ไทยกำลังจะแพ้เวียดนาม? ‘ดร.เอ้’ยกตัวเลขเทียบกันชัดๆ พร้อมคำตอบต้องทำอย่างไร

ไทยกำลังจะแพ้เวียดนาม? ‘ดร.เอ้’ยกตัวเลขเทียบกันชัดๆ พร้อมคำตอบต้องทำอย่างไร

ไทยกำลังจะแพ้เวียดนาม? ‘ดร.เอ้’ยกตัวเลขเทียบกันชัดๆ พร้อมคำตอบต้องทำอย่างไร

วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 09.23 น.

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หรือ “ดร.เอ้” อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า โอ๊ย จริงดิ! ไทยกำลังจะแพ้เวียดนาม? ในโลกที่ “แพ้-ชนะ” วัดกันที่ “ทุนมนุษย์”

ร้องตกใจ! ที่ประเทศไทยกำลังถูกเพื่อนบ้านแซงหน้าไป อีกแล้ว… ตั้งแต่ ทั้งสิงคโปร์ มาเลเซีย และกำลังจะเป็น “เวียดนาม”

ความฝัน “เสือตัวที่ห้า” แห่งเอเชีย ไม่เหลือทรง ลงไปสู่ “หัวหน้าเต่า” แห่งอาเซียน ที่นำหน้าเพียง กัมพูชา ลาว และพม่า

ผมไม่ได้อิจฉาเพื่อนบ้าน ชื่นชม แต่ก็ “รักชาติ” มากพอ ที่จะไม่ยอม “ปล่อยไป” หรือ ไม่อยากทำใจ อยู่กันไปอย่างนี้ ต่อไปเรื่อยๆ

มาดูตัวเลขกันให้ชัด “เวียดนาม vs. ไทย” ว่าจริงหรือไม่

1. “เวียดนาม” มีการเติบโตทางเศรษฐกิจ สูงที่สุดในอาเซียน เมื่อปี 2000 เวียดนามมี GDP เพียงประมาณ 20% ของไทย แต่ปี 2025 เวียดนาม เติบโตจนมี GDP ถึง 90% ของไทย น่าตกใจมาก “เศรษฐกิจ” ของเวียดนาม “โต-แข็งแรง ” ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ขณะที่เศรษฐกิจไทย “ตก-อ่อนแอ” เวียดนามจึงมีแนวโน้วจะแซงหน้าไทย ในปีถึงสองปีนี้ หากไทยไม่ “ก้าวใหม่” เร่งเครื่องพัฒนาชาติ

2. “เวียดนาม” ได้รับเงินลงทุนจากต่างประเทศ ทะลุ 40,000 ล้านเหรียญ มากกว่าไทย 2 เท่า และมาจากการลงทุนมหาศาลด้าน “เทคโนโลยี” จากสหรัฐ เกาหลี และญี่ปุ่น แม้แต่ “Nvidia” บริษัทผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ AI ที่ใหญ่ที่สุดของโลก ยังไปตั้ง “ศูนย์วิจัย และพัฒนา” ที่เวียดนาม ไม่มาไทย ทั้ง “เงินลงทุน” เวียดนามมีมากกว่า ทั้งบริษัท “เทคโนโลยี” ก็มามากกว่า โอกาสย่อมมีมากกว่าไทย ชัดเจน

3. “เวียดนาม” มีมูลค่าการ “ส่งออกสินค้าและบริการ” ทะลุ 400 ล้านเหรียญ เติบโตมากที่สุดในอาเซียน โดยเฉพาะด้าน “เทคโนโลยี” ขณะที่ไทยส่งออกได้เพียง 300 ล้านเหรียญ เติบโตต่ำ อีกทั้งเป็น “สินค้าเดิม” ที่เปราะบาง และมักเน้น “บริการท่องเที่ยว” “รายได้” เข้าประเทศเวียดนาม สูงกว่าไทยทุกปี ทำให้การพัฒนาประเทศได้มากกว่า

4. “เวียดนาม” สร้าง “ทุนมนุษย์” ทักษะสูง จริงจังและต่อเนื่อง จนมี “ดัชนีศักยภาพคน” 0.69 และมากขึ้นทุกปี ขณะที่ไทยมีเพียง 0.61 นั่นหมายความว่า “คนเวียดนาม” มีศักยภาพสูงกว่าคนไทย ตามสถิติ “ทักษะ” และ “ปริมาณ” ประชากรเวียดนาม ก็มากว่าไทย ทั้งอายุเฉลี่ยน้อยกว่า ยิ่งทำให้เวียดนามได้เปรียบประเทศไทย มากขึ้นทุกปี

5. “เวียดนาม” มีจำนวนประชากร 100 ล้านคน อายุเฉลี่ย 30 ปี มีอัตราเจริญพันธุ์ 1.9 ขณะที่ไทยมีประชากร 70 ล้านคน อายุเฉลี่ย เกิน 40 ปี มีอัตราเจริญพันธุ์ต่ำมาก เพียง 0.9 และมีอัตราส่วนผู้สูงอายุมากที่สุดประเทศหนึ่งในอาเซียน เวียดนามจึงมี “พลังประชากร” ที่หนุ่มสาวมากกว่าไทย ทั้งยังมีทักษะสูงกว่า

6. “เวียดนาม” ส่งนักศึกษาไปเรียนในมหาวิทยาลัยชั้นนำในสหรัฐอเมริกา มากกว่า 25,000 คน ขณะที่มีนักศึกษาไทยเพียง 5,000 คน น้อยกว่าเวียดนามถึง 5 เท่า ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ไม่นับเด็กเวียดนามที่ไปเรียนรัสเซีย และจีน อีกนับหมื่นคน “มันสมอง” และ คนทักษะสูง” ของเวียดนาม เพิ่มขึ้นมากกว่าไทยหลายเท่า โดยเฉพาะด้าน “วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี” ทำให้สร้าง “เศรษฐกิจ” มูลค่าสูงได้

“เดต้า ไม่ใช่ดราม่า” คือ ข้อมูลความจริง ไม่ใช้อารมณ์ หรือความรู้สึก บอกเราชัดว่า “เวียดนาม” กำลังจะก้าวข้าม “ไทย” ในไม่ช้านี้ โอ๊ย..เจ็บ

คำถาม คือ ไทยจะต้องทำอย่างไร

คำตอบ คือ ไทยคงเพิ่ม “ปริมาณ” ประชากร แทบเป็นไปไม่ได้ คงทำได้แต่ให้ประชากรที่มีอยู่น้อยกว่า มี “คุณภาพ” ทำได้เท่านี้

ดังนั้น “สูตรสำเร็จ” ของการยกระดับคุณภาพชีวิตพลเมืองและเศรษฐกิจ คือ “การศึกษา” ต้องมี “คุณภาพ คุ้มค่า เข้าถึงได้ วัดผลได้”

ผมยังมั่นใจ #คนไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก รอเพียงแต่ การ “ก้าวใหม่” ด้วยการเริ่มสร้าง “ทุนมนุษย์” ที่ดีที่สุด ด้วยการศึกษา เท่านั้นเอง

สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์
#เวียดนาม #เศรษฐกิจ #การศึกษา #เอ้สุชัชวีร์ #ประเทศไทย

‘บิ๊กเล็ก’ถึงมาเลย์ เตรียมประชุม GBCไทย-กัมพูชา เผยชื่อคณะเจรจาทำข้อตกลงหยุดยิง

'บิ๊กเล็ก'ถึงมาเลย์ เตรียมประชุม GBCไทย-กัมพูชา เผยชื่อคณะเจรจาทำข้อตกลงหยุดยิง

‘บิ๊กเล็ก’ถึงมาเลย์ เตรียมประชุม GBCไทย-กัมพูชา เผยชื่อคณะเจรจาทำข้อตกลงหยุดยิง

วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 08.41 น.

