สื่อสวีเดนตีข่าว ไทยใช้ “กริพเพน” ในสมรภูมิจริง ย้ำหากใช้ตามกฏหมายสงครามไม่กระทบเจรจาซื้อรอบใหม่

สื่อสวีเดนตีข่าว ไทยใช้ "กริพเพน" ในสมรภูมิจริง ย้ำหากใช้ตามกฏหมายสงครามไม่กระทบเจรจาซื้อรอบใหม่

1 ส.ค. 2568 13:44 น.

สื่อสวีเดนตีข่าว ไทยใช้ “กริพเพน” ในสมรภูมิจริง ย้ำหากใช้ตามกฏหมายสงครามไม่กระทบเจรจาซื้อรอบใหม่

สวีเดนตีข่าว กองทัพไทยใช้ “กริพเพน” ถล่มเป้าหมายในสมรภูมิจริงครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ย้ำหากใช้ตามกฏหมายสงครามก็อาจไม่กระทบการเจรจาซื้อรอบใหม่

เว็บไซต์ข่าว “ออมนิ” (Omni) ตลอดจน “สแกนเอเชีย” (ScanAsia) และ “อัฟตันบลาเด็ต” (Aftonbladet) สามสื่อใหญ่ที่มีความน่าเชื่อถือของสวีเดน รายงานเมื่อวันที่ 27 และ 30 กรกฎาคม 2568 ตามลำดับว่า กองทัพอากาศไทยได้ใช้เครื่องบินรบ “JAS 39 Gripen” ผลิตโดยบริษัท Saab ของสวีเดน ในการโจมตีเป้าหมายจริงเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่มีการบินทดสอบครั้งแรกในปีค.ศ. 1988 โดยเป็นการโจมตีตามเป้าหมายในการสนับสนุนภารกิจของกองทัพบกไทยบริเวณแนวชายแดนที่มีความขัดแย้งกับกัมพูชา

นายสเตฟาน วิลสัน อดีตนักบินขับไล่และหัวหน้าภาควิชาแห่งวิทยาลัยกลาโหมสวีเดน  เปิดเผยว่า การบินเข้าไป ชี้เป้าหมาย แล้วปล่อยระเบิด สำหรับเครื่องบินแบบกริพเพน ถือว่าไม่ซับซ้อนนัก โดยการโจมตีในครั้งนี้คาดว่าใช้ระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ หรือ GPS ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ปราศจากการรบกวนทางคลื่นวิทยุหรือเรดาร์

ทางด้านทางกองทัพอากาศไทยยืนยันว่า ได้ให้การสนับสนุนภาคพื้นดินอย่างต่อเนื่องด้วยเครื่องบินกริพเพน และ F-16 ตลอด 5 วันที่เกิดความขัดแย้ง ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะยอมตกลงหยุดยิงกันในวันที่ 28 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

โฆษกของกองทัพระบุว่า การโจมตีทั้งหมดเป็นการ โจมตีด้วยความแม่นยำต่อเป้าหมายทางทหารที่ถือเป็นภัยต่อความมั่นคงของไทย  โดยสามารถทำลายคลังอาวุธและศูนย์บัญชาการของกัมพูชาได้หลายแห่ง ทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน

แม้จะเป็นครั้งแรกที่กริพเพนถูกนำไปใช้ในสงครามจริง แต่นายวิลสันประเมินว่า ทางบริษัท Saab ผู้ผลิตเครื่องบินไม่น่าจะให้ความสำคัญมากนักกับการวิเคราะห์ผลของปฏิบัติการครั้งนี้ เพราะถือว่าเป็นการใช้งานอยู่ในขอบเขตความสามารถพื้นฐานของเครื่องบินรุ่นนี้

โดยระบุว่า ในเชิงเทคนิคมันไม่ใช่ภารกิจที่ซับซ้อนมากนัก เป็นแค่ทักษะขั้นพื้นฐานของกริพเพนเท่านั้น พร้อมระบุว่า หากไทยใช้งานเครื่องบินตามกฎหมายสงคราม ก็ไม่น่าจะกระทบต่อการเจรจาซื้อกริพเพน เพิ่มเติม ซึ่งปัจจุบันไทยมี Gripen C/D อยู่แล้วจำนวน 11 ลำ และอยู่ระหว่างเจรจาขอซื้อเพิ่ม.

ที่มา :  ScanAsia  Omni  Aftonbladet  

นิวยอร์กประกาศภาวะฉุกเฉินจากฝนตกหนัก-น้ำท่วมฉับพลัน

นิวยอร์กประกาศภาวะฉุกเฉินจากฝนตกหนัก-น้ำท่วมฉับพลัน

1 ส.ค. 2568 12:14 น.

นิวยอร์กประกาศภาวะฉุกเฉินจากฝนตกหนัก-น้ำท่วมฉับพลัน

ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์กประกาศภาวะฉุกเฉินสำหรับพื้นที่ที่เผชิญกับภัยคุกคามจากน้ำท่วมฉับพลัน หลังฝนตกหนักส่งผลกระทบกับการเดินทาง ทั้งทางรถไฟและทางอากาศ ตลอดแนวชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ

แคธี โฮชุล ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก และรักษาการผู้ว่าการรัฐนิวเจอร์ซีย์ ประกาศภาวะฉุกเฉินสำหรับพื้นที่ที่เผชิญกับภัยคุกคามจากน้ำท่วมฉับพลันในวันพฤหัสบดี เนื่องจากฝนตกหนักที่ส่งผลกระทบต่อการเดินทางทั้งทางรถไฟและทางอากาศตามแนวชายฝั่งตะวันออก

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติประกาศเตือนภัยน้ำท่วมฉับพลันตามพื้นที่บางส่วนของเขตเมืองทางตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งทอดยาวจากภูมิภาควอชิงตัน-บัลติมอร์ไปทางเหนือ ผ่านฟิลาเดลเฟีย วิลมิงตัน รัฐเดลาแวร์ และเข้าสู่เมืองนวร์ก รัฐนิวเจอร์ซีย์ และเขตมหานครนิวยอร์ก

