‘ธรรมนัส’ประกาศลั่น! ‘กล้าธรรม’พร้อมรักษาผลประโยชน์เกษตรกรไทย

'ธรรมนัส'ประกาศลั่น! 'กล้าธรรม'พร้อมรักษาผลประโยชน์เกษตรกรไทย

‘ธรรมนัส’ประกาศลั่น! ‘กล้าธรรม’พร้อมรักษาผลประโยชน์เกษตรกรไทย

วันศุกร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 21.41 น.

“ธรรมนัส”โพสต์เฟซบุ๊ก หลังสหรัฐฯขึ้นภาษีสินค้าจากไทย 19% ประกาศลั่น”พรรคกล้าธรรม”พร้อมทำงานเชิงรุก รักษาผลประโยชน์เกษตรกรไทย ขอให้สบายใจได้

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม (กธ.) โพสต์เฟสบุ๊คส่วนตัว ระบุถึงผลการเจรจาภาษีต่างตอบแทน (Reciprocal Tarif) กับสหรัฐอเมริกา ภายหลังประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกคำสั่งฝ่ายบริหาร (Executive Order) กำหนดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศไทย ที่ร้อยละ 19 มีผลตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2568 ว่า “พรรคกล้าธรรรม จะร่วมมือกับกระทรวงเกษตรฯ และทุกหน่วยงานเพื่อเตรียมมาตรการรับมือ ขอให้พี่น้องเกษตรกรสบายใจได้ ผมในฐานะหนึ่งในครอบครัวของกระทรวงเกษตรฯ ขอให้คำมั่นว่าจะทำงานเชิงรุกเพื่อรักษาผลประโยชน์ของพี่น้องเกษตรกรไทย”

– 006

‘ทวี’ปธ.พิธีมอบเกียรติบัตร-เข็มวิทยฐานะการบริหารงานยุติธรรม หนุนการพัฒนาบุคลากร

'ทวี'ปธ.พิธีมอบเกียรติบัตร-เข็มวิทยฐานะการบริหารงานยุติธรรม หนุนการพัฒนาบุคลากร

‘ทวี’ปธ.พิธีมอบเกียรติบัตร-เข็มวิทยฐานะการบริหารงานยุติธรรม หนุนการพัฒนาบุคลากร

วันศุกร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 21.15 น.

‘รมว. ทวี’  ประธานพิธีมอบเกียรติบัตรและเข็มวิทยฐานะการบริหารงานยุติธรรม หนุนความสำคัญของการพัฒนาบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม ย้ำความยุติธรรมต้องเกิดกับประชาชนทั้งประเทศ

เมื่อวันที่ 1 ส.ค.2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากโรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ ว่า พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เดินทางมาเป็นประธานในพิธีมอบเกียรติบัตรและเข็มวิทยฐานะ การบริหารงานยุติธรรม ของสำนักกิจการยุติธรรม ให้แก่ผู้สำเร็จการฝึกอบรม การบริหารงานยุติธรรมระดับสูงและระดับกลาง ยธส.16 และ ยธก.20 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โดยมี พ.ต.ท. ดร.พงษ์ธร ธัญญสิริ ผู้อำนวยการสำนักงานกิจการยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม นำคณะผู้บริหารกระทรวงยุติธรรม ให้การต้อนรับ

รมว.ยุติธรรม กล่าวให้โอวาทกับข้าราชการในสังกัดกระทรวงยุติธรรม และผู้เข้ารับการอบรม ว่า โดยเน้นย้ำว่า ความยุติธรรมเป็นเรื่องสำคัญที่เป็นนามธรรมสูง และต้องเกิดขึ้นกับประชาชนทั้งประเทศชาติ เพราะหากสังคมใดไร้ซึ่งความยุติธรรม ผู้ปกครองก็ไม่อาจอยู่ได้ ปัญหาใหญ่ของประเทศไทยคือการขาดข้อมูลทางสังคมในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งขณะนี้ได้มอบหมายให้สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรมดำเนินการจัดทำฐานข้อมูลและเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานในสังกัด เช่น กรมราชทัณฑ์และกรมคุมประพฤติ เป็นต้น

โดยรมว.ยุติธรรม ได้ย้ำให้เร่งรัดถึงปัญหายาเสพติดที่ในฐานะรัฐบาลต้องมีมาตรการในการแก้ปัญหายาเสพติด เพราะรัฐบาล โดยกระทรวงยุติธรรม ต้องทำให้สังคมมีความพึงพอใจในการแก้ไขปัญหา ฉะนั้นต้องทำแบบครบวงจร ปัญหายาเสพติดยังเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันแก้ไขอย่างจริงจัง การสนับสนุนจากกระทรวงยุติธรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถือเป็นพลังสำคัญที่ช่วยให้ดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถช่วยเหลือผู้ป่วยจากยาเสพติดให้กลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างปกติสุข กระทรวงยุติธรรม ต้องสามารถนำผู้เสพไปรักษา บำบัด ฟื้นฟู เพื่อให้เขาเป็นคนดีที่มีคุณภาพ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับภารกิจหลัก ของ สำนักงานกิจการยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม คือ การพัฒนานโยบายและกระบวนการยุติธรรม โดยการศึกษา วิจัย และประเมินผลการบังคับใช้กฎหมาย จากนั้นจะนำเสนอผลการศึกษาเหล่านั้นให้แก่คณะกรรมการพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ (กพยช.) เพื่อใช้กำหนดแนวทางและทิศทางการทำงานของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ทำให้สามารถอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ

นอกจากนี้ สำนักงานกิจการยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม มีภารกิจสำคัญ ที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ได้แก่ การพัฒนาบุคลากรผ่านการจัดโครงการฝึกอบรม เพื่อเสริมสร้างให้บุคลากรมีความรู้ ความสามารถ ทักษะการคิดวิเคราะห์ และทัศนคติที่ทันสมัย โดยในแต่ละปีงบประมาณจะมีการปรับเนื้อหาของหลักสูตรให้สอดคล้องกับนโยบายเร่งด่วนที่เกี่ยวข้องกับการอำนวยความยุติธรรม ซึ่งภารกิจนี้อยู่ในความรับผิดชอบของ สถาบันพัฒนาบุคลากร ในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ ส่วนที่ 1: การพัฒนาความรู้และส่งเสริมคุณธรรมแก่บุคลากรในกระบวนการยุติธรรม และ ส่วนที่ 2: การพัฒนาบุคลากรด้วยกระบวนการฝึกอบรม โดยจัดทำหลักสูตรเพื่อพัฒนาบุคลากรจากหลากหลายหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมและภาคเอกชน เพื่อให้การบริหารองค์กรเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

สำหรับในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 สำนักงานกิจการยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม ได้จัดการฝึกอบรมสำหรับนักบริหารงานยุติธรรม 2 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรการบริหารงานยุติธรรมระดับสูง (ยธส. 16): จัดขึ้นระหว่างวันที่ 13 กุมภาพันธ์ – 12 มิถุนายน 2568 มีผู้สำเร็จการฝึกอบรมจำนวน 58 คน และ หลักสูตรการบริหารงานยุติธรรมระดับกลาง (ยธก. 20): จัดขึ้นระหว่างวันที่ 10 มีนาคม – 30 เมษายน 2568 มีผู้สำเร็จการฝึกอบรมจำนวน 57 คน

สำหรับเนื้อหาของทั้งสองหลักสูตรเน้นนโยบายสำคัญของรัฐบาลในด้านการแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยผู้เข้ารับการอบรมได้รับมอบหมายให้จัดทำผลงานวิชาการเพื่อนำเสนอข้อเสนอแนะในประเด็นต่างๆ เช่น การบำบัดฟื้นฟู การติดตาม การสร้างอาชีพ และการให้โอกาสในการศึกษาโดยใช้กลไกชุมชน

นอกจากนี้ ยังการมอบประกาศนียบัตรกิตติมศักดิ์และเข็มวิทยฐานะการบริหารงานยุติธรรมระดับสูงให้แก่ผู้ทำคุณประโยชน์และผู้ให้การสนับสนุนกระทรวงยุติธรรม และสำนักงานกิจการยุติธรรมมาอย่างต่อเนื่องจำนวนอีก 3 คน รวมถึงผู้สำเร็จการฝึกอบรมทั้งสองหลักสูตรอีก 115 คน รวมทั้งสิ้น 118 คน

ทั้งนี้ ภายในงานฯมีตัวแทนของผู้สำเร็จการฝึกอบรมจากหลักสูตร ยธส. 16 และ ยธก. 20 มีการนำเสนอผลงานทางวิชาการในรูปแบบ One Page Concept Paper เพื่อให้ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะผู้กำหนดนโยบาย ตลอดจนผู้บริหารและผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ ได้รับฟังและพิจารณา เพื่อนำข้อเสนอแนะอันเป็นประโยชน์เหล่านี้ไปปรับใช้และต่อยอดในการทำงานได้อย่างเป็นรูปธรรมในระดับกรมและในพื้นที่ต่างๆ ต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.อ.โฆษิต บุญทวี รองผบก.น. 3 (3-5) และ นายนิตินันทน์ บูรณะเจริญรักษ์ อัยการประจำสำนักงานอัยการสูงสุด ในฐานะผู้แทนผู้สำเร็จการฝึกอบรมการบริหารงานยุติธรรมระดับสูงและระดับกลาง ยธส.16 และ ยธก.20 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 กล่าวขอบคุณ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และกระทรวงยุติธรรม ที่ได้จัดพิธีการอบรมฯ ในครั้งนี้

ทั้งนี้ พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ยังได้ถ่ายภาพกับ ผู้สำเร็จการฝึกอบรม การบริหารงานยุติธรรมระดับสูงและระดับกลาง ยธส.16 และ ยธก.20 เป็นที่ระลึก

ด้อยค่า-ใช้อำนาจมิชอบ! ‘ศุภชัย’ซัด‘ภูมิธรรม’หมิ่น‘ขรก.มท.’ปม‘เขากระโดง’

ด้อยค่า-ใช้อำนาจมิชอบ! ‘ศุภชัย’ซัด‘ภูมิธรรม’หมิ่น‘ขรก.มท.’ปม‘เขากระโดง’

ด้อยค่า-ใช้อำนาจมิชอบ! ‘ศุภชัย’ซัด‘ภูมิธรรม’หมิ่น‘ขรก.มท.’ปม‘เขากระโดง’

วันศุกร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 21.00 น.

