อย่าจบที่‘พิเชษฐ์’คนเดียว! ลากไส้พฤติการณ์‘สส.’แปรงบเอื้อพื้นที่ตัวเอง ผิด‘ม.144’อีกเพียบ

อย่าจบที่‘พิเชษฐ์’คนเดียว! ลากไส้พฤติการณ์‘สส.’แปรงบเอื้อพื้นที่ตัวเอง ผิด‘ม.144’อีกเพียบ

อย่าจบที่‘พิเชษฐ์’คนเดียว! ลากไส้พฤติการณ์‘สส.’แปรงบเอื้อพื้นที่ตัวเอง ผิด‘ม.144’อีกเพียบ

วันเสาร์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 07.16 น.

อย่าจบที่‘พิเชษฐ์’คนเดียว! ลากไส้พฤติการณ์‘สส.’แปรงบเอื้อพื้นที่ตัวเอง ผิด‘ม.144’อีกเพียบ

2 สิงหาคม 2568 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์คลิป พร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” หัวข้อ “ผิด ม.144 ยังมีอีกหลายคน?” ระบุว่า…

ผิด ม.144 ยังมีอีกหลายคน?

ผมต้องขอแสดงความเสียใจต่อ คุณพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ซึ่งถูกศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่ง สส.เชียงราย และต้องพ้นจากตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1ไปด้วย ในข้อหาฝ่าฝืนบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 144 ซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับการแปรญัตติงบประมาณแผ่นดิน

คุณพิเชษฐ์ ไม่ใช่ สส.คนแรกที่ได้กระทำการเช่นนี้ ในอดีตที่ผ่านมามีนักการเมืองหลายคน ใช้โอกาสการเป็น สส.แสวงหาประโยชน์ หรือผลักดันงบประมาณลงพื้นที่ของตัวเอง หวังคะแนนเสียง หวังผลประโยชน์ส่วนตัว จนเป็นที่มาของการเขียนรัฐธรรมนูญ ปิดช่องว่างไม่ให้นักการเมืองเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณ

แต่ไม่ว่ารัฐธรรมนูญหรือกฎหมายจะเขียนปิดช่องว่างเช่นไรก็ตาม แต่ยังมีนักการเมืองพยามหาช่องทางเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณจนได้

จะเห็นนักการเมืองหลายคน แย่งชิงกันเป็นกรรมาธิการงบประมาณประจำปี ซึ่งมีส่วนได้เสียกับการจัดสรรงบประมาณ สามารถนำงบประมาณลงในพื้นที่ได้ ต่อรองกับอธิบดีกรมต่างๆ หาโครงการ ผลักดันโครงการให้กับผู้รับเหมา ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่น่ารังเกียจของนักการเมืองทั้งสิ้น

วันนี้นักการเมืองเลี่ยงการกระทำผิดมาตรา 144 ของรัฐธรรมนูญ ไปใช้ช่องทางอื่น โดยใช้วิธีการประสานงานภายใน เพื่อหวังจะให้การจัดสรรงบประมาณลงพื้นที่ของตัวเอง แล้วไปเขียนป้ายขอบคุณหน่วยงาน กรมต่างๆ ที่ช่วยสนับสนุนงบประมาณ เป็นการหาเสียง ทั้งที่ข้อเท็จจริงเป็นการจัดสรรงบประมาณในลักษณะ มือใครยาวสาวได้สาวเอา

อยากให้บทเรียนของ คุณพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน เป็นตัวอย่างของนักการเมืองอีกหลายคน ที่พยายามจะหาช่องทางจัดสรร หรือผลักดันงบประมาณ เพื่อประโยชน์ในเขตเลือกตั้งของตัวเอง ในจังหวัดของตัวเอง บางคนผลักดันไปแล้ว หวังที่จะให้บริวารพรรคพวก หรือบริษัทในเครือข่ายได้รับเหมา ประมูลงาน หรือไปประมูลโดยใช้วิธีการแอบอ้างว่า งบประมาณโครงการนี้ตัวเองเป็นคนผลักดันมา จึงห้ามไม่ให้ผู้รับเหมารายอื่นเข้ามาประมูล ข้าราชการก็เกรงใจ เพราะเป็นงบประมาณของสส.นำมา ก็ต้องให้สส.เป็นผู้รับเหมา จึงเห็นพฤติกรรมแบบนี้อยู่ในหลายพื้นที่

ไม่อยากให้เรื่องแบบนี้จบอยู่ที่ คุณพิเชษฐ์ เพียงคนเดียว

อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าไปค้นหาหรือสืบเสาะดูเชื่อว่า ยังมีสส.อีกมากมายหลายคน ที่มีพฤติกรรมแบบนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้จับตาดูบุคคลที่ เข้าไปเป็นกรรมาธิการงบประมาณเป็นประจำ ขอเป็นกรรมาธิการงบประมาณทุกปี ซึ่งเป็นที่น่าสงสัยว่า เข้าไปเป็นกรรมาธิการงบประมาณเพื่อประโยชน์อันใด หรือเข้าไปในฐานะเป็นมืออาชีพ ก็ต้องถามว่าเป็นมืออาชีพให้กับใคร ให้กับตัวเองหรือให้กับประชาชนกันแน่

ขอแสดงความเสียใจกับคุณพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ซึ่งเป็นเพื่อนนักการเมืองร่วมสมัยกับผม ต้องถูกศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้พ้นจากตำแหน่งส.ส.และต้องพ้นจากรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่1ไปด้วย รวมทั้งตัดสิทธิ์ทางการเมืองอีก 10 ปี ถือว่าสาหัสสากรรจ์พอสมควร

หวังว่าบทเรียนครั้งนี้คงไม่สูญเปล่า และต้องนำมาซึ่งการสะสางกระบวนการแอบอ้าง และฉกฉวยเอางบประมาณแผ่นดิน ไปใช้ประโยชน์เพื่อพื้นที่ของตัวเอง หรือเพื่อประโยชน์ของตัวเอง ในกรณีของสส.คนอื่นๆด้วย

อัยการบี้คดี‘อิ๊งค์’คุย‘อังเคิล’ นัดสอบพยานสัปดาห์หน้า

อัยการบี้คดี‘อิ๊งค์’คุย‘อังเคิล’ นัดสอบพยานสัปดาห์หน้า

อัยการบี้คดี‘อิ๊งค์’คุย‘อังเคิล’ นัดสอบพยานสัปดาห์หน้า

วันเสาร์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

อัยการบี้คดี‘อิ๊งค์’คุย‘อังเคิล’ นัดสอบพยานสัปดาห์หน้า

รองอธิบดีอัยการสอบสวน เผยเตรียมเรียกสอบพยาน 6 ปาก คดีคลิปเสียง “นายกฯอิ๊งค์” คุยกับ “ฮุนเซน” ในสัปดาห์หน้า แต่ยังไม่ถึงคิวนายกฯ ยืนยันจะพิจารณาให้เสร็จภายในสิงหาคม ก่อนเสนออัยการสูงสุดชี้ขาดสั่งฟ้องหรือไม่ ด้าน“หมอมิ้ง”รับขอขยายส่งคำชี้แจงศาลคดีคลิปเสียง เหตุเสร็จไม่ทันเวลา

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2568 ที่สำนักงานการสอบสวน สำนักงานอัยการสูงสุด ถ.บรมราชชนนี นายวัชรินทร์ ภานุรัตน์ รองอธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวน ในฐานะหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนของอัยการ คดีคลิปเสียงนายกฯ ได้นัดประชุมหารือกับพล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท.1 บช.สอท. และรองโฆษก ตร. พร้อมคณะ โดยได้หารือเพื่อกำหนดแนวทางการสอบสวนคดี

โดย นายวัชรินทร์ กล่าวว่า สืบเนื่องจาก ทางรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้ร้องทุกข์กับ บช.สอท. เรื่องคลิปเสียงการสนทนาระหว่างสมเด็จฮุนเซน กับนายกรัฐมนตรี ในชั้นการพิจารณาการสอบสวนของตำรวจ ยังมีข้อกฎหมายที่สงสัยว่าเป็นความผิดในประเทศหรือความผิดนอกราชอาณาจักร พนักงานสอบสวนจึงส่งสำนวนคดีนี้มาให้อัยการตรวจสอบ เพื่อเสนอให้อัยการสูงสุดเป็นผู้พิจารณา โดยอัยการการสอบสวนได้รับสำนวนจาก อัยการสูงสุด มาพิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นคดีนอกราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญาและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 20 เมื่อเป็นคดีนอกราชอาณาจักร จึงเป็นอำนาจของอัยการสูงสุดในการตั้งคณะทำงาน โดยอัยการสูงสุดมอบหมายให้ ผบก.สอท.1 เป็นผู้รับผิดชอบและมีอัยการสำนักงานการสอบสวนมาร่วมสอบสวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 20 โดยให้อัยการเข้าไปทำหน้าที่ในการให้คำแนะนำ วันนี้ตนจึงได้เชิญตำรวจ บก.สอท.1 มาร่วมประชุมและให้ความเห็นเพื่อให้อัยการสูงสุดพิจารณาสั่งคดีต่อไป ว่าคดีมีมูลพอฟ้องหรือไม่

