ปลุกพลังจัดการ’ไส้ศึก’ ‘กลุ่มรวมพลังแผ่นดินฯ’แพร่แบนเนอร์รณรงค์ ชุมนุมใหญ่ 2 ส.ค.นี้

ปลุกพลังจัดการ'ไส้ศึก' 'กลุ่มรวมพลังแผ่นดินฯ'แพร่แบนเนอร์รณรงค์ ชุมนุมใหญ่ 2 ส.ค.นี้

ปลุกพลังจัดการ’ไส้ศึก’ ‘กลุ่มรวมพลังแผ่นดินฯ’แพร่แบนเนอร์รณรงค์ ชุมนุมใหญ่ 2 ส.ค.นี้

วันศุกร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.09 น.

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2568 กลุ่ม “คณะรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย” ได้เผยแพร่แบนเนอร์รณรงค์การชุมนุมใหญ่ ในวันที่ 2 ส.ค.นี้ ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ พร้อมข้อความว่า “รวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย ต่อต้านรัฐบาลไส้ศึก พบกัน อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เสาร์ที่ 2 สิงหาคม 2568 12.00 – 21.00 น.”

ทั้งนี้ วานนี้ (31 ก.ค.) กลุ่ม “คณะรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย” ได้เคลื่อนขบวนไปยังกองบัญชาการกองทัพเรือ ถนนอรุณอมรินทร์ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ถนนพระราม 1 เพื่อให้กำลังใจทหารเรือ และตำรวจ โดยเฉพาะตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) ที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา โดยมีแกนนำคนสำคัญ อาทิ นายพิชิต ไชยมงคล , นายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายนิติธร ล้ำเหลือ พร้อมมวลชนที่นำธงชาติไทย ป้ายข้อความ และดอกกุหลาบมามอบให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ โดยมีการผลัดกันขึ้นเวทีปราศรัย สนับสนุนบทบาทของตำรวจในการรักษาความสงบเรียบร้อย และวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ชุมนุมใหญ่2ส.ค. รวมพลังส่งแรงใจทหาร จวกยับ‘รัฐบาลเฮงซวย’)

– 006

‘สุรเดช’ลั่นไม่มีพื้นที่ทับซ้อน มีแต่ผลประโยชน์ทับซ้อน ชี้รบ.อ่อนแอ ไม่ตอบโต้ ก็เท่ากับยอมรับ

'สุรเดช'ลั่นไม่มีพื้นที่ทับซ้อน มีแต่ผลประโยชน์ทับซ้อน ชี้รบ.อ่อนแอ ไม่ตอบโต้ ก็เท่ากับยอมรับ

‘สุรเดช’ลั่นไม่มีพื้นที่ทับซ้อน มีแต่ผลประโยชน์ทับซ้อน ชี้รบ.อ่อนแอ ไม่ตอบโต้ ก็เท่ากับยอมรับ

วันศุกร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.02 น.

‘สุรเดช’ลั่นไม่มีพื้นที่ทับซ้อน มีแต่ผลประโยชน์ทับซ้อน จี้ก.ต่างประเทศต้องแข็ง ยื่นหลักฐานใหม่ยืนยันต่อองค์การสหประชาชาติ กันเขมรเครม ชี้รัฐบาลอ่อนแอ ไม่ตอบโต้ ก็เท่ากับยอมรับ

เมื่อวันที่ 1 ส.ค.2568 นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ชายแดนโดยเฉพาะพื้นที่ทับซ้อนที่จะเป็นชนวนให้เกิดปัญหาได้ว่า จากกรณีที่พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐได้ตั้งข้อสังเกตถึงปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชามีผลประโยชน์อะไรหรือไม่นั้น ส่วนตัวตนเห็นด้วยอย่างมาก กับสิ่งที่พล.อ.ประวิตร พูดเพราะความจริงแล้วพื้นที่บริเวณชายแดน รวมถึงพื้นที่ใต้ทะเล ไม่มีพื้นที่ทับซ้อน 

นายสุรเดช กล่าวว่าในอดีตกัมพูชาพยายามเครมว่ามีพื้นที่ทับซ้อน ซึ่งไทยเราก็ยืนยันมาตลอดว่าไม่มีพื้นที่ทับซ้อน แต่อาจเป็นเรื่องของการขีดเส้นเขตแดนคนละแบบกัน โดยใช้แผนที่คนละฉบับ ดังนั้นเรื่องนี้น่าจะค่อนข้างชัดเจนว่าเป็นเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อน ไม่ใช่พื้นที่ทับซ้อน อย่างที่เข้าใจกัน และตรงนี้เองที่ทำให้ตนสงสัยว่าทำไมทหารกัมพูชาจึงกล้ามีเรื่องกับเรา เพราะที่ผ่านมา ทหารกัมพูชามีความหวั่นเกรงต่อศักยภาพของกองทัพอยู่แล้ว แต่ทำไมจึงกล้าที่จะมายั่วยุ มาร้องเพลงชาติกัมพูชาที่ปราสาทตาเมือนธม ตนจึงคิดว่าน่าจะเป็นการวางแผนมาก่อนแล้วหรือไม่ เพราะรู้อยู่แล้วว่าทหารไทยจะต้องไม่ยอม จะต้องปกป้องอธิปไตย จึงพยายามล่วงล้ำเข้ามาเพื่อให้ทหารไทยผลักดันออกไปจนมีเรื่อง และมีเหตุยิงกัน 