มีการเฝ้าระวังพายุฝนฟ้าคะนองรุนแรงในพื้นที่ส่วนใหญ่ของทางหลวงระหว่างรัฐ-95 แต่นักพยากรณ์อากาศกล่าวว่าความเสี่ยงต่อน้ำท่วมฉับพลันเริ่มลดลงในคืนวันพฤหัสบดี

สภาพอากาศที่มีพายุในช่วงกลางวันดูเหมือนจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการเดินทางทางอากาศเชิงพาณิชย์ทั่วภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

สนามบินหลัก 8 แห่งที่ให้บริการในภูมิภาคนี้ ได้แก่ วอชิงตัน ดัลเลส, บัลติมอร์-วอชิงตัน, โรนัลด์ เรแกน วอชิงตัน เนชั่นแนล, ฟิลาเดลเฟีย, นวร์ก ลิเบอร์ตี้, ลากวาร์เดีย, จอห์น เอฟ. เคนเนดี อินเตอร์เนชั่นแนล และบอสตัน โลแกน มีเที่ยวบินอย่างน้อย 1,170 เที่ยวบินทั้งขาเข้า-ออก หรือภายในสหรัฐอเมริกาถูกยกเลิก  นอกจากนี้ยังมีเที่ยวบินอีกหลายร้อยเที่ยวบินที่ล่าช้า

การเดินทางโดยรถไฟโดยสารก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดย Amtrak รายงานว่าบริการรถไฟระหว่างเมืองฟิลาเดลเฟียและวิลมิงตันถูกระงับเนื่องจากพายุรุนแรงที่ซัดท่วมรางรถไฟ ด้าน Amtrak ระบุใน X ว่าบริการได้กลับมาให้บริการอีกครั้งประมาณสองชั่วโมงต่อมาเมื่อระดับน้ำลดลง แต่คาดว่าจะยังมี “ความล่าช้า” เกิดขึ้น

แผนที่คาดการณ์ปริมาณน้ำฝนรายวันของศูนย์พยากรณ์อากาศ ระบุว่ามีความเสี่ยงที่ฝนจะตกหนัก ซึ่งอาจก่อให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันได้สูงถึง 40% หรือมากกว่าในพื้นที่มิด-แอตแลนติกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีประชากรอาศัยราว 37 ล้านคน

คาดการณ์ว่าจะมีฝนตกหนักถึง 12.7 เซนติเมตร ในพื้นที่ที่มีฝนตกหนักที่สุดทั่วนครนิวยอร์ก ลองไอส์แลนด์ และเขตหุบเขาแม่น้ำฮัดสัน โดยปริมาณน้ำฝนอาจเกิน 5 เซนติเมตรต่อชั่วโมง 

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาสหรัฐฯ ระบุว่าภัยคุกคามจากพายุเกิดจากมวลอากาศเย็นที่พัดพาเอามวลอากาศที่ไม่เสถียรและความชื้นในบรรยากาศในปริมาณมากมาสู่ภูมิภาคนี้.

ที่มา Reuters

ทรัมป์ขึ้นภาษีแคนาดาเป็น 35%

ทรัมป์ขึ้นภาษีแคนาดาเป็น 35%

1 ส.ค. 2568 11:31 น.

ทรัมป์ขึ้นภาษีแคนาดาเป็น 35%

โดนัลด์ ทรัมป์ เพิ่มอัตราภาษีของแคนาดาจาก 25% เป็น 35% โดยอ้างถึงยาเฟนทานิลและยาเสพติดผิดกฎหมายอื่นๆที่ยังคงหลั่งไหลเข้าสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง และการเตรียมรับรองรัฐปาเลสไตน์

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ยกระดับสงครามการค้ากับแคนาดาหนึ่งวันก่อนถึงเส้นตายสำหรับข้อตกลงภาษีศุลกากรในวันที่ 1 สิงหาคม ทำเนียบขาวระบุว่า แคนาดา “ล้มเหลวในการร่วมมือในการควบคุมปริมาณเฟนทานิลและยาเสพติดผิดกฎหมายอื่นๆ ที่ยังคงหลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง” ขณะที่ทรัมป์กล่าวว่าจะ “ยากมาก” ที่จะทำข้อตกลงกับแคนาดา หลังจากที่แคนาดาให้การสนับสนุนการเป็นรัฐของปาเลสไตน์ 

ทรัมป์เรียกเก็บภาษี 35% สำหรับสินค้าแคนาดาทั้งหมดที่ไม่อยู่ภายใต้ข้อตกลงการค้าสหรัฐฯ-เม็กซิโก-แคนาดา ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้วหลังผ่านกำหนดเส้นตายในช่วงหลังเที่ยงคืนของวันที่ 31 ก.ค. ตามเวบาท้องถิ่น

ทรัมป์กล่าวในทรูธโซเชียลว่า “ว้าว! แคนาดาเพิ่งประกาศว่าสนับสนุนการเป็นรัฐของปาเลสไตน์ ซึ่งจะทำให้เราทำข้อตกลงการค้ากับพวกเขาได้ยาก”

ก่อนหน้านี้ มาร์ค คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา เคยกล่าวไว้ว่าการเจรจาภาษีศุลกากรกับสหรัฐฯ เป็นไปอย่างสร้างสรรค์ แต่การเจรจาอาจไม่เสร็จสิ้นภายในเส้นตาย การเจรจาระหว่างสองประเทศอยู่ในช่วงเข้มข้น เขากล่าวเสริม แต่ข้อตกลงที่จะยกเลิกภาษีศุลกากรทั้งหมดของสหรัฐฯ นั้นไม่น่าจะเกิดขึ้น

