เซเลนสกียอมแล้ว คืนอำนาจให้หน่วยงานต่อต้านคอร์รัปชัน หวังยุติประท้วง

เซเลนสกียอมแล้ว คืนอำนาจให้หน่วยงานต่อต้านคอร์รัปชัน หวังยุติประท้วง

1 ส.ค. 2568 05:35 น.

เซเลนสกียอมแล้ว คืนอำนาจให้หน่วยงานต่อต้านคอร์รัปชัน หวังยุติประท้วง

เซเลนสกีผู้นำยูเครน ลงนามกฎหมายฉบับใหม่ คืนอำนาจอิสระให้แก่หน่วยงานต่อต้านคอร์รัปชัน 2 แห่งแล้ว หลังรัฐบาลเผชิญการประท้วงอย่างหนักเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดสงครามกับรัสเซีย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประธานาธิบดี โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน ลงนามกฎหมายฟื้นฟูอำนาจอิสระของหน่วยงานต่อต้านการคอร์รัปชันหลัก 2 แห่งให้กลับคืนดังเดิมแล้ว ในวันพฤหัสบดีที่ 31 ก.ค. 2565 หลังจากเมื่อสัปดาห์ก่อนเขาตัดสินใจแต่งตั้งคนคุมหน่วยงานทั้งสองจนทำให้เกิดการประท้วงต่อต้านรัฐบาลครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามกับรัสเซียเริ่มขึ้น

กระแสต่อต้านการออกกฎหมายแต่งตั้งอัยการสูงสุดขึ้นเป็นผู้ควบคุมสำนักงานต่อต้านการคอร์รัปชันแห่งชาติ (NABU) กับสำนักงานอัยการต่อต้านคอร์รัปชัน (SAP) ยังคงรุนแรงมาจนถึงตอนนี้ จนทำให้วันพฤหัสบดีที่สมาชิกสภายูเครนมีมติผ่านร่างกฎหมายฟื้นอำนาจอิสระให้กับหน่วยงานทั้งสองด้วยคะแนนเห็นชอบ 331 เสียง จาก ส.ส.ทั้งหมด 340 คน ก่อนที่เซเลนสกีจะลงนามบังคับใช้กฎหมาย

ตอนที่อนุมัติกฎหมายควบคุมเมื่อสัปดาห์ก่อน เซเลนสกีอ้างว่าเป็นขั้นที่จำเป็นต้องทำเพื่อกำจัดอิทธิพลของรัสเซียออกจากหน่วยงานทั้งสอง และมีลูกจ้าง 2 คนของหนึ่งในหน่วยงานดังกล่าวถูกจับกุมตัว ในฐานะผู้ต้องสงสัยทำงานให้หน่วยข่าวกรองของรัสเซียด้วย

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดในวันพฤหัสบดี เซเลนสกีโพสต์ข้อความผ่าน X ว่า เขาได้ฟังเสียงของชาวยูเครนแล้ว และการย้อนคืนกฎหมายที่เป็นข้อถกเถียงฉบับนั้น คือการตัดสินใจที่ถูกต้อง

กฎหมายฉบับล่าสุดที่เขาลงนาม รับประกันว่า NABU กับ SAP จะมีกลไกการทำงานอิสระอย่างเหมาะสม และจะมีการตรวจจับเท็จสำหรับเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายที่เข้าถึงความลับของรัฐ หรือมีความเกี่ยวข้องกับรัสเซียทุกคนเป็นประจำ

ทั้งนี้ ยูเครนถูกมองเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการคอร์รัปชันมากที่สุดในยุโรปมานานแล้ว และสหภาพยุโรปเคยเตือนยูเครนหลายครั้งว่า ต้องบังคับใช้มาตรการต่อต้านการคอร์รัปชันที่เข้มแข็งกว่านี้ หากต้องการเข้าร่วมเป็นสมาชิกของพวกเขา