“เมื่อผมได้วิเคราะห์เหตุดังกล่าว ทำให้โยงได้ถึงเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อนทางทะเล  เพราะมีทรัพยากรใต้ทะเลจำนวนมากไม่ว่าจะเป็นน้ำมันหรือก๊าซต่างๆ และตรงนี้อาจจะมีนายทุนต่างชาติที่อยากจะได้ผลประโยชน์ตรงนี้ไปแบ่งกันด้วย ซึ่งเรื่องนี้ทางนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ก็เคยพูดเองว่า ไม่เป็นไรถ้าทับซ้อนเราก็แบ่งกันคนละครึ่ง ซึ่งตรงนี้หรือเปล่าที่จะมีผลประโยชน์ทับซ้อน”

ทั้งนี้ในอดีตมีการตกลงเรื่องเขตแดนกับเวียดนาม ซึ่งใช้แผนที่ 1/50,000 ก็ไม่เห็นมีปัญหาอะไร แล้วทำไมกัมพูชาไม่ใช้แผนที่ดังกล่าวนี้เหมือนกับเวียดนาม เพราะถ้ายึดตามแผนที่ 1/50,000 จะไม่มีปัญหาเรื่องของพื้นที่ทับซ้อนเลยเพราะฉะนั้นถ้าเรายอมกัมพูชา ก็เท่ากับเราจะเสียผลประโยชน์ใต้ทะเลครึ่งหนึ่ง ซึ่งในฝั่งไทยไม่มีปัญหาอยู่แล้วเพราะเป็นเรื่องที่รัฐบาลไทยต้องดูแล แต่ในกัมพูชา เขาอาจจะมีข้อตกลงที่จะต้องแบ่งกันและอาจไปดึงมาเลเซียเข้ามาร่วมด้วยหรือไม่  ทำไมผู้นำมาเลเซียจึงพยายามเจ้ากี้เจ้าการมาไกล่เกลี่ยต่างๆโดยอ้างในฐานะประธานอาเซียน ซึ่งความจริงเป็นเรื่องของทวิภาคีระหว่างไทยกับกัมพูชา ประเทศอื่นไม่ควรเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะเรายังไม่มีการประกาศสงครามอะไรกันเลยเป็นเพียงการปะทะกันตามแนวชายแดน

“ผมในฐานะคนไทยคนหนึ่ง ไม่อยากให้มีการสูญเสียทรัพยากรต่างๆ แบบนี้ ผมเสียดายแทนคนไทย เสียดายแทนประเทศไทย เพราะเรามีหนี้สาธารณะที่จะต้องใช้จำนวนมากถึง 12 ล้านล้าน ถ้าพื้นที่ดังกล่าวสามารถเคลียร์ได้ว่าไม่มีพื้นที่ทับซ้อนจริงๆ เราก็จะมีเงินก้อนใหญ่ที่จะนำมาพัฒนาประเทศและใช้หนี้ได้ ดังนั้นเรื่องนี้ทางกระทรวงการต่างประเทศของไทยต้องต่อสู้ให้ถึงที่สุด ต้องยืนยันว่าไม่ใช่พื้นที่ทับซ้อน โดยเอาหลักฐานมายืนยันว่า ปีที่กัมพูชาเครมพื้นที่ตรงนี้คือปีค.ศ. 1972 เป็นเรื่องไม่จริงและเราไม่ได้ยอมรับด้วย แต่เนื่องจากปัจจุบันรัฐบาลเราอ่อนแอ เราไม่ยอมรับก็เหมือนเรายอมรับเพราะเราไม่ได้ไปตอบโต้เขาเลย จึงอยากให้กระทรวงการต่างประเทศยึดมั่นตรงนี้เพราะความสูญเสียเกิดขึ้นแล้วแม้ว่าปัญหาจะเกิดขึ้นบนบกแต่ก็โยงไปที่ทะเลด้วย ดังนั้นเมื่อเกิดเรื่องอย่างนี้แล้วกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งวันนี้ได้เชิญผู้ช่วยทูตต่างๆมาดูข้อเท็จจริงในพื้นที่แล้ว ก็ควรจะทำหนังสือไปถึงองค์กรระหว่างประเทศด้วย เช่นองค์การสหประชาชาติ โดยแนบเอกสารใหม่ยืนยันไปว่าไม่มีพื้นที่ทับซ้อน

‘วิสุทธิ์’เผยเคยเตือน‘พิเชษฐ์’ปมโยกงบเอื้อพื้นที่แล้ว เตรียมคุย‘เพื่อไทย’ส่งคนลงเลือกตั้งซ่อม

‘วิสุทธิ์’เผยเคยเตือน‘พิเชษฐ์’ปมโยกงบเอื้อพื้นที่แล้ว เตรียมคุย‘เพื่อไทย’ส่งคนลงเลือกตั้งซ่อม

‘วิสุทธิ์’เผยเคยเตือน‘พิเชษฐ์’ปมโยกงบเอื้อพื้นที่แล้ว เตรียมคุย‘เพื่อไทย’ส่งคนลงเลือกตั้งซ่อม

วันศุกร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.29 น.

