‘ครม.วาระพิเศษ’เร่งพิจารณารับรอง‘ภาษีสหรัฐ 19%’ เยียวยาสถานการณ์ชายแดน

‘ครม.วาระพิเศษ’เร่งพิจารณารับรอง‘ภาษีสหรัฐ 19%’ เยียวยาสถานการณ์ชายแดน

‘ครม.วาระพิเศษ’เร่งพิจารณารับรอง‘ภาษีสหรัฐ 19%’ เยียวยาสถานการณ์ชายแดน

วันศุกร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.31 น.

ประชุม ครม.วาระพิเศษ เร่งพิจารณารับรองร่างถ้อยแถลง‘ภาษีสหรัฐ 19%’ เยียวยาสถานการณ์ชายแดน เตรียมอนุมัติงบฉุกเฉินดูแลเจ้าหน้าที่รัฐ-ประชาชนทันที

1 สิงหาคม 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี  ได้เชิญประชุม ครม. นัดพิเศษ  เพื่อพิจารณาเรื่องของอัตราภาษีตอบโต้จากสหรัฐอเมริกา โดย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี รักษาราชการนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม ที่ ห้อง 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล  และการประชุมทางสื่ออิเลคทรอนิกส์

นายภูมิธรรม กล่าวว่า เมื่อเช้านี้ประเทศไทยได้รับแจ้งจาก สหรัฐฯว่า สินค้าจากไทยที่ส่งไปจำหน่ายในสหรัฐฯจะถูกเรียกเก็บภาษี 19% ซึ่งเท่ากับหลายๆประเทศในภูมิภาค ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี ที่จะพอทำให้เรายังคงแข่งขันได้   โดยในกระบวนการเจรจานี้ มีขั้นตอนสำคัญคือรัฐบาลไทยต้อง ออกถ้อยแถลงร่วมไทย-สหรัฐฯ ซึ่งคณะทำงาน โดยรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายพิชัย ชุณหวชิร ได้ร่วมกับฝ่ายสหรัฐฯ จัดทำร่างขึ้น ซึ่งจำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจาก คณะรัฐมนตรีก่อน จึงได้เชิญประชุมคณะรัฐมนตรีเป็นวาระพิเศษ เพื่อพิจารณาให้รองนายกฯนายพิชัย สามารถนำเอกสารนี้ไปออกเป็นแถลงการณ์ร่วมได้

นายจิรายุ กล่าวต่อไป ว่า  นอกจากเรื่อง ภาษีสหรัฐฯ แล้ว ที่ประชุมได้ พิจารณาเรื่องที่ 2 เกี่ยวกับการใช้เงินงบประมาณเร่งด่วน เพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ และ ประชาชน โดยที่ประชุมมอบหมายให้  สภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ สมช. เป็นเลขาฯ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และให้ สภาพัฒน์ฯ กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาน กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรีร่วมกันพิจารณา หลักเกณฑ์และวิธีการในการขอใช้งบประมาณรายจ่ายจากงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อแก้ไขหรือเยียวยาความเดือดร้อนเสียหายในบางกรณี พ.ศ. 2559 เพื่อเยียวยาให้ประชาชน ทหาร และตำรวจ ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เพิ่มเติมจากเงินเยียวยาที่ได้รับอยู่ถือเป็นกรณีเร่งด่วนที่ มีความจำเป็นที่จะดำเนินการประชุม ครม. ในวาระพิเศษวันนี้เพื่อให้ ทันต่อสถานการณ์ โดยไม่จำเป็นต้องรอถึงการประชุม ครม.ตามปรกติ ในวันอังคารหน้าแต่อย่างใด

เรียกสอบพยาน 6 ปาก ปมคลิปเสียง‘ฮุนเซน’ ยันส่งสำนวนให้อัยการสูงสุดชี้ขาด

เรียกสอบพยาน 6 ปาก ปมคลิปเสียง‘ฮุนเซน’ ยันส่งสำนวนให้อัยการสูงสุดชี้ขาด

เรียกสอบพยาน 6 ปาก ปมคลิปเสียง‘ฮุนเซน’ ยันส่งสำนวนให้อัยการสูงสุดชี้ขาด

วันศุกร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.28 น.

วันที่ 1 สิงหาคม 2568  ที่สำนักงานการสอบสวน สำนักงานอัยการสูงสุด ถนนบรมราชชนนี สำนักอัยการสูงสุด นัดประชุมหารือกับ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวน อาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ตร.ไซเบอร์) กรณีคลิปเสียงของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กับ สมเด็จฮุน เซน เพื่อหารือกำหนดแนวทางการสอบสวน โดยมี นายวัชรินทร์ ภาณุรัตน์ รองอธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวน และ พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท.1 และรองโฆษก ตร. ร่วมประชุม

ภายหลังการประชุม นายวัชรินทร์ กล่าวว่า สัปดาห์หน้าคณะสอบสวนจะเชิญตัวพยานทั้งหมด 6 ปาก มาสอบปากคำเพิ่มเติม โดยเป็นคนไทยประกอบด้วย นายสมคิด เชื้อคง  รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ผู้กล่าวหา เจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องของเฟซบุ๊ก  เจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์ รวมถึงพยานจากส่วนกลางมาให้ความเห็น 

ส่วนการเชิญนายกรัฐมนตรี มาสอบปากคำ ยังไม่ถึงขั้นตอนนั้น เนื่องจากจะต้องสอบปากคำฝ่ายผู้ร้องให้แล้วเสร็จก่อน จึงจะถึงขั้นตอนต่อไป

อย่างไรก็ตามหากสัปดาห์หน้าไม่สามารถสอบปากคำพยานได้ทัน ก็จะขยายเวลาสอบเพิ่มอีก 1 สัปดาห์ แต่ตนยืนยันว่าคดีนี้จะพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคม ก่อนที่จะเสนอให้อัยการสูงสุดเป็นผู้ชี้ขาดสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องผู้ถูกกล่าวหา และ หากอัยการสูงสุดสั่งไม่ฟ้อง คดีนี้ก็จะถือว่าสิ้นสุด

นายวัชรินทร์ กล่าวอีกว่า ส่วนหากสมเด็จฮุนเซนอ้างว่าเป็นเฟซบุ๊กปลอมนั้น ก็สามารถอ้างได้ แต่ตำรวจไซเบอร์สามารถยืนยันหลักฐานและความชัดเจนกับเฟซบุ๊ก นี้ได้ ว่าใครเป็นผู้ใช้หรือโพสต์ข้อความ ส่วนจะสามารถออกหมายจับได้หรือไม่ และกระบวนการขั้นตอนการออกหมายแดงและส่งผู้ร้ายข้ามแดน จะต้องรอให้ทางอัยการสูงสุดวินิจฉัยแล้วเสร็จก่อน 

สำหรับกรณีในคลิปเสียงมีการพาดพิงถึงแม่ทัพภาค 2นั้น เป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ อัยการไม่ขอก้าวล่วง