ในการให้สัมภาษณ์กับ NBC News ทรัมป์กล่าวว่าเขาเปิดกว้างสำหรับการเจรจาการค้ากับแคนาดาต่อไป เขาเสริมว่า เขาอาจจะยังคงพูดคุยทางโทรศัพท์กับนายกรัฐมนตรีมาร์ค คาร์นีย์ ในคืนนี้ แต่เขาเสริมว่าสายเกินไปสำหรับแคนาดาที่จะเจรจาข้อตกลงก่อนที่ภาษีศุลกากรใหม่ 35% จะมีผลบังคับใช้

ทำเนียบขาวกล่าวย้ำเตือนว่า ภาษีศุลกากรที่สูงขึ้นของแคนาดาเกิดขึ้นเพราะ “ไม่ให้ความร่วมมือในการควบคุมปริมาณเฟนทานิลที่ยังคงหลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง” ซึ่งสำนักงานพาณิชย์ของแคนาดาได้ปฏิเสธข้อกล่าวอ้างดังกล่าว

แคนาดาเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับสองของสหรัฐฯ รองจากเม็กซิโก และเป็นผู้ซื้อสินค้าส่งออกรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ เมื่อปีที่แล้ว แคนาดาซื้อสินค้าจากสหรัฐฯ มูลค่า 349.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และส่งออกไปยังสหรัฐฯ มูลค่า 412.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แคนาดายังเป็นซัพพลายเออร์เหล็กและอะลูมิเนียมรายใหญ่ที่สุดให้กับสหรัฐฯ และกำลังเผชิญกับภาษีนำเข้าทั้งโลหะและรถยนต์ส่งออก

เมื่อเดือนที่แล้ว รัฐบาลของคาร์นีย์ได้ยกเลิกแผนการจัดเก็บภาษีบริการดิจิทัลที่มุ่งเป้าไปที่บริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐฯ หลังจากที่ทรัมป์ยกเลิกการเจรจาการค้าอย่างกะทันหัน โดยระบุว่าภาษีดังกล่าวเป็น “การโจมตีอย่างโจ่งแจ้ง”

คาร์นีย์กล่าวเมื่อวันพุธว่าแคนาดากำลังวางแผนที่จะรับรองรัฐปาเลสไตน์ในการประชุมสหประชาชาติในเดือนกันยายน หลังจากฝรั่งเศสและอังกฤษประกาศไปก่อนหน้านี้ เขาได้กล่าวถึงความเป็นจริงที่เกิดขึ้น รวมถึงความอดอยากในฉนวนกาซา

อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศที่เหลืออีกกว่า 70 ประเทศ อัตราภาษีใหม่ยังไม่มีผลบังคับใช้ในขณะนี้ แต่จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 7 สิงหาคม ตามคำสั่งฝ่ายบริหารฉบับล่าสุดของทรัมป์ โดยสินค้าที่บรรทุกขึ้นเรือภายในวันที่ 7 สิงหาคม และสินค้าที่อยู่ระหว่างการขนส่งแล้ว จะไม่ได้รับผลกระทบจากอัตราภาษีนี้เช่นกัน หากสินค้าเหล่านั้นมาถึงสหรัฐอเมริกาก่อนวันที่ 5 ตุลาคม.

ที่มา Reuters BBC

กัมพูชาเรียกร้องตั้ง “คณะสอบสวนอิสระ” ตรวจสอบการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง ไทย-กัมพูชา

กัมพูชาเรียกร้องตั้ง “คณะสอบสวนอิสระ” ตรวจสอบการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง ไทย-กัมพูชา

1 ส.ค. 2568 10:45 น.

กัมพูชาเรียกร้องตั้ง “คณะสอบสวนอิสระ” ตรวจสอบการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง ไทย-กัมพูชา

กัมพูชาออกแถลงการณ์ย้ำข้อเรียกร้องเร่งตั้ง “คณะสอบสวนอิสระ” ตรวจสอบการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงที่ตกลงกันในมาเลเซีย พร้อมชี้ยังยึดมั่นกฎหมายสากล และพร้อมทำงานกับอาเซียน-ไทย-นานาชาติ

วันที่ 31 กรกฎาคม 2568 นายชุม ซวนรี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชา แถลงข่าวสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเรียกร้องให้มีการจัดตั้ง “คณะสอบสวนอิสระและเป็นกลาง” โดยเร่งด่วนเพื่อทำหน้าที่ติดตาม ตรวจสอบ และสังเกตการณ์การปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง

นายชุม ซวนรี กล่าวว่า เพื่อให้เกิดความจริงและความรับผิดชอบ กระทรวงการต่างประเทศของกัมพูชา ขอเน้นย้ำถึงข้อเรียกร้องของรัฐบาลกัมพูชาในการจัดตั้งคณะสอบสวนอิสระและเป็นกลางโดยทันที เพื่อติดตามการหยุดยิงตามที่ได้ตกลงกันไว้ในการประชุมพิเศษที่จัดขึ้นที่มาเลเซีย 

กัมพูชายืนยันความมุ่งมั่นในหลักกฎหมายระหว่างประเทศ การเป็นศูนย์กลางของอาเซียน และการแก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี พร้อมเรียกร้องให้ไทยกลับเข้าสู่แนวทางสมานฉันท์ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกัน ความโปร่งใส และความร่วมมือระดับภูมิภาค

นอกจากนี้ยังระบุว่า กัมพูชายังยืนยันความพร้อมในการร่วมมือกับไทย ประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นๆ รวมถึงประชาคมระหว่างประเทศ เพื่อให้ข้อตกลงหยุดยิงได้รับการเคารพ และนำสันติภาพกลับคืนสู่พื้นที่ชายแดนโดยเร็ว.

รอยเตอร์สเปิดโปง ฮุนเซน คือผู้อยู่เบื้องหลังความขัดแย้ง ไทย-กัมพูชา

รอยเตอร์สเปิดโปง ฮุนเซน คือผู้อยู่เบื้องหลังความขัดแย้ง ไทย-กัมพูชา

1 ส.ค. 2568 09:58 น.