“บิ๊กเล็ก“ ถึง กัวลาลัมเปอร์เตรียมประชุม GBC (วิสามัญ) ไทย – กัมพูชา ครั้งที่ 1/25568ผบ.ทหารสูงสุดมาเลเซีย ต้อนรับครบแผง เผยชื่อ คณะเจรจา ทำข้อตกลงหยุดยิง 

7 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กระทรวงกลาโหม และคณะเดินทางถึงท่าอากาศยาน Subang ประเทศมาเลเซีย โดยมีผู้บัญชาการทหารสูงสุดมาเลเซียมาต้อนรับ พร้อมด้วยเอกอัครราชทูตไทยประจำมาเลเซียและคณะผู้ช่วยทูตทหารสามเหล่าทัพ
สำหรับคณะประชุม GBC ครั้งนี้ ประกอบด้วย

1.พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กระทรวงกลาโหม ,2.พล.อ.สนิธชนก สังขจันทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม ,3.พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ,4.นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ , 5.นายชำนาญวิทย์ เตรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ,6. พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ,7.พล.อ.ธงชัย รอดย้อย เสนาธิการทหารบก ,8.พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ เสนาธิการทหารเรือ ,9.พล.อ.อ.วชิระพล เมืองน้อย เสนาธิการทหารอากาศ ,10.นายวรพันธุ์ ศรีวรนารถ รองอธิบดีกรมเอเชียตะวันออก ,11.พล.ท. ณัฐพงษ์ เพราแก้ว เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติเจ้ากรมกิจการชายแดนทหาร ,12.พล.ท.จักรพงษ์ จันทร์เพ็งเพ็ญ เจ้ากรมยุทธการทหาร ,13.พล.ร.ท.เทพฤทธิ์ ลาภเหลือ เจ้ากรมยุทธการทหารเรือ ,14.พล.ต.วีระยุทธ รักศิลป์ รองแม่ทัพภาคที่ 2

บทเรียนจาก’การบินไทย’ ‘กรณ์’ยกปัจจัยความสำเร็จ-ไร้นักการเมืองแทรกแซง

บทเรียนจาก'การบินไทย' 'กรณ์'ยกปัจจัยความสำเร็จ-ไร้นักการเมืองแทรกแซง

บทเรียนจาก’การบินไทย’ ‘กรณ์’ยกปัจจัยความสำเร็จ-ไร้นักการเมืองแทรกแซง

วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 08.34 น.

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 นายกรณ์ จาติกวณิช อดีต รมว.คลัง ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า บทเรียนจากการบินไทย

วันนี้หุ้นการบินไทยหวนกลับสู่ตลาดหลักทรัพย์อีกครั้งหลังจากผ่านกระบวนการฟื้นฟู และมีราคาสูงขึ้นจนมูลค่าตลาดสูงถึง 300,000 ล้านบาท ถือเป็นความสำเร็จอย่างยิ่งของทุกคนที่เกี่ยวข้อง

ปัจจัยสำคัญในความสำเร็จนี้คือการที่ผู้บริหาร(ที่มีฝีมือ) สามารถตัดสินใจได้โดยอิสระในการทำสิ่งที่ต้องทำ

และที่เป็นเช่นนี้ได้เพราะวันนี้การบินไทยไม่ได้เป็นรัฐวิสาหกิจแล้ว ไม่มี พรบ. แรงงานวิสาหกิจสัมพันธ์ เป็นอุปสรรค ไม่มีนักการเมืองมาแทรกแซง

น่าคิดนะครับ ว่าการ privatise และ deregulate จะเป็นปัจจัยหนึ่งในการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยได้มากแค่ไหน

ยินดีกับการบินไทยอีกครั้งครับ

เชียร์ศาลกันหน่อยดีมั้ย! ‘ตลาดหุ้น’เขียวทั้งกระดาน ดีใจ’อุ๊งอิ๊งค์’ไม่ได้ไปต่อ

เชียร์ศาลกันหน่อยดีมั้ย! 'ตลาดหุ้น'เขียวทั้งกระดาน ดีใจ'อุ๊งอิ๊งค์'ไม่ได้ไปต่อ

เชียร์ศาลกันหน่อยดีมั้ย! ‘ตลาดหุ้น’เขียวทั้งกระดาน ดีใจ’อุ๊งอิ๊งค์’ไม่ได้ไปต่อ

วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 08.06 น.

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (อดีต สว.) ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า #เขียวทั้งกระดาน #เหลือเชื่อตลาดหุ้นไทย #ดีใจ #อุ๊งอิ๊ง #ตกเก้าอี้

หุ้นดีดแรงสุดๆเพราะคาดกันยานี้ นายกแพทองธารจะพ้นตำแหน่ง

set index ที่ตกต่ำมาตลอดปี

ตั้งแต่แพทองธารมาเป็นนายกรัฐมนตรี

ขานรับข่าวดีวิ่งทะยานคาดไปที่ 1,350 จุด

อะไรจะดีใจออกหน้าออกตาขนาดนี้

อ่านขาดแบบไม่ไว้หน้ากันเลยนะ

นักลงทุนบางคนยังแอบนินทาอีกว่า

ถ้าออกไปเร็วกว่านี้

อาจฝันเห็น ตลาดหุ้นพุ่งทะยานเป็นมังกรติดปีกทะลุ1,500จุด ก็เป็นได้ 5555

เอ้านักลงทุนทั้งหลายช่วยกันจุดปะทัดไล่

หรือส่งเสียงโห่

เชียร์ศาลกันหน่อยดีมั้ยครับ

สองเรื่องสำคัญ! ‘นักวิชาการ’วิเคราะห์พุ่งเป้า’2 พ่อลูกตระกูลฮุน’

สองเรื่องสำคัญ! 'นักวิชาการ'วิเคราะห์พุ่งเป้า'2 พ่อลูกตระกูลฮุน'

สองเรื่องสำคัญ! ‘นักวิชาการ’วิเคราะห์พุ่งเป้า’2 พ่อลูกตระกูลฮุน’

วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 07.17 น.

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 นายนพนันท์ อรุณวงศ์ ณ อยุธยา นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านจีนศึกษา ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก “Noppanan Arunvongse Na Ayudhaya” เมื่อ 9 ชั่วโมง ที่ผ่านมา ระบุว่า เมื่อสักครู่ ฮุนเซ็นโพสเฟซบุ๊ก ยาวเหยียด แต่พูดได้ดี น่าจะยังไม่เมา

เนื้อหาสำคัญ คือ

ช่วงที่ผ่านมามีกระแสข่าวสำคัญ 2 เรื่อง คือ โดรนและอาวุธต่าง ๆ เช่น ญี่ปุ่นส่งโดรนให้ไทย จีนส่งโดรนให้กัมพูชา เกาหลีใต้ส่งอาวุธและเครื่องบินให้ไทย อีกเรื่อง คือ ความพยายามกำจัดฮุนเซ็นและฮุนมาเน็ต

ทั้ง 2 เรื่องนี้หากไม่พูดกันให้ชัดเจนก็จะนำไปสู่ปัญหาใหญ่ในอนาคต

ดังนั้น ฮุนเซ็นจึงขออธิบาย ดังนี้

1. ไม่ว่ากัมพูชาหรือไทยจะได้รับอาวุธหรือโดรนจากประเทศใดก็ตาม เราก็ไม่ควรดึงประเทศเหล่านั้นมาเกี่ยวข้องด้วย เพราะมันเป็นเรื่องของแค่ 2 ประเทศ ไม่ควรขยายใหญ่โตบานปลายไปมากกว่านั้น อีกทั้งแท้จริงแล้วทุกประเทศก็ล้วนสนับสนุนการหยุดยิงและช่วยสนับสนุนให้เกิดสันติภาพระหว่างกัมพูชาและไทยกันทั้งสิ้น

2. เรื่องแผนการลอบสังหารที่ว่ากลุ่มผู้นำของไทยพยายามลอบสังหารฮุนเซ็นและฮุนมาเน็ต

เรื่องนี้ยิ่งเป็นเรื่องที่เชื่อถือได้ยากมาก แม้กลุ่มผู้นำไทยอาจจะไม่ชอบฮุนเซ็นและฮุนมาเน็ตก็ตาม แต่ไม่มีทางที่พวกเขาจะร่วมกันวางแผนทำเรื่องที่ผิดศีลธรรมเช่นนั้น

