‘รมช.กห.’ขอบคุณทีมไทยก่อนถกGBC ขอให้ภูมิใจเป็นส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์

'รมช.กห.'ขอบคุณทีมไทยก่อนถกGBC ขอให้ภูมิใจเป็นส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์

‘รมช.กห.’ขอบคุณทีมไทยก่อนถกGBC ขอให้ภูมิใจเป็นส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์

วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.17 น.

รมช.กห. ขอบคุณ ทีมไทยแลนด์ ก่อนประชุม GBC ขอให้ภูมิใจ เป็นส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์ ฝากกองทัพหนุนหยุดยิง สร้างกลไกผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว แม้เพิ่มภาระ แต่มีพยานในเวทีโลก 

7 สิงหาคม 2568 เมื่อเวลาประมาณ 12.00 น.ที่ผ่านมา ที่ทำเนียบเอกอัครราชทูต ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รักษาราชการแทนรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม หารือกับทีมไทยแลนด์ โดยมีเอกอัครราชทูต ลดา ภู่มาศ ให้การต้อนรับ โดยทีมไทยแลนด์ได้บันทึกภาพก่อนเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการชายแดนไทยทั่วไป (GBC) ไทย-กัมพูชา สมัยวิสามัญ ช่วงบ่ายวันนี้ 

พร้อมกันนี้ ยังได้พบปะกับทีมไทยแลนด์ และทีมเลขานุการ (GBC) ที่ได้ปฏิบัติงานอย่างหนักในช่วงวันที่ 4-7 สิงหาคม ในการหาข้อสรุปชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ความสำเร็จที่เกิดขึ้นตอนนี้มาถึงครึ่งทาง ต้องลุ้นตอนบ่ายนี้ว่าทางกัมพูชา จะจริงใจกับเราด้วยหรือไม่ ถ้าจริงใจกับเราก็จะสำเร็จ ส่วนตัวประเมินความจริงใจของกัมพูชาไว้ 3 ระดับ 1. ระดับเลขาฯ เราประสบความสำเร็จขั้นที่หนึ่งไปแล้ว และวันนี้คือขั้นที่ 2. ในระดับ GBC ใหญ่ ส่วนระดับ 3. คือขั้นการปฎิบัติ ฉะนั้น ขอชื่นชมทุกคนด้วยความจริงใจ และขอขอบคุณที่ทำให้สถานการณ์คลี่คลาย โดยรัฐบาลต้องมองหลายปัจจัย ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ทั้งใน และต่างประเทศ ต้องชั่งน้ำหนักกัน บางครั้งหากมุ่งด้านการทหารอย่างเดียว อาจทำให้ได้รับผลกระทบ

ทั้งนี้ ชื่นชมในขีดความสามารถ ตนได้ติดตามการปฎิบัติงาน ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้าย ด้วยความห่วงใย ขอให้น้องๆ จงภูมิใจว่าการทำงานครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ เป็นวาระสำคัญแห่งชาติ ซึ่งมองว่าจากนี้ไปหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็ยังต้องสนับสนุนในการทำงานต่อไป เพราะจากนี้ไปก็จะเป็นการประชุมคณะกรรมการส่วนภูมิภาคไทยกัมพูชา (RBC) กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงการต่างประเทศ ก็มาเกี่ยวข้องเหมือนเดิม ไม่ทิ้งกองทัพ ซึ่งที่อยากฝากกับกองทัพให้ช่วยสนับสนุนกลไกการหยุดยิงให้เกิดรูปธรรม รวมถึงการสร้างกลไกผู้สังเกตุการณ์ชั่วคราว ซึ่งปัญหาปัจจุบัน ที่ทางรัฐบาล ศบ.ทก. ประสบ คือฝ่ายปฏิบัติของทางกัมพูชา มีลักษณะยั่วยุรุกล้ำ แต่กองทัพมาชี้แจงอย่างเดียวไม่มีน้ำหนัก ซึ่งหากมีผู้สังเกตการณ์ชั่วคราวมาเป็นพยานจะได้มีพยานในเวทีนานาชาติด้วย

ทบ.โดย มทภ.2 รับมอบอุปกรณ์ ‘ตรวจจับอากาศยานไร้คนขับ’ จากมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน

ทบ.โดย มทภ.2 รับมอบอุปกรณ์ 'ตรวจจับอากาศยานไร้คนขับ' จากมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน

ทบ.โดย มทภ.2 รับมอบอุปกรณ์ ‘ตรวจจับอากาศยานไร้คนขับ’ จากมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน

วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.14 น.

ทบ.โดย มทภ.2 รับมอบอุปกรณ์ ตรวจจับอากาศยานไร้คนขับแบบพกพาและสิ่งของจำเป็น จากมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน สนับสนุนภารกิจป้องกันชายแดนไทย-กัมพูชา

7 สิงหาคม 2568 เวลา 09.00 น. ณ ห้องรับรอง 211 กองบัญชาการกองทัพบก พล.ท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 เป็นผู้แทนกองทัพบก รับมอบอุปกรณ์ตรวจจับอากาศยานไร้คนขับแบบพกพา จำนวน 30 ชุด และสิ่งของจำเป็นในการดำรงชีพของทหาร ที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา อาทิ เสื้อยืดรองใน 10,000 ตัว, กางเกงใน 15,000 ตัว, ถุงเท้าดำ 20,000 เป็นต้น มูลค่ารวม 9,434,000 บาทโดยมี อ.ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน พร้อมด้วย ทนายนิติธร ล้ำเหลือ, คุณจตุพร พรหมพันธุ์ และคุณสมชาย แสวงการ เป็นผู้แทนในการส่งมอบ 

นอกจากนี้ยังมีภาคเอกชนที่ มีความประสงค์จะมอบสิ่งของบริจาค ผ่านมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน เพื่อมอบให้กองทัพภาคที่ 2 ดังนี้

-วิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก ม.รังสิต บริจาคชุดยาจำเป็นให้ทหาร อาทิ สเปรย์กันยุง, ขี้ผึ้งแก้น้ำกัดเท้า 156 กระปุก, น้ำมันไพล, ทิงเจอร์พญายอ, ทิงเจอร์ทองพันชั่ง และยาหม่องไพล เป็นต้น

-บริษัท สายไฟฟ้าวีนายเคเบิ้ล จำกัด บริจาคสายไฟฟ้า ขนาด 1.2 ตร.มม. 50 ม้วน และขนาด 2.5 ตร.มม. 50 ม้วน

-บ.เอช.ดี.แอพพาเรล จำกัด บริจาคสิ่งของใช้จำเป็นในการดำรงชีพ อาทิกางเกงชั้นใน, ถุงเท้า, ตาข่าย, ยากันยุง, เสื้อคอกลม, ยากันเชื้อรา, พลาสเตอร์เทนโซพาส, นีโอติก้าบาล์มทาแก้ปวด และพลาสเตอร์ปิดแก้ปวด เป็นต้น

ในโอกาสนี้ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้กล่าวขอบคุณว่า ในนามของกองทัพบก และ กองทัพภาคที่ 2 ขอขอบคุณมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน และกลุ่มรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย รวมถึงพี่น้องประชาชนคนไทยที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการมอบอุปกรณ์ให้ในวันนี้ ซึ่งถือว่ามีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อนำไปช่วยเสริมศักยภาพในการลาดตะเวน ป้องกันตัวเองของทหาร และปกป้องชายแดน เพื่อชาติเพื่อแผ่นดินของเราสืบไป.

012

‘พล.อ.ณัฐพล’เข้าเยี่ยมคารวะนายกฯมาเลเซีย ก่อนการประชุมจีบีซี

'พล.อ.ณัฐพล'เข้าเยี่ยมคารวะนายกฯมาเลเซีย ก่อนการประชุมจีบีซี

‘พล.อ.ณัฐพล’เข้าเยี่ยมคารวะนายกฯมาเลเซีย ก่อนการประชุมจีบีซี

วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.58 น.

“พล.อ.ณัฐพล” เข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ก่อนการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป จีบีซี ไทย–กัมพูชา สมัยวิสามัญ

7 สิงหาคม 2568 พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้เข้าเยี่ยมคารวะ ดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ซึ่งเป็นประธานอาเซียนในขณะนี้และเป็นเจ้าภาพของสถานที่การประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee : GBC) ไทย – กัมพูชา สมัยวิสามัญ โดยมีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของกัมพูชาเข้าร่วมด้วย ซึ่งเป็นโอกาสแรกที่ฝ่ายไทยและฝ่ายกัมพูชาได้พบกันในระดับรัฐมนตรี ก่อนที่จะเข้าร่วมประชุม GBC สมัยวิสามัญ ที่จะมีขึ้นในช่วงบ่ายของวันนี้

‘กองทัพไทย’จี้’ฮุน มาเนต’ หยุดละเลยศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์

'กองทัพไทย'จี้'ฮุน มาเนต' หยุดละเลยศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์

‘กองทัพไทย’จี้’ฮุน มาเนต’ หยุดละเลยศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์

วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.43 น.

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก “กองบัญชาการกองทัพไทย Royal Thai Armed Forces Headquarters” โพสต์ข้อความระบุว่า “ชีวิตทหารเขมร ไม่ใช่แค่เครื่องมือสร้างภาพ” กองทัพไทยเรียกร้อง “ฮุน มาเนต หยุดละเลยศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์”

ชีวิตคน เป็นเพียงเครื่องมือทางการเมืองของตระกูลฮุน?

จากประเด็นที่ นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต แสดงท่าทีเรียกร้องให้ประเทศไทยปล่อยทหารกัมพูชา 18 นาย ภายใต้การดูแลของกองทัพไทย พร้อมยกย่องชาวเขมรที่รวมตัวแสดงพลัง “รักชาติ” และ “สันติภาพ” นั้น

พลตรี วิทัย ลายถมยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย

ขอเรียกร้องให้ นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ควรแสดงท่าทีห่วงใยอย่างจริงใจต่อการสูญเสียทหารที่พลีชีพเพื่อชาติ

แต่ทุกถ้อยคำที่นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนตแถลงนั้น ไม่มีคำพูดแม้แต่คำเดียวถึงทหารกัมพูชาที่เสียชีวิตในสมรภูมิ ไม่มีแม้คำไว้อาลัย ไม่มีการขอรับศพกลับไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณี ไม่มีแม้แต่การกล่าวถึงครอบครัวของผู้ตาย ที่รอเพียงข่าวจากผู้นำของตน

ทั้งหมดนี้คือความรักชาติแบบใด ภายใต้การนิ่งเงียบต่อศพเพื่อนร่วมชาติ หรือนี่คือการเมืองแบบ “สองมาตรฐาน”

ที่หยิบยืมชีวิตทหารมาใช้สร้างภาพ หวังคะแนนนิยม แต่กลับ “ละเลยความเป็นคน” ของผู้ตาย

ประเทศไทยไม่ได้เฉลิมฉลองการจับเชลยเราดูแลทหารกัมพูชาทั้ง 18 นายด้วยหลักมนุษยธรรมเพราะทุกชีวิต คือ ชีวิต ไม่ใช่เครื่องมือสร้างภาพในเวทีระหว่างประเทศ

หากรัฐบาลกัมพูชาต้องการ “ยุติสงคราม” จงเริ่มต้นด้วย “ความจริงใจ” ยอมรับความจริง และยึดมั่นตามกติกา เพื่อสันติภาพในภูมิภาคที่กัมพูชาพร่ำบอกต่อสังคมโลกตลอดมา

‘พลังประชารัฐ’จวก‘รัฐบาลเป็ดง่อย’ บี้เปิดรายละเอียดเจรจา‘ภาษีทรัมป์’

‘พลังประชารัฐ’จวก‘รัฐบาลเป็ดง่อย’ บี้เปิดรายละเอียดเจรจา‘ภาษีทรัมป์’

‘พลังประชารัฐ’จวก‘รัฐบาลเป็ดง่อย’ บี้เปิดรายละเอียดเจรจา‘ภาษีทรัมป์’

วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.30 น.

‘พลังประชารัฐ’ จวก ‘รัฐบาลเป็ดง่อย’ บี้เปิดรายละเอียดเจรจา ‘ภาษีทรัมป์’ แนะเปลี่ยนงบกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นงบฯพยุง หวั่น ศก.ไทยไม่ฟื้นตัว

7 สิงหาคม 2568 เมื่อเวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ประธานคณะกรรมการด้านวิชาการ พรรคพลังประชารัฐ นำทีม สส.พรรคพลังประชารัฐ อาทิ นายชัยมงคล ไชยรบ สส.สกลนคร และนายสุธรรม จริตงามสส.นครศรีธรรมราช แถลงถึงผลการเจรจาภาษีสหรัฐอเมริกา

โดยนายชัยมงคล เปิดเผยว่า พรรคพลังประชารัฐขอโอกาสในการชี้แจงและสอบถามถามถึงรัฐบาล กรณีภาษีสหรัฐฯเป็นที่ทราบกันว่าไทยต้องเสียภาษีนำเข้า 19% ไม่ต่างจากประเทศในอาเซียน ยกเว้นลาวและเมียนมา ภาษีสหรัฐฯ ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยเป็นอย่างยิ่งทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เราดีใจที่ประเทศไทยได้อัตราภาษี 19% แต่การได้มาเราอยากทราบข้อเท็จจริง อยากรู้เบื้องหลังซึ่ง พรรคพลังประชารัฐได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจน โดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคว่า กรณีการเจรจาภาษีต้องไม่เอาความมั่นคงเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย แต่หลังจากการเจรจากลับไม่มีการเปิดเผยข้อมูลอย่างตรงไปตรงมาจากรัฐบาล ไม่ว่าจะกรณีการนำความมั่นคงเข้าไปเกี่ยวข้องหรือไม่ หรือสินค้าส่งออกจากสหรัฐฯ ไทยอาจจะส่งผลกระทบอย่างยิ่งต่อภาคการเกษตร มีรายการสินค้าใดบ้างที่เราให้ 0% กับสหรัฐฯ เรื่องนี้รัฐบาลต้องรีบมาประกาศ และทำความเข้าใจกับประชาชน

นายไชยมงคล กล่าวต่อว่า เรื่องดังกล่าวรัฐธรรมนูญมาตรา 178 กำหนดไว้ว่ารัฐบาลต้องนำเรื่องเข้าสู่สภาฯเพื่อพิจารณาภายใน 60 วัน ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลควรเปิดเผยคือ ข้อเท็จจริงเพื่อให้ประชาชนและ สส.รับทราบ รัฐบาลควรโปร่งใส ไม่ใช่กระทำเพื่อจะรักษาอำนาจของรัฐบาลเพียงประการเดียว แต่ควรคำนึงถึงความเป็นอยู่ของประชาชน ซึ่งจะกระทบในวงกว้างด้วย ดังนั้น พรรคพลังประชารัฐยืนยันว่า ทีมวิชาการได้ศึกษาอย่างถ่องแท้ ภาษีสหรัฐฯ ส่งผลกระทบรุนแรงต่อพี่น้องประชาชนในภาคเกษตรทั้งระยะสั้นและระยะยาว  เป็นจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์ทางเศรษฐกิจที่เราจำเป็นต้องศึกษาร่วมกันและหาทางปกป้องผลประโยชน์ของคนในชาติ

ด้านนายธีระชัย กล่าวว่า พล.อ.ประวิตร ย้ำว่าอย่าเอาความมั่นคงเข้าไปแลกกับการเจรจาการค้า เนื่องจากจะเกิดผลเสียหายต่อประเทศชาติ จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลออกมายืนยันว่า ขั้นตอน กระบวนการ และข้อยุติในการเจรจาที่เกิดขึ้น ไม่ได้มีการเอาเรื่องความมั่นคงไปแลกเปลี่ยน ขอให้ยืนยันด้วยตัวรัฐบาลเอง สำหรับการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯมี 2 ฝั่ง เราส่งไปสหรัฐฯและมีการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ฝั่งที่เราส่งออกอัตราภาษี 19% เราไม่ติดใจ แต่ปัญหาเรื่องการนำเข้าทีมเจรจาแจ้งข้อมูลว่า มีสินค้า 11,000 รายการ กำหนดอัตราภาษี 0% ซึ่งจะลามไปถึงสินค้าเกษตรและสินค้าเกษตรแปรรูปและจะมีผลกระทบต่อเกษตรกรของไทย 

นายธีระชัย กล่าวอีกว่า ตนหาข้อมูลมาจากอินเทอร์เน็ตพบว่า ราคาข้าวโพดในไทยเทียบกับราคาข้าวโพดของสหรัฐฯสหรัฐฯ นำส่งโดยเรือ รวมค่าเรือ-ค่าประกันภัยถึงเมืองไทยแล้ว ของไทยยังแพงกว่า 0.5 เท่า ขณะที่ราคาเนื้อหมู นำส่งทางเรือและอยู่ในห้องเย็นแล้วหมูไทยยังแพงกว่า 1 ใน 3 ฉะนั้นเห็นได้ชัดเจนว่าจะทำให้เกิดความเดือดร้อนและทำให้เกิดผลกระทบต่อเกษตรกรอย่างมากอย่างแน่นอน สำหรับเรื่องข้าวโพด เท่าที่ฟังจากนายพิชัย ชุณหวชิระ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ระบุถึงการดูแลปกป้องคุ้มครองเกษตรกรในไทย จะใช้ระบบโควตาในการนำเข้าข้าวโพดกับสหรัฐฯ ในส่วนที่ประเทศไทยใช้และเราไม่สามารถปลูกได้พอเพียง

“โควตาที่พูดถึงอยู่ในฝัน อยู่ในใจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หรือเป็นโควตาที่ทีมเจรจา มีข้อตกลงจากทีมเจรจาของทรัมป์เรียบร้อยแล้ว ดังนั้นต้องนำเสนอให้ประชาชนรับทราบว่าการเจรจายังไม่จบ การปกป้องเกษตรกรในประเทศยังไม่ได้คุยกับสหรัฐฯ เลย” นายธีระชัย กล่าว

นายธีระชัย กล่าวด้วยว่า เวลานี้มีกระบวนการปรับตัวที่จะต้องเกิดขึ้นในประเทศ 2 เรื่อง เรื่องแรกคือ การนำเข้าสินค้าเกษตรในอัตราภาษี 0% จะต้องนำเข้าโดยเสรีหรือจะมีโควตา รัฐบาลจะมีงบประมาณในการที่จะเข้าไปช่วยดูแลอย่างเกษตรกรอย่างไร

นายธีระชัย ยังกล่าวถึงข้อขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาว่า อย่าคิดว่าแรงงานกัมพูชาจะกลับมาในวันนี้หรือพรุ่งนี้ อย่าคิดว่าการค้าขายชายแดนจะฟื้นคืนเหมือนเดิมได้โดยเร็ว จึงขอเสนอแนะว่างบประมาณที่รัฐบาลตั้งเอาไว้ 157,000 ล้านบาท และมีการอนุมัติไปแล้วในหลายเรื่องแต่กลับไม่มีความเร่งด่วน รัฐบาลต้องกลับไปทบทวนโครงการที่อนุมัติไปแล้ว ควรจะชะลอไว้ก่อน แล้วเอาเงินเหล่านี้มาใช้ในเรื่องที่มีความเร่งด่วนมากกว่า สรุปแล้วเปลี่ยนงบกระตุ้นเศรษฐกิจไปเป็นงบพยุงเศรษฐกิจ ไม่เช่นนั้นแล้วการฟื้นตัวของไทยอาจจะกลายเป็นเข่าอ่อนและไม่มีใครพยุง เรื่องการดูแลผลกระทบในเหตุการณ์ไทย-กัมพูชา งบที่มีอยู่สามารถจะใช้ดูแลภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนรวมถึงเจ้าหน้าที่ทหารได้ 

ขณะที่นายชัยมงคล กล่าวเสริมว่า เราติดใจเรื่องความโปร่งใสของรัฐบาล อาจจะโพนทะนาว่า 19% คือความสำเร็จตนเองไม่เชื่อเพราะความสำเร็จครั้งนี้เกิดขึ้นจากโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่โทรหานายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี และนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ย้ำว่าการเจรจาเราล้าหลังเพื่อน รัฐบาลจะมาตีกินไม่ได้ 

“รัฐบาลต้องชี้แจงเหตุผลกับประชาชน ภาษีนำเข้า 0% กระทบกับครัวเรือนอย่างมาก วันนี้รัฐบาลอ่อนแอเปรียบเสมือนเป็ดง่อย ในสภาฯ และการบริหารราชการแผ่นดินก็มีปัญหา ส่วนบุคคลทั้งนายกฯ สส. และรัฐมนตรีก็กำลังจะมีปัญหา ฉะนั้นรัฐบาลไม่ควรสร้างมะเร็งร้ายให้แพร่ขยายไป ควรทำเพื่อประเทศชาติ ทำเพื่อประชาชนอย่างตรงไปตรงมา พรรคพลังประชารัฐขอเรียกร้องให้ทำเช่นนั้น” นายชัยมงคล ระบุ.

คำโกหกบนกองซากศพ! ‘เสธ.หิ’ซัด‘มาลี’ไม่อายหรือ ที่สวมใส่เครื่องแบบทหารอันทรงเกียรติ

คำโกหกบนกองซากศพ! ‘เสธ.หิ’ซัด‘มาลี’ไม่อายหรือ ที่สวมใส่เครื่องแบบทหารอันทรงเกียรติ

คำโกหกบนกองซากศพ! ‘เสธ.หิ’ซัด‘มาลี’ไม่อายหรือ ที่สวมใส่เครื่องแบบทหารอันทรงเกียรติ

วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.25 น.

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน (นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค) และผู้อำนวยการพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า ตายในสนามรบ เป็นเกียรติของทหาร

การเป็นทหาร ของทุกประเทศ สิ่งที่ปลูกฝังอยู่ในจิตใจของพวกเขา ไม่ใช่ทรัพย์สิน เงินทอง แต่เป็นเกียรติยศที่ได้รับจากการเสียสละเพื่อประเทศชาติ อันเป็นที่รักของพวกเขา เพราะทุกคนที่เป็นทหาร ทราบถึงความรู้สึกเช่นนี้ดี ทหารจึงให้เกียรติซึ่งกันและกัน ถึงแม้จะเป็นฝ่ายตรงข้าม เพราะรู้ดีว่า ถึงที่สุดแล้ว ทหารทุกคนย่อมเสียสละได้แม้แต่ชีวิตของตนเอง

การที่ทหารไทย ส่งมอบศพทหารที่เสียชีวิตของกัมพูชาให้กลับคืนสู่มาตุภูมิของพวกเขา ด้วยความเคารพ ถือเป็นสิ่งที่พึ่งกระทำ ของนักรบผู้มีเกียรติทั้งสองฝ่าย ทหารไทยซึ่งเป็นคู่ต่อสู้ของพวกท่าน ยังให้เกียรติพวกท่านถึงเพียงนี้ น่าเสียดายยิ่งนัก ที่ปัจจุบัน ผู้กล้าหลายท่านกลับถูกทางการของท่านเอง ปล่อยร่างของท่านให้เน่าเปื่อยเป็นทานแร้งกาอย่างไม่เหลียวแล เป็นการกระทำที่ป่าเถื่อนไร้ศักดิ์ศรีอย่างยิ่ง

อยากจะกราบเรียนดวงวิญญาณของท่านทั้งหลายว่า ท่านจงภูมิใจเถิด ที่ท่านได้หน้าที่ทหารของท่านได้สมบูรณ์แล้ว เป็นเกียรติยศอย่างยิ่งที่ท่านได้ตายในสนามรบ แต่น่าเศร้าใจมาก ที่ประเทศของท่านไม่มีทหารแท้เป็นใหญ่แม้แต่คนเดียว จึงได้ทอดทิ้งพวกท่านเช่นนี้ อยากจะส่งคำถามข้ามประเทศโดยเฉพาะ พล.ท.หญิงมาลี และผู้บังคับบัญชาของท่านทั้งหลาย ว่าไม่อายหรือ ที่สวมใส่เครื่องแบบทหารอันทรงเกียรติ เชิดหน้าชูตาแถลงข่าวโกหก อยู่บนซากศพของพวกเดียวกัน ผมอายแทน

‘สว.ธณัชญ์พงศ์’ปัดไม่รู้ใคร ปลอมลายเซ็นถอดถอน 136 สว.

‘สว.ธณัชญ์พงศ์’ปัดไม่รู้ใคร ปลอมลายเซ็นถอดถอน 136 สว.

‘สว.ธณัชญ์พงศ์’ปัดไม่รู้ใคร ปลอมลายเซ็นถอดถอน 136 สว.

วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.02 น.

“สว.ธณัชญ์พงศ์”ปัดไม่รู้ ใครปลอมลายเซ็นถอดถอน 136 สว. แจงไม่มีเจตนาถอดใครจากตำแหน่ง พร้อมบอกมีคนถูกปลอมลายเซ็นอีก 2 คน ทำชื่อหนุนเรื่องร้องศาลไม่ครบจำนวน

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 นายธณัชญ์พงศ์ วงศ์มุลาลี สว.ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ลงบันทึกประจำวันที่ สน.บางโพ ในกรณีที่ถูกแอบอ้างการลงลายมือชื่อ ว่า ตนได้ลงบันทึกประจำวัน เมื่อวันที่ 6 ส.ค.หลังจากที่มีการตรวจสอบในเอกสารซึ่ง สว.กลุ่มหนึ่ง ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ถอดถอน 136 สว.และพบว่ามีชื่อของตนปรากฎในเอกสาร ทั้งที่ตนไม่ทราบเรื่อง อีกทั้งทางสำนักประธานวุฒิสภา ได้ตรวจสอบการลงลายมือชื่อ และพบว่าการลงลายมือชื่อของตนนั้นไม่ตรงกับที่เคยให้ไว้กับสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา เมื่อครั้งมารายงานตัวและเมื่อครั้งที่ลงลายมือชื่อเข้าประชุม ทำให้ตนทราบว่ามีการปลอมลายมือชื่อ จึงได้ลงบันทึกประจำวันวันไว้เป็นหลักฐานเพราะเกรงว่าอาจจะเกิดอันตรายกับตนเอง ไม่ใช่เพื่อมุ่งหวังดำเนินคดีกับใคร อย่างไรก็ดีการนำชื่อของตนไปแอบอ้างในกรณียื่นถอดถอนนั้น ตนไม่ทราบว่าใครเป็นคนทำ

“ผมทราบว่ามีกรณีที่โดนเหมือนผมด้วย และทางสำนักงานได้แจ้งให้ไปตรวจสอบแล้ว ซึ่งมีคนที่ทำเหมือนที่ผมทำแล้ว จำนวน2 คน ดังนั้นการลงลายมือชื่อในเอกสารคำร้องนั้น ตอนนี้มีคนสนับสนุนไม่ถึง 20 คนแล้ว อย่างไรก็ดีผมเป็นสว.น้องใหม่ ตั้งใจเข้ามาทำงานเพื่อประชาชนและประเทศชาติ ไม่ต้องการถอดถอนใครออกจากตำแหน่ง” นายธณัชญ์พงศ์ กล่าว

นายธณัชญ์พงศ์ กล่าวต่อว่า ไม่ใช่หน้าที่ของสว.ที่จะสั่งให้ใครหยุดทำหน้าที่ หรือ ไปก้าวก่ายการทำงานของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่