ด้าน พล.ต.ต.ศิริวัฒน์  ผบก.สอท.1 กล่าวว่า ตอนนี้มีหลักฐานเพียงพอที่สามารถดำเนินคดีหลังจากที่อัยการสูงสุดมอบหมายให้เป็นพนักงานสอบสวน ในคดีนอกราชอาณาจักร ส่วนรายละเอียดไม่สามารถเปิดเผยได้ เบื้องต้นตำรวจตรวจสอบแล้วขณะมีการโพสต์ แอดมินทั้ง 4 คนอยู่ในประเทศกัมพูชา 

รีบกว่าไทยรบกัมพูชา!‘ศุภชัย’จวก‘ภูมิธรรม-เดชอิศม์’ระดมเล่นงานคืนปม‘เขากระโดง’

รีบกว่าไทยรบกัมพูชา!‘ศุภชัย’จวก‘ภูมิธรรม-เดชอิศม์’ระดมเล่นงานคืนปม‘เขากระโดง’

รีบกว่าไทยรบกัมพูชา!‘ศุภชัย’จวก‘ภูมิธรรม-เดชอิศม์’ระดมเล่นงานคืนปม‘เขากระโดง’

วันศุกร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.40 น.

‘ศุภชัย’ เปิดฉากจวก‘ภูมิธรรม-เดชอิศม์’จ้องระดมเล่นงานคืนปม‘เขากระโดง’ ยันเพิกถอนโฉนดสุ่มเสี่ยงผิดกฎหมาย ต้องจ่ายค่าเสียหายนับหมื่นล้าน ฝากไว้ให้คิด‘ตำแหน่งอยู่ไม่นาน ตำนานอยู่ตลอดไป’ เผยได้ยินคนในมาบอก‘มท.’เข้าสู่‘ยุคมืด’ อวยพรเหน็บขอให้อยู่รอดปลอดภัยจนวันสุดท้ายในอีกไม่กี่วัน

1 ส.ค.2568 นายศุภชัย ใจสมุทร ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะรักษาการนายกรัฐมนตรี และนายเดชอิศม์ ขาวทอง รมช.มหาดไทย เตรียมแถลงข่าวเรื่องเขากระโดงว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เร่งด่วนยิ่งกว่าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา หรือปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนผู้อพยพที่งบประมาณยังไปไม่ถึง ซึ่งเรื่องนี้อธิบดีกรมที่ดินใช้อำนาจโดยชอบที่จะให้เรื่องยุติการเพิกถอนที่ดินตามที่คณะกรรมการที่ตั้งขึ้นตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 61 แต่สุดท้ายกลับมีการคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมาเพื่อตรวจสอบคำสั่งอธิบดีกรมที่ดินนั้น เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีเป้าหมายเพื่อหาเหตุผลในการโยกย้ายอธิบดีกรมที่ดิน เหมือนกับที่เกิดกับอธิบดีกรมการปกครอง และอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นก่อนหน้านี้ ตามคำสั่งที่ได้รับมา

“ผมขอยืนยันว่า กรณีที่ศาลฎีกาพิพากษาให้ 35 รายที่ฟ้องคดีแพ้คดีไป แล้วท่านไปบอกว่าที่ดินทั้งหมด 5,083 ไร่ ที่เขากระโดงเป็นของการรถไฟฯ ผมได้ตรวจสอบแล้วเชื่อว่าเหตุผลที่ศาลพิพากษาไปเช่นนั้น ก็เพราะการรถไฟฯ นำเสนอเอกสารเข้าไปในคดี ซึ่งน่าเชื่อว่าเป็นเอกสารที่ทําขึ้นมาใหม่ ไม่ใช่เป็นเอกสารที่แท้จริง เป็นแผนที่ และผมคิดว่าแผนที่นี้เป็นเท็จ และทําให้ศาลได้หลงเชื่อ ท่านจึงตัดสินไปโดยพยานหลักฐานที่มี หลังจากนี้ที่ 35 รายนั้นก็ต้องผูกพันกับคําตัดสินของศาลฎีกา แต่อีก 1,000 ราย ซึ่งมีเอกสารสิทธิ์โดยสุจริต การที่รัฐบาลจะนำคำวินิจฉัยนี้ไปเพิกถอนโฉนดของคนอื่น ถือเป็นเรื่องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” นายศุภชัย กล่าว

นายศุภชัย กล่าวอีกว่า เรื่องนี้จะเป็นเรื่องใหญ่ของประเทศในช่วงนี้ก็คือ เอาอํานาจอะไรไปบังคับเพิกถอน และหากดำเนินการเพิกถอนโฉนดของประชาชน 1,000 ราย ในที่ดิน 5000 กว่าไร่ ทางกรมที่ดินจะต้องจ่ายเงินค่าทดแทนและค่าเสียหายเป็นจำนวนนับหมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นการนำเงินภาษีของประชาชนมาจ่ายให้ประชาชนเจ้าของโฉนดโดยสุจริต จะได้รับความเสียหายกระทบต่องบประมาณของแผ่นดิน เพื่อสนองอารมณ์ สนองความต้องการของใครบางคนเท่านั้นเอง ตนไม่เห็นด้วยกับสิ่งนี้

“ผมขอคัดค้านในเรื่องต่างๆ ที่กําลังจะทําให้เกิดขึ้น เพราะไม่ได้มีการไปศึกษากฎหมายเกี่ยวกับเรื่องการทําทางรถไฟจากนครราชสีมาไปอุบลราชธานีเลย ซึ่งหากได้ไปศึกษาคงไม่กล้าจะทําเรื่องนี้ แต่วันนี้ไม่สนใจเรื่องกฎหาย ตั้งเป้ามาตั้งแต่ยังไม่มาเป็นรัฐมนตรีมหาดไทย จะมาเด้งใครก็ตามที่คิดว่าตัวเองเชื่อว่าเขาเป็นคนของรัฐมนตรีคนเก่า คนของบุรีรัมย์ แล้ววันนี้กําลังจะมาสร้างความเสียหายให้กับประชาชนผู้สุจริต ซึ่งไม่ใช่เป็นสิ่งที่พึงกระทำของคนเป็นรัฐมนตรีมหาดไทย ที่มีหน้าที่ที่จะบําบัดทุกข์ บํารุงสุขให้กับประชาชน” นายศุภชัย กล่าว

ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย กล่าวอีกว่า วันนี้ความเร่งด่วนเรื่องนี้ ถ้ายึดถือหลักตามกฎหมาย วิธีการที่ดีที่สุดก็คือขณะนี้การรถไฟมีการฟ้องกรมที่ดินต่อศาลปกครองและคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลปกครอง รอตรงนี้ก่อนได้ ไม่จําเป็นที่จะต้องเร่ง และรัฐมนตรีก็จะปลอดภัยไม่ถูกฟ้องคดีทีหลัง ขณะที่เรื่องสนามกอล์ฟ อัลไพน์ ซึ่งคดีสิ้นสุดไปแล้ว ที่ดินที่มีใครเข้าไปครอบงำ ทำให้เกิดวิบากกรรมให้กับคนที่เกี่ยวข้องจํานวนมากที่กําลังจะชดใช้กรรมอยู่ ต้องกลับไปเป็นของธรณีสงฆ์ วันนี้ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย น่าจะสั่งการเรื่องนี้ให้ทําโดยเร่งด่วน แต่ไม่เห็นทําอะไรเลย ต้องทําโชว์ให้เห็นถึงมาตรฐานความเป็นจ่าฝูงของราชสีห์ในมหาดไทย แต่กลับเล่นไล่ตะปบสิงโตตัวอื่น ซึ่งเป็นลูกน้อง โดยมีเหตุผลที่ไม่ชอบขี้หน้า ไม่ใช่เป็นราชสีห์ที่ดี

“ผมจะบอกให้ ตําแหน่งอยู่ได้ไม่นาน ตํานานอยู่ตลอดไป วันนี้เชื่อว่าตําแหน่งคุณก็อยู่ได้ไม่กี่วันข้างหน้า และตํานานที่คุณทิ้งไว้ในมหาดไทย เป็นตํานานที่คนไม่อยากจะจดจําให้มันปรากฏอยู่ในกระทรวงมหาดไทย วันนี้คนในมหาดไทยเขาบอกกับผมว่าเขาอยู่ในยุคมืด ไม่เคยมีเรื่องแบบนี้มาก่อน ผมขอให้อยู่รอดปลอดภัย จนถึงวันสุดท้ายอีกไม่กี่วันข้างหน้า” นายศุภชัย กล่าว

‘เจิมศักดิ์’ชี้! ‘ทหารไทยชนะศึกดินแดน รัฐบาลแพ้สงครามข่าวสารบนเวทีโลก’

'เจิมศักดิ์'ชี้! 'ทหารไทยชนะศึกดินแดน รัฐบาลแพ้สงครามข่าวสารบนเวทีโลก'

‘เจิมศักดิ์’ชี้! ‘ทหารไทยชนะศึกดินแดน รัฐบาลแพ้สงครามข่าวสารบนเวทีโลก’

วันศุกร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.22 น.

‘เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง’ชี้ความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาในเวทีระหว่างประเทศ ‘ทหารไทยชนะศึกดินแดน แต่แพ้สงครามข่าวสารบนเวทีโลก’

วันที่ 1 สิงหาคม 2568 รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ ได้ร่วมพูดคุยกับ “วิทเยนทร์ มุตตามระ” ในรายการ “ถอนพิษ” ทางช่องยูทูบ WATCHDOG CHANNEL เพื่อวิเคราะห์ความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาในเวทีระหว่างประเทศ ทั้งนี้ รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ในสถานการณ์ความขัดแย้งที่ผ่านมา “ไทยชนะในเชิงดินแดน แต่กลับแพ้ในสงครามข่าวสาร” (ฟังคลิปด้านล้าง)

‘หมอมิ้ง’รับขอขยายส่งคำชี้แจงศาลคดี‘คลิปเสียง’นายกฯคุยอังเคิล เหตุเสร็จไม่ทัน

‘หมอมิ้ง’รับขอขยายส่งคำชี้แจงศาลคดี‘คลิปเสียง’นายกฯคุยอังเคิล เหตุเสร็จไม่ทัน

‘หมอมิ้ง’รับขอขยายส่งคำชี้แจงศาลคดี‘คลิปเสียง’นายกฯคุยอังเคิล เหตุเสร็จไม่ทัน

วันศุกร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.15 น.

‘หมอมิ้ง’รับขอขยายส่งคำชี้แจงศาลคดี‘คลิปเสียง’นายกฯคุยอังเคิล เหตุเสร็จไม่ทัน

เมื่อเวลา 12.45 น. วันที่ 1 ส.ค.68 ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวถึง ความคืบหน้าการส่งคำชี้แจงเพิ่มเติมให้ศาลรัฐธรรมนูญคดีคลิปเสียงนายกรัฐมนตรีสนทนากับสมเด็จฮุน เซน หลังขยายกรอบเวลาครั้งที่ 2 ว่า ก็เป็นไปตามกำหนด

ส่วนเหตุผลที่ต้องขอขยายการยื่นเอกสารชี้แจง อีกรอบ นั้น นพ.พรหมมินทร์ ระบุว่า ก็ไม่เสร็จ ก็ต้องขยาย

เมื่อถามต่อว่ามีข้อกฎหมาย หรือข้อมูลอะไรเพิ่มเติม นพ. พรหมินทร์ ไม่ได้ตอบคำถาม แล้วเดินขึ้นตึกบัญชาการ 1 ทันที

‘ภูมิธรรม’อมพะนำ ปัดตอบเป้าหมาย-ประเด็นหารือ GBC​

‘ภูมิธรรม’อมพะนำ ปัดตอบเป้าหมาย-ประเด็นหารือ GBC​

‘ภูมิธรรม’อมพะนำ ปัดตอบเป้าหมาย-ประเด็นหารือ GBC​

วันศุกร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.07 น.

‘ภูมิธรรม’อมพะนำ ปัดตอบเป้าหมาย-ประเด็นหารือ GBC​

เมื่อเวลา  12.45 น.วันที่ 1 สิงหาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม​ เวชยชัย​ รอง​นายก​รัฐมนตรี​และ​รมว.มหาดไทย​ ในฐานะรักษาราชการนายกรัฐมนตรี​ ปฏิเสธที่จะตอบคำถามถึงข้อหารือในที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติหรือ​ สมช. ที่จะนำไปสู่โต๊ะเจรจาคณะกรรมการชายแดนทั่วไป​ หรือ​ GBC​ กล่าวเพียงสั้นๆ​ ว่า อยู่ในกระบวนการที่ต้องทำอะไรอีกหลายอย่าง ขอเวลาทำให้จบกระบวนการก่อน

เมื่อถามต่อว่า​ มีอะไรเป็นเป้าหมายที่ไทยเสียไม่ได้หรือไม่​ แต่นายภูมิธรรม​ ไม่ตอบคำถาม

อัยการจ่อเรียก’แพทองธาร’ สอบปมคลิปเสียงฮุนเซน ย้ำยังไม่ได้ดำเนินคดีใคร อยู่ระหว่างการหารือ

อัยการจ่อเรียก'แพทองธาร' สอบปมคลิปเสียงฮุนเซน ย้ำยังไม่ได้ดำเนินคดีใคร อยู่ระหว่างการหารือ

อัยการจ่อเรียก’แพทองธาร’ สอบปมคลิปเสียงฮุนเซน ย้ำยังไม่ได้ดำเนินคดีใคร อยู่ระหว่างการหารือ

วันศุกร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.52 น.