‘วิสุทธิ์’เสียใจ‘พิเชษฐ์’ถูกตัดสิทธิสส. ปมโยกงบฯเอื้อประโยชน์พื้นที่ เผยเคยเตือนแล้ว เตรียมคุย‘เพื่อไทย’ส่งคนลงเลือกตั้งซ่อม ชี้ไม่กระทบลามกรณี‘ครม.’ถูกตรวจสอบ โยกงบไปแจกเงินหมื่น

1 สิงหาคม 2568 นายวิสุทธิ์  ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ให้สัมภาษณ์ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญ มีคำตัดสินให้นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร พ้นจากตำแหน่ง สส.เชียงราย และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เนื่องจากมีพฤติกรรมที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 วรรคสองว่า ตนขอแสดงความเสียใจกับนายพิเชษฐ์ ที่ต้องถูกตัดสิทธิ์ดังกล่าว อย่างไรก็ดีที่ผ่านมาตนเคยเตือนนายพิเชษฐ์ ถึงการดำเนินการของการใช้งบประมาณที่อาจมีส่วนได้ประโยชน์จากการทำกิจกรรมในพื้นที่เลือกตั้งของตนเอง อย่างไรก็ดีในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ออกมา ถือเป็นบทเรียนที่ สส.ทุกคนต้องพิจารณาให้รอบคอบ ก่อนจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการมีส่วนได้ประโยชน์จากการใช้งบประมาณแผ่นดิน

นายวิสุทธิ์ กล่าวต่อว่า หลังจากที่นายพิเชษฐ์ ถูกถอดถอนจากสส.เชียงราย ต้องมีการเลือกตั้งใหม่ภายใน 45 วัน ซึ่งพรรคเพื่อไทยจะต้องหารือในเรื่องดังกล่าวอีกครั้ง รวมถึงการหาบุคคลให้มาดำรงตำแหน่งรองประธานสภาฯ คนที่หนึ่ง ที่ว่างลงหลังจากที่นายพิเชษฐ์ต้องพ้นไป ซึ่งต้องเป็นไปตามขั้นตอนและกระบวนการภายในพรรค

เมื่อถามว่าเรื่องดังกล่าวมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์พรรคเพื่อไทยด้วยหรือไม่ นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า ยอมรับว่ามีผลกระทบ แต่เชื่อว่าจะมีคำอธิบายได้

เมื่อถามว่ากรณีที่นายพิเชษฐ์ถูกตัดสินว่าผิดมาตรา 144 ของรัฐธรรมนูญ ถูกมองว่าอาจจะโยงเข้ากับความผิดของครม. ที่ถูกยื่นให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบกรณีโยกงบประมาณทำดิจิทัลวอลเล็ต นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า เป็นคนละประเด็น เพราะครม. มีอำนาจและหน้าที่ดำเนินการฐานะเป็นฝ่ายบริหารและพิจารณาถึงการใช้งบประมาณโดยทั่วไปไม่ได้เจาะจงเฉพาะพื้นที่ เหมือนกรณีของนายพิเชษฐ์ ที่มีสถานะอยู่ในฝ่ายนิติบัญญัติ และใช้งบประมาณในพื้นที่เลือกตั้งของตนเอง

ด่วน! ศาลรธน.ฟัน’พิเชษฐ์’ พ้นสส.-รองปธ.สภา ตัดสิทธิ์ 10 ปี ผิดม.144 แปรงบลงพื้นที่

ด่วน! ศาลรธน.ฟัน'พิเชษฐ์' พ้นสส.-รองปธ.สภา ตัดสิทธิ์ 10 ปี ผิดม.144 แปรงบลงพื้นที่

ด่วน! ศาลรธน.ฟัน’พิเชษฐ์’ พ้นสส.-รองปธ.สภา ตัดสิทธิ์ 10 ปี ผิดม.144 แปรงบลงพื้นที่

วันศุกร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.03 น.

ด่วน!!‘พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน’ตกเก้าอี้รองประธานสภาฯ  ศาลรธน.ฟันพ้นสส. เขต 7 เชียงราย ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. พร้อมสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง 10 ปี เหตุแปรงบ69ลงพื้นที่ตัวเองขัดรธน.ม144 มีเจตนานำเงินไปใช้หาเสียง เพื่อประโยชน์ของตัวเอง ให้จัดเลือกตั้ง 45 วัน

วันที่ 1 สิงหาคม 2568 มีรายงานว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ ว่านายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎรกระทำการขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 144 วรรคสาม เนื่องจากมีพยานหลักฐานว่า 3 โครงการในปีงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ที่จ.เชียงรายมา จากการดำริของนายพิเชษฐ์ และกลุ่มงานรองประธานสภาคนที่ 1 เป็นผู้ริเริ่ม โดยให้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรมีคำขอเสนอโครงการทั้ง 3โครงการดังกล่าวในงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2569 ซึ่งมีรูปแบบต่อเนื่องจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568  อันเข้าข่ายเป็นการกระทำใด ๆ ที่มีส่วนไม่ว่าโดยทางตรงและทางอ้อม ในการใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ที่เป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 วรรคสองและเป็นเหตุให้สมาชิกภาพสส.สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101(11)

โดยมีผลนับตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.2568 ซึ่งเป็นวันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวิจฉัย พ้นจากตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ทันที และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง 10 ปี นับตั้งแต่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย

ปิดดีล 19% ‘พิชัย’เผย ครม.เคาะอัตราภาษีสหรัฐฯ เตรียมส่งสภาฯพร้อมเจรจาต่อ

ปิดดีล 19% 'พิชัย'เผย ครม.เคาะอัตราภาษีสหรัฐฯ เตรียมส่งสภาฯพร้อมเจรจาต่อ

ปิดดีล 19% ‘พิชัย’เผย ครม.เคาะอัตราภาษีสหรัฐฯ เตรียมส่งสภาฯพร้อมเจรจาต่อ

วันศุกร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.01 น.