โดยการประชุมวันนี้เพื่อกำหนดทิศทางและแนวทางสอบสวนว่าจะเรียกพยานคนไหนเข้ามาสอบปากคำบ้าง รวมถึงการพิจารณาเรียกนายกรัฐมนตรีเข้ามาสอบด้วยเช่นกัน แต่การสอบปากคำสมเด็จฮุนเซน โอกาสที่จะเรียกตัวมานั้นยาก

นายวัชรินทร์ กล่าวว่า ในขณะนี้ยังไม่มีมีการดำเนินคดีกับใครเพราะเป็นเพียงแค่มีการกล่าวหามาเท่านั้น โดยพนักงานอัยการและคณะทำงานจะต้องพิจารณาว่า ข้อกล่าวหาตามความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 นั้นมีความผิดตามหลักเกณฑ์หรือไม่ หากขั้นตอนในการพิจารณาเสร็จสิ้นว่ามีมูลหรือไม่จะต้องส่งให้อัยการสูงสุดพิจารณาในการสั่งคดี หากอัยการสูงสุดสั่งฟ้องก็จะต้องดำเนินการในการเอาตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินการส่งตัวฟ้องต่อศาลและจะต้องส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่งจะได้ตัวหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่หากอัยการสูงสุดพิจารณาแล้วไม่เข้าข่าย ไม่ผิด พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯและประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 ก็สั่งไม่ฟ้องคดีก็เป็นอันยุติ

นายวัชรินทร์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ทีมงานยังคำนึงถึงว่าจะนำตัวผู้กระทำความผิดมาได้หรือไม่ แค่จะพิจารณาสำนวนให้รอบคอบละเอียดที่สุดก่อน ส่วนการจะเชิญใครมาทำการสอบสวนบ้างจะต้องมีการหารือประชุมกันก่อน พนักงานอัยการและพนักงานสอบสวนจะทำงานในการพิจารณาหลักฐานคดีนี้เช่นเดียวกับคดีอาญาทั่วไปเพื่อไม่ให้กดดัน คดีนี้เป็นคดีที่ประชาชนและสื่อมวลชนสนใจคณะทำงานจะใช้ความละเอียดรอบคอบในการพิจารณาและมีปัญหาพยานหลักฐานต่างๆ เพื่อนำเสนอต่ออัยการสูงสุดว่ามีพยานหลักฐานเพียงพอหรือไม่อย่างไรในการดำเนินคดีผู้ถูกกล่าวหา

ด้าน พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ผบก.สอท.1 กล่าวว่า ได้มาหารือกับทางอัยการสอบสวนว่าจะมีการดำเนินการอย่างไรเพิ่มเติม หรือรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องโดยคณะทำงานพนักงานสืบสวนสอบสวน บก.สอท.1 มาร่วมประชุมและหาทางในการปฏิบัติต่อไป จะมาพิจารณาในข้อกฎหมายว่า มีการกระทำความผิดอย่างไร โดยพนักงานสอบสวนพร้อมดำเนินการตามกฎหมายซึ่งเป็นอำนาจของทางอัยการสูงสุด

สำหรับสำนวนคดีที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส อดีต ผบ.ตร.ร้องเรียนกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติกล่าวหาเรื่องคลิปเสียงอีกสำนวนหนึ่งนั้น วันนี้ก็จะได้มีการนำมาหารือกับทางอัยการสอบสวนแล้วก็จะส่งสำนวนการสอบสวนได้ภายในสัปดาห์

พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ยังได้กล่าวถึงการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดในลักษณะนำความเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ในช่วง เกิดปัญหาการสู้รบระหว่างไทยกับกัมพูชา ที่ผ่านมาว่า มีการเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ในเชิงลบต่อประเทศไทยเยอะมากทาง บก.สอท.1 ได้ติดตามข่าวสารและรวบรวมหลักฐานข้อมูลที่เชิงลบต่อประเทศไทยโดยพร้อมกับประสานกับกระทรวงดิจิทัลฯ(ดีอี)ในการดำเนินการปิดกั้นข้อมูลข่าวสารอย่างเช่นกรณีมีข่าวปลอมว่าเครื่องบินเอฟ16 ของไทย ถูกยิงตกสร้างความตื่นตระหนกแก่พี่น้องประชาชน เป็นความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์มาตรา 14 ซึ่งตำรวจได้มอนิเตอร์ความเคลื่อนไหวตลอด หากหน่วยงานไหนที่เกี่ยวข้องและยืนยันว่าเป็นข่าวปลอมก็สามารถร้องทุกข์กล่าวโทษกับตำรวจไซเบอร์ได้โดยจากการตรวจสอบพบว่ามาจากประเทศกัมพูชาโดยมากและมีการบิดเบือนข้อมูลทำให้เกิดความสับสนและเกิดความเกลียดชังด้วย Hate speech ก็ขอฝากพี่น้องประชาชนในการติดตามข้อมูลข่าวสารขอให้ติดตามข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานที่เป็นทางการเป็นที่สามารถยืนยันและตรวจสอบได้

ภายหลังการประชุม นายวัชรินทร์ กล่าวว่า ในสัปดาห์หน้าคณะสอบสวนจะเชิญตัวพยานทั้งหมด 6 ปาก มาสอบปากคำเพิ่มเติมโดยเป็นคนไทยประกอบด้วย นายสมคิด เชื้อคง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี, ผู้กล่าวหา, เจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องของเฟซบุ๊ก, เจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์รวมถึงพยานจากส่วนกลางมาให้ความเห็น

ส่วนการเชิญนายกรัฐมนตรีมาสอบปากคำ ยังไม่ถึงขั้นตอนนั้น เนื่องจากจะต้องสอบปากคำฝ่ายผู้ร้องให้แล้วเสร็จก่อน จึงจะถึงขั้นตอนต่อไป

ทั้งนี้ หากสัปดาห์หน้าไม่สามารถสอบปากคำพยานได้ทันก็จะขยายเวลาสอบเพิ่มอีก 1สัปดาห์ แต่ตนยืนยันว่าคดีนี้จะพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคม ก่อนที่จะเสนอให้อัยการสูงสุดเป็นผู้ชี้ขาดสั่งฟ้อง หรือไม่ฟ้องผู้ถูกกล่าวหา และหากอัยการสูงสุดสั่งไม่ฟ้อง คดีนี้ก็จะถือว่าสิ้นสุด

นายวัชรินทร์กล่าวอีกว่า ส่วนหากสมเด็จฮุนเซนอ้างว่าเป็นเฟซบุ๊กปลอมนั้นก็สามารถอ้างได้ แต่ตำรวจไซเบอร์สามารถยืนยันหลักฐาน และความชัดเจนกับเฟซบุ๊ก นี้ได้ ว่าใครเป็นผู้ใช้หรือโพสต์ข้อความ ส่วนจะสามารถออกหมายจับได้หรือไม่ และกระบวนการขั้นตอนการออกหมายแดงและส่งผู้ร้ายข้ามแดน จะต้องรอให้ทางอัยการสูงสุดวินิจฉัยแล้วเสร็จก่อน สำหรับกรณีในคลิปเสียงมีการพาดพิงถึงแม่ทัพภาค 2นั้น เป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ อัยการไม่ขอก้าวล่วง

ด้าน พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ผบก.สอท.1 กล่าวว่า ตอนนี้มีหลักฐานเพียงพอที่สามารถดำเนินคดีหลังจากที่อัยการสูงสุดมอบหมายให้เป็นพนักงานสอบสวน ในคดีนอกราชอาณาจักร ส่วนรายละเอียดไม่สามารถเปิดเผยได้ เบื้องต้นตำรวจตรวจสอบแล้วขณะมีการโพสต์ แอดมินทั้ง4คนอยู่ในประเทศกัมพูชา

ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวถึง ความคืบหน้าการส่งคำชี้แจงเพิ่มเติมให้ศาลรัฐธรรมนูญคดีคลิปเสียงนายกรัฐมนตรีสนทนากับสมเด็จฮุน เซน หลังขยายกรอบเวลาครั้งที่ 2 ว่า ก็เป็นไปตามกำหนด ส่วนเหตุผลที่ต้องขอขยายการยื่นเอกสารชี้แจง อีกรอบ นั้น นพ.พรหมมินทร์ ระบุว่า ก็ไม่เสร็จก็ต้องขยาย เมื่อถามต่อว่ามีข้อกฎหมาย หรือข้อมูลอะไรเพิ่มเติม นพ. พรหมินทร์ ไม่ได้ตอบคำถาม แล้วเดินขึ้นตึกบัญชาการ 1 ทันที

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันเสาร์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“การดำเนินงานของประเทศไทย ขอให้ทุกท่านมั่นใจว่า เราจะรักษาปกป้องอำนาจอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนอย่างเต็มที่ ป้องกันสิทธิและความปลอดภัยของประชาชน รวมทั้งแสดงความมีภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศ”

นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

ศาลฯฟัน‘พิเชษฐ์’ ผิดม.144โยกงบลงพื้นที่ พ้นสส.ทันที-ตัดสิทธิ์10ปี

ศาลฯฟัน‘พิเชษฐ์’ ผิดม.144โยกงบลงพื้นที่ พ้นสส.ทันที-ตัดสิทธิ์10ปี

ศาลฯฟัน‘พิเชษฐ์’ ผิดม.144โยกงบลงพื้นที่ พ้นสส.ทันที-ตัดสิทธิ์10ปี

วันเสาร์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศาลฯฟัน‘พิเชษฐ์’ ผิดม.144โยกงบลงพื้นที่ พ้นสส.ทันที-ตัดสิทธิ์10ปี