รอยเตอร์สเปิดโปง ฮุนเซน คือผู้อยู่เบื้องหลังความขัดแย้ง ไทย-กัมพูชา

รอยเตอร์สเปิดประวัติ ฮุนเซน เคยเป็นอดีตนักรบกองโจร พร้อมชี้ฮุน เซนอยู่เบื้องหลังคำสั่งเปิดฉากรุกรานประเทศไทย และสั่งโจมตีโรงเรียน โรงพยาบาลและบ้านเรือนชาวไทย เพื่อปลุกกระแสชาตินิยม

สำนักข่าวรอยเตอร์สเขียนบทความเกี่ยวกับบทบาทของฮุน เซน ต่อเหตุปะทะกันระหว่างกัมพูชา และไทย โดยระบุว่าหลังเกิดความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทยกับกัมพูชาปะทุขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ฮุน เซน ก็ปรากฏตัวขึ้นในฐานะผู้นำอีกครั้งแม้ว่าเขาจะส่งต่ออำนาจให้แก่ฮุน มาเนตบุตรชายแล้วก็ตาม

ภาพถ่ายแสดงให้เห็นเขานั่งอยู่ที่ปลายโต๊ะยาว พูดคุยกับนายทหาร ขณะกำลังพิจารณาแผนที่อย่างละเอียด โดยมีวิทยุสื่อสารอยู่ในมือ และแก้วกาแฟ สตาร์บัควางอยู่ใกล้ตัว

อดีตนักรบกองโจรผู้นี้ไม่ได้ดำรงตำแหน่งผู้นำกัมพูชาแล้ว หลังส่งมอบตำแหน่งนายกรัฐมนตรีให้กับบุตรชายคนโตในปี 2023 หลังจากที่เขาครองอำนาจมายาวนานเกือบ 40 ปี โดยปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานวุฒิสภาของประเทศกัมพูชา

อย่างไรก็ตาม ฮุน เซน มีบทบาทสำคัญในเหตุการณ์ที่นำไปสู่การปะทะกันซึ่งถือว่าเป็น เหตุการณ์สู้รบที่รุนแรงที่สุดระหว่างไทยและกัมพูชาในรอบกว่า 10 ปี และตามรายงานของแหล่งข่าวทางการทูต 3 ราย ฮุน เซน ยังคงแสดงอิทธิพลอย่างชัดเจนตลอดช่วงเวลา 5 วันที่เกิดความขัดแย้ง

เมื่อวันศุกร์ หลังจากที่กระสุนปืนใหญ่ที่ยิงมาจากฝั่งกัมพูชาตกลงในพื้นที่พลเรือนในจังหวัดชายแดนของไทย กองทัพไทยก็หันเป้าโจมตีไปที่เขาโดยตรง

โดยกองทัพไทยกล่าวในแถลงการณ์ว่า หลักฐานที่มีอยู่ในขณะนี้ เชื่อว่ารัฐบาลกัมพูชา ภายใต้การนำของฮุน เซน อยู่เบื้องหลังการโจมตีอันน่าตกตะลึงเหล่านี้ 

เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังการปะทะเริ่มต้นขึ้น ฮุน เซน วัย 72 ปี ก็เริ่มโพสต์ข้อความต่อเนื่องบนเฟซบุ๊ก ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียโปรดของเขา เพื่อระดมความสนับสนุนจากประชาชนให้โจมตีประเทศไทย

ในภาพหนึ่งที่เขาโพสต์ ฮุน เซน ปรากฏตัวในการประชุมผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์กับบุคคลจำนวนหนึ่ง รวมถึงทหารหลายราย ขณะที่อีกภาพหนึ่ง เขาสวมชุดลายพรางทหาร

นักการทูตคนหนึ่งซึ่งประจำอยู่ในกัมพูชากล่าวกับรอยเตอร์โดยขอไม่เปิดเผยชื่อระบุว่า “สิ่งที่น่าจับตามองเกี่ยวกับเหตุปะทะบริเวณชายแดน คือระดับที่เขาใช้สร้างภาพลักษณ์ว่าตนเองเป็นผู้ควบคุมสถานการณ์ ทั้งการใส่เครื่องแบบ การถูกมองว่าเป็นผู้นำการเคลื่อนไหวของทหาร และการแทรกแซงผ่านเฟซบุ๊ก 

ลิม เม็งเฮาร์ เจ้าหน้าที่รัฐบาลกัมพูชาที่ทำงานด้านนโยบายต่างประเทศ กล่าวว่า ฮุน เซน ทำหน้าที่เป็น ผู้บัญชาการด้านโลจิสติกส์หลักของกองกำลังแนวหน้า โดยติดตามและเฝ้าสังเกตสถานการณ์มาโดยตลอด

รอยเตอร์สเปิดโปง ฮุนเซน คือผู้อยู่เบื้องหลังความขัดแย้ง ไทย-กัมพูชา

ในทางตรงกันข้ามกับบิดาของเขา นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันของกัมพูชา ฮุน มาเนต ซึ่งจบการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยเวสต์พอยต์ของสหรัฐฯ ยังคงไม่เคลื่อนไหวบนโซเชียลมีเดียในช่วงต้นของความขัดแย้ง ก่อนจะปรับท่าทีในภายหลัง ขณะเตรียมเดินทางไปมาเลเซียเพื่อเจรจาซึ่งนำไปสู่การตกลงหยุดยิง

ชัย โสภัล นักเขียนในพนมเปญผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับฮุน เซน และครอบครัว กล่าวว่า อดีตผู้นำผู้นี้สามารถสั่งการรัฐบาลได้ในฐานะประธานพรรคประชาชนกัมพูชา ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล ดังนั้น นายกรัฐมนตรีก็จำเป็นต้องเคารพและปฏิบัติตามนโยบายของพรรคและประธานพรรค