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง แถลงภายหลังการประชุม ครม.นัดพิเศษ ว่า เมื่อเช้ามืดวันนี้ (1 ส.ค.) ได้รับแจ้งว่า อัตราภาษีสหรัฐอเมริกาที่ไทยได้คือ 19% โดยได้มีการนำสิ่งที่เรายื่นข้อเสนอไปซึ่งเป็นข้อตกลง แต่ไม่ได้เป็นข้อผูกพัน เป็นเพียงหลักการใหญ่ๆ ว่า เราตกลงอะไรกันไว้แล้วบ้าง โดยจะไปลงรายละเอียดในสัญญาแต่ละเรื่อง มาให้ ครม.รับทราบ ซึ่งที่ประชุม ครม.ได้รับทราบทั้งหมดและให้ความเห็นชอบ และหลังจากนี้สิ่งที่เป็นข้อตกลงในเบื้องต้นก็จะมีการเผยแพร่จากทางสหรัฐฯ หลังจากนี้เราจะนำเอาข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งเป็นกรอบใหญ่ๆ ที่นำไปสู่การเจรจา และคงจะต้องมีการเจรจากันต่อไป นี่ยังเป็นครั้งที่ 1 ที่ได้ตกผลึกกัน ส่วนการลงรายละเอียดนั้นคงจะลงรายละเอียดในเร็ววัน เพราะเขาแจ้งมาว่าทันที่ทำเรื่องนี้เสร็จเขาอยากจะหารือต่อเลย

ผู้สื่อข่าวถามว่า ขั้นตอนหลังจาก ครม.อนุมัติแล้ว จะเป็นอย่างไรต่อ นายพิชัย กล่าวว่า พอเราได้กรอบมาแล้วก็จะเอาไปนั่งเจรจา เพื่อนำมารายละเอียดในสัญญาที่มากขึ้น โดยจะใช้เวลาสักระยะหนึ่ง ส่วนหลายๆ อย่างที่ยังเปิดไว้ เช่น ที่เราจะซื้อเขา เขาจะส่งเข้ามา มันมีกติกาอย่างไร รวมถึงเรื่องสำคัญคือ Rule Of Origin เรื่องถิ่นกำเนิดสินค้า ว่ากติกามันคืออะไร  เมื่อถามถึงขั้นตอนที่จะเข้าที่สู่การพิจารณาของสภาฯ นายพิชัย กล่าวว่า รายละเอียดมันเยอะ คงจะต้องทำให้เร็วที่สุด สังเกตหรือไม่ว่า ที่เขาประกาศมาหลายประเทศจะมีกรอบคล้ายๆ กัน มีแค่เฉพาะบางประเด็นเท่านั้นที่มีแค่ประเทศนั้นๆ ตนเชื่อว่าที่ได้เจรจาไป เขาก็คงดูประเทศอื่นๆ ที่เจรจาร่วมด้วยว่าแตกต่างกันอย่างไร

เมื่อถามว่า มีการพูดคุยกันถึงเรื่องช่วยผู้ประกอบการไทยหรือไม่ นายพิชัย กล่าวว่า เรื่องช่วยผู้ประกอบการวันนี้เราไม่ได้พูด แต่วันนี้เราได้แจ้งว่าเราได้เตรียมเรื่องที่จะช่วยเอาไว้แล้ว ตามแต่ความจำเป็นที่เกิดขึ้นของแต่ละลักษณะของธุรกิจ เมื่อถามย้ำว่า วงเงินที่ต้องใช้ประมาณ 2 หมื่นล้านบาทใช่หรือไม่ นายพิชัย กล่าวว่า เงินมี 2 ประเภท ในส่วน Soft Loan สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมามีหลายคนยังไม่กล้าผลิตและไม่กล้าส่งออก เพราะไม่รู้ว่าจะไปเจออัตราภาษีเท่าไหร่ จึงไม่ได้ส่งไป ดังนั้น การส่งออกก็ชะลอไปในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งอาจจะเป็นสินค้าที่เก็บไว้ในสต็อก และการผลิตหยุดไปชั่วคราว วันนี้พอรู้แล้วคิดว่าทางผู้ประกอบการคงจะมีการซื้อขายกันได้แล้ว เพราะรู้แล้วว่าต่อไปจะส่งไปในอัตราภาษีเท่าไหร่ เท่าที่ตนทราบ เขาคงจะรับทราบเหมือนเราว่าใครที่ส่งก่อน 7 ส.ค.นี้ ก็ยังได้อัตราเดิม คือ 10% แต่หลังจากวันที่ 7 ส.ค.เป็นต้นไป ก็จะหยุดที่ 19% เมื่อทุกคนรู้ก็คงจะเร่งส่งออกกันแล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า แหล่งที่จะใช้เยียวยามาจากแหล่งใดบ้าง นายพิชัย กล่าวว่า อย่างที่บอกคือ มี 2 ลักษณะคือ ต้องการเงินทุนหมุนเวียนชั่วคราวก่อนที่จะส่งออก เพราะมีสต็อกค้างไว้ การส่งออกล่าช้า ตรงนี้อาจจะสักพักหนึ่ง เวลาสั้นๆ 6 เดือน หรือ 1 ปี ส่วนอีกอันคือ ต้องแก้ปัญหาระยะยาว จากที่เราส่งออกไป หรือจะแก้ปัญหาอะไร วันนี้เราต้องแก้ปัญหา 2 เรื่องคือ ต้องเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เพราะฉะนั้น เราอาจจะต้องดูว่าส่วนไหนสู้ไม่ได้เรื่องอะไร ทำอย่างไรจะปรับปรุงได้ ถือโอกาสตรงนี้ในการจะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน วันนี้เราทำงานร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หอการค้า เพื่อจะดูเป็นแต่ละชนิดของประเภทธุรกิจ