หลังการเคลื่อนไหวล่าสุดของยูเครน นางเออร์ซูลา วอน แดร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป กับนายอันโตนิโอ คอสตา ประธานคณะมนตรียุโรป ก็ออกมาโพสต์ผ่าน X เพื่อแสดงความยินดีกับการลงนามกฎหมายฉบับใหม่ของยูเครน โดยระบุว่า การปฏิรูปการต่อต้านคอร์รัปชันในยูเครนควรดำเนินต่อไป เพราะมันมีความสำคัญในกระบวนการเข้าร่วมเป็นสมาชิก EU ของยูเครน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

กัมพูชารับข้อเสนอไทย จัดประชุม GBC ที่มาเลเซีย ขอผู้แทน 3 ชาติเข้าร่วมด้วย

กัมพูชารับข้อเสนอไทย จัดประชุม GBC ที่มาเลเซีย ขอผู้แทน 3 ชาติเข้าร่วมด้วย

1 ส.ค. 2568 02:24 น.

กัมพูชารับข้อเสนอไทย จัดประชุม GBC ที่มาเลเซีย ขอผู้แทน 3 ชาติเข้าร่วมด้วย

รัฐมนตรีกลาโหมกัมพูชาตอบรับข้อเสนอของไทย ที่ขอให้จัดการประชุม GBC ในสถานที่เป็นกลางในมาเลเซีย โดยฝ่ายกัมพูชาเสนอให้ผู้แทนมาเลเซีย, สหรัฐฯ และจีน เข้าร่วมในฐานะผู้สังเกตการณ์ด้วย

เมื่อ 31 ก.ค. 2568 พลเอกเตีย เซ็ยฮา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแห่งชาติของกัมพูชา ได้ทำหนังสือตอบกลับพลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของไทย เรื่องที่ไทยเสนอให้จัดการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) วาระวิสามัญ ในสถานที่เป็นกลางในมาเลเซีย

โดยในหนังสือตอบกลับ พลเอกเตีย เซ็ยฮา เห็นด้วยกับข้อเสนอของฝ่ายไทย และเสนอให้มีตัวแทนของ 3 ประเทศได้แก่ มาเลเซีย, สหรัฐอเมริกา และจีน เข้าร่วมสังเกตการณ์ด้วย โดยมีเนื้อหาดังนี้

“เพื่อตอบกลับจดหมายของท่านเมื่อวันที่ 31 ก.ค. 2568 เรื่องคำร้องขอให้จัดการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) วาระวิสามัญ ณ สถานที่เป็นกลางในมาเลเซีย ตั้งแต่วันที่ 4 ถึง 7 สิงหาคม 2568 ข้าพเจ้ายินดีที่จะนำคณะผู้แทนระดับสูงเข้าร่วมการประชุมข้างต้นตามข้อเสนอของท่าน”

“ในขณะเดียวกัน เนื่องจากมาเลเซีย, สหรัฐ และสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นตัวละครสำคัญในการอำนวยความสะดวกในการทำข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกัมพูชากับไทยเมื่อ 28 ก.ค. 2568 ที่ปุตราจายา ประเทศมาเลเซีย ข้าพเจ้าจึงอยากขอเสนอให้มีผู้แทนจากประเทศข้างต้นทั้ง 3 เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปวาระวิสามัญนี้ด้วย ในฐานะผู้สังเกตการณ์”

“ข้าพเจ้ายังอยากใช้โอกาสนี้ ขอขอบคุณอย่างจริงใจต่อประเทศมาเลเซีย สำหรับบทบาทของพวกเขาในฐานะประธานอาเซียน และประธานกลุ่มผู้สังเกตการณ์นานาชาติ เช่นเดียวกับ สหรัฐฯ กับสาธารณรัฐประชาชนจีน สำหรับการมีบทบาทสำคัญในเรื่องนี้”

“ข้าพเจ้าเฝ้ารอโอกาสที่จะพบกับท่านและมีส่วนร่วมในการเจรจาความร่วมมืออย่างเป็นมิตร โดยมีเป้าหมายเพื่อบรรลุทางแก้ปัญหาอย่างสันติ”

“โปรดรับคำชื่นชมจากข้าพเจ้า ฯพณฯ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแห่งราชอาณาจักรไทย”

ลงนาม “พลเอก เตีย เซ็ยฮา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแห่งชาติ”

กัมพูชารับข้อเสนอไทย จัดประชุม GBC ที่มาเลเซีย ขอผู้แทน 3 ชาติเข้าร่วมด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : facebook / freshnewsasia

สื่อกัมพูชาอ้าง สวีเดนระงับขายบินรบ “กริพเพน” ให้ไทย หลังใช้ถล่มกัมพูชา

สื่อกัมพูชาอ้าง สวีเดนระงับขายบินรบ “กริพเพน” ให้ไทย หลังใช้ถล่มกัมพูชา

1 ส.ค. 2568 00:58 น.