ไทยและกัมพูชาได้ถกเถียงกันมานานหลายทศวรรษเกี่ยวกับพื้นที่ตามแนวชายแดนทางบกที่ยังไม่ถูกกำหนดแนวเขตชัดเจนตลอดระยะทาง 817 กิโลเมตร ซึ่งเคยนำไปสู่การสู้รบมาแล้วในอดีต

ความตึงเครียดล่าสุดเริ่มต้นขึ้นในเดือนพฤษภาคม หลังทหารกัมพูชารายหนึ่งถูกสังหารระหว่างเหตุปะทะ และได้ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ นับแต่นั้น ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่นายกรัฐมนตรีไทย แพทองธาร ชินวัตร พยายามคลี่คลายโดยการพูดคุยโดยตรงกับฮุน เซน เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน

เสียงบางส่วนของการสนทนาถูกนำมาเผยแพร่ในตอนแรก ซึ่งได้ยินว่าแพทองธาร วัย 38 ปี วิจารณ์นายพลไทยคนหนึ่งและแสดงความนอบน้อมต่อฮุน เซน ต่อมาฮุน เซน ได้เผยแพร่เสียงบันทึกฉบับเต็มของการสนทนาดังกล่าว นำไปสู่ วิกฤตการเมืองในประเทศไทย

ในการกล่าวสุนทรพจน์ที่ออกอากาศทางโทรทัศน์ยาวสามชั่วโมงในช่วงปลายเดือนมิถุนายน ฮุน เซน กล่าวตำหนิแพทองธารอย่างเปิดเผยต่อการจัดการปัญหาเขตแดน และยังโจมตีอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ผู้เป็นบิดาของเธอ ซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นพันธมิตรของเขามาอย่างยาวนาน

ฮุน เซน เป็นนักการเมืองมากประสบการณ์ ที่รอดชีวิตจากความปั่นป่วนของการเมืองกัมพูชา และความเปลี่ยนแปลงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตลอดช่วงกว่า 50 ปีที่ผ่านมา

เขาเกิดในครอบครัวชาวนาในจังหวัดที่เคยถูกสหรัฐฯ ทิ้งระเบิดอย่างหนักในช่วงสงครามลับในกัมพูชาและลาว ก่อนจะกลายเป็นทหารของเขมรแดง ซึ่งเป็นระบอบที่เข่นฆ่าประชาชนกัมพูชากว่า 1 ใน 4 ระหว่างปี 1975–1979

แต่เขาแปรพักตร์ไปอยู่กับเวียดนามในปี 1977 และเมื่อเวียดนามโค่นล้มระบอบเขมรแดง ฮุน เซน ก็กลับมากัมพูชาในฐานะรัฐมนตรีต่างประเทศ และต่อมาได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี

เขาถือเป็นผู้นำที่สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับกัมพูชา โดยรายได้เฉลี่ยต่อหัวของประเทศเพิ่มขึ้นเกือบสี่เท่าจาก 240 ดอลลาร์ เป็น 1,000 ดอลลาร์ ระหว่างปี 1993 ถึง 2013

อย่างไรก็ตาม ความมั่งคั่งส่วนใหญ่กลับตกอยู่ในมือชนชั้นนำของประเทศ ขณะที่ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองถูกจับกุมหรือเนรเทศ สื่อที่วิจารณ์รัฐบาลถูกปิด และเสียงวิจารณ์จากประชาชนถูกปราบปราม เปิดทางให้ฮุน มาเนต สืบทอดอำนาจต่อ แต่การตัดสินใจด้านนโยบายภายในประเทศบางประการก็ยังต้องนำเสนอต่อฮุน เซน เพื่อให้เขาอนุมัติ ตามข้อมูลจากนักการทูตประจำภูมิภาคที่มีปฏิสัมพันธ์กับเจ้าหน้าที่กัมพูชา

ขณะนี้ ความขัดแย้งชายแดนยิ่งทำให้เห็นอิทธิพลของเขาชัดเจนขึ้น และเกิดกระแสสนับสนุนรัฐบาลอย่างล้นหลามบนโซเชียลมีเดีย ท่ามกลางกระแสชาตินิยมที่เพิ่มขึ้น

“ไม่มีใครแปลกใจที่เขาจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในสถานการณ์นี้ ซึ่งก็แสดงให้เห็นว่า ทุกคนรู้ดีว่าเขายังมีอำนาจ และถ้าเป้าหมายคือการปลุกกระแสชาตินิยม เขาก็ทำสำเร็จแล้ว” นักการทูตอีกรายที่ประจำอยู่ในกัมพูชากล่าว.

ที่มา : รอยเตอร์ส

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ทหารไทยปะทะกัมพูชา

“ฮุน มาเนต” โพสต์ซึ้ง ขอบคุณทรัมป์ ลดภาษีเหลือ 19% พร้อมชื่นชมทีมเจรจาภาษีทำงานอย่างหนัก

"ฮุน มาเนต" โพสต์ซึ้ง ขอบคุณทรัมป์ ลดภาษีเหลือ 19% พร้อมชื่นชมทีมเจรจาภาษีทำงานอย่างหนัก

1 ส.ค. 2568 08:52 น.

“ฮุน มาเนต” โพสต์ซึ้ง ขอบคุณทรัมป์ ลดภาษีเหลือ 19% พร้อมชื่นชมทีมเจรจาภาษีทำงานอย่างหนัก

“ฮุน มาเนต” นายกฯ กัมพูชา โพสต์ซึ้ง ขอบคุณโดนัลด์ ทรัมป์ ลดภาษีเหลือ 19% หลังพูดคุยทางโทรศัพท์กัน 2 รอบเพื่อนำสันติภาพถาวรสู่ภูมิภาค พร้อมชื่นชมทีมเจรจาภาษีกัมพูชาที่ทำงานอย่างหนัก

วันที่ 1 สิงหาคม 2568 นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โพสต์เฟซบุ๊กขอบคุณ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ หลังสหรัฐฯ ประกาศลดภาษีนำเข้าสินค้าจากกัมพูชา ลงเหลือ 19% จากเดิมที่เคยสูงถึง 49% และลดลงมาเป็น 36% ชี้เป็นข่าวดีต่อประชาชนและเศรษฐกิจกัมพูชา พร้อมยกย่องทรัมป์ที่ให้ความสนใจสถานการณ์ชายแดนกัมพูชา–ไทย โดยช่วยผลักดันให้เกิดการหยุดยิงโดยตรงระหว่างกองทัพไทยและกัมพูชา

นายฮุน มาเนต เปิดเผยว่า ได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีทรัมป์ถึง 2 ครั้ง ในวันที่ 26 และ 28 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยได้ขอให้สหรัฐฯ เข้าใจสถานการณ์ของกัมพูชา ซึ่งเพิ่งฟื้นตัวจากสงครามยาวนานกว่า 500 ปี และเสนอให้ลดภาษีนำเข้าสินค้าเพื่อช่วยยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน

ผู้นำกัมพูชาระบุว่า ขอขอบคุณท่านประธานาธิบดีทรัมป์ ที่ให้ความเข้าใจแก่กัมพูชา พร้อมเปิดโอกาสให้กัมพูชาได้สานต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสองประเทศ 

นอกจากนี้ ฮุน มาเนต ยังกล่าวว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา อย่างใกล้ชิด และมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้เกิดการหยุดยิงโดยตรงระหว่างกองทัพทั้งสองฝั่ง เพื่อเดินหน้าสู่สันติภาพถาวรและความสัมพันธ์ที่เป็นปกติในอนาคตอันใกล้

เขายังกล่าวว่า เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคมที่ผ่านมา ทรัมป์กล่าวว่า เขาจะพิจารณาข้อเสนอเรื่องการลดภาษี และจะทำให้กัมพูชามีความสุข  และวันนี้ เขาก็ตัดสินใจลดภาษีนำเข้าสินค้าจากกัมพูชาลงเหลือ 19%”  

นอกจากนี้เขายังกล่าวขอบคุณ ทีมเจรจาภาษีสหรัฐฯ โดยเฉพาะรองนายกรัฐมนตรีซุน จันทอล ที่นำทีมฝ่ายกัมพูชาเจรจาอย่างหนัก จนบรรลุข้อตกลงที่น่าพอใจในที่สุด.

จัสติน ทิมเบอร์เลค ป่วยด้วยโรคลายม์ จิตตกถึงขั้นอยากยุติทัวร์คอนเสิร์ต

จัสติน ทิมเบอร์เลค ป่วยด้วยโรคลายม์ จิตตกถึงขั้นอยากยุติทัวร์คอนเสิร์ต

1 ส.ค. 2568 08:24 น.

จัสติน ทิมเบอร์เลค ป่วยด้วยโรคลายม์ จิตตกถึงขั้นอยากยุติทัวร์คอนเสิร์ต

นักร้องชื่อดัง จัสติน ทิมเบอร์เลค เปิดเผยว่าเขาได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคลายม์ โรคติดเชื้อแบคทีเรียจากการถูกเห็บกัด ซึ่งส่งผลกระทบทั้งทางร่างกายและจิตใจ ถึงขั้นเคยคิดยุติทัวร์คอนเสิร์ต

จัสติน ทิมเบอร์เลค อดีตสมาชิกวง NSYNC และนักร้องเจ้าของเพลงฮิต SexyBack เปิดเผยผ่านโพสต์บนอินสตาแกรม เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 31 กรกฎาคมว่า เขาป่วยเป็นโรคลายม์ (Lyme) โดยกล่าวว่าโรคนี้ “สามารถบั่นทอนทั้งร่างกายและจิตใจได้อย่างต่อเนื่องและรุนแรง”

โพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่หลังจบทัวร์ Forget Tomorrow ซึ่งปิดท้ายที่ประเทศตุรกีเมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดย ทิมเบอร์เลค ยอมรับว่า เขาเคยคิดจะยุติการทัวร์หลังได้รับการวินิจฉัยโรคดังกล่าว แต่ตัดสินใจเดินหน้าต่อ เพราะ “ความสุขจากการได้แสดงมันมีค่ามากกว่าความเครียดชั่วคราวที่ร่างกายต้องเผชิญ ผมดีใจที่ไม่ยอมแพ้”

ทิมเบอร์เลค ยังเขียนในโพสต์ว่า “ผมไม่แน่ใจว่าผมจะได้กลับมายืนบนเวทีอีกเมื่อไร แต่ผมจะไม่มีวันลืมทัวร์ครั้งนี้ และทุกครั้งที่ผ่านมา มันเป็นประสบการณ์ที่เหมือนตำนานสำหรับผมจริงๆ”

ตลอดทัวร์ดังกล่าว ทิมเบอร์เลค ต้องยกเลิกและเลื่อนโชว์หลายรอบ โดยให้เหตุผลด้านปัญหาสุขภาพ รวมถึงอาการหลอดลมอักเสบและกล่องเสียงอักเสบ เขาเลื่อนคอนเสิร์ตในสหรัฐ 6 รอบจากเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน ไปเป็นเดือนกุมภาพันธ์ และสุดท้ายก็ต้องยกเลิกโชว์สุดท้ายในรัฐโอไฮโอ เนื่องจากเป็นไข้หวัดใหญ่

ขณะที่ตัวแทนของ ทิมเบอร์เลค ยังไม่ได้ตอบกลับต่อคำขอสัมภาษณ์จากสำนักข่าวเอพี

ก่อนหน้านี้ในปี 2024 ทิมเบอร์เลค เคยรับสารภาพว่าขับรถขณะมึนเมาในเมืองแฮมป์ตัน รัฐนิวยอร์ก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงในคดี เขาได้ร่วมทำวิดีโอให้ความรู้เกี่ยวกับความปลอดภัยบนท้องถนน เพื่อเตือนผู้ขับขี่ไม่ให้ดื่มแล้วขับ