ด้อยค่า-ใช้อำนาจมิชอบ! “ศุภชัย”ซัด”ภูมิธรรม”หมิ่น”ข้าราชการมหาดไทย” เอา”เจ้าหน้าที่รถไฟ”มาสอบ”อธิบดีกรมที่ดิน”ปม”เขากระโดง”

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2568 นายศุภชัย ใจสมุทร ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย (ภท.) โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว หลังจาก นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวเรื่องเขากระโดง ระบุว่า คู่พิพาทคือการรถไฟกับกรมที่ดิน แต่ภูมิธรรมกลับตั้งเจ้าหน้าที่การรถไฟมาเป็นกรรมการสอบสวนอธิบดีกรมที่ดินผู้ใต้บังคับบัญชาของตน แล้วยังเอาเจ้าหน้าที่การรถไฟมานั่งแถลงในมหาดไทย อัดคนมหาดไทยและเชื่อข้อมูลจากการรถไฟทั้งสิ้น อันเป็นการด้อยค่ามหาดไทยโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

คณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมาไต่สวนคำสั่งอธิบดีกรมที่ดิน เป็นคณะกรรมการจากฝ่ายการเมือง ไม่ได้อาศัยอำนาจใดในกฎหมายที่ดิน ในขณะที่คำสั่งอธิบดี เกิดจากคณะกรรมการตามกฎหมายที่ดิน กรรมการที่รัฐมนตรีตั้งเป็นการตั้งโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และผลการวินิจฉัยจะบังคับได้ตามกฎหมายหรือไม่

มีข้อมูลว่ามีการสั่งให้อธิบดีเซ็นเพิกถอนโฉนด เป็นการใช้อำนาจรัฐมนตรีกดดันลูกน้อง อธิบดีไม่ยอมและขอย้ายออกเพราะคงไม่สามารถเซ็นคำสั่งที่ขัดกับการวินิจฉัยเดิมโดยคณะกรรมการกรมที่ดินที่ตนนั่งอยู่ได้

กระบวนการทั้งหมดนี้ เป็นไปเพื่อหลีกเลี่ยงกระบวนการยุติธรรม เพราะก่อนหน้านี้การรถไฟไปขอให้อัยการสูงสุดฟ้องคดีกับผู้ครอบครองที่ดินให้แล้ว (เรื่องอยู่ระหว่างการพิจารณาในอัยการสูงสุด)

สิ่งที่ภูมิธรรมทำคือการดึงให้เรื่องกลับมาอยู่ในมือของฝ่ายการเมือง กดดันให้ข้าราชการทำสิ่งที่ตนต้องการ

เป็นการใช้อำนาจมิชอบ โดยภูมิธรรมกันตัวเองออกจากความรับผิดชอบด้วยการให้เดชอิศม์จาวทอง เป็นรมช.กำกับดูแลกรมที่ดิน และให้อธิบดีเป็นคนกระทำการที่จะต้องไปรับผิดชอบเมื่อถูกฟ้องในศาลใดศาลหนึ่ง ซึ่งเดชอิศม์ก็พร้อมสนองเพราะคนแบบเดชอิศม์ กล้าได้กล้าเสีย ไม่กลัวเรื่องการจะถูกดำเนินคดีอยู่แล้ว

‘ทวี’มอบเกียรติบัตร-เข็มวิทยฐานะการบริหารงานยุติธรรม ย้ำความยุติธรรมต้องเกิดกับประชาชนทั้งประเทศ

'ทวี'มอบเกียรติบัตร-เข็มวิทยฐานะการบริหารงานยุติธรรม ย้ำความยุติธรรมต้องเกิดกับประชาชนทั้งประเทศ

‘ทวี’มอบเกียรติบัตร-เข็มวิทยฐานะการบริหารงานยุติธรรม ย้ำความยุติธรรมต้องเกิดกับประชาชนทั้งประเทศ

วันศุกร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 20.42 น.

“รมว.ทวี”ประธานพิธีมอบเกียรติบัตรและเข็มวิทยฐานะการบริหารงานยุติธรรม หนุนความสำคัญของการพัฒนาบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม ย้ำความยุติธรรมต้องเกิดกับประชาชนทั้งประเทศ

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากโรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ ว่า พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เดินทางมาเป็นประธานในพิธีมอบเกียรติบัตรและเข็มวิทยฐานะ การบริหารงานยุติธรรม ของสำนักกิจการยุติธรรม ให้แก่ผู้สำเร็จการฝึกอบรม การบริหารงานยุติธรรมระดับสูงและระดับกลาง ยธส.16 และ ยธก.20 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 โดยมี พ.ต.ท.ดร.พงษ์ธร ธัญญสิริ ผู้อำนวยการสำนักงานกิจการยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม นำคณะผู้บริหารกระทรวงยุติธรรม ให้การต้อนรับ

รมว.ยุติธรรม กล่าวให้โอวาทกับข้าราชการในสังกัดกระทรวงยุติธรรม และผู้เข้ารับการอบรม ว่า โดยเน้นย้ำว่า ความยุติธรรมเป็นเรื่องสำคัญที่เป็นนามธรรมสูง และต้องเกิดขึ้นกับประชาชนทั้งประเทศชาติ เพราะหากสังคมใดไร้ซึ่งความยุติธรรม ผู้ปกครองก็ไม่อาจอยู่ได้ ปัญหาใหญ่ของประเทศไทยคือการขาดข้อมูลทางสังคมในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งขณะนี้ได้มอบหมายให้สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรมดำเนินการจัดทำฐานข้อมูลและเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานในสังกัด เช่น กรมราชทัณฑ์และกรมคุมประพฤติ เป็นต้น

โดย รมว.ยุติธรรม ได้ย้ำให้เร่งรัดถึงปัญหายาเสพติดที่ในฐานะรัฐบาลต้องมีมาตรการในการแก้ปัญหายาเสพติด เพราะรัฐบาล โดยกระทรวงยุติธรรม ต้องทำให้สังคมมีความพึงพอใจในการแก้ไขปัญหา ฉะนั้นต้องทำแบบครบวงจร ปัญหายาเสพติดยังเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันแก้ไขอย่างจริงจัง การสนับสนุนจากกระทรวงยุติธรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถือเป็นพลังสำคัญที่ช่วยให้ดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถช่วยเหลือผู้ป่วยจากยาเสพติดให้กลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างปกติสุข กระทรวงยุติธรรม ต้องสามารถนำผู้เสพไปรักษา บำบัด ฟื้นฟู เพื่อให้เขาเป็นคนดีที่มีคุณภาพ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับภารกิจหลัก ของ สำนักงานกิจการยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม คือ การพัฒนานโยบายและกระบวนการยุติธรรม โดยการศึกษา วิจัย และประเมินผลการบังคับใช้กฎหมาย จากนั้นจะนำเสนอผลการศึกษาเหล่านั้นให้แก่คณะกรรมการพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ (กพยช.) เพื่อใช้กำหนดแนวทางและทิศทางการทำงานของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ทำให้สามารถอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ

นอกจากนี้ สำนักงานกิจการยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม มีภารกิจสำคัญ ที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ได้แก่ การพัฒนาบุคลากรผ่านการจัดโครงการฝึกอบรม เพื่อเสริมสร้างให้บุคลากรมีความรู้ ความสามารถ ทักษะการคิดวิเคราะห์ และทัศนคติที่ทันสมัย โดยในแต่ละปีงบประมาณจะมีการปรับเนื้อหาของหลักสูตรให้สอดคล้องกับนโยบายเร่งด่วนที่เกี่ยวข้องกับการอำนวยความยุติธรรม ซึ่งภารกิจนี้อยู่ในความรับผิดชอบของ สถาบันพัฒนาบุคลากร ในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ ส่วนที่ 1 : การพัฒนาความรู้และส่งเสริมคุณธรรมแก่บุคลากรในกระบวนการยุติธรรม และส่วนที่ 2 : การพัฒนาบุคลากรด้วยกระบวนการฝึกอบรม โดยจัดทำหลักสูตรเพื่อพัฒนาบุคลากรจากหลากหลายหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมและภาคเอกชน เพื่อให้การบริหารองค์กรเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

สำหรับในปีงบประมาณ พ.ศ.2568 สำนักงานกิจการยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม ได้จัดการฝึกอบรมสำหรับนักบริหารงานยุติธรรม 2 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรการบริหารงานยุติธรรมระดับสูง (ยธส. 16) : จัดขึ้นระหว่างวันที่ 13 กุมภาพันธ์ – 12 มิถุนายน 2568 มีผู้สำเร็จการฝึกอบรมจำนวน 58 คน และ หลักสูตรการบริหารงานยุติธรรมระดับกลาง (ยธก.20) : จัดขึ้นระหว่างวันที่ 10 มีนาคม – 30 เมษายน 2568 มีผู้สำเร็จการฝึกอบรมจำนวน 57 คน

สำหรับเนื้อหาของทั้งสองหลักสูตรเน้นนโยบายสำคัญของรัฐบาลในด้านการแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยผู้เข้ารับการอบรมได้รับมอบหมายให้จัดทำผลงานวิชาการเพื่อนำเสนอข้อเสนอแนะในประเด็นต่างๆ เช่น การบำบัดฟื้นฟู การติดตาม การสร้างอาชีพ และการให้โอกาสในการศึกษาโดยใช้กลไกชุมชน