รองอธ.อัยการสอบสวนเผยอาจเชิญนายกฯอิ๊งค์ ให้ปากคำปมคลิปเสียงกับอังเคิล เผยยังไม่ดำเนินคดีใคร อยู่ระหว่างการหารือส่งอสส.ชี้ขาด ด้านผบก.ตร ไซเบอร์ เผย สำนวนของเสริพิศุทธ์ เตรียมหารือก่อนส่งสำนวนสัปดาห์หน้าพร้อมประสานดีอี ปิดกั้นข่าวปลอมจากเพื่อนบ้านสร้างความสับสน 

วันที่ 1 สิงหาคม 2568 ที่สำนักงานการสอบสวน สำนักงานอัยการสูงสุด ถ.บรมราชชนนี  นายวัชรินทร์ ภานุรัตน์ รองอธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวน  ในฐานะหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนของอัยการ คดีคลิปเสียงนายกฯ ได้นัดประชุมหารือกับพล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท.1 บช.สอท. และรองโฆษก ตร.   พร้อมคณะ โดยได้หารือเพื่อกำหนดแนวทางการสอบสวนคดี

นายวัชรินทร์ กล่าวว่า สืบเนื่องจาก ทางรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้ร้องทุกข์กับ บช.สอท. เรื่องคลิปเสียงการสนทนาระหว่างสมเด็จฮุนเซน กับนายกรัฐมนตรี ในชั้นการพิจารณาการสอบสวนของตำรวจ ยังมีข้อกฎหมายที่สงสัยว่าเป็นความผิดในประเทศหรือความผิดนอกราชอาณาจักร  พนักงานสอบสวนจึงส่งสำนวนคดีนี้มาให้อัยการตรวจสอบ เพื่อเสนอให้อัยการสูงสุดเป็นผู้พิจารณา โดยอัยการการสอบสวนได้รับสำนวนจาก อัยการสูงสุด มาพิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นคดีนอกราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญาและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 20 เมื่อเป็นคดีนอกราชอาณาจักร จึงเป็นอำนาจของอัยการสูงสุดในการตั้งคณะทำงาน โดยอัยการสูงสุดมอบหมายให้ ผบก.สอท.1 เป็นผู้รับผิดชอบและมีอัยการสำนักงานการสอบสวนมาร่วมสอบสวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 20 โดยให้อัยการเข้าไปทำหน้าที่ในการให้คำแนะนำ

วันนี้ตนจึงได้เชิญตำรวจ บก.สอท.1 มาร่วมประชุมและให้ความเห็นเพื่อให้อัยการสูงสุดพิจารณาสั่งคดีต่อไป ว่าคดีมีมูลพอฟ้องหรือไม่

โดยการประชุมวันนี้เพื่อกำหนดทิศทางและแนวทางสอบสวนว่าจะเรียกพยานคนไหนเข้ามาสอบปากคำบ้าง รวมถึงการพิจารณาเรียกนายกรัฐมนตรีเข้ามาสอบด้วยเช่นกัน แต่การสอบปากคำสมเด็จฮุนเซน โอกาสที่จะเรียกตัวมานั้นยาก 

นายวัชรินทร์ กล่าวอีกว่า ในขณะนี้ยังไม่มีมีการดำเนินคดีกับใครเพราะเป็นเพียงแค่มีการกล่าวหามาเท่านั้น โดยพนักงานอัยการและคณะทำงานจะต้องพิจารณาว่า ข้อกล่าวหาตามความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 นั้นมีความผิดตามหลักเกณฑ์หรือไม่ หากขั้นตอนในการพิจารณาเสร็จสิ้นว่ามีมูลหรือไม่จะต้องส่งให้อัยการสูงสุดพิจารณาในการสั่งคดี หากอัยการสูงสุดสั่งฟ้องก็จะต้องดำเนินการในการเอาตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินการส่งตัวฟ้องต่อศาลและจะต้องส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่งจะได้ตัวหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่หากอัยการสูงสุดพิจารณาแล้วไม่เข้าข่าย ไม่ผิด พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯและประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 ก็สั่งไม่ฟ้องคดีก็เป็นอันยุติ

ขณะนี้ทีมงานยังคำนึงถึงว่าจะนำตัวผู้กระทำความผิดมาได้หรือไม่ แค่จะพิจารณาสำนวนให้รอบคอบละเอียดที่สุดก่อน  ส่วนการจะเชิญใครมาทำการสอบสวนบ้างจะต้องมีการหารือประชุมกันก่อน พนักงานอัยการและพนักงานสอบสวนจะทำงานในการพิจารณาหลักฐานคดีนี้เช่นเดียวกับคดีอาญาทั่วไปเพื่อไม่ให้กดดัน คดีนี้เป็นคดีที่ประชาชนและสื่อมวลชนสนใจคณะทำงานจะใช้ความละเอียดรอบคอบในการพิจารณาและมีปัญหาพยานหลักฐานต่างๆ เพื่อนำเสนอต่ออัยการสูงสุดว่ามีพยานหลักฐานเพียงพอหรือไม่อย่างไรในการดำเนินคดีผู้ถูกกล่าวหา 

ด้าน พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ผบก.สอท.1 กล่าวว่า  ได้มาหารือกับทางอัยการสอบสวนว่าจะมีการดำเนินการอย่างไรเพิ่มเติมหรือรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องโดยคณะทำงานพนักงานสืบสวนสอบสวน บก.สอท.1 มาร่วมประชุมและหาทางในการปฏิบัติต่อไป จะมาพิจารณาในข้อกฎหมายว่า มีการกระทำความผิดอย่างไร โดยพนักงานสอบสวนพร้อมดำเนินการตามกฎหมายซึ่งเป็นอำนาจของทางอัยการสูงสุด 

สำหรับสำนวนคดีที่พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส อดีต ผบ.ตร. ร้องเรียนกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติกล่าวหาเรื่องคลิปเสียงอีกสำนวนหนึ่งนั้นวันนี้ก็จะได้มีการนำมาหารือกับทางอัยการสอบสวนแล้วก็จะส่งสำนวนการสอบสวนได้ภายในสัปดาห์