สื่อกัมพูชาอ้าง สวีเดนระงับขายบินรบ “กริพเพน” ให้ไทย หลังใช้ถล่มกัมพูชา

สื่อกัมพูชาอ้างว่า สวีเดนระงับการขายเครื่องบินรบ กริพเพน ให้ไทย หลังกองทัพไทยใช้เครื่องบินรุ่นนี้โจมตีในกัมพูชาเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้

เมื่อ 31 ก.ค. 2568 สำนักข่าว พนมเปญ โพสต์ ของประเทศกัมพูชา รายงานว่า สวีเดนระงับการขายเครื่องบินรบ “กริพเพน” (Gripen) เพิ่มเติมให้แก่ประเทศไทย หลังกองทัพอากาศไทยใช้เครื่องบินรุ่นดังกล่าวโจมตีในกัมพูชา

พนมเปญ โพสต์ อ้างรายงานของเว็บไซต์ข่าว Breaking Defense ว่า ในช่วงเกือบ 40 ปีที่ผ่านมา เครื่องบินรบกริพเพนของสวีเดนไม่เคยสังหารใครมาก่อน ไทยเป็นประเทศแรกที่ใช้เครื่องบินรุ่นนี้ในการต่อสู้

สื่อกัมพูชาระบุอีกว่า การโจมตีทางอากาศเมื่อไม่นานมานี้ของไทยต่อเป้าหมายในกัมพูชา ถือเป็นครั้งแรกที่เครื่องกริพเพนถูกใช้ในภารกิจทิ้งระเบิด นอกเหนือไปจากการฝึกซ้อม หรือการสาธิตต่างๆ

ทั้งนี้ รายงานของ Breaking Defense ที่เผยแพร่เมื่อ 29 ก.ค. แต่ตั้งคำถามเรื่องการซื้อเครื่องบินกริพเพนในอนาคตระหว่างไทยกับสวีเดน

Breaking Defense ระบุว่า เมื่อเดือนมิถุนายน 2568 ไทยประกาศแผนจะซื้อเครื่อง E/F Gripen อีก 12 ลำ โดยคาดว่าจะมีคำสั่งซื้อในเร็วๆ นี้ ขณะที่รัฐสภาสวีเดนได้มอบอำนาจให้รัฐบาลเข้าสู่การทำข้อตกลงขายกริพเพนให้ไทยไม่เกิน 12 ลำ บวกกับระบบป้องกันทางอากาศเพิ่มเติม แต่ยังไม่มีการลงนามสัญญาซื้อขายระหว่างกัน

ข้อตกลงส่งออกอาวุธดังกล่าวต้องได้รับการอนุมัติจากรัฐบาล โดยมีขั้นตอนทางราชการที่ต้องผ่านหลายขั้น และนางมาเรีย มัลเมอร์ สตีเนอร์การ์ด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการต่างประเทศของสวีเดน คือผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้าย ผ่านสำนักงานเพื่อการลดและไม่แพร่ขยายอาวุธ กับสำนักงานตรวจสอบผลิตภัณฑ์เชิงยุทธศาสตร์ (ISP) ซึ่งเธอเป็นผู้ควบคุม

โดยในการให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (28 ก.ค.) นางสตีเนอร์การ์ดกล่าวว่า ไม่สัญญาว่าจะอนุมัติการซื้อเครื่องบินกริพเพนรอบใหม่ของไทย และระบุว่า รัฐบาลกำลังจับตาดูพัฒนาการในเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทยกับกัมพูชาอย่างใกล้ชิด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : Phnom Penh Postbreaking defense

ทรัมป์เลื่อนเก็บภาษีตอบโต้เม็กซิโกอีก 90 วัน เก็บ 25% เท่าเดิมไปก่อน

ทรัมป์เลื่อนเก็บภาษีตอบโต้เม็กซิโกอีก 90 วัน เก็บ 25% เท่าเดิมไปก่อน

31 ก.ค. 2568 23:01 น.

