ปิดดีลสำเร็จ! ลุ้นสหรัฐเคาะกำแพงภาษี ‘พาณิชย์’ตั้งวอร์รูมรับมือ

ปิดดีลสำเร็จ!  ลุ้นสหรัฐเคาะกำแพงภาษี  ‘พาณิชย์’ตั้งวอร์รูมรับมือ

ปิดดีลสำเร็จ! ลุ้นสหรัฐเคาะกำแพงภาษี ‘พาณิชย์’ตั้งวอร์รูมรับมือ

วันศุกร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ปิดดีลแล้ว! รมว.พาณิชย์สหรัฐเผย บรรลุข้อตกลงภาษี ไทย-กัมพูชาแล้ว รอประกาศทางการภายใน 24 ชม.ด้าน “ขุนคลัง” ย้ำไทยเสนอเงื่อนไขที่ยอมรับได้ ปักธงรักษาผลประโยชน์สูงสุดประเทศ จ่อผุดศูนย์วันสต๊อปเซอร์วิส ให้คำปรึกษาธุรกิจเกี่ยวกับภาษีสหรัฐ

เมื่อวันที่ 31กรกฎาคม2568 เซาท์ไชน่ามอร์นิ่ง โพสต์ รายงานว่า สหรัฐอเมริกาได้ทำข้อตกลงการค้ากับกัมพูชาและไทย ก่อนเส้นตายภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ 1 สิงหาคม จากการเปิดเผยของ นายโฮเวิร์ด ลุตนิก รมว.พาณิชย์ ของสหรัฐ ผ่านฟอกซ์นิวส์“มันเหลือเชื่อมาก เนื่องจากทรัมป์ ใช้ภาษาพูด เขาจึงได้เชิญผมคุยโทรศัพท์ และผมก็ฟังเขาคุยโทรศัพท์ทั้งวัน ในวันเสาร์ที่เขาโทรไปที่กัมพูชาและไทย” ลุตนิก กล่าว“แล้ววันจันทร์จะเกิดอะไรขึ้น พวกเขาประกาศสงบศึก และเราก็ทำสำเร็จในวันนี้ เราทำข้อตกลงทางการค้ากับกัมพูชาและไทย” อย่างไรก็ตาม ทำเนียบขาวและกระทรวงพาณิชย์ไม่ได้ตอบรับคำขอรายละเอียดเพิ่มเติมในทันที ทั้งนี้ ทรัมป์ใช้การเจรจาการค้าเป็นเครื่องมือในการดึงทั้งสองประเทศมาสู่โต๊ะเจรจา โดยขู่ว่าวอชิงตันจะไม่บรรลุข้อตกลงทางการค้ากับทั้งสองฝ่าย ตราบใดที่การสู้รบยังคงดำเนินต่อไป หลังจากการลงนามข้อตกลงสันติภาพ ทรัมป์ได้โทรศัพท์ติดต่อผู้นำของทั้งสองประเทศและสั่งให้ทีมการค้าของเขาเริ่มการเจรจากับทั้งสองประเทศอีกครั้ง

ด้านโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศทางทรูธโซเชียล ว่า สหรัฐกับเกาหลีใต้บรรลุดีลการค้า “เต็มรูปแบบและสมบูรณ์” เก็บภาษี 15 % จาก 25 % ก่อนเส้นตาย 1 สิงหาคม ทั้งยังมีเงื่อนไขการลงทุนทางธุรกิจ การซื้อขายระหว่างกันกันตามมามากมาย

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊ก ‘พิชัย ชุณหวชิร – Pichai Chunhavajira’เกี่ยวกับความคืบหน้าในการเจรจาภาษีนำเข้ากับสหรัฐฯ ว่า ช่วงนี้มีคำถามจากประชาชนและภาคธุรกิจว่า “ไทยจะถูกเก็บภาษีการค้าใหม่จากสหรัฐฯ ภายใต้นโยบาย Reciprocal Tariff ของประธานาธิบดีทรัมป์ในอัตราเท่าไหร่?” ขอชี้แจงว่า ขณะนี้ยังไม่แจ้งผลอย่างเป็นทางการ แต่คาดว่าจะได้รับการแจ้งภายใน 24 ชั่วโมง ทีมเจรจาของไทยทำงานอย่างเต็มที่ รอบคอบในทุกมิติ ทั้งข้อมูลการค้า กฎหมายระหว่างประเทศ ผลกระทบต่อการผลิต ส่งออก และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

“เราเสนอเงื่อนไขที่ไทยยอมรับได้ โดยมีเป้าหมายรักษาผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ เราวิเคราะห์ข้อเรียกร้องจากสหรัฐฯ อย่างรอบด้าน แม้ผลลัพธ์ยังไม่แน่ชัด แต่ขอยืนยันว่า ทีมไทยไม่เคยนิ่งเฉยหรือประนีประนอมง่าย ๆ ทุกการตัดสินใจผ่านการวิเคราะห์อย่างลึกซึ้งเพื่อผลประโยชน์ชาติ ขอบคุณทุกกำลังใจที่มอบให้ สถานการณ์ตอนนี้กับความท้าทายรอบด้าน เราจะสู้ไปด้วยกันครับ” นายพิชัย ระบุ

ด้านนาย จตุพร บุรุษพัฒน์ รมว.พาณิชย์ มั่นใจว่า หลังจากนี้ใน 24 ชั่วโมงจะต้องรอทางสหรัฐฯตอบยืนยันกลับมา ซึ่งยืนยันว่ากระทรวงพาณิชย์ได้พิจารณาข้อมูลครบทุกมิติ และมีจุดยืนที่ชัดเจนในการดูแลประโยชน์ที่เกิดขึ้นต่อภาพรวมประเทศ อย่างไรก็ตาม หลังวันที่ 1ส.คไปแล้ว ทุกอย่างคงไม่เหมือนเดิม และภาษีจะต้องปรับขึ้น จะขึ้นมากหรือน้อยเท่านั้น ซึ่งในส่วนกระทรวงพาณิชย์ได้เตรียมพร้อม ดูแลผู้ประกอบการเล็ก กลาง ใหญ่ไว้แล้ว รวมถึงการประสานหาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือซอฟท์โลนมาเสริมสภาพคล่องเอกชน นอกจากนี้ ได้หารือรองนายกฯ พิชัย ชุณหวชิร ในการตั้งศูนย์วันสต็อปเซอร์วิส ให้คำปรึกษาภาษีสหรัฐฯ ที่ศูนย์บริการส่งออกแบบเบ็ดเสร็จ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ โดยมีทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมารวมอยู่ที่ตรงจุดนั้น เพื่อให้คำปรึกษาแบบครบถ้วนทุกเรื่องแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม รวมทั้งยังมอบหมายกระทรวงพาณิชย์ เตรียมทำโครงการ เสนอขอใช้งบกระตุ้นเศรษฐกิจที่ยังเหลืออยู่ ในการหาตลาดใหม่ การเจรจาการค้า เพื่อรองรับผลกระทบที่เกิดจากการขึ้นภาษี ตลอดจนการทำโครงการไทยทำ ไทยใช้ ไทยช่วยไทย ในการส่งเสริมการบริโภคสินค้าภายในประเทศ ทดแทนการส่งออกที่อาจลดลงด้วย

‘ปราชญ์ สามสี’วิเคราะห์ ปล่อย’ทหารเขมร’-เงื่อนไขที่คนไทยควรถาม’เพื่อใคร?’

'ปราชญ์ สามสี'วิเคราะห์ ปล่อย'ทหารเขมร'-เงื่อนไขที่คนไทยควรถาม'เพื่อใคร?'

‘ปราชญ์ สามสี’วิเคราะห์ ปล่อย’ทหารเขมร’-เงื่อนไขที่คนไทยควรถาม’เพื่อใคร?’

วันพฤหัสบดี ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 21.26 น.