พล.ต.ต.ศิริวัฒน์  ยังได้กล่าวถึงการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดในลักษณะนำความเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ในช่วง เกิดปัญหาการสู้รบระหว่างไทยกับกัมพูชา ที่ผ่านมาว่า มีการเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ในเชิงลบต่อประเทศไทยเยอะมากทาง บก.สอท.1 ได้ติดตามข่าวสารและรวบรวมหลักฐานข้อมูลที่เชิงลบต่อประเทศไทยโดยพร้อมกับประสานกับกระทรวงดิจิทัลฯ(ดีอี)ในการดำเนินการปิดกั้นข้อมูลข่าวสารอย่างเช่นกรณีมีข่าวปลอมว่าเครื่องบินเอฟ 16 ของไทย ถูกยิงตกสร้างความตื่นตระหนกแก่พี่น้องประชาชน เป็นความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์มาตรา 14  ซึ่งตำรวจได้มอนิเตอร์ความเคลื่อนไหวตลอด หากหน่วยงานไหนที่เกี่ยวข้องและยืนยันว่าเป็นข่าวปลอมก็สามารถร้องทุกข์กล่าวโทษกับตำรวจไซเบอร์ได้โดยจากการตรวจสอบพบว่ามาจากประเทศกัมพูชาโดยมากและมีการบิดเบือนข้อมูลทำให้เกิดความสับสนและเกิดความเกลียดชังด้วย Hate speech ก็ขอฝากพี่น้องประชาชนในการติดตามข้อมูลข่าวสารขอให้ติดตามข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานที่เป็นทางการเป็นที่สามารถยืนยันและตรวจสอบได้

กลุ่มรวมพลังแผ่นดินฯ พามวลชนให้กำลังใจพี่น้องทหารที่เสียสละ ต่อสู้ปกป้องอธิปไตยประเทศ

กลุ่มรวมพลังแผ่นดินฯ พามวลชนให้กำลังใจพี่น้องทหารที่เสียสละ ต่อสู้ปกป้องอธิปไตยประเทศ

กลุ่มรวมพลังแผ่นดินฯ พามวลชนให้กำลังใจพี่น้องทหารที่เสียสละ ต่อสู้ปกป้องอธิปไตยประเทศ

วันศุกร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.38 น.

วันที่ 1 สิงหาคม 2568 คณะรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย นำโดยนายพิชิต ไชยมงคล นายจตุพร พรหมพันธุ์ พร้อมมวลชนจากเครือข่าย คปท. กองทัพธรรม ยื่นหนังสือและมอบดอกไม้ให้กำลังใจพี่น้องทหารที่เสียสละต่อสู้ปกป้องอธิปไตยประเทศอย่างเข้มแข็ง ในการสู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา มาตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค.2568 ที่หน้ากองบัญชาการกองทัพบก ถนนราชดำเนิน

ทั้งนี้ ได้มอบสิ่งของจำเป็นต่อทหารชายแดน  เช่นเสื้อกล้าม แป้งโยคี โรยเท้า ถุงเท้า

‘ทบ.’เก็บทุกเม็ด ไล่ไทม์ไลน์ฟ้องคณะทูต ‘กัมพูชา’จุดไฟชายแดน โจมตีพลเรือน

‘ทบ.’เก็บทุกเม็ด ไล่ไทม์ไลน์ฟ้องคณะทูต ‘กัมพูชา’จุดไฟชายแดน โจมตีพลเรือน

‘ทบ.’เก็บทุกเม็ด ไล่ไทม์ไลน์ฟ้องคณะทูต ‘กัมพูชา’จุดไฟชายแดน โจมตีพลเรือน

วันศุกร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.37 น.

‘ทบ.’เก็บทุกเม็ด ฟ้อง‘คณะทูต’ ไล่ไทม์ไลน์‘กัมพูชา’จุดไฟชายแดน จัดกิจกรรมยั่วยุ-รุกอธิปไตย-เปิดฉากยิงสู่การสู้รบ-โจมตีพลเรือน-ใช้ประชาชนโล่มนุษย์-บิดเบือนข้อมูลให้ร้ายไทยใช้อาวุธเคมี-ทิ้งบอมบ์ใส่บ้านเรือน

1 สิงหาคม 2568 ที่มณฑลทหารบกที่ 22 ค่ายสรรพสิทธิประสงค์ กองทัพบก ได้ชี้แจงสถานการณ์ความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ต่อคณะนักการทูต คณะผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารประจำประเทศไทย สื่อมวลชน ระบุว่า  การดำเนินงานของกองทัพ ในการรักษาอธิปไตย และยึดมั่นในหลักกฎหมายระหว่างประเทศ และย้ำถึงความมุ่งมั่งของกองทัพที่จะแก้ปัญหา ด้วยทวิภาคีที่ไทย และกัมพูชามีอยู่ ด้วยความจริงใจและโดยสันติวิธีมาโดยตลอด

ฝ่ายกัมพูชาดำเนินการยั่วยุ เพื่อสร้างความตึงเครียด ด้วยกิจกรรมทางทหาร และพลเรือน โดยมีลำดับเหตุการณ์ที่สำคัญ ดังนี้

13 ก.พ. 68 การพานักท่องเที่ยวขึ้นมาร้องเพลงปลุกใจในพื้นที่ปราสาทตาเมือนธม

28 ก.พ. 68 การเผาศาลาตรีมุข สัญลักษณ์ความร่วมมือ ไทย กัมพูชา และ สปป.ลาว

มี.ค. ถึง เม.ย.68 ทหารกัมพูชา ดัดแปลงภูมิประเทศแนวชายแดน เพื่อทางการทหาร เสริมความแข็งแรงของที่มั่น ปรับปรุงเส้นทาง และการขยายแนวเขตคูเลตเข้ามาในเขตประเทศไทย

เม.ย. ถึง พ.ค. 68 ฝ่ายกัมพูชา ได้เคลื่อนย้ายกำลังพลเพิ่มเติม และอาวุธยุทโธปกรณ์ประชิดชายแดนไทย – กัมพูชาเพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ตามที่มีหลักฐานการพิสูจน์ ทราบจากการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมของนักวิจัยชาวออสเตรเลีย ต่อมาฝ่ายกัมพูชา ได้รุกล้ำเข้ามาในเขตแดนของไทย โดยเข้ามาขุดคูเลตติดต่อ

28 พ.ค. กัมพูชาเริ่มเปิดฉากการยิง (Skirmish) ระหว่างหน่วยในพื้นที่ โดยฝ่ายไทยได้ตอบโต้ เพื่อเป็นการป้องกันตัว บริเวณช่องบก กองทัพ และรัฐบาลไทยพยายามใช้แก้ไขปัญหาแบบทวิภาคี ซึ่งไม่เป็นผล

ห้วงเดือน ก.ค.68 ทหารกัมพูชา ได้รุกล้ำเข้ามาลักลอบวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลหลายพื้นที่ในเขตแดนไทย จนทำให้ทหารไทยลาดตระเวน บาดเจ็บสูญเสียขาจากทุ่นระเบิดสังหารบุคคล PMN-2 ถึง 2 ครั้ง ทำให้เกิดการสูญเสีย ขาขาด 2 นาย และมีบางส่วนบาดเจ็บ ซึ่งเป็นการกระทำที่ฝ่ายกัมพูชาจงใจละเมิดหลักมนุษยธรรมอย่างร้ายแรง อีกทั้งเป็นการจงใจ ละเมิดอนุสัญญาออตตาวาที่ทั้งไทย และกัมพูชาให้สัตยาบรรณ นอกจากนั้น ในพื้นที่ดังกล่าว ได้ดำเนินการเก็บกู้วัตถุระเบิด ภายใต้ความร่วมมือของนานาชาติ จนมีความปลอดภัยเป็นที่ประจักษ์แล้ว