จริงอยู่ที่ว่าในประวัติศาสตร์นั้นการลอบสังหารแม่ทัพนายกองของฝ่ายตรงข้ามเพื่อทำให้ตัวเองได้เปรียบเป็นเรื่องธรรมดาในสงคราม

แต่ในโลกยุคใหม่แตกต่างออกไป เราใช้วิธีพูดคุยเจรจาทำความเข้าใจกันเท่านั้น

กัมพูชาต้องการผู้นำไทยที่เข้มแข็งเพื่อที่จะสามารถเจรจาต่อรองกันได้ ไทยก็ย่อมต้องการอย่างเดียวกันและกัมพูชาในปัจจุบันก็มีแต่ฮุนเซ็นและฮุนมาเน็ตเท่านั้นที่มีอำนาจและศักยภาพที่จะพูดคุยเจรจาได้

เมื่อเป็นดังนี้จึงย่อมไม่มีเหตุผลใด ๆ ที่จะทำให้ไทยต้องลอบสังหารฮุนเซ็นและฮุนมาเน็ต

หากเราสักคนถูกไทยฆ่าตายจริง ๆ ก็ย่อมทำให้เกิดความเคียดแค้นจากคนกัมพูชานับแสนนับล้านคนทั่วแผ่นดินกัมพูชา ทำให้ไทยกับกัมพูชาไม่สามารถกลับมาประสานคืนดีกันได้อีกเลย อีกทั้งฮุนเซ็นและฮุนมาเน็ตก็ใช่ว่าจะถูกบดขยี้ได้ง่าย ๆ เหมือนกบเขียดอีกด้วย

ดังนั้น คำอธิบายข้างต้นจึงเป็นการยืนยันได้ว่ากลุ่มผู้นำไทยไม่ได้มีแผนการที่จะทำเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด

สำหรับข้อกล่าวหาที่ว่ากลุ่มผู้นำไทยจะนำเครื่องบินมาใช้สังหารฮุนเซ็นและฮุนมาเน็ตนั้นก็ไม่เกี่ยวกัน เพราะผู้ขายก็ไม่ได้ระบุข้อห้ามการใช้งานในสัญญา

ช่วงที่ผ่านมาไทยใช้เครื่องบินทั้งจากสหรัฐและสวีเดนเข้ามารุกรานกัมพูชา แต่กัมพูชาก็ไม่เคยห้ามไทยจัดหาจัดซื้อเครื่องบิน กัมพูชาเพียงแต่ขอให้ไทยอย่าใช้เครื่องบินมารุกรานเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชา ลาว มาเลเซีย พม่า เท่านั้น

‘บิ๊กเล็ก’นำคณะบินมาเลย์ ร่วมประชุม GBC แก้ขัดแย้งชายแดนกัมพูชา

'บิ๊กเล็ก'นำคณะบินมาเลย์ ร่วมประชุม GBC แก้ขัดแย้งชายแดนกัมพูชา

‘บิ๊กเล็ก’นำคณะบินมาเลย์ ร่วมประชุม GBC แก้ขัดแย้งชายแดนกัมพูชา

วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 07.12 น.

รมช.กห.นำคณะเข้าร่วมการประชุมของคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย-กัมพูชา สมัยวิสามัญ ที่กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย

เช้าวันที่ 7 สิงหาคม 2568 บรรยากาศที่ กองบิน 6 ดอนเมือง พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นำคณะ ประกอบด้วย พล.อ.สนิธชนก สังขจันท์ ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ พล.อ.ธงชัย รอดย้อย เสนาธิการทหารบก พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ เสนาธิการทหารเรือ พล.อ.อ.วชิระพล เมืองน้อย เสนาธิการทหารอากาศ เจ้ากรมกิจการชายแดนทหาร รองแม่ทัพภาคที่ 2 ตลอดจน เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย มุ่งหน้าสู่ประเทศมาเลเซีย เพื่อเข้าร่วมประชุมของคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย – กัมพูชา สมัยวิสามัญ ที่กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย

– 006

สว.พันธุ์ใหม่ยื่นปธ.วุฒิ ส่งศาลสั่ง136สว.หยุดปฏิบัติหน้าที่

สว.พันธุ์ใหม่ยื่นปธ.วุฒิ ส่งศาลสั่ง136สว.หยุดปฏิบัติหน้าที่

สว.พันธุ์ใหม่ยื่นปธ.วุฒิ ส่งศาลสั่ง136สว.หยุดปฏิบัติหน้าที่

วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สว.อิสระยื่น “ประธานวุฒิฯ”ส่งศาลรัฐธรรมนูญสอย 136 สว. “ปริญญา”แจงร่วมสังฆกรรมชงศาลสั่งหยุดปฏิบัติหน้าคดีฮั้ว ยันยื่นตามรธน.เปล่าโกรธเคืองส่วนตัว ต้องทำตามหลักการไม่ใช่กล่าวหา-จ้องล้มล้าง ด้าน 21 สส.ปชป.พบ“เฉลิมชัย”ยันยึดมั่นอุดมการณ์พรรค-ไม่ไปไหน หลังข่าวพลังดูด อยู่ช่วยฟื้นฟูพรรคกลับมายิ่งใหญ่

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภา น.ส.นันทนา นันทวโรภาส น.ต.วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สว.พร้อมตัวแทนกลุ่ม สว.อิสระยื่นรายชื่อ สว.ถึงนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เพื่อขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาถอดถอนสว.136คน ออกจากตำแหน่ง กรณีเข้าข่ายผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา113 ว่าด้วย สว.ต้องไม่ฝักใฝ่หรืออยู่ใต้อาณัติของพรรคการเมืองใดๆ พร้อมกับขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือหยุดปฏิบัติหน้าที่เฉพาะส่วนการเห็นชอบกรรมการองค์กรอิสระ

โดย น.ส.นันนทนา กล่าวว่า จากการสืบสวนและไต่สวนของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26 ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พบว่า สว.136คนนั้น มีส่วนสัมพันธ์และเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ซึ่งถูกแจ้งข้อหาในคดีฮั้วเลือกสว.และฟอกเงิน ดังนั้นศาลรัฐธรรมนูญสามารถเรียกพยานหลักฐานจากดีเอสไอได้ จึงชัดเจนว่าจะเอาผิดได้ คำร้องที่ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญขอให้ สว.136คน หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือหยุดปฏิบัติหน้าที่เฉพาะส่วนนั้น เพราะมองว่าหากปล่อยให้ทำหน้าที่ถึงเดือนมีนาคม2569 จะทำให้มีบุคลากรในองค์กรอิสระซึ่งถูกคัดเลือกจาก สว.ที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหาเข้ามาทำหน้าที่ ซึ่งอาจถูกข้อกังขาต่อผลที่เกิดขึ้น จึงต้องป้องกันเพื่อไม่ให้หายนะเกิดขึ้น ทั้งนี้ ในเดือนสิงหาคม จะมีกกต.ครบวาระ2คนและต้องเลือกใหม่ หากให้ส.ว.ที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหาดำเนินการเลือก จะกลายเป็นผลประโยชน์ขัดกัน ดังนั้น ต้องหยุดการกระทำเพื่อให้กระบวนการยุติธรรมเดินหน้า และคนที่วินิจฉัยนั้นต้องไม่ใช่คนที่ถูกเลือกจากส.ว.ที่ถูกข้อกล่าวหา ส่วนกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ สว.ที่เหลืออยู่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ และหากมีคำวินิจฉัยให้พ้นนจากตำแหน่ง จึงจะเลื่อนสว.สำรองขึ้นมาทำหน้าที่

