‘พิชิต’ซัดแหกตาดู ไทยกำลังจะเสีย ‘ปราสาทตาควาย’ หลัง สส.พรรคประชาชนโวยให้รักษาทหารเขมร

'พิชิต'ซัดแหกตาดู ไทยกำลังจะเสีย 'ปราสาทตาควาย' หลัง สส.พรรคประชาชนโวยให้รักษาทหารเขมร

‘พิชิต’ซัดแหกตาดู ไทยกำลังจะเสีย ‘ปราสาทตาควาย’ หลัง สส.พรรคประชาชนโวยให้รักษาทหารเขมร

วันศุกร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 08.49 น.

1 ส.ค. 68 นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก Pichit Chaimongkol ระบุว่า “เห้ย อยู่ใกล้ๆ ผมอาจจะพูดจาภาษาฝ่ามือที่บ้องหูกันซักหน่อย ไปกอดหลักมนุษยธรรม ที่ดาวอังคารค่อยกลับมานะ

การสงครามคือการกดดัน ทุกรูปแบบ การกดดันจะลดการใช้อาวุธ คือลดการสังหารคน กัมพูชายิง ประชาชนไทย โรงพยาบาลไทย วางทุนระเบิด อันนี้คือ ขัดหลัก มนุษยธรรม ชัดเจน
พวกมึ_ง ได้แค่ถาม “มีทหารไว้ทำไม”

แล้วตอนนี้สงครามยังไม่จบถาวร กัมพูชาควรรักษาคนของตัวเอง ในสมรภูมิที่กัมพูชาเลือกรบเอง และคนเหล่านั้น อยู่ในพื้นที่การรบของ กัมพูชา ไม่ใช่ไทยจับตัวมาได้แล้วบาดเจ็บที่ไทย
ถ้ารับมารักษาโดยอ้างมนุษยธรรม เท่ากับการยอมรับว่า สงครามจบถาวร จบถาวร เราเสีย ปราสาทตาควาย 

เสียปราสาทตาควาย เท่ากับเสียดินแดน เอาตา พวก มึ_ง 2 คน มาชดใช้ตาควายไม่ได้หรอก มีสมาชิกรัฐสภาไทยแบบนี้ ถึงบ้าได้ขนาดนี้ ข้อเรียกร้องนี้ เปิดช่องให้ต่างชาติเข้ามาแทรกแซงชัดเจน ไอ้พวก “ไส้ศึก”

.-008 

‘อดีตบิ๊กข่าวกรอง’ตั้ง 2 คำถามคาใจ! เตือนนักการเมืองไทย อย่ารักษาผลประโยชน์ศัตรูมากกว่าคนไทย

'อดีตบิ๊กข่าวกรอง'ตั้ง 2 คำถามคาใจ! เตือนนักการเมืองไทย อย่ารักษาผลประโยชน์ศัตรูมากกว่าคนไทย

‘อดีตบิ๊กข่าวกรอง’ตั้ง 2 คำถามคาใจ! เตือนนักการเมืองไทย อย่ารักษาผลประโยชน์ศัตรูมากกว่าคนไทย

วันศุกร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 08.23 น.

วันที่ 1 สิงหาคม 2568 นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า จะเอาไง. ?

รบกันยิงกันขนาดนี้ ยังเรียกว่ามิตรประเทศหรือ

เรียกว่าศัตรู

มีคำถามเกี่ยวกับคนเขมรอยู่ 2 คำถามคาใจ

1. ทหารเขมรที่ควบคุมตัวไว้จะเอาไงดี

ส่งคืนฝ่ายนั้นหรือเก็บตัวไว้ก่อน

2. ทหารเขมรที่บาดเจ็บจากการสู้รบขอมา

รักษาตัวที่ไทยเอาไงดี

ประการแรก. ทหารที่เราควบคุมตัวไว้ จะเรียกว่า

เชลยศึก. หรือผู้มอบตัว. จะเรียกอะไรก็ชั่งแต่ต้องดำเนินการซักถาม สอบสวน. และเตรียมการไว้แลกเปลี่ยนตัวเชลยศึก

ประการที่สอง. หน้าด้านเกินไปไหม. ยิงถล่มไทย

จนคนตายมากมาย. เก่งขนาดนี้. ต้องดูแลคนของตัวเองได้. ไม่ใช่เรื่องมนุษยธรรม. หากเชลยศึกบาดเจ็บเรารักษาให้. แต่นี่ไม่ใช่. คนเป็นศัตรูกัน. จ้องจะฆ่ากัน. จะทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น. เป็น

ไปได้หรือ  หากตายจากการรักษาของไทย. ไทยจะถูกโจมตีกล่าวร้าย

นักการเมืองไทยอย่ารักษาผลประโยชน์ศัตรูมากกว่าคนไทย

เช้านี้พื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา สถานการณ์ปกติ

เช้านี้พื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา สถานการณ์ปกติ

เช้านี้พื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา สถานการณ์ปกติ

วันศุกร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 07.50 น.

จิรายุ เผย สถานการณ์ชายแดนปกติ และยืนยันปฏิบัติตามหลักมนุษยธรรม เตรียมส่งคืนทหารกัมพูชา 2 นายที่ได้รับบาดเจ็บ

วันที่ 1 สิงหาคม 2568 เวลา 07.00 น. นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา (ศบ.ทก.) เปิดเผยว่าสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นไปด้วยความเรียบร้อย 

รัฐบาลประกาศความสำเร็จ ไทยปิดดีลภาษีสหรัฐฯ สำเร็จที่ 19%

รัฐบาลประกาศความสำเร็จ ไทยปิดดีลภาษีสหรัฐฯ สำเร็จที่ 19%

รัฐบาลประกาศความสำเร็จ ไทยปิดดีลภาษีสหรัฐฯ สำเร็จที่ 19%

วันศุกร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 07.34 น.

รัฐบาลไทยปิดดีลภาษีนำเข้าสหรัฐฯ สำเร็จ ที่ 19% 

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลไทยสามารถเจรจาและบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับอัตราภาษีนำเข้าต่างตอบแทน (Reciprocal Tariffs) กับสหรัฐอเมริกาได้สำเร็จ โดยขณะนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ประกาศแล้วว่าจะเรียกเก็บอัตราภาษีนำเข้าฯ จากสินค้าของไทยในอัตรา 19 % ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันนี้วันที่ 1 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป

นายจิรายุ กล่าวว่า อัตราภาษีดังกล่าวที่ ต่ำกว่า อัตราเดิม 36 % และเกาะอยู่
อยู่ในระดับใกล้เคียงกับประเทศในภูมิภาค อาทิ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และญี่ปุ่น สามารถรักษาการแข่งขันได้ เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งได้เจรจากับสหรัฐฯ สำเร็จแล้วก่อนหน้านี้ 

“การปิดดีลครั้งนี้ของรัฐบาลไทย ในระดับภาษีนำเข้าฯ ไว้ที่ 19%  ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จสำคัญของทีมไทยแลนด์ ในแนวทาง win-win  เพื่อรักษาฐานการส่งออกและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวความ ย้ำถึงศักยภาพของประเทศไทยในเวทีการค้าโลก ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงในนโยบายการค้าระหว่างประเทศ ” นายจิรายุกล่าว

แนวหน้าวิเคราะห์ : ‘ตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ’ เล่ห์‘เขมร’พลิกบทเป็นเหยื่อเจาะยางไทย

แนวหน้าวิเคราะห์ : ‘ตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ’ เล่ห์‘เขมร’พลิกบทเป็นเหยื่อเจาะยางไทย

แนวหน้าวิเคราะห์ : ‘ตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ’ เล่ห์‘เขมร’พลิกบทเป็นเหยื่อเจาะยางไทย

วันศุกร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 07.30 น.

ผ่านมากว่าสัปดาห์กับเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ที่เริ่มขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัว

ก็จู่ๆกลุ่มทหารเขมรพร้อมอาวุธครบมือ เดินลาก RPG เข้ามาประจันหน้ากับทหารไทย ไม่พูดไม่จาเปิดฉากยิงใส่ฐานกำลังทหารไทย  หน่วยเฉพาะกิจดูแลพื้นที่ปราสาทตาเมือนธมเฉย  แม้กำลังฝ่ายไทยพยายามตะโกนเจรจา เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง แต่ทหารเขมรไม่สน ไทยจึงต้องตอบโต้เพื่อป้องกันตัว และปกป้องอธิปไตย

จากวันนั้นสถานการณ์ชายแดนสองประเทศตรึงเครียดมาต่อเนื่อง ทหารกัมพูชาเปิดฉากโจมตีไทยรายวัน ปฎิบัติการยั่วยุ-ตอแย-ลอบกัด ใช้ทั้งอาวุธเล็กอาวุธหนักโจมตีชายแดนไทย ยิงมั่วซั่ว จะเพราะยุทโธปกรณ์ไร้ประสิทธิภาพหรือจงใจก็ตาม  สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนคนไทยชายแดน 4 จังหวัด  “สุรินทร์ – ศรีสะเกษ – บุรีรัมย์ – อุบลราชธานี” บาดเจ็บล้มตาย ต้องทิ้งบ้านไปพักในศูนย์พักพิงชั่วคราว เพื่อความปลอดภัย