ในขณะเดียวกันฝ่ายกัมพูชา พยายามแสดงการยั่วยุ โดยส่งทหารกัมพูชาทั้งในเครื่องแบบ และนอกเครื่องแบบแสดงเป็นพลเรือน ตลอดจนจัดตั้งมวลชนชาวกัมพูชา จากกรุงพนมเปญและใกล้เคียง เข้ามาในพื้นที่ปราสาทตาควาย ปราสาททตาเมือน และพื้นที่อื่น ๆ ตามแนวชายแดน เพื่อจัดกิจกรรมทำคอนเทนต์ แสดงออกในลักษณะยั่วยุนักท่องเที่ยวชาวไทย ประชาชนไทย และทหารไทย ในพื้นที่จนเกิดการกระทบกระทั่งมีความเสี่ยงที่จะเกิดการปะทะกันระหว่างคนไทย และคน กัมพูชา ในพื้นที่ปราสาทต่าง ๆ

กองทัพบก ยังชี้แจง มาตรการควบคุมชายแดน และการเปิดฉากยิงของกัมพูชา เมื่อ24 ก.ค.68 ทหารกัมพูชา ปราสาทตาเมือนธมโดยใช้ ปืนเล็กยาว, ปืน และ เครื่องยิงลูกระเบิด mortar จนนำไปสู่การปะทะกัน

จากนั้น ฝ่าย กัมพูชา ได้ยกระดับเป็นการใช้กำลังรบ และอาวุธยิงสนับสนุน ปืนใหญ่ และจรวดหลายลำกล้อง BM-21 โจมตีฝ่ายไทยตลอดแนวชายแดน จงใจยิงเป้าหมายพลเรือน ซึ่งห่างจากชายแดน เกือบ 10 กม. ถึง 30 กม. โรงพยาบาลพนมดงรัก จ.สุรินทร์ ปั๊มน้ำมัน PTT บ้านผือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ร้านค้าสะดวกซื้อ 7-11 บ้านผือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ โรงเรียนในจังหวัดสุรินทร์ และศรีสะเกษ บ้านเรือนราษฎร เช่น หมู่บ้านกรวด บ้านกุดเชียง ในพื้นที่ จ.สุรินทร์, บุรีรัมย์, ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ทำให้พลเรือนบาดเจ็บ 36 ราย เสียชีวิต 15 ราย ซึ่งผู้เสียชีวิต 1 ในนั้นเป็นเด็กอายุเพียง 8 ปี และมีราษฎรต้องอพยพจำนวนมากกว่า 150,000 คน

กองทัพบก กล่าวต่อว่า ฝ่ายไทยตอบโต้ภายใต้หลักการแห่งการป้องกันตนเอง(Right of Self-Defense) ตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มาตรา 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติ(Article 51 of the UN Charter) ซึ่งระบุว่า “ไม่มีบทบัญญัติใดในกฎบัตรนี้จะกระทบสิทธิของรัฐในการป้องกันตนเองโดยชอบด้วยกฎหมาย หากมีการโจมตีด้วยอาวุธเกิดขึ้นต่อรัฐนั้น” การตอบโต้ของฝ่ายไทยจึงเป็นการดำเนินการที่ชอบด้วยกฎหมาย และอยู่ภายใต้หลักความจำเป็นและความได้สัดส่วน (Necessity and Proportionality) โดยมีเป้าหมายเพียงเพื่อ ยับยั้งภัยคุกคาม ลดการสูญเสียของพลเรือน และรักษาเสถียรภาพของอธิปไตยแห่งชาติทั้งนี้ฝ่ายไทยมิได้มีเจตนาที่จะรุกรานหรือกระทำการใด ๆ ที่เกินขอบเขตการป้องกันตนเองจากการคุกคามโดยฝ่าย กัมพูชา

ทั้งนี้ ฝ่ายไทยทำการโจมตีเป้าหมายทางทหารเท่านั้น ในขณะที่ฝ่ายกัมพูชาใช้การโจมตีแบบ indiscriminate target ทำให้เกิดการสูญเสียทางพลเรือนของฝ่ายไทย  นอกจากนี้ที่ตั้งอาวุธยิงสนับสนุนในเขตชุมชนพลเรือน เสมือนเป็นใช้โล่ห์มนุษย์ ซึ่งฝ่ายไทยไม่ตอบโต้ไปเป้าหมายดังกล่าว ถือเป็นการเจตนาละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศและหลักสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงจนไม่สามารถให้อภัยได้ และไม่มีประเทศอารยธรรมใดในโลกที่ยอมรับการกระทำ ซึ่งไร้มนุษยธรรมในลักษณะดังกล่าว

กองทัพยังสรุปถึง สถานการณ์ปัจจุบัน กัมพูชายังคงดำเนินการทางทหาร หลังจากมีการเจรจาข้อตกลงหยุดยิง ที่มาเลเซีย เมื่อวันที่ 28 ก.ค.68 แล้ว เวลาหลังเที่ยงคืน ฝ่ายกัมพูชาได้ละเมิดข้อตกลงการหยุดยิง ในพื้นที่ดังต่อไปนี้

(1) Chong Bok Area, Ubon Ratchathani Province

(2) Sam Tae Area, Si Sa Ket Province

(3) Pha Mor E Daeng, Si Sa Ket Province

(4) Phu Ma Khua/Khanmar Area, Si Sa Ket Province

(5) Phlan Yao Area, Si Sa Ket Province

(6) Ta Kwai Temple, Surin Province

ทั้งนี้ฝ่ายกัมพูชายังละเมิดข้อตกลงหยุดยิง จนถึงวันที่ 30 ก.ค.68 เวลา 05.10 น. และเมื่อวันที่ 31 ก.ค. 68 ตรวจพบทหารกัมพูชาเพิ่มเติมกำลังในพื้นที่ตลอดแนวชายแดนไทยและการใช้อากาศยานไร้คนขับของฝ่ายกัมพูชา บินตรวจการณ์ในพื้นที่ตอนในของฝ่ายไทย อย่างมีนัยสำคัญ

การตอบโต้การบิดเบือนข้อมูล กัมพูชากล่าวหาว่าไทยรุกรานกัมพูชา และละเมิดกติกาสหประชาชาติ อำนาจอธิปไตย และอาณาเขตรัฐ ซึ่งตามข้อเท็จจริงประเทศไทยเป็นรัฐสมาชิกสหประชาชาติที่เคารพในกฎบัตรสหประชาชาติอย่างเคร่งครัด รวมถึงหลักการไม่ใช้กำลังในการแก้ไขข้อพิพาทระหว่างประเทศ (Article 2(4) UN Charter)

การปฏิบัติของฝ่ายไทยเป็น การป้องกันตนเองอย่างจำเป็นและได้สัดส่วน (necessity & proportionality) ตามสิทธิที่ระบุไว้ใน Article 51 ของกฎบัตรฯ หลังจากฝ่ายกัมพูชา ใช้อาวุธโจมตีด่านทหาร ฝ่ายปกครอง และชุมชนไทยในหลายพื้นที่ ซึ่งมีหลักฐานชัดเจนว่ากำลังฝ่ายกัมพูชาเคลื่อนกำลังเข้ามาในเขตแดนของไทยหลายครั้ง พร้อมใช้อาวุธโจมตีเป้าหมายของฝ่ายไทยโดยเฉพาะเป้าหมายพลเรือน เช่น โจมตี รพ.พนมดงรัก ซึ่งห่างจากชายแดน เกือบ 10 กม., ปั้มน้ำมันบ้านผือ ที่หากจากชายแดน 30 กม.

สำหรับการใช้ระเบิดเคมี  เป็นคำกล่าวหาที่ร้ายแรง และไร้มูลความจริงโดยสิ้นเชิง ประเทศไทยเป็นภาคีของอนุสัญญาว่าด้วยอาวุธเคมี(Chemical Weapons Convention – CWC) และปฏิบัติตามข้อกำหนดอย่างเคร่งครัด ไม่มีหน่วยใดในกองทัพไทยที่ใช้อาวุธเคมีทั้งในแง่ยุทธวิธีหรือยุทธศาสตร์การกล่าวหาเช่นนี้เข้าข่าย war propaganda และเป็นความพยายามบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อใส่ร้าย กรณีภาพ “ระเบิดเคมี” ที่ฝ่ายกัมพูชาเผยแพร่ โดยรัฐบาลกัมพูชา แท้จริงคือภาพภารกิจการดับไฟ่ป่าในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ปี2022 ซึ่งสามารถดูภาพดังกล่าวได้ผ่านทางสื่อออนไลน์

ส่วนที่ไทยใช้เครื่องบิน F-16 และอาวุธหนักจำนวนมากนั้น อาวุธทั้งหมดที่ใช้ในการตอบโต้และมีความเหมาะสมตามสัดส่วน เป็นเพื่อสกัดการรุกล้ำของฝ่ายกัมพูชา และกระทำต่อเป้าหมายทางทหาร บริเวณแนวชายแดน ไม่ใช่การโจมตีเชิงรุก แต่เป็นฝ่ายกัมพูชาต่างหากที่วางกำลังและยิงอาวุธจากพื้นที่พลเรือน ใช้ชุมชนเป็น “โล่มนุษย์” ซึ่งเป็นการละเมิด International Humanitarians Laws อย่างร้ายแรง

กองทัพบกชี้แจงต่อว่า ต่อประเด็นไทยใช้ระเบิด MK-84 ตกใส่บ้านเรือนของประชาชนกัมพูชา ตามคำแถลงของ นายเฮง รัตนา หัวหน้า CMAC ของกัมพูชา มีลักษณะชัดเจนของการ บิดเบือนข้อมูล โดยอ้างภาพเก่าและสร้างการเชื่อมโยงที่ไม่มีมูลความจริง

ฝ่ายไทยขอปฏิเสธข้อกล่าวหาของกัมพูชาอย่างสิ้นเชิง ซึ่งภาพวัตถุระเบิดที่กัมพูชาอ้างว่าเป็น MK-84 นั้น เป็นระเบิดเก่าจากยุคสงครามเวียดนาม และไม่เป็นไปตามหลักทางวิทยาศาสตร์

ทั้งนี้ไทยขอประณาม และให้กัมพูชาหยุดการกล่าวหาอันเป็นเท็จ เพื่อปลุกปั่นกระแสความเกลียดชัง และขอให้หันมาร่วมมือกับประเทศไทยและประชาคมระหว่างประเทศในการคลี่คลายสถานการณ์ชายแดนอย่างสันติผ่านการเจรจาและความร่วมมือที่ตรงไปตรงมา

ล่าสุด เมื่อ 30 ก.ค.68 ฝ่ายกัมพูชาเชิญคณะผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศ ประจำกัมพูชาไปตรวจพื้นที่การรบห่างจากชายแดน 30 กม. แต่ฝ่ายกัมพูชากลับเปลี่ยนแผน พาคณะผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศ ประจำกัมพูชา ไปพื้นที่ช่องอานม้า ซึ่งเป็นพื้นที่การสู้รบ ยังมีความเสี่ยงต่ออันตราย

กองทัพบก กล่าวสรุปช่วงท้ายว่า ขอเน้นย้ำว่า การปะทะระหว่างไทย กับกัมพูชานั้น ฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้เริ่มยิงก่อน โดยอาวุธระยะไกลยิงต่อ เป้าหมายพลเรือน และทำให้เกิดความเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินหายของพลเรือนที่ยอมรับไม่ได้ทั้งนี้ หลังจากที่มีการเจรจาตกลงหยุดยิงแล้วแต่ ฝ่ายกัมพูชายังละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างต่อเนื่อง ยิ่งไปกว่านั้น กัมพูชา เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารบิดเบือนข้อมูลอย่างเป็นระบบขอให้ประชาคมระหว่างประเทศ ร่วมติดตามสถานการณ์ด้วยความเข้าใจ และร่วมกันผลักดันให้มีการเจรจาทวิภาคี เพื่อแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี

ขณะที่ นายรัศม์ ชาลีจันทร์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวยืนยันการลงพื้นที่ครั้งนี้ เป็นการดำเนินการที่เปิดกว้าง โดยคณะทูตประเทศอาเซียน 8 ประเทศ และประเทศที่เป็นพยานการเจรจาหยุดยิง ทูตทหารรวมถึงสื่อไทยเทศ และสื่อต่างประเทศ เพื่อเน้นย้ำถึงความความโปร่งใสและตรวจสอบได้ ไม่ใช่การนำเสนอข้อมูลที่ถูกควบคุมและชี้นำ ซึ่งไทยให้ความสำคัญกับเสรีภาพของสื่อมวลชน

วัตถุประสงค์ คือ เพื่อสื่อสารให้ประชาคมโลกได้รับทราบข้อมูลที่แท้จริงในพื้นที่ ซึ่งข้อเท็จจริงเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่การเจรจาบนหลักการและความถูกต้องและจริงใจ ซึ่งจะนำไปสู่การแก้ปัญหาโดยสันติวิธีภายใต้กรอบทวิภาคีได้ในที่สุด  รวมทั้งชี้ให้เห็นถึงจุดยืนและการดำเนินการของไทยว่ายืนอยู่บนหลักการกฎหมายระหว่างประเทศ ที่จะให้การเจรจาทวิภาคีอย่างสันติวิธีในการแก้ไขปัญหา ได้ใช้ความอดกลั้นมาโดยตลอด และการป้องกันตนเองตามแนวทางกฎบัตรสหประชาชาติ และกฎหมายระหว่างประเทศ