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก “ปราชญ์ สามสี” โพสต์ข้อความระบุว่า วิเคราะห์สถานการณ์ปล่อยตัวทหารกัมพูชา – และเงื่อนไขที่คนไทยควรถาม “เพื่อใคร?”

บทนำ

ในสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ณ ปลายเดือนกรกฎาคม 2568 ท่ามกลางเสียงปืนและกระสุน ทหารไทยแนวหน้าได้สร้างความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์สำคัญ ซึ่งฝ่ายไทยสามารถยึดพื้นที่สูงและกำลังรุกคืบอย่างต่อเนื่อง
แต่ในขณะที่ชัยชนะอยู่แค่เอื้อม กลับเกิดคำสั่งหยุดยิงในเวลา 24:00 น. ของวันที่ 28 กรกฎาคม และตามมาด้วยคำสั่งให้ ส่งตัวทหารกัมพูชาที่ลี้ภัยกลับประเทศ ภายใน 18:00 น. ของวันพรุ่งนี้ โดยที่ไม่มีข้อแลกเปลี่ยนใด ๆ ที่เป็นรูปธรรม

คำถามคือ:

ใครอยู่เบื้องหลังการตัดสินใจเช่นนี้?
และประเทศไทย “ได้อะไร” จากการยอมคืนอำนาจให้ฝ่ายตรงข้ามเช่นนี้?

รัฐบาลไทย “ไม่ได้สั่งหยุดยิง” แต่กลับ “สมคบคิดกับต่างชาติ” เพื่อเร่งจบเกม?
แม้รัฐบาลไทยจะไม่ได้มีคำสั่งหยุดยิงตรง ๆ ต่อสาธารณะ
แต่เป็นที่ทราบกันดีระบุชัดเจนว่า มีการตอบรับ “กรอบเวลาหยุดยิง” ที่ถูกกดดันจากต่างชาติ ทั้งที่ไม่มีความจำเป็น
การที่สหรัฐอเมริกากดดันให้ไทยและ กัมพูชาหยุดยิง โดยวางเงื่อนไขเกี่ยวกับการขึ้นภาษี 36% เรื่องนี้ไม่สมเหตุสมผลเลยสักนิดเดียว
เป็นอย่างที่ทราบกันดีว่าเรื่องอธิปไตยของชาติเนี่ยมีมูลค่าสำคัญกว่าภาษี 36% ที่จะต้องจ่ายให้กับสหรัฐอยู่แล้วดังนั้นข้อต่อรองที่สหรัฐอเมริกามีอยู่ให้กับไทยและกัมพูชาย่อมเป็นเงื่อนไขที่ไม่สมดุลกับความเป็นจริง
ที่สำคัญกัมพูชาไม่ได้มีความสนใจเกี่ยวกับเงื่อนไขนี้แต่อย่างใดยังคงละเมิดข้อตกลงและยิงเข้ามาสู่พื้นที่ของประเทศไทยอย่างต่อเนื่องหลังจากข้อตกลงหยุดยิงเกิดขึ้น
นอกจากนี้ การเร่งปล่อยตัวทหารกัมพูชาที่ลี้ภัยมา — ซึ่งควรเป็น “ทรัพยากรต่อรองทางการเมืองและความมั่นคงของไทย” — กลับถูกปฏิบัติเหมือนสิ่งของไร้ค่า ถูกนัดหมายส่งกลับในเวลาที่แน่นอน โดยไร้เงื่อนไข แลกเปลี่ยน หรือกระบวนการใด ๆ ที่สะท้อน “ผลประโยชน์ของชาติ”
นี่คือการ ตัดขาดอำนาจต่อรองของไทย ด้วยน้ำมือของรัฐบาลไทยเอง

ภาพซ้ำของการ “ทอดทิ้งทหาร” ที่ไม่ควรเกิดขึ้น
เมื่อย้อนกลับไปในเหตุการณ์ความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา ปี 2554
เราจะเห็นภาพที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง
รัฐบาลในขณะนั้น — นำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
พร้อมรัฐมนตรีกลาโหม — ต่างนั่งหัวโต๊ะในวอร์รูม
ร่วมประเมินสถานการณ์ แถลงข่าวอย่างตรงไปตรงมา และประกาศจุดยืนเคียงข้างทหารแนวหน้า
แต่ในปี 2568 นี้…
รัฐบาลเพื่อไทยกลับเงียบงัน ปล่อยให้แม่ทัพภาค 2 และกองกำลังแนวหน้าต้องรับศึกทุกด้านเพียงลำพังไม่มีวอร์รูม
ไม่มีการชี้แจงไม่มีใครในรัฐบาล “รับผิดชอบร่วม” กับการรบที่เกิดขึ้น

ข้อสังเกตที่น่าคิด: กัมพูชาเล็งเป้าแค่ “กองทัพภาค 2” แต่ไม่แตะ “รัฐบาลไทย” เลย?
อีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ คือ แนวการโจมตีของกัมพูชา
ในทางยุทธศาสตร์ พวกเขามุ่งเป้าไปที่ “แม่ทัพภาค 2” และกำลังพลแนวหน้าแต่แทบไม่มีท่าทีใด ๆ ที่มุ่งเป้าไปยัง “รัฐบาลไทย” หรือ “ฝ่ายการเมือง”
นี่คือข้อสังเกตที่น่าตั้งคำถามอย่างยิ่ง:
> ทำไมรัฐบาลไทยจึงดู “ปลอดภัยเกินไป” ในสายตาของเขมร?หรือมีความสัมพันธ์ลับบางอย่างที่ทำให้รัฐบาลไทยถูกมองว่า “ไม่ใช่ศัตรูที่แท้จริง”?

ผลเสียของการเร่งปล่อยตัว – เมื่อประเทศยอมเสียทุกอย่างโดยไม่ต้องแลก
การส่งตัวทหารกัมพูชากลับภายในเวลาอันสั้น
โดยไม่มีการเจรจา ไม่มีการแสวงหาประโยชน์ ไม่มีเงื่อนไขแม้แต่น้อย
เท่ากับเป็นการ:
สูญเสียอำนาจต่อรอง ทั้งในเชิงการทูตและยุทธศาสตร์
ตัดโอกาสในการใช้ผู้ลี้ภัยเป็นช่องทางเจรจาหยุดยิง ที่ยั่งยืน
ทำลายขวัญกำลังใจของทหารไทย ที่รู้สึกว่าตนเองถูกทอดทิ้ง
และที่สำคัญ — เปิดทางให้กัมพูชาฟื้นกลับมาเป็นภัยได้อีกครั้ง

สรุป: เพื่อไทย เพื่อใคร?

สุดท้ายแล้ว
การหยุดยิงขณะได้เปรียบ
การเร่งปล่อยศัตรูกลับไปโดยไม่มีข้อแลกเปลี่ยน
และการปล่อยให้ทหารแนวหน้ารับภาระทั้งหมดเพียงลำพัง
คือสิ่งที่ต้องถามกลับว่า…
> รัฐบาลไทยกำลังเจรจาเพื่อใครกันแน่?
เพื่อผลประโยชน์ของชาติ?
หรือเพื่อผลประโยชน์ของ “ใครบางคน” ที่คนไทยไม่มีวันได้รู้?
> ประเทศไทยยังมีทหารแนวหน้าที่ยืนหยัด
แต่รัฐบาล…ควรยืนอยู่ข้างเขา ไม่ใช่ข้างหลังเขาพร้อมมีดในมือ

รัฐบาลใช้ 5 กองทุน เร่งเยียวยา ปชช.เหตุชายแดนไทย-กัมพูชา

รัฐบาลใช้ 5 กองทุน เร่งเยียวยา ปชช.เหตุชายแดนไทย-กัมพูชา

รัฐบาลใช้ 5 กองทุน เร่งเยียวยา ปชช.เหตุชายแดนไทย-กัมพูชา

วันพฤหัสบดี ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 21.08 น.