ทรัมป์เลื่อนเก็บภาษีตอบโต้เม็กซิโกอีก 90 วัน เก็บ 25% เท่าเดิมไปก่อน

โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเลื่อนบังคับใช้ภาษีต่างตอบแทนกับเม็กซิโกออกไปอีก 90 วัน โดยจะใช้ข้อตกลงเดิมต่อไปก่อนระหว่างที่ทั้งสองฝ่ายเจรจาข้อตกลงการค้า

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 31 ก.ค. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศผ่าน Truth Social ว่า เขาจะเลื่อนการบังคับใช้มาตรการภาษีต่างตอบแทนอัตรา 30% กับเม็กซิโกไปก่อน โดยจะใช้ข้อตกลงเดิมซึ่งจะเก็บภาษีสินค้าบางรายการที่นำเข้าจากเม็กซิโกในอัตรา 25% ต่อไปอีก 90 วัน ในระหว่างนั้นทั้งสองฝ่ายจะหาทางทำข้อตกลงการค้าร่วมกัน

ข้อความของนายทรัมป์ระบุว่า “ผมเพิ่งเสร็จสิ้นการสนทนาทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีเม็กซิโก คลอเดีย เชนบาม ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมาก เพราะเราได้รู้จักและเข้าใจกันมากขึ้น”

“ความซับซ้อนของข้อตกลงกับเม็กซิโกค่อนข้างแตกต่างจากประเทศอื่น เนื่องจากทั้งปัญหาและประโยชน์ของพื้นที่ชายแดน เราได้ตกลงกันว่าจะขยายข้อตกลงเดิมที่เรามีในช่วงเวลาสั้นๆ ที่ผ่านมาออกไปอีก 90 วัน กล่าวคือ เม็กซิโกจะจ่ายภาษีเฟนทานิล 25%, ภาษีศุลกากรสำหรับรถยนต์ 25% และภาษีเหล็กกล้ากับอะลูมิเนียม และทองแดง 50% ต่อไป นอกจากนั้น เม็กซิโกตกลงจะยกเลิกมาตรการกำแพงการค้าที่ไม่ใช่ภาษีศุลกากรซึ่งมีอยู่มากมายในทันที”

“เราจะพูดคุยกับเม็กซิโกในช่วง 90 วันข้างหน้าโดยมีเป้าหมายคือการลงนามข้อตกลงการค้าภายในช่วงเวลา 90 วันดังกล่าว หรืออาจจะนานกว่านั้น”

“ความร่วมมือบริเวณชายแดนจะดำเนินต่อไปเนื่องจากมันเกี่ยวข้องกับความมั่นคงในทุกด้าน ทั้งเรื่องยาเสพติด, การกระจายยาเสพติด และการอพยพเข้าสู่สหรัฐฯ อย่างผิดกฎหมาย ขอบคุณที่ให้ความสนใจในเรื่องนี้”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : Truth Social / @realDonaldTrump

กัมพูชาอ้างอีก ระเบิด MK-84 เป็นของไทยไม่ใช่ของเก่า ท้าเข้าไปตรวจสอบ

กัมพูชาอ้างอีก ระเบิด MK-84 เป็นของไทยไม่ใช่ของเก่า ท้าเข้าไปตรวจสอบ

31 ก.ค. 2568 22:17 น.