นอกจากนี้ ยังการมอบประกาศนียบัตรกิตติมศักดิ์และเข็มวิทยฐานะการบริหารงานยุติธรรมระดับสูงให้แก่ผู้ทำคุณประโยชน์และผู้ให้การสนับสนุนกระทรวงยุติธรรม และสำนักงานกิจการยุติธรรมมาอย่างต่อเนื่องจำนวนอีก 3 คน รวมถึงผู้สำเร็จการฝึกอบรมทั้งสองหลักสูตรอีก 115 คน รวมทั้งสิ้น 118 คน

ทั้งนี้ ภายในงานฯมีตัวแทนของผู้สำเร็จการฝึกอบรมจากหลักสูตร ยธส.16 และ ยธก.20 มีการนำเสนอผลงานทางวิชาการในรูปแบบ One Page Concept Paper เพื่อให้ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะผู้กำหนดนโยบาย ตลอดจนผู้บริหารและผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ ได้รับฟังและพิจารณา เพื่อนำข้อเสนอแนะอันเป็นประโยชน์เหล่านี้ไปปรับใช้และต่อยอดในการทำงานได้อย่างเป็นรูปธรรมในระดับกรมและในพื้นที่ต่างๆ ต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.อ.โฆษิต บุญทวี รอง ผบก.น.3 (3 – 5) และนายนิตินันทน์ บูรณะเจริญรักษ์ อัยการประจำสำนักงานอัยการสูงสุด ในฐานะผู้แทนผู้สำเร็จการฝึกอบรมการบริหารงานยุติธรรมระดับสูงและระดับกลาง ยธส.16 และ ยธก.20 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 กล่าวขอบคุณ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และกระทรวงยุติธรรม ที่ได้จัดพิธีการอบรมฯ ในครั้งนี้

ทั้งนี้ พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ยังได้ถ่ายภาพกับ ผู้สำเร็จการฝึกอบรม การบริหารงานยุติธรรมระดับสูงและระดับกลาง ยธส.16 และ ยธก.20 เป็นที่ระลึก

– 006

กต.หวังประชาคมโลกเห็นความจริงกับตา บอกนานาประเทศเห็นใจไทย

กต.หวังประชาคมโลกเห็นความจริงกับตา บอกนานาประเทศเห็นใจไทย

กต.หวังประชาคมโลกเห็นความจริงกับตา บอกนานาประเทศเห็นใจไทย

วันศุกร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 20.17 น.

“กต.” หวังประชาคมโลกเห็นความจริงกับตา บอกนานาประเทศเห็นใจไทย ไม่ปิดกั้นโปร่งใสเชื่อความจริงชนะทุกอย่าง ศบ.ทก.ชี้ สถานการณ์ชายแดนสงบ สองฝ่ายตรึงกำลังในที่ตั้ง ปชช.กลับบ้านแล้ว 2.1 หมื่นคน เผยคณะทูตเห็นความจริงสภาพความเสียหาย ข้องใจ เขมร โจมตีไม่มีหลักหรือตั้งใจ 

1 สิงหาคม 2568 เมื่อเวลา 18.05 น. ที่ห้องประชุมนภาอาสน์ กองบิน 21 อ.เมืองอุบลราชธานี นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงผลการพาคณะทูตและผู้ช่วยทูตทหารลงพื้นทีว่า การลงพื้นที่วันนี้เรานำคณะทูต 11 คน 11 ประเทศ ผู้ช่วยทูตทหาร 38 คนจาก 23 ประเทศ รวมถึงสื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศ จำนวนรวมกว่า 150 คน เข้าร่วมสังเกตการณ์ในพื้นที่ร้านสะดวกซื้อในปั้มน้ำมัน โรงพยาบาล และศูนย์พักพิงชั่วคราวซึ่งได้รับผลกระทบจากการโจมตีโดยไม่เลือกเป้าหมาย ไม่คำนึงถึงหลักมนุษยธรรมโดยกัมพูชา

โดยวัตถุประสงค์ของการลงพื้นที่ครั้งนี้ เราตั้งใจให้ข้อเท็จจริงจากการลงพื้นที่ เป็นที่รับทราบในวงกว้าง สื่อจะเป็นช่องทางในการสื่อสารกับประชาคมโลก ต้องการให้เห็นข้อเท็จจริงและประเมินผลจากการปะทะชายแดน เพื่อให้คนเหล่านี้ได้เห็นกับตาสะท้อนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงเพื่อสื่อสารต่อชาวโลก ให้เห็นความเสียหายของบ้านเรือนประชาชน โรงพยาบาล โรงเรียน ที่กัมพูชาริเริ่มพุ่งเป้าโจมไปยังเป้าหมายที่ไม่ใช่เป้าหมายทางทหารละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ทำให้มีประชาชนเสียชีวิตและบาดเจ็บ ต้องอพยพไปยังศูนย์พักพิงกว่า 150,000 คน เราได้แสดงให้เห็นถึงความเสียหายจากการโจมตีของกัมพูชา การไปที่ร้านสะดวกซื้อที่ถูกโจมตีด้วยจรวด มีผู้เสียชีวิต 8 ราย ในจำนวนดังกล่าวมีแม่และลูก 3 รายที่ไม่ได้กลับออกมาอีก มีโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล ที่ถูกโจมตีเสียหาย และไปที่ศูนย์พักพิงแห่งหนึ่งในอ.กันทรลักษ์ ที่ยังมีผู้อพยพอยู่อีก 5,000 คน 

นายนิกรเดช กล่าวด้วยว่า การลงพื้นที่ในวันนี้เราดำเนินการอย่างโปร่งใส จัดให้เห็นข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยคำนึงถึงความปลอดภัยสูงสุดของคณะ และเน้นความโปร่งใสเพราะหากเปรียบเทียบกับฝ่ายกัมพูชา เราให้สังเกตการณ์ทุกพื้นที่ สื่อมวลชนสามารถติดตามและถ่ายทอดสดได้ตลอดเวลา รวมทั้งได้พบปะพูดคุยกับผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง ซึ่งพลเรือนผู้บริสุทธิ์ได้รับผลกระทบด้านจิตใจที่ประชาชนต้องอพยพออกจากบ้าน ทุกท่านต่างแสดงความขอบคุณรัฐบาลไทยที่จัดการลงพื้นที่ด้วยความจริงใจ ขอย้ำว่าประเทศไทยยึดมั่นในกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด สิ่งที่ที่ประชาคมโลกได้เห็นการลงพื้นที่ในวันนี้ตนเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าสุดท้ายแล้วความจริงจะชนะทุกอย่าง

เมื่อถามว่าทางคณะทูตได้แสดงท่าทีอะไรออกมาบ้างนอกจากการขอบคุณ นายนิกรเดช ตอบว่า เขาไม่ได้แค่ขอบคุณ แต่เขาได้เห็นกับตาถึงความโหดร้ายที่เกิดขึ้นกับประชาชน การมาครั้งนี้สำคัญมาก ไม่เพียงแต่เห็นสถานที่ที่พังทลาย แต่เขาได้คุยกับญาติผู้เสียชีวิต ได้คุยกับประชาชนที่ต้องอพยพ ถามว่าเขารู้สึกอย่างไร ตนบอกได้โดยไม่ขอระบุประเทศว่าเขาเห็นใจเรา ไม่มีเหตุผลอะไรที่คนเหล่านี้ต้องมาเป็นเหยื่อ เขาไม่เห็นประเด็นว่าทำไมไทยต้องเป็นผู้เริ่มเป็นไปไม่ได้ เขาเห็นอกเห็นใจแสดงท่าทีสนับสนุนสิ่งที่ไทยทำ ชื่นชมในการดูแลประชาชน ทั้งครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบและผู้อพยพ 

เมื่อถามอีกว่าผลการลงพื้นที่ถือเป็นทิศทางที่ดีใช่หรือไม่ นายนิกรเดช กล่าวว่า เป็นทางที่ดีทั้งหมด ตนได้คุยกับท่านเหล่านั้น ท่านเห็นอกเห็นใจมากว่าเราเป็นเหยื่อ ชัดเจนมากว่าล้ำมาในประเทศไทยเกือบ 30 กม. ในการที่เขาเหมือนไม่เล็ง หรือตั้งใจเล็งมาที่ประชาชนเป้าหมายที่ไม่ใช่ทหาร ยืนยันไทยทำบนหลักการณ์ แต่กัมพูชาไม่อยู่บนหลักการ วันนี้คณะทูตทั้งหลายได้เห็นความจริง ได้เห็นพื้นที่จริง ได้เจอคนที่ต้องย้ายออกจากบ้านยิ่งตอกย้ำสิ่งที่เราพูดมาเป็นข้อเท็จ ตนคิดว่าจะได้รับการตอบรับสิ่งที่เราเรียกร้องและขอการสนับสนุนจากเขา

ด้าน พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) กล่าวว่า ในส่วนของความมั่นคงในวันนี้ถือว่าเราได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมในสถานที่จริงที่จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งในสถานการณ์โดยทั่วไปที่ผ่านมาในห้วงเวลาตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม จนถึง 1 สิงหาคม สถานการณ์โดยทั่วไปตามแนวชายแดนภาพรวมถือว่าอยู่ในความสงบทั้งสองฝ่ายยังคงตรึงกำลังอยู่ในที่ตั้งของตนเอง

ในเรื่องของสถานภาพผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตที่เป็นพลเรือน ณ  เวลา 09.00 วันนี้ ยังเป็นยอดคงเดิม โดยมียอดเสียชีวิตที่ 14 ราย บาดเจ็บสาหัส 12 คน บาดเจ็บปานกลาง 13 คน บาดเจ็บเล็กน้อย13 คน โดยยอดรวม 52 คน 

ยอดผู้อพยพในศูนย์พักพิงทั้ง.5 จังหวัดปัจจุบันมีจำนวนศูนย์ที่เปิดให้บริการทั้งหมด 676 แห่ง ได้ปิดทำการลงไปหนึ่ง แห่ง สามารถรองรับผู้อพยพได้  395,858 คน โดยปัจจุบันมีผู้อพยพทั้งสิ้น 167,121คน ลดลง 21,277 คน