รัฐบาลใช้ 5 กองทุน เร่งเยียวยาประชาชนจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ขณะที่ปั้มน้ำมัน ปตท.บ้านผือ “ผู้ว่าฯศรีสะเกษ”ให้พลังงานจังหวัด/แรงงาน/ลดขั้นตอนเร่งช่วย ธ.กรุงไทย ช่วยดูแลภาระหนี้

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา (ศบ.ทก.) เปิดเผยว่า มาตรการและแนวทางดูแลช่วยเหลือพี่น้องประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สู้รบตามแนวชายแดนไทยกัมพูชา ทั้งผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและผู้เสียชีวิต จากกองทุนต่างๆ ดังนี้

1. กองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี ดังนี้ กรณีเสียชีวิต รายละ 1,000,000 บาท กรณีทุพพลภาพ รายละ 700,000 บาท กรณีบาดเจ็บสาหัส รายละ 200,000 บาท กรณีบาดเจ็บมาก รายละ 100,000 บาท กรณีบาดเจ็บเล็กน้อย รายละ 50,000 บาท

2. กองทุนยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม

3. เงินเยียวยาจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

4. เงินเยียวยาจากกระทรวงมหาดไทย (ปภ.)

5. การช่วยเหลือจากหน่วยงานตามสิทธิที่เกี่ยวข้องอื่นๆ อาทิ กระทรวงพลังงาน กระทรวงแรงงาน เป็นต้น

กรณีความคืบหน้าสถานีบริการน้ำมัน ปตท. บ้านผือ อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ที่ได้รับความเสียหายจาก กัมพูชายิงจรวด BM-21 ตกในพื้นที่   นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ได้ประสานให้การช่วยเหลือผู้ประกอบการแล้ว ในด้านภาระหนี้ของผู้ประกอบการธนาคารกรุงไทยได้เข้าไปพูดคุยช่วยเหลือเยียวยาในเรื่องการลดดอกเบี้ยหรือการยกเว้นดอกเบี้ยด้วยแล้วกับเจ้าของปั๊ม และมีการดูแลการประกันภัยอาคารและที่เกี่ยวข้องกับบริษัทประกันที่ได้ประกันไว้กับทิพยประกันภัย และกรุงเทพประกันภัย รวมทั้งกรมธุรกิจพลังงานและพาณิชย์จังหวัด  เจ้าหน้าที่ช่างตวงวัด เข้าตรวจสอบระบบหัวจ่ายน้ำมัน ที่เสียหายจากสะเก็ดระเบิด ขณะที่ แรงงานจังหวัด แจ้งสิทธิ์ติดตามการชดเชยสำหรับลูกจ้างผู้ประกอบการปั๊มน้ำมันและลูกจ้างของผู้เช่าร้านค้าในปั๊มน้ำมันด้วยแล้ว ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2568 สำหรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบและผู้ประสบภัยจังหวัดศรีสะเกษ ได้แจ้งสิทธิ์การเยียวยาตามสิทธิ์ที่เกี่ยวข้องแล้ว ส่วนผู้ที่เสียชีวิตจำนวน 8 ราย ได้ส่งเรื่องขอรับการช่วยเหลือจากกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ จังหวัดมีพื้นที่ได้รับผลกระทบรวม 39 ตำบล 498 หมู่บ้าน มีราษฎรได้รับความเดือดร้อนจำนวน 113,771 ครัวเรือน รวมประชาชน 303,586 คน

ล่าสุด กรมบัญชีกลาง ยังได้อนุมัติขยายวงเงินทดรองราชการในอำนาจผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน กรณีภัยอันเนื่องมาจากการกระทำของกองกำลังจากนอกประเทศ เป็นจังหวัดละ 100 ล้านบาท ใน 7 จังหวัด (จ.สระแก้ว จ.จันทบุรี จ.ตราด จ.สุรินทร์ จ.ศรีสะเกษ จ.บุรีรัมย์ และ จ.อุบลราชธานี และขยายวงเงินทดรองราชการในอำนาจอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (อุทกภัย วาตภัย น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม) จำนวน 6 จังหวัด ดังนี้ 1. จ.น่าน 2. จ.เชียงราย 3. จ.พะเยา 4. จ.ลำปาง 5. จ.เชียงใหม่ 6. จ.แพร่

‘พีระพันธุ์’เคลียร์ชัดปมซื้อไฟฟ้าพลังงานสะอาด พร้อมสนับสนุนการตรวจสอบทุกขั้นตอน

'พีระพันธุ์'เคลียร์ชัดปมซื้อไฟฟ้าพลังงานสะอาด พร้อมสนับสนุนการตรวจสอบทุกขั้นตอน

‘พีระพันธุ์’เคลียร์ชัดปมซื้อไฟฟ้าพลังงานสะอาด พร้อมสนับสนุนการตรวจสอบทุกขั้นตอน

วันพฤหัสบดี ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 21.01 น.

“พีระพันธุ์”เคลียร์ชัดปมซื้อไฟฟ้าพลังงานสะอาด พร้อมสนับสนุนการตรวจสอบทุกขั้นตอน ย้ำไม่ได้มาเล่นการเมือง แต่เน้นทำงานแก้ปัญหาประชาชน หนุนใช้พลังงานทางเลือกสร้างรายได้ให้คนไทย เพิ่มความมั่นคงชุมชน

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ตอบกระทู้ถามสดในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เกี่ยวกับแนวทางการลดค่าไฟ และการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานสะอาดขนาดกำลังการผลิต 5,200 เมกะวัตต์ และ 3,600 เมกะวัตต์ โดยชี้แจงว่า การรับซื้อไฟฟ้าดังกล่าวทั้ง 2 รอบ ไม่ได้เกิดจากมติของรัฐบาลชุดปัจจุบัน แต่ในทางตรงกันข้าม รัฐบาลปัจจุบันกำลังเข้ามาแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งก็ต้องเข้าใจด้วยว่า อำนาจต่างๆ ของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ซึ่งแม้จะมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานแต่ก็ต้องอาศัยมติและความเห็นจากคณะกรรมการในที่ประชุมซึ่งมีหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วมด้วย รวมทั้งตัวแทนจากคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ให้ความเห็นในเชิงกฎหมาย และเมื่อที่ประชุมมีมติแล้ว ก็ต้องดำเนินการไปตามมติดังกล่าว

อย่างไรก็ดี แม้ปัญหาไม่ได้เกิดจากรัฐบาลปัจจุบันแต่รัฐบาลปัจจุบันกำลังพยายามแก้ไข โดยมีมติ กพช.ชะลอการลงนามในสัญญารับซื้อไฟฟ้าข้างต้น และสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการเจรจาปรับลดราคาการรับซื้อไฟฟ้าดังกล่าว โดยใช้ราคาล่าสุดของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) เป็นฐานอ้างอิงในการเจรจา วันนี้ 3 การไฟฟ้า (การไฟฟ้าฝ่ายผลิต การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค) ยังไม่ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเพราะต้องปฏบัติตามมติ กพช.โดยตนยินดีให้มีการตรวจสอบในทุกขั้นตอนและพร้อมที่จะสนับสนุนข้อมูลทุกอย่างเพื่อพิสูจน์ความจริงให้กระจ่าง และยืนยันว่า รัฐบาลไม่ได้เห็นแก่นายทุนหรือทำให้ประชาชนเสียประโยชน์ และตลอดเวลาที่ผ่านมาตนก็ได้พยายามแก้ปัญหามาอย่างต่อเนื่อง