กัมพูชาอ้างอีก ระเบิด MK-84 เป็นของไทยไม่ใช่ของเก่า ท้าเข้าไปตรวจสอบ

ทางการกัมพูชาออกมาอ้างอีกครั้งว่า ระเบิด MK-84 ที่พวกเขาพบเป็นของที่ไทยเพิ่งทิ้งลงมาโจมตี ไม่ใช่ของเก่าจากสงครามในอดีต พร้อมท้าใครก็ตามที่สงสัยให้เข้าไปตรวจสอบ

เมื่อ 31 ก.ค. 2568 นาย เฮง รัตนะ ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งกัมพูชา (CMAC) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กอีกครั้ง เพื่อยืนยันว่าภาพระเบิด MK-84 ที่เขาเผยแพร่ก่อนหน้านี้ คือระเบิดที่เครื่องบินรบไทยทิ้งใส่กัมพูชาระหว่างการปะทะครั้งล่าสุดจริงๆ ไม่ใช่ของเก่าจากการต่อสู้ในอดีตตามที่มีผู้ออกมาโต้แย้ง

ข้อความของนายเฮงระบุว่า “วันนี้ 31 ก.ค. 2568 ผู้เชี่ยวชาญด้านการเก็บกู้วัตถุระเบิดของ CMAC ทำการสำรวจและระบุจุดตกของระเบิดได้เพิ่มอีก 9 จุด โดยเป็นหลุมระเบิด 4 จุด และเป็นรูจากระเบิดที่ไม่ระเบิดอีก 5 จุด โดยพวกเขายืนยันว่า ทั้งระเบิด MK-84, หลุมระเบิด และรูจากระเบิด คืออาวุธที่ทิ้งลงมาโดยกองทัพอากาศไทยระหว่างการปะทะล่าสุด (24-28 ก.ค.)”

“เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเน้นย้ำว่า CMAC มีฐานข้อมูลระเบิดในสงครามอินโดจีนทั้งหมด ซึ่งได้รับมาจากสหรัฐฯ โดยฐานข้อมูลนี้สามารถยืนยันได้ว่า ไม่มีการทิ้งระเบิด ณ จุดนี้ระหว่างสงครามในอดีต ขณะเดียวกัน เครื่องบิน F-16 กับระเบิดเหล่านี้ต้องถูกเก็บบันทึกอย่างดี ทั้งเรื่องจำนวนเที่ยวบินและระเบิดที่ใช้ รวมถึงชุดตัวเลขกำกับ (serial numbers) ของระเบิดด้วย”

“ตอนนี้มีข่าวปลอมมากมาย ดังนั้น CMAC จึงอยากขอเชิญใครก็ตามที่ตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับระเบิดใหม่เหล่านี้ ให้เข้ามาตรวจสอบระเบิดและจุดที่พบ ซึ่งนั่นรวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านระเบิดจากนานาชาติด้วย”

กัมพูชาอ้างอีก ระเบิด MK-84 เป็นของไทยไม่ใช่ของเก่า ท้าเข้าไปตรวจสอบ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : freshnewsasia

“มาลี” โฆษกกลาโหมกัมพูชา จี้ไทยปล่อย 20 ทหารกลับประเทศทันที

“มาลี” โฆษกกลาโหมกัมพูชา จี้ไทยปล่อย 20 ทหารกลับประเทศทันที

31 ก.ค. 2568 21:51 น.

“มาลี” โฆษกกลาโหมกัมพูชา จี้ไทยปล่อย 20 ทหารกลับประเทศทันที

โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชาออกมาเรียกร้องให้กองทัพไทยปล่อยตัวทหารกัมพูชา 20 นาย รวมถึงทหารคนอื่น ๆ หากมี กลับประเทศโดยเร็วที่สุด

ในการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน พลโทหญิง มาลี โสเจียตา รองเลขาธิการและโฆษกกระทรวงกลาโหมของประเทศกัมพูชา กล่าวว่า ณ เวลา 15.30 น. วันที่ 31 ม.ค. 2568 ฝ่ายไทยยังไม่ปล่อยตัวทหารกัมพูชา 20 นายที่ถูกจับกุมตัวเอาไว้คืนกลับมาให้กัมพูชา

พลโทมาลีกล่าวด้วยว่า กัมพูชาขอเรียกร้องให้ฝ่ายไทยส่งตัวทหารกัมพูชาทั้ง 20 นาย รวมถึงทหารกัมพูชาคนอื่น ๆ ที่อาจถูกจับเอาไว้ คืนกลับประเทศโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ พร้อมย้ำว่า ฝ่ายกัมพูชาจะเจรจาอย่างสุดความสามารถเพื่อนำพี่น้องของเรากลับมาอย่างปลอดภัยโดยเร็วที่สุด