“หวังเป็นอย่างยิ่งว่าประธานวุฒิสภาจะใช้มาตรฐานเดียวกับส.ว.เสียงข้างมากที่เคยส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งรับเรื่องช่วงเช้า และส่งศาลรัฐธรรมนูญตอนบ่ายทันที หวังว่าจะได้รับการปฏิบัติมาตรฐานเดียวกัน ยอมรับว่าตั้งแต่มีข่าวปรากฎว่า ส.ว.กลุ่มอิสระ จะยื่นเรื่องถอดถอนส.ว.พบว่า มีปฏิบัติการคลื่นใต้น้ำ โทรศัพท์ล็อบบี้ให้ถอนชื่อ ดังนั้น ตนจึงขอไม่เปิดเผยส.ว.ที่ร่วมเข้าชื่อ จนกว่าคำร้องจะถึงศาลรัฐธรรมนูญ เพราะกังวลใจมากต่อปฏิบัติการคลื่นใต้น้ำ และบล็อกไม่ให้ดำเนินการ และกังวลถึงเรื่องความปลอดภัย เพราะ ส.ว.เสียงข้างมากมีเครื่องมือทำลายล้าง ส.ว.เสียงข้างน้อย เช่น กลไกของกรรมการจริยธรรม ที่ตนถูกยื่นเรื่องตรวจสอบกรณีของ ส.ว.ขายหมู ซึ่งพบว่า กรรมการจริยธรรม 22 คน มีเสียงข้างมากเป็นส.ว.ที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหา 17 คน ซึ่งมีความพยายามกีดกันพยานและใช้การลงมติเสียงข้างมากเอาผิดจริยธรรมร้ายแรงเพื่อส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ” น.ส.นันทนา กล่าว

เวลา13.30น. ที่รัฐสภา นายปริญญา วงศ์เชิดขวัญ สว.พร้อม สว.ส่วนหนึ่ง ได้แก่ นายนิคม มากรุ่งแจ้ง นายเอกชัย เรืองรัตน์ นายปิยพัฒน์ สุภาวรรณ นายชวพล วัฒนพรมงคล นายสหพันธ์ รุ่งโรจนพณิชย์ แถลงถึงกรณีการลงชื่อในหนังสือเพื่อยื่นถึงประธานวุฒิสภาขอให้ส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัย ดังนี้ 1.ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยให้สมาชิกภาพของการเป็น สว.ทั้ง136คน สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 111 (7) ประกอบมาตรา 113 และ 2.ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้สว.ทั้ง 136คน หยุดปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราว จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย หรืออย่างน้อยให้หยุดปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการให้ความเห็นชอบบุคคลดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการองค์กรอิสระตุลาการศาลปกครองสูงสุด และผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงอื่นๆ ไว้ก่อน จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย

นายปริญญา กล่าวถึงจุดยืนการยื่นเรื่องมาตรา82ตามรัฐธรรมนูญ ของกลุ่ม สว.ว่า การที่ตนต้องดำเนินการอื่นเรื่องพิจารณาการกระทำของสว.136คน มิได้เกิดจากความโกรธเคืองส่วนตัว หรือมีเจตนาทำลายเกียรติยศชื่อเสียงของใครทั้งสิ้น แต่เกิดจากความจำเป็นทางหลักการ และความรับผิดชอบในฐานะสมาชิกวุฒิสภา ที่ต้องรักษาระบบรัฐสภาให้ดำรงอยู่ภายได้หลักนิติธรรรม ความโปร่งใสและความเป็นธรรม ดังนั้น จึงเห็นว่าการยื่นเรื่องให้มีการตรวจสอบ เป็นกระบวนการปกติภายใต้รัฐธรรมนูญและเป็นการแสดงความรับผิดชอบเชิงสถาบัน ไม่ใช่การกล่าวหาเพื่อน หรือกระทำเพื่อล้มล้างใคร

ตนขอเรียนว่า การตราจสอบ คือวิถีของประชาธิปไตย และหากทุกอย่างชัดเจนโปร่งใส ก็เป็นการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับทุกฝ่าย ไม่ใช่เพื่อแยกพวก แบ่งฝักฝ่าย หรือตัดไมตรีกัน”ผมยังคงเคารพ และเห็นคุณค่าของมิตรภาพที่มีร่วมกันเสมอ และขอเรียนให้ทุกท่านเข้าใจว่า สิ่งที่กระทำไป เป็นไปเพื่อความสุจริตและธรรมาภิบาล เพื่อรักษาองค์กรเท่านั้น”นายปริญญา กล่าวทิ้งท้าย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อค่ำวานนี้ (5 ส.ค.) สส.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ทั้ง 21เขต ได้ไปร่วมรับประทานอาหารที่บ้านของ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อร่วมกันแสดงจุดยืนในการทำงานร่วมกับพรรคต่อไป หลังจากมีกระแสพรรคการเมืองบางพรรคเข้าทาบทาม ดึงตัว สส.พรรคประชาธิปัตย์ ให้ไปร่วมงาน เพื่อเตรียมตัวในการสู้ศึกเลือกตั้งครั้งหน้า โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างชื่นมื่น สส.ทั้ง 21 คน ต่างยืนยันกับนายเฉลิมชัย ว่าจะยังอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ย้ายไปพรรคการเมืองอื่น โดย นายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะเลขาธิการพรรค กล่าวเป็นคนแรกว่า ยืนยันว่าจะยังอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ และช่วยกันฟื้นฟูให้พรรคประชาธิปัตย์กลับมายิ่งใหญ่เหมือนในอดีตให้ได้ โดยเฉพาะการเพิ่มจำนวน สส.ให้มากขึ้น เช่นเดียวกับ นายชัยชนะ เดชเดโช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ก็ยืนยันจะยังคงยึดมั่นในอุดมการณ์ของพรรค และจะร่วมกับพรรคในการเพิ่มจำนวน สส.ในพื้นที่ ให้พรรคกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“ถ้า สส.มีข้อมูลว่ามีการแสวงหาผลประโยชน์ในการแต่งตั้ง หรือการทำงานในสภาฯ ไม่ว่าจะเป็นคณะทำงานชุดไหน ขอให้แจ้งมายังผมหรือผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงก็ได้ เรายินดีที่จะตรวจสอบและต้องดำเนินการ ไม่ให้มีการแสวงผลประโยชน์ต่อไป”

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา

ประธานสภาผู้แทนราษฎร

จับอดีตทหารเขมร สังกัดหน่วยBHQองครักษ์‘ฮุนเซน’ ยึดเครื่องแบบยศร้อยเอก-ปืน

จับอดีตทหารเขมร สังกัดหน่วยBHQองครักษ์‘ฮุนเซน’ ยึดเครื่องแบบยศร้อยเอก-ปืน

จับอดีตทหารเขมร สังกัดหน่วยBHQองครักษ์‘ฮุนเซน’ ยึดเครื่องแบบยศร้อยเอก-ปืน

วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

จับอดีตทหารเขมร สังกัดหน่วยBHQองครักษ์‘ฮุนเซน’ ยึดเครื่องแบบยศร้อยเอก-ปืน เค้นสอบเข้มหวั่นเป็นสายลับ มทภ.2ลั่นไม่ถอนกำลัง11จุด ขึงลวดหนามวางกำลังภูมะเขือ

“ศบ.ทก.” แถลงชายแดนปกติ ปลดล็อกบินโดรนเกษตร หลัง 15 สิงหาคม บินได้เฉพาะกลางวัน 6 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็น ด้านตำรวจบุรีรัมย์จับหนุ่มกัมพูชา พร้อมของกลางชุดเครื่องแบบทหารและอาวุธปืน เจ้าตัวอ้างปลดประจำการแล้ว แต่ตำรวจไม่ปักใจเชื่อ เช็คข้อมูลพบเดินทางเข้า-ออกไทยบ่อยครั้ง เค้นสอบยอมรับ! “เคยเป็นทหาร BHQ” แต่ลาออกมาหลายปีแล้ว จนท.เร่งเช็คมือถือ-หวั่นส่งข้อมูลลับให้เขมร ขณะที่ มทภ.2 ลั่น กองทัพ ไม่ยอมถอนกำลัง 11 จุด เขตอธิปไตยไทย จี้รบ.เขมรเก็บศพทหาร ส่วนภาคสองสรุปสถานการณ์ชายแดนขึงรั้วลวดหนามช่องอานม้าใหม่ ยันเขมรรื้อขึงใหม่ “บิ๊กอ้วน”ยันเดินหน้าฟ้องแพ่ง-อาญาเขมร เหตุอาชญากรรมร้ายแรง แต่ไม่ใช่ศาลโลก