ส่วนประเด็นเกี่ยวกับการรับซื้อไฟฟ้าจากภาคประชาชน และมาตรการส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อลดค่าไฟให้พี่น้องประชาชนนั้น นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า การดำเนินการทั้งหมดขึ้นอยู่กับแผนพัฒนาพลังงานไฟฟ้า (PDP) ซึ่งขณะนี้กำลังจะมีการจัดตั้งคณะกรรมการจัดทำแผน PDP ชุดใหม่ ในแผนดังกล่าวจะให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานสะอาดมาเป็นลำดับแรก ซึ่งพลังงานดังกล่าวมาได้จากหลากหลายแห่ง โดยเฉพาะจากเศษวัสดุเหลือใช้ซึ่งตนมุ่งเน้นไปที่การสร้างความรู้ให้ประชาชนนำเศษวัสดุทางการเกษตรหรือวัสดุที่เหลือใช้ในพื้นที่มาผลิตเป็นไฟฟ้า โดยต้องมาคำนวณว่า ในแต่ละปีประเทศไทยสามารถผลิตไฟฟ้าในรูปแบบดังกล่าวได้เท่าใด ส่วนที่เหลือจึงไปใช้ก๊าซในการผลิตไฟฟ้า และนอกจากการมุ่งเน้นการผลิตไฟฟ้าในภาคประชาชนแล้ว ตนยังมุ่งหวังให้มีโรงไฟฟ้าชุมชนขนาดเล็ก ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ให้พี่น้องประชาชนและช่วยสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าของภาคประชาชนได้ต่อไป

นายพีระพันธุ์ ยังกล่าวแสดงความคาดหวังว่า คณะกรรมการจัดทำแผน PDP ชุดใหม่ จะนำแนวนโยบายนี้ไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ และต้องดำเนินการอย่างโปร่งใส มีอิสระโดยแท้จริง พร้อมย้ำด้วยว่า ตนไม่ได้เข้ามาเล่นการเมือง แต่เข้ามาเพื่อตั้งใจทำงานและแก้ปัญหาให้คนไทย

นายพีระพันธุ์ กล่าวตอบคำถามสุดท้ายในกระทู้ถามสดว่า ในส่วนของมติหรือปัญหาด้านพลังงานที่เกิดช่วงก่อนปี 2567 นั้น ตนและพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระทรวงพลังงาน เพราะในขณะนั้นช่วงท้ายรัฐบาลตนดำรงตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรีไม่ใช่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ซึ่งมีภารกิจหน้าที่คนละอย่างกัน และยังไม่มีพรรครวมไทยสร้างชาติร่วมรัฐบาลในขณะนั้นด้วย พร้อมกล่าวว่า ตั้งแต่ที่ตนเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ตนได้ดำเนินการทุกอย่าง อย่างตรงไปตรงมา ชัดเจนด้วยความบริสุทธิ์ใจ ทำให้ไม่ถูกใจนายทุน

ด่วน!’ทภ.2’เบรกส่งตัว 18 ทหารกัมพูชา ชี้ยังสอบสวนไม่เสร็จ

ด่วน!'ทภ.2'เบรกส่งตัว 18 ทหารกัมพูชา ชี้ยังสอบสวนไม่เสร็จ

ด่วน!’ทภ.2’เบรกส่งตัว 18 ทหารกัมพูชา ชี้ยังสอบสวนไม่เสร็จ

วันพฤหัสบดี ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 20.50 น.

ด่วน!”ทภ.2″เบรกส่งตัว 18 ทหารกัมพูชา ชี้ยังสอบสวนไม่เสร็จ แต่นำทหารบาดเจ็บและป่วยจิตเวช รวม 2 คนส่งไปก่อน 1 ส.ค.นี้

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 แหล่งข่าวจากกองทัพภาคที่ 2 ระบุถึงการส่งตัวทหารกัมพูชา จำนวน 20 นาย ในวันที่ 1 ส.ค.เวลา 10.00 น.ผ่านทางช่องจอม ว่า เบื้องต้นได้ประสานไปทางฝั่งกัมพูชา ว่าจะส่งให้ 2 นาย โดย 1 นาย ได้รับบาดเจ็บ เข้ารับการรักษาเรียบร้อยแล้ว ส่วนอีก 1 นาย เป็นผู้ป่วยจิตเวช ส่วนทหารกัมพูชา จำนวน 18 นาย ต้องขอเลื่อนส่งตัวออกไปก่อน เนื่องจากอยู่ระหว่างการสอบสวนไม่แล้วเสร็จ แล้วจะนัดหมายการส่งตัวให้กัมพูชาอีกครั้ง

ด่วน!! ‘วิรัช-เมีย’ไม่รอด ศาลฎีกาฯสั่งจำคุก 4 ปี คดีทุจริตสร้างสนามฟุตซอล

ด่วน!! 'วิรัช-เมีย'ไม่รอด ศาลฎีกาฯสั่งจำคุก 4 ปี คดีทุจริตสร้างสนามฟุตซอล

ด่วน!! ‘วิรัช-เมีย’ไม่รอด ศาลฎีกาฯสั่งจำคุก 4 ปี คดีทุจริตสร้างสนามฟุตซอล

วันพฤหัสบดี ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 20.30 น.

ด่วน!!ศาลฎีกานักการเมืองสั่งจำคุก “วิรัช รัตนเศรษฐ” 4 ปี 6 เดือน ส่วนเมียโดน 3 ปี 4 เดือน ไม่รอลงอาญาทุจริตสร้างสนามฟุตซอล วงเงินกว่า 4.4 พันล้าน เจ้าตัว-เมียยื่น 4 เเสน ศาลอนุญาตให้ประกัน

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง(อม.) สนามหลวง ศาลมีคำพิพากษา คดีทุจริตสร้างสนามฟุตซอล หมายเลขดำ อม.17/2564 ที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายวิรัช รัตนเศรษฐ อดีตประธานวิปรัฐบาล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.)  กับพวก รวม 87 คน เป็นจำเลยฐานร่วมกันกระทำผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 10, 11, 12, 13, พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151, 157, 162, 264, 265, 268, 83, 86, 91 จากกรณีที่พวกจำเลยร่วมกันทุจริตเงินจัดสรรงบประมาณปี พ.ศ.2555 จัดสร้างสนามฟุตซอลให้กับโรงเรียนในเขตพื้นที่การศึกษา 18 จังหวัด มูลค่ากว่า 4,459 ล้านบาท พวกจำเลยให้การปฏิเสธ

โดยวันนี้ศาลฎีกาอ่านคำพิพากษาตั้งเเต่ เวลา 10.00 น.-15.30 น.พิพากษาลงโทษจำคุก นายวิรัช รัตนเศรษฐ  4 ปี 6 เดือน ไม่รอลงอาญา ส่วน นางทัศนียา รัตนเศรษฐ ภรรยา จำคุก  3 ปี 4 เดือน เเละกลุ่มที่เป็นนักการเมืองโทษจำคุกทุกคนไม่รอลงอาญา

โดยกลุ่มบริษัทผู้ประสานงานฮั้วรับเหมา ถูกจำคุกหมดเลย 15 ปี เเละมีบางรายที่โดนโทษปรับ 79 ล้านบาท ส่วนกลุ่ม ผอ.เขตการศึกษาโทษจำคุกไม่รอลงอาญา ขณะที่กลุ่มที่เป็นส่วนผอ.โรงเรียนจำคุก 1 ปี รอลงอาญาทุกคน  สำหรับกลุ่มลูกจ้าง เเม่บ้าน เเจกเอกสาร ยกฟ้อง

โดยภายหลังศาลอ่านคำพิพากษามีรายงานว่า นายวิรัช และภรรยา ยื่นประกันตัว โดยศาลอนุญาตให้ประกันตัวระหว่างอุทธรณ์ โดยเพิ่มวงเงินเป็น 4 เเสนบาท.

องค์กรสื่อไทยสุดทน!! ร่อนแถลงการณ์โต้สื่อเขมรดุเดือด ระงับความสัมพันธ์ CCJ ชั่วคราว

องค์กรสื่อไทยสุดทน!! ร่อนแถลงการณ์โต้สื่อเขมรดุเดือด ระงับความสัมพันธ์ CCJ ชั่วคราว

องค์กรสื่อไทยสุดทน!! ร่อนแถลงการณ์โต้สื่อเขมรดุเดือด ระงับความสัมพันธ์ CCJ ชั่วคราว

วันพฤหัสบดี ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 20.21 น.