โฆษกกระทรวงกลาโหมยังเรียกร้องให้ชาวกัมพูชาอยู่ในความสงบ โดยยืนยันว่ารัฐบาล, กระทรวงกลาโหม และกองทัพของประเทศจะไม่ทอดทิ้งทหารคนใด ไม่ว่าจะสถานการณ์ใดก็ตาม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : khmertimeskh

‘เกษตร’รับมือภาษีทรัมป์ ชู 3 หลักการปกป้องเกษตรกร พร้อมรักษาขีดความสามารถทางการค้า

‘เกษตร’รับมือภาษีทรัมป์ ชู 3 หลักการปกป้องเกษตรกร พร้อมรักษาขีดความสามารถทางการค้า

‘เกษตร’รับมือภาษีทรัมป์ ชู 3 หลักการปกป้องเกษตรกร พร้อมรักษาขีดความสามารถทางการค้า

วันศุกร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.06 น.

‘เกษตร’รับมือภาษีทรัมป์ ชู 3 หลักการปกป้องเกษตรกร พร้อมรักษาขีดความสามารถทางการค้า

1 สิงหาคม 2568 นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ในฐานะโฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ฝ่ายประจำ) เปิดเผยถึงผลการเจรจาภาษีต่างตอบแทน (Reciprocal Tariff) ระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกาว่า ล่าสุดวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกคำสั่งฝ่ายบริหาร (Executive Order) กำหนดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยที่อัตราร้อยละ 19 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป โดยอัตราดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องจากความพยายามในการเจรจาอย่างเข้มข้นของฝ่ายไทยที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลจากความพยายามในการเจรจาของฝ่ายไทยกับสหรัฐฯ ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกอบด้วย สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมปศุสัตว์ กรมประมง กรมวิชาการเกษตร และสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ได้เข้าร่วมในการกำหนดท่าทีภาคการเกษตร ร่วมกับรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (นายพิชัย ชุณหวชิร) และกระทรวงพาณิชย์ในฐานะฝ่ายเลขานุการ

ในการเจรจาที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เสนอท่าทีและยึดมั่นในหลักการสำคัญเพื่อปกป้องภาคการเกษตรของประเทศอย่างถึงที่สุด คือ

1.ต้องเกิดผลกระทบน้อยที่สุด การเปิดตลาดใดๆ ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพด้านราคาและการรับซื้อผลผลิตของเกษตรกรในประเทศ

2.ต้องมีมาตรการรองรับที่ชัดเจน รัฐบาลจำเป็นต้องมีมาตรการที่พร้อมจะนำมาใช้ได้ทันที เพื่อรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับเกษตรกรในสินค้าแต่ละรายการ

3.ต้องเป็นไปตามกฎระเบียบของไทย การดำเนินการทุกขั้นตอนต้องสอดคล้องกับกฎหมายและกฎระเบียบของไทย โดยเฉพาะมาตรการด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS) เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคและไม่ให้กระทบต่อการค้ากับประเทศคู่ค้าอื่นๆ

นอกจากนี้ ไทยยังยึดหลักการพิจารณาการเปิดตลาดสินค้าเกษตรให้สหรัฐฯ ดังนี้ (1)เป็นสินค้าที่ไทยไม่ผลิต หรือผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ (2) เป็นการดำเนินการที่สอดคล้องกับกรอบความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่ไทยเคยเจรจาไว้แล้ว (3) เป็นสินค้าที่ผู้ประกอบการไทยเรียกร้องให้นำเข้าเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบ อาทิ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และถั่วเหลือง และ (4) จะไม่เป็นการเปิดตลาดโดยทันที แต่ให้มีระยะเวลาในการทยอยเปิดตลาดสำหรับสินค้าบางรายการ อย่างไรก็ตาม รายละเอียดสุดท้ายขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของหัวหน้าคณะเจรจาฯ รองนายกรัฐมนตรีฯ (นายพิชัย ชุณหวชิร) และกระทรวงพาณิชย์