ศาลรัฐธรรมนูญฟัน “พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน” กระทำผิดมาตรา 144 โยกงบประมาณลงพื้นที่ตัวเอง พ้นสภาพ สส.-รองประธานสภาฯทันที พร้อมเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง 10 ปี

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 1 สิงหาคม 2568 ที่ห้องพิจารณาคดี ชั้น 3 สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เริ่มแถลงด้วยวาจา ประชุมหารือและลงมติ กรณี นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.พรรคประชาชน (ปชน.) และสส.รวม 121 คน (ผู้ร้อง) ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร ยื่นคำร้องเสนอความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 วรรคสาม

กรณืที่ นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง (ผู้ถูกร้อง) เป็นผู้ให้ความเห็นชอบการจัดทำโครงการและให้มีการเสนองบประมาณของสำนักงานเลขาธิการสภาฯ จำนวน 3 โครงการ ที่ผู้ถูกร้องมีส่วนโดยทางตรง และทางอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568และกรณีที่สำนักงานเลขาธิการสภาฯ มีคำขอเสนอโครงการทั้ง 3 โครงการดังกล่าวอีกครั้ง ในงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2569 เป็นการเสนอของบประมาณ ด้วยโครงการที่มีรูปแบบเดียวกันและต่อเนื่องกับงบประมาณปี 2568 ที่ผู้ถูกร้องมีส่วนในการเสนอ การแปรญัตติ หรือการกระทำใดๆ ที่มีส่วนไม่ว่าโดยทางตรงและทางอ้อมในการใช้งบประมาณปี 2569 อันเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 วรรคสอง หรือไม่

ทั้งนี้ ผู้ถูกร้องยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ศาลรัฐธรรมนูญไต่สวนพยานบุคคลที่เกี่ยวข้อง จำนวน 9 ปาก โดยศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาปรึกษาหารือแล้ว มีคำสั่งรับคำแถลงการณ์ปิดคดีของคู่กรณีรวมไว้ในสำนวน และเห็นว่าคดีเป็นปัญหาข้อกฎหมายและมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้ จึงยุติการไต่สวน ตามพ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 58 วรรคหนึ่ง

โดยศาลรัฐธรรมนูญ ได้นัดฟังคำวินิจฉัยในเวลา 15.00น.โดย นายพิเชษฐ์ มอบหมายให้ทนายมารับฟังคำวินิจฉัยแทน

เวลา 15.30น.ศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัยสรุปว่า การขอถอนโครงการของสำนักเลขาสภา เป็นเหตุให้ศาลรัฐธรรมนูญต้องจำหน่ายคดีหรือไม่นั้น เห็นว่า การขอลดงบประมาณเหลือ 0 บาท เหมือนการยกเลิกโครงการ แต่ไม่มีผลให้ศาลรัฐธรรมนูญจำหน่ายคดี จึงเป็นเหตุให้ต้องวินิจฉัยต่อไป ทั้งนี้ พิจารณาจากพยานเบิกความ การลงลายมือชื่อของผู้ร้อง ฟังได้ว่า นายพิเชษฐ์ ผู้ถูกร้องเห็นชอบให้แปรงบประมาณในโครงการทั้ง 3 และมีคำขอจัดกิจกรรม 298 คำขอ จากกว่า 400 คำขอ เป็นการจัดกิจกรรมในพื้นที่เขตเลือกตั้งที่ 7 จ.เชียงราย ซึ่งเป็นเขตเลือกตั้งของผู้ถูกร้อง ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนพบ ผู้ถูกร้อง มี 2 สถานะ คือรองประธานสภาผู้แทนฯ และส.ส.การสนับสนุนให้ใช้งบประมาณในโครงการทั้ง 3 เป็นการใช้อำนาจของรองประธานสภา จึงเชื่อว่าผู้ถูกร้องใช้อำนาจอนุมัติโครงการ มีเจตนาใช้งบประมาณแผ่นดินไปหาเสียง สร้างคะแนนนิยมให้กับผู้ถูกร้อง เป็นการใช้อำนาจรองประธานสภาเพื่อตนเอง เป็นการกระทำให้ผู้ถูกร้อง และพรรคการเมืองที่สังกัดได้ประโยชน์ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ไม่ใช่กิจการประจำของสภา

ผู้ถูกร้องจึงฝ่าฝืน รธน.144 วรรค2 ให้สิ้นสุดสมาชิกสภาพ ส.ส.ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้ร้อง 10 ปี ทำให้ต้องเลือกตั้งแบบแบ่งเขตใน 45 วันนับแต่วันที่ว่างลง

เจรจาหยุดยิงไทยถูกรุมกินโต๊ะ ‘จตุพร’ฉะ‘อ้วน’ เสียค่าโง่-เสียเปรียบ

เจรจาหยุดยิงไทยถูกรุมกินโต๊ะ ‘จตุพร’ฉะ‘อ้วน’ เสียค่าโง่-เสียเปรียบ

เจรจาหยุดยิงไทยถูกรุมกินโต๊ะ ‘จตุพร’ฉะ‘อ้วน’ เสียค่าโง่-เสียเปรียบ

วันเสาร์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เจรจาหยุดยิงไทยถูกรุมกินโต๊ะ ‘จตุพร’ฉะ‘อ้วน’ เสียค่าโง่-เสียเปรียบ เชื่อการสู้รบยังไม่ยุติ เทพไทหนุนรพ.อุบลฯ ไม่รับรักษาคนเขมร

จตุพร” ฟาด “ภูมิธรรม” เจรจาหยุดยิง ถูกรุมกินโต๊ะ เสียค่าโง่ ทำไทยเสียเปรียบ เชื่อสงครามยังไม่ยุติ ยิ่งน่ากังวลห่วงใยคนชายแดน ลั่นปชช.รักษาชาติบ้านเมือง ต้องออกมาสำแดง พลังหนุนช่วยกองทัพ-คนอพยพอยู่ศูนย์พักพิง อย่าลืมนัด 2 สิงหาคมอนุสาวรีย์ชัยฯ ด้าน “พิชิต” ซัดไทยกำลังจะเสีย ‘ปราสาทตาควาย’หลัง สส.พรรคประชาชนโวย ให้รักษาทหารเขมรบาดเจ็บ

เมื่อวันที่ 1สิงหาคม 2568 นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน เฟซบุ๊กไลฟ์รายการประเทศไทยต้องมาก่อนว่า การสู้รบตามชายแดนไทย-กัมพูชา ยังน่ากังวล เพราะนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกฯ และ รมว.มหาดไทย ไปเจรจาหยุดยิงเสียเปรียบและตกเป็นเครื่องมือของอันวาร์อิบราฮิม นายกฯ มาเลเซีย ดังนั้น คนไทยต้องสำแดงพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตยในวันที่ 2 ส.ค.นี้ ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ตั้งแต่เวลา 12.00 น.-21.00น.ขอให้คนที่ไม่เป็นภาระและสามารถเดินทางมาได้ ไม่ว่าจะอยู่ภูมิภาคใด ภาคเหนือที่น้ำไม่ท่วม ภาคอีสานที่ไม่อยู่แนวชายแดน ภาคกลาง กทม.ปริมณฑล ท่านมาร่วมสำแดงพลังกัน เพราะการร่วมพลังแผ่นดินมีความจำเป็นภายใต้สถานการณ์นี้ที่วันข้างหน้าเอาแน่นอนอะไรไม่ได้เลย

นายจตุพร เชื่อว่า แม้รัฐบาลพยายามสกัดกั้นปิดหูปิดตาการรับรู้ข่าวสารการสำแดงพลังแผ่นดินทุกรูปแบบ แต่เมื่อสงครามไทย-กัมพูชาไม่มีอะไรดีขึ้นและการปะทะกันยังไม่ยุติ ดังนั้น การชุมนุมแสดงพลังแผ่นดิน 2ส.ค.นี้ จึงคาดจะมีผู้รักชาติบ้านเมืองมาร่วมจำนวนมากไม่แตกต่างจากการสำแดงพลังเมื่อเมื่อ 28 มิ.ย.ที่ผ่านมา สิ่งสำคัญประชาชนไม่พอใจนายภูมิธรรม รักษาการนายกฯ ไปเสียรู้กับการเจรจาหยุดยิงโดยไม่มีเงื่อนไขเท่ากับถูก 3 ประเทศ คือ กัมพูชา มาเลเซีย และสหรัฐอเมริกา สมคบคิดกันรุมบีบให้ไทยทำข้อตกลงหยุดยิง แสดงว่าไทยตกเป็นเครื่องมือของอันวาร์อิบราฮิม การเจรจาหยุดยิงเหมือนเล่นไพ่ดัมมี่ อันวาร์อิบราฮิมกับสหรัฐและนายฮุนมาเนต นายกฯ กัมพูชา รู้เห็นเป็นพวกเดียวกันหมดเท่ากับ 3 รุมหนึ่งจึงถูกกดดันให้ตีโง่และที่เจ็บใจตอนเดินออกจากการแถลงการเจรจายังให้นายภูมิธรรมไปก่อน แล้วนายกฯ มาเลเซียเดินกอดคอฮุนมาเนตออกไป ซึ่งภาษากายอธิบายถึงการรู้เห็นเป็นใจกัน พร้อมทั้งกล่าวว่า นายภูมิธรรม ไปเจรจาไม่ตรวจสภาพทั้ง11สมรภูมิชายแดนหรือไม่ว่า ไทยได้เปรียบเสียเปรียบจุดไหนและยังไปเกรงใจอันวาร์อิบบราฮิม ที่ถูกคนในประเทศขับไล่ออกจากตำแหน่ง ดังนั้น การเดินเกมการเมืองครั้งนี้จึงโง่บัดซบที่สุด