โดยเจ้าหน้าที่แต่ละจังหวัดพิจารณาเรียบร้อยแล้วว่าสามารถกลับไปบ้านของตนเองได้ โดยให้ประชาชนกลับไปที่บ้านของตนเองเรียบร้อยแล้วจำนวน 21,277 คน ถือว่าสถานการณ์โดยภาพรวมอยู่ในสถานการณ์ปลอดภัย 

เรื่องของการดูแลผู้ป่วยคนไทย มีการจัดบุคลากรทางการแพทย์ในศูนย์พักพิงต่าง ๆ มีเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ ช่วยเหลือดูแลอย่างต่อเนื่องและได้รับการช่วยเหลือจากทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐเอกชนและมูลนิธิต่างๆในพื้นที่ มีการจัดกิจกรรมสันทนาการต่างๆ เช่นการสานรูปสัตว์ เพื่อคลายเครียดและผ่อนคลาย รวมถึงกิจกรรมวาดรูป โดยน้องๆ ได้มอบรูปวาดให้ คณะทูต อุปทูต ทูตทหาร และผู้ที่มาเยี่ยมศูนย์พักพิง จังหวัดศรีสะเกษ ถือเป็นกิจกรรมที่ดีผ่อนคลายความเครียดให้กับผู้ที่อยู่ในศูนย์พักพิง

พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวว่า ตนมีโอกาสได้พูดคุยกับคณะทูตและทูตทหารที่มาเยี่ยมชมในสถานที่ที่เกิดเหตุการณ์ ได้เยี่ยมชมสถานีบริการน้ำมันจังหวัดศรีสะเกษ และ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ซึ่งเหล่านี้ถือเป็นการนำเสนอให้ทูตต่างๆ ได้เห็นด้วยประสบการณ์จริงด้วยตนเอง ในสถานที่จริง ถึงผลกระทบจากฝ่ายกัมพูชาที่โจมตีอย่างไม่มีทิศทางไร้เป้าหมายไปยังบ้านเรือนประชาชนไปยังสถานีบริการน้ำมันและโรงพยาบาลหลายแห่งที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งถือเป็นการละเมิดอนุสัญญาเจนีวาอย่างร้ายแรง และเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่างๆ

ทั้งนี้คณะทูตต่างๆ และทูตทหาร ได้มีการรับทราบ ว่าประเทศไทยของเรามีปฏิบัติการต่างๆที่ผ่านมาในลักษณะปกป้องตนเองเพื่อรักษาอธิปไตยของตนเอง เราไม่มีความต้องการที่จะไปรุกรานประเทศใด 

ในส่วนของความมั่นคงที่อยากจะแจ้งให้ประชาชนรับทราบ เรื่องของการประชุม คณะกรรมการชายแดนทั่วไป(จีบีซี) ระหว่างไทยและกัมพูชาที่จะเกิดขึ้น ระหว่างวันที่ 4-7 สิงหาคม ได้รับการยืนยันแล้วว่าสถานที่จัดการประชุมจะจัดที่ประเทศมาเลเซียโดยทั้งสองฝ่ายไทยและกัมพูชาตตกลงใจกันแล้วว่าจะไปจัดในช่วงเวลาดังกล่าว

โดยในวันที่ 4-6 สิงหาคมจะเป็นการจัดประชุมฝ่ายเลขานุการ ของประเทศทั้งสอง ประเทศ เพื่อหารือในประเด็นต่าง ๆ ที่จะหยิบยกมาพูดคุยในเวทีจีบีซี

จากนั้นวันที่ 7 สิงหาคมจะเป็นการประชุมหลัก โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของทั้งสองประเทศ โดยฝ่ายไทยจะเป็นพล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม ต้องมาติดตามว่าผลลัพธ์ก็จะเป็นอย่างไร 

เมื่อถามว่า การลงพื้นที่วันนี้ ทูตต่างชาติแสดงท่าทีอย่างไรบ้างว่าจะสนับสนุนเราอย่างชัดเจน พล.ร.ต.สุรสันต์  ตอบว่า ผู้แทนฝ่ายทหารต่างประเทศได้มาถามตน ว่าไม่เข้าใจว่าเป้าหมาย ของการโจมตี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป้าที่เป็นพลเรือน ไม่ว่าจะสถานีบริการน้ำมัน เขาบอกว่าทำไมถึงต้องมาโจมตีตรงนี้ เพราะดูตามแผนที่แล้วไม่มีเป้าหมายทางการทหาร ในแผนที่เลย และในบริเวณใกล้เคียงตรงนั้นเลย ฉะนั้นเขาไม่เข้าใจ ว่าทำไมถึงมีการโจมตีตรงนั้น เป็นเพราะว่าเขาไม่มีหลักการ ในการเล็งเป้าหมายหรือไม่ หรือเป็นเพราะว่าเขาตั้งใจ ที่จะโจมตีเข้ามาบริเวณของพลเรือน อันนี้ตนคงให้คำตอบไม่ได้ แต่มันบ่งชัดจากการที่ ได้พาเขาไปเยี่ยมชมพื้นที่ ให้เขาเห็นเลยว่าบริเวณใกล้เคียง ไม่มีพื้นที่หรือสถานที่ใด ที่เป็นเป้าหมายทางการทหารเลย 

ศาลสั่ง คกก.สิ่งแวดล้อมฯ กำหนด 4 จังหวัดภาคเหนือ เป็นเขตควบคุมมลพิษ

ศาลสั่ง คกก.สิ่งแวดล้อมฯ กำหนด 4 จังหวัดภาคเหนือ เป็นเขตควบคุมมลพิษ

ศาลสั่ง คกก.สิ่งแวดล้อมฯ กำหนด 4 จังหวัดภาคเหนือ เป็นเขตควบคุมมลพิษ

วันศุกร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 19.28 น.

“ศาลปกครองสูงสุด”พิพากษาให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ กำหนดให้จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน และแม่ฮ่องสอน เป็นเขตควบคุมมลพิษ ในช่วง ก.พ.-พ.ค.ของทุกปี

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2568 ศาลปกครองสูงสุด พิพากษาให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 กำหนดให้จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน และแม่ฮ่องสอน เป็นเขตควบคุมมลพิษ ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ถึงพฤษภาคมของทุกปี ทั้งนี้ ให้ดำเนินการประกาศให้แล้วเสร็จภายใน 90 วันนับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด ในคดีที่ นายภูมิวชร เจริญผลิตผล ชาวบ้านหมู่ 8 ต.บ้านปง อ.หางดง จ.เชียงใหม่ ประชาชนผู้ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน ยื่นฟ้องคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ว่า ละเลยต่อหน้าที่กรณีเหตุการณ์ไฟไหม้ป่าเขตพื้นที่หลายจังหวัดทางภาคเหนือของประเทศไทย เป็นเวลาต่อเนื่องประมาณหนึ่งเดือน เกิดหมอกควันหนามีปริมาณมากเกินมาตรฐานที่กฎหมายและระเบียบกำหนดไว้ ปกคลุมไปทั่วทั้งภาคเหนือของประเทศไทยจนเป็นอันตรายต่อสุขภาพและชีวิตของประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือ

ศาลให้เหตุผลว่า คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ รับทราบถึงปัญหามลพิษด้านฝุ่น PM2.5 เป็นอย่างดี โดยได้ดำเนินการตามแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” ทั้งนี้ เพื่อเตรียมรับมือกับสถานการณ์ฝุ่นละอองในปี พ.ศ.2563 และที่จะเกิดขึ้นในอนาคตของพื้นที่ทั่วประเทศไทย รวมพื้นที่ภาคเหนือด้วย ซึ่งมีการบูรณาการร่วมกับหลายหน่วยงาน แต่ค่าฝุ่น PM2.5 ในท้องที่จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน และแม่ฮ่องสอน ตั้งแต่ปี พ.ศ.2561 ถึงปี พ.ศ.2564 ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคม ยังคงอยู่ในระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพต่อเนื่องตลอดช่วงเวลาดังกล่าว และการดำเนินการต่างๆ ของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติยังไม่สามารถแสดงเป็นที่ประจักษ์ว่า ปัญหามลพิษด้านฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน และแม่ฮ่องสอน ลดความรุนแรงลงต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน แต่ยังคงเกินเกณฑ์มาตรฐานในบรรยากาศโดยทั่วไป

ประกอบกับข้อมูลของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน และแม่ฮ่องสอน พบอัตราการป่วยของ 4 กลุ่มโรคสำคัญที่เกี่ยวกับโรคหัวใจและหลอดเลือดทุกชนิด โรคทางเดินหายใจทุกชนิด โรคตาอักเสบ และโรคผิวหนังอักเสบ ในช่วงเวลาที่เกิดฝุ่น PM2.5 มีปริมาณมาก และมีแนวโน้มที่จะร้ายแรงถึงขนาดเป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ กรณีจึงเข้าเงื่อนไขเป็นท้องที่ที่มีปัญหามลพิษ ซึ่งมีแนวโน้มที่จะร้ายแรงถึงขนาดที่จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนในพื้นที่เป็นสำคัญ การที่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติยังไม่ได้ประกาศกำหนดให้ท้องที่จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน และแม่ฮ่องสอน เป็นเขตควบคุมมลพิษ จึงเป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาหลักความได้สัดส่วนที่สมเหตุสมผลระหว่างส่วนได้เสียของการคุ้มครองสุขภาพอนามัยของประชาชนในท้องที่จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน และแม่ฮ่องสอน กับประโยชน์สาธารณะด้านภาพลักษณ์ การพัฒนาด้านเศรษฐกิจ การลงทุน และการท่องเที่ยว ของพื้นที่ดังกล่าว จึงสมควรที่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติจะประกาศกำหนดให้ท้องที่จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน และแม่ฮ่องสอน เป็นเขตควบคุมมลพิษ เพื่อดำเนินการควบคุม ลด และขจัดมลพิษ ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคมของทุกปี ที่มีปัญหามลพิษด้านฝุ่น PM2.5 เกินเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 และภายหลังได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว หากมาตรการที่ผู้ถูกฟ้องคดีและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องดำเนินการ สามารถแก้ไขปัญหามลพิษจากฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน และแม่ฮ่องสอน โดยการควบคุม ลด และขจัดมลพิษ ให้มีแนวโน้มอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด ก็ย่อมอยู่ในอำนาจของผู้ถูกฟ้องคดีที่จะพิจารณาเพิกถอนประกาศดังกล่าวได้

ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลปกครองเชียงใหม่ เป็นให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ประกาศในราชกิจจานุเบกษากำหนดให้เขตท้องที่จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน และแม่ฮ่องสอน เป็นเขตควบคุมมลพิษ เพื่อดำเนินการควบคุม ลด และขจัดมลพิษ ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคมของทุกปี ทั้งนี้ ให้ดำเนินการประกาศให้แล้วเสร็จภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด

‘วิสุทธิ์’เผยสัปดาห์หน้าเลือกรองประธานสภาฯ คนที่ 1 แทน‘พิเชษฐ์’ ย้ำโควตา‘พท.’