เมื่อถามว่า ในส่วนของภาษีที่ส่งออกส่วนใหญ่เรารู้กันแล้ว แต่ที่สหรัฐฯจะส่งเข้ามาในประเทศไทยในอัตรา 0% จะมีขั้นตอน ลำดับการอย่างไร และจะเริ่มเมื่อไหร่ นายพิชัย กล่าวว่า จะเกิดผลต่อเมื่อไปผ่านที่สภาฯแล้ว ตอนนี้ยังไม่เกิด เราต้องมีขั้นตอนในเรื่องของเวลา คำว่า 0% บางทีมันก็ไม่ได้ 0% ทันที หรือบางชนิดก็ 0% ทันที ซึ่งพวกที่ 0% ทันทีส่วนใหญ่เป็นประเภทที่เราให้ประเทศอื่นๆ ที่ไม่ใช่สหรัฐฯส่งมาที่เรา เขาก็พร้อมที่จะเป็น 0% อยู่แล้ว ส่วนพวกไหนที่ยังไม่พร้อมก็ขอเวลาออกไปก่อน อีกประเภทคือ ถ้าจะเข้ามา เราให้เข้ามาได้ อาจจะ 0% หรือไม่ 0% ก็ได้ แต่เราขอเป็นการจำกัดปริมาณไว้ ให้เท่าที่จำเป็น

เมื่อถามว่า 0% ทางสหรัฐฯมีข้อจำกัดหรือไม่ว่า ต้องมีเวลาแค่ไหน นายพิชัย กล่าวว่า ไม่มีกำหนด รอให้เขากับเราตกลงกันเรียบร้อยก่อน เสร็จเมื่อไหร่ และเราเอาเข้าตามขั้นตอนกฎหมายเราแล้ว ค่อยว่ากัน

ทั้งนี้ นายพิชัย กล่าวอีกว่า ที่ประชุมเห็นชอบร่างถ้อยแถลงร่วมไทย-สหรัฐฯ เพื่อใช้ดำเนินการเกี่ยวกับข้อตกลงภาษีทางการค้ากับรัฐบาลสหรัฐฯ หลังจากทางประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศอัตราภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) สินค้าของไทยในอัตรา 19% สำหรับขั้นตอนต่อจากนี้ รัฐบาลจะเร่งลงรายละเอียดรายสินค้า โดยเฉพาะรายการสินค้าที่ไทยจะเรียกเก็บภาษีกับสหรัฐฯ ในอัตรา 0% ซึ่งมีอยู่หลายรายการ ซึ่งบางรายการจะได้รับภาษี 0% ทันที แต่บางรายการจะขอเวลาในการปรับตัวให้มีความพร้อมก่อน รวมทั้งบางรายการที่จำเป็นต้องกำหนดโควต้า คาดว่า รายละเอียดทั้งหมดนี้ จะใช้เวลานานกว่า 1 เดือน จึงจะได้ข้อสรุป และมีผลบังคับใช้ โดยรายละเอียดทั้งหมดจะเสนอเข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณาของรัฐสภาด้วย

นายพิชัย กล่าวว่า ข้อเสนอของไทยที่ได้ยื่นไปยังสหรัฐฯ ก่อนที่จะมีการประกาศอัตราภาษีนำเข้าที่ 19% เป็นข้อตกลงที่ยังไม่มีข้อผูกพันตามกฎหมาย เป็นเพียงหลักการใหญ่ที่ได้ตกลงกันไว้เบื้องต้นในชั้นการเจรจา ซึ่งจะต้องมีการลงรายละเอียดออกมาเป็นรายสัญญาทุก ๆ เรื่อง ดังนั้น รัฐบาลได้จึงนำข้อเสนอทั้งหมดมารายงานต่อที่ประชุม ครม.นัดพิเศษ ครั้งนี้ และจัดทำเป็นร่างถ้อยแถลงร่วมไทย-สหรัฐฯ ซึ่งที่ประชุมครม.ได้มีมติเห็นชอบแล้ว

“หลังจากครม.เห็นชอบร่างถ้อยแถลงร่วมไทย-สหรัฐฯ แล้ว สิ่งเป็นข้อตกลงเบื้องต้นคงมีการเผยแพร่จากทางสหรัฐฯ โดยจะนำข้อตกลงทั้งหมดมาเจรจา เพื่อนำไปสู่การทำเป็นสัญญาในระยะต่อไป เพราะตอนนี้ถือเป็นขั้นตอนครั้งที่ 1 ที่จะต้องลงรายละเอียดในเร็ววัน เพราะสหรัฐฯ ได้แจ้งมาว่าทันทีที่เสร็จเรื่องนี้ก็อยากหารือต่อทันที” นายพิขัย กล่าว