องค์กรสื่อมวลชนไทยสุดทน!!! รวมพลังร่อนแถลงการณ์ตอบโต้”สมาคมนักข่าวกัมพูชา”อย่างดุเดือด หลังถูกกล่าวหาว่าสื่อไทยขาดจริยธรรมในการรายงานข่าวชายแดน ชี้เป็นการดูหมิ่นที่ยอมรับไม่ได้ จี้ตรวจสอบการทำหน้าที่สื่อในประเทศตัวเองก่อน จัดการข่าวปลอม-ข่าวบิดเบือนจริงจัง พร้อมประกาศระงับความสัมพันธ์  CCJ  ชั่วคราว

เมื่อวันที่ 31 กรกฏาคม 2568 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ และสหภาพแรงงานกลางสื่อมวลชนไทย ได้ออกแถลงการณ์ร่วมกัน เรื่อง ​เรียกร้องสมาคมนักข่าวกัมพูชาตรวจสอบการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนในประเทศอย่างจริงจังเพื่อจัดการปัญหาข่าวปลอมและข่าวบิดเบือน

องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนไทย ประกอบด้วย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ และ สหภาพแรงงานกลางสื่อมวลชนไทย ขอปฏิเสธข้อมูลที่ให้ร้ายสื่อไทยและแสดงความไม่พอใจอย่างยิ่งต่อแถลงการณ์ของสมาคมนักข่าวกัมพูชา (Club of Cambodian Journalists: CCJ) ที่กล่าวหาว่าสื่อมวลชนไทยขาดจริยธรรมในการรายงานข่าวสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยถือเป็นการดูหมิ่นที่ไม่อาจยอมรับได้ พร้อมทั้งมีข้อเรียกร้องดังนี้

1. เรียกร้องให้ CCJ หยุดแทรกแซงกิจการภายในของสื่อมวลชนในประเทศไทย และทำหน้าที่ตรวจสอบจริยธรรมในการรายงานข่าวของสื่อกัมพูชาอย่างเข้มแข็ง และปราศจากการบงการครอบงำ

2. เรียกร้องให้ CCJ มุ่งมั่นในการจัดการปัญหาข่าวปลอมและข้อมูลบิดเบือนที่มีต้นทางแพร่กระจายในโลกออนไลน์จากกัมพูชาอย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากตรวจพบข้อมูลบิดเบือนจำนวนมาก เช่น ข้อกล่าวอ้างว่าเครื่องบิน F-16 ของไทยทิ้งสารเคมีลงในกัมพูชา, การกล่าวหาว่าไทยใช้เครื่องบิน F-16 ทิ้งระเบิด MK ซึ่งมีอำนาจทำลายล้างสูงใส่บ้านเรือนประชาชนชาวกัมพูชา, การปล่อยข่าวว่า พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 เสียชีวิต รวมถึงข่าวบิดเบือนอื่นๆ อีกหลายประการ ซึ่งล้วนแต่ทำให้เกิดความเข้าใจผิด

3. องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนไทยขอยืนยันว่า สื่อมวลชนไทยมีระบบการกำกับดูแลกันเองทางด้านจริยธรรมที่เข้มแข็ง ยึดมั่นและเคารพในสิทธิเสรีภาพของประชาชนและสื่อมวลชนอย่างเต็มที่ พร้อมยืนยันเจตนารมณ์ในการรายงานข่าวตามหลักจริยธรรม ความเป็นกลาง ความครบถ้วนรอบด้าน ไม่ยุยงให้เกิดความเกลียดชังระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ และต้องการให้เกิดสันติภาพในพื้นที่ชายแดนอย่างแท้จริงและยั่งยืน

เนื่องจากการกระทำของ CCJ ดังกล่าวมีลักษณะหมิ่นเหม่ต่อการเป็นกระบอกเสียงของรัฐบาลกัมพูชามากกว่าการทำหน้าที่ขององค์กรวิชาชีพที่มีความเป็นอิสระ ดังนั้น สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ซึ่งมีบันทึกความเข้าใจร่วมกับ CCJ โดยมุ่งมั่นปรารถนาที่จะใช้กลไกความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสื่อมวลชนในการเสริมสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ จึงจำเป็นต้องระงับความสัมพันธ์กับ CCJ เป็นการชั่วคราว จนกว่าสถานการณ์จะกลับสู่ภาวะปกติ

‘บิ๊กป้อม’นำอดีตผู้นำทหาร ลงพื้นที่ชายแดน ชี้ปัญหาความอ่อนแอรบ.ทำ’กัมพูชา’กล้าเหิม

'บิ๊กป้อม'นำอดีตผู้นำทหาร ลงพื้นที่ชายแดน ชี้ปัญหาความอ่อนแอรบ.ทำ'กัมพูชา'กล้าเหิม

‘บิ๊กป้อม’นำอดีตผู้นำทหาร ลงพื้นที่ชายแดน ชี้ปัญหาความอ่อนแอรบ.ทำ’กัมพูชา’กล้าเหิม

วันพฤหัสบดี ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 20.19 น.

‘บิ๊กป้อม’นำอดีตผู้นำทหาร ลงพื้นที่ชายแดน แนะรับมือ’สงครามโดรน’ ชี้ปัญหาความอ่อนแอรัฐบาลคือเหตุทำ’กัมพูชา’กล้าเหิม ละเมิดอธิปไตยไทย

เมื่อวันที่ 31 ก.ค.2568 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการทหารบก อดีตรองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้นำคณะอดีตผู้นำทหารระดับสูง อาทิ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด, พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร อดีตผู้บัญชาการทหารบก, พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 และอดีตแม่ทัพจากทุกภาค เดินทางไปยังกองกำลังสุรนารี จ.สุรินทร์ เพื่อให้กำลังใจทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียด พร้อมรับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์จากพ.อ.จิรัฎฐ์ ช่วงฉ่ำ รอง ผบ.พล.ร.6  ปัจจุบันมีภัยคุกคามรูปแบบใหม่จากการโจมตีด้วยอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ของกัมพูชา ทั้งในแนวหน้าและพื้นที่ตอนใน 

ซึ่ง พล.อ.ประวิตร ได้เสนอแนวทางรับมือด้วยระบบ “แอนตี้โดรน” โดยให้ พล.อ.สุชาติ ผ่องพุฒิ อดีตเจ้ากรมสื่อสารทหารบก เสนอเทคโนโลยีที่ตอบโต้ได้ครอบคลุมทุกย่านความถี่ พร้อมแนะให้ประสาน กสทช. เพื่อเร่งรัดขั้นตอนอนุญาตการใช้งานความถี่ในภาวะฉุกเฉินอย่างมีประสิทธิภาพ 

ทั้งนี้ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ พล.อ.ประวิตร และคณะยังได้ลงพื้นที่ศูนย์อพยพ 2 แห่งในอำเภอเมืองสุรินทร์ เพื่อเยี่ยมเยียน ให้กำลังใจ พร้อมมอบสิ่งของจำเป็นให้เจ้าหน้าที่นำไปช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัย พร้อมให้ความหวังว่า หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน ประชาชนจะสามารถกลับบ้านได้ใน 2–3 วัน 

ผู้สื่อข่าวถามถึง ความเห็นทางการเมือง พล.อ.ประวิตร ได้กล่าวเพียงว่า “หากรัฐบาลเข้มแข็ง เรื่องนี้จะไม่เกิดขึ้น” และได้ตั้งคำถามไปถึงนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และสมเด็จฮุน เซน ผู้นำกัมพูชา ว่าความขัดแย้งนี้มีผลประโยชน์อะไรอยู่เบื้องหลังกันแน่ เพราะเป็นเรื่องใหญ่ที่สร้างความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินให้กับประชาชน พร้อมย้ำว่า ความเสียหายครั้งนี้ต้องมีผู้รับผิดชอบอย่างชัดเจน

‘กมธ.มั่นคงแห่งรัฐฯ’เสนอฟ้อง‘ผู้นำกัมพูชา’ ฐานก่ออาชญากรสงคราม

‘กมธ.มั่นคงแห่งรัฐฯ’เสนอฟ้อง‘ผู้นำกัมพูชา’ ฐานก่ออาชญากรสงคราม

‘กมธ.มั่นคงแห่งรัฐฯ’เสนอฟ้อง‘ผู้นำกัมพูชา’ ฐานก่ออาชญากรสงคราม

วันพฤหัสบดี ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 20.16 น.