เมื่อถามว่า กรณีที่เกิดขึ้นกับตนเอง มองว่าจะทำให้เป็นปัญหาต่อการทำงานร่วมกับ สว.คนอื่นๆ หรือไม่ นายธณัชญ์พงศ์ กล่าววว่า ตนไม่ได้ทะเลาะกับใคร หรือผิดกับใคร อีกอย่างตนไม่เคยไปนั่งกินข้าวกับพวกเขาเลย แต่เอาชื่อไปอยู่กับกลุ่มเขา หากเรื่องนี้จะทำ ควรทำต่อหน้าให้เซ็นต์ต่อหน้า และบอกความจริงว่ามีคนเซ็นต์ 21 คน ไม่ใช่ไปพูดกับสื่อมวลชนว่ามี 30 คน

“ผมเป็น สว.สำรอง และเข้ามาทำหน้าที่ 3 เดือน กว่าจะได้เข้ามาทำงานต้องรอกระบวนการ ดังนั้น ผมไม่ใช่คนที่จะมายื่นถอดถอนใคร และไม่ใช่อำนาจของ สว.ที่จะสั่งให้ใครหยุด ผมตั้งใจเข้ามาทำงาน อีกอย่างผมเป็นนักฟฟุตบอลมาก่อน จึงเข้าใจเกมกีฬา เรื่่องใดที่จบแล้วควรจบ ไม่ใช่ดันกันไปจนงานไม่ได้ทำ ไม่ใช่เจตนาของผม” นายธณัชญ์พงศ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายธณัชญ์พงศ์ ได้ลงบันทึกประจำวันไว้ที่ สน.บางโพ เมื่อวันที่ 6 ส.ค.เวลา 16.09 น.โดยเนื้อหาที่ลงบันทึกประจำวันนั้น ระบุว่า เมื่อเวลา 10.00 น.ของวันที่ 6 ส.ค.มีผู้ส่งภาพมาทางไลน์ ซึ่งเป็นภาพเอกสารที่มีการลงลายมือชื่อของ สว.แต่ไม่ทราบว่าเป็นเอกสารเรื่องใด ซึ่งปรากฏการณ์ลงลายมือชื่อของตนเอง ทั้งที่ไม่ได้ลงลายมือชื่อด้วยตนเอง และไม่ทราบว่าผู้ใดเป็นผู้ลงลายมือชื่อแทน

“ผู้แจ้งเกรงว่าจะเกิดอันตรายในภายภาคหน้าเกี่ยวกับตนเองและคนใกล้ชิดหรือทรัพย์สินของตนเอง ตนจึงมาลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน โดยไม่ประสงค์ร้องทุกข์ต่อพนักงานให้ดำเนินคดี” ธณัชญ์พงศ์ กล่าว

‘มทภ.2’เมิน’ฮุนเซน’งอแงขอไทยงดใช้ F-16 ย้ำจำเป็นต้องปกป้องอธิปไตย

'มทภ.2'เมิน'ฮุนเซน'งอแงขอไทยงดใช้ F-16 ย้ำจำเป็นต้องปกป้องอธิปไตย

‘มทภ.2’เมิน’ฮุนเซน’งอแงขอไทยงดใช้ F-16 ย้ำจำเป็นต้องปกป้องอธิปไตย

วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.49 น.

‘มทภ.2’เมิน’ฮุนเซน’ขอไทยงดใช้ F-16 ร้องนานาชาติ หยุดขายเครื่องบินรบให้ไทย ย้ำจำเป็นต้องปกป้องอธิปไตย ชี้ไม่อยู่ในความคิด ลอบสังหารผู้นำ เผยกพช.รอ ตำรวจสอบสายลับ BHQ ประสานผู้ว่าฯ คุมทุกพื้นที่ 

เมื่อวันที่ 7 ส.ค.2568 ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ให้สัมภาษณ์ภายหลังรับมอบอุปกรณ์โดรนลาดตระเวน เครื่องนุ่งห่ม รวมถึงของใช้ที่จำเป็นเพื่อนำไปมอบให้ทหารแนวหน้า จากมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน นำโดยนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ เพื่อนำไปมอบให้กับทหารแนวหน้า ว่า ในนามของกองทัพบก ผู้แทนผู้บัญชาการทหารบก กองทัพภาคที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติโดยตรง ขอบคุณทำความดีเพื่อแผ่นดินเพื่อส่วนรวมของประเทศชาติ อุปกรณ์ที่ได้มอบให้วันนี้เป็นความจำเป็น ซึ่งเราจะเห็นว่าเป็นการรบสมัยใหม่ ไม่มีเวลาที่จะไปจัดซื้อจัดหาตามระบบราชการ ก่อนจะเข้าสู่ระบบงบประมาณต้องใช้เวลานาน พวกเราได้อุปกรณ์เหล่านี้ จากกลุ่มพลังเพื่อแผ่นดิน ยามเฝ้าแผ่นดิน และประชาชนทั่วประเทศ ที่ได้มีส่วนร่วมก็ในการปกป้องประเทศชาติในโอกาสนี้

สำหรับสิ่งของเหล่านี้ตนจะรีบนำไปให้ทหารแนวหน้า ใช้ป้องกันตัวเองลาดตระเวน รักษาเขตแดนประเทศไทย ถือเป็นไม่ใช่เรื่องกองทัพอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของประเทศไทย ถ้าความมั่นคงไม่มี พี่น้องคนไทยก็อยู่ยาก ไม่ใช่เรื่องทหาร แต่เป็นเรื่องของคนไทยทั้งประเทศ ขอบคุณคนไทยที่มีความคิดในแนวทางในลักษณะทำเพื่อชาติเพื่อแผ่นดิน ซึ่งตนจะนำเรื่องนี้ไปบอกเล่าให้ทหารแนวหน้าได้รับทราบ ว่ามีพี่น้องคนไทยที่อยู่แนวหลัง ส่งกำลังใจ และอุปกรณ์ที่มีความจำเป็นมาให้อย่างต่อเนื่อง จะทุ่นแรงน้องๆ ได้เป็นอย่างดี จากการที่ตนได้เยี่ยมทหารที่หน้าแนวขวัญกำลังใจที่ดี

นอกจากนี้ตนจะได้ประสานงานกับหน่วยในพื้นที่เพื่อสอบถามความต้องการ ในสิ่งที่ขาดแคลน ซึ่งสิ่งที่จำเป็นก็คืออุปกรณ์เทคโนโลยี และเครื่องนุ่งห่ม ซึ่งเป็นของใช้สิ้นเปลืองในช่วงหน้าฝน 

เมื่อถามว่าวันนี้จะได้ข้อสรุปในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) สถานการณ์ต่อไปจะเป็นอย่างไร พล.ท.บุญสิน เชื่อว่าจะดีขึ้นและจะจบด้วยดี 

เมื่อถามว่าได้ประเมินท่าทีของกัมพูชาอย่างไรว่าจะทำตามข้อตกลงในการประชุม GBC พล.ท.บุญสิน กล่าวว่า ในความคิดของตนทิศทางน่าจะเป็นไปในทางที่ดี ส่วนการดำเนินการต่อจากนี้ต้องรอให้พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะรักษาการกระทรวงกลาโหม แถลงผลทั้งหมดก่อน ซึ่งตอนนี้ตนก็รอคำชี้แจงอย่างเป็นเป็นทางการ ในสิ่งที่ได้ไปลงนามกัน 

พล.ท.บุญสิน ย้ำว่า ในข้อเสนอ 8 เรื่อง 6 ประเด็น ตนให้ความสำคัญ ทหารไทย ณ ปัจจุบันนี้อยู่ตรงไหนก็ให้อยู่ตรงนั้น คำนึงถึงเรื่องนี้เป็นหลัก ส่วนเรื่องอื่น ๆ ถือเป็นเรื่องปกติที่ต้องพูดคุยกัน เช่นการหยุดยิงซึ่งเราก็ได้พูดคุยกันอยู่แล้ว และสถานการณ์ต่อจากนี้ก็ได้เน้นย้ำให้ทหารหน้าแนวตั้งอยู่ในความไม่ประมาท และตรึงกำลังไว้ตลอด เรื่องแผ่นดิน ไม่สามารถคุมได้ด้วยเครื่องมือ ต้องใช้คนเฝ้า เมื่อเปรียบเทียบกับท่าทีของกัมพูชาแล้ว เราจะต้องประกบไว้แบบนี้ 

เมื่อถามถึงกรณีกองกำลัง BHQ หรือองครักษ์พิทักษ์ฮุนเซน สายลับของกัมพูชาที่เข้ามาสอดแนมในไทย และมีการจับกุมได้ที่ จ.บุรีรัมย์ พล.ท.บุญสิน กล่าวว่า เราก็ต้องสืบสวนต่อไปตามขั้นตอนว่าข้อเท็จจริงคืออะไร ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไรบ้าง ซึ่งทุกพื้นที่ตนไม่ประมาท และได้เรียนผู้ว่าราชการทุกจังหวัด ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรหรือ กอ.รมน.จังหวัด ให้มีความตื่นตัวและเฝ้าระวังร่วมกัน 

เมื่อถามว่าคนที่สามารถจับกุมได้ที่จังหวัดบุรีรัมย์ยืนยันได้หรือไม่ว่ามาจากกองกำลัง BHQ พล.ท.บุญสิน กล่าวว่า รอการชี้แจงจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมยืนยันว่า ทหารหน้าแนวมีขวัญและกำลังใจดีพร้อมปกป้องอธิปไตย เนื่องจากได้รับแรงสนับสนุนจากประชาชน 

ทั้งนี้แม่ทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่าสถานการณ์ปัจจุบันไม่ได้กังวลอะไร หากคุยกันเข้าใจก็ไม่มีอะไร แต่หากคุยกันแล้วไม่เข้าใจก็พร้อมปกป้องอธิปไตยของเราต่อ

ทางพล.อ.ณัฐพล ระบุว่ากัมพูชาได้แสดงความจริงใจในระดับหนึ่ง ส่วนทางทหารได้ประเมินความจริงใจหรือไม่ พล.ท.บุญสิน กล่าวว่า ก็ประเมินอยู่แต่เราไม่ประมาท แต่อย่างไรก็ตามเราต้องมีความจริงใจก่อน 

ทั้งนี้ พล.ท.บุญสิน ยังกล่าวถึงการที่ทหารไทยวางรั้วลวดหนามใหม่ที่ช่องอานม้า หลังกัมพูชาเข้ามาตัดรั้ว พล.ท.บุญสิน กล่าวว่า คนกัมพูชาเข้ามาทำคอนเทนท์ เจ้าหน้าที่ก็ได้ให้ออกจากพื้นที่ไป พร้อมวางรั้วลวดหนามใหม่ เพื่อป้องกันฐานที่มั่นของเรา สร้างความเข้มแข็งในพื้นที่ที่เราควบคุมอยู่ ส่วนในอนาคตจะมีกิจกรรมลักษณะนี้อยู่เรื่อย ๆ หรือไม่นั้น มองว่าไม่มีปัญหา เราต้องห้ามอย่างเด็ดขาด แต่ข้อดีคือเขาไม่ได้นำอาวุธขึ้นมา 

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าทุ่นระเบิดในพื้นที่ยังมีจำนวนมาก โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่ประสาทตาควาย อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ จะต้องประสานกับทางกัมพูชา ในการเก็บกู้ 

สำหรับกรณีที่ทหารกัมพูชาป่วยหนักเป็นไข้มาลาเรียนั้น ตนได้เห็นจากสื่อของกัมพูชา ซึ่งเป็นหน้าที่แต่ละฝ่ายในการดูแลกำลังพลของตัวเอง ซึ่งฝ่ายไทยก็มีแพทย์สนามในการดูแลอยู่แล้ว โรงพยาบาลอำเภอ ในแต่ละจังหวัดก็พร้อมสนับสนุนซึ่งตอนนี้ทหารไทยยังไม่มีการเจ็บป่วย 

ส่วนการเก็บศพของทหารกัมพูชา จากที่ตนลงพื้นที่ฐานปฏิบัติการภูมะเขือ ยังเห็นอยู่แต่ได้ประสานกับทางกัมพูชาแล้วให้มาเก็บศพไป ซึ่งทางกัมพูชาได้ตอบรับมาแล้ว ยืนยันว่า ฝ่ายกัมพูชาต้องมาเก็บเองเราจะไม่เก็บให้ เพราะกระทบต่อมลภาวะทางอากาศของทั้งฝั่งไทยและกัมพูชา แต่หากเขาไม่ยอมเก็บเราก็มีมาตรการในการดับกลิ่น 

เมื่อถามถึงกรณีที่สมเด็จฮุนเซน โพสต์ข้อความไม่อยากให้ไทยใช้ F-16 ในการปฎิบัติการ และขอร้องนานาชาติไม่ให้ขายเครื่องบินรบให้กับไทย พล.ท.บุญสิน กล่าวว่า เป็นเรื่องของเรา เขาขอไม่ให้ใช้ก็ไม่เป็นไรแต่เราจะใช้เพื่อปกป้องอธิปไตยของเรา 

ส่วนข่าวการลอบสังหารสมเด็จ ฮุนเซน และฮุนมาเนตนั้น เป็นข่าวที่ออกมาจากสื่อของกัมพูชา เราไม่ได้ปฏิบัติอยู่แล้ว

‘ทูตรัศม์’เผย สื่อนอกแฉ’กัมพูชา’ไม่มีสื่ออิสระ-ลดทอนความน่าเชื่อถือ

'ทูตรัศม์'เผย สื่อนอกแฉ'กัมพูชา'ไม่มีสื่ออิสระ-ลดทอนความน่าเชื่อถือ

‘ทูตรัศม์’เผย สื่อนอกแฉ’กัมพูชา’ไม่มีสื่ออิสระ-ลดทอนความน่าเชื่อถือ

วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.42 น.

7 สิงหาคม 2568 นายรัศม์ ชาลีจันทร์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตเอกอัครราชทูต ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ทูตนอกแถว ระบุว่า The Diplomat Magazine เสนอบทความบอกว่าฝ่ายกัมพูชากำลังพ่ายแพ้สงครามข้อมูลข่าวสารกับไทย

สาเหตุสำคัญคือกัมพูชาไม่มีสื่อสารมวลชนที่เป็นอิสระแท้จริง ทำให้น้ำหนักความน่าเชื่อถือลดทอนลงไป

นี่เป็นสิ่งเดียวกับที่ผมคิดมาตลอดก่อนหน้า และการที่ทางการกัมพูชาไม่สนใจความถูกต้องน่าเชื่อถือของข้อมูลข่าวสารที่สื่อออกไป มุ่งโจมตีไทยโดยใช้ช่าวปลอมเฟคนิวส์หลายกรณี จะเท่ากับกัมพูชากำลังเซาะกร่อนบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของของเขาเอง

และท้ายที่สุดความจริงจะเป็นฝ่ายชนะ

นี่คือสิ่งที่เรายึดถือมาโดยตลอด

(และที่ต้องอดทนกับแรงกดดันมหาศาลกับข้อหาทำงานช้า)

สำหรับ The Diplomat Magazine เป็นนิตยสารข่าวออนไลน์ระดับนานาชาติที่ครอบคลุมการเมือง สังคม และวัฒนธรรมในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ตั้งอยู่ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

ด่วน!เด้ง’ผู้ว่าฯอุบลฯ’ เซ่นเบิกจ่ายงบฯดูแล ปชช.ชายแดนไทย-กัมพูชา

ด่วน!เด้ง'ผู้ว่าฯอุบลฯ' เซ่นเบิกจ่ายงบฯดูแล ปชช.ชายแดนไทย-กัมพูชา

ด่วน!เด้ง’ผู้ว่าฯอุบลฯ’ เซ่นเบิกจ่ายงบฯดูแล ปชช.ชายแดนไทย-กัมพูชา

วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 09.54 น.

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี เปิดเผยก่อนการประชุมมอบนโยบายสำคัญของกระทรวงมหาดไทย ว่า ได้สั่งย้าย ว่าที่พันตรี อดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ให้มาช่วยราชการที่กระทรวงมหาดไทย หลังมีปัญหาเรื่องการเบิกจ่ายงบประมาณในการช่วยเหลือดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา ซึ่งมีการเบิกงบทดรองราชการจ่ายเพียง 55,000 บาท จากที่รัฐบาลจัดสรรงบประมาณให้ 100 ล้านบาท ส่วนจะย้ายชั่วคราวหรือถาวร เดี๋ยวค่อยว่ากัน

เมื่อถามว่า จะรอผลสอบก่อนใช่หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า เดี๋ยวค่อยว่ากันในรายละเอียด โดยคำสั่งจะออกในช่วงเช้าวันนี้ (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : อ้าปากค้าง! ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชากว่า 2 สัปดาห์ ‘อุบลฯ’ เบิกเงินช่วยผู้อพยพแค่ 5.5 หมื่น)