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา (ศบ.ทก.) เปิดเผยว่า ตั้งแต่ช่วงดึกคืนที่ผ่านมา (วันอังคารที่ 5 กรกฎาคม) จนถึงช่วงเช้าเวลา 07.00 น.ของวันนี้ ยังไม่มีรายงานเหตุการณ์รุนแรงใดๆ ที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา ในทุกพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดน ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้ระเบิดหรือ EOD ยังคงเข้าตรวจสอบพื้นที่ เพื่อทำลายวัตถุระเบิดที่ยังตกค้าง และส่วนราชการทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ยังคงให้การสนับสนุนอำนวยความสะดวกในพื้นที่รวบรวมพลเรือน

สำหรับการหารือภายใต้กรอบคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) โดยเมื่อค่ำคืนวันที่ 5 สิงหาคม เวลา 20.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่นมาเลเซีย) คณะเลขานุการของไทย – กัมพูชา ยังประชุมและเจรจาอยู่อย่างต่อเนื่อง เพื่อลดช่องว่างในท่าทีของแต่ละฝ่ายต่อประเด็นต่างๆ เพื่อให้บรรลุข้อตกลงการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง โดยรัฐบาลหวังอย่างยิ่งว่า การประชุม GBC จะนำไปสู่การปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างยั่งยืน

ตรวจพบมีการใช้โดรนมากขึ้น

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) แถลงผลประชุมศบ.ทก.ว่า มีเรื่องแจ้งให้ทราบ 4 เรื่อง 1.ที่ผ่านมาสถานการณ์โดยทั่วไปอยู่ในสภาพปกติ มีการเสริมที่มั่นทางทหารในพื้นที่บางส่วน แต่ไม่มีการเสริมกำลังทหารแต่อย่างใด นอกจากนี้ ที่ผ่านมาเราได้ตรวจพบการใช้โดรนเพิ่มมากขึ้น ขณะที่ไทยยังประกาศไม่ให้มีการบินโดรนทุกชนิดทั้งประเทศ โดยฝ่ายความมั่นคงยังคงเข้มงวดสกัดกั้นและตรวจสอบ รวมทั้งดำเนินการตามกฎหมายอย่างต่อเนื่องด้วย โดยจะมีผลบังคับใช้ถึงวันที่ 15 สิงหาคม.

นอกจากนี้ สถานการณ์บริเวณช่องอานม้าที่มีข่าวว่าทหารกัมพูชาพยายามตัดลวดหนามที่ทหารไทยวางไว้ตามขอบเขตอธิปไตยของไทย ซึ่งปัจจุบันกำลังทหารของทั้งสองฝ่ายได้เจรจาเรียบร้อยแล้ว ไม่มีการกระทบกระทั่ง สถานการณ์อยู่ในภาวะปกติ และขณะนี้ฝ่ายไทยได้วางลวดหนามชุดใหม่ทดแทนชุดเดิมที่ถูกตัดไปเรียบร้อย

พล.ร.ต.สุรสันต์กล่าวว่า เรื่องที่ 2. การดำเนินการกับบุคคลที่ถูกจับกุมและเป็นคนต่างด้าว ยืนยันว่าตำรวจเข้มงวดตรวจตราและจับกุมต่อบุคคลต่างด้าวที่เข้าเมืองผิดกฎหมายต่อเนื่อง หลักปฏิบัติคือ ตำรวจจะปฏิบัติการเชิงรุกและตรวจค้นขยายผลเกี่ยวกับผู้มีพฤติกรรมน่าสงสัยหรือคนต่างด้าวแฝงตัวเข้ามา เพื่อเป็นข้อมูลด้านความมั่นคงและประสานหน่วยงานด้านความมั่นคงต่างๆ โดยแจ้งเบาะแสให้ฝ่ายความมั่นคงรับทราบ ป้องกันป้องปรามการใช้ข่าวหรือการรายงานข่าวบิดเบือน หรือมีผลด้านความมั่นคง ทั้งนี้ หากตรวจสอบแล้ว และฝ่ายความมั่นคงพิสูจน์ทราบแล้วไม่มีประเด็นใดๆที่น่าเป็นห่วงก็จะถูกผลักดันออกนอกประเทศและขึ้นทะเบียนไว้ตามพ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522

ปลดล็อคบินโดรนเกษตรหลัง15สค.

3.ประเด็นการใช้โดรนที่ผ่านมา ขอย้ำว่าไทยยังไม่อนุญาตให้มีการบินโดรนทุกชนิดทั่วประเทศจนถึงวันที่ 15 สิงหาคม ตามประกาศของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ลงวันที่ 30 ก.ค.68 ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม วันนี้ในที่ประชุม ศบ.ทก.ได้พูดคุยเรื่องการผ่อนปรนสำหรับการบินโดรนเพื่อการเกษตรในบางพื้นที่ หลังวันที่ 15 สิงหาคม โดยเห็นพ้องว่าเกษตรกรจำเป็นต้องใช้โดรนเพื่อการเกษตรประเด็นสำคัญในการหารือคือ โดรนเกษตรที่จะทำการบินต้องผ่านการขึ้นทะเบียนผู้บังคับหรือผู้ควบคุมอากาศยาน ลงอย่างถูกกฎหมายผ่านระบบ UAS Portal ของสำนักงานการบินพลเรือน โดยการบินนั้น บินได้เฉพาะเวลากลางวันตั้งแต่เวลา 06.00-18.00 น. และขอเน้นย้ำอีกเรื่องคือ ปัจจุบันตามข้อกฎหมายผู้ที่ซื้อโดรนหรือ UVA (อากาศยานที่ไม่มีนักบินควบคุม) มีหน้าที่ลงทะเบียน ที่จุดขายคล้ายกับการซื้อซิมโทรศัพท์มือถือซึ่งเรายังคงดำเนินการมาตรการนี้ต่อเนื่อง

ข่าวดีถกจีบีซี2ฝ่ายสรุปข้อตกลงได้

พล.ร.ต.สุรสันต์กล่าวอีกว่า เรื่องสุดท้าย 4.ในเวทีประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย – กัมพูชา (GBC) ความคืบหน้าเมื่อคืนวันที่ 5 สิงหาคม คณะเลขานุการของทั้งสองฝ่ายได้ประชุมเจรจากันถึงเวลา 00.15 น.ของเช้าวันที่ 6 สิงหาคม เนื่องจากฝ่ายเลขานุการกัมพูชาไม่สามารถตัดสินใจได้บางหัวข้อ ต้องส่งเรื่องต่างๆนี้กลับไปให้กรุงพนมเปญพิจารณาก่อน จนทำให้เกิดความล่าช้าในการตกลงใจ กระทั่งเมื่อเช้าวันที่ 6 สิงหาคม มีข่าวดี สองฝ่ายสามารถสรุปข้อตกลงได้ และปัจจุบันอยู่ระหว่างเตรียมเอกสารให้ประธานทั้งสองฝ่ายพิจารณา ตนเน้นย้ำว่าเป็นข้อตกลงของฝ่ายเลขานุการร่วมสองฝ่าย ยังไม่ใช่ข้อตกลงสุดท้ายของการประชุมนี้

โดยฝ่ายไทยจะนำเรื่องที่เป็นข้อสรุป ข้อตกลงกับฝ่ายกัมพูชามาให้ประธานไปพิจารณาก่อนเสนอเข้าสู่ที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ช่วงบ่ายวันที่ 6 สิงหาคม ซึ่งการประชุมนี้จะเป็นการประชุมร่วมกับคณะรัฐมนตรี (ครม.) วาระพิเศษด้วย เพื่อให้ความเห็นชอบต่อไป ก่อนที่ประธานฝ่ายไทยจะเดินทางไปประชุม GBC วันที่ 7 สิงหาคมที่มาเลเซีย ซึ่งเป็นการบ่งบอกให้เห็นถึงระเบียบและกลไกต่างๆของการทำงานของเราว่าการตัดสินใจหรือตกลงใจจะต้องผ่านขั้นตอนที่ถูกต้องตามกฎหมายอย่างไรบ้าง คือผ่านสมช.และครม.ให้ความเห็นชอบ ก่อนนำไปหารือในเวที GBC วันที่ 7 สิงหาคม

กต.แจงทูต-กงสุลไทยทั่วโลก7สค.