“กมธ.มั่นคงแห่งรัฐฯ”เสนอฟ้อง”ผู้นำกัมพูชา” ฐานก่ออาชญากรสงคราม ด้าน”สมช.”รับลูกจ่อศึกษากฎหมายเพิ่ม ยันเจรจาที่”มาเลเซีย”คุยแค่หยุดยิง ขณะ”กสทช.”เตือน ปชช.อย่ารับสายเด็ดขาด เบอร์ขึ้นต้น +697 และ +698  เผยปิดเบอร์ผีไปแล้ว 1.7 หมื่นบัญชี อึ้ง”เขมร”ไม่ยอมจ่ายค่าไฟ กฟภ.เลยงดจ่าย 8 จุด

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 ที่รัฐสภา นายปิยรัฐ จงเทพ สส.กทม.พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยผลการประชุมคณะ กมธ.ซึ่งนำโดย นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธาน

โดยคณะ กมธ.ได้ประชุมพิจารณากรณีความขัดแย้งระหว่างไทย – กัมพูชา ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม การปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และกลไกการพูดคุยผ่าน JBC โดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจง

โดยสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ชี้แจงว่า การเจรจาระหว่างผู้นำไทยและกัมพูชา ณ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 28 ก.ค.68 ที่ผ่านมา เรามุ่งเน้นเรื่องการหยุดยิงเท่านั้น ไม่ได้มีการเจรจาเรื่องดินแดนแต่อย่างใด สมช.ยังได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าหลังเจรจาให้หยุดยิง เมื่อเวลา 24.00 น.กัมพูชาเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงก่อน โดยยังมีการยิงต่อเนื่องจนถึงเวลา 08.00 น.ของวันถัดมาจึงสงบลง โดยไทยสามารถเข้าควบคุมพื้นที่ตามเดิมและควบคุมตัวทหารกัมพูชาได้จำนวนหนึ่ง และได้ดำเนินการตามหลักมนุษยธรรมต่อพวกเขา ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อส่งกลับกัมพูชาต่อไป ขณะเดียวกันนี้รัฐบาลไทยกำลังตรวจสอบสถานการณ์หยุดยิงตามแนวชายแดน จึงขอให้ประชาชนยังคงอยู่ที่ศูนย์อพยพชั่วคราวต่อไปอีกสักระยะเพื่อความปลอดภัย

ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศ ได้ให้ข้อมูลกับกรรมาธิการเรื่องหลักการที่ไทยยึดถือในการเจรจาแบบทวิภาคี โดยมีเหตุผลหลัก 3 ประการ ได้แก่ 1.ยึดตามบันทึกความเข้าใจ MOU ปี 2543 ระหว่างไทย – กัมพูชา 2.ไทยมีกลไกการเจรจาทวิภาคีกับพม่า ลาว มาเลเซีย ซึ่งเป็นแนวทางที่ได้ผล และ 3.ไทยเราไม่ต้องการเปิดเวทีพหุภาคี

กระทรวงการต่างประเทศ ระบุเพิ่มเติมว่า จะมีการพัฒนากระบวนการนำเสนอข้อมูลข่าวสารและคัดกรองข้อมูลก่อนจะสื่อสารเพื่อให้เกิดความถูกต้องและเป็นเอกภาพ

ด้านสำนักงาน กสทช.รายงานว่า มีการตรวจสอบเบอร์โทรจากต่างประเทศ โดยเบอร์ที่ขึ้นต้นด้วย +697 และ +698 ฝากพี่น้องประชาชนต้องระวังในการรับสาย ทั้งนี้ ปัจจุบันมีการปิดเบอร์ต้องสงสัยไปแล้วกว่า 170,000 ซิม พร้อมย้ำว่า หน่วยงานความมั่นคงสามารถแจ้งตัดสายต้องสงสัยได้ทันที และมีการตรวจสอบ IP ผิดกฎหมายอย่างเข้มงวด

ส่วนการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ให้ข้อมูลว่าตั้งแต่วันที่ 13 – 24 มิ.ย.68 กัมพูชาไม่ได้ใช้ไฟฟ้าจากไทยทั้ง 8 จุด เนื่องจากบริษัทในกัมพูชาค้างชำระค่าไฟ โดยทางไทยใช้มาตรการงดจ่ายไฟ แทนการเจรจา หากต้องการใช้แนวทางแบบประเทศพม่า จะต้องมีมติจาก สมช.โดยได้เสนอเรื่องให้ศูนย์ประสานงานชายแดน (ศป.ชด.) พิจารณาเพื่อดำเนินการต่อไปตามมติ

ต่อมา มูลนิธิอิมมานูเอล เปิดเผยกรณีเหยื่อค้ามนุษย์จากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา ซึ่งถูกหลอกและกักขัง ก่อนถูกตั้งข้อหาเป็นอาชญากร โดยมูลนิธิกำลังให้ความช่วยเหลือเหยื่อที่แท้จริง ซึ่งเป็นผู้เสียหายจากขบวนการค้ามนุษย์นี้ ส่วนศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (ศปอส.ตร.) รายงานว่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชามีจุดปฏิบัติการตามแนวชายแดนไทยถึง 14 จุด ขณะนี้อยู่ระหว่างการสืบสวนและดำเนินคดี พร้อมออกหมายจับ นายก๊ก อาน และพวกอีก 6 ราย โดยตำรวจไทยเร่งปราบปรามอาชญากรข้ามชาติกลุ่มนี้อย่างต่อเนื่อง

ภายหลังการรับฟังข้อมูล คณะกรรมาธิการได้ซักถามและแสดงความเห็นเพิ่มเติม ดังนี้ 1.เสนอให้ใช้กลไกศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ดำเนินคดีกับผู้นำกัมพูชาในกรณีอาชญากรรมสงครามและการค้ามนุษย์ ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศชี้แจงว่า ต้องผ่านการพิจารณาร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงทุกฝ่าย ขณะที่ สมช. จะศึกษากฎหมายระหว่างประเทศเพิ่มเติม 2.เสนอให้พัฒนาระบบการสื่อสารให้มีประสิทธิภาพ สมช.รับทราบข้อเสนอ พร้อมประสานงานกับกองทัพเพื่อให้ข้อมูลเป็นไปในทิศทางเดียวกัน 3.เรื่องการควบคุมตัวทหารกัมพูชา 18 นายที่รุกล้ำอธิปไตยไทย สมช.ยืนยันจะดำเนินการตามหลักมนุษยธรรมและกฎหมายระหว่างประเทศ

4.ในวันที่ 1 ส.ค. กมธ.ได้รับแจ้งว่า ทางรัฐบาลได้เชิญคณะทูตจากกว่า 20 ประเทศ อาทิ สหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น ลาว เกาหลีใต้ ฝรั่งเศส ฯลฯ ลงพื้นที่ชายแดนเพื่อรับฟังข้อมูลข้อเท็จจริง 5.เรื่องการเยียวยาทหารและประชาชนที่ได้รับผลกระทบ สมช.ระบุว่า กระทรวงมหาดไทยกำลังดูแลเรื่องการเยียวยาประชาชน ส่วนทหารนั้น กระทรวงกลาโหมมีระบบดูแลอย่างเป็นระบบอยู่แล้ว 6.เรื่องการห้ามโดรนบินใน 7 จังหวัด สมช.ชี้แจงว่าตำรวจและทหารกำลังเร่งตรวจสอบและแก้ไขปัญหาดังกล่าว 7.เรื่องการตั้ง Monitoring Team เพื่อแสดงศักยภาพไทยในเวทีระหว่างประเทศ คณะกรรมาธิการเสนอให้ตั้งทีมโดยเร็ว พร้อมให้มีตัวแทนทูตร่วมในทีม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นใจแก่ชาวโลก

ระวังถูกล่อมาติดกับ! ​‘จุรินทร์’กระตุกรัฐมีสมาธิแก้สารพัดปัญหา

ระวังถูกล่อมาติดกับ! ​‘จุรินทร์’กระตุกรัฐมีสมาธิแก้สารพัดปัญหา

ระวังถูกล่อมาติดกับ! ​‘จุรินทร์’กระตุกรัฐมีสมาธิแก้สารพัดปัญหา

วันพฤหัสบดี ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 20.04 น.