นายจตุพร กล่าวว่า นายภูมิธรรมบอกได้คุยและนำข้อเสนอของกองทัพบก 6 ข้อไปเจรจา แต่ได้คุยถึงยุทธภูมิ 11 จุดหรือไม่ว่า ยังมีปัญหา และถ้ายังไม่พร้อมก็ไม่ควรไปเจรจา อีกอย่างเมื่อกัมพูชาผิดเงื่อนไขการหยุดยิงถึง 2วัน แล้วทำไมไม่ให้กองทัพเข้าไปจัดการในพื้นที่ปราสาทตาควาย เมื่อเจรจาผิดพลาดแล้วเขาไม่ทำตาม พอไปทำตามเราก็เสียเปรียบ แม้เราได้มาหลายที่ ซึ่งเป็นที่ของเรา แต่กรณีปราสาทตาควายสะท้อนให้เห็นว่า การไปเจรจาของ นายภูมิธรรม นั้น มันสร้างความเสียหายจริงๆ แล้วการจะไปเจรจาระดับ จีบีซี วันที่ 4 ส.ค.นี้ เราทักท้วงตั้งแต่แรกแล้วว่า โง่หรือไงที่ไปเจรจาที่พนมเปญ

นอกจากนี้ ทักษิณ ชินวัตร เสมียนประเทศเคยการันตีว่า ไทย-กัมพูชา แข่งกันดำน้ำอึด ไม่มีการรบทำสงครามกันเด็ดขาด แล้วสุดท้ายรบกัน ซึ่งจะว่าอย่างไง การพูดเช่นนี้ยิ่งทำให้คนตามชายแดนตายใจ หลงเชื่อกันไปมาก ส่วนด้านมนุยธรรม โดยถกเถียงกรณี รพ.สรรพสิทธิประสงค์ อุบลราชธานี ไม่รับรักษาคนกัมพูชานั้น นายจตุพร กล่าวว่า กลายเป็นเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องเลย เพราะในสถานการณ์สงครามและไทยปิดด่านทุกด่าน แล้วคนกัมพูชาจะเข้ามารักษาตัวในไทยได้อย่างไร ยกเว้นคนกัมพูชาที่อยู่ในไทยแล้วต้องรับรักษาเพื่อมนุษยธรรม ดังนั้น เรากำลังมาเถียงในเรื่องปัญญาอ่อน ไม่สมเหตุสมผลกันเลย

“ย่างไรก็ตาม เมื่อการสู้รบยังไม่ยุติ จึงขอให้พี่น้องมาร่วมสำแดงพลังปกป้องแผ่นดินไทยกัน เพราะเราทนเห็นนักการเมืองอ่อนแอ โหลยโท่ยไปเจรจาหยุดยิงไม่มีเงื่อนไขกันไม่ไหว ทั้งๆ ที่รู้ว่า ไทยถูกรุกราน แล้วยังไปเจรจาเสียเปรียบอีก ดังนั้นสถานการณ์เช่นนี้จึงน่ากังวลที่สุด”นายจตุพร กล่าว

ด้าน นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊กPichitChaimongkolระบุว่า “เห้ย อยู่ใกล้ๆ ผมอาจจะพูดจาภาษาฝ่ามือที่บ้องหูกันซักหน่อย ไปกอดหลักมนุษยธรรม ที่ดาวอังคารค่อยกลับมานะการสงครามคือการกดดัน ทุกรูปแบบ การกดดันจะลดการใช้อาวุธ คือลดการสังหารคน กัมพูชายิงประชาชนไทย โรงพยาบาลไทย วางทุนระเบิด อันนี้คือ ขัดหลัก มนุษยธรรม ชัดเจนพวกมึง ได้แค่ถาม “มีทหารไว้ทำไม”แล้วตอนนี้สงครามยังไม่จบถาวร กัมพูชาควรรักษาคนของตัวเอง ในสมรภูมิที่กัมพูชาเลือกรบเอง และคนเหล่านั้น อยู่ในพื้นที่การรบของกัมพูชา ไม่ใช่ไทยจับตัวมาได้แล้วบาดเจ็บที่ไทย ถ้ารับมารักษาโดยอ้างมนุษยธรรม เท่ากับการยอมรับว่า สงครามจบถาวร จบถาวร เราเสีย ปราสาทตาควาย เสียปราสาทตาควายเท่ากับเสียดินแดน เอาตาพวกมึง2คน มาชดใช้ตาควายไม่ได้หรอก มีสมาชิกรัฐสภาไทยแบบนี้ ถึงบ้าได้ขนาดนี้ ข้อเรียกร้องนี้ เปิดช่องให้ต่างชาติเข้ามาแทรกแซงชัดเจน ไอ้พวก”ไส้ศึก”

นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์คลิปพร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า”2 อารมณ์ ต่อผู้ป่วยกัมพูชา”ว่า หลังจากโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ ได้ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับการรักษาพยาบาลคลินิกพิเศษนอกเวลา 4ข้อ ได้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงเนื้อหาของแถลงการณ์ฉบับดังกล่าวว่า อาจขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนหรือไม่ เนื่องจากการที่โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ ได้ปฏิเสธผู้ป่วยที่เป็นชาวกัมพูชา จนพรรคประชาชน ออกแถลงการณ์ ยกอนุสัญญาเจนีวา 4 ฉบับ ลงวันที่ 12 สิงหาคม 2492 ที่ประเทศไทยได้ลงนามเมื่อปี 2497 ว่า ด้วยกฎการทำสงครามและหลักสิทธิมนุษยชนในยามสงคราม ภาค 2 ข้อ 12 ขึ้นมา หลังจากนั้นมีกระแสดรามาออกมาวิพากษ์วิจารณ์กันทั้ง 2 ฝ่าย มีทั้งฝ่ายเห็นด้วยกับแถลงการณ์ของโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ ก็สนับสนุนและเห็นว่าทำถูกต้อง เพราะประเทศกัมพูชา ทหารของกองทัพกัมพูชาได้โจมตีโรงพยาบาลของประเทศไทย ยิงต่อสู้กับทหารกองทัพไทยจนได้รับความบาดเจ็บ ล้มตาย มีประชาชนบาดเจ็บ เสียชีวิต จึงเกิดกระแสอารมณ์ความไม่พอใจ

ในขณะเดียวกันพรรคประชาชน ก็ยึดเอาหลักการของอนุสัญญาเจนีวาขึ้นมากล่าวอ้าง เกรงว่าประเทศไทยตกเป็นเหยื่อ ถูกกล่าวหาว่าละเมิดหลักสิทธิมนุษยชนได้ นอกจากนี้มีบุคคลสำคัญในวงการทางการแพทย์และสาธารณสุข เช่น นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ออกมาปฏิเสธว่า ไม่มีนโยบายที่จะปฏิเสธรับผู้ป่วยไม่ว่าชาติใด รวมไปถึงบุคลากรทางการแพทย์หลายคน ก็ออกมาเรียกร้องให้โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ ประกาศยกเลิกแถลงการณ์ที่ได้ประกาศมาก่อนหน้านี้

ในที่สุดนายแพทย์มนต์ชัย วิวัฒนาสิทธิผล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ ได้ออกแถลงการณ์อีกฉบับหนึ่ง เพื่ออธิบายเหตุผล ซึ่งแถลงการณ์ฉบับแรกมีเนื้อหา 4 ข้อ แต่ไม่มีเหตุผลอธิบายในรายละเอียด ส่วนแถลงการณ์ฉบับใหม่ มีเนื้อหา5ข้อและได้มีเนื้อหาเหตุผลรองรับทุกข้อ จึงทำให้เห็นว่าการปฎิบัติของโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ ตามแถลงการณ์ฉบับใหม่ ไม่ขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน และไม่ขัดต่ออนุสัญญาเจนีวา จากปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น สามารถเข้าใจได้ว่า เป็นความเห็นของคน 2 กลุ่ม คือกลุ่มแรกต้องการความถูกต้อง ยึดหลักการเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติระยะยาว ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งเกิดขึ้นจากความรู้สึกที่ไม่พอใจ ต่อพฤติกรรมของกองทัพกัมพูชา ที่กระหน่ำโจมตีฝ่ายพลเรือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงพยาบาล เมื่อทำลายโรงพยาบาลแล้วก็ไม่ควรที่จะมาใช้บริการโรงพยาบาลอีก

ทั้งหมดนี้เป็นความรู้สึกของประชาชนคนไทย ที่มีต่อคนกัมพูชา และขอให้เข้าใจว่า ประเทศไทยยังยึดอยู่ในหลักอนุสัญญาเจนีวา และสามารถอธิบายเหตุผลความจำเป็นให้สังคมเข้าใจแล้ว