ด้านนางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศแถลงถึงการจัดประชุมออนไลน์กับเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ของไทยทั่วโลก ในวันที่ 7 สิงหาคม จะเน้นยํ้าการดำเนินการเชิงรุกในการชี้แจงข้อเท็จจริง ที่เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์และพิสูจน์ได้ เพื่อป้องกันไม่ให้รัฐบาลและสื่อมวลชนต่างประเทศ ตลอดจนประชาคมโลกเข้าใจผิด จากการบิดเบือนข้อมูลเท็จของฝ่ายกัมพูชา ที่มีออกมาอย่างแพร่หลายมากถึงปัจจุบัน ยํ้าว่าหลักการของไทยคือยุติความขัดแย้งโดยสันติวิธี และกลับสู่การเจราจากับกัมพูชา ด้วยความจริงใจและความสุจริตใจ นอกจากนี้ อาจรู้สึกว่าช่วงนี้การเผยแพร่ข่าวปลอมจากฝ่ายกัมพูชา และการใส่ร้ายฝ่ายไทย ถึงขั้นมีการแต่งนิยายถี่เป็นพิเศษ ช่วงการเจรจาตามกรอบจีบีซี ขอย้ำว่าฝ่ายไทยเชื่อมั่นในการรักษาบรรยากาศที่ดี โดยไม่ใส่ร้ายอีกฝ่าย เป็นส่วนสำคัญในการลดความตึงเครียดระหว่าง 2 ประเทศ

ยึด‘โดรน’สุดล้ำไม่ชัดโยงเหตุ‘ชายแดน’

วันเดียวกัน วาสนา นาน่วม ผู้สื่อข่าวสายทหารชื่อดัง โพสต์ข้อความลงบนเฟชบุ๊ก Wassana Nanuam ระบุ กสทช. – ตำรวจสมุทรปราการ บุกค้นบริษัทกลางเมือง ตรวจยึดโดรนสุดล้ำ พร้อมอุปกรณ์ และรถโมบายควบคุม คาดอาจเชื่อมโยง ที่พบโดรนบิน เร่งตรวจสอบ ย้ำยังไม่มีการยืนยันว่าเกี่ยวข้องกับสถานการณ์หรือไม่ มีรายงานว่า พนักงานสืบสวนจังหวัดสมุทรปราการ ร่วมกับตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) และคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เข้าตรวจสอบ พร้อมยึดของกลาง ที่บริษัทแห่งหนึ่ง ในอ.เมืองสมุทรปราการ เมื่อ 5 สิงหาคม พร้อมตรวจยึดโดรน รถโมบายควบคุมระบบ ตัวรับสัญญาณโดรน และปืนยิงโดรน นำไปไว้ที่สำนักงาน (กสทช.) ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าโดรน และจดทะเบียนบริษัท ย้ำว่า ยังไม่มีการยืนยันว่าเกี่ยวข้องกับสถานการณ์หรือไม่

ล่าสุดมีรายงานว่า จากการตรวจยึดสิ่งของไว้เพื่อตรวจสอบ มีดังนี้ 1.โดรน 29 รายการ 2.กระเป๋าตรวจจับสัญญาณ 38 รายการ 3.ปืนรบกวนสัญญาณ 129 กระบอก 4.เครื่องรบกวนสัญญาณ 16 รายการ 5.รถตู้สำหรับตรวจจับและรบกวนสัญญาณ 1 คัน 6.อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องอื่นๆ 50 รายการ

จับหนุ่มเขมรพร้อมยึดเครื่องแบบทหารเขมร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตำรวจ สภ.ลำดวน อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ เข้าควบคุมตัวนายวิน ดา อายุ 36 ปีชาวกัมพูชา ในบ้านพักที่บ้านโคกสูง ต.ศรีภูมิ อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ ตรวจค้นในบ้านพบของกลางเป็นอาวุธปืน 1 กระบอก และชุดเครื่องแบบทหารกัมพูชา ยศร้อยเอก พร้อมตราสัญลักษณ์หน่วยองครักษ์พิทักษ์ของอดีตนายกรัฐมนตรีฮุน เซน หลายชุด

พ.ต.อ.อัษฎไณย ป้องกัน ผู้กำกับการ สภ.ลำดวนเผยว่า ก่อนหน้านี้ ได้รับคำสั่งให้ตรวจสอบข้อมูลคนต่างด้าวในพื้นที่ จนพบความผิดปกติของสามีภรรยาคู่นี้ เนื่องจากทั้งสองคนไม่มีอาชีพ แต่มีชีวิตความเป็นอยู่เหมือนคนทั่วไป เบื้องต้น นายวินปฏิเสธข้อกล่าวหา พร้อมยืนยันว่าเคยเป็นทหารและปลดประจำการมาตั้งแต่ปี 2564 อย่างไรก็ตาม ตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อ เนื่องจากพบข้อมูลการเดินทางระหว่างไทยกับกัมพูชาอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะการเดินทางครั้งล่าสุดที่เพิ่งกลับมาในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งหลังจากนี้ต้องประสานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมสอบสวนอย่างละเอียดอีกครั้ง

ด้านน.ส.จอย ภรรยาของนายวินให้ข้อมูลว่า ไม่ทราบว่าชุดเครื่องแบบทหารนั้นมาจากไหน และสามีเป็นทหารหรือไม่ รู้จักกับนายวินเมื่อ 3 ปีที่แล้วที่บาร์โฮสในพัทยา และมีลูกด้วยกัน 1 คนอายุประมาณ 1 ปี ยอมรับว่าสามีเดินทางเข้า-ออกระหว่างไทยและกัมพูชาเป็นประจำ เมื่อสอบถามถึงอาชีพของทั้งคู่ในขณะที่อาศัยอยู่ในจ.บุรีรัมย์กว่า 1 ปี น.ส.จอย ตอบว่า ไม่ได้ทำอะไร

รับเคยเป็นทหารBHQ-เร่งสอบมือถือ

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง และตำรวจชุดสืบสวน สภ.ลำดวน อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ ร่วมกันสอบปากคำชายชาวกัมพูชาดังกล่าวเพิ่มเติม นายวินอ้างว่า เคยเป็นทหารหน่วย BHQ จริง แต่ได้ลาออกมาหลายปีแล้ว ปัจจุบันมีภรรยาเป็นคนไทย และทำงานอยู่ในไทยมาหลายปีแล้ว และมาอยู่ในพื้นที่ อ.กระสัง ซึ่งเป็นบ้านภรรยาได้ประมาณ 1 ปี ทั้งอ้างว่าถูกสวมชื่อ ซึ่งจากการตรวจสอบพบมีการใช้ชื่อถึง 4 ชื่อ ทั้งชื่อทางทหาร ชื่อในพาสปอร์ต ชื่อในบัตรประชาชน และชื่อในบัตรที่ทำงาน ซึ่งแต่ละชื่อไม่ตรงกัน และอ้างว่าเมื่อก่อนเข้ามาถูกต้อง