“จุรินทร์”กระตุกรัฐมีสมาธิแก้สารพัดปัญหา เตือนระวังถูกล่อมาติดกับ ผูกเผือกร้อนด้าน”มั่นคง-การค้า”เข้าด้วยกัน ทำเจอโจทย์ยาก แนะหลีกเลี่ยงสร้างปัญหาที่มีมากอยู่แล้วให้เพิ่มเข้ามา เตือนอย่าปล่อย”ภาษีทรัมป์”ลาก”ไทย”เผชิญสงครามการค้า-ความมั่นคง ห่วง”ฐานทัพพังงา”กลายเป็นดินแดนกระสุนตก หากปล่อยต่างชาติปักหลัก บี้รัฐหยุด”ขายชาติทางเศรษฐกิจ” ปูดแฉลอบตีตราสินค้าไทยส่งออก หวั่นพาไทยรับกรรม เหตุยอดส่งออกโป่งเกินจริง เข้าทาง”มะกัน”จ่อรีดภาษีเพิ่ม

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาญัตติด่วนด้วยวาจาของ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาการออกมาตรการและดำเนินนโยบายรับมือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากข้อตกลงการเจรจาอัตราภาษีตอบโต้ระหว่างไทย – สหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ ยังมี สส.รัฐบาล และฝ่ายค้าน เสนอญัตติลักษณะเดียวกันรวม 7 ญัตติ ที่ประชุมจึงให้พิจารณาไปพร้อมกัน

โดย นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อภิปรายว่า ตลาดสหรัฐมีความสำคัญกับไทยอย่างยิ่ง ตัวเลขปีที่แล้วไทยส่งออกไปสหรัฐ 18.29% หรือ 1 ใน 5 ของยอดส่งออกสามารถทำเงิน 1.9 ล้านล้านบาท และได้ลุ้นดุลสหรัฐฯ 1.21 ล้านล้านบาท ซึ่งเราทิ้งไม่ได้ ตนเห็นด้วยที่รัฐบาลยอมรับว่าประเด็นภาษีทรัมป์เป็นเพียงปัญหาส่วนหนึ่ง แต่พูดเพียงในส่วนเกษตร และการค้า แต่ตนมองว่าปัญหาภาษีทรัมป์ไม่ใช่ปัญหาทั้งหมดของประเทศ และไม่ใช่ปัญหาทั้งหมดของรัฐบาล แต่เป็นแค่หนึ่งในหลายปัญหาที่รัฐบาลกำลังเผชิญ และต้องเร่งแก้ปัญหาไปพร้อมกัน

นายจุรินทร์ กล่าวต่อว่า สิ่งสำคัญสุดคือรัฐบาลต้องใช้สมาธิในการแก้ปัญหา เพราะขณะนี้รัฐบาลกำลังเผชิญปัญหาทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง ต้องยอมรับว่ารัฐบาลกำลังเผชิญปัญหาเสถียรภาพที่กำลังลามไปถึงความชอบธรรม ปัญหาเศรษฐกิจที่GDP โตต่ำ  แม้จะมีการแถลงว่าGDP มีแนวโน้มจะดีขึ้น ตั้งเป้า 3% อาจขยับไปได้ถึง 2.2% แต่ก็ไม่ถึงตามเป้าหมาย รวมทั้งปัญหาหนี้สินครัวเรือนที่คนไทยรายได้ลบ ไม่เหลือพอใช้หนี้ รวมถึงปัญหาสังคม ยาเสพติด สแกมเมอร์ และปัญหาความมั่นคงซ้ำซ้อนเข้ามาในเรื่องชายแดนไทยกัมพูชา ดังนั้น รัฐบาลต้องหลีกเลี่ยงที่จะสร้างปัญหาเพิ่มเพื่อให้มีเวลา และสมาธิในการแก้ปัญหาให้กับประเทศต่อไป

นายจุรินทร์ กล่าวว่า ปัญหาภาษีทรัมป์มีความซับซ้อน ไม่ใช่แค่มิติทางการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐเท่านั้น แต่มีการผูกโยงกับปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ และปัญหาสงครามการค้า ระหว่างสหรัฐกับจีนและโลก ไปไกลถึงขั้นบังคับให้เลือกข้างนโยบายอเมริกาเฟิร์ส หรือผลประโยชน์ของสหรัฐต้องมาเป็นที่หนึ่ง เป็นสิ่งที่นายโดนัล ทรัมป์ ประธานนาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกาศ  ขณะที่จีนก็ประกาศตอบโต้ว่าไม่ว่าของชาติใดในโลกหากเจรจาแล้วกระทบผลประโยชน์ของจีน ก็จะมีการตอบโต้โดยเด็ดขาดเท่าเทียมกัน จึงเป็นปรากฏการณ์ที่ไทยต้องระมัดระวังอย่างยิ่งในการสร้างสมดุลระหว่างความสัมพันธ์และผลประโยชน์ของไทย ทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์กับเศรษฐกิจไทยอย่างยิ่ง ตัวเลขการค้าจีนกับไทย มีค่ามหาศาลเราค้าขายกับจีนอันดับ 1 ของโลก 4.4 ล้านล้านบาทต่อปี ขณะที่เราค้ากับสหรัฐ 2.6 ล้านล้านบาท นอกจากนี้ทรัมป์กำลังหยิบยกปัญหาชายแดนไทยกัมพูชามาเป็นเงื่อนไขทับซ้อนกับการเจรจาทางการค้า โดยประกาศว่าหากยังไม่หยุดยิงก็จะไม่เจรจา แปลว่าหากเราไม่ทำตามไม่หยุดยิง การเจรจาก็จะไม่เดินหน้าต่อไป หากเขาเอาจริงแม้จะประกาศหยุดยิงก็ไม่ได้แปลว่าภาษีจะลด เป็นแค่ได้เดินหน้าเจรจาต่อ เพราะเขาไม่ได้ประกาศว่าถ้าหยุดยิงจะลดภาษี จึงเป็นความจริงที่เราต้องทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้เสียก่อน

“ผมคิดว่าคนที่เชี่ยวชาญในวงการทางการเมืองระหว่างประเทศเข้าใจดีว่า เหตุที่ทรัมป์เข้ามามีบทบาทในปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ส่วนหนึ่งมีการวิเคราะห์ว่าเขาต้องการที่จะทำเรคคอร์ดหรือสร้างผลงานเพื่อขอรับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ จะจริงหรือไม่ก็ตามต้องยอมรับว่า วันนี้เราปฏิเสธไม่ได้ว่า เขากำลังเอามิติความมั่นคงมาผูกกับมิติการค้าอย่างชัดเจน ผลที่จะตามมาคือทำให้รัฐบาลไทยแก้โจทย์ยากขึ้น เพราะแทนที่เราจะแก้โจทย์ความมั่นคงหรือแก้โจทย์การค้าอย่างเดียว กลับต้องเอาโจทย์ความมั่นคงกับการค้ามาผูกกัน แล้วแก้ไปพร้อมๆกัน ทั้งปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาอธิปไตย” นายจุรินทร์ กล่าว