นายรัศน์ ย้ำว่า ท่ามกลางการนำเสนอข้อมูลที่ขัดแย้งกันระหว่างสองฝ่าย สิ่งหนึ่งที่มีหลักฐานชัดเจน คือ กัมพูชาได้โจมตีโรงพยาบาล โรงเรียน บ้านเรือน ร้านค้า ปั๊มน้ำมันในพื้นที่ชุมชนอย่างหนัก ทำให้สตรี เด็กและประชาชนที่ไม่มีอาวุธต้องสูญเสียชีวิต ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้ทหารไทยจำเป็นต้องโต้ตอบเพื่อปกป้องอธิปไตยและชีวิตของประชาชนไทย

จากนั้น ว่าที่พันตรี อดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ได้รายงานถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่ว่า ขณะนี้มีการอพยพพี่น้องประชาชนมากกว่า 20,000 คน ไปยังศูนย์พักพิงและศูนย์อพยพในพื้นที่กว่า 68 แห่ง ซึ่งอยู่ห่างจากแนวพรมแดนประมาณ 70 กิโลเมตร โดยการอพยพดังกล่าวได้สร้างความยากลำบากในการดำเนินชีวิตของประชาชน ทั้งยังมีการปิดโรงพยาบาล 3 แห่ง และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลอีก 20 แห่ง โดยชาวจังหวัดอุบลราชธานีได้รับความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน มีพลเรือนเสียชีวิต 1 ราย และมีความเสียหายต่อทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก

‘กรณ์’เลคเชอร์‘ภาษีสหรัฐ’19% ส่งผลอย่างไร ถ้าไม่พัฒนาจะเสียเปรียบมากขึ้น

‘กรณ์’เลคเชอร์‘ภาษีสหรัฐ’19% ส่งผลอย่างไร ถ้าไม่พัฒนาจะเสียเปรียบมากขึ้น

‘กรณ์’เลคเชอร์‘ภาษีสหรัฐ’19% ส่งผลอย่างไร ถ้าไม่พัฒนาจะเสียเปรียบมากขึ้น

วันศุกร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.51 น.

‘กรณ์’เลคเชอร์‘ภาษีสหรัฐ’19% ส่งผลอย่างไร ถ้าไม่พัฒนาจะเสียเปรียบมากขึ้น

1 สิงหาคม 2568 นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรมว.คลัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “กรณ์ จาติกวณิช – Korn Chatikavanij” หัวข้อ “19% จะส่งผลอย่างไร?” ระบุว่า…

19% จะส่งผลอย่างไร?

ก่อนอื่นขอแสดงความยินดีกับ Team Thailand ที่สุดท้ายช่วยทำให้เราได้อัตราใกล้เคียงกับประเทศในกลุ่ม ASEAN ด้วยกัน 

อย่างที่ผมได้แสดงความเห็นไว้เมื่อ 2-3 วันก่อน อัตราภาษีนี้ถือว่าแลกมาด้วยเลือดเนื้อของคนไทย

ในขณะที่ก่อนหน้านี้ไม่ได้มีความชัดเจนว่าเรามีข้อเสนอที่เข้าตาทรัมป์ จนกระทั่งทรัมป์เห็นโอกาสที่จะได้เล่นบทพระเอกในการเจรจาหย่าศึก การเจรจาจึงสรุปได้ตามที่หลายคนเปรียบเสมือนเป็น “Peace Dividend”

ที่น่าสังเกตคืออเมริกาไม่ได้แยกแยะว่าใครผิดใครถูกระหว่างเรากับกัมพูชา ทั้งสองประเทศได้อัตราภาษีเดียวกัน (ทั้งๆที่เดิมอัตราภาษีที่กัมพูชาถูกกำหนดสูงกว่าเราอยู่ที่ 49%)

เรายังมีการบ้านต้องทำอีกมากในการทำความเข้าใจกับชาวโลก  อย่างน้อยก็ถือว่าเรายังสามารถยันไว้ไม่ให้กัมพูชาตบตาชาวโลกได้ว่าไทยเราเป็นผู้รุกราน

อย่างไรก็ตาม อัตราภาษี 19% จะทำให้กำไรผู้ส่งออกลดลงแน่นอน เพราะต้องแบกรับภาระภาษีไว้ไม่มากก็น้อย บวกกับปริมาณการบริโภคโดยชาวอเมริกันที่อาจจะลดลงเพราะของแพงขึ้น

จีนน่าจะเหนื่อยที่สุด เพราะจะหนีด้วย transshipment ก็ยากขึ้น ดังนั้นผลต่อไทยเราคือสินค้าราคาถูกจากจีนจะทะลักเข้ามามากขึ้น เตรียมรับมือให้ดี

เราจะเห็นว่าวันสองวันที่ผ่านมาดอลล่าร์แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับบาท ส่วนหนึ่งเป็นเพราะแนวโน้ม Fed จะปรับดอกเบี้ยลดลง (เตรียมรับผลเงินเฟ้อจากราคาสินค้านำเข้าที่ะสูงขึ้น) อีกส่วนเป็นเพราะการคาดการว่าอเมริกาจะมีดุลการค้าที่ติดลบน้อยลงจาก tariff ที่เริ่มมีผลวันนี่ และสุดท้ายคือไทยเองมีแนวโน้มลดดอกเบี้ยชัดเจนมากขึ้นด้วย โดยสรุปผมคาดว่าจากนี้แนวโน้มดอลล่าร์จะแข็งค่าขึ้นได้ อย่างน้อยชั่วคราว

รายละเอียดอื่นๆคงต้องรอดูการชี้แจงโดยรัฐบาลว่าเราได้เสนอเงื่อนไขอะไรให้สหรัฐบ้าง (ควรจะต้องมีการนำเสนอต่อรัฐสภาตามมาตรา 178 รัฐธรรมนูญ)

แต่สำหรับวันนี้ สรุปได้ว่าเราไม่ได้เสียเปรียบเพิ่มเติมจากเรื่อง tariff และท่านรองนายกฯ พิชัย ได้พูดในสิ่งที่ถูกต้องทั้งในเรื่องการเร่งเตรียมมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการด้วยวงเงินสินเชื่อ และความจำเป็นที่เราต้องเร่งพัฒนาตัวเองให้แข่งขันได้ในอนาคต

ส่วนทรัมป์เป็นผู้ชนะชัดเจนที่สุด ประสบความสำเร็จในการรีดภาษีได้ปีละ 300,000-500,000 ล้านดอลล่าร์จากคู่ค้าทั่วโลก และทำให้โลกเข้าใจแจ่มชัดว่าในยุคนี้คำว่ามิตรภาพไม่สำคัญ มีแต่ผลประโยชน์ที่แลกกัน

ในบริบทนี้ เราอย่าหวังพึ่งใคร ถ้าเรายังไม่พัฒนาตัวเอง เราจะเสียเปรียบมากขึ้นเรื่อยๆ