ล่าสุดมีการลักลอบเข้ามาผ่านช่องทางธรรมชาติทาง จ.สระแก้ว โดยอ้างว่ามีการจ่ายเงินให้นายหน้าชาวกัมพูชาที่พาเข้า 4,000 บาท แต่เจ้าหน้าที่ยังไม่เชื่อคำให้การของหนุ่มกัมพูชาคนดังกล่าว เกรงว่าอาจแฝงตัวเข้ามาเป็นสายลับคอยส่งข้อมูลความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับความมั่นคงของไทยไปให้ฝั่งกัมพูชา เพราะจากการตรวจสอบข้อมูล พบเพิ่งลักลอบเดินทางเข้ามาในไทยช่วงกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา และจากการตรวจสอบข้อมูลในโทรศัพท์ พบมีรูปถ่ายการแต่งกายทหารและถืออาวุธสงคราม แต่ก็ต้องตรวจสอบในเชิงลึกอย่างละเอียดว่ามีการส่งข้อมูลด้านความมั่นคงของไทยไปให้กัมพูชาหรือไม่ เบื้องต้น ตำรวจแจ้งข้อหา มีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย และลักลอบเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ถ้าในมือถือมีการส่งข้อมูลเกี่ยวกับด้านความมั่นคงของไทยไปให้กัมพูชาหรือกระทำการใด ก็จะดำเนินคดีตามมา 112 , 113 ต่อไป

มทภ.2จี้เขมรเก็บศพเพื่อนทหารกลับ

วันเดียวกัน ที่กองบัญชาการกองทัพบก พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ให้สัมภาษณ์ว่า วันที่ 5 สิงหาคม ตนไปตรวจเยี่ยมฐานปฏิบัติการภูมะเขือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ พื้นที่ดังกล่าวยังคงมีกลิ่นศพทหารกัมพูชาอยู่ส่วนหนึ่ง ซึ่งเราได้ประสานกองทัพกัมพูชาให้จัดทีมมาเก็บศพทหารของตนเองที่เสียชีวิตกลับไปทำพิธี เพื่อให้เกิดความเรียบร้อย ส่วนที่กำลังพลนำปูนขาวไปเทป้องกันเชื้อโรคนั้น เราหาวิธีดับกลิ่น เพื่อไม่ให้สภาพแวดล้อมเป็นพิษ ป้องกันโรคระบาด ยืนยันเรื่องการเก็บศพทหารกัมพูชานั้น เป็นเรื่องทางการกัมพูชา และเราไม่มีคำสั่งให้ไปเก็บศพทหารกัมพูชาแต่อย่างใด ให้กัมพูชาดำเนินการเอ

ผู้สื่อขาวถามว่า ปัญหาช่องอานม้า จ.อุบลราชธานีมีเหตุกระทบกระทั่งเรื่องการรื้อรั้วลวดหนาม พลโทบุญสินกล่าวว่า เขาพยายามขึ้นมา มีกระทบกระทั้งนิดหน่อย แต่ไม่พกอาวุธขึ้นมา แต่เรายืนยันว่าจำเป็น เพื่อป้องกันการวางกำลังของฝ่ายเรา ยืนยันช่องอานม้าไม่มีอะไร และทหารกัมพูชาก็กลับลงไปแล้ว

ยันไม่ถอยกำลังทหาร11จุด-ขึงลวดหนาม

“ยืนยันเราไม่ถอย ซึ่งทั้ง 11 จุด เราทำแบบเดียวกันคือ การวางรั้วลวดหนาม และนำกำลังไปวางไว้ บนภูมะเขือ ก็เช่นกัน มีการวางกำลัง เพื่อป้องกันการกระทำที่ไม่เรียบร้อยต่อแผ่นดิน และยืนยันว่า เราอยู่ในเขตประเทศไทย ไม่ได้รุกล้ำหรือยึดพื้นที่นอกประเทศ ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลและกองทัพอยู่แล้ว”แม่ทัพภาค2กล่าว และว่า หวังว่าการประชุมจีบีซีทิศทางจะดีขึ้น เพราะเราไม่อยากให้ใช้กำลังต่อกันอยู่แล้ว ซึ่งต้องดูว่าจะลงตัวอย่างไร ส่วนจุดยืนของกองทัพ ยืนยันว่า ผู้บังคับบัญชาระดับสูง เราเห็นพ้องต้องกันว่า เราจะไม่ถอยกำลัง อยู่ตรงไหนก็อยู่ตรงนั้น

ขึงลวดหนามช่องอานม้าใหม่หลังเขมรรื้อ

ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 สรุปผลการปฏิบัติที่สำคัญของสถานการณ์ถึงวันที่ 6 สิงหาคม 2568 เวลา 14.00 น.ว่า เจ้าหน้าที่ตรวจพบกำลังทหารกัมพูชา ที่เข้ามาดำเนินการตัดลวดหีบเพลง ที่ฝ่ายไทยวางไว้เพื่อเสริมความมั่นคงในพื้นที่เขตอธิปไตยของไทย บริเวณพื้นที่ตลาดช่องอานม้า อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี

โดยฝ่ายไทยแจ้งให้ยุติการกระทำดังกล่าว พร้อมให้ถอยออกจากพื้นที่ ซึ่งกัมพูชาปฏิบัติตาม และออกจากบริเวณดังกล่าวในทันที ต่อมาเจ้าหน้าที่เข้ากางลวดหีบเพลงให้เข้าสู่สภาพเดิม ปัจจุบันยังคงตรึงกำลังที่ฐานปฏิบัติการในพื้นที่เขตอธิปไตยของไทย

“จีบีซี”คืบหน้าดีชงสมช.พิจารณา

ความคืบหน้าการหารือ GBC วันที่สาม เป็นการหารือฝ่ายเลขานุการสองฝ่าย มีความคืบหน้าทางที่ดี ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบเอกสาร เพื่อนำเข้าขบวนการของแต่ละประเทศ เพื่อนำให้ ประธาน GBC พิจารณาต่อเพื่อนำไปสู่การลงนามขั้นต่อไปวันที่ 7 สิงหาคม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ข้อสรุปทั้งหมดจะนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ซึ่งมีนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกมนตรีนั่งเป็นประธานวันนี้

“อ้วน”ชี้ไม่ใช่ฟ้องศาลโลก

ด้านนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงข้อสั่งการฟ้องเรียกค่าเสียหายทั้งทางแพ่งและทางอาญาว่า เราจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดู เพราะเป็นการก่ออาชญากรรมที่ร้ายแรง ไม่ใช่เป็นการฟ้องศาลโลก แต่ให้สมช. กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย รวมถึงคณะกรรมการกฤษฎีกา เข้าไปดูว่าจะใช้ช่องทางใดฟ้องเรียกค่าเสียหายจากกัมพูชา

ย้ำเข้มงวดพิเศษหลังจับสายลับเน้นโดรน

นายภูมิธรรมยังกล่าวถึงกรณีตำรวจ สภ.ลำดวน จ.บุรีรัมย์ คุมตัวสายลับกัมพูชา ซึ่งเป็นทหารหน่วย BHQ องครักษ์พิทักษ์ฮุน เซน ได้ที่บุรีรัมย์ว่า ให้ทางราชการดำเนินการไป ตอนนี้เราระแวดระวังเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว เพราะที่มีข่าวออกมาเยอะก็เป็นไปได้ทั้งนั้น ถึงแม้จะยังยืนยันในข้อเท็จจริงไม่ได้ว่าเป็นของคนนั้นคนนี้ แต่เราก็ทราบว่ามีลักษณะเข้ามาเป็นพิเศษ ซึ่งตอนนี้เราก็ได้มีมติไปแล้วเรื่องความเข้มงวด โดยเฉพาะเรื่องโดรน ยกเว้นในเขตพื้นที่ที่ออกนอกเขต 7 จังหวัดชายแดน ที่เป็นพื้นที่การเกษตรก็สามารถขอได้เป็นรายๆ ย้ำว่าช่วงนี้เราต้องเข้มงวดกันหน่อย เพราะยังไม่รู้ว่าการเจรจาจะเป็นอย่างไร