นายจรินทร์ กล่าวอีกว่า ขอฝากไปถึงรัฐบาลว่าปัญหาชายแดนไทยกัมพูชาที่กำลังมีปัญหาอยู่ขณะนี้อยากให้ตระหนัก และเร่งแก้ปัญหาว่าแม้ไทยจะชนะสงครามสู้รบด้วยศักยภาพของกองทัพ และการเสียสละของทหารหาญ แต่ต้องยอมรับความจริงว่า ขณะนี้เรากำลังเพลี่ยงพล้ำอยู่สองสงครามคือ สงครามการสื่อสาร และสงครามการรบในเวทีโลก รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขปัญหานี้โดยด่วนมิเช่นนั้นจะลามไปเรื่องอื่น

นายจุรินทร์ ยังกล่าวด้วยว่า ปัญหาเรื่องฐานทัพเรือพังงาที่ทับระมุ ตนขอสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของฐานทัพเรือพังงาเพื่อเพิ่มศักยภาพในการปกป้องอธิปไตยชายฝั่งอันดามันของไทยเต็มที่ แต่ไทยจะต้องไม่ยอมให้ชาติใดมาตั้งฐานทัพที่ท่าเรือดังกล่าว เพราะจะกลายเป็นชักศึกเข้าบ้าน เกิดสงครามใหญ่เมื่อไหร่ ทับละมุ ท้ายเหมือง จ.พังงา จังหวัดชายทะเลฝั่งอันดามัน สุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งที่จะกลายเป็นดินแดนกระสุนตก และยังได้ไม่คุ้มเสีย เพราะจะเป็นประเด็นที่มีความอ่อนไหวอย่างยิ่งต่อการรักษาดุลยภาพความสัมพันธ์ระหว่างไทย สหรัฐและจีน จึงขอฝากรัฐบาลเก็บไปคิดและย้ำว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ เมื่อทรัมป์ประกาศอัตราภาษีแล้วผ่านไป แต่จะยังเป็นเรื่องวันนี้ และอนาคตที่รัฐบาลต้องตระหนักในจุดยืนนี้

นายจุรินทร์ กล่าวอีกว่า ไม่ว่าผลการเจรจาเรื่องภาษีจะออกมาอย่างไร ตนขอย้ำว่ารัฐบาลต้องให้ความสำคัญและต้องจัดการโดยเด็ดขาดกับการนำเข้าสินค้าต่างประเทศมาในเขตฟรีโซนหรือเขตปลอดอากร เช่นที่แหลมฉบัง โดยอ้างว่าเพื่อส่งต่อไปยังประเทศที่สาม แต่ความจริงคือการลักลอบสินค้าเหล่านี้ออกมาแล้วมาแต่งชุดไทย ตีตราเมดอินไทยแลนด์ แล้วส่งออกไปยังประเทศที่สาม กระทรวงการคลังต้องเอาจริง

“เรื่องนี้กระทบต่อผลประโยชน์โดยรวมของไทย คือจะทำให้ตัวเลขส่งออกไปยังสหรัฐโป่งเกินจริง เพราะสินค้าไทยไม่ได้ส่งออกไป เต็ม 100% แต่มีการสวมสิทธิ์บางส่วน ตัวเลขที่เราได้ดุลการค้าสูงเกินจริงจะทำให้ เขามองว่าเสียดุลการค้าเราสูง กรรมก็จะตกกับประเทศไทยและคนที่ได้ประโยชน์คือพวกลักลอบเหล่านี้ และสมทบกับใครบางคนไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่หรือใครก็ตาม รัฐมนตรีคลังและรัฐบาลต้องไปจัดการเรื่องนี้อย่างจริงจังและอย่าให้เกิดขึ้นอีก เพราะหากพูดตรงๆ มันก็คือการขายชาติทางเศรษฐกิจ” นายจุรินทร์ กล่าว

นายจุรินทร์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ การที่รัฐบาลอ้างว่ามีการตกลงกับสหรัฐไว้แล้วว่าจะไม่มีการพูดรายละเอียดว่าเราให้อะไรเขาหรือเขาให้อะไรเรา ตนเข้าใจเพราะเคยเป็นรัฐบาลมาก่อน อะไรที่เป็นความลับและปรารถนาดีต่อบ้านเมืองก็ต้องเป็นความลับ หากจริงจังและจริงใจก็ต้องเก็บไว้ เมื่อยังไม่ถึงเวลาอันสมควร แต่เมื่อมีการประกาศภาษีแล้ว หรือมีเวลาอันพอสมควร รัฐบาลต้องเผยแพร่เรื่องนี้และต้องชัดเจนไม่อ้ำอึ้ง ปิดบังว่าเราเอาอะไรไปแลกกับสหรัฐบ้าง เพื่อให้คนไทยเจ้าของประเทศรับทราบ และเตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่จะตามมาเพื่อรู้เท่าทัน ที่สำคัญเพื่อเตรียมรับมือกับอนาคตด้วย เพราะตนคิดว่าภาษีทรัมป์ครั้งนี้ อาจจะไม่ใช่ครั้งเดียว แต่อาจจะมีทรัมป์ภาคหนึ่ง ภาคสอง ภาคสาม ตามมาก็ได้ ใครจะเดาได้กับความคิดของเขา อีกทั้งตอนนี้เรายังไม่ทราบว่าผลจะออกมาอย่างไร หากเราเอาภาษีเวียดนามเป็นตัวตั้งคือ 20% แต่น่าจะคาดเดาได้ 3 ทาง คือ 1.เราจะโดนเรียกเก็บภาษีมากกว่าเวียดนาม 2.ประมาณ 20% บวกลบนิดหน่อย และ 3.น้อยกว่า 20% แต่ไม่ว่าจะออกมากี่เปอร์เซ็นต์ ทุกภาคส่วนของไทยกระทบแน่นอน โดยเฉพาะคนตัวเล็ก นั่นก็คือเอสเอ็มอี เกษตรกร ซึ่งต้องยอมรับความจริงว่าขณะนี้ชาวนาไทยเขาขายข้าวได้เกวียนละ 6,000 – 8,000 บาท เดือนที่ผ่านมาส่งออกข้าวติดลบตลอด เราส่งข้าวไปตลาดอเมริกาเป็นอันดับหนึ่งของโลก 53.6% หากรัฐบาลประกาศไม่ประกันรายได้แล้วจะมีมาตรการอะไรออกมา

นายจุรินทร์ กล่าวด้วยว่า ส่วนเรื่องยางเราส่งออกยางล้อถือครองตลาด 19.3% เป็น1 ใน 5 ของตลาดสหรัฐ หากขายไม่ได้จะกระทบราคายางในประเทศแน่นอน ช่วงเดือนเมษาที่ผ่านมาทันทีที่ทรัมป์ประกาศจะขึ้นภาษี โดยมีรายการยางรวมอยู่ด้วย ทำให้ราคายางลดลงมาเหลือโลละ 10 บาท จนวันนี้ก็ยังไม่ขึ้น หากเกิดมีการประกาศออกมาจริงเป็นลบ รัฐบาลมีมาตรการจะดูแลอย่างไร รวมถึงมันสำปะหลังที่ราคากิโลละ 1 บาท มานานแล้ว เพราะจีนไม่รับซื้อ ที่ผ่านมาเขาซื้อไปทำแอลกอฮอล์ ตอนนี้ใช้ข้าวโพดที่ปลูกในประเทศมาทำแทน ทำให้ส่งออกได้น้อยลงรวมถึงผลไม้ หมู และอื่นๆ เหล่านี้ รัฐบาลจะมีมาตรการควบคุมชัดเจนอย่างไร เชื่อว่าเป็นสิ่งที่คนไทยทุกคนต้องการคำตอบนอกจากจะรู้ว่าภาษีจะเป็นอย่างไร

“ในฐานะที่เป็นคนไทยคนหนึ่ง ผมอยากให้ประเทศไทย เสียหายน้อยที่สุดเช่นเดียวกับที่รัฐบาลคิดและอยากเห็นไทยได้ประโยชน์มากที่สุด ขอเป็นกำลังใจให้คนทำงานเพื่อประโยชน์ของประเทศทุกคนขอให้โชคดี” นายจุรินทร์ กล่าว