อย่างไรก็ตามแม้จะต้องเผชิญกับอัตราภาษีใหม่ แต่เมื่อวิเคราะห์ในรายละเอียด อัตราภาษี 19% ที่ไทยได้รับนั้น ส่งผลให้ภาพรวมการแข่งขันทางการค้าของไทยในตลาดสหรัฐฯ ยังสามารถแข่งขันได้ โดยเฉพาะในสินค้าที่ไทยมีศักยภาพและส่วนแบ่งการตลาดสูงอยู่แล้ว ไทยมีความได้เปรียบประเทศคู่แข่งที่ถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราที่สูงกว่า โดยเฉพาะในสินค้าสำคัญอย่าง ข้าว ปลายข้าว และมะพร้าวอ่อนสด และไทยยังรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันได้ สำหรับสินค้าที่ประเทศคู่แข่งได้รับอัตราภาษีในระดับใกล้เคียงกับไทย เช่น ยางธรรมชาติ ยางแผ่นรมควัน และเนื้อปลาทูน่า-สคิปแจ็คแช่แข็ง ไทยยังคงสามารถรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันไว้ได้เป็นอย่างดี รวมถึงการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านซึ่งมีอัตราภาษีไม่แตกต่างกันมากนัก

ทั้งนี้กระทรวงเกษตรฯ ตระหนักดีว่าการเปิดตลาดอาจส่งผลกระทบต่อสินค้าเกษตรในประเทศบางรายการ อาทิ เนื้อโค และผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ ซึ่งอาจมีสินค้าจากสหรัฐฯ เข้ามาในปริมาณที่เพิ่มขึ้น ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีมาตรการรองรับผลกระทบจากการเปิดตลาดอย่างรอบคอบ

“กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะทำงานเชิงรุกร่วมกับกระทรวงพาณิชย์และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมข้อมูลสำหรับประกอบการเจรจาในรายละเอียดกับฝ่ายสหรัฐฯ ต่อไป พร้อมทั้งจัดทำมาตรการช่วยเหลือ ส่งเสริม และพัฒนาศักยภาพเกษตรกรอย่างรอบด้าน เพื่อให้มั่นใจว่าภาคเกษตรของไทยจะได้รับประโยชน์สูงสุดและก้าวผ่านความท้าทายนี้ไปได้อย่างแข็งแกร่ง” โฆษกกระทรวงเกษตรฯ กล่าว

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ร่วมลงนาม MOU ส่งเสริม-พัฒนา-ต่อยอดเชิงพาณิชย์ การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร

'อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร'ร่วมลงนาม MOU ส่งเสริม-พัฒนา-ต่อยอดเชิงพาณิชย์ การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ร่วมลงนาม MOU ส่งเสริม-พัฒนา-ต่อยอดเชิงพาณิชย์ การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร

วันพฤหัสบดี ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 19.01 น.

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร และกรมวิชาการเกษตร ว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมกระบวนการผลิต และการต่อยอดเชิงพาณิชย์ในการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งและการพึ่งพาตนเองของชุมชนอย่างยั่งยืน ภายใต้แผนวิจัยมุ่งเป้าเพื่อรองรับกฎระเบียบของสหภาพยุโรปว่าด้วยผลิตภัณฑ์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) ความร่วมมือนี้จะนำไปสู่การยกระดับภาคการเกษตรไทยให้ทันสมัย เพิ่มผลผลิต และเพิ่มความสามารถการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทยในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน โดยมีนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธี ณ ห้องประชุมชั้น 5 อาคาร 3 สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร กรุงเทพฯ

– 006

ก.เกษตรฯ ถกเตรียมจัดงาน Sustainability Expo 2025

ก.เกษตรฯ ถกเตรียมจัดงาน Sustainability Expo 2025

ก.เกษตรฯ ถกเตรียมจัดงาน Sustainability Expo 2025

วันพฤหัสบดี ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 17.34 น.

ปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นประธานหารือการเตรียมความพร้อมการจัดงาน Sustainability Expo 2025 (SX 2025)

วันนี้ (31 ก.ค.) นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในการหารือการเตรียมความพร้อมการจัดงาน Sustainability Expo 2025 (SX 2025) มหกรรมด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน ครั้งที่ 6 ร่วมกับ ผู้แทนจากบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) โดยมี น.ส.ภัทราภรณ์​ โสเจยยะ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ นางอมราพร ชีพสมุทร์ ผู้อำนวยการกองนโยบายเทคโนโลยีเพื่อการเกษตรและเกษตรกรรมยั่งยืน และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่ห้องประชุม 135 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ทั้งนี้ สำหรับงาน SX 2025 กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 ก.ย.2568-5 ต.ค.2568 ภายใต้แนวคิด “พอเพียง ยั่งยืน เพื่อโลก” (Sufficiency for Sustainablity) ภายในงานประกอบด้วยกิจกรรมที่หลากหลาย เช่น การจัดนิทรรศการการนำเสนอนวัตกรรมด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน การเสวนาให้ความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน เป็นต้น

เกษตรฯผนึกกำลังพัฒนาเทคโนโลยีต่อยอดผลผลิตทางการเกษตร

เกษตรฯผนึกกำลังพัฒนาเทคโนโลยีต่อยอดผลผลิตทางการเกษตร

เกษตรฯผนึกกำลังพัฒนาเทคโนโลยีต่อยอดผลผลิตทางการเกษตร

วันพฤหัสบดี ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 17.25 น.

เกษตรฯ ผนึกกำลังส่งเสริมและพัฒนาเทคโนโลยี 3 หน่วยงานในสังกัด ตั้งเป้าแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรต่อยอดเชิงพาณิชย์

วันนี้ (31 ก.ค.) นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการส่งเสริมและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมกระบวนการผลิต ต่อยอดเชิงพาณิชย์ในการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร และยกระดับศักยภาพของเกษตรกร ระหว่าง 3 หน่วยงาน โดยมีนายวิชาญ อิงศรีสว่าง ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร น.ส.ปรียานุช ทิพยะวัฒน์ รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ร่วมลงนาม ณ ห้องประชุมชั้น 5 อาคาร 3 สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร

นายประยูร กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยความร่วมมือระหว่างสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) กรมส่งเสริมการเกษตร และกรมวิชาการเกษตร ที่เกิดขึ้นในวันนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อขับเคลื่อนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตรของประเทศอย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายหลักของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มุ่งกำหนดทิศทางการพัฒนาภาคเกษตรของประเทศอย่างเป็นระบบ โดยให้ความสำคัญกับการบูรณาการนโยบาย งานวิจัย เทคโนโลยีและการถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร และเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนอย่างยั่งยืน รวมทั้ง “ปรับระบบการเกษตรไทยสู่ความยั่งยืน” โดยเน้นการขับเคลื่อนด้วยองค์ความรู้และเทคโนโลยี โดยเฉพาะใน 3 มิติหลัก ได้แก่ 1) เกษตรผลิตดี : ยกระดับคุณภาพและประสิทธิภาพการผลิต 2) เกษตรปลอดภัย : คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม และ 3) เกษตรยั่งยืน : เพิ่มศักยภาพการแข่งขันและความสามารถในการพึ่งพาตนเองของเกษตรกร

“การลงนามบันทึกความเข้าใจในวันนี้จะเป็นกลไกที่ช่วย “เชื่อมโยงงานวิจัยสู่การใช้จริง” และ “ยกระดับงานส่งเสริมการเกษตรให้ทันสมัย” นำไปสู่การยกระดับกระบวนการผลิต การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร ตลอดจนการพัฒนานวัตกรรมที่สามารถต่อยอดในเชิงพาณิชย์ได้จริง และขอแสดงความยินดีกับทั้งสามหน่วยงาน รวมทั้งหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างผลกระทบเชิงบวกอย่างกว้างขวางต่อภาคการเกษตรของไทยในอนาคตด้วย” ปลัดกระทรวงเกษตรฯ กล่าว

015