แม้เขมรจะถูกกองทัพไทยตอบโต้กลับด้วยอาวุธที่มีแสนยานุภาพเหนือกว่า ทั้งเอฟ-16 และกริพเพนออกปฎิบัติการทุกครั้งไม่พลาดเป้า สร้างความเสียหายให้พื้นที่การทหารของเขมรหนักหนาสาหัสอยู่ แต่เขมรก็ไม่มีท่าทีเข็ดหลาบ ระดมกองกำลังหมายยึดดินแดนไทยให้ได้ โดยเฉพาะ 3 ปราสาท “ตาเมือนธม – ตาควาย – ตาเมือนโต๊ด”

นับวันเขมรกลายเป็น “อันธพาลเฒ่า” แม้จะผ่านการเจรจาบนโต๊ะที่มาเลเซียเป็นตัวกลาง ได้ข้อสรุปหยุดยิงไม่มีเงื่อนไข มีประเทศมหาอำนาจอย่าง สหรัฐ-จีน- เป็นพยาน แต่วันรุ่งขึ้นเขมรก็ยังเปิดฉากยิงใส่ไทยอีก ก่อนถึงเส้นตายหยุดยิงที่กำหนด

หนักไปกว่านั้น ทุกครั้งที่เขมรยิงใส่ไทย โฆษกกลาโหมกัมพูชาจะออกมานั่งแถลงประท้วงฟ้องโลกทันทีว่า มีการยิงปะทะกัน และโทษกองทัพไทยเปิดฉากยิงใส่กัมพูชาก่อน กัมพูชาจึงต้องใช้สิทธิปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนจากการรุกราน เปิดฉากโจมตีตอบโต้ทหารไทย!!!

หลังเข้าเงื่อนไขหยุดยิง เพื่อรอเจรจาทวิภาคี “จีบีซี” 4 สิงหาคม  รัฐบาลเขมรปรับแผนช่วงชิงความได้เปรียบที่จะงัดข้อกับไทย  เพราะรู้ว่าถึง “สู้” กันด้วยกำลังทหาร อาวุธ ไม่มีทางจะข่มไทยลง!!!

เขมรเดินเกมเร็ว ใช้การเจรจา แถลงชี้แจงต่อประชาคมโลกในทุกช่องทาง ประมาณสวมบท “ตกเป็นเหยื่อ” ทั้งที่เป็น “คนเริ่ม” เชิญผู้บัญชาการทหารมาเลย์ ทูตทหารนานาชาติ ลงพื้นที่ดูความเสียหายทันที  ซึ่งแน่นอนเขมรต้องโยนบาปให้ไทยว่า ยิงโจมตีสร้างความเสียหายเดือดร้อนให้พลเรือนเขมรอย่างหนัก

ขณะที่กองทัพไทยส่งเทียบเชิญ “ทูต-ผู้ช่วยทูตทหาร-สื่อต่างประเทศ” 23 ประเทศเหมือนกัน  แต่ถูกตั้งข้อสังเกต “เหมือนไทยจะช้ากว่าเขมรหนึ่งก้าวหรือไม่?”  โดยกำหนดการพาคณะทูตฯไปศรีสะเกษ ดูพื้นที่ที่เสียหายจากการยิง BM -21 กระสุนตกใส่ชุมชนหมู่บ้าน  โรงเรียน ปั้มน้ำมัน ร้านค้า โดยเฉพาะโรงพยาบาลพังยับอย่างน้อย 20 แห่ง  มีคนบริสุทธิ์ได้รับบาดเจ็บล้มตาย

ย้อนไปก่อนหน้า  เขมรใช้การแถลงการณ์ประท้วง การโพสต์ผ่านโซเชียล รวมถึงการกล่าวโจมตีไทยบนเวทีการประชุมสำคัญๆของโลกมาตลอดเหมือนกัน แบบ “ตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ” บิดเบือนข้อเท็จจริง สวมบทเหยื่อ ชนิดที่คนไทยฟังแล้วขึ้น!!!

รวมถึงการโพสต์ผ่านโซเชียล ของสองพ่อลุกตระกูล “ฮุน” นับครั้งไม่ถ้วน หลักใหญ่ใจความไม่พ้นการสาดโคลนใส่ไทย เป็นคนเริ่มต้นยิง ปลุกชนวนปะทะ ยั่วยุ  ประดิษฐ์เหตุผลสารพัด

แต่หลังจากนี้ เขมรน่าจะใช้แผนแสดงบทนี้มากขึ้น

สดๆร้อนๆ ที่ประธานสภากัมพูชา “สมเด็จมหารัฐสภาธิการธิบดี ควน โซะดารี” กล่าวในการประชุมสุดยอดประธานรัฐสภาสตรี ครั้งที่ 15  ที่สวิตเซอร์แลนด์ หลั่งน้ำตาแสดงความเห็นใจชาวเขมร ที่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีบุกรุกของไทย และกล่าวหากองทัพไทยใช้อาวุธเคมี สังหารผู้บริสุทธิ์

หรือความเคลื่อนไหวของ “บุน รานี” ภริยาของ “ฮุน เซน” ประธานวุฒิสภาและอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่ ร่ำไห้แสดงความเสียใจต่อทหารกัมพูชาที่เสียชีวิตจากเหตุปะทะชายแดน  พร้อมกล่าวโทษว่า ทหารไทยเป็นต้นเหตุ

ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศของไทยยืนยันมาตลอดถึงตอนนี้ว่า ยึดการสื่อสารผ่านช่องทางการทูตเท่านั้น  จึงเป็นเหตุให้ถูกมองว่า การตอบโต้เขมรช้าเกินไป อาจจะทำให้เราเพลี่ยงพล้ำหรือไม่

ทุกการเคลื่อนไหวของเขมรนับจากนี้ ประมาทไม่ได้ เพราะเขมรเล่นบท “เหยื่อ” ไทยก็ต้องตั้งรับให้ดี ข้อมูลหลักฐานที่รัฐบาลแจงว่า สั่งเจ้าหน้าที่เก็บทุกเม็ด จึงทำให้ช้า  แต่มั่นใจว่าข้อมูลปึ๊ก!  ก็ต้องงัดมาใช้ตอบโต้ให้เห็นผลอย่างที่คุยว่า  หลักฐานแน่นจริง  “เขมรไม่ใช่เหยื่อ” เขมรยิงก่อน ระรานไทยก่อน เราจึงต้องตอบโต้

งานนี้  ไทยต้องงัดชั้นเชิงทางการทูตขั้นสุดยอดมาใช้รับมือ และรุกกลับเต็มที่

ที่ผ่านมาก็พอเข้าใจได้ ไทยเข้มกับจุดยืน “จริงใจ ยึดเจรจาทางการ ยึดข้อตกลง”  เลยอาจดูเชื่องช้ากว่า “เขมร” ที่มีคุณสมบัติพิเศษ “ลิ้นสองแฉก” เลยพูดคล่อง!!!!

– ทีมข่าวแนวหน้า

ชุมนุมใหญ่2ส.ค. รวมพลังส่งแรงใจทหาร จวกยับ‘รัฐบาลเฮงซวย’

ชุมนุมใหญ่2ส.ค.  รวมพลังส่งแรงใจทหาร  จวกยับ‘รัฐบาลเฮงซวย’

ชุมนุมใหญ่2ส.ค. รวมพลังส่งแรงใจทหาร จวกยับ‘รัฐบาลเฮงซวย’

วันศุกร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กลุ่มรวมพลังแผ่นดินฯเดินสายบุก“กองทัพเรือ-สตช.”ให้กำลังใจ“ทหารเรือ-ตชด.ร่วมปกป้องอธิปไตยแนวชายแดนไทย-กัมพูชา “จตุพร”ซัดรัฐบาลไร้ประสิทธิภาพรับมือวิกฤต ย้ำเจรจาต้องฟังเสียงปชช.ซัดรัฐบาลเฮงซวยเจรจาหยุดยิง ไทยเสียปราสาทตาควายปลุกใจร่วมชุมนุมใหญ่ 2 ส.ค.แสดงพลังให้มากที่สุด รวมพลังใจให้ทหารทั้ง3เหล่าทัพ-ตร.ประณามกัมพูชาเรียกร้องความชัดเจนจากรัฐบาล

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 ที่หน้ากองบัญชาการกองทัพเรือ ถนนอรุณอัมรินทร์คณะรวมพลังแผ่นดิน ปกป้องอธิปไตย นำโดยนายจตุพร พรหมพันธ์ นายนิติธร ล้ำเหลือ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำ เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย(คปท.) นายนัสเซอร์ยีหมะ กลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศ.ป.ป.ส.) นายใจเพชร กล้าจนและนายแซมดิน เลิศบุศย์ กลุ่มกองทัพธรรมนำกลุ่มมวลชนจำนวนหนึ่งเดินทางมายื่นหนังสือและมอบดอกกุหลาบให้กำลังใจทหารเรือและนาวิกโยธิน ที่ปฏิบัติหน้าที่ในการปกป้องอธิปไตยของชาติบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ฝั่งจ.ตราด จันทบุรี อย่างกล้าหาญ โดยมีน.อ.ชลภู ชูศรี รองเลขานุการกองทัพเรือเป็นผู้แทนกองทัพเรือรับมอบพร้อมขอบคุณทุกแรงสนับสนุนโดยยืนยันว่าทหารเรือจะปกป้องผลประโยชน์ของชาติทั้งทางบกและทางทะเลอย่างเต็มกำลัง