รองนายกฯ และรมว.คลัง กล่าวว่า ในรายละเอียดของการเจรจาเรื่องต่างๆ เช่น การซื้อสินค้าจากสหรัฐฯ จะมีกติการ่วมกันอย่างไร เช่นเดียวกับกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า (Rule of Origin) จะต้องมาตกลงกันอีกครั้งว่าจะมีแนวทางอย่างไรด้วย  
เมื่อถามถึงแนวทางการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภาษีสหรัฐฯ นั้น นายพิชัย กล่าวว่า รัฐบาลได้จัดเตรียมมาตรการรองรับแล้วตามความเป็นที่เกิดขึ้นของลักษณะธุรกิจ ส่วนแหล่งเงินที่จะนำมาใช้ช่วยเหลือหลัก ๆ ทั้งการจัดหาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft loan) เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนชั่วคราวสำหรับการส่งออก อีกส่วนคือผ่านกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อแก้ไขปัญหาระยะยาวล่าสุดรัฐบาลอยู่ระหว่างการหารือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และหอการค้าไทย เพื่อพิจารณาแนวทางช่วยเหลือเป็นรายกลุ่ม หรือเป็นประเภทธุรกิจด้วย

‘ภูมิธรรม’เผย‘ครม.นัดพิเศษ’เห็นชอบงบกลาง เพิ่มเงินเยียวยาเหตุปะทะชายแดน

‘ภูมิธรรม’เผย‘ครม.นัดพิเศษ’เห็นชอบงบกลาง เพิ่มเงินเยียวยาเหตุปะทะชายแดน

‘ภูมิธรรม’เผย‘ครม.นัดพิเศษ’เห็นชอบงบกลาง เพิ่มเงินเยียวยาเหตุปะทะชายแดน

วันศุกร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.57 น.

‘ภูมิธรรม’เผย‘ครม.นัดพิเศษ’เห็นชอบงบกลาง เพิ่มเงินเยียวยาเหตุปะทะชายแดน สั่งแต่ละหน่วยงานไปเคาะตัวเลขก่อนชง ครม.อังคารหน้า

เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 1 สิงหาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกฯ แถลงภายหลังเป็นประธานการประชุม ครม.นัดพิเศษ ว่า ในที่ประชุม ครม.มีการหารือ 2 เรื่อง ได้แก่ 1.เรื่องที่สหรัฐอเมริกาประกาศภาษี 19% และ 2.ผลจากที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เมื่อช่วงเช้าวันที่ 1 ส.ค. ในเรื่องการปรับปรุงแก้ไขหลักเกณฑ์ในการใช้งบประมาณรายจ่าย งบกลาง เพื่อจ่ายให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปะทะกันอย่างรุนแรงบริเวณชายแดนไทย 7 จังหวัด โดยมีมติขอใช้งบกลางเพิ่ม และเพื่อดูค่าใช้จ่ายต่างๆ ไม่ว่าจะเกิดจากการเสียชีวิต บาดเจ็บในระดับต่างๆ ทุพพลภาพ รวมถึงบ้านเรือนที่เสียหาย ซึ่งจะใช้กรณีพิเศษในการดูแลเรื่องนี้ ตัวเลขยังไม่ได้สรุปให้ แต่จะมากกว่าที่เคยประกาศไว้ 

“โดยที่ประชุม ครม.ได้รับมตินี้ และมอบหมายให้กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักนายกฯ ไปพิจารณาหารือเพื่อเอาตัวเลขเข้าสู่ ครม.ในวันอังคารที่ 5 ส.ค.นี้ ซึ่งการใช้งบกลางสามารถที่จะหยิบเงินออกไปใช้จ่ายได้ทันที” นายภูมิธรรม กล่าว

‘สุชาติ’นำทีม’ดร.นิยม’ กราบสมเด็จ 2 วัดเร่งสร้างความเข้าใจวัดทั่วประเทศ

'สุชาติ'นำทีม'ดร.นิยม' กราบสมเด็จ 2 วัดเร่งสร้างความเข้าใจวัดทั่วประเทศ

‘สุชาติ’นำทีม’ดร.นิยม’ กราบสมเด็จ 2 วัดเร่งสร้างความเข้าใจวัดทั่วประเทศ

วันศุกร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.56 น.

สุชาติ ตันเจริญ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย ดร.นิยม เวชกามา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เข้ากราบขอคำปรึกษาจากสมเด็จพระมหาธีราจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร และ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธฯ เร่งชี้แจงทุกวัดไม่ต้องกังวลเรื่องการจัดตั้งไวยาวัจกรและกรรมการวัด