ปิดดีลสำเร็จ!‘ทรัมป์’เคาะภาษีนำเข้า ไทยถูกเรียกเก็บ19% รัฐบาลโวประสบความสำเร็จ

ปิดดีลสำเร็จ!‘ทรัมป์’เคาะภาษีนำเข้า ไทยถูกเรียกเก็บ19% รัฐบาลโวประสบความสำเร็จ

ปิดดีลสำเร็จ!‘ทรัมป์’เคาะภาษีนำเข้า ไทยถูกเรียกเก็บ19% รัฐบาลโวประสบความสำเร็จ

วันเสาร์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ปิดดีลสำเร็จ!‘ทรัมป์’เคาะภาษีนำเข้า ไทยถูกเรียกเก็บ19% รัฐบาลโวประสบความสำเร็จ ประชุมครม.นัดพิเศษทันที รับทราบผลเก็บอัตราภาษี เตรียมส่งให้สภาฯเห็นชอบ

ทรัมป์” ตั้งกำแพงภาษีต่างตอบแทนอัตราใหม่ไทย 19% เท่า กัมพูชา-มาเลเซีย มีผลบังคับใช้ใน 7 วันข้างหน้า รัฐบาลโวประสบความสำเร็จ “ขุนคลัง” ปลื้มบอกสัมพันธ์แน่นแฟ้น หลัง “ทีมไทยแลนด์” ยอมแลกหลายมิติ ทั้งเปิดตลาดให้ลุงแซม ขายสินค้าด้านการเกษตรมากขึ้นและยกเว้นภาษีเกือบทั้งหมด เปิดทางให้มาลงทุนในEECโดยไม่มีเงื่อนไขให้มาตั้งฐานทัพในไทย ด้านขุนคลังประกาศความสำเร็จ เตรียมจัดมาตรการแก้ไขระเบียบอุ้มภาคส่งออกเอกชน ภาคการเกษตร และเยียวยาSMEที่ไม่ได้ไปต่อ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารเรียกเก็บภาษีแบบต่างตอบโต้ (Reciprocal Tariff) กับไทยอัตรา 19% จากเดิม 36% ซึ่งมีผลภายใน 7 วันหลังประกาศล่าสุด เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2568

สำหรับ 10 ชาติอาเซียน หลังเจรจาภาษีกับทรัมป์ พบว่า เวียดนาม ถูกเรียกเก็บ 20% จากเดิม 46% อินโดนีเซีย ถูกเรียกเก็บ 19% จากเดิม 32% ลาว ถูกเรียกเก็บ 40% จากเดิม 48% ไทย ถูกเรียกเก็บ 19% จากเดิม 36% กัมพูชา ถูกเรียกเก็บ 19% จากเดิม 49% มาเลเซีย ถูกเรียกเก็บ 19% จากเดิม 24% สิงคโปร์ ถูกเรียกเก็บ 10% จากเดิม 10% เมียนมา ถูกเรียกเก็บ 40% จากเดิม 44% ฟิลิปปินส์ ถูกเรียกเก็บ 19% จากเดิม 18% บรูไน ถูกเรียกเก็บ 25% จากเดิม 24%

รัฐบาลโวประสพความสำเร็จ

ด้านนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลไทยสามารถเจรจาและบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับอัตราภาษีนำเข้าต่างตอบแทน (Reciprocal Tariffs) กับสหรัฐอเมริกาได้สำเร็จ โดยขณะนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ประกาศแล้วว่าจะเรียกเก็บอัตราภาษีนำเข้าฯ จากสินค้าของไทยในอัตรา 19 % ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันนี้วันที่ 1 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป

นายจิรายุ กล่าวว่า อัตราภาษีดังกล่าวที่ ต่ำกว่า อัตราเดิม 36 % และเกาะอยู่อยู่ในระดับใกล้เคียงกับประเทศในภูมิภาค อาทิ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และญี่ปุ่น สามารถรักษาการแข่งขันได้ เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งได้เจรจากับสหรัฐฯ สำเร็จแล้วก่อนหน้านี้

“การปิดดีลครั้งนี้ของรัฐบาลไทย ในระดับภาษีนำเข้าฯ ไว้ที่ 19% ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จสำคัญของทีมไทยแลนด์ ในแนวทาง win-win เพื่อรักษาฐานการส่งออกและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวความ ย้ำถึงศักยภาพของประเทศไทยในเวทีการค้าโลก ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงในนโยบายการค้าระหว่างประเทศ ” นายจิรายุกล่าว

ขุนคลังบอกสัมพันธ์แน่นแฟ้น

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ได้โพสต์โซเชียลมีเดียว่าการประกาศ Tariff rate ที่ 19% สะท้อนถึงมิตรภาพและความเป็นพันธมิตรที่แน่นแฟ้นระหว่างไทย-สหรัฐฯ ช่วยให้ไทยยังคงแข่งขันได้ในเวทีโลก สร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน และเปิดประตูสู่การขยายตัวทางเศรษฐกิจ รายได้ และโอกาสใหม่ ๆ ให้กับประเทศไทย

การทำงานยังไม่สิ้นสุด รัฐบาลตระหนักถึงผลกระทบต่อผู้ประกอบการและพี่น้องเกษตรกร จึงได้จัดเตรียมมาตรการรองรับอย่างรอบด้าน ทั้งงบประมาณ Soft Loan เงินอุดหนุน มาตรการภาษี และการปฏิรูปกฎระเบียบที่จำเป็น เพื่อยกระดับให้ไทยสามารถปรับตัวและก้าวสู่โลกเศรษฐกิจในอนาคตได้อย่างมั่นใจ

ผลการเจรจาครั้งนี้เป็นสัญญาณให้ประเทศไทยต้องเร่งปรับตัว เดินหน้าสร้างเศรษฐกิจที่มั่นคง แข็งแกร่ง และพร้อมรับมือกับความท้าทายของโลกในอนาคต

“ขอบคุณทีมไทยแลนด์สำหรับความทุ่มเทและความพยายามอย่างเต็มที่ในสถานการณ์ที่ยากจะควบคุม แต่เรายังมีภารกิจอีกมากที่ต้องสู้ต่อไป เพื่อประเทศไทยของพวกเราทุกคน”นายพิชัย กล่าว

เผยไทยยังค้าขายได้

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.การคลัง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊ก ‘จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์’ เกี่ยวกับความคืบหน้าในการเจรจาภาษีนำเข้ากับสหรัฐฯ โดยระบุว่า ผมมีข่าวดีมาแจ้งครับ #ทีมไทยแลนด์ ปิดดีลภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่ 19% ซึ่งถือเป็นระดับที่ “แข่งขันได้” เทียบเท่ากับประเทศหลักๆ ในอาเซียน เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์

ความสำเร็จครั้งนี้เป็นผลจากการเจรจาอย่างแข็งขันของ #ทีมไทยแลนด์ ที่นำโดยท่านพิชัย ชุณหวิชร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กระทรวงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และความร่วมมือจากภาคเอกชน ที่ได้เจรจาอย่างมีชั้นเชิงเพื่อผลักดันผลประโยชน์ของไทยในเวทีการค้าระดับโลก โดยเสนอแผนการที่สมดุลทั้งด้านการเปิดตลาด การลงทุน และการรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของชาติ

สำหรับผลลัพธ์ที่ได้ไม่ใช่แค่ตัวเลขอัตราภาษีที่ต่ำลงจากเดิม 36% แต่ผมเชื่อว่ามันคือประตูสู่โอกาสใหม่ ๆ สำหรับผู้ประกอบการไทย ให้ส่งออกได้คล่องขึ้น สินค้าไทยแข่งขันได้ดีขึ้น และต่างชาติสนใจลงทุนมากขึ้น เพราะเชื่อมั่นในเสถียรภาพและทิศทางเศรษฐกิจของไทย พร้อมสร้างโอกาสให้กับไทยบนเวทีโลกอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ ก้าวต่อไปของรัฐบาลคือการเดินหน้ามาตรการที่เตรียมไว้ให้กับภาคเอกชนและภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบจากกติกาการค้าครั้งใหม่นี้ ไม่ว่าจะเป็นการจัดหา soft loan การส่งเสริมด้านการลงทุน การ upskill และ reskill ลดต้นทุนการผลิตให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันได้ รวมทั้งเสริมสร้างขีดความสามารถของ SMEs อีกทั้งจะมีการพิจารณามาตรการเยียวยาเป็นรายภาคส่วน ต่อไป

หอการค้าชื่นชมทีมไทยแลนด์

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยหอการค้าไทย กล่าวว่า ขอแสดงความชื่นชมอย่างยิ่งต่อทีมเจรจาประเทศไทย (“ทีมไทยแลนด์”) ที่สามารถบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ ให้กำหนดอัตราภาษี “reciprocal tariff” สำหรับประเทศไทยอยู่ที่ 19% ซึ่งแทบไม่ต่างกับอัตราภาษีที่สหรัฐฯ ใช้กับประเทศในภูมิภาคอาเซียน เช่น อินโดนีเซีย (19%) และเวียดนาม (20%)

แม้ว่าอัตรานี้จะสูงกว่าพื้นฐาน 10% แต่ถือว่าเป็นผลงานที่ดีเยี่ยมในภาวะที่ประเทศไทยเคยเผชิญกับข่าวว่าจะถูกกำหนดอัตราภาษีสูงถึง 36% การที่ทีมเจรจาไทยสามารถเจรจาลดตัวเลขนั้นลงเหลือ 19% ได้ภายในเวลาที่จำกัด แสดงถึงความมุ่งมั่น ความเข้าใจในเชิงยุทธศาสตร์ และความสามารถในการดำเนินงานเชิงรุกของทีมเจรจาอย่างแท้จริง