ให้รอผลสอบโดรนที่ยึดได้ที่ปากน้ำ

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีมีการตรวจยึดโดรนกว่า 200 ลำได้ที่จ.สมุทรปราการ นายภูมิธรรมกล่าวว่า เรื่องนั้นจับไปแล้ว กำลังสอบสวนอยู่ ให้ผลสอบสวนเสร็จค่อยว่ากัน เราทราบว่ามีการจับกุมไปเมื่อคืนวันที่ 5 ส.ค. ซึ่งทางผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้รายงานมา ส่วนการตรวจสอบการเชื่อมโยงไปถึงเขมรนั้น ต้องดูข้อเท็จจริง ถ้าข้อเท็จจริงไปถึง โยงไปได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น แต่ถ้าไม่ใช่ก็จบไป

“มาริษ”บอกศึกษาอยู่ยังไม่รู้ฟ้องศาลไหน

นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.ต่างประเทศกล่าวถึงกรณีรัฐบาลเตรียมยื่นฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทั้งทางแพ่งและทางอาญาต่อกัมพูชา จากเหตุการณ์ก่อความรุนแรงในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ขณะนี้ยังไม่ทราบว่าจะยื่นเรื่องไปศาลไหน ยังศึกษาอยู่ แต่เราจะยื่นฟ้ององค์กรระหว่างประเทศแน่

แหล่งข่าวด้านความมั่นคงกล่าวถึงการยื่นฟ้องกัมพูชาต่อองค์กรระหว่างประเทศว่า อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูล และดูเรื่องข้อกฎหมาย ยอมรับมีช่องอยู่หากใช้การฟ้องระหว่างประเทศ ส่วนการฟ้องจะผูกมัดให้ไทยยอมรับอำนาจศาลโลกหรือไม่ ต้องดูอย่างถี่ถ้วนว่าหากใช้แล้วมีผลผูกมัดไปถึงเรื่องอื่นหรือไม่

ตัดไฟเขมรถาวร-กฟภ.อรัญรื้อสายไฟ

เจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) สาขาอรัญประเทศ จ.สระแก้ว นำโดยนายทวีศักดิ์ เกิดทรัพย์ ผู้จัดการ กฟภ.สาขาอรัญประเทศ พร้อมชุดปฏิบัติการ เข้าตัดและรื้อถอนสายส่งไฟฟ้าแรงสูงบริเวณหน้าด่านผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ ใกล้สะพานมิตรภาพไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อส่งไฟฟ้าไปเมืองปอยเปต จ.บันเตียนเมียนเจย ประเทศกัมพูชา การดำเนินการนี้เป็นไปตามนโยบายรัฐบาลไทยที่สั่งยกเลิกสัญญาการขายไฟฟ้าให้กัมพูชาอย่างเป็นทางการ เจ้าหน้าที่ได้ถอนอุปกรณ์เชื่อมต่อไฟฟ้าทั้งหมด รวมถึงตู้วัดมิเตอร์ไฟฟ้า สายส่ง และอุปกรณ์ประกอบอื่น ออกจากจุดเชื่อมต่อทั้ง 2 จุด ได้แก่ หน้าห้างสตาร์พลาซา และสถานีรถไฟด่านพรมแดนบ้านคลองลึก ปัจจุบันเหลือเพียงสายไฟเปลือยที่ไม่สามารถส่งกระแสไฟฟ้าข้ามแดนได้อีก การตัดไฟครั้งนี้เริ่มจากฝั่งกัมพูชาที่ตัดวงจรไฟฟ้าก่อน ตามด้วยนโยบายที่ชัดเจนของรัฐบาลไทยที่สั่งตัดการส่งไฟฟ้าทั้งหมดบริเวณชายแดน ผลกระทบจากการตัดไฟทำให้เมืองปอยเปตเผชิญภาวะไฟฟ้าติดๆดับๆ โดยเฉพาะบริษัทเอกชนและกาสิโนต้องพึ่งเครื่องปั่นไฟชั่วคราวเพื่อทดแทน

ลึกลับในสนามข่าว

ลึกลับในสนามข่าว

ลึกลับในสนามข่าว

วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

nn…วันก่อนโน้น หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม “เสี่ยต่อ – ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน” ไปเปิด “เส้นทางศึกษาธรรมชาติอารยสถาปัตย์” ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จังหวัดนครนายก ตอกย้ำวิสัยทัศน์การยกระดับการท่องเที่ยวไทยให้เข้าถึงได้สำหรับทุกคนทุกเพศทุกวัย พร้อมพาผู้ร่วมงาน ซึ่งมีประธานมูลนิธิอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล “กฤษณะ ละไล” เดินสำรวจเส้นทาง…งานนี้เจ้าตัวบอกว่า การจัดทำเส้นทางศึกษาธรรมชาติแห่งนี้มีเป้าหมายสำคัญรองรับนักท่องเที่ยวทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้พิการ หญิงตั้งครรภ์และเด็กเล็ก ซึ่งถือเป็นการเตรียมความพร้อมสู่สังคมผู้สูงวัยและส่งเสริมการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติอย่างทั่วถึง ตามแนวคิด “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”…

เฉลิมชัย ศรีอ่อน

…และยังเป็นการเตรียมความพร้อมของพื้นที่ สำหรับรองรับการแข่งขันกีฬา IWAS Games หรือการแข่งขันกีฬาคนพิการทางการเคลื่อนไหวนานาชาติ ที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพเดือนเมษายน 2569 ซึ่งเจ้าตัวมอบหมายให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช เดินหน้าปรับปรุงอุทยานแห่งชาติทั่วประเทศให้สามารถเข้าถึงได้สำหรับผู้ใช้วีลแชร์ภายในปี 2569

ฉะนั้น ว่าไป “อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่” ถือเป็นต้นแบบของอุทยานแห่งชาติ ที่มีการปรับปรุงให้มีทางลาด ห้องน้ำสำหรับผู้พิการ ป้ายบอกทางที่ชัดเจนและสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นตามมาตรฐาน Universal Design ในจุดสำคัญ อาทิ ด่านตรวจศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ จุดชมวิว ก.ม.30 ต.หมูสี อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ศูนย์อาหารและอ่างเก็บน้ำสายศร…เรียกว่า รมว.ต่อเดินหน้ามุ่งมั่นลุยโปรเจกท์นี้มาก เพื่อให้ทันใช้ปีหน้า และต่อไปทุกเพศทุกวัยก็จะได้ไปเที่ยวชมอุทยานฯ อย่างสบายอกสบายใจ เดินได้ทั่ว ไม่ต้องมีพื้นที่จำกัด ต้องยกให้เป็นอีกหนึ่งผลงานชิ้นโบแดงของรมว.ต่อเลยละกัน…nn

จิราพร สินธุไพร

nn…ส่วนรมต.สาวจากพรรคเพื่อไทย “จิราพร สินธุไพร” รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ไปเป็นประธานพิธีเปิดประชุมวิชาการ “บุหรี่กับสุขภาพแห่งชาติ” ครั้งที่ 23 ภายใต้หัวข้อ “รวมพลังกระชากหน้ากากธุรกิจบุหรี่ไฟฟ้า : คนรุ่นใหม่รู้เท่าทันกลยุทธ์” จัดโดยศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับภาคีเครือข่าย 23 เครือข่าย และ 9 เครือข่ายเยาวชน….เห็นว่านอกจากรมต.จิราพร จะกล่าวเปิดงานแล้ว ยังได้รับรางวัล“ผู้ปกป้องเด็กไทยจากบุหรี่ไฟฟ้า The Hero” จาก ศจย. ในฐานะผู้เป็นกำลังสำคัญในการปราบปรามการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าในเด็กและเยาวชนด้วย ยังไงก็ฝากรมต.ไปถึงรัฐบาลให้เข้มแข็ง แข็งขันปราบบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเอาจริงเอาจังเช่นนี้ต่อไป เอาแบบราบเป็นหน้ากลองไปเลยนะทั่น…ลงมือแล้วก็อย่าให้เสียเปล่า…nn