ท้ายโพสต์ทิมเบอร์เลค กล่าวขอบคุณภรรยา เจสสิก้า บีล และลูกชายทั้งสองคน ไซลาส กับ ฟิเนียส โดยเขียนว่า

“ไม่มีสิ่งใดทรงพลังไปกว่าความรักที่ไม่มีเงื่อนไขจากพวกคุณ พวกคุณคือหัวใจและบ้านของผม ผมกำลังจะกลับบ้านแล้ว”

จัสติน ทิมเบอร์เลค ป่วยด้วยโรคลายม์ จิตตกถึงขั้นอยากยุติทัวร์คอนเสิร์ต

ทำความรู้จักกับโรค ลายม์

โรคลายม์เป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจากแบคทีเรียโดย เห็บขาดำ หรือที่เรียกว่า เห็บกวาง ซึ่งตัวเล็กมาก บางครั้งเล็กเท่าหัวเข็มหมุด

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐฯ (CDC) ระบุว่า ในแต่ละปีมีชาวอเมริกันราว 476,000 คนที่ได้รับการรักษาโรคลายม์ 

สำหรับอาการเริ่มต้นของโรคลายม์ ได้แก่ อ่อนเพลีย มีไข้ ปวดข้อ และในหลายกรณีจะมี ผื่นแดงคล้ายเป้ายิง ปรากฏที่บริเวณถูกกัด แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีผื่นดังกล่าว

หากได้รับการวินิจฉัยและรักษาด้วย ยาปฏิชีวนะตั้งแต่ระยะแรก มักจะรักษาได้ผลดี แต่หากปล่อยไว้โดยไม่รักษา อาจส่งผลให้เกิด ข้ออักเสบรุนแรง หรือปัญหาทางหัวใจและระบบประสาท ได้ และในบางราย อาการอาจยังคงอยู่แม้จะได้รับการรักษาแล้ว.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ จัสติน ทิมเบอร์เลค

ภาษีทรัมป์เริ่มบังคับใช้ 7 ส.ค. หลังประกาศอัตราใหม่ ไทยโดน 19%

ภาษีทรัมป์เริ่มบังคับใช้ 7 ส.ค. หลังประกาศอัตราใหม่ ไทยโดน 19%

1 ส.ค. 2568 08:10 น.

ภาษีทรัมป์เริ่มบังคับใช้ 7 ส.ค. หลังประกาศอัตราใหม่ ไทยโดน 19%

สหรัฐฯ จะเริ่มบังคับใช้อัตราภาษีใหม่กับประเทศคู่ค้าทั่วโลกในวันที่ 7 ส.ค.นี้ เลื่อนจากวันที่ 1 เพื่อให้กรมศุลกากรมีเวลาเปลี่ยนแปลงเพื่อการเก็บภาษีใหม่นี้

สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นรายงานว่า เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้ ทำเนียบขาวสหรัฐฯ เพิ่งประกาศอัตราภาษีต่างตอบแทนใหม่เมื่อกลางดึกวันพฤหัสบดีที่ 31 ก.ค. 2568 รวมทั้งแผนภาษีใหม่

ทำเนียบขาวระบุว่า พวกเขาจะเก็บภาษีพื้นฐาน (baseline tariff) หรือภาษีครอบจักรวาล (universal tariff) กับสินค้าที่นำเข้าสู่สหรัฐฯ ในอัตรา 10% ตามเดิม เหมือนกับที่ประกาศเมื่อ 2 เม.ย. แต่ภาษีนี้จะส่งผลกับประเทศที่สหรัฐฯ “เกินดุล” การค้า หรือสหรัฐฯ ส่งออกมากกว่านำเข้าเท่านั้น

ส่วนแผนภาษีใหม่ ซึ่งเดิมเรียกว่าภาษีต่างตอบแทน จะกำหนดอัตราภาษีต่ำสุดไว้ที่ 15% โดยจะบังคับใช้กับประเทศที่สหรัฐฯ “ขาดดุล” การค้า โดยมีประมาณ 40 ประเทศที่เผชิญกำแพงภาษีใหม่อัตรา 15% นี้ ทำให้หลายประเทศถูกเก็บภาษีในอัตราต่ำกว่าตอนที่ประกาศเมื่อ 2 เม.ย. ในฐานะภาษีต่างตอบแทน

ขณะเดียวกัน มีหลายสิบประเทศที่ถูกตั้งอัตราภาษีสูงกว่า 15% ทั้งนี้เนื่องจากพวกเขาทำข้อตกลงกรอบการค้าใหม่กับสหรัฐฯ เพื่อลดอัตราภาษีที่สูงกว่านี้ไปแล้ว หรือเป็นเพราะโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งจดหมายแจ้งอัตราภาษีให้พวกเขาก่อนหน้านี้ โดยประเทศเหล่านี้ล้วนเป็นประเทศที่สหรัฐฯ ขาดดุลการค้าในปริมาณมาก

รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศด้วยว่า อัตราภาษีใหม่นี้จะเริ่มบังคับใช้ในวันที่ 7 ส.ค. 2568 แทนที่จะเป็นวันที่ 1 ส.ค. ตามเส้นตายที่ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ เพื่อให้เวลากรมศุลกากรและคุ้มกันชายแดน (CBP) มีเวลาเพียงพอเพื่อดำเนินการเปลี่ยนแปลงที่จำเป็นสำหรับเก็บภาษีศุลกากรในอัตราใหม่ดังกล่าว

ทั้งนี้ ชาติอาเซียนเกือบทั้งหมดอยู่ในกลุ่มประเทศที่สหรัฐฯ ขาดดุลการค้าด้วย ทำให้ถูกเก็บภาษีในอัตราสูงกว่า 15% โดยที่ไทยถูกตั้งกำแพงภาษีไว้ที่ 19% เช่นเดียวกับกัมพูชา, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ขณะที่เวียดนามโดนเก็บ 20% บรูไน 25% ลาวกับเมียนมาโดนภาษีอัตราสูงถึง 40% ส่วนสิงคโปร์เก็บภาษีพื้นฐาน 10%

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

สลด เด็กชายปาเลสไตน์วัย 2 ขวบ เสียชีวิตเพราะขาดสารอาหารอย่างรุนแรง

สลด เด็กชายปาเลสไตน์วัย 2 ขวบ เสียชีวิตเพราะขาดสารอาหารอย่างรุนแรง

1 ส.ค. 2568 08:03 น.