นายจตุพร พรหมพันธุ์ กล่าวว่าได้เดินทางไปให้กำลังใจทหารมาแล้วหลายหน่วย ทั้งกองบัญชาการกองทัพไทย ศูนย์ราชการและกองทัพอากาศ แม้ทหารไทยจะปกป้องดินแดนไทยไว้ได้ แต่รัฐบาลไทยที่ยังดำเนินการทางการเมืองและการทูตล่าช้าไม่สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงทีปล่อยให้กัมพูชาดำเนินการเชิงรุกบนเวทีนานาชาติพร้อมกล่าวหาประเทศไทยอย่างเสียหาย หากกัมพูชาไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงซ้ำซาก ประเทศไทยไม่ควรผูกพันตามข้อตกลงฝ่ายเดียวจึงขอเรียกร้องให้ประชาชนคนไทยทั่วประเทศมีสิทธิร่วมตัดสินใจแก้ไขปัญหาไทย-กัมพูชา หากจะมีการเจรจาระหว่างประเทศ ถ้าประชาชนไม่เห็นด้วย ก็ไม่มีใครมีสิทธิ์เจรจาแทนได้

จากนั้นกลุ่มคณะรวมพลังแผ่นดินฯพร้อมคณะได้เดินทางไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้กำลังใจตำรวจตระเวนชายแดนที่ร่วมกันปกป้องอธิปไตยของประเทศไทยตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

โดยนายพิชิตกล่าวว่าประชาชนคนไทย คณะรวมพลังแผ่นดิน ปกป้องอธิปไตย ขอส่งมอบแรงใจเพื่อผสานหัวใจความเป็นไทย ให้แก่ทหารไทยทั้ง3เหล่าทัพและเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่ร่วมกันปกป้องอธิปไตยของประเทศไทยตลอดแนวชายแดนไทย กัมพูชา ด้วยชีวิต ชาติไทยอยู่ในภาวะป้องกันประเทศจากการรุกรานอธิปไตยจากกัมพูชา ด้วยการเปิดฉากยั่วยุ เพื่อสร้างแรงกดดันให้กับทหารไทย นำมาสู่การละเมิดสัญญา ออดตาวา ของทหารกัมพูชาที่ลอบวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลจนทำให้ทหารไทยขาขาด 2 นาย สถานการณ์พัฒนามาสู่ทหารกัมพูชาได้เปิดฉากยิงทหารไทยก่อน เป็นเหตุให้ทหารไทยทั้ง3เหล่าทัพและเจ้าหน้าที่ตำรวจ ต้องทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตยไทย

“เหตุปะทะกันด้วยอาวุธนานาชนิดนั้นเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งของสถานการณ์โดยรวมของประเทศ เหตุแท้จริงแล้ว คณะรวมพลังแผ่นดินฯเห็นว่าเกิดจากชนวนแห่งผลประโยชน์ทับซ้อนของกลุ่มคนเพียงไม่กี่คน และความอ่อนแอทางการเมือง การทูตของรัฐบาลไทยเห็นได้จากหลักฐาน กรณีคลิปเสียง สนทนาระหว่าง นายกรัฐมนตรีไทย น.ส.แพทองธาร ชินวัตรกับ สมเด็จ ฮุนเซน แห่งกัมพูชา อันเป็นคลิปเสียงที่กลายเป็นใบเสร็จสำคัญของเหตุการณ์ปะทะกันของทหาร2ฝ่าย นำมาสู่ความสูญเสียของประชาชน พลเรือน ทหารอยู่ในขณะนี้”

นายพิชิตกล่าวอีกว่าเราขอร่วมกับกองทัพไทยประณามรัฐบาลกัมพูชาและทหารกัมพูชาที่ยิงระเบิดมาสู่เป้าหมายพลเรือน ประชาชน โรงพยาบาล บ้านเรือน ประชาชนชาวไทย อันไม่ใช่เป้าหมายทางการทหาร การกระทำเช่นนั้น ถือเป็นอาชญากรสงคราม คณะรวมพลังแผ่นดิน ปกป้องอธิปไตย ขอส่งแรงใจ แรงสนับสนุน สู่ทหารและตำรวจแนวหน้า ทั้งสิ่งของ ข้าวสาร อาหารแห้ง น้ำดื่ม เครื่องใช้ต่างๆ เพื่อสนับสนุนกองทัพไทย และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่แม้จะมีการหยุดยิง(ชั่วคราว)แต่ยังต้องวางกำลังรักษาอธิปไตย ในการปกป้อง ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน อันเป็นองค์ประกอบหลักของประเทศไทยต่อไป

“ภัยของประเทศมีหลายรูปแบบคณะรวมพลังแผ่นดิน ปกป้องอธิปไตย มีเจตนาแน่วแน่ที่จะร่วมกับทุกหมู่เหล่า ข้าราชการทุกองค์กรในการสร้างประเทศเข้มแข็ง การเมืองใสสะอาด ปราศจากการคอร์รัปชั่นจะเป็นพื้นฐานการป้องกันการรุกรานจากต่างประเทศได้เป็นอย่างดีเราขอส่งแรงใจกำลังใจเพื่อร่วมกับกองทัพไทยและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการปกป้องประเทศไทยจากหัวใจแนวหลัง สู่แนวหน้า ร่วมใจปกป้องภัย นำประเทศไทยสู้ภัยร่วมกัน”แกนนำคปท.ระบุ

นายจตุพรกล่าวว่าในสมรภูมิไทยกัมพูชาเราจะรู้ว่าทหารบกทำอะไร ทหารอากาศทำอะไร ทหารเรือทำอะไร ทหารผ่านนักรบชุดดำทำอะไรกรณีตำรวจตระเวนชายแดนแทบจะไม่ปรากฏข่าวแต่ก็อยู่ในยุทธภูมิได้รับบาดเจ็บกันเป็นจำนวนมาก เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรที่อยู่ในพื้นที่เกิดเหตุก็ทำหน้าที่ในการอำนวยการร่วมอพยพดูแลพี่น้องประชาชนวันนี้พวกเรามาให้กำลังใจ สถานการณ์จนถึงวันนี้ก็ไม่ได้เป็นคุณกับประเทศไทยที่จะไว้วางใจอะไรกันได้

นายจตุพรกล่าวว่า ก่อนที่จะมาได้รับฟังการแถลงข่าวของโฆษกกองทัพบกในกรณีปราสาทตาควายฟังด้วยความไม่สบายใจที่สุดเพราะได้ถูกอธิบายด้วยเงื่อนไขเวลา ตลอดระยะหลายวันมานี้ สิ่งที่เราได้ข่าวว่า 11ยุทธภูมิหนึ่งในนั้นคือปราสาทตาควายเราได้ยึดเป็นที่เรียบร้อยจนกระทั่งช่วงเช้าฝั่งกัมพูชาไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวทหารโพสต์ภาพขึ้นไปยังปราสาทตาควาย คนไทยแทบไม่เชื่อสายตาว่ามันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร

“ผมเข้าใจการทำหน้าที่ของทหาร แต่ผมไม่เข้าใจการทำหน้าที่ของรักษาการนายกฯว่าคุณไปเจรจาหยุดยิงได้อย่างไรในขณะที่เรายังจัดการไม่เรียบร้อย ในขณะที่กัมพูชาวางระเบิดไว้รอบบริเวณได้เปรียบในยุทธภูมิ แต่รัฐบาลเลือกที่จะไปเจรจาหยุดยิงโดยไม่มีเงื่อนไข บัดนี้กัมพูชาเขายึดปราสาทตาควายไปแล้ว คนไทยและทางการไทยไม่สามารถไปที่ปราสาทตาควายได้ ผมไม่รู้ว่านายภูมิธรรมในฐานะรักษาการนายกรัฐมนตรี รู้สึกอย่างไรและผมไม่รู้จะเรียกร้องอะไรจากรัฐบาลชุดนี้นายภูมิธรรมไม่รู้ว่าคุณยังมีหัวใจเป็นคนไทยหรือเปล่า ถึงแม้เราจะมีเครื่องบินมีเรือรบแต่เรากลับมีรัฐบาลที่เฮงซวย ต้องทำให้เราเสียเปรียบในยุทธภูมินี้อย่างที่ไม่ควรจะเสีย รัฐบาลเฮงซวยได้แต่ประชาชนไม่มีหน้าที่เฮงซวยตามเราต้องให้กำลังใจทหารและตำรวจให้ทำหน้าที่ ในวันที่ 2 ส.ค.นี้ต้องมาแสดงพลังให้มากที่สุดเพื่อปกป้องอธิปไตยของประเทศ”นายจตุพร ย้ำพร้อมจัดการประชุมสรุปการเคลื่อนไหวการชุมนุมใหญ่วันเสาร์ที่2ส.ค.นี้ รวมพลังแรงใจ จากหัวใจแนวหลัง สู่แนวหน้า ร่วมใจปกป้องภัย นำประเทศไทยสู้ภัยร่วมกันโดยแถลงข่าวในวันพรุ่งนี้เวลา 12.00น.

‘ภูมิธรรม’โวแหลก อ้าง‘รัฐบาล-เพื่อไทย’ไม่เสียขวัญ ศาลฯนัดชี้ขาดคดีชั้น14

‘ภูมิธรรม’โวแหลก  อ้าง‘รัฐบาล-เพื่อไทย’ไม่เสียขวัญ  ศาลฯนัดชี้ขาดคดีชั้น14

‘ภูมิธรรม’โวแหลก อ้าง‘รัฐบาล-เพื่อไทย’ไม่เสียขวัญ ศาลฯนัดชี้ขาดคดีชั้น14

วันศุกร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘ภูมิธรรม’โวแหลก อ้าง‘รัฐบาล-เพื่อไทย’ไม่เสียขวัญ ศาลฯนัดชี้ขาดคดีชั้น14 ‘พิเชษฐ์’ลุ้นคดีแปรงบฯ

“ภูมิธรรม” โวลั่นยัน “รัฐบาล-เพื่อไทย”ไม่เสียขวัญ หลังศาลฎีกานัดตัดสินคดี“ทักษิณ”ชั้น 14 ย้ำให้เป็นตามกระบวนการยุติธรรมโยนถาม‘ทักษิณ’อยู่ฟังเองหรือไม่ลุ้นระทึก!ศาลรธน.นัด1สิงหาชี้ชะตา‘พิเชษฐ์’คดีแปรงบสภาลงพื้นที่ตัวเองโปรดเกล้าฯ‘ฉลาด’นั่งรองประธานสภาฯคนที่ 2 ยืนยันจะหน้าที่ให้ดีที่สุด-เป็นกลางทางการเมือง ขอรัฐบาลอย่าไปตำหนิฝ่ายอื่น เป็นหน้าที่ที่ต้องมาประชุม

เมื่อวันที่ 31กรกฎาคม2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย รักษาราชการนายกรัฐมนตรี กล่าวกรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนัดฟังคำสั่งคดีบังคับโทษ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯคดีชั้น14โรงพยาบาลตำรวจ ในวันที่ 9 กันยายนนี้จะส่งผลต่อขวัญกำลังใจของพรรคเพื่อไทย และรัฐบาลหรือไม่ว่า ไม่ครับก็เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม เราเคารพกระบวนการยุติธรรม และยังไม่ทราบว่า ผลจะออกมาเป็นอย่างไร ดังนั้นเราต้องคิดว่าถ้าเสียหายจะสะเทือนหรือไม่ ถ้าชนะเราจะได้ไหมซึ่งไม่มีประโยชน์ เพราะตอนนี้เรามุ่งมั่นเรื่องการปะทะกันอย่างรุนแรงบริเวณชายแดนเป็นเรื่องหลัก

เมื่อถามว่านายทักษิณ จะอยู่ในประเทศและมารับฟังคำพิพากษาของศาลเองหรือไม่นายภูมิธรรม กล่าวว่า “ให้ไปถามนายทักษิณ”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลรัฐธรรมนูญนัดพิจารณาปรึกษาหารือคดีที่นายภัณฑิล น่วมเจิมและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรวม121คนร้อง)ยื่นคำร้องเสนอความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 144วรรคสาม กรณีนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่หนึ่ง ผู้ถูกร้อง เป็นผู้ให้ความเห็นชอบการจัดทำโครงการและให้มีการ เสนองบประมาณของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 3 โครงการที่มีส่วนโดยทางตรง และทางอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 ที่นายพิเชษฐ์ ผู้ถูกร้องมีส่วนในการเสนอ การแปรญัตติ หรือการกระทำใด ๆ ที่มีส่วนไม่ว่าโดยทางตรงและทางอ้อม ในการใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 อันเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 วรรคสอง

ศาลรัฐธรรมนูญไต่สวนพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องจำนวน 9 ปากแล้วโดยมีคำสั่งรับคำแถลงการณ์ปิดคดีของคู่กรณีรวมไว้ในสำนวนและเห็นว่าคดีเป็นปัญหาข้อกฎหมายและมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้จึงยุติการไต่สวน ตามพ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 58 วรรคหนึ่ง และศาลกำหนดนัดแถลงด้วยวาจาประชุมปรึกษาหารือ และลงมติในวันศุกร์ที่ 1 ส.ค.2568 เวลา 09.30 น.และนัดฟังคำวินิจฉัย เวลา 15.00 น. เป็นต้นไป ณ ห้องพิจารณาคดี ชั้น 3 ศาลรัฐธรรมนูญ ศูนย์ราชการ เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์

ที่รัฐสภา ได้มีพิธีรับพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นายฉลาด ขามช่วง เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 โดย นางสาวสาวิตรี ชำนาญกิจ รองเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เป็นผู้เชิญพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ เข้ามายังพิธี โอกาสนี้ ข้าราชการ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เข้าร่วมพิธีด้วย

ภายหลังพิธีโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง นายฉลาด เปิดเผยว่าในฐานะที่ได้รับเลือกให้ไปทำหน้าที่รองประธานสภาฯ คนที่ 2 ให้ไปทำหน้าที่ช่วยเหลือประธานสภาฯ ทั้งในสภา และนอกสภา ในห้องประชุมขอความร่วมมือกับเพื่อนสมาชิกทุกฝ่าย ในฐานะที่อยู่สภามาก่อน ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อนสมาชิกทุกรุ่นว่าแนวทางการพัฒนาสภาควรเป็นอย่างไร เพื่อให้สภาน่าอยู่เป็นที่เชิดหน้าชูตาของคนทั้งประเทศ เป็นที่พึ่งของประชาชน

ยืนยันว่าจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ตนจะทำหน้าที่เป็นกลางทางการเมือง ซึ่งในการทำหน้าที่อาจจะถูกใจบ้างแต่ถูกขอบังคับก็ต้องขออภัย ขณะนี้มีการประชุมสภาอยู่ หากสภาล่มก็เพราะตนเองคนเดียว เนื่องจากเรามีเสียงจำกัดคือมากกว่าเกินหนึ่งไม่เยอะสมาชิกทุกคนต้องเป็นองค์ประชุม แต่ความจริงคือรัฐบาล และหากรัฐบาลเสียงไม่พอ ฝ่ายค้านไม่ต้องรับผิดชอบ แต่ความจริงคือทุกคนต้องรับผิดชอบร่วมกันเพื่อเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน สิ่งใดที่จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนก็ต้องขอความร่วมมือจากเพื่อนสมาชิก เป้าหมายของเราคือการแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชน อยู่สภามา 30 ปีไม่มีใครพูดเรื่องส่วนตัว มีแต่พูดเรื่องผลประโยชน์ประชาชน

“เชื่อว่าการทำหน้าที่ของสภาฯ ก็จะเป็นไปด้วยความราบรื่น ขอบคุณเพื่อนสมาชิกทุกคนที่จะให้ความร่วมมือ ในอนาคตที่สภาฯ เราเหลือเวลาอีกไม่เยอะ อีกประมาณ 2 ปีก็จะมีการเลือกตั้งใหม่แล้ว โดยผมจะสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นในสภาฯ สส.ทุกคนเป็นเพื่อนกัน ฉะนั้น ความสัมพันธ์ส่วนตัว ความคุ้นเคยส่วนตัวขอให้นำมาใช้ประโยชน์ในการประชุมแม้จะอยู่คนละฝ่าย”นายฉลาด กล่าว

นายฉลาดยังกล่าวอีกว่าฝากถึงรัฐบาลว่าแม้เรามีเสียงข้างมาก ทุกคนเป็นหน้าที่โดยตรง ขอรัฐบาลอย่าไปตำหนิฝ่ายอื่น เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องมาประชุม ตนและประธานจะทำหน้าที่รับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่าย อยากให้เพื่อนสมาชิกทำหน้าที่ในสภาจนวันสุดท้ายของอายุสภาฯอยากให้มีความมุ่งมั่นตั้งใจเหมือนที่เรามาวันแรก

เมื่อถามถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดวันที่1สิงหาคมนี้วินิจฉัยคดีของนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาฯ คนที่1นั้น นายฉลาด กล่าวว่าได้คุยกับนายพิเชษฐ์ แต่ในเรื่องข้อกฎหมายนั้นไม่สามารถก้าวล้วงศาลได้ แต่จากที่ได้พูดคุยกันนั้นนายพิเชษฐ์ก็บอกว่าบริสุทธิ์ใจ แต่ผลจะเป็นเช่นไรนั้นก็ไม่สามารถที่จะคาดเดาได้ เป็นดุลพินิจของศาล

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันศุกร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“ประเทศไทยมีความจำเป็นต้องเข้มแข็งด้วยลำแข้งตัวเอง และสถานการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ เป็นโอกาสที่จะได้เห็นใครเป็นมิตรประเทศของเราในวันที่เรามีปัญหา ได้เห็นความจริงใจในหลายๆ ประเทศที่จะเข้ามาช่วยเหลือให้ประเทศไทยได้ผ่านพ้นวิกฤต”

น.ส.สรัสนันท์ อรรณนพพร

สส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย

ปธ.กมธ.การต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร

เสริมกำลังเพิ่มตลอดแนวชายแดน เขมรห้าวไม่เลิก! ใช้โดรนบินสอดแนมหลายพื้นที่ ไร้เหตุปะทะตลอดทั้งวัน

เสริมกำลังเพิ่มตลอดแนวชายแดน  เขมรห้าวไม่เลิก!  ใช้โดรนบินสอดแนมหลายพื้นที่  ไร้เหตุปะทะตลอดทั้งวัน

เสริมกำลังเพิ่มตลอดแนวชายแดน เขมรห้าวไม่เลิก! ใช้โดรนบินสอดแนมหลายพื้นที่ ไร้เหตุปะทะตลอดทั้งวัน

วันศุกร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เสริมกำลังเพิ่มตลอดแนวชายแดน เขมรห้าวไม่เลิก! ใช้โดรนบินสอดแนมหลายพื้นที่ ไร้เหตุปะทะตลอดทั้งวัน ส่ง18ทหารเชลยกลับปท.

โฆษก รบ.ยัน ไม่มีเหตุปะทะรุนแรง ตลอดคืน ในพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดน ย้ำยังเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง โฆษกทอ.โต้เขมรพบระเบิดMK-84 ขนาด 2,000 ปอนด์ ชี้ ไม่ใช่ของไทย ขณะที่ ทภ.2 ตรวจพบกัมพูชาเพิ่มกำลังตลอดแนวชายแดน-ใช้โดรนบินตรวจการณ์ฝั่งไทยหลายพื้นที่ กำหนดส่งทหารเขมรกลับประเทศวันนี้ ส่วนพื้นที่“ปราสาทตาควาย” ไทยยังบุกเข้ายึดไม่ได้ เพราะเขมรแสบ ลอบวางทุ่นระเบิดดักไว้ทุกทาง แต่ก็สามารถควบคุมพื้นที่ได้มากกว่าเดิม พร้อมวางกำลังประกบพื้นที่บริเวณปราสาท

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 เพจไทยคู่ฟ้า รายงานสถานกาณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยระบุว่า “ส่วนหน้า รายงานไม่มีเหตุปะทะรุนแรง ตลอดคืน นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) เปิดเผยว่า ตั้งแต่ช่วงดึกของเมื่อคืนที่ผ่านมา วันพุธ 30 กรกฎาคม68 ตั้งแต่เวลา 21.00น.จนถึงช่วงเช้า เวลา 07.00น.ยังไม่มีรายงานเหตุการณ์รุนแรงใด ๆ ที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดนไทย ในทุกพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดน ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งฝ่ายทหาร พลเรือน ฝ่ายปกครอง และหน่วยปฏิบัติการในพื้นที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่เพื่อเฝ้าระวังและป้องกันเหตุ อย่างต่อเนื่อง

ทบ.แจงปมควบคุมตัวทหารกัมพูชา

พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณี นายฮุน มาเน็ต นายก กัมพูชา โพสต์ข้อความ เร่งรัดให้ส่งตัวทหารกัมพูชา 18 นายกลับประเทศ โดยอ้างว่าได้มีการประสานงานกองทัพบก และ กระทรวงกลาโหม รวมถึง และ กองทัพมาเลเซียว่า พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้ชี้แจงกับ พลเอก ดาโต๊ะ โมฮัมหมัด นิซัม จาฟฟาร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดมาเลเซียไปแล้ว หลังที่ได้มีการพบกันเมื่อ29 ก.ค. ว่าจะดูแลเป็นไปตามเงื่อนไขกฎหมายสากล และจะรีบส่งกลับเมื่อเสร็จขั้นตอนตามกฎหมาย

ทอ.โต้ระเบิดMK-84ไม่ใช่ของไทย

พล.อ.ท.ประภาส สอนใจดี โฆษกกองทัพอากาศ ระบุถึงกรณีนาย แฮง รัตนา ผู้อำนวยการสำนักงานปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติกัมพูชา (CMAA) โพสต์เฟซบุ๊ก พบระเบิด MK-84 โดยกัมพูชาขุดขึ้นมาได้พร้อมเผยแพร่ภาพว่า ได้มีข้อสังเกตว่า ระเบิดดังกล่าวอยู่ในสภาพเก่า และมีลักษณะคล้ายถูกขุดขึ้นมาจากใต้ที่พักอาศัยของประชาชน จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดจากปฏิบัติการทางอากาศในช่วงที่ผ่านมา ดูจากสภาพที่ขึ้นสนิมไม่ใช่ของกองทัพอากาศไทย เนื่องจากลูกระเบิดที่กองทัพอากาศใช้มีสภาพใหม่และสมบูรณ์ ไม่เป็นสนิมขนาดนั้น ดูจากเส้นรอบวงโดยประมาณและความยาวคาดว่าเป็นลูกระเบิดอากาศขนาด 2,000 ปอนด์แบบตะวันตกที่มีใช้ทั่วไปสภาพความลึก และวางขนานกับพื้น ไม่เหมือนทิ้งจากเครื่องบิน

ทภ.2เผยเขมรเพิ่มกำลังแนวชายแดน

ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์การสู้รบตามแนวชายแดนไทย -กัมพูชา ประจำวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 (ณ เวลา 14.00 น.) ตามที่เกิดสถานการณ์สู้รบตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 สรุปผลการปฏิบัติที่สำคัญของสถานการณ์ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 เวลา 14.00 น. สถานการณ์การสู้รบ ปรากฏความเคลื่อนไหวของกำลังประเทศกัมพูชา รายละเอียดดังนี้ 1.ตรวจพบการเพิ่มเติมกำลังและเสริมความมั่นคงของกำลังประเทศกัมพูชา ในพื้นที่ตลอดแนวชายแดนไทย – กัมพูชา

2.ตรวจพบการใช้อากาศยานไร้คนขับ (โดรนไม่ทราบฝ่าย/ไม่ทราบชนิด) บินตรวจการณ์ที่ตั้งการวางกำลังของฝ่ายเราในหลายพื้นที่ ได้แก่ ช่องอานม้า อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี, พื้นที่ภูมะเขือ, สัตตะโสม, ปราสาทโดนตรวล, ภูผี อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ, ช่องจอม อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ และ ช่องสายตะกู อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์

3.การดำเนินการต่อผู้ถูกควบคุมตัว ซึ่งเป็นทหารกัมพูชาที่ยอมจำนน ในพื้นที่ ช่องซำแต อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ จำนวน 20 นาย ส่งดำเนินคดีตามกฎหมายในความผิดฐาน “เข้าเมืองโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือมาอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยผิดกฎหมาย” ต่อพนักงานสอบสวนที่มีอำนาจ สำหรับผู้บาดเจ็บ จำนวน 2 นาย ได้ส่งตัวเข้ารับการรักษาพยาบาลที่ รพ.ค่ายวีรวัฒน์โยธิน อ.เมือง จ.สุรินทร์

ไทยวางกำลังคุมพื้นที่ปราสาทตาควาย

สำหรับกรณีการวางกำลังควบคุมพื้นที่โดยรอบปราสาทตาควาย ปัจจุบันสามารถดำเนินการได้อย่างเท่าเทียม สำหรับพื้นที่บริเวณลานด้านหน้าปราสาทตาควายซึ่งเดิมทั้งสองฝ่ายใช้เป็นที่พัก และเป็นพื้นที่ซึ่งประชาชนทั้งสองประเทศเคยใช้เพื่อการท่องเที่ยว โดยปัจจุบันเชื่อว่ามีการนำทุ่นระเบิด PMN2 ที่เคยทำร้ายทหารไทยในพื้นที่ช่องบกและช่องอานม้ามาวางเอาไว้ การกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดอนุสัญญาออตตาว่า นอกจากนั้นการที่ฝ่ายกัมพูชานำกำลังเข้าไปวางในโบราณสถานปราสาทตาควาย ถือเป็นการละเมิดอนุสัญญาระหว่างประเทศด้วยเช่นกัน

ผลกระทบต่อประชาชน ไม่มีพื้นที่ของประชาชนที่ได้รับเสียหายเพิ่มเติม ไม่มีประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตเพิ่มเติม

ส่งทหารกัมพูชากลับปท.1ส.ค.

รายงานข่าวจากหน่วยความมั่นคงกองทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่า ในวันที่ 1 สิงหาคม 2568 เวลา 10.00 น.ที่ช่องจอม ไทยจะส่งมอบทหารกัมพูชา ที่ล้ำแดนไทยเข้ามาในดินแดนไทย ระหว่างการสู้รบ บริเวณพื้นที่ซำแต จ.ศรีสะเกษ ภายหลังไทยดูแลตามหลักสากลและมนุษยธรรม โดยทหารกัมพูชา 18 คน มีบาดเจ็บ 1 คน แขนหัก อีก 1 คน มีอาการเสียสติจากการสู้รบ

ทั้งนี้ ฝ่ายทางไทย ได้ดำเนินการตามสนธิสัญญาเจนีวา ฉบับที่ 3 (Geneva Convention relative to the Treatment of Prisoners of War) ซึ่งเป็น 1 ใน 4 อนุสัญญาเจนีวา ที่ลงนามในปี 1949 อนุสัญญาฉบับนี้เกี่ยวกับการปฏิบัติ และการส่งทหารกัมพูชาที่ถูกควบคุมตัวกลับประเทศหลังสิ้นสุดการสู้รบ

อย่างไรก็ตาม อนุสัญญาเจนีวา ฉบับที่ 3 (1949) กำหนดให้ทหารที่ถูกควบคุมตัว ต้องได้รับการปฏิบัติอย่างมีมนุษยธรรม รวมถึงการให้อาหารอย่างเพียงพอ การส่งมอบสิ่งของบรรเทาทุกข์ การส่งตัวทหารที่ถูกควบคุมตัวกลับประเทศ กำหนดให้ทหารที่ถูกควบคุมตัวได้รับการปล่อยตัว และส่งตัวกลับประเทศบ้านเกิด โดยไม่ชักช้า หลังจากสิ้นสุดการสู้รบ ซึ่งอนุสัญญาเจนีวา ฉบับที่ 3 เป็นหลักประกันทางกฎหมายที่สำคัญในการคุ้มครองเชลยศึกในช่วงสงคราม

ไทยยังยึดปราสาทตาควายไม่ได้

วันเดียวกัน วาสนา นาน่วม ผู้สื่อข่าวสายทหาร ได้เปิดเผยสถานการณ์ล่าสุดบริเวณ ปราสาทตาควาย ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า ขณะนี้ ทหารไทยยังไม่สามารถยึดปราสาทตาควายคืนจากฝ่ายกัมพูชาได้ แม้จะมีการพยายามอย่างเต็มที่และต้องแลกมาด้วยการสูญเสียทั้งชีวิตและอาการบาดเจ็บของกำลังพลหลายนาย ทหารไทยเราทำดีที่สุดแล้ว สละชีพ สละขากันไปหลายคน เพราะเขมร วางกับระเบิดล้อมปราสาท และทหารไทย อยู่ในที่ต่ำกว่า

นักข่าวกัมพูชา เข้าพื้นที่ ปราสาทตาควาย 30 ก.ค.2568 วันที่ กัมพูชา พาผช.ทูตทหาร และนักข่าว ลงหลายพื้นที่ยืนยัน ทหารเขมร ยึดตัวปราสาทตาควาย ได้ แม้ ทหารไทยจะพยายาม เข้ายึดคืน ตลอดการสู้รบ แต่ทหารเขมรวางกับระเบิดป้องกัน ไว้ทหารไทย จึงเหยียบกับระเบิด กันหลายคน อีกทั้งชัยภูมิ ไทย เราเสียเปรียบเพราะฝ่ายไทยอยู่ในที่ต่ำกว่า เขมรอยู่ที่สูงกว่า แม้ทหารไทยจะพยายามเข้าไปยึดคืนในหลายทางแต่ก็เจอฐานเขมรวางกับระเบิดดักไว้รอบแม้ว่า F16 จะระดม ทิ้งระเบิด แต่ไม่ได้ทิ้งใส่ตัวปราสาทแต่ทิ้ง ระเบิดลงด้านนอก แต่ตัวปราสาท ยังกำบัง ระเบิดได้ดี หลังแนว ทหารเขมร ก็สูญเสียไม่น้อย

ทบ.เผยเขมรลอบวางทุ่นระเบิดเพียบ

พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก แถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริงการสู้รบพื้นที่ปราสาทตาควาย อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ว่า ทหารไทยยังไม่สามารถควบคุมได้ 100% แต่ทหารไทยสามารถควบคุมพื้นที่รอบปราสาทตาควายได้ตามเป้าหมาย และมากกว่าก่อนเกิดเหตุปะทะ ซึ่งเราควบคุมคนละด้านกันฝั่งกัมพูชา เนื่องจากถึงเที่ยงคืนตามเวลาหยุดยิงก่อน และทหารเขมรมีการวางทุ่นระเบิด PMN-2 จำนวนมากรอบปราสาท จนทำให้ ร.ต.เกียรติวงศ์ สถาวร หรือ หมวดบุ๊ค ถูกระเบิดจนสูญเสียขาขวาขณะกรุยทางเข้าไป ให้ผู้บัญชาการทหารแนวหน้า ต้องเลือกรักษาชีวิตทหาร เนื่องจากพบวางไว้ทั่ว ซึ่งการวางทุ่นระเบิด PMN-2 เป็นการวางระเบิดชนิดนี้ถือเป็นการละเมิดอนุสัญญาออตตาวา

วางกำลังประกบบริเวณปราสาท

แหล่งข่าวกองทัพภาคที่ 2 ชี้แจงผ่านสื่อ กรณีมีกระแสข่าวกัมพูชายึดปราสาทตาควาย ว่า ขณะนี้มีการหยุดยิงก่อน จึงยังไม่สามารถยึดพื้นที่เนิน 350 ของปราสาทตาควายได้ แต่ในบริเวณตัวปราสาทยังคงมีกำลังของทั้งสองฝ่ายอยู่ในพื้นที่ โดยแยกกันอยู่คนละด้านของปราสาท ห่างกันประมาณ 50 เมตร ทั้งนี้ ฝ่ายไทยมุ่งหมายการควบคุมพื้นที่บริเวณเนิน 350 โดยมิได้มีการสู้รบในเขตโบราณสถานแต่อย่างใด การควบคุมพื้นที่ของทั้งสองฝ่ายยังอยู่ในลักษณะไม่ละเมิดข้อตกลงระหว่างประเทศ ซึ่งต่างฝ่ายต่างควบคุมพื้นที่ของตน โดยละเว้นการปะทะในเขตโบราณสถาน

มีรายงานว่า ตัวปราสาทตาควายอยู่ตรงกลาง ส่วนกองกำลังทั้งสองฝ่ายอยู่นอกขอบปราสาท พื้นที่สู้รบอยู่บนเนิน 350 ซึ่งต่างฝ่ายต่างหวังยึดเนิน 350 ซึ่งเป็นชัยภูมิที่จะเป็นจุดควบคุมพื้นที่สู้รบบริเวณนั้นได้ เพราะเป็นจุดสูงข่ม ส่วนตัวบริเวณปราสาท เดิมเป็นจุดประสานงานระหว่างสองประเทศ ปัจจุบันไม่มีใครอยู่ในพื้นที่ปราสาท เพราะไม่ใช่จุดสำคัญที่ต้องสู้รบช่วงชิง โดยการสู้รบตลอด 5 วันที่ผ่านมา ปะทะหนักตลอดคืน คือ เนิน 350 เมตร

ทบ.พา‘ผช.ทูตทหาร’23ปท.ลุยชายแดน รพ.พังยับ20แห่ง เขมรไร้มนุษยธรรม-ใส่ไม่ยั้ง พุ่งเป้าสังหารโจมตีปชช.

ทบ.พา‘ผช.ทูตทหาร’23ปท.ลุยชายแดน  รพ.พังยับ20แห่ง  เขมรไร้มนุษยธรรม-ใส่ไม่ยั้ง  พุ่งเป้าสังหารโจมตีปชช.

ทบ.พา‘ผช.ทูตทหาร’23ปท.ลุยชายแดน รพ.พังยับ20แห่ง เขมรไร้มนุษยธรรม-ใส่ไม่ยั้ง พุ่งเป้าสังหารโจมตีปชช.

วันศุกร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ทบ.พา‘ผช.ทูตทหาร’23ปท.ลุยชายแดน รพ.พังยับ20แห่ง เขมรไร้มนุษยธรรม-ใส่ไม่ยั้ง พุ่งเป้าสังหารโจมตีปชช. ทอ.โต้จรวดMKไม่ใช่ของไทย

“บิ๊กเล็ก” ลั่นมีมนุษยธรรม ไม่ลดตัวทำเหมือนเขมรแจงดูแลทหารเขมรอย่างดีโต้ “ฮุน มาเนต” ระบุ มีบันทึกสอบปากคำ ไม่ได้โดนลักพาตัว แต่ทั้งหมดลอบเข้าไทยหลังบันทึกหยุดยิง บอก ช้าแต่ได้ผลแน่ ยัน คุมปราสาทตาควายได้ วอนสื่อโชว์ศักยภาพโต้ข่าวเขมร ทบ.ขนทูต-ทูตทหาร-สื่อตปท.ดูพื้นที่ถูกกัมพูชาโจมตีอาวุธหนักทั้งชุมชนโรงเรียน โดยเฉพาะรพ. 1 ส.ค. มั่นใจเกิดผลประจักษ์มากกว่าว่าใครละเมิดโจมตีพลเรือนลั่นไม่ประมาทแม้สถานการณ์ชายแดนสงบ สั่งกำลังพลเตรียมพร้อมตลอด เปิดกำหนดการ! คณะทูต 23 ชาติ ลงพื้นที่ได้รับความเสียหาย เหตุทหารกัมพูชาโจมตีพลเรือนไทย

วันที่ 31 กรกฎาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา(ศบ.ทก.) ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุม ศบ.ทก.ถึงกรณีเมื่อคืนที่ผ่านมาไม่มีการปะทะว่า ถือเป็นสัญญาณที่ดีขึ้น แต่การที่เขาพาทูตทหารเข้าพื้นที่หากยังมีการยิงกันอีกประชาคมโลกคงรับไม่ได้

ยังไม่ประมาทเขมรสั่งกำลังพลเตรียมพร้อม

ผู้สื่อข่าวถามว่า เราไว้ใจเขาได้แค่ไหน พล.อ.ณัฐพลกล่าวว่า ไว้ใจได้ประมาณหนึ่งแต่ก็ไม่ประมาท คืนที่ผ่านมาได้เน้นย้ำกองกำลังที่อยู่ตามชายแดนไม่ให้ประมาทจนกว่าสถานการณ์จะชัดเจนแน่นอน

ถามถึงกรณีกัมพูชาพาทูตทหารลงพื้นที่บริเวณช่องอานม้า ไทยมีแผนจะพาทูตทหารลงพื้นที่บ้างหรือไม่ พล.อ.ณัฐพลกล่าวว่า มอบหมายให้กองทัพบกเร่งดำเนินการ แต่ผู้ช่วยทูตทหารบางประเทศยังไม่พร้อม เราอยากให้ไปพร้อมกัน ประกอบกับเราต้องมั่นใจว่า กัมพูชาเขาหยุดยิงจริงๆ การที่เขาพาผู้ช่วยทูตทหารลงพื้นที่เขาคงไม่กล้าที่จะยิงแล้วเราถึงได้คิดที่จะพาผู้ช่วยทูตทหารเข้าไป เพราะการที่จะพาไปทุกคนต้องปลอดภัย เรารับประกันได้ว่าไม่ละเมิดการหยุดยิง แต่ไม่มั่นใจว่าเขาจะละเมิดหรือไม่ หากเราพาเข้าไปแล้วเกิดการยิงขึ้นมา เราต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วย โดยเรามีแผนจะนำทูตทหารลงพื้นที่ในวันที่ 1 สิงหาคม เบื้องต้นมีมากกว่า 15 ประเทศ

เมื่อถามว่า การที่กัมพูชาพาทูตทหารลงพื้นที่ก่อนเรา ทำให้เราเสียเปรียบในเรื่องการสื่อสารต่อประชาคมโลกหรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ตนมั่นใจว่าไม่เสียเปรียบ ข้อเท็จจริงมีอยู่ และแม้ว่าเรายังไม่พาทูตทหารลงพื้นที่ แต่เราได้แถลงข่าวการละเมิดการหยุดยิงของกัมพูชา ส่งข้อมูลให้ทูตทหารประเทศต่างๆ ที่อยู่ในประเทศไทย ซึ่งแม้ทูตทหารบางประเทศในกัมพูชาได้ลงพื้นที่ไป แต่ก็จะมีข้อมูลทูตทหารที่อยู่ในประเทศไทยส่งกลับไปประเทศนั้นๆ ด้วย เขาก็ต้องพิจารณาด้วยเหตุด้วยผลว่าจะเชื่ออันไหน

พร้อมปรับปรุงการสื่อสารของศบ.ทก.

พล.อ.ณัฐพลยังกล่าวถึงการสื่อสารของศบ.ทก.ว่า ตนรับข้อตำหนิในส่วนที่ยังมีข้อบกพร่อง วันนี้ (31 ก.ค.) ในที่ประชุม ศบ.ทก. จะพิจารณาว่าจะทำอย่างไรให้ข้อมูลไปถึงประชาชนอย่างบูรณาการ ยอมรับตนเป็นห่วงเรื่องการสื่อสาร ข้อมูลที่สื่อติติงมายินดีรับฟัง ขอเพียงอย่างเดียวอย่าช่วยกัมพูชาโจมตีหน่วยงานที่กำลังทำงานอยู่ ตนเตรียมใจไว้แล้วว่ามาอยู่ตรงนี้ต้องเจอเสียงท้วงติง แต่น้องๆ ที่เป็นข้าราชการประจำอาจไม่คุ้นเคย เกรงจะเสียกำลัง ตนจึงต้องขอกำลังใจจากสื่อมวลชนด้วย ตนมีความคิดจะให้มีการชี้แจงเป็นภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาจีน และยืนยัน ศบ.ทก.เป็นกลไกลของรัฐบาล ที่โซเชียลมีเดียโจมตีว่ารัฐบาลไม่ทำอะไร ความจริงคือเราทำอยู่

วอนสื่อโชว์ศักยภาพโต้ข่าวเขมร

ถามว่าในส่วนปราสาทตาควายกัมพูชาได้ยึดคืนไปหรือไม่ พล.อ.ณัฐพลกล่าวว่า ทางหน่วยบอกว่าควบคุมได้ ตนก็ต้องฟังหน่วยที่รายงานเข้ามา ตอนนี้ข่าวที่ออกกันมาบิดเบือนไปมาตลอด และเช้าวันเดียวกันนี้ ตนได้รับข่าวที่ดีที่นักกีฬากอล์ฟมือต้นๆ ลำดับโลกของไทย โพสต์ข้อความช่วยกองทัพ ทำให้รู้สึกมีกำลังใจว่าไม่ใช่แค่กองทัพ แต่ทุกภาคส่วนเข้ามาช่วย จึงขอเชิญชวนสื่อมวลชนแสดงความสามารถว่า สื่อมวลชนสามารถตอบโต้กัมพูชาได้ ขอร้องกับสื่อว่าสามารถหาข่าวได้เร็ว ไปถามคนไม่เกี่ยวข้องแล้วมาตำหนิกองทัพตนไม่ว่า แต่เมื่อสื่อได้ข้อมูลจากตน ขอให้เอาข้อเท็จจริงไปชี้แจงตอบโต้ด้วย ทหารไม่ได้ถูกฝึกมาให้ตอบโต้ข่าว สื่อมวลชนมีความสามารถ จึงขอให้แสดงขีดความสามารถให้ประชาชนได้เห็นว่าสามารถตอบโต้กัมพูชาได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ โดยตนยินดีที่จะสนับสนุนข้อมูลข้อเท็จจริง

โต้ลักพาตัว18ทหารเขมร

ส่วนกรณีฮุน มาเนต นายกฯกัมพูชาประสานขอตัวทหารกัมพูชาที่อยู่ในการดูแลของไทย พล.อ.ณัฐพลกล่าวว่า เราดูแลอย่างดี ให้อาบน้ำ แปรงฟัน หาอาหารให้กิน ส่วนที่ได้รับบาดเจ็บเรารักษา ข้อเท็จจริงเราเตรียมส่งตัวกลับ แต่พอเขมรมาบอกว่าเราลักพาตัว จึงต้องป้องกันตัวเองโดยสอบถามทหารเหล่านั้นและบันทึกปากคำเอาไว้ว่า การถูกควบคุมตัวไม่ได้เกิดจากการลักพาตัว แต่เป็นการควบคุมตัว ซึ่งวิธีการบิดเบือนข่าวเราต้องเอาข้อเท็จจริงตอบโต้ อาจช้าไม่ทันใจ แต่มีผลที่ดีกว่า อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังมีทหารกัมพูชาจากนอกพื้นที่เข้ามา เมื่อเกิดปะทะส่วนหนึ่งจึงหลงอยู่ในพื้นที่ฝ่ายไทย เราจะแจ้งให้ทหารเหล่านี้ออกมา เพื่อควบคุมตัวและส่งกลับตามหลักมนุษยธรรม

“ตรงนี้ต้องขออภัยเพราะอาจจะไม่ค่อยถูกใจนัก ทั้งที่เขาทำกับเราขนาดนี้ แต่เรายังมีมนุษยธรรม แม้เขาจะผิดหลักกฎหมายนานาชาติก็ต้องให้เป็นเรื่องกระบวนการยุติธรรมของโลก แต่ถ้าเราไปทำเหมือนเขาแสดงว่าเราก็พอกัน จึงต้องขออภัยประชาชนและสื่อมวลชน”พล.อ.ณัฐพล ระบุ

ทบ.แจงพาดูรพ.20แห่งถูกเขมรยิง

ที่กองบัญชาการกองทัพบก พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงการพาผู้ช่วยทูตทหารลงพื้นที่ชายแดน เพื่อดูความเสียหายที่เกิดขึ้น จากการกระทำของกัมพูชาว่า การพาผู้ช่วยทูตทหารลงพื้นที่อยู่ในแผนของกองทัพบกอยู่แล้ว โดยจะดำเนินการด้วยความรอบคอบเพราะต้องการเน้นเรื่องคุณภาพในการสื่อสารและเชื่อว่ามีสื่อมวลชนต่างประเทศให้ความสนใจรวมทั้งตัวแทนจากต่างประเทศที่อยู่ในประเทศไทยซึ่งอยู่ในหน่วยงานราชการเช่นผู้ช่วยทูตทหารที่ให้ความสนใจ ช่วงนี้มีจำนวนมากกว่าจะนัดหมายได้อาจต้องใช้เวลาขอให้สื่อมวลชนอย่าพุ่งเป้าเรื่องความเร็วอย่างเดียว แต่เราเน้นองค์ประกอบของการสื่อสารได้จำนวนมาก โดยบุคคลที่กองทัพบกเชิญไปมีบทบาทในการสื่อสารข้อมูลเชิงคุณภาพที่เกี่ยวกับภาพลักษณ์ของประเทศไทย ทั้งข้อมูลทหารและรัฐบาล เพื่อให้เป็นไปตามข้อเท็จจริง ไม่เหมือนที่กัมพูชาพยายามบิดเบือน โดยเราจะให้ข้อเท็จจริงที่กัมพูชาปฏิบัติกับพลเรือนไทย ซึ่งมีความเสียหายของโรงพยาบาลถึง 20 แห่ง ทั้งนี้ อาจพาไปได้ไม่ครบทุกจุด แต่จะแบ่งกลุ่มลงพื้นที่วันที่ 1 สิงหาคม ซึ่งจะไปทั้งโรงเรียน โรงพยาบาล ดูความเสียหายที่เกิดขึ้นกับชีวิตและทรัพย์สิน รวมถึงร้านสะดวกซื้อ สื่อสารให้เห็นภาพรวม เพื่อให้เห็นข้อมูลเชิงประจักษ์ ไม่ใช่การพูดลอยๆสำหรับผู้นำคณะต่างประเทศลงพื้นที่นำโดย พลโทอานุภาพ ศิริมณฑล รองเสนาธิการทหารบก ทั้งนี้นอกจากผู้ช่วยทูตทหารแล้ว ยังมีเอกอัครราชทูต ซึ่งประสานผ่านกระทรวงต่างประเทศมา รวมถึงสำนักข่าวต่างประเทศที่อยู่ในไทยอย่างน้อย 10 สำนักขึ้นไป