“หอการค้าไทยเชื่อว่า แม้ระดับภาษีจะสูงขึ้นจากเดิม แต่ประเทศไทยยังมีความสามารถในการแข่งขันในภูมิภาค เมื่ออัตราภาษีใกล้เคียงกับประเทศอื่นในอาเซียน “นายพจน์ กล่าว

นายพจน์ กล่าวว่า อย่างไรก็ดีหอการค้าไทยยังสนับสนุนให้รัฐบาลพิจารณามาตรการรองรับ โดยเฉพาะการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยขยายตลาดใหม่ และเตรียมรับมือกับอัตราภาษีสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้น ผ่านมาตรการสนับสนุนด้านเทคโนโลยี การเงิน การตลาดและนวัตกรรมทางการค้า นอกจากนี้ยังต้องจับตาอย่างใกล้ชิดต่อ มาตรการ “transshipment rate” ที่สหรัฐฯ กำหนดไว้ที่ 40% สำหรับทุกประเทศ รวมถึง การเตรียมแผนรับมือด้านการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ด้วย

เรายังมั่นใจว่าการเจรจาต่อในด้านรายละเอียด จะช่วยให้สามารถปรับปรุงเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ในอนาคต และหวังว่าทีมไทยแลนด์จะเดินหน้าดำเนินหน้าที่ในบทบาทนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อประโยชน์สูงสุดของภาคธุรกิจของไทย

ทั้งนี้ หอการค้าไทยขอขอบคุณทีมเจรจาประเทศไทยทุกท่าน ที่ได้ทำงานอย่างหนักด้วยความเป็นมืออาชีพ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศไทย ขอให้ภาคเอกชนร่วมมือสนับสนุนรัฐบาลในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ เพื่อก้าวไปสู่ศักยภาพทางการค้าในระดับสากลต่อไป

เปิดทางสหรัฐลงทุนในEEC

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สิ่งที่ไทยยอมแลก 10 ข้อหลัก เพื่อภาษี 19% จากสหรัฐฯ 1. ยกเว้นภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ 90% ของรายการ ไทยเสนอเปิดภาษีเป็น 0% สำหรับสินค้านำเข้าจากสหรัฐกว่า 10,000 รายการ (จากทั้งหมดประมาณ 11,000 รายการ) โดยส่วนใหญ่เป็นของที่ไทยไม่ได้ผลิตเอง หรือผลิตไม่พอ เช่น เครื่องมือแพทย์ ชิ้นส่วนยานยนต์ขั้นสูง และอาหารเฉพาะทาง

2. ลดมาตรการกีดกันทางเทคนิค (NTBs)ไทยยอมลดอุปสรรคด้านสุขอนามัย ศุลกากร และขั้นตอนการรับรองสินค้าสหรัฐ เช่น การใช้ระบบ “post-clearance audit” (อนุญาตให้สินค้าผ่านด่านก่อนแล้วตรวจย้อนหลัง) เพื่อเร่งกระบวนการและลดภาระต้นทุนให้ผู้ส่งออกสหรัฐ

3. เปิดทางให้สหรัฐเข้าลงทุนในอีอีซีและโครงสร้างพื้นฐานไทยเสนอบริการ fast-track พร้อมสิทธิประโยชน์ BOI (Board of Investment) แก่บริษัทอเมริกันใน 3 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่: พลังงานสะอาด, Semiconductor/ICT, และโลจิสติกส์ เพื่อให้สหรัฐเห็นไทยเป็นศูนย์กลางการลงทุนในอาเซียน

ต้องซื้อเครื่องบินสหรัฐ

4. สั่งซื้อพลังงาน และอากาศยานจากบริษัทสหรัฐ ภาครัฐและเอกชนไทยรวมกันเตรียมสั่งซื้อ LNG (ก๊าซธรรมชาติ) จากบริษัทสหรัฐ และ เครื่องบิน Boeing รุ่นใหม่ ซึ่งช่วยลดดุลการค้าของไทยที่เกินดุลสหรัฐต่อเนื่องมาหลายปี

5. ให้คำมั่นลด “เกินดุลการค้า” กับสหรัฐ 70% ภายใน 5 ปี ไทยเสนอ roadmap เพื่อลดดุลการค้ากับสหรัฐ (ที่ปัจจุบันเกินดุลกว่า 1.2 แสนล้านบาทต่อปี) ให้เหลือเพียง 30% ภายในปี 2573 โดยเพิ่มการนำเข้าและดึงการลงทุนกลับเข้าสู่สมดุล

6. รับกติกา RVC ใหม่ (Rules of Origin)ไทยยินยอมใช้ระบบตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้าที่ยืดหยุ่นน้อยลง เพื่อป้องกันกรณี “สินค้าจีนอ้อมทางไทย” และสร้างความเชื่อมั่นว่าสินค้าไทยไม่ถูกใช้เป็นทางผ่านเพื่อหลบภาษี

7. ลดภาษีบริการดิจิทัล/คลาวด์จากสหรัฐไทยเสนอเว้นภาษี 5% ชั่วคราวสำหรับบริการดิจิทัลของบริษัทสหรัฐ (เช่น AWS, Google Cloud) เป็นเวลา 2 ปี เพื่อเปิดประตูให้บริษัทเทคโนโลยีอเมริกันเข้ามาลงทุนและให้บริการในไทยมากขึ้น

ขยายโควต้านำเข้าสินค้าเกษตร

8. ขยายโควตานำเข้าพืชเกษตรจากสหรัฐฯไทยยอมเพิ่มโควตานำเข้า ข้าวโพด, ข้าวบาร์เลย์ และถั่วเหลือง จากสหรัฐ เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ในไทย และตอบแทนข้อเรียกร้องจากภาคเกษตรอเมริกัน

9. กันสินค้ายุทธศาสตร์บางรายการไม่ให้ถูกบีบเปิดภาษี 0%แม้ไทยจะเปิดภาษี 0% ส่วนใหญ่ แต่ยังคงภาษีเดิมไว้กับสินค้าสำคัญ เช่น ข้าว น้ำตาล ผลไม้แปรรูป และอุตสาหกรรมอาหารที่ไทยมีความสามารถในการแข่งขันสูง เพื่อปกป้องเกษตรกรและผู้ผลิตในประเทศ

ไม่มีเงื่อนไขให้สหรัฐตั้งฐานทัพ

10. ปฏิบัติตามเงื่อนไขสงบศึกไทย–กัมพูชาแม้จะไม่ได้ระบุอย่างเป็นทางการในข้อตกลง แต่การที่ไทยยอม “ลดความตึงเครียดชายแดน” ถูกมองว่าเป็นปัจจัยแฝงที่สหรัฐใช้ประกอบการตัดสินใจให้ลดภาษีตอบแทน

สรุป ไทยยอมแลกหลายมิติ ทั้งเปิดตลาดให้สหรัฐฯ มากขึ้น ยกเว้นภาษีเกือบหมด, เชิญลงทุน, เพิ่มนำเข้า, และร่วมมือด้านความมั่นคง แลกกับการที่ “ภาษีตอบแทน” ที่สหรัฐจะเก็บจากไทย ลดลงจาก 36% เหลือ 19% และเริ่มบังคับใช้วันที่ 1 ส.ค. 68 และเกี่ยวข้องเฉพาะการค้าและการลงทุน ไม่มีเงื่อนไขตั้งฐานทัพสหรัฐฯ ในไทยตามที่เป็นข่าว

แวดวงนักปกครอง : 2 สิงหาคม 2568

แวดวงนักปกครอง : 2 สิงหาคม 2568

แวดวงนักปกครอง : 2 สิงหาคม 2568

วันเสาร์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย-กัมพูชา กรมการปกครอง โดย ศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.ปค.) รับลงทะเบียน เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนในการลงทะเบียนข้อมูลบุคคลเข้า-ออก ศูนย์อพยพ/ศูนย์พักพิง ในพื้นที่ 7 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดตราด/จันทบุรี/สระแก้ว/บุรีรัมย์/สุรินทร์/ศรีสะเกษ/อุบลราชธานี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการบริหารจัดการศูนย์อพยพ/ศูนย์พักพิง ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ในการดูแลประชาชนตามแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง

นอกจากนี้ นายอำเภอในฐานะผู้บังคับกองพันหน่วยรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน จัดทำแผนและมอบหมายชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) เพื่อปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือพนักงานฝ่ายปกครองในการอยู่เวรยาม ลาดตระเวนรักษาความสงบเรียบร้อย และรักษาความปลอดภัย และดูแลทรัพย์สินของประชาชนที่อพยพไปที่พักพิง รวมทั้งหาข่าวพฤติการณ์ของบุคคลไม่พึงประสงค์ ที่อาจก่อความไม่สงบ และไม่หวังดีต่อประเทศที่แฝงตัวเข้ามาในหมู่บ้าน โดยให้คำนึงถึงความพร้อมของกำลังพล การหมุนเวียนกำลัง และครอบคลุมพื้นที่

นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ พร้อมด้วย นางกัญญา จุนถิระพงศ์ และผู้บริหาร ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง สมาชิก อส. ร่วมพิธีถวายสักการะเนื่องในวันคล้ายวันประสูติ กรมหมื่นไชยาศรีสุริโยภาส ฯ โดยมีพิธีพราหมณ์ พิธีถวายสักการะ พิธีสงฆ์ หลังจากนั้น ได้มอบถุงยังชีพ และทุนการศึกษา แก่บุคลากรและบุตร ทั้งนี้ กรมการปกครอง วังไชยา นางเลิ้ง เดิมเป็นที่ประทับของพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าสุริยงประยุรพันธุ์ กรมหมื่นไชยาศรีสุริโยภาส พระราชโอรสในรัชกาลที่ 5 ในเจ้าจอมมารดาโหมด บุนนาค ตั้งแต่ พ.ศ.2463 อันที่เป็นเคารพสักการะของผู้ปฏิบัติงานภายในบริเวณวังไชยาตลอดมา และถือเป็นประเพณีที่จัดให้มีการถวายสักการะแก่ดวงวิญญาณของพระองค์ท่านในทุกปี เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ผู้ร่วมพิธีและผู้ปฏิบัติงานในวังไชยา

ทั้ง 878 อำเภอ ยังคงเร่งปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด“No Drugs No Dealers” ผนึกกำลังสร้างหมู่บ้านชุมชนปลอดยาเสพติดกันอย่างเข้มข้น…นายคเณศวร เกษอินทร์ นายอำเภอวังจันทร์ จ.ระยอง พร้อมด้วย นายธนพล สวัสดิ์วงษ์ นายวัชรพงษ์ วิเชียรล้ำ และ นางสาวนันทิชา ม่วงแก้ว ปลัดอำเภอ พร้อมด้วยสมาชิก อส.วังจันทร์ที่ 6 ปฏิบัติการตรวจสอบเครือข่าย
ยาเสพติดพบความเชื่อมโยงแชตสนทนาทางเฟซบุ๊ก จึงได้ปฏิบัติการล่อซื้อ ตรวจค้น พบยาบ้าและเครือข่ายนักค้ายา ได้นำมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป… นายโชคชัย นันตลาด นายอำเภอวาปีปทุม จ.มหาสารคาม ร่วมตรวจประเมินโครงการดำเนินงานชุมชนยั่งยืนเพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบครบวงจรตามยุทธศาสตร์ชาติ และหมู่บ้านที่ผ่านการประเมินหมู่บ้านสีขาวปลอดยาเสพติด…นายกฤตพล รชตเมธานนท์ นายอำเภอเชียงดาว จ.เชียงใหม่ มอบหมาย นายพัฒนา ก๋ามะโน ปลัดอำเภอพร้อมด้วยสมาชิก อส.เชียงดาว 6 ผู้ใหญ่บ้าน เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เชียงดาว และฉก.ไชยานุภาพ ลงตรวจสอบพื้นที่บริเวณห้างไร่ พบผู้กระทำผิดเป็นชายพร้อมของกลางยาบ้า จึงได้นำส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

นาย..อำเภอน้อย

เจอหลักฐานใหม่!! ‘อ.ปริญญา’ชี้’ฮุนเซน-ฮุนมาเนต’ละเมิดรัฐธรรมนูญตัวเอง

เจอหลักฐานใหม่!! 'อ.ปริญญา'ชี้'ฮุนเซน-ฮุนมาเนต'ละเมิดรัฐธรรมนูญตัวเอง

เจอหลักฐานใหม่!! ‘อ.ปริญญา’ชี้’ฮุนเซน-ฮุนมาเนต’ละเมิดรัฐธรรมนูญตัวเอง

วันศุกร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 23.10 น.

เจอหลักฐานใหม่!! ‘อ.ปริญญา’ชี้’ฮุนเซน-ฮุนมาเนต’ละเมิดรัฐธรรมนูญตัวเอง

เมื่อวันที่ 1 ส.ค.2568 นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว “Prinya Thaewanarumitkul” ในหัวข้อ “ฮุนเซนและฮุนมาเนตละเมิดรัฐธรรมนูญของตนเอง” โดยระบุว่า

วันนี้ผมไปเปิดดูรัฐธรรมนูญของราชอาณาจักรกัมพูชา (The Constitution of the Kingdom of Cambodia) เพราะอยากรู้ว่าสมเด็จฮุนเซนใช้รัฐธรรมนูญในการสร้าง “ระบอบฮุนเซน” และรักษาอำนาจของตนเองอย่างไร จึงได้ไปเจอมาตราที่ฮุนเซน และฮุนมาเนต ทำผิดในเรื่องที่สร้างปัญหาให้กับประเทศไทยในขณะนี้สองมาตราคือมาตรา 53 และมาตรา 2 ซึ่งเป็นการค้นพบที่น่าสนใจมาก ผมจึงขอนำมาแปลให้อ่านกันดังนี้ครับ

Article 53
“The Kingdom of Cambodia adopts policy of permanent neutrality and non-alignment. The Kingdom of Cambodia follows a policy of peaceful co-existence with its neighbors and with all other countries throughout the world.
“ราชอาณาจักรกัมพูชายึดถือนโยบายความเป็นกลางอย่างถาวร และไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ราชอาณาจักรกัมพูชาปฏิบัติตามนโยบาย #การอยู่ร่วมกันอย่างสันติกับประเทศเพื่อนบ้าน และประเทศอื่นทั้งปวงในโลก

“The Kingdom of Cambodia shall not invade any country, nor interfere in any other country’s internal affairs, directly or indirectly, and shall solve any problems peacefully with due respect for mutual interests.
“ราชอาณาจักรกัมพูชาต้องไม่รุกรานประเทศอื่น ทั้งต้องไม่ก้าวก่ายกิจการภายในของประเทศอื่นไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม และ #ต้องแก้ปัญหาทั้งหลายอย่างสันติโดยเคารพผลประโยชน์ของกันและกัน

”The Kingdom of Cambodia shall not join in any military alliance or military pact that is incompatible with its policy of neutrality.
“ราชอาณาจักรกัมพูชาจะต้องไม่ร่วมในพันธมิตรทางทหาร หรือข้อตกลงทางทหารที่ขัดแย้งกับนโยบายความเป็นกลาง

”The Kingdom of Cambodia shall not permit any foreign military base on its territory and shall not have its own military base abroad, except within the framework of a United Nations’ request.“
“ราชอาณาจักรกัมพูชา #ต้องไม่อนุญาตให้มีฐานทหารของต่างชาติอยู่ใตอาณาเขตของประเทศ และต้องไม่มีฐานทหารของตนเองอยู่ในประเทศอื่นด้วย ยกเว้นภายในกรอบการทำงานตามการร้องขอของสหประชาชาติ”

มาตรานี้ของรัฐธรรมนูญกัมพูชาวางหลักการเรื่องการไม่รุกราน การอยู่ร่วมกับเพื่อนบ้านและประเทศอื่นอย่างสันติ และการแก้ปัญหาอย่างสันติโดยเคารพผลประโยชน์ของกันและ ซึ่งเขียนไว้ดีมากๆ แต่ฮุนเซนและฮุนมาเนตทำผิดแทบทุกข้อเลยครับ!

Article 2
“The territorial integrity of the Kingdom of Cambodia shall never be violated within its borders as defined in the 1/100,000 scale map made between the years 1933-1953, and internationally recognized between the years 1963-1969.”
“บูรณภาพแห่งอาณาเขตของราชอาณาจักรกัมพูชาต้องไม่ถูกล่วงละเมิดภายในเขตแดนที่กำหนดด้วยแผนที่อัตราส่วน 1/100,000 ที่ทำขึ้นในระหว่างปี ค.ศ. 1933-1953 และได้รับการยอมรับจากนานาชาติระหว่างปี 1963-1969”

ส่วนมาตรา 2 กำหนดให้ใช้แผนที่ 1 ต่อ 100,000 ที่ทำในปี ค.ศ. 1933-1953 ในการกำหนดเขตแดนของกัมพูชา (ปี 1953 คือปีที่กัมพูชาได้รับเอกราชจากฝรั่งเศส) ไม่ได้ให้ใช้แผนที่ 1 ต่อ 200,000 ที่ทำไว้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1904!

ว่าง่ายๆ คือการที่ฮุนเซนใช้แผนที่ 1/200,000 ที่กินอาณาเขตประเทศไทยเข้ามานั้น เป็นการทำผิดรัฐธรรมนูญกัมพูชามาตรา 2 ครับ!
แผนที่ 1/100,000 นั้นไม่ละเอียดเท่าแผนที่ 1/50,000 ที่ประเทศไทยใช้ แต่ดีกว่าและละเอียดกว่าแผนที่ 1/200,000 ที่กัมพูชาใช้และมีปัญหากับเราแน่ๆ ครับ

สรุปคือรัฐบาลกัมพูชาไม่ได้ทำผิดแต่กฎหมายระหว่างประเทศ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ยิงจรวดใส่พลเรือนกับโรงพยาบาล และการวางกับระเบิด) เท่านั้น #แต่ทำผิดรัฐธรรมนูญของตนเองด้วย! นี่จะเป็นข้อต่อสู้ใหม่ของเราในการเจรจาและในทางกฎหมายระหว่างประเทศด้วยครับ

อย่าโทษ‘ลุงตู่’ ปมปัญหา‘ไทย-กัมพูชา’โยงรัฐบาลในอดีต

อย่าโทษ‘ลุงตู่’ ปมปัญหา‘ไทย-กัมพูชา’โยงรัฐบาลในอดีต

อย่าโทษ‘ลุงตู่’ ปมปัญหา‘ไทย-กัมพูชา’โยงรัฐบาลในอดีต

วันศุกร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 22.08 น.