ในการประชุมครั้งที่ 19/2568 วันที่ 30 กรกฎาคม 2568 ณ ตำหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศวิหาร ซึ่งมีสมเด็จพระธีรญาณมุนี ปฏิบัติหน้าที่ประธานในการประชุม มีมติสำคัญ คือการเห็นชอบเรื่อง ขอให้วัดทุกวัดแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการทรัพย์สินของวัด และนำระบบบัญชีวัดของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติไปใช้ในการดำเนินงาน ซึ่งทำให้หลายๆ วัดทั่วประเทศเกิดความกังวลเรื่องการบริหารจัดการ และจัดหาบุคคลที่เหมาะสมในการทำหน้าที่ไวยาวัจกรและกรรมการวัดตามมติดังกล่าว และเกรงว่าหากไม่สามารถดำเนินการตามมติได้ อาจมีความผิดนั้น นายสุชาติ ตันเจริญ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย ดร.นิยม เวชกามา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เข้ากราบขอคำปรึกษาจากสมเด็จพระมหาธีราจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร และ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธฯ โดยพระผู้ใหญ่ทั้งสองท่านได้เมตตาให้คำแนะนำว่า ไม่จำเป็นต้องเร่งรัดให้ทุกวัดดำเนินการจัดตั้งไวยาวัจกรและกรรมการวัด โดยให้พิจารณาตามเหตุปัจจัย ความพร้อมของวัด ชุมชน ในการคัดเลือกผู้ที่จะมาทำหน้าที่ไวยาวัจกรและกรรมการวัด โดยหากยังไม่สามารถจัดหาคนที่เหมาะสมได้ ก็ไม่ถือว่าเป็นความผิดของเจ้าอาวาส โดยขอให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเร่งดำเนินการด้านการประชาสัมพันธ์เพื่อสื่อสารให้เจ้าอาวาสวัดทั่วประเทศเข้าใจหลักการดังกล่าว

คณะทีมงานร่วมเข้าพบและรับคำปรึกษาแนะนำจากพระผู้ใหญ่ระดับสมเด็จทั้งสองท่าน ได้แก่ นายสุชาติ ตันเจริญ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย ดร.นิยม เวชกามา “ดร.มหานิยม” ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี , นายอินทพร จั่นเอี่ยม ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ , นางสาวนิภาภรณ์ เวชกามา เลขานุการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายรัชพล สุวรรณโชติ คณะทำงาน ดร.มหานิยม.

โปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯบุรีรัมย์ เชิญดอกไม้พระราชทาน มอบทหารบาดเจ็บ

โปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯบุรีรัมย์ เชิญดอกไม้พระราชทาน มอบทหารบาดเจ็บ

โปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯบุรีรัมย์ เชิญดอกไม้พระราชทาน มอบทหารบาดเจ็บ

วันศุกร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.32 น.

ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทาน นำไปมอบให้แก่กำลังพล ที่ได้รับบาดเจ็บ จากเหตุการณ์สู้รบแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

1 สิงหาคม 2568 เมื่อเวลา 16.30 น. ที่โรงพยาบาลบุรีรัมย์ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายปิยะ ปิจนำ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทาน ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี

นำไปมอบแก่ พลทหาร กนกพล สิงห์พันดอน สังกัดกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 13 (ร.13พัน.1)ค่ายเจ้าพระยาสุรวงศ์วัฒนศักดิ์ จังหวัดอุดรธานี ที่ได้รับบาดเจ็บขณะปฏิบัติหน้าที่รักษาอธิปไตย ในฐานปฏิบัติการปราสาทตาเมือนธม อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ระหว่างเหตุการณ์สู้รบบริเวณนายแดนไทย-กัมพูชา ระหว่างทหารไทยกับกัมพูชา และได้เข้ารับการรักษาพยาบาล ที่โรงพยาบาลบุรีรัมย์ โดยมีคณะแพทย์ พยาบาลดูแลอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ทรงรับผู้บาดเจ็บทั้งหมดไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์  ยังความซาบซึ้งและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแก่กำลังพล หาที่สุดมิได้.

012

ทำเนียบขาวเผยแผนสร้างห้องบอลรูมใหม่มูลค่า 6,560 ล้านบาท

ทำเนียบขาวเผยแผนสร้างห้องบอลรูมใหม่มูลค่า 6,560 ล้านบาท

1 ส.ค. 2568 15:43 น.

ทำเนียบขาวเผยแผนสร้างห้องบอลรูมใหม่มูลค่า 6,560 ล้านบาท

ทำเนียบขาวได้ประกาศแผนการสร้างห้องบอลรูมใหม่มูลค่า 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 6,560 ล้านบาท เพื่อสนองตอบความปรารถนาของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เรียกร้องห้องบอลรูมใหม่มาแล้วหลายครั้ง

ห้องบอลรูมแห่งใหม่นี้จะถูกสร้างขึ้นพร้อมกับการ “ปรับปรุงให้ทันสมัย” บริเวณปีกตะวันออกของทำเนียบขาว ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งของสำนักงานของสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง เมลาเนีย ทรัมป์ และสำนักงานสำคัญอื่นๆ

ตามคำแถลงของ คาโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว ระบุว่าเงินทุนในการก่อสร้างครั้งนี้จะมาจาก ทรัมป์โดยตรงและผู้บริจาคที่ไม่เปิดเผยชื่อ โดยคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้

ทำเนียบขาวเผยแผนสร้างห้องบอลรูมใหม่มูลค่า 6,560 ล้านบาท

ห้องบอลรูมแห่งใหม่นี้จะมีพื้นที่ประมาณ 8,360 ตารางเมตร และสามารถรองรับแขกได้ประมาณ 650 คน ซึ่งใหญ่กว่าห้อง East Room ที่ใช้จัดงานเลี้ยงรับรองของทำเนียบขาวในปัจจุบันซึ่งรองรับได้เพียงประมาณ 200 คนเท่านั้น

การก่อสร้างห้องบอลรูมนี้จะช่วยลดความจำเป็นในการตั้ง “เต็นท์ขนาดใหญ่ที่ไม่สวยงาม” สำหรับงานเลี้ยงรับรองระดับรัฐและงานใหญ่อื่นๆ ที่มักมีผู้นำระดับโลกเข้าร่วม

รายงานระบุว่าการก่อสร้างคาดว่าจะแล้วเสร็จก่อนที่ทรัมป์จะหมดวาระในเดือนมกราคม 2029 โดยมีการจัดทำภาพร่างที่แสดงให้เห็นว่าห้องบอลรูมจะมีสถาปัตยกรรมที่คล้ายคลึงกับทำเนียบขาว โดยตกแต่งภายในอย่างหรูหราด้วยโคมระย้าและเสาที่สวยงาม

การก่อสร้างห้องบอลรูมแห่งใหม่นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทรัมป์ได้ปรับปรุงทำเนียบขาว โดยก่อนหน้านี้มีการติดตั้งเสาธงใหม่สองต้น, การตกแต่งห้องทำงานรูปไข่ด้วยสีทอง และการปรับปรุงสวนกุหลาบ Rose Garden ที่มีชื่อเสียง

อย่างไรก็ตามในอดีตสมัยที่บารัก โอบามาเป็นประธานาธิบดี ทรัมป์เคยเสนอเงิน 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อสร้างห้องบอลรูม แต่ข้อเสนอดังกล่าวถูกปฏิเสธโดยให้เหตุผลว่าไม่เหมาะสมที่จะมี “ป้ายทรัมป์สีทองเป็นมันวาว…อยู่บนส่วนใดส่วนหนึ่งของทำเนียบขาว”

ที่มา BBC

พบรังตัวต่อปนเปื้อนกัมมันตรังสี ที่โรงงานผลิตอาวุธนิวเคลียร์เก่าในสหรัฐฯ

พบรังตัวต่อปนเปื้อนกัมมันตรังสี ที่โรงงานผลิตอาวุธนิวเคลียร์เก่าในสหรัฐฯ

1 ส.ค. 2568 14:12 น.

พบรังตัวต่อปนเปื้อนกัมมันตรังสี ที่โรงงานผลิตอาวุธนิวเคลียร์เก่าในสหรัฐฯ

สหรัฐฯ พบรังแตนเปื้อนกัมมันตภาพรังสี ที่มีระดับรังสีสูงกว่าที่กฎหมายกำหนดถึง 10 เท่า ในโรงงานที่เคยผลิตชิ้นส่วนสำหรับอาวุธนิวเคลียร์

เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางสหรัฐฯ เปิดเผยว่า พบรังตัวต่อเปื้อนกัมมันตรังสี ที่มีระดับรังสีสูงกว่ามาตรฐานถึง 10 เท่า ในพื้นที่ของโรงงานเก่าที่เคยใช้ผลิตชิ้นส่วนอาวุธนิวเคลียร์ ใกล้เมืองไอเคน รัฐเซาท์แคโรไลนา โดยโรงงานแห่งนี้เคยใช้ผลิตพลูโทเนียมซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของอาวุธนิวเคลียร์ในช่วงสงครามเย็น

รังดังกล่าวถูกค้นพบโดยคนงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบรังสีนิวเคลียร์ที่พื้นที่โรงงานซาวันนาห์ ริเวอร์ (SRS) ใกล้เมืองไอเคนเป็นประจำ เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา

รายงานของกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ ระบุว่า ได้มีการฉีดพ่นสารเพื่อกำจัดตัวต่อในรังและนำรังไปบรรจุเป็นขยะกัมมันตรังสี แต่ไม่พบตัวต่อแล้วในบริเวณดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจสอบยืนยันว่าการปนเปื้อนในครั้งนี้ไม่ได้มาจากรังสีที่รั่วไหลจากถังเก็บกากนิวเคลียร์ อีกทั้งยังไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือสาธารณชนแต่อย่างใด

เจ้าหน้าที่อธิบายว่าสาเหตุที่รังตัวต่อมีระดับรังสีสูงมากนั้น มาจาก “การปนเปื้อนของกากกัมมันตรังสีที่หลงเหลืออยู่ในพื้นที่” ตั้งแต่สมัยที่โรงงานยังคงมีการผลิตชิ้นส่วนอาวุธนิวเคลียร์อย่างเต็มรูปแบบ โดยรังตัวต่อถูกพบอยู่ใกล้กับถังเก็บกากนิวเคลียร์เหลวหลายล้านแกลลอน แต่รายงานระบุว่าไม่มีการรั่วไหลจากถังเหล่านี้

ขณะที่กลุ่มเฝ้าระวังอย่าง Savannah River Site Watch ซึ่งคอยตรวจสอบพื้นที่ดังกล่าว แสดงความไม่พอใจและตั้งคำถามว่า ทางโรงงานควรชี้แจงที่มาของการปนเปื้อน รวมถึงมีการรั่วไหลของสารกัมมันตรังสีจากถังเก็บหรือไม่ เพื่อให้สาธารณชนได้รับทราบ

ปัจจุบันโรงงานนี้ยังคงดำเนินการอยู่ โดยเปลี่ยนจุดเน้นไปที่การผลิตวัสดุนิวเคลียร์สำหรับโรงงานไฟฟ้า แต่ยังคงมีถังเก็บกากนิวเคลียร์ที่ยังใช้งานอยู่ใต้ดินถึง 43 ถัง จากทั้งหมด 51 ถัง.

ที่มา BBC