‘วิสุทธิ์’เผยสัปดาห์หน้าเลือกรองประธานสภาฯ คนที่ 1 แทน‘พิเชษฐ์’ ย้ำโควตา‘พท.’

‘วิสุทธิ์’เผยสัปดาห์หน้าเลือกรองประธานสภาฯ คนที่ 1 แทน‘พิเชษฐ์’ ย้ำโควตา‘พท.’

วันศุกร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 19.05 น.

‘วิสุทธิ์’เผยสัปดาห์หน้าเลือกรองประธานสภาฯ คนที่ 1 แทน ‘พิเชษฐ์’ ย้ำโควตาเป็นของ ‘เพื่อไทย’ ลั่น 5 ส.ค.นี้รู้ว่าส่งใคร ชี้คำสั่งศาลถือเป็นบทเรียนให้นักการเมือง

เมื่อวันที่ 1 ส.ค.2568 นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวว่า ตนได้รับการประสานจากนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ว่าให้ รีบดำเนินการประสานกันในพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อหาบุคคลที่เหมาะสมจะให้ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเลือกเป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 แทนนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ที่เพิ่งถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้พ้นจากตำแหน่ง 

นายวิสุทธิ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ จากการปรึกษาหารือกันแล้ว จะให้มีการบรรจุระเบียบวาระเลือกรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ในวันที่ 7 สิงหาคมนี้ เนื่องจากสัปดาห์ถัดไปต้องพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 วาระที่ 2 และ 3 ซึ่งต้องประชุมกันดึกตลอด 3 วันเต็ม ควรต้องมีรองประธานสภาผู้แทนราษฎรมาสลับกัน อย่างไรก็ตาม ตำแหน่งนี้เป็นโควตาของพรรค พท. ซึ่งจะต้องให้ที่ประชุม สส.พรรคในวันที่ 5 สิงหาคมนี้ ปรึกษาหารือกันก่อน และในวันดังกล่าวน่าจะได้บุคคลที่เหมาะสม

เมื่อถามว่า กรณีที่มีข่าวว่านายวิสุทธิ์จะมานั่งตำแหน่งนี้นั้น ประธานวิปรัฐบาล กล่าวว่า ต้องให้ที่ประชุมพรรคตัดสินใจ ส่วนตัวไม่มีปัญหาอยู่ตรงไหนก็ทำงานได้ ทำงานได้เต็มที่และมีประโยชน์สูงสุดกับประชาชน หากไปเป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร งานก็จะสบายกว่าเป็นประธานวิปรัฐบาล แต่หากออกจากประธานวิปรัฐบาลก็ยังเป็นห่วงอยู่  

นายวิสุทธิ์ กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีโยกงบประมาณของนายพิเชษฐ์ และถูกศาลวินิจฉัยเช่นนี้ ถือเป็นบทเรียนของนักการเมืองที่ต่อไปจะต้องระมัดระวัง บางครั้งอย่าไปตีความเข้าข้างตัวเองและต้องไม่ประมาท ต้องสำนึก อย่าไปคิดว่าไม่ผิด ควรต้องปรึกษาหลายๆ ฝ่าย อะไรที่ตั้งอยู่บนความเสี่ยงก็ไม่ควรทำ ถือเป็นบทเรียนที่ดีสำหรับการเป็นนักการเมืองทำให้ต้องระมัดระวังในการทำหน้าที่ตรงนี้ 

เมื่อถามถึง กรณีที่เคยเตือนนายพิเชษฐ์นั้น นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า ตนเคยเตือนหลายครั้ง พูดมาตลอดด้วยความเป็นห่วงในฐานะน้องว่าอย่าทำเช่นนี้ ซึ่งบางครั้งพูดบ่อยๆ ก็ทำให้คนใกล้ตัวนายพิเชษฐ์ โกรธตนด้วยซ้ำ แต่ขอยืนยันว่าเป็นการ เตือนด้วยความหวังดี อย่างไรก็ตาม ย้ำว่ากรณีที่เกิดขึ้นเชื่อว่าไม่น่าจะส่งผลกระทบกับภาพลักษณ์ของพรรค

‘ภัณฑิล’หวังคดี’พิเชษฐ์’ เป็นบรรทัดฐานตรวจสอบใช้งบ’สส.’

'ภัณฑิล'หวังคดี'พิเชษฐ์' เป็นบรรทัดฐานตรวจสอบใช้งบ'สส.'

‘ภัณฑิล’หวังคดี’พิเชษฐ์’ เป็นบรรทัดฐานตรวจสอบใช้งบ’สส.’

วันศุกร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.48 น.

“ภัณฑิล”หวังคดี”พิเชษฐ์” เป็นบรรทัดฐานตรวจสอบใช้งบ”สส.” จ่อรื้อโครงการเก่าๆ แปรงบส่อทุจริต

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2568 ที่ศาลรัฐธรรมนูญ นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม.ให้สัมภาษณ์หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สส.เชียงราย และรองประธานสภาคนที่ 1 พ้นจากตำแหน่ง และได้คาดหวังไว้หรือไม่ว่าผลจะออกมาเป็นแบบนี้ ว่า เป็นไปตามที่ตนได้ยื่นไป จากที่เคยอภิปรายวาระเรื่องการมีส่วนได้ส่วนเสีย ไปเกี่ยวข้องกับงบประมาณในการแปรญัตติ รัฐธรรมนูญมาตรา 144 สส.ไม่สามารถมีส่วนเกี่ยวข้องกับการแปรงบประมาณในเขตพื้นที่ตัวเองได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม

เมื่อถามว่า ได้มองต่อไหมว่าจะตรวจสอบในเรื่องการใช้งบประมาณของใครอีกบ้าง นายภัณฑิล เผยว่า ข้าราชการสภาก็คงลำบากใจที่จะทำต่อ เสี่ยงผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ทีมฝ่ายประจำทำปกติ แต่เป็นโครงการที่มีความพิเศษ หากติดตามการพิจารณางบประมาณ ปี 69 พบว่างบสภามีการถูกตัดมากที่สุดในประวัติการถึง 700 ล้านบาท ที่เป็นโครงการขนาดใหญ่ น่าจะเป็นตามเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญที่อยากให้ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายฎีกา ฝ่ายตรวจสอบการใช้งบประมาณของฝ่ายบริหาร แต่เป็นเสียเอง ถือว่าการทำงานของตนในสถานะ สส.ก็สัมฤทธิ์ผลระดับหนึ่ง เป็นการป้องกันในอนาคต ใครอยากจะมีส่วนได้ส่วนเสียถึงงบประมาณ การวิ่งเต้นงบประมาณก็ต้องระวังมากๆ

นอกจากกรณีนี้แล้ว จะมีกรณีอื่นหรือไม่นั้น ตนไม่แน่ใจ เรื่องที่ตนตรวจสอบตามมาตั้งแต่ต้น ตนเป็นผู้ใช้งานอาคารรัฐสภา และองคาพยพทั้งหมดที่จำเป็นต้องการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน ต้องพึงระวัง รวมถึงการตรวจสอบงบประมาณอื่นที่มีการแปรเปลี่ยน ในสภายังมีอีกเยอะมาก แต่ก็ถูกยับยั้งไว้หมด เป็นเรื่องที่โชคดีที่ความเสียหายยังไม่บานปลายไปมากกว่านี้

เมื่อถามว่า หวังให้คดีนี้เป็นบรรทัดฐานกับ สส.หรือคนที่มีตำแหน่งทางการเมืองอื่นที่ประพฤติโดยไม่ชอบหรือไม่ นายภัณฑิล เผยว่า เป็นผลประโยชน์ทับซ้อนและการขยายผล เราต้องแยกผลประโยชน์สาธารณะ ผลประโยชน์ส่วนตัว และการใช้งบประมาณแผ่นดินที่มาจากภาษีประชาชนไปใช้ หรือมีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงและอ้อม เป็นบรรทัดฐานให้ สส.อย่างตนหรือสมาชิกต้องระมัดระมัดระวังมากเป็นพิเศษ เราเป็นฝ่ายตรวจสอบ เราจะตำหนิติเตียนตรวจสอบคนอื่นและเป็นเสียเองคงไม่ได้ เราเป็นเสาหลักในสามอำนาจ ฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ

เมื่อถามย้ำว่า ต่อจากนี้จะมีการรื้อโครงการเก่าๆ ของนายพิเชษฐ์ ในรัฐสภาหรือไม่ นายภัณฑิล เผยว่า ต้องติดตามการใช้งบประมาณต่อไปว่าจะถูกขุดขึ้นมาหรือไม่ เพราะมันสิ้นเปลือง ไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงินทำอะไรใหญ่โต มีหลายโครงการที่ถูกเบรก หลายโครงการก็ผูกพัน แต่เราชะลอได้บางส่วน

ผลสอบ’เขากระโดง’ชัด! ฟ้าผ่าเตรียม​เพิกถอน’สนามฟุตบอล​-แข่งรถ’

ผลสอบ'เขากระโดง'ชัด! ฟ้าผ่าเตรียม​เพิกถอน'สนามฟุตบอล​-แข่งรถ'

ผลสอบ’เขากระโดง’ชัด! ฟ้าผ่าเตรียม​เพิกถอน’สนามฟุตบอล​-แข่งรถ’

วันศุกร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.56 น.