เปิดกำหนดการพาทูต23ชาติดูพื้นที่เสียหาย

วันเดียวกัน ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก (ศปส.ทบ.) นำคณะ ผู้ช่วยทูตทหาร 23 ประเทศ และสื่อมวลชน สังเกตการณ์พื้นที่พลเรือน โรงพยาบาล ที่ได้รับผลกระทบ จากสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา วันที่ 1 สิงหาคม เมื่อไปถึงพื้นที่จะได้รับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์ในพื้นที่ที่เสียหาย การละเมิดข้อตกลงหยุดยิงของฝ่ายกัมพูชาจากนั้นเดินทางไปพื้นที่ทหารกัมพูชายิงจรวดใส่ร้านสะดวกซื้อ สถานีบริการนำมัน ปตท.บ้านมือ ต.หนองหญ้าลาด อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งทำให้ประชาชนคนไทยเสียชีวิต 8 คน หนึ่งในนั้นเป็นเด็กอายุ 7 – 8 ปี บาดเจ็บจำนวน 10 คน ก่อนเดินทางต่อไปยังรร.ภูมิชรอลวิทยา ต.เสาธงชัย เพื่อสังเกตการณ์พื้นที่ได้รับความเสียหาย และเดินทางต่อไปยัง รพ.สต.บ้านชำเม็ง ต.เสาธงชัย สังเกตการณ์พื้นที่ที่ได้รับความเสียหาย ก่อนจะเดินทางต่อไปยังศูนย์พักพิง วิทยาลัยเทคโนโลยี กันทรลักษ์

สำหรับผู้ช่วยทูตทหารที่เดินทางไปร่วมสังเกตการณ์ในครั้งนี้ 23 ประเทศ อาทิ สวีเดน สาธารณรัฐประชาชนจีน มาเลเซีย สหรัฐอเมริกา ปากีสถาน รัสเซีย สาธารณะประชาธิปไตยประชาชนลาว แคนาดา ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เวียดนาม อิตาลี เนเธอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ บรูไน อินโดนีเซีย สิงคโปร์ อินเดีย เยอรมนี เกาหลีใต้ ปากีสถาน สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์นอกจากนี้ ยังมีสื่อมวลชนต่างประเทศ และสื่อมวลชนชาวไทยจำนวนมาก ที่ให้ความสนใจในการทำข่าวความจริงในครั้งนี้

ทูตไทยสวนทูตเขมรพาดพิงไทยกลางประชุมกาซา

นายเชิดชาย ใช้ไววิทย์ เอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ได้ขึ้นกล่าวชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีกัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ระหว่างการกล่าวถ้อยแถลงในการประชุมระดับสูงระหว่างประเทศว่าด้วยการระงับข้อพิพาทปัญหาปาเลสไตน์โดยสันติวิธีและการดำเนินการตามแนวทางสองรัฐ เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม หลังกัมพูชากล่าวพาดพิงถึงไทยเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในเวทีการประชุมดังกล่าว

นายเชิดชายกล่าวต่อที่ประชุมตอนหนึ่งว่า ประเทศไทยขอแสดงความชื่นชมต่อความพยายามและความมุ่งมั่นของประธานร่วมการประชุมในการจัดการประชุมนี้ที่รอคอยมานานมีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มความสนับสนุนต่อการแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างชาวอิสราเอลและปาเลสไตน์ผ่านแนวทางสองรัฐอย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าเสียใจที่ผู้แทนคนหนึ่งได้หยิบยกประเด็นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการประชุมนี้ขึ้นมา แม้ว่าตนไม่อยากยกประเด็นทวิภาคีขึ้นมาพูดในการประชุมนี้ แต่ตนต้องขึ้นชี้แจงในข้อเท็จจริงเพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด หลังไทยและกัมพูชาบรรลุข้อตกลงหยุดยิงโดยมีนายกฯมาเลเซียเป็นตัวกลางในฐานะประธานอาเซียน ไม่นานหลังจากที่ข้อตกลงหยุดยิงเริ่มมีผลบังคับใช้วันที่ 29 กรกฎาคม ประเทศเพื่อนบ้านของเราได้กลับมาทำการโจมตีข้ามชายแดน และรุกรานเข้ามาในอธิปไตยของไทย ถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างร้ายแรงไทยเรียกร้องให้ประเทศเพื่อนบ้านของเรายึดมั่นในข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด และเน้นย้ำความมุ่งมั่นที่จะร่วมดำเนินการผ่านช่องทางทวิภาคีที่มีอยู่ และยุติการเผยแพร่ข้อมูลที่บิดเบือนและเป็นเท็จ รวมถึงมีส่วนร่วมอย่างสุจริตใจ

รอประเมินชายแดนก่อนให้คนกลับเข้าบ้าน

ด้านนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการประเมินสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาขณะนี้ประชาชนในศูนย์อพยพเดินทางกลับบ้านได้แล้วหรือไม่ว่า สถานการณ์ยังไม่มั่นใจ 100 % เพราะไม่รู้ว่าสิ่งที่กัมพูชาพูดเชื่อได้หรือไม่ เพราะที่ผ่านมามักบิดเบือนจากข้อเท็จจริง ต้องรอประเมินอีกครั้งก่อนว่า ถ้าไม่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นก็สามารถเดินทางกลับบ้านพักได้ ขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับว่า การที่กัมพูชาพาผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศลงพื้นที่ เป็นเพราะเขาเป็นผู้ก่อเหตุ จึงมั่นใจว่าเราจะไม่ทำอะไร และเราก็เป็นฝ่ายถูกกระทำ ฉะนั้นเราจึงไม่มั่นใจว่ากัมพูชาจะกระทำอย่างไร

ปัดตอบไทยยึดตัวปราสาทตาควาย

“ยืนยันมาตรการเชิงรุกทั้งด้านการทูตและด้านพื้นที่เราไม่ได้ด้อยไปกว่าเขา การดำเนินการต่างๆเราก็คุยกับนานาชาติอยู่เสมอ แต่ข้อสำคัญอยู่ที่หลักฐาน เพราะเขาพูดไปได้เรื่อยๆแต่เราพูดมีหลักฐานรองรับ”นายภูมิธรรมกล่าว และว่า เรื่องการยึดปราสาทตาควายนั้น ถ้าพูดถึงด้านการยุทธ์ การยึดคืนในพื้นที่ต่างๆถือว่าเราประสบความสำเร็จ

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า แล้วพื้นที่ตัวปราสาทเป็นเช่นไร นายภูมิธรรม ย้อนกลับว่า ตนพูดไปแล้วว่าเราประสบความสำเร็จ แต่ขณะนี้ไม่อยากพูดในรายละเอียด เนื่องจากอาจส่งผลต่อการเจรจา แต่เอาเป็นว่าสบายใจและพอใจในสิ่งที่ทำไป ว่าเราได้ตอบโต้และรักษาอธิปไตยได้เป็นอย่างดี

ต้องสอบ18ทหารเข้าไทยก่อนส่งตัวคืน

ถามว่า กรณีนายกฯกัมพูชาเรียกร้องให้ไทยส่งตัว 18 ทหารกัมพูชากลับประเทศไทยมีเงื่อนไขอะไรหรือไม่ นายภูมิธรรมกล่าวว่า วันจับตัวทหารกัมพูชา 18 คนได้ตั้งแต่เมื่อ 2 วันก่อน ซึ่งเป็นวันที่ประกาศหยุดยิง และยังล้ำแดนเข้ามา เดิมไทยเตรียมปล่อยตัวแล้ว แต่เขมรโพสต์ข้อความออกมา ดูเหมือนฝ่ายไทยไปลักพาตัว ฉะนั้นขณะนี้อยู่ระหว่างสอบสวนเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงทั้งหมด หากเรียบร้อยแล้วจะส่งตัวคืน แต่ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าทหารทั้ง 18 นายของกัมพูชาลักลอบเข้ามา หลังประกาศหยุดยิงแล้ว ซึ่งขณะนี้กำลังใช้กระบวนการยุติธรรมตรวจสอบและสอบสวน