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2568 นายสุทิน วรรณบวร อดีตผู้สื่อข่าวสำนักข่าวต่างประเทศ ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก Sutin Wannabovorn ระบุว่า อย่าโทษลุงตู่ ให้ย้อนกลับไปดู ปี 2531

ฟังคำให้สัมภาษณ์คำวิเคราะห์วิจารณ์ถึงปฏิบัติการทหารในปัจจุบัน หลายท่านเน้นไปที่รัฐบาลในอดีตละเลยปัญหาที่กัมพูชาค่อยๆ รุกล้ำอธิปไตยของไทยในช่องโอบก ช่องอานม้า และอื่นๆ รู้สึกว่าไม่ให้ความเป็นธรรมกับรัฐบาลที่ผ่านมาในห้วงเวลาสิบ-สิบห้าปีหลัง

ถ้านักข่าว อดีตนายทหาร อดีต สมช.มีใจเป็นธรรมหรือรู้ที่มาของละเลยหรืออะลุ่มอล่วยกับเขมร ทุกฝ่ายต้องย้อนกลับไปสมัยรัฐบาลชาติชาย ปี 2531 เพราะก่อนหน้าในสมัยพลเอกเปรม เป็นนายกฯ และพลอากาศเอกสิทธิ เป็น รมว.กระทรวงต่างประเทศไทย เข้มแข็งมากการต่อต้านรัฐบาล ฮุน เซน

ในเวลานั้นผู้เขียนปะทะคารมกับที่ปรึกษาบ้านพิษฯ หลายครั้งเรื่องความคิดต่อต้านกับสนับสนุนฮุน เซน ที่บ้านพิษฯ เป็นตัวการสำคัญผลักดันให้รับรองฮุน เซน เป็นทางการ และสุดท้ายก็ทำให้สนามรบเป็นตลาดการค้า #พื้นที่ช่องโอบกเป็นแห่ง แรกที่ได้มีการอะลุ่มอล่วย เพราะรัฐบาลยุคนั้นโดยการผลักดันของที่ปรึกษาบ้านพิษฯ ให้พื้นบริเวนนั้นเป็นสามเหลี่ยมมรกฎ พัฒนาเป็นเขตเศรษฐกิจร่วมสามชาติ คือ ไทย สปป.ลาว และกัมพูชา

เมื่อสามชาติตกลงพัฒนาร่วมกัน ค่อยๆ มีพ่อค้าแม่ขายชาวบ้านแลกเปลี่ยนสินค้ากันไปมา สิบห้าปีให้หลังพบว่าคนเขมรที่มาค้าขายปลูกเพิงที่อยู่อาศัยที่ละหลังสองหลัง จนมีล้ำเข้ามาในเขตประเทศไทย ทหารที่อยู่บริเวนก็แจ้งถึงส่วนกลางมีการประท้วงบ้างประปราย แต่รัฐบาลกัมพูชาไม่ได้ให้ความสน

ในสมัยรัฐบาลลุงตู่ก็ไม่ได้ขับไล่ผู้รุกล้ำอย่างจริงจัง เพราะคิดว่าชาวบ้านทั้งสองฝั่งทำมาหากิน อะลุ่มอล่วยได้ก็ปล่อยไป

จนถึงรัฐบาลเพื่อไทยที่ครอบครัวชิน กับครอบคร้วฮุน เป็นเนื้อเดียวกัน #ที่สำคัญคือที่ปรึกษาบ้านพิษฯในสมัยรัฐบาลชาติชาย ก็กลายมาเป็นที่ปรึกษาบ้านพิษฯ ให้รัฐบาลพรรคเพื่อไทย#

วิญญูชนลองพิจารณาดูว่าที่ปรึกษาผู้ผลักดันให้รัฐบาลชาติชาย โอ๋ ฮุน เซน มาเป็นที่ปรึกษาให้รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ที่ทักษิณมีอำนาจสูงสุดในรัฐบาลไทย และฮุน เซน มีอำนาจสูงสุดในกัมพูชา เป็นมิตรสหายร่วมน้ำสาบานกัน

สถานการณ์ปัจจุบันต้องยกย่องทหารที่ควบควบสถารณ์ได้ขนาดนี้ คือพูดได้ว่าประเทศไทยนอกจากทหารแล้วไม่มีรัฐบาลที่ต่อต้านกัมพูชาอย่างจริงจัง นี้ตัวอย่างเพียงจุดเดียว และไม่อยากจินตนาการว่าเบื้องหลังผู้นำสองประเทศเล่นละครอะไรกันอยู่

เพียงอยากทำความเข้าใจว่า #จะโทษรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ไม่ได้ เพราะอะลุ่มอล่วยกันมาตั้งแต่รัฐบาลชาติชาย

‘หมอวี’กาง 5 เหตุผล ทำไม‘รพ.ไทย’ไม่สามารถรับผู้ป่วยจากกัมพูชาได้?

‘หมอวี’กาง 5 เหตุผล ทำไม‘รพ.ไทย’ไม่สามารถรับผู้ป่วยจากกัมพูชาได้?

‘หมอวี’กาง 5 เหตุผล ทำไม‘รพ.ไทย’ไม่สามารถรับผู้ป่วยจากกัมพูชาได้?

วันศุกร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 21.50 น.

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2568 นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก Veerapun Suvannamai ระบุว่า ผมจะบอกให้ว่า! ทำไมโรงพยาบาลไทยไม่สามารถรับผู้ป่วยจากกัมพูชาได้? (ยกเว้นกรณีฉุกเฉินจะตายตรงหน้า)

จากสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา มีเหตุปะทะเกิดขึ้นระหว่างกองกำลังของทั้งสองประเทศ โดยประเทศไทยอยู่ในสถานะป้องกันตัว และไม่ใช่ผู้เริ่มความรุนแรง แต่เป็น ฝ่ายกัมพูชา ที่เริ่มใช้กำลังโจมตี ซึ่งรวมถึงการยิงเข้าใส่พื้นที่พลเรือนของไทย ส่งผลให้โรงพยาบาลหลายแห่งในเขตชายแดนได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง

1.โรงพยาบาลในพื้นที่ได้รับความเสียหายจากการโจมตีโดยตรงของกัมพูชา โรงพยาบาลที่ต้องปิดให้บริการทั้งหมด 11 แห่ง ได้แก่ รพ.น้ำขุ่น , รพ.น้ำยืน , รพ.นาจะหลวย , รพ.กันทรลักษ์ , รพ.ภูสิงห์ , รพ.กาบเชิง , รพ.พนมดงรัก , รพ.ปราสาท , รพ.บ้านกรวด , รพ.เฉลิมพระเกียรติ และ รพ.ละหานทราย

โรงพยาบาลที่เปิดได้เพียงบางส่วน (เฉพาะห้องฉุกเฉิน) 9 แห่ง

โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ได้รับผลกระทบ 144 แห่ง

ปิดให้บริการทั้งหมด 140 แห่ง

เปิดให้บริการบางส่วนเพียง 4 แห่ง

โรงพยาบาลบางแห่งได้รับความเสียหายจากกระสุนและแรงระเบิดโดยตรง มีบุคลากรทางการแพทย์และประชาชนในพื้นที่ต้องอพยพฉุกเฉินเพื่อความปลอดภัย

2.ขาดความพร้อมในการให้บริการทั้งด้านกำลังคนและทรัพยากร

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้บุคลากรทางการแพทย์ในพื้นที่ชายแดนจำนวนมากไม่สามารถปฏิบัติงานได้ตามปกติ

บางส่วนต้องอพยพออกนอกพื้นที่ โรงพยาบาลหลายแห่งมีจำนวนเตียงไม่เพียงพอ ระบบน้ำ ไฟฟ้า และการสื่อสารมีปัญหาอย่างต่อเนื่อง ไม่สามารถรองรับผู้ป่วยจากนอกพื้นที่ โดยเฉพาะจากประเทศที่เป็นต้นเหตุของความเสียหาย

3.ความไม่ปลอดภัยในการเคลื่อนย้ายและดูแลผู้ป่วยจากประเทศต้นเหตุของการโจมตี

ครั้งนี้กัมพูชาผู้ที่ร้องขอความช่วยเหลือ กลับเป็นฝ่ายที่ใช้กำลังทำลายโครงสร้างพื้นฐานของระบบสาธารณสุขไทย ทั้งยังสร้างความเสี่ยงต่อชีวิตของบุคลากรทางการแพทย์และประชาชนไทย การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยจากกัมพูชาในสถานการณ์เช่นนี้จึงไม่สามารถกระทำได้โดยปลอดภัยหรือเหมาะสม

สรุปว่า

ประเทศไทยไม่สามารถรับผู้ป่วยจากกัมพูชาได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน ด้วยเหตุผลที่สำคัญดังต่อไปนี้

– โรงพยาบาลไทยจำนวนมากได้รับความเสียหายโดยตรงจากการโจมตีของกัมพูชา

– ระบบสาธารณสุขในพื้นที่ชายแดนล่มเกือบทั้งหมด

– บุคลากรทางการแพทย์ไม่สามารถปฏิบัติงานได้ตามปกติ

– ความปลอดภัยของผู้ให้บริการและผู้ป่วยไม่สามารถรับประกันได้

– ประเทศไทยจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการดูแลประชาชนของตนเองก่อน จนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ประเทศไทยจะยังไม่สามารถดำเนินบทบาทด้านมนุษยธรรมกับกัมพูชาได้ตามเจตนาดีที่มีต่อกันในอดีต

นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย
สมาชิกวุฒิสภา
๑ สิงหาคม ๒๕๖๘