“ภูมิธรรม-เดชอิศม์​”แถลงผลสอบ”ที่ดินเขากระโดง”​ชัดเจนเป็นของการรถไฟฯ ยึดคำสั่งศาลฎีกา-ศาลปกครอง พร้อมสั่งเพิกถอนที่ดิน 5 พันไร่ตั้งแต่ 2 ส.ค.นี้ “สนามฟุตบอล​-แข่งรถ”หากครอบครองที่ดินโดยชอบให้ฟ้องเรียกเสียหาย​-​มีแนวทางเยียวยา ลั่นไม่ใช่เกมไล่บี้ทางการเมืองฝ่ายสีน้ำเงิน ​ขณะที่​”พรพจน์ เพ็ญพาส”ขอย้ายพ้น”อธิบดีกรมที่ดิน”​แล้ว ขณะที่”กก.ฝ่ายดีเอสไอ”ยันมีพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดิน ชัดเจนที่ดินของรถไฟ

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2568 ที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) นาย​ภูมิธรรม​ เวชย​ชัย​ รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย รักษา​ราช​การนายก​ฯ พร้อมด้วย นายเดชอิ​ศ​ม์​ ขาว​ทอง​ รมช.มหาดไทย​ แถลงความคืบหน้าการตรวจสอบคำสั่งอธิบดีกรมที่ดิน​ กรณีไม่เพิกถอนโฉนดที่ดินบริเวณเขากระโดง​ ต.อิสาณ และ ต.เสม็ด​ อ.เมืองบุรีรัมย์​ จ.บุรีรัมย์​ โดยมี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายเชษฐา โมสิกรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง นายมานะ สิมมา ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย สำนักปลัดกระทรวงมหาดไทย นายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย นายไกรศรี สว่างศรี ผู้อำนวยการส่วนแผนที่และเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ร่วมแถลงข่าว

โดย นาย​ภูมิธรรม​ ระบุว่า​ เรื่องที่ดินเขากระโดง​ มีข้อค้างคา​ ข้อขัดแย้ง​ หรือพิจารณาที่แตกต่างกันมาตลอด และตนได้รับการร้องเรียนจากประชาชน ทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ได้ยื่นหนังสือมา ที่ขอให้พิจารณาวินิจฉัยว่า​ เขากระโดงเป็นที่ดินของรัฐเมื่อศาลมีคำสั่งแต่เหตุใดจึงไม่มีการจัดการให้เหมาะสมและถูกต้องเป็นไปตามคำสั่งของศาล โดยได้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบคำสั่งอธิบดีกรมที่ดิน เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม โดยมีนายเดชอิศม์​ ในฐานะกำกับดูแลกรมที่ดิน​เป็นผู้รับผิดชอบ​ เพื่อไต่สวนเรื่องต่างๆ​ อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 31 ส.ค. นายพรพจน์ เพ็ญพาส อธิบดีกรมที่ดิน ได้ยื่นเรื่องขอย้ายจากตำแหน่ง เพื่อเปิดโอกาสให้ตรวจสอบเรื่องนี้อย่างเต็มที่ และไม่มีส่วนได้เสีย เป็นเรื่องนี้ปลัดกระทรวงมหาดไทย จะดำเนินการย้ายไปอยู่ตำแหน่งใดนั้นก็ว่าไปตามกระบวนการ

นายเดชอิศม์ กล่าวว่า ที่ดินกว่า 5,000 ไร่ อยู่ที่อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา และคำพิพากษาแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เมื่อศาลฎีกาพิพากษาแล้วทางการรถไฟฯได้ทำหนังสือถึงกรมที่ดิน เพื่อให้ทำการเพิกถอนโฉนดที่ดิน แต่ในขณะนั้นกรมที่ดินเพิกเฉย ไม่ทำตามศาลฎีกา การรถไฟแห่งประเทศไทยได้ทำการฟ้องกรมที่ดินกับศาลปกครองกลาง เพื่อให้กรมที่ดินเพิกถอนตามคำสั่งศาลฎีกา แต่ปรากฏว่าศาลปกครองกลางได้พิพากษาว่า ให้เพิกถอนโฉนดตามคำพิพากษาของศาลฎีกา

ส่วนไหนที่ไม่มีปัญหาเรื่องขอบเขตให้เพิกถอนตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 61 วรรค 8 ได้เลย แต่ยังมีส่วนหนึ่งที่มีการแย้งเข้ามา เรื่องขอบเขตที่ดินข้างนอก เมื่อมีปัญหาแบบนี้ ท้ายของคำพิพากษาของศาลปกครองมีคำสั่งว่าให้อำนาจอธิบดีกรมที่ดินตั้งคณะกรรมการขึ้นมาหนึ่งชุด เพื่อทำประมวลกฎหมายมาตรา 61 วรรคสอง ให้กรรมการชุดนี้มีอำนาจหน้าที่ร่วมกับการรถไฟฯ เพื่อสอบเขตที่ไม่ชัดเจน เพื่อให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น จากนั้นจะได้เพิกถอนตามคำพิพากษาของศาลฎีกา 
แต่ในขณะนั้นกรมที่ดิน ตั้งคณะกรรมการขึ้นมา ซึ่งตามที่คณะกรรมการจะทำให้ครบตามคำสั่งศาลฎีกา ที่เป็นขอบเขตที่ละเอียด แต่ปรากฏว่าตามรายงานไม่มีการสอบเขตเลย แถมมีคำสั่งว่าให้ยุติเรื่อง ด้วยเหตุผลต่างๆ นานา อธิบดีกรมที่ดินเห็นชอบตามมติของคณะกรรมการชุดนั้น

หลังจากนั้นเป็นที่พูดถึงกันมีพี่น้องทั้งประเทศไทย ทำไมกรมที่ดิน ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของศาลฎีกา นอกจากไม่ปฏิบัติตามแล้ว ยังปฎิบัติตรงข้ามค้านสายตาชาวไทย ค้านสายตาผู้พิพากษา เมื่อตนได้รับตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้รับโอกาสจาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มากำกับดูแลกรมที่ดิน ได้รับหนังสือร้องเรียนเกือบทุกวันว่า จะแก้ปัญหาอย่างไรกับเรื่องเขากระโดง เมื่อเป็นเช่นนี้จึงตั้งคณะกรรมการขึ้นมาอีกชุดหนึ่ง เพื่อตรวจสอบว่าคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดินถูกต้องหรือไม่ โดยผลสรุปของคณะกรรมการระบุว่าคณะกรรมการชุดนั้นตามมาตรา 61 วรรคสอง ไม่ได้ทำตาม กระบวนการที่ครบถ้วน ฉะนั้นคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดินเลยไม่ชอบ ตนจึงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่าระหว่างกรมที่ดินและการรถไฟมีการสอบเขตแล้วหรือไม่ ผลปรากฏว่าใน ปี 2567 กรมที่ดินและการรถไฟแห่งประเทศไทย ได้ร่วมกันสอบแนวเขตมาชัดเจนแล้ว  วันนี้สรุปได้ว่าอธิบดีกรมที่ดินมีอำนาจเพิกถอนโฉนดเขากระโดงตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 61 วรรค 8 ได้เลย

ขณะที่ นายเชษฐา​ โมสิกรัตน์​ รองปลัดกระทรวง​มหาดไทย​ กล่าวว่า​ คำพิพากษาของศาลฎีกาที่ 842-876/2560 คำพิพากษาของศาลฎีกาที่ 8027/2561 ศาลอุทธรณ์ภาค 3 หมายเลขคดี​ เลขแดง​ ที่ 1112/2563 และคำพิพากษาศาลปกครองกลาง​ เลขแดงที่ 548/2566 ศาลที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของรัฐ​ และเป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟแห่งประเทศไทย เป็นที่ดินรถไฟที่มีไว้ใช้ในราชการตามพระราชบัญญัติจัดวางการรถไฟและทางหลวง​ พ.ศ.2464 มาตรา 3 (2)​ และได้รับความคุ้มครองมาตรา 6 (1)​ และ(2)​ โดยมีขอบเขตพื้นที่ตามพระราชกฤษฎีกาและแผนที่แสดงเขตที่ดินเพื่อสร้างทางรถไฟ และเพื่อจัดหาแหล่งวัสดุมาใช้ในการก่อสร้างทางรถไฟและลำเลียงอิฐ​ ซึ่งจัดทำขึ้นเสร็จเรียบร้อย 18 พฤษภาคม 2465 กรมที่ดินและอธิบดีกรมที่ดิน​ ซึ่งถือเป็นหน่วยงานของรัฐและเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ จึงต้องผูกพันและมีหน้าที่ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาล​ เนื่องจากมีหน้าที่และอำนาจในการคุ้มครองสิทธิในที่ดินของบุคคล​ และการจัดการที่ดินของรัฐรวมทั้งดำเนินการเกี่ยวกับการคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน​ คือเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน ดังนั้นกรมที่ดินและอธิบดีกรมที่ดิน​ จึงมีหน้าที่ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาล​ โดยการตรวจสอบและเพิกถอนโฉนดที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินออกให้ในที่ดินของรัฐซึ่งตนมีหน้าที่ต้องปฏิบัติและแก้ไข คำสั่งทางปกครองตามคำพิพากษาของศาลฎีกาศาลอุทธรณ์ภาค 3 และศาลอุทธรณ์กลาง​ เมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว

นาย​ภูมิธรรม​ กล่าวอีกว่า ​จากกรณี​ดังกล่าวได้รับการร้องเรียนเรื่องเขากระโดงและสื่อมวลชนมีการเปิดประเด็นว่าการดำเนินการนั้นโดยชอบหรือไม่​ เนื่องจากขัดกับที่ศาลปกครอง​ ศาลฎีกา​ และศาลอาญา ที่ได้มีการสรุปและตัดสินไปแล้วว่า​ที่ดินนี้เป็นของการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งเรื่องการบังคับใช้ซึ่งหากดูแผนที่ที่ได้รับพระราชทานโปรดเกล้าฯ จากรัชกาลที่ 5 ซึ่งบ่งบอกว่าเป็นที่ดินของหลวงและเป็นที่ดินของรัฐโดยแท้ และเมื่อปี 2465 มีการออกพระราชกฤษฎีกา และขณะนั้นมีชาวบ้านครอบครอง 18 ครอบครัว และการรถไฟแห่งประเทศไทย​ได้ไปซื้อที่ดินมาจากชาวบ้าน ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ในอดีตที่ดินที่มีการครอบครองจากชาวบ้านได้ขายให้การรถไฟ​ฯ ซึ่งถือว่าเป็นที่ดินของการรถไฟโดยชอบทั้งหมด​ ฉะนั้นโดยกระบวนการทางกฎหมายที่ดินต่างๆ จะต้องถูกประกาศยกเลิกขีดฆ่าออกจากสารบบเพราะเป็นที่ดินของรัฐ​ ซึ่งถือเป็นพื้นฐานที่สำคัญ หลังจากที่ได้ดำเนินการและฟ้องร้องกัน

นาย​ภูมิธรรม​ กล่าวต่อว่า​ ใจกลางของที่ดิน​ทำสนามฟุตบอลและสนามรถแข่งรถ​ของที่ดินแปลงนี้​ จึงมิชอบด้วยกฎหมาย​ จึงไม่มีเหตุที่ทำให้เอกชนมายึดครองและที่ดินของรัฐ​ แล้วมาอ้างว่าเป็นที่ดินของตัวเอง จากการสืบสวนสอบสวนได้เชิญผู้ที่เกี่ยวข้อง สรุปออกมาอย่างไรก็ยืนยันว่าเป็นที่ดินของรัฐ และศาลได้พิจารณาเรื่องนี้แล้วชัดเจน

อย่างไรก็ตาม ตามมาตรา 61 (8)​ กรมที่ดินมีอำนาจเพิกถอนได้ทันที​ ตั้ง​แต่วันที่ 2 ส.ค.เป็นต้นไป​ ฉะนั้นที่ดินเหล่านี้ตกเป็นของรัฐ​ จึงจะดำเนินการตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป​ ส่วนที่ดินชายขอบที่มีปัญหาอยู่บ้าง ที่มีการทับซ้อน จะต้องมีการตรวจสอบ หากเป็นเอกชนรายใดก็จะต้องมีการดำเนินการต่อจากนั้นให้เกิดความชัดเจนตามกรอบของที่ดิน ทั้งนี้ นายพรพจน์ เพ็ญพาส อธิบดีกรมที่ดิน ได้ยื่นใบขอย้ายออกจากกรมที่ดิน เพื่อให้สามารถพิจารณาเรื่องต่างๆให้ชัดเจน และไม่ต้องคำนึงว่าท่านเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งปลัดกระทรวงก็จะดำเนินการให้ถูกต้องต่อไป

เมื่อถามว่า ประชาชนที่ได้ที่ดินมาโดยสุจริตจะต้องเยียวยาอย่างไร นายภูมิธรรม กล่าวว่า ก็เป็นไปตามกระบวนการความยุติธรรมและตามกฏหมาย แต่ทั้งหมดนี้ต้องถือว่าเป็นที่ดินของรัฐ สามารถยึดครองได้ และขีดฆ่าโฉนดที่ดินได้ ถ้าใครได้มาอย่างถูกต้องก็ให้ว่าไปตามกฎหมาย มีสิทธิ์เสนอเรื่องเข้ามาฟ้องร้องก็ได้ ว่ากันไปตามกระบวนการ แต่ต้องยืนยันว่าที่ดินตอนนี้เป็นของรัฐ ถ้าจะมีการขอเช่าต่อก็ว่าไปตามกระบวนการไม่ว่ากัน

เมื่อถามว่า เป็นเกมไล่บี้เครือข่ายพรรคภูมิใจไทยและบ้านใหญ่บุรีรัมย์ต่อเนื่องจากการโยกย้ายอธิบดีกรมการปกครอง และอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายภูมิธรรม กล่าวว่า ไม่ใช่การไล่บี้ เพราะสื่อมวลชนทุกสาขาไล่บี้เรื่องนี้กับตนมาโดยตลอด โดยเมื่อตนเข้ามาทำหน้าที่ได้มีประชาชนเข้ามายื่นเรื่องให้ตรวจสอบ ไม่เกี่ยวกับการไล่บี้หรือไม่ไล่บี้ใคร หรือไม่พอใจใคร หรือพอใจใคร แต่เกี่ยวกับที่ศาลฎีกาและศาลปกครองมีคำสั่งที่เป็นยุติแล้ว และที่ผ่านมามีการดำเนินการตามคำสั่งของศาลไม่ครบถ้วน ซึ่งได้มีการมาเคลียร์และดูตรงนี้ทั้งหมด พบว่าสามารถดำเนินการตามกฎหมาย 61 วรรค 8 ซึ่งสามารถดำเนินการนำที่ดินกลับมาเป็นของรัฐตามที่ประชาชนเฝ้ามองอยู่ ซึ่งว่ากันไปตามกฏหมาย ซึ่งตรงนี้หากใครมองว่าไม่ชอบอย่างไรก็สามารถเรียกร้องความเป็นธรรมได้ แต่เรามีหน้าที่ทำให้ที่ดินส่วนนี้ กลับมาเป็นที่ดินของรัฐ เพราะไม่เช่นนั้นจะมีปัญหาในเรื่องของการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และยังมีอีกกฎหมายที่เราต้องรับผิดชอบร้ายแรง

เมื่อถามว่า คนที่จะมาเพิกถอนที่ดินเริ่มตั้งแต่พรุ่งนี้ จะเป็นอธิบดีคนใหม่ใช่หรือไม่ และจะใช้แนวทางตามที่กล่าวข้างต้นใช่หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ไม่ว่าจะเป็นอธิบดีท่านไหนก็ต้องดำเนินการ เพราะเป็นคำสั่งศาล ที่ได้มีคำสั่งมายังกรมที่ดิน และอำนาจเพิกถอนเป็นของกรมที่ดิน แต่ถ้าไม่มี ก็เป็นผู้บังคับบัญชาระดับต่างๆ ที่จะต้องบังคับดำเนินการ เมื่อถามว่า จะได้อธิบดีกรมที่ดินคนใหม่เมื่อไหร่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไร ส่วนจะเร็วหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับกระบวนการทั้งหมด ที่ตนนั้นดูแลเรื่องการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอยู่แล้ว

เมื่อถามถึงงบประมาณที่จะต้องนำมาใช้ในการเยียวยา นายภูมิธรรม กล่าวว่า ก็ต้องชัดเจนก่อนว่าใครที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และก็ต้องดำเนินการไปตามกฎหมายละเมิด เมื่อถามว่า การดำเนินการตั้งแต่พรุ่งนี้ ในพื้นที่ตรงกลางที่เป็นของประชาชนมีจำนวนเท่าไหร่ นายไกรศรี สว่างศรี ผู้อำนวยการ ส่วนแผนที่และเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ในฐานะกรรมการ  กล่าวว่า พื้นที่ตรงกลางคิดเป็น 90% ของ 800 แปลง ซึ่งสามารถดำเนินการได้

เมื่อถามว่า แผนที่ที่นำมาแสดงอยู่ในพระราชกฤษฎีกาเวียนคืนที่ดิน นายไกรศรี กล่าวว่า แผนที่ที่นำมาแสดงใช้ในชั้นศาลเป็นพระราชกฤษฎีกาเวียนคืนที่ดินปี 2465 และให้การรถไฟ กรมที่ดินมาแสดงกับคณะกรรมการ ซึ่งมีเอกสารชัด เมื่อถามว่า เอกสารของการรถไฟเป็นรูปแบบอย่างไรที่ยืนยันแนวเขต นายไกรศรี กล่าวว่า หนังสือของการรถไฟที่ให้คณะกรรมการเป็นหนังสือตอบโต้ และแนบเอกสารแผนที่ ซึ่งเป็นแผนที่ปี 2465 เป็นต้น

นายมานะ สิมมา ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ถ้ากรมที่ดินทบทวน และดำเนินการตามที่ศาลสั่งที่มีแผนที่ตามแนวเขตที่ชัดเจนตรงกัน พื้นที่อยู่ตรงกลาง หรือที่อยู่ภายในเขตของรัฐ ก็ต้องเพิกถอนโฉนด เนื่องจากการออกโฉนดหรือหนังสือรับรองไปทำประโยชน์ในที่ดินของรัฐ ไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นโมฆะตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ซึ่งเป็นหน้าที่ของอธิบดีกรมที่ดิน และกรมที่ดิน ในการเพิกถอน ซึ่งถ้าอธิบดีกรมที่ดินคนใหม่มา เมื่อมีการตรวจสอบชัดเจนแล้ว และมีการเพิกถอนโฉนด ก็หมดเรื่องที่จะให้ศาลปกครองวินิจฉัย เพราะถือว่าความเดือดร้อนของ รฟท.ได้รับการเยียวยา หรือได้รับการแก้ไขไปแล้ว จึงไม่มีเหตุให้ไปฟ้องศาลปกครอง เรื่องก็จบลงในชั้นการบริหาร

