พปชร.เร่ง’รัฐ’ รับมือปัญหาจากแรงงานต่างชาติ

พปชร.เร่ง'รัฐ' รับมือปัญหาจากแรงงานต่างชาติ

พปชร.เร่ง’รัฐ’ รับมือปัญหาจากแรงงานต่างชาติ

วันพฤหัสบดี ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 19.38 น.

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รองหัวหน้าพรรคฝ่ายเศรษฐกิจ พรรคพลังประชารัฐ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงข่าวเตือนให้รัฐบาลเตรียมเร่งรับมือปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดจากความขัดแย้งไทย – กัมพูชา

โดย นายธีระชัย กล่าวว่า สถานการณ์มีความไม่แน่นอนว่าความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจจะกลับสู่ปกติเมื่อใด รัฐบาลจึงควรประกาศแผนรองรับสำหรับภาคธุรกิจได้แล้ว โดยเน้นหาทางออกให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อย ดังที่ตนเคยแถลงข่าวว่ารัฐบาลควรทบทวนการใช้งบประมาณ 157,000 ล้านบาท แทนที่จะทุ่มไปในการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบทั่วไป ควรกันส่วนหนึ่งมาเพื่อรองรับสถานการณ์นี้

“ภาคอุตสาหกรรมที่ถูกกระทบจากแรงงานกัมพูชากลับประเทศไปนั้น ส่วนใหญ่น่าจะมีความสามารถยืดหยุ่นโดยปรับขบวนการผลิต แต่ภาคเกษตรโดยเฉพาะธุรกิจที่อาศัยแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านในการเก็บผลไม้เป็นหลัก จะมีความเสี่ยงเกิดความเสียหายได้ง่าย รัฐบาลจึงต้องประกาศแผนรองรับแต่เนิ่นๆ” นายธีระชัย กล่าว

ไม่ได้ร่วมแต่ให้กำลังใจ! ‘มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน’พร้อมหนุน ชุมนุมอนุสาวรีย์ชัยฯ 2 ส.ค.นี้

ไม่ได้ร่วมแต่ให้กำลังใจ! 'มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน'พร้อมหนุน ชุมนุมอนุสาวรีย์ชัยฯ 2 ส.ค.นี้

ไม่ได้ร่วมแต่ให้กำลังใจ! ‘มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน’พร้อมหนุน ชุมนุมอนุสาวรีย์ชัยฯ 2 ส.ค.นี้

วันพฤหัสบดี ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 19.18 น.

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 นายสุรวิชช์ วีรวรรณ รองประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก “Surawich Verawan” ตามที่กลุ่มรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตยได้มีการนัดหมายชุมนุมที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิในวันเสาร์ที่ 2 สิงหาคมนั้น ทางมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน และบ้านพระอาทิตย์ ขอสนับสนุนและเป็นกำลังใจให้กับแกนนำและประชาชนที่จะเข้าร่วมการชุมนุมครั้งนี้

แม้ว่าการปะทะกันระหว่างไทยกับกัมพูชาจะยุติลงชั่วคราว แต่กองทัพยังต้องเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับสถานการณ์ ที่ไม่อาจคาดหมายได้นั่นคือต้องมีเครื่องไม้เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ และได้แจ้งวัตถุประสงค์ ในสิ่งที่กองทัพต้องการผ่านมายังมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดินจำนวนหลายรายการ จากเงินที่ได้รับการสนับสนุนจากพี่น้องประชาชน ทั้งหมดเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องรีบดำเนินการทั้งสิ้น

นอกจากนี้มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดินและบ้านพระอาทิตย์ยังติดพันการประสานงานกับกองทัพอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ทันกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปต่อศึกภายนอกประเทศที่มีความสลับซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

อีกทั้งยังเห็นว่ากลุ่มรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย มีกำลังและผู้นำที่เข้มแข็ง ไม่ว่าจะเป็นจตุพร พรหมพันธุ์ ทนายนกเขา นิติธร ล้ำเหลือ อาจารย์แก้วสรร อติโพธิ และคนอื่นๆที่มีศักยภาพอีกจำนวนมาก

จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ภาคประชาชนควรจะแบ่งงานกันทำระหว่างกลุ่มพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย กับมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดินและบ้านพระอาทิตย์ โดยมีจุดประสงค์และเป้าหมายเดียวกัน คือเพื่อประโยชน์สูงสุดต่อการปกป้องอธิปไตยของชาติ
แม้มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดินและบ้านพระอาทิตย์จะไม่ได้เข้าร่วมการชุมนุมก็ขอเป็นกำลังใจให้การชุมนุมบรรลุวัตถุประสงค์ตามที่คาดหมายทุกประการ

นายสุรวิชช์ วีรวรรณ
รองประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน
31 กรกฎาคม 2568

ตอบโต้ทุกเวที! ‘มาริษ’ยืนยัน’ไทย’ไม่เสียเปรียบ’กัมพูชา’

ตอบโต้ทุกเวที! 'มาริษ'ยืนยัน'ไทย'ไม่เสียเปรียบ'กัมพูชา'

ตอบโต้ทุกเวที! ‘มาริษ’ยืนยัน’ไทย’ไม่เสียเปรียบ’กัมพูชา’

วันพฤหัสบดี ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 18.50 น.

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา ว่า ประเทศไทยประสบความสำเร็จในเวทีการเมืองระหว่างประเทศในการรับมือกับสถานการณ์ไทย – กัมพูชา ใน 3 ด้าน ประเมินว่าเราได้เปรียบ ข้อที่ 1 ในการชี้แจงของตน ของกระทรวงการต่างประเทศ และสำนักงานทั้งหลายที่อยู่ในกรอบของสหประชาชาติ เราได้ย้ำจุดยืนตั้งแต่ต้น ว่าเรายึดมั่นในสันติวิธีและกฎหมายระหว่างประเทศ กฏบัตรสหประชาชาติ กฎบัตรของอาเซียน และความร่วมมือที่เป็นชุมชนของอาเซียนด้วยกัน ตนได้ไปพูดในเวทีของยูเอ็น คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ก็ได้ยืนยันท่าทีต่างๆเหล่านี้มาโดยตลอด แล้วก็ได้รับการตอบรับที่ดีมากๆจากองค์การสหประชาชาติ หลังจากนั้นตนได้ถือโอกาสทำทวิภาคีกับเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ รวมทั้งยูเอ็นเอสซี หรือคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ซึ่งทุกคนก็สนับสนุน สิ่งที่เราพยายามยึดมั่นมาโดยตลอด แล้วเราก็พยายามพูดให้ทุกคนฟังว่า การเจรจาระหว่างไทย – กัมพูชา มีความสำคัญ มีกลไก ซึ่งเป็นไปตามสนธิสัญญาที่เราทำไว้กับประเทศกัมพูชาอย่างชัดเจน เพราะฉะนั้น จึงไม่มีอะไรที่ไม่โปร่งใส เป็นสิ่งที่ล้วนแล้วแต่เป็นประเด็นที่จำเป็นที่กัมพูชาจะต้องเอามาตระหนักให้ดี เพราะว่าเรามีข้อตกลงที่จะเจรจากัน ซึ่งเขาพยามที่จะบ่ายเบี่ยงหลีกเลี่ยงทุกครั้ง

จนกระทั่งเมื่อมีการปะทะกันบริเวณชายแดน และมีการเปิดดีเบท เป็นสมัยพิเศษของยูเอ็นเอสซี เมื่อวันที่ 25 ก.ค.2568 ที่ประเทศมาเลเซีย ซึ่งท่านทูตพีอาร์ของเราก็ได้แถลงข้อความการประชุมให้ได้ทราบกันไปแล้ว ซึ่งตรงนี้มีความสำคัญ จึงมองว่าไทยไม่ได้เสียเปรียบเลย เราได้เปรียบด้วยซ้ำ เพราะทำให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ มีข้อพิจารณาชัดเจนว่าเรื่องนี้ต้องเป็นไปตามผลของการเจรจาระหว่างทั้งสองประเทศ ซึ่งมีกลไกดีอยู่แล้ว และเป็นไปตามกรอบของอาเซียน เพราะฉะนั้นไม่มีความจำเป็นที่จะต้องยกปัญหาเรื่องนี้มาพูดคุยในกรอบของสหประชาชาติ ซึ่งตนก็เคยพูดไว้แล้วว่าขอให้กลับไปพูดคุยกันในกรอบทวิภาคี เพราะเรื่องนี้ไม่ได้มีผลกระทบใหญ่หลวงกับความมั่นคงระหว่างสหประชาชาติ

“เราชัดเจนว่ารัฐบาลได้ดำเนินการทุกมาตรการที่มีความเหมาะสม และทำให้กัมพูชาไม่ได้ประสบความสำเร็จ เพราะยูเอ็นเอสซี หรือคณะมนตรีฯ ไม่ได้ออกข้อมติอะไรในเรื่องนี้ แต่พูดว่าให้เป็นเรื่องของเจรจาทวิภาคี นั่นหมายความว่า ไม่ต้องเอากลับมาหารือในกรอบของยูเอ็นเอสซี หรือคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ”

นายมาริษ กล่าวต่อว่า เมื่อวานนี้ (30 ก.ค.) ตามที่ไทยได้ออกสเตทเม้นท์ในที่ประชุมระดับสูงเรื่องการระงับข้อพิพาทปาเลสไตน์ที่ยูเอ็น โดยท่านทูตของไทยก็ได้ตอบกลับด้วยข้อความที่เป็นจริง ของกัมพูชา เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดน ซึ่งการที่กัมพูชายกเรื่องนี้ขึ้นมาในวาระที่ไม่เกี่ยวข้อง เพราะกำลังดีเบทกันในเรื่องของปาเลสไตน์ จึงทำให้ภาพที่ออกมายิ่งไม่ดีสำหรับกัมพูชา เพราะไม่ได้เกี่ยวอะไรกันเลยกับเรื่องของปาริสสไตล์ จึงผิดวัตถุประสงค์ของการประชุมอย่างชัดเจน ตนจึงสั่งการให้พีอาร์ของเราหรือท่านทูตดำเนินการทุกอย่างในช่องทางระดับสูง ที่สหประชาชาติ ต่อไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตรงนี้เป็นแทคนิกของการเจรจา ตนจึงขออนุญาตไม่ลงในรายละเอียด ซึ่งตรงนี้เป็นความพยายามของกัมพูชาที่จะบิดเบือนข้อเท็จจริงไม่ใช่เพียงยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดในฟอลลั่มที่ไม่ได้เกี่ยวเนื่องอะไรกันเลย แต่บิดเบือนข้อเท็จจริง โดยมีความพยายามที่จะเพิ่มข้อความให้เป็นตัวหนังสือในสเตทเม้นท์ของตนหลังกล่าว เพื่อจะเพิ่มเข้าไปในรีพอร์ต ซึ่งทำให้เราต้องประท้วง เพราะทั้งหมดนี้ขัดกับหลักการสำคัญของยูเอ็น สุดท้ายแล้วกัมพูชาก็ต้องถอนตรงนี้ออกไป นั่นคือความสำเร็จในกรอบของยูเอ็น

“ส่วนในกรอบของมาตรการทางทหาร นั้น ประเทศไทยได้เปรียบเป็นอย่างมาก ทุกท่านคงทราบดีว่าเราสามารถมีความสำเร็จในการยึดพื้นที่ 11 จุดที่อยู่ในอำนาจอธิปไตยของไทยคืนมา ซึ่งก็ต้องขอบคุณนายทหารหาญ ทุกท่านที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างกล้าหาญ และขอแสดงความเสียใจกับทหารหาญ ที่ได้เสียชีวิตด้วย”

นายมาริษ กล่าวต่อว่า การดำเนินการทั้งหมดต่างๆทั้งในด้านการต่างประเทศ การเจรจาต่อรองทุกอย่าง เราล้วนแล้วแต่รับฟังจุดประสงค์ เป้าหมาย นโยบายแทคติกของทั้งด้านการต่างประเทศ การทหาร ไปในทางเดียวกันอย่างพร้อมเพรียง เนื่องจากเราประสานข้อมูล ประสานท่าทีทุกสิ่งทุกอย่างร่วมกันของรัฐบาลกับทหารเป็นอย่างดี กระทรวงการต่างประเทศ ชนะ หรือได้เปรียบ ในเวทีระหว่างประเทศ ไม่ได้ ถ้าเราไม่ได้รับความร่วมมือสนับสนุนจากผู้ปฏิบัติในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นทางทหาร ทางมหาดไทย ทุกหน่วยงานของประเทศ เราร่วมมือกันอย่างดี สามารถทำให้เราได้เปรียบ ในเชิงยุทธศาสตร์ทางด้านการต่างประเทศอยู่ตลอดเวลา

นายมาริษ กล่าวถึงเรื่องของการบรรลุข้อตกลงการหยุดยิงระหว่างไทย – กัมพูชา ซึ่งการไปเจรจา เป็นการเจรจาทวิภาคี โดยมีประธานอาเซียนเป็นประธาน และมีสหรัฐฯ กับจีน เป็นพยาน ดังนั้น มีข้อตกลงกันแล้ว กัมพูชาจะบิดเบือนไม่ได้ ตรงนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลพยายามผลักดันเพื่อให้เกิดการยุติความสูญเสีย กลับมาพูดคุยเจรจาทวิภาคีเพื่อหลีกเลี่ยงการประทะกันโดยใช้กำลัง ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ทำให้กัมพูชายอมรับกลไก การหารือทุกวิธีทั้ง 3 กลไก คือ เจบีซี อาร์บีซี จีบีซี ซึ่งเป็นไปตามกรอบกฎหมายระหว่างประเทศ กฎบัตรสหประชาชาติ กฎบัตรของอาเซียน ทุกอย่างเป็นไปอย่างโปร่งใส และเป็นจุดยืนที่สำคัญของประเทศไทย วันนี้ เราสามารถทำให้กัมพูชากลับมาใช้กลไกทวิภาคี ดูจากที่แม่ทัพของกัมพูชาและแม่ทับไทยได้พบกัน แล้วมุ่งไปที่ประชุมจีบีซี ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 4 ส.ค.นี้ ซึ่งตรงนี้จะเป็นการเจรจาทั้งรัฐบาล กองทัพ และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อมาหารือร่วมกัน ทั้งหมดก็เพื่อเป้าหมายสำคัญ 2 ประการ คือ 1 รักษาอำนาจของประเทศไทย ซึ่งรัฐบาล กองทัพ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่มีใครที่จะไม่คำนึงถึง อำนาจอธิปไตยและบูรณภาพของดินแดน ขอให้พี่น้องประชาชนได้เข้าใจและตระหนักว่าเราจะไม่ยอมทำอะไรที่ทำให้เราเสียอำนาจอธิปไตยและบูรณภาพแห่งแผ่นดินไทยเป็นเด็ดขาด

นายมาริษ กล่าวว่า เราต้องการปกป้องรักษาความปลอดภัยให้กับพี่น้องประชาชนเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับรัฐบาล ซึ่งหลังจากการประชุมพิเศษระหว่างไทย – กัมพูชา ที่มาเลเซียแล้ว ตนพร้อมด้วยข้าราชการของกระทรวงการต่างประเทศ ท่านทูต ทุกประเทศก็ได้เดินสายอธิบายให้มิตรประเทศที่มีศักยภาพ มีอำนาจ ประเทศที่เราติดต่ออยู่เสมอ ประเทศที่เป็นยุทธศาสตร์ของเราได้เข้าใจ ว่าสิ่งที่ผ่านมามีอะไรบ้าง และผลประชุมการหยุดยิง และสิ่งที่เราสามารถทำให้กัมพูชาตระหนักในการเจรจาทวิภาคีสองฝ่าย

นอกจากนี้ ตนยังได้ไปพบกับ ปากีสถาน ประธานยูเอ็นเอสซี เลขาธิการสหประชาชาติ ขณะนี้ท่านทูตของนิวยอร์ก ซึ่งเราดำเนินความสัมพันธ์และล็อบบี้ สร้างมิตรภาพ สร้างความเป็นยุทธศาสตร์กับประเทศต่างๆ มาโดยตลอด ซึ่งทุกประเทศที่ไปพบก็รับฟังในสิ่งที่ถูกต้อง แล้วได้รับความเข้าใจในจุดยืน ในหลักการของไทย และสนับสนุนให้แนวทางของไทยที่จะแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี ด้วยการหารือทวิภาคีที่ไม่กระทบกับประชาชนและโดยสุจริตใจ

“ผมได้พบกับรัฐมนตรีต่างประเทศของเวียดนามเมื่อวันก่อน และเมื่อเมื่อวานผมก็ได้โทรศัพท์พูดคุยกับท่านรัฐมนตรีต่างประเทศของญี่ปุ่น ท่านก็ขอบคุณผม ท่านพูดกลับมาทันทีว่าขอบคุณที่ได้แสดงจุดยืนของประเทศไทยได้อย่างชัดเจน และเขาก็สนับสนุนการเจรจา มีสิ่งใดที่ทางประเทศญี่ปุ่นจะช่วย เขาก็ยินดีเป็นอย่างยิ่ง”

นายมาริษ กล่าวด้วยว่า เช้าวันนี้ (31 ก.ค.) กระทรวงการต่างประเทศ ได้มีข่าวสาระนิเทศออกไป เพื่อยืนยันความมุ่งมั่นของไทยที่จะดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด และประณามพฤติกรรมที่ใช้วิธีเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ชัดเจน และบิดเบือนข้อมูล การให้ข้อมูลเท็จ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการใช้โอกาสของการประชุมต่างๆ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกันเลย แต่พยามบิดเบือนคำชี้แจง และทำให้เป็นที่เสียเวลาของการหารือในกรอบของสหประชาชาติ แสดงให้เห็นว่ากัมพูชา ใช้เวทีที่ไม่ถูกต้อง และได้พยายามบิดเบือนข้อมูล ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศ ก็ได้ประณามการกระทำดังกล่าวไปแล้ว

“ขอย้ำว่าที่ผ่านมากระทรวงการต่างประเทศไม่เคยหยุดนิ่ง ได้ดำเนินมาตรการทางการทูตมาโดยตลอด เร่งชี้แจงทุกสิ่งทุกอย่างผ่านช่องทางต่างๆ ทั้งในกรอบของทวิภาคี ในกรอบของพหุภาคี เวทีองค์การระหว่างประเทศทั้งหลายต่างๆ ทั้งดำเนินการจากส่วนกลางและการดำเนินการผ่านสถานทูตและกงสุลใหญ่ทั่วโลกตั้งแต่เกิดกรณีการลุกลานประเทศไทย ของประเทศกัมพูชา เช่น ยูเอ็นเอสจี ยูเอ็นเอสซี การวางทุนสังหาร ระเบิดสังหาร ในกรอบของอ๊อดตาวา การโจมตีพลเรือน เราก็ทำการประท้วงประณามไปในทุกๆกรอบเอสซี เอสอาร์ ยูนิเซฟ การละเมิดข้อตกลงหยุดยิงทั้งหลาย ผ่านยูเอ็นเอสจี รวมทั้งประท้วงการเสนอข่าวบิดเบือน ข่าวปลอม ด้วยการเผยแพร่ข้อเท็จจริง”

นายมาริษ กล่าวอีกว่า เมื่อเช้านี้ตนได้พบกับทูตโกเด็กของสหรัฐฯ ตนได้พูดให้เห็นถึงภาพ ซึ่งท่านทูตถามว่า หลังจากพบกันที่มาเลเซียแล้วมีอะไรคืบหน้าบ้าง ก็บอกว่าเราต้องการเห็นการหยุดยิงที่ไม่มีเงื่อนไข หยุดยิงเด็ดขาดตามข้อตกลงกัน ซึ่งเรื่องนี้จะต้องได้รับความจริงใจจากประเทศกัมพูชา แต่ที่ผ่านมา กัมพูชามีการละเมิดข้อตกลงหยุดหยิ่ง มีการตอดนิดตอดหน่อยอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้เราตอบโต้ ซึ่งต้องขอบคุณฝ่ายทหารเป็นอย่างมาก ที่ได้ใช้ความอดทน อดกลั้น  ก็พูดให้ท่านโกเด็กฟังว่า หลายจุดที่เราไม่ตอบโต้ เราใช้ความอดกลั้น พยายามมองข้ามสิ่งยั่วยุทั้งหลายที่เกิดขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม เขาก็ยังละเมิดข้อตกลงอีกข้อหนึ่ง ซึ่งเราได้พูดกันในที่ประชุมที่มาเลเซีย ว่า เราจะยับยั้งชั่งใจในการที่จะใช้เฟคนิวส์ และการใช้สงครามข่าวสารมาตอบโต้ซึ่งกันและกัน แต่ตอนนี้กัมพูชากำลังใช้กับไทยอยู่ กระทรวงต่างประเทศ ทราบดีแต่เราจะตอบโต้ในจุดที่พอเหมาะพอสม เพื่อที่จะรักษาภาพพจน์ที่เราได้เปรียบในวงการเมืองระหว่างประเทศที่ดีอยู่แล้ว ภาพพจน์ของเราดีมาก เมื่อมีข้อตกลงการหยุดยิง เราได้รับความชื่นชมเป็นอย่างมากว่าเรากล้าหาญ เราหลีกเลี่ยง เราใช้ความมีวุฒิภาวะ นำมาซึ่งการเจรจาอย่างสันติ จริงใจ

สิ่งที่กัมพูชาใช้เวทีฟอรั่มการแก้ไขปัญหาปาลิสไตล์ แสดงให้เห็นว่ากัมพูชาใช้กลไกที่ละเมิดข้อตกลงที่เราตกลงกันไว้ ซึ่งตนได้พูกับโกเดก พูดกับผู้แทนจีน รวมทั้งมาเลเซียด้วย ซึ่งเขาเข้าใจและตระหนักดีถึงข้อตกลงกันมา ซึ่งตรงนี้ ทางสหประชาชาติได้ออกสเตทเม้นท์มาว่าไม่เห็นด้วยและต่อต้าน การใช้ถ้อยคำที่ยั่วยุ บิดเบือน เพราะไม่สอดคล้องกับกฎหมายสิทธิมนุษยชนด้วย เพราะฉะนั้น ก็ชัดเจนอยู่แล้วว่า ไทยเราเป็นผู้ที่มีวุฒิภาวะ เราใช้ระเบียบแบบแผนภายใต้กฎหมายทุกอย่างเป็นที่ประจักษ์ของสากล ซึ่งกัมพูชาไม่ได้เปรียบเราในหลายๆ ฟอรั่ม เพราะฉะนั้นเขาจึงใช้สงคราม ซึ่งเราก็ไม่ได้นิ่งใจ เรามอนิเตอร์ และจะตอบโต้ทุกกรณี แต่อย่างไร ก็เราได้ฟ้องและได้แสดงให้มิตรประเทศโดยเฉพาะ3ประเทศ คือ มาเลเซีย จีน สหรัฐฯ ที่เป็นบิสเนส ว่ากัมพูชากำลังทำในสิ่งที่ไม่เป็นไปตามข้อตกระหว่าง 2 ประเทศ

นายมาริษ กล่าวถึงกรณีทหารกัมพูชา 18 คน ถูกทหารไทยจับกุมตัวไว้ ซึ่งเราให้การดูแลภายใต้อนุสัญญาเจนีวา ที่จะดูแลบุคคลที่เราจับมา ยืนยันว่า เขาถูกจับขณะที่กำลังละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของไทยเรา ซึ่งถูกจับในเขตของเรา ซึ่งเราดูแลตามกฎบัตรสหประชาชาติและกฎหมายระหว่างประเทศ ส่วนที่มีคำถามว่าแล้วไทยจะปล่อยตัวทหารกัมพูชาเมื่อไหร่นั้น ตามอนุสัญญาเจนีวา ฉบับที่ 3 ระบุว่าเราสามารถควบคุมตัวได้และจะปล่อยกลับไปต่อเมื่อเรามีความมั่นใจว่าบุคคลเหล่านี้จะไม่กลับมาทำร้ายหรือกลับมาโจมตีประเทศไทยได้อีก ซึ่งเราต้องยึดถือเพราะเราเป็นประเทศที่มีภาพลักษณ์ที่ดีในเรื่องของการรักษาธำรงไว้ซึ่งความถูกต้อง ภายใต้กฎบัตรของสหประชาชาติ และกฎหมายระหว่างประเทศ การที่กัมพูชายังละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ผมไม่แน่ใจและผมก็เชื่อว่า สิ่งที่รัฐบาลไทยต้องการเห็นก็คือกัมพูชาปฏิบัติตามข้อตกลงต่างๆเหล่านี้ให้ชัดเจนเสียก่อน เราจึงจะส่งตัวบุคคลกลับไป แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับฝ่ายความมั่นคงของไทยด้วยว่าจะพิจารณาอย่างไร

นายมาริษ กล่าวอีกว่า พรุ่งนี้ (1 ส.ค.) จะมีการนำผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารต่างประเทศประจำประเทศไทย ลงไปสังเกตการณ์ ซึ่งเมื่อเช้าตนได้พูดกับทูตโกเด็ก ว่าทุกท่านจะได้ไปเห็นด้วยตัวเองว่าสิ่งที่กัมพูชาละเมิดไม่ใช่แค่อำนาจอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศไทย ยังได้ละเมิดข้อตกลงของสหประชาชาติ กฎหมายระหว่างประเทศ กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศในการโจมตีพลเรือน โจมตีเป้าหมายทางพลเรือน เช่น โรงพยาบาล โรงเรียน ปั๊มน้ำมัน ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้เป็นหลักฐานที่สำคัญ เพื่อให้มิตรของเราได้เข้าใจ ว่าเราปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ มาโดยตลอด เรายึดถือหลักการทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นไปตามกฏหมายระหว่างประเทศ และกฎบัตรของอาเซียน และตนก็เชื่อว่าด้วยความเป็นธรรมจะได้เห็นว่าทางกัมพูชาพาไปดูนั้นก็คือความเสียหายทางทหารทั้งนั้นไม่ได้มีผลกระทบกับชีวิตความเป็นอยู่ของพลเรือนแต่อย่างใดทั้งสิ้นสิ้น

และกระทรวงต่างประเทศ จะนำสื่อมวลชนต่างประเทศลงพื้นที่ร่วมกับผู้ช่วยทูตทหารในวันพรุ่งนี้ด้วย เพื่อให้สื่อได้สะท้อนข้อมูลที่ถูกต้องข้อมูลที่เป็นจริงสื่อสารให้พี่น้องทั้งชาวไทยและต่างประเทศทุกๆคนได้ เข้าใจว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเป้าหมายทางพลเรือนนั้นมีผลกระทบอย่างมาก กับชีวิตของพี่น้องประชาชนชาวไทย ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่าจะทำให้ภาพของเราได้รับการมองได้ถูกต้องมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้จะพยายามให้เจ้าหน้าที่การทูตในสถานทูตต่างๆ ลงพื้นที่ด้วย แต่ทั้งหมดนี้เราก็คำนึงถึงความปลอดภัยมากที่สุดของผู้ที่จะลงไปในพื้นที่ เพราะบุคคลเหล่านี้เป็นเจ้าหน้าที่การทูตทั้งนั้น เราก็ไม่รู้เลยว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น เพราะฉะนั้นต้องมั่นใจ เป้าหมายที่อยากให้เห็นนอกเหนือจากการโจมตีพลเรือนแล้ว ตนเชื่อว่าพรุ่งนี้ประชาคมโลกและผู้ช่วยทูตทหารทั้งหลายจะสามารถให้ข้อมูลที่ถูกต้องในเรื่องการละเมิดดินแดนไทย ในการเข้ามาวางกับระเบิด และจะได้ฟังจากทางกองทัพเองในการถูกละเมิดข้อตกลงการหยุดยิง ในช่วง 2 – 3 วันที่ผ่านมา ก็จะได้มีความเข้าใจที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ทั้งหมดนี้จะเป็นเป้าหมายสำคัญในเรื่องที่ผ่านมา ในสิ่งที่กระทรวงการต่างประเทศได้ดำเนินการมาตลอด และการที่จะลงพื้นที่ในวันพรุ่งนี้ และที่จะนำไปสู่การหารือ และประสบความสำเร็จในการประชุมจีบีซีที่ผ่านมา

นายมาริษ กล่าวย้ำว่า สำหรับสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างไทยกับกัมพูชาที่เกิดขึ้นไม่ได้มีผลกระทบกับประชาชนกัมพูชาที่อยู่ในประเทศไทย เรายังคงไม่ผลักภาระทั้งหมดไปให้ประชาชนของทั้งสองประเทศ เพราะฉะนั้น ด้วยความที่มีสปิริทของความมีมนุษยธรรมที่ดีของประเทศไทย เราไม่ได้ต้องการทำอะไรที่ไม่ถูกต้องกับประชาชนของประเทศกัมพูชาแน่นอน

“สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกคนร่วมกันสามัคคีและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในการระวังไม่ให้มีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือนของกัมพูชา ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหามากยิ่งขึ้นในสังคมระหว่างสองประเทศ ซึ่งไม่เป็นสิ่งที่ดี การดำเนินงานของประเทศไทย ขอให้ทุกท่านมั่นใจว่าเราจะรักษาปกป้องอำนาจอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนอย่างเต็มที่ ป้องกันสิทธิและความปลอดภัยของประชาชน รวมทั้งแสดงความ มีภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศในการยึดถือกฏบัตรสหประชาชาติ กฎหมายระหว่างประเทศ ความเป็นอาเซียน กรอบทุกสิ่งทุกอย่างที่เรายึดถือ ที่ประชาคมโลกยึดถือและปฏิบัติร่วมกัน เพื่อให้เกิดสันติสุขให้ได้ระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา รวมทั้งสันติสุขในภูมิภาคอาเซียน”

เปิดดีลแลกผลประโยชน์! ‘พิชัย’แย้ม 2 ทุ่มวันนี้ ไฟนอลเคาะ‘ภาษีทรัมป์’

เปิดดีลแลกผลประโยชน์! ‘พิชัย’แย้ม 2 ทุ่มวันนี้ ไฟนอลเคาะ‘ภาษีทรัมป์’

เปิดดีลแลกผลประโยชน์! ‘พิชัย’แย้ม 2 ทุ่มวันนี้ ไฟนอลเคาะ‘ภาษีทรัมป์’

วันพฤหัสบดี ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 18.13 น.

เชื่อว่าจะได้รับข่าวดี! “พิชัย”แย้ม 2 ทุ่มวันนี้ ไฟนอลเคาะ”ภาษีทรัมป์” คาด”ไทย”ได้อัตราใกล้เคียง”ประเทศกลุ่มอาเซียน” พร้อมเผยดีลแลกผลประโยชน์

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาญัตติด่วนด้วยวาจาของ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาการออกมาตรการและดำเนินนโยบายรับมือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากข้อตกลงการเจรจาอัตราภาษีตอบโต้ระหว่างไทย – สหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ ยังมี สส.รัฐบาล และฝ่ายค้าน เสนอญัตติลักษณะเดียวกันรวม 7 ญัตติ ที่ประชุมจึงให้พิจารณาไปพร้อมกัน

โดย นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ชี้แจงว่า สำหรับตัวเลขภาษี เชื่อว่าจะใกล้เคียงกับประเทศในกลุ่มประเทศอาเซียน เช่น เวียดนาม ได้ 20% อินโดนีเซีย ได้ 19% ซึ่งตนมองว่าต้องเกาะกลุ่มให้ได้ หากออกมาเจ็บมาก หรือเจ็บน้อย คือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นหากเข้าใจจะแก้ปัญหาให้ถูกต้อง ส่วนข้อกังวลต่อผลกระทบที่อาจทำให้อุตสาหกรรมในไทยมีความเสี่ยง ทั้งเรื่องต้นทุนที่แพงขึ้น เกษตรกรที่ไม่เข้มแข็ง ตนมองว่าแม้ไม่มีประเด็นภาษีทรัมป์ ประเทศไทยมีปัญหาหลายด้าน ทั้งขีดความสามารถการส่งออก การแข่งขัน การเปลี่ยนถ่ายเทคโนโลยี และต้นทุนที่สูง รวมถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง ด้านประสิทธิภาพของระบบราชการ กฎที่เป็นอุปสรรค กระบวนกรอนุมัติที่ล่าช้า

นายพิชัย อภิปรายต่อว่า ประเด็นของภาษีเชื่อจากข่าว ตามที่ รมว.พาณิชย์สหรัฐฯ ระบุว่ามีข้อยุติ แสดงว่าได้ข้อมูลครบถ้วนแล้ว คาดว่าการประกาศนี้ จะทำได้ทันก่อนวันที่ 1 ส.ค. อย่างไรก็ดี ในการเจรจานั้น ในประเด็นการนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ นั้น มีบางอย่างที่ภาษีเป็นศูนย์ ซึ่งไม่ต้องแปลกใจ เพราะที่ผ่านมาไทยมีลงนามเอฟทีเอกับหลายประเทศ ซึ่งการเจรจากับสหรัฐฯ รอบนี้เหมือนกับประเทศที่ได้เอฟทีเอกับเรา แต่บางสินค้าที่ไม่มีความสามารถแข่งขัน ได้ขอเวลา 5 ปีก่อนภาษีเป็นศูนย์

“จะส่งอะไรมาขาย หรือจะซื้ออะไร ได้พิจารณารายละเอียดในราคา และคุณภาพสินค้า ที่ไม่สูงกว่าที่อื่น ทบทวนแล้วพบว่ามีสินค้าที่ราคาถูกกว่าเมื่อซื้อจากสหรัฐฯ เช่น ราคาพลังงาน น้ำมันที่นำเข้า 90% แอลเอ็นจี 50% รวมไปถึงสินค้าที่เราผลิตได้แต่ไม่พอ เช่น พืชผลเกษตร คือ ข้าวโพด ที่ไทยผลิตได้ 5 ล้านตัน แต่มีความต้องการ 10 ล้านตัน ดังนั้น ต้องนำเข้าเพิ่มเติม ซึ่งจากการพิจารณาการซื้อเข้ามีช่องว่างที่สามารถซื้อจากสหรัฐได้” นายพิชัย กล่าว

นายพิชัย อภิปรายต่อว่า ทีมไทยแลนด์ ประกอบด้วย กระทรวงพาณิชย์ อุตสาหกรรม เกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงสาธารณสุข และภาคเอกชน ได้หารือเพื่อรับทราบถึงสถานการณ์การนำเข้า ซึ่งมีข้อตกลงว่าจะซื้อสินค้าในประเทศก่อน จากนั้นจะแบ่งซื้อจากต่างประเทศ ซึ่งเมื่อข้าวโพดจากสหรัฐที่ราคาถูกจะส่งผลให้ต้นทุนอาหารสัตว์ที่ผลิตโดยข้าวโพดมีราคาถูกลง เกษตรกรได้ราคาอาหารสัตว์ถูกลง ดังนั้น การสร้างกติกาใดๆ ต้องวิน-วินโซลูชั่น

สำหรับเรื่องพลังงานที่พบว่ามีค่าขนส่ง ดังนั้น ได้หารือว่ามีแหล่งพลังงานใดหรือไม่ที่จะต้องสำรวจเพิ่มเติม ซึ่งเขายินดีที่จะมาสำรวจ เพราะเขามีเทคโนโลยีสำรวจทะเลลึก ซึ่งประเทศไทยมีแหล่งในทะเลอันดามัน ดังนั้น ได้แสดงเจตนารมณ์แล้ว และถือว่าเป็นการแลกเปลี่ยนที่ใหญ่ขึ้น

“ผมยืนยันว่า วันนี้แม้ไม่มีปัญหาเรื่องภาษีทรัมป์ เราคงยังมีปัญหาคืออุปสรรค ปัญหา เช่น กฎ ระเบียบ ขั้นตอนการอนุญาต นำเข้า – ส่งออก มาตรฐานสินค้า วันนี้ได้ตกลงในหลักการว่าจะแก้ไข เพื่อให้ประเทศไหนก็ตามที่มาค้าขาย ส่งออก ได้รับความสะดวก ถูกต้องตามมาตรฐานสากล ส่วนเรื่องที่ร้องขอให้เข้าสภาฯนั้น ตอนนี้ยังเป็นข้อตกลงเบื้องต้นตามเงื่อนไข ซึ่งจะนำไปสู่การเจรจาในรายละเอียดอีกครั้ง ที่ต้องพิจารณานำเข้าสภา เพราะเป็นเรื่องใหญ่ของประเทศ” นายพิชัย กล่าว

นายพิชัย กล่าวต่อว่า สำหรับคณะที่เดินทางไปเจรจา รวม 3 วัน มีค่าใช้จ่ายรวมเพียงล้านกว่าบาทเท่านั้น ซึ่งเป็นการเดินทางแบบมีเที่ยวบินไหนพร้อม ไม่ต้องเฟิร์สคลาส เพื่อดูแลประชาชนและผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ในช่วงที่สหรัฐฯ ประกาศภาษีตั้งแต่เดือน ก.พ.จนถึงเดือน ส.ค.นี้ พบว่าไม่มีใครกล้าขายของ เพราะกังวลเรื่องอัตราภาษี ดังนั้น รัฐบาลจึงมีมาตรการดูแล ส่วนหนึ่งคืองบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.57 แสนล้านบาท เพื่อทดแทนเศรษฐกิจที่สะดุดในความไม่ชัดเจนเพื่อให้เกิดการจ้างงาน ก่อสร้าง ตอนนี้เหลืองบ 4.2 หมื่นล้านบาท เตรียมนำมาดำเนินการในด้านการตรวจสอบสินค้าที่ผลิตจากประเทศไทยจริง ไม่ใช่ใช้เป็นเพียงทางผ่าน รวมถึงการจ้างงาน อย่างไรก็ดี จากผลการเจรจา ในวันนี้ (31 ก.ค.) เวลา 20.00 น.จะมีการพูดคุยสั้นๆ 5 นาที ในรอบสุดท้าย เชื่อว่าจะได้รับข่าวดี

ทั้งนี้ ภายหลังจากที่ผู้เสนอญัตติทั้ง 7 ญัตติได้แสดงเหตุผลแล้ว ก็ให้สมาชิกอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง ก่อนนำข้อเสนอแนะส่งให้รัฐบาล และผู้ที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาต่อไป

น่าจะปรับต่ำกว่า36%! ‘ผู้นำฝ่ายค้านฯ’ คาดพิษ ‘ภาษีทรัมป์’ อาจไม่เลวร้ายสุด

น่าจะปรับต่ำกว่า36%! ‘ผู้นำฝ่ายค้านฯ’ คาดพิษ ‘ภาษีทรัมป์’ อาจไม่เลวร้ายสุด

น่าจะปรับต่ำกว่า36%! ‘ผู้นำฝ่ายค้านฯ’ คาดพิษ ‘ภาษีทรัมป์’ อาจไม่เลวร้ายสุด

วันพฤหัสบดี ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 18.06 น.

น่าจะปรับต่ำกว่า36%! ‘ผู้นำฝ่ายค้านฯ’ คาดพิษ ‘ภาษีทรัมป์’ อาจไม่เลวร้ายสุด ซัดรัฐบาลไร้มาตรการรับมือ ชง5ข้อเสนอถึง ‘รัฐบาล’

เมื่อวันที่ 31 ก.ค.2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาญัตติด่วนด้วยวาจาของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาการออกมาตรการและดำเนินนโยบายรับมือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากข้อตกลงการเจรจาอัตราภาษีตอบโต้ระหว่างไทย-สหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ยังมีสส.รัฐบาล และฝ่ายค้านเสนอญัตติลักษณะเดียวกันรวม 7 ญัตติ ที่ประชุมจึงให้พิจารณาไปพร้อมกัน 

โดยนายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ทราบข่าวว่า ผลลัพธ์การเจรจาในวันที่ 1ส.ค. อาจไม่เกิดผลในกรณีเลวร้ายที่สุด น่าจะปรับภาษีต่ำกว่า 36% เป็นประโยชน์ต่อคนไทยและเกษตรกร แต่สิ่งจำเป็นมากกว่าคือ ต้องรับทราบว่า รัฐบาลนำดีลอะไรไปแลกในการเจรจาครั้งนี้บ้าง ประชาชนจะได้เตรียมตัวรับมือคลื่นสึนามิเศรษฐกิจลูกใหม่นี้ ตนจึงมี 5ข้อเสนอต่อรัฐบาล คือ1.เปลี่ยนการวางตัวจากประเทศคอยทำตามกติกาเป็นผู้ร่วมกำหนดกติกาผ่านเวทีอาเซียน 2.เป็นพื้นที่ปลอดภัยให้นักลงทุน ที่ต้องการกระจายความเสี่ยงจากอเมริกา จีน มายังไทย

ขณะที่ 3.เปิดเวทีเจรจากับประเทศมหาอำนาจที่สร้างสรรค์ ไม่ใช่เป็นลูกไล่ 4.ยกระดับมาตรฐานประเทศไทยให้ทัดเทียมประเทศพัฒนาแล้วโดยเร็ว และ5.กำหนดบทบาทให้ประเทศไทยเป็นผู้นำความร่วมมือระหว่างประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคอาเซียน สิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะเดินเกมแบบใด ต้องเดินบนหลักการทางการทูต ไม่ให้ถูกมองไทยเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง  

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ส่วนการเตรียมความพร้อมรับมือภาษีสหรัฐฯ เมื่อพิจารณาการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 พบว่า ไม่มีกับการรับมือภาษีทรัมป์ คือ 1.ไม่ระบุชัดเจนมีโครงการใดรับมือผู้ได้รับผลกระทบจากภาษีทรัมป์ มีเพียงการตั้งงบ 100ล้านบาท จ้างล็อบบี้ยีสต์ในสหรัฐฯ 2.ไม่มีการเชื่อมโยงโครงการหน่วยงานต่างๆ รับมืออุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบ 3.ไม่มีตัวชี้วัดหรือเป้าหมาย เปลี่ยนผ่านห่วงโซ่อุปทาน สะท้อนภาพว่า ไม่มีการเตรียมรับมือจริงจัง และรับมือล่วงหน้า  

ไม่ยอมรับอำนาจ‘ศาลโลก’ ‘สส.ภท.’ชงเรียกประชุมรัฐสภาด่วน ถกยกเลิก MOU 43-44

ไม่ยอมรับอำนาจ‘ศาลโลก’ ‘สส.ภท.’ชงเรียกประชุมรัฐสภาด่วน ถกยกเลิก MOU 43-44

ไม่ยอมรับอำนาจ‘ศาลโลก’ ‘สส.ภท.’ชงเรียกประชุมรัฐสภาด่วน ถกยกเลิก MOU 43-44

วันพฤหัสบดี ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 17.49 น.

เปิดญัตติ! “สส.ภท.”เดินเครื่องชงเรียกประชุมรัฐสภาด่วน ถกยกเลิกเอ็มโอยู 43-44 / ไม่ยอมรับอำนาจ”ศาลโลก” แสดงจุดยืนปกป้องดินแดน ทรัพยากร เกียรติภูมิประเทศ ไม่ให้เกิดความเสียหายในอนาคต

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สส.กระบี่ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ทำหนังสือถึงประธานรัฐสภา เรื่อง ขอเสนอให้มีการเรียกประชุมร่วมกันของรัฐสภาโดยด่วน เพื่อพิจารณาการไม่ยอมรับคำวินิจฉัยของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศและการยกเลิกบันทึกความเข้าใจ ระหว่างประเทศไทย – ประเทศกัมพูชา

โดยมีรายละเอียดว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยและประเทศกัมพูชาได้มีข้อพิพาททางดินแดน โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่ปราสาทพระวิหาร และพื้นที่ใกล้เคียง รวมถึงพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลในอ่าวไทย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติไทย ทั้งในด้านประวัติศาสตร์ ความมั่นคงและทรัพยากรธรรมชาติการที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice : ICJ) ได้มีคำวินิจฉัยในปี พ.ศ.2556 กรณีข้อพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชาเกี่ยวกับการตีความคำพิพากษาปี พ.ศ.2505 นั้น

โดยคำตัดสินเมื่อวันที่ 15 มิถุนาย 2505 มีข้อสงสัยและข้อโต้แย้งในสังคมไทยอย่างกว้างขวางว่า คำวินิจฉัย ชี้ขาดเรื่องเส้นเขตแดนระหว่างประเทศทั้งสองดังกล่าวไม่ได้ยืดหลักข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ และหลักกฎหมายระหว่างประเทศอย่างแท้จริง

อีกทั้งยังอาจกระทบต่ออธิปไตยของไทยเหนือดินแดนบริเวณ ดังกล่าว โดยเฉพาะเมื่อมีการตีความว่าไทยต้องถอนกำลังออกจากพื้นที่ที่ตนถือครองมาโดยตลอด และยกให้กัมพูชาเข้าปกครองโดยพฤตินัย ซึ่งส่งผลกระทบในทางยุทธศาสตร์และความมั่นคงของประเทศอย่างยิ่ง

นอกจากคำวินิจฉัยของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศที่ไม่อาจยอมรับได้ในเชิงผลประโยชน์แห่งชาติแล้ว ยังมีปัญหาเรื้อรังเกี่ยวกับ “บันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding : MOU)” ที่ฝ่ายบริหารของไทยได้ลงนามไว้กับกัมพูชา โดยเฉพาะบันทึกความเข้าใจ ฉบับที่ 44 ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการยอมรับพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล การสำรวจทรัพยากรธรรมชาติร่วมกัน และการเจรจาแบ่งผลประโยชน์ โดยที่ไม่ได้นำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา อันอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 178 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่า การทำสนธิสัญญาที่กระทบต่ออธิปไตย หรือเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของรัฐ ต้องผ่านการให้ความเห็นชอบของรัฐสภา การดำเนินการใดๆ ที่ส่งผลกระทบต่ออธิปไตยและผลประโยชน์ของประเทศ โดยไม่ได้รับการตรวจสอบจากรัฐสภา ไม่เพียงแต่เป็นการล่วงละเมิดบทบัญญัติของ รัฐธรรมนูญ หากยังเป็นการลดทอนเกียรติภูมิของชาติ และเปิดโอกาสให้ต่างชาติเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ในเขตแดนของไทย โดยที่ประชาชนไทยอาจไม่ได้รับผลตอบแทนที่เป็นธรรม หรือเสี่ยงต่อการสูญเสียดินแดนอย่างถาวร

ทั้งนี้ มติคณะรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อปี พ.ศ.2552 ให้เหตุผลว่า “ประเทศไทยไม่สามารถดำเนินการตามข้อตกลงได้ เนื่องจากมีผลกระทบต่ออธิปไตยของชาติและไม่ผ่านรัฐสภา” ซึ่งถือเป็นแนวทางสำคัญที่รัฐสภาควรพิจารณาเป็นแบบอย่างในครั้งนี้

ด้วยเหตุผลทั้งหมด ดังกล่าว ข้าพเจ้าเห็นว่า รัฐสภาในฐานะสถาบันสูงสุดของการใช้อำนาจอธิปไตยตามระบอบประชาธิปไตยจะต้องมีบทบาทอย่างเด็ดขาดในการแสดงเจตจำนงของชาติไทย และปกป้องผลประโยชน์ของประเทศโดยไม่มีเงื่อนไข จึงใคร่ขอเสนอให้ท่านประธานรัฐสภา ได้ดำเนินการเรียกประชุมร่วมกันของรัฐสภาโดยเร่งด่วนเพื่อพิจารณาดำเนินการใน 2 ประเด็นหลัก ได้แก่

1.การไม่ให้การรับรอง หรือไม่ยอมรับคำวินิจฉัยของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ในกรณีข้อพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชา หากคำวินิจฉัยดังกล่าวมีผลกระทบต่ออธิปไตยและเขตแดนของไทย

2.การพิจารณายกเลิกบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding – MOU) ฉบับที่ 43 (ว่าด้วยแนวแขตทางบก) และฉบับที่ 44 (ว่าด้วยเขตทางทะเล) ที่ไม่ได้ผ่านการพิจารณาของรัฐสภาและอาจมีผลกระทบต่อเขตแดนและผลประโยชน์แห่งชาติ

การประชุมร่วมกันของรัฐสภาในครั้งนี้ จะเป็นหลักฐานสำคัญว่า ประเทศไทยมีความมั่นคงในหลักการ มีจุดยืนชัดเจนต่อเวทีระหว่างประเทศ และสามารถดำรงไว้ซึ่งอธิปไตยของตนเองอย่างมั่นคงหากไม่มีการดำเนินการในทันที อาจก่อให้เกิดความเสียหายที่ไม่อาจแก้ไขได้ในอนาคต ทั้งในเชิงกฎหมายทรัพยากร และเกียรติภูมิของชาติ

ในการนี้ กระผมจึงเห็นว่าหากได้มีการเรียกประชุมร่วมกันของรัฐสภาโดยด่วน เพื่อพิจารณาการไม่ยอมรับคำวินิจฉัยของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ และการยกเลิกบันทึกความเข้าใจ ระหว่างประเทศไทย กับประเทศกัมพูชา เพื่อให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญ และปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนและแผ่นดินไทยโดยแท้จริง

– 006

โฆษก กห.รับทำหนังสือขอเปลี่ยนสถานประชุม GBC เชื่อถ้า’เขมร’จริงใจก็ต้องตกลง

โฆษก กห.รับทำหนังสือขอเปลี่ยนสถานประชุม GBC เชื่อถ้า'เขมร'จริงใจก็ต้องตกลง

โฆษก กห.รับทำหนังสือขอเปลี่ยนสถานประชุม GBC เชื่อถ้า’เขมร’จริงใจก็ต้องตกลง

วันพฤหัสบดี ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 17.18 น.

โฆษก กห.รับทำหนังสือขอเปลี่ยนสถานประชุม GBC เป็นประเทศมาเลเซีย ยันเป็นหลักสากลนิยม ไม่ประชุมในประเทศคู่ขัดแย้ง เชื่อถ้า”เขมร”จริงใจก็ต้องตกลง

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวยืนยัน ทางกัมพูชาได้ทำหนังสือมาเชิญ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม ในฐานรักษาการ รมว.กลาโหม เพื่อไปประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย – กัมพูชา (GBC) ในวันที่ 4 สิงหาคม 2568 โดยทางกัมพูชาจะเป็นเจ้าภาพเจ้า แต่ในประเด็นของเรามองว่า ปกติแล้วตามหลักสากล เราจะไม่ประชุมในประเทศที่มีปัญหาต่อกัน โดยจะประชุมในประเทศที่เป็นกลาง ยกตัวอย่างเช่น ประเทศยูเครนและรัสเซีย เค้าจะไม่ไปประชุมกันในประเทศที่มีปัญหาด้วยกัน ตามหลักสากลนิยม พร้อมยืนยันว่า ประเทศที่สามคือประเทศมาเลเซีย เพราะเป็นตัวกลางในการประสานอยู่แล้ว

เมื่อถามว่า วันและเวลาในหารประชุม จะเหมือนเดิมหรือไม่ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า เป็นวันที่ 4 – 7 ส.ค.68 ซึ่งในวันนี้เราเพิ่งทำหนังสือเสร็จ กำลังจะส่งไปยังทางการกัมพูชา และมาเลเซีย เมื่อถามว่า แนวโน้มที่ทางกัมพูชาจะยอมรับเป็นไปได้ หรือไม่ พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวว่า เป็นลักษณะเชิงรุกของเรา ที่เรามองว่าควรไปประชุมในประเทศที่ 3 ซึ่งก็ต้องรอทางกัมพูชาตอบกลับมาอีกครั้งหนึ่ง ว่าจะตกลงหรือไม่ ถ้าเขาจริงใจก็คงจะตอบรับ

ทบ.เชิญ’ผู้ช่วยทูตทหารอาเซียน’ อัพเดทสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

ทบ.เชิญ'ผู้ช่วยทูตทหารอาเซียน' อัพเดทสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

ทบ.เชิญ’ผู้ช่วยทูตทหารอาเซียน’ อัพเดทสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

วันพฤหัสบดี ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 17.03 น.

ทบ.เชิญผู้ช่วยทูตทหารอาเซียน ร่วมหารือและรับฟังการชี้แจงข้อเท็จจริง อัพเดทสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา หลังตั้งทีมเฝ้าติดตามหยุดยิง

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า กองทัพบก โดย กรมข่าวทหารบก ร่วมหารือกับผู้ช่วยทูตทหารอาเซียนประจำประเทศไทย นำโดยผู้ช่วยทูตทหารมาเลเซียประจำประเทศไทย ณ อาคารศรีสิทธิสงคราม ภายในกองบัญชาการกองทัพบก โดยมี พล.ท.กำชัย วงศ์ศรี เจ้ากรมข่าวทหารบก เป็นประธานในการหารือ

การหารือครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา รวมทั้งการจัดตั้ง Interim ASEAN Defence Attaches Monitoring Team (Interim ASEAN DAs Monitoring Team) ในการปฏิบัติหน้าที่สังเกตการณ์สถานการณ์หยุดยิง (Ceasefire) ตามแนวชายแดนไทยกัมพูชา

ซึ่งการหารือในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากข้อตกลงหยุดยิง ที่ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 28 ก.ค.68 ที่ผ่านมา ซึ่งมีการเห็นพ้องร่วมกันในการจัดตั้งทีมเฝ้าติดตามชั่วคราวของฝ่ายทูตทหารจากชาติสมาชิกอาเซียนโดยเร่งด่วน เพื่อเป็นกลไกเบื้องต้นในการติดตามสถานการณ์และสร้างความไว้วางใจระหว่างทั้งสองฝ่าย

นอกจากนี้ ในที่ประชุมได้มีการหารือเกี่ยวกับการจัดตั้งกลไก ASEAN Monitoring Team (AMIT) ในอนาคต ซึ่งจะทำหน้าที่หลักในการเฝ้าระวังสถานการณ์ต่อไป และประเด็นนี้จะถูกหยิบยกขึ้นในการหารือในเวทีประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือ General Border Committee (GBC) ระหว่างไทยและกัมพูชาที่จะจัดขึ้นในวันที่ 4 ส.ค.68 นี้

ทั้งนี้ กองทัพบกพร้อมดำเนินการในทุกมิติเพื่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมยืนยันจุดยืนของไทยในการเคารพหลักสากลระหว่างประเทศ ไม่รุกรานและไม่ใช้ความรุนแรง เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ความขัดแย้งส่งเสริมสันติภาพและความสงบสุขระหว่างประเทศอย่างอย่างยั่งยืน

– 006

เปิดกำหนดการ! ‘คณะทูต 23 ชาติ’ลงพื้นที่ จุด’กัมพูชา’โจมตีพลเรือนไทย

เปิดกำหนดการ! 'คณะทูต 23 ชาติ'ลงพื้นที่ จุด'กัมพูชา'โจมตีพลเรือนไทย

เปิดกำหนดการ! ‘คณะทูต 23 ชาติ’ลงพื้นที่ จุด’กัมพูชา’โจมตีพลเรือนไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.36 น.

เปิดกำหนดการ! คณะทูต 23 ชาติ ลงพื้นที่ได้รับความเสียหาย เหตุทหารกัมพูชาโจมตีพลเรือนไทย 1 ส.ค.

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก (ศปส.ทบ.) นำคณะ ผู้ช่วยทูตทหาร 23 ประเทศ และสื่อมวลชน สังเกตการณ์พื้นที่พลเรือน โรงพยาบาล ที่ได้รับผลกระทบ จากสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา วันที่ 1 ส.ค.68 โดยเมื่อไปถึงพื้นที่ จะได้รับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์ในพื้นที่ ได้รับความเสียหาย การละเมิดข้อตกลงหยุดยิงของฝ่ายกัมพูชา

จากนั้นเดินทางไปพื้นที่ทหารกัมพูชายิงจรวดใส่ร้านสะดวกซื้อ สถานีบริการนำมัน ปตท.บ้านมือ ต.หนองหญ้าลาด อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งทำให้ประชาชนคนไทยเสียชีวิต 8 คน หนึ่งในนั้นเป็นเด็กอายุ 7 – 8 ปี บาดเจ็บจำนวน 10 คน

จากนั้นเดินทางไป รร.ภูมิชรอลวิทยา ต.เสาธงชัย เพื่อสังเกตการณ์พื้นที่ได้รับความเสียหาย และเดินทางต่อไปยัง รพ.สต.บ้านชำเม็ง ต.เสาธงชัย สังเกตการณ์พื้นที่ที่ได้รับความเสียหาย ก่อนจะเดินทางต่อไปยังศูนย์พักพิง วิทยาลัยเทคโนโลยี กันทรลักษ์

สำหรับผู้ช่วยทูตทหารที่เดินทางไปร่วมสังเกตการณ์ในครั้งนี้ 23 ประเทศ อาทิ สวีเดน สาธารณรัฐประชาชนจีน มาเลเซีย สหรัฐอเมริกา ปากีสถาน รัสเซีย สาธารณะประชาธิปไตยประชาชนลาว แคนาดา ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เวียดนาม อิตาลี เนเธอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ บรูไน อินโดนีเซีย สิงคโปร์ อินเดีย เยอรมนี เกาหลีใต้ ปากีสถาน สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์

นอกจากนี้ ยังมีสื่อมวลชนต่างประเทศ และสื่อมวลชนชาวไทยจำนวนมาก ที่ให้ความสนใจในการทำข่าวความจริงในครั้งนี้

‘วิโรจน์’ลั่นยอมทัวร์ลงดีกว่าเห็นไทยเพลี่ยงพล้ำเวทีโลก เชื่อ‘เขมร’จัดฉากไว้แล้ว

‘วิโรจน์’ลั่นยอมทัวร์ลงดีกว่าเห็นไทยเพลี่ยงพล้ำเวทีโลก เชื่อ‘เขมร’จัดฉากไว้แล้ว

‘วิโรจน์’ลั่นยอมทัวร์ลงดีกว่าเห็นไทยเพลี่ยงพล้ำเวทีโลก เชื่อ‘เขมร’จัดฉากไว้แล้ว

วันพฤหัสบดี ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.30 น.

‘วิโรจน์’ลั่นยอมโดนทัวร์ลงดีกว่าเห็นไทยเพลี่ยงพล้ำบนเวทีโลก อ่านเกม‘เขมร’จัดฉากวางเส้นเรื่องไว้หมด หวัง‘ไทย’เดินสายแจงประเทศสมาชิก UNSC แนะตอบโต้อย่างเดียวไม่พอ ต้องเป็นผู้นำสื่อสารต่อ‘ประชาคมโลก’  

เมื่อวันที่ 31 ก.ค.2568 ที่รัฐสภา นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การทหาร สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวการยึดพื้นที่ประสาทตาควายของกองทัพกัมพูชาว่า ตอนนี้ต้องปล่อยให้เจ้าหน้าที่ทำงาน และเชื่อว่าจะมีการวางแนวในