหารของทั้งสองประเทศ และเป็นการสร้างความตึงเครียดระหว่างกันเพิ่มมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะทำให้การแก้ไขปัญหาร่วมกันมีความยุ่งยากและซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

8. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะ

8.1 ดำรงการสื่อสารตามปกติระหว่างภูมิภาคทหารและหน่วยต่าง ๆ ตามแนวชายแดนของทั้งสองฝ่าย และมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาในทุกประเด็นด้วยสันติวิธีและหลีกเลี่ยงการปะทะกัน
8.2 จัดการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ภายในสองสัปดาห์หลังจากการประชุมคณะกรรมาธิการชายแดนทั่วไป (GBC) สมัยวิสามัญ ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ตามระบบปกติในการหมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพ
8.3 ดำรงช่องทางการสื่อสารโดยตรงอย่างสม่ำเสมอในระดับรัฐมนตรีและผู้บัญชาการทหารสูงสุดของทั้งสองประเทศ

9. ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะงดเว้นการเผยแพร่ข้อมูลเท็จหรือข่าวปลอมเพื่อลดความตึงเครียด ลดความรู้สึกเชิงลบของสาธารณชน และส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเจรจาอย่างสันติ

** กลไกสำหรับการดำเนินการหยุดยิง

10. ทั้งสองฝ่ายดำรงความมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติตามความเข้าใจร่วมกันที่เกิดขึ้นในการประชุมพิเศษเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 ซึ่งรวมถึงการหยุดยิงและการมีคณะผู้สังเกตการณ์จากประเทศสมาชิกอาเซียนซึ่งนำโดยมาเลเซียเพื่อติดตามให้การหยุดยิงเกิดขึ้นในทางปฏิบัติ

11. ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะมอบหมายให้คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ในแต่ละพื้นที่ดำเนินการให้เกิดการหยุดยิงโดยมีคณะผู้สังเกตการณ์จากประเทศสมาชิกอาเซียนนำโดยประเทศมาเลเซียประสานงานและสังเกตการณ์ ทั้งนี้ คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) จะประชุมกันอย่างสม่ำเสมอและส่งรายงานไปยังคณะกรรมาธิการชายแดนทั่วไป (GBC) ผ่านสายการบังคับบัญชาระดับชาติของแต่ละฝ่าย

12. ในระหว่างรอให้มีคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน ซึ่งนำโดยประเทศมาเลเซียตามที่ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงกัน ณ เมืองปุตราจายา เมื่อวันที่ 28 ก.ค. 68 คณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (Interim Observer Team: IOT) ซึ่งประกอบด้วยผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารของประเทศสมาชิกอาเซียนประจำประเทศไทยหรือกัมพูชา และนำโดยผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารของประเทศมาเลเซีย จะถูกจัดตั้งขึ้นในแต่ละประเทศ คือ กัมพูชาและประเทศไทย เพื่อสังเกตการณ์การหยุดยิงของแต่ละฝ่ายอย่างสม่ำเสมอ โดยคณะ IOT ในแต่ละประเทศจะได้รับเชิญไปสังเกตการณ์จากประเทศเจ้าภาพโดยมีการหารือกับประเทศมาเลเซีย คณะ IOT จะสังเกตการณ์โดยไม่ข้ามพรมแดน และจะประสานงานและปรึกษาหารือกับคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) และคณะกรรมาธิการชายแดนทั่วไป (GBC)  ของแต่ละประเทศอย่างใกล้ชิด

*** เวลาและสถานที่สำหรับการประชุมครั้งต่อไป

13. ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะจัดการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ครั้งถัดไปภายในหนึ่งเดือนนับจากวันที่ 7 สิงหาคม 2025 (จะหารือเพื่อกำหนดสถานที่ต่อไป) หากไม่เป็นเช่นนั้น ให้มีการเรียกประชุม GBC สมัยวิสามัญโดยทันที โดยใช้รูปแบบเดียวกับการประชุม GBC สมัยวิสามัญในครั้งนี้ เพื่อหารือเกี่ยวกับการหยุดยิง

‘ชาญวิทย์’อยากเห็นอาเซียน เปิดพรมแดนแบบ EU ชี้แต่’ผู้มีบารมีคงไม่ยอม’

'ชาญวิทย์'อยากเห็นอาเซียน เปิดพรมแดนแบบ EU ชี้แต่'ผู้มีบารมีคงไม่ยอม'

‘ชาญวิทย์’อยากเห็นอาเซียน เปิดพรมแดนแบบ EU ชี้แต่’ผู้มีบารมีคงไม่ยอม’

วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.43 น.

วันที่ 7 สิงหาคม 2568 ศ.พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก Charnvit Kasetsiri ระบุว่า ในยุโรป กลุ่ม EU แม้จะมีเขตแดนอยู่ เขาก้อข้ามไปข้ามมา ถ้าอาเซียนจะเริ่มทำบ้างคงดีนะ ราษฎรคงชอบ แต่ ๆๆ บรรดาผู้มากบารมีคงไม่ยอม

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ได้โพสต์ว่า ขอม ขะแมร์กรอม ขะแมร์เลอ ไทย ไต ลาว สยาม ภาษากับวัฒนธรรม ไม่มีพรมแดน ไม่มีศาสนา ข้ามกันไปข้ามกันมา ยืมกันมายืมกันไป Make peace & love not war

หลังจากข้อความนี้ถูกเผยแพร่ออกไป ก็มีคนเข้ามาคอมเมนต์ ระบุว่า เรียนท่านอาจารย์ โปรดไปบอกคนเขมรโน่นเลย ไทย หรือ สยาม ไม่เคยคิดว่าเป็นของไทยทั้งหมด ยอมรับว่าเป็นการหยิบยืมหรือผสมผสานมาตั้งแต่โบราณ เช่น เพลงไทยเดิม ที่ขึ้นต้นด้วยที่มา อาหารต่าง ๆ เป็นต้น ส่วนทางโน้นสอนว่าสยาม ไทย ขโมยไปจากเขมรทั้งสิ้นทั้งวัฒนธรรมและดินแดน

หวังเกิดสันติภาพ! GBC ไทย-กัมพูชา เห็นพ้องข้อตกลงหยุดยิง 13 ข้อ

หวังเกิดสันติภาพ! GBC ไทย-กัมพูชา เห็นพ้องข้อตกลงหยุดยิง 13 ข้อ

หวังเกิดสันติภาพ! GBC ไทย-กัมพูชา เห็นพ้องข้อตกลงหยุดยิง 13 ข้อ

วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.09 น.

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 ในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) ไทย – กัมพูชา สมัยวิสามัญ ฝ่ายไทย มี พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม รักษาการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นหัวหน้าคณะ ขณะที่ฝ่ายกัมพูชา มี พล.อ.เตีย เซ ฮา รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกัมพูชา เป็นหัวหน้าคณะ อีกทั้งมีผู้แทนของประเทศผู้ร่วมสังเกตการณ์ ได้แก่ มาเลเซีย สหรัฐอเมริกา และจีน เข้าร่วมด้วย โดยไทยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินของประชาชนคนไทย และนำกัมพูชากลับสู่โต๊ะเจรจาสองฝ่าย ร่วมพิจารณาข้อปฏิบัติตาม ข้อตกลงหยุดยิง 13 ข้อ

ล่าสุด การประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) ไทย – กัมพูชา สมัยวิสามัญ ใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง โดย 2 ฝ่ายเห็นพ้องแนวทางการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง 13 ข้อระหว่างกัน ซึ่งเป็นแนวทางที่ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของฝ่ายไทย ร่วมจัดทำกับฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการฯ ฝ่ายกัมพูชา

จากนั้น พล.อ.ณัฐพล และ พล.อ.เตีย เซ ฮา ได้ร่วมลงนามบันทึกผลการประชุม ซึ่งมีรายละเอียดตามที่ทั้งสองฝ่ายหารือ และตกลงกันตลอด 3 วันที่ผ่านมา ด้วยความหวังให้สถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา คลี่คลาย นำมาซึ่งสันติภาพ และการอยู่ร่วมกันอย่างผาสุกของประชาชนทั้ง 2 ประเทศ รวมถึงไทยสนับสนุนการใช้กลไกทวิภาคี ระหว่างกันในการพูดคุยอย่างมีประสิทธิภาพ

โดย พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า จากการประชุม ฝ่ายระดับนโยบายของกัมพูชาแสดงความจริงใจต่อการหยุดยิง โดยสิ่งที่ทั้ง 2 ฝ่ายเห็นร่วมกัน ได้แก่

1.ทั้ง 2 ฝ่ายตกลงยึดมั่นหยุดยิงอย่างเคร่งครัด ครอบคลุมอาวุธทุกประเภท ทั้ง 2 ฝ่ายคงกำลังในที่ตั้งเดิม และไม่มีการเสริมกำลังเข้าไปเพิ่มเติม

2.ให้มีคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว ประกอบด้วย ทูตฝ่ายทหารอาเซียนประจำประเทศไทยและกัมพูชา นำโดยทูตทหารจากมาเลเซีย เข้าไปสังเกตการณ์ในพื้นที่อย่างสม่ำเสมอ โดยไม่มีการข้ามแดน

3.ทั้ง 2 ฝ่ายจะหลีกเลี่ยงที่เป็นการกระทำยั่วยุ ทั้งทางทหาร ข้อมูลบิดเบือนหรือข่าวเท็จ

4.ทั้ง 2 ฝ่ายจะปฏิบัติตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะหน้าจะเก็บร่างผู้เสียชีวิตคืนประเทศอย่างมีศักดิ์ศรี ส่งกลับเชลยศึกทันทีที่มีการยุติการใช้กำลังระหว่างกันอย่างสมบูรณ์

5.ทั้ง 2 ฝ่ายจะรักษาช่องทางการพูดคุยและใช้กลไกทวิภาคีที่มีอยู่แก้ไขปัญหา หลังจากนี้จะมีการประชุม RBC ภายใน 2 สัปดาห์ โดยจะมีการประชุม JBC ในอีก 1 เดือนข้างหน้า เพื่อติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานตามที่ได้ประชุมในครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม ยังมีอีก 2 ประเด็นที่ไทยเสนอ แต่ทางกัมพูชายังไม่ตอบรับ และขอนำไปหารือ และจะนำกลับมาพูดคุยในการประชุม GBC ครั้งหน้า ได้แก่ 1.ความร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การใช้กำลังระหว่างกัน โดยไทยพร้อมให้ความร่วมมือในพื้นที่ปะทะและตลอดแนวชายแดนเพื่อความปลอดภัยของทั้ง 2 ฝ่าย และ 2.ความร่วมมือปราบปรามภัยออนไลน์ – สแกมเมอร์ ที่ส่งผลกระทบต่อคนไทยและประเทศในภูมิภาคอย่างกว้างขวาง

“ย้ำว่าสิ่งที่ทั้ง 2 ฝ่ายได้หารือและเห็นพ้องร่วมกันวันนี้จะเกิดผลเป็นรูปธรรมได้ ต้องอาศัยความจริงใจและร่วมมือ ขอยืนยันว่า ฝ่ายไทยจะยึดมั่นในการให้ความร่วมมือ อย่างสุจริตใจ และจริงใจ บนพื้นฐานการเป็นเพื่อนบ้านที่ดี และหวังว่ากัมพูชาจะปฏิบัติตามเช่นกัน ไทยและกัมพูชาเป็นเพื่อนบ้านมีพรมแดนติดกัน และย้ายหนีจากกันไม่ได้ เป็นสมาชิกครอบครัวอาเซียน หากแก้ไขปัญหาได้รวดเร็ว จะนำสันติภาพมาสู่ชายแดน และประชาชนจะได้กลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติอีกครั้ง” พล.อ.ณัฐพล กล่าว