ทั้งนี้ การที่นายภูมิธรรมตั้งคณะกรรมการชุดนี้เข้ามาตรวจสอบไม่ได้เป็นการก้าวล่วง อำนาจของศาลปกครอง แต่นายภูมิธรรม เป็นผู้บังคับบัญชาของข้าราชการทุกส่วนในกระทรวงมหาดไทย รวมถึงอธิบดีกรมที่ดินและกรมที่ดินด้วย เมื่อผู้บังคับบัญชาเห็นแล้วว่า การดำเนินการของผู้ใต้บังคับบัญชา หรือหน่วยงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐ ยังไม่ครบถ้วนดำเนินการไม่สิ้นกระแสความ ก็สั่งให้ดำเนินการแก้ไข ให้ครบถ้วน ซึ่งเป็นเรื่องการออกคำสั่งทางปกครอง เมื่อดำเนินการแล้วทุกอย่างก็จบ ส่วนในประเด็นคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดินที่สั่งชอบหรือไม่ชอบนั้น เป็นอำนาจของศาลปกครองที่จะวินิจฉัย

เมื่อถามว่า กรณีที่มีการฟ้องต่อศาลยุติธรรม เพื่อขับไล่ผู้บุกรุก ทั้ง 995 แปลง ปัจจุบันเมื่อมีข้อเท็จจริงใหม่ กระบวนการตรงนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ นายมานะ กล่าวว่า กระบวนการที่ประชาชนได้มาโดยสุจริต ก็มีสิทธิ์ที่จะร้องศาล ซึ่งศาลก็จะมีขั้นตอนพิจารณา ว่าหากประชาชน ได้มาโดยสุจริต ก็จะได้รับการเยียวยา โดยหลักนิติฐานะ เพราะเมื่อศาลปกครองออกโฉนด ให้กับประชาชนไปแล้ว ถ้าดำเนินการถูกต้อง ศาลก็จะเป็นผู้วินิจฉัยเอง เมื่อถามว่า การชดเชยของประชาชนที่สุจริต ที่ระบุว่าต้องใช้ประมาณหมื่นล้านจะนำเงินมาจากส่วนใด นายมานะกล่าวว่า ก็ต้องดูว่าหน่วยงานใดทำความเสียหาย ที่กระทำการละเมิด

เมื่อถามว่า เช่นนั้นก็ต้องไล่บี้กรมที่ดินที่ออกโฉนดให้กับประชาชนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเลยใช่หรือไม่ นายมานะ กล่าวว่า ก็มีระบบกฎหมายอยู่แล้ว เมื่อถามว่า จะได้อธิบดีกรมที่ดินคนใหม่เมื่อไหร่ นายภูมิธรรม ตอบว่า อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไร ส่วนจะเร็วหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับกระบวนการทั้งหมด ที่ตนนั้นดูแลเรื่องการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอยู่แล้ว ส่วนงบประมาณที่จะต้องนำมาใช้ในการเยียวยานั้น นายภูมิธรรม กล่าวว่า ก็ต้องชัดเจนก่อนว่าใครที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และก็ต้องดำเนินการไปตามกฎหมายละเมิด

‘สรรเพชญ’แนะรัฐบาล ประเมินเงื่อนไขดีลภาษีสหรัฐฯอย่างรอบด้าน

'สรรเพชญ'แนะรัฐบาล ประเมินเงื่อนไขดีลภาษีสหรัฐฯอย่างรอบด้าน

‘สรรเพชญ’แนะรัฐบาล ประเมินเงื่อนไขดีลภาษีสหรัฐฯอย่างรอบด้าน

วันศุกร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.51 น.

“สรรเพชญ”แนะรัฐบาล ประเมินเงื่อนไขดีลภาษีสหรัฐฯอย่างรอบด้าน เร่งกระจายตลาดหาทางลดดุลอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2568 นายสรรเพชญ บุญญามณี สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงกรณีมีรายงานว่ารัฐบาลไทยสามารถเจรจาลดอัตราภาษีตอบโต้จากสหรัฐอเมริกา จากเดิม 36% เหลือ 19% ว่า เป็นความสำเร็จเชิงยุทธศาสตร์ที่ควรได้รับการชื่นชม โดยเฉพาะในภาวะที่โลกเผชิญกับความผันผวนทางเศรษฐกิจและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่ต้องไม่มองข้ามเงื่อนไขแฝงที่ไทยยอมแลกไปในข้อตกลงนี้ ซึ่งอาจมีผลต่อทิศทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศในระยะยาว

“เราต้องยอมรับว่าการลดภาษีจาก 36% เหลือ 19% ถือเป็นการคลี่คลายแรงกดดันต่อผู้ส่งออกไทยได้ในระดับหนึ่ง แต่การเจรจาครั้งนี้ไม่ได้มีแค่ผลได้ ยังมีต้นทุนเชิงโครงสร้างและความยืดหยุ่นด้านนโยบายที่ไทยยินยอมให้กับอีกฝ่ายด้วยเช่นกัน” นายสรรเพชญ กล่าว

นายสรรเพชญ กล่าวว่า ไทยได้เสนอข้อแลกเปลี่ยนสำคัญหลายประการกับรัฐบาลสหรัฐฯ เช่น การเปิดภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ เป็นศูนย์ในกว่า 90% ของรายการทั้งหมด การเว้นภาษีชั่วคราวให้บริการคลาวด์และเทคโนโลยีของบริษัทอเมริกัน รวมถึงการเพิ่มโควตาการนำเข้าพืชเกษตรบางชนิด ซึ่งอาจกระทบต่อผู้ผลิตในประเทศ ทั้งหมดนี้เป็นเงื่อนไขที่ “ไม่ควรปล่อยผ่านโดยปราศจากการถกเถียงในระดับสาธารณะ” และยังมีอีกหลายประเด็นที่สะท้อนว่าประเทศไทยยังคงเสียเปรียบอยู่มากในเชิงโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นการให้สิทธิพิเศษนักลงทุนสหรัฐฯ ในเขต EEC การจัดซื้อพลังงานและอากาศยานจากบริษัทอเมริกัน การยอมรับกฎถิ่นกำเนิดสินค้าแบบใหม่ที่เข้มงวดขึ้น หรือแม้แต่การกำหนดเงื่อนไขลดดุลการค้าอย่างเป็นทางการภายใน 5 ปี ซึ่งยิ่งตอกย้ำว่า การแลกเปลี่ยนในครั้งนี้ยังมีมุมที่ประชาชนควรรับรู้ครบถ้วนมากกว่าตัวเลขภาษีที่ลดลงเพียงอย่างเดียว

นายสรรเพชญ กล่าวต่อว่า หนึ่งในสาระสำคัญของข้อตกลง คือการที่ไทยให้คำมั่นต่อสหรัฐว่าจะ “ลดการเกินดุลการค้าให้ต่ำกว่า 70%” ภายใน 5 ปี ซึ่งถือเป็นความท้าทายใหญ่ในทางปฏิบัติ เพราะไทยยังคงพึ่งพาการส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ ในหลายกลุ่มสินค้า การทำให้สมดุลการค้าดีขึ้นจึงต้องไม่ใช่เพียงแค่เพิ่มการนำเข้าเท่านั้น แต่ต้องมีกลยุทธ์ระยะยาว เช่น การกระจายตลาดไปยังประเทศในเอเชีย ตะวันออกกลาง แอฟริกา และลาตินอเมริกา ตลอดจนการยกระดับคุณภาพของห่วงโซ่อุปทาน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มจากฐานผลิตในประเทศ

“ถ้าเรามุ่งลดดุลการค้าเพียงด้วยการนำเข้าสินค้ามากขึ้น แต่ไม่ได้ขยายตลาดอื่นรองรับการส่งออก ก็เท่ากับว่าระบบเศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่วงจรพึ่งพาเดิม ๆ ไม่ได้ลดความเสี่ยงอะไรเลย ผมเสนอให้จัดตั้งกลไกพิเศษระดับรัฐมนตรีหรือ ทีมเศรษฐกิจ-การค้าเชิงรุก ที่ทำงานร่วมกับภาคเอกชนเพื่อเจาะตลาดเกิดใหม่อย่างจริงจัง” นายสรรเพชญ กล่าว

นายสรรเพชญ กล่าวอีกว่า หลังจากการเจรจาดีลภาษีกับสหรัฐฯ ประเทศไทยควรเดินหน้าอย่างจริงจังกับการวางยุทธศาสตร์ระยะยาวใน 6 มิติสำคัญ ได้แก่ การวางตำแหน่งของไทยในด้านภูมิรัฐศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ, การขับเคลื่อนเทคโนโลยี AI และนวัตกรรมขั้นสูง, การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสมัยใหม่, การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวอย่างยั่งยืน, การผลักดันบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางทางการเงินระดับภูมิภาค และการยกระดับประเทศให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพและเศรษฐกิจสุขภาพในอาเซียน

นายสรรเพชญ ยังเตือนว่าการที่สหรัฐฯ ใช้นโยบายการค้าเชื่อมโยงกับประเด็นภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคง เป็นแนวโน้มที่ไม่ควรมองข้าม และไทยจำเป็นต้องมีจุดยืนที่ชัดเจนในการรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของตนเอง พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หากประเทศไทยและกัมพูชาได้รับอัตราภาษีเท่ากันที่ 19% ทั้งที่มีบริบททางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์แตกต่างกันอย่างมาก ก็ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่า การเจรจาในวันนี้ไม่ได้วัดกันเพียงตัวเลข แต่เกี่ยวข้องกับท่าทีและตำแหน่งของประเทศในสายตาฝ่ายเจรจาอีกด้วย

“เราต้องเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ การยอมเปิดให้คู่ค้าต่างชาติเข้ามาโดยไม่มีเงื่อนไขป้องกันที่ชัดเจน อาจทำให้เราได้ประโยชน์ในวันนี้ แต่ต้องจ่ายด้วยอธิปไตยในวันหน้า” นายสรรเพชญ กล่าว