สลด เด็กชายปาเลสไตน์วัย 2 ขวบ เสียชีวิตเพราะขาดสารอาหารอย่างรุนแรง

เด็กชายอาเหม็ด ซาเมียร์ อับดุลอัล ชาวปาเลสไตน์ วัย 2 ขวบ เสียชีวิตจากภาวะขาดสารอาหารรุนแรง ในเมืองคานยูนิส ฉนวนกาซา  ท่ามกลางวิกฤติขาดแคลนอาหารที่เลวร้ายลง ภายใต้การปิดล้อมของอิสราเอล

วันที่ 31 กรกฎาคม 2568 สำนักข่าวเอพี รายงานว่า  เด็กชายอาเหม็ด ซาเมียร์ อับดุลอัล ชาวปาเลสไตน์ วัย 2 ขวบ เสียชีวิตอย่างน่าสลดจากภาวะขาดสารอาหารอย่างรุนแรง ในเมืองคานยูนิส ทางตอนใต้ของฉนวนกาซา  ท่ามกลางวิกฤติขาดแคลนอาหารที่เลวร้ายลงเรื่อย ๆ ภายใต้การปิดล้อมของอิสราเอล

รายงานข่าวระบุว่า ร่างของเด็กชายอาเหม็ด ถูกส่งจากโรงพยาบาลนาเซอร์ เมดิคัล คอมเพล็กซ์ กลับคืนสู่อ้อมอกครอบครัวในสภาพไร้วิญญาณ ท่ามกลางความเศร้าโศกเสียใจของพ่อแม่และญาติพี่น้องที่ไม่สามารถทำอะไรได้เลยเพื่อช่วยชีวิตเด็กชายอาเหม็ด

โดยนับตั้งแต่อิสราเอลเปิดฉากโจมตีกาซาอย่างรุนแรงเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตแล้วกว่า 60,200 ศพ ขณะเดียวกันการโจมตีอย่างต่อเนื่องได้ทำลายโครงสร้างพื้นฐานของฉนวนกาซาอย่างราบคาบ และนำมาสู่ภาวะขาดแคลนอาหาร และยารักษาโรคอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในพื้นที่ทางตอนใต้ ซึ่งถูกตัดขาดความช่วยเหลือ

ก่อนหน้านี้ กลุ่มสิทธิมนุษยชน “เบต เซเล็ม” และ “กลุ่มแพทย์เพื่อสิทธิมนุษยชน–อิสราเอล” ออกแถลงการณ์กล่าวหารัฐบาลอิสราเอลว่ากระทำ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ต่อชาวปาเลสไตน์ โดยชี้ว่าเป็นการทำลายโครงสร้างของสังคมปาเลสไตน์อย่างเป็นระบบ รวมถึงการพังทลายของระบบสาธารณสุขในพื้นที่

ขณะที่เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมา ศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือไอซีซี  ได้ออกหมายจับนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล และนายโยอาฟ กัลลันต์ อดีตรัฐมนตรีกลาโหม ฐานก่ออาชญากรรมสงครามและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติในฉนวนกาซา นอกจากนี้ อิสราเอลยังถูกดำเนินคดีข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือไอซีเจ จากปฏิบัติการทางทหารที่ยืดเยื้อในฉนวนกาซา.

ด่วน สหรัฐฯ ตั้งกำแพงภาษีต่างตอบแทนไทย 19% เท่ากัมพูชา-มาเลเซีย

ด่วน สหรัฐฯ ตั้งกำแพงภาษีต่างตอบแทนไทย 19% เท่ากัมพูชา-มาเลเซีย

1 ส.ค. 2568 06:44 น.

ด่วน สหรัฐฯ ตั้งกำแพงภาษีต่างตอบแทนไทย 19% เท่ากัมพูชา-มาเลเซีย

สหรัฐฯ ประกาศอัตราภาษีต่างตอบแทนใหม่ที่พวกเขาจะเก็บจากหลายสิบประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยซึ่งถูกตั้งกำแพงภาษีไว้ที่ 19% เท่ากับกัมพูชา

ทำเนียบขาวสหรัฐฯ ประกาศอัตราภาษีต่างตอบแทนใหม่ที่สหรัฐฯ จะเก็บจากสินค้าของประเทศต่างๆ ผ่านเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของพวกเขา ในคืนวันที่ 31 ก.ค. 2568 หรือเพียงไม่นานก่อนที่เส้นตายการบังคับใช้ภาษีจะมาถึงในวันที่ 1 ส.ค.นี้

ตารางอัตราภาษีใหม่นี้ระบุว่า สหรัฐฯ จะเก็บภาษีต่างตอบแทนจากสินค้าที่นำเข้าจากประเทศไทยในอัตรา 19%

ส่วนประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียนก็โดนภาษีในอัตราแตกต่างกันไป โดยกัมพูชา, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ โดนเก็บภาษี 19% เวียดนาม 20% บรูไน 25% ลาวกับเมียนมาโดนภาษีอัตราสูงถึง 40% แต่ไม่มีสิงคโปร์อยู่ในตาราง โดยสหรัฐฯ ประกาศก่อนหน้านี้ว่า จะเก็บสิงคโปร์เพียงภาษีพื้นฐาน 10% เท่านั้น

ส่วนประเทศที่ถูกเรียกเก็บภาษีมากที่สุดตามตารางล่าสุดที่ถูกเผยแพร่ออกมาคือ ซีเรีย ถูกตั้งกำแพงภาษีที่ 41%

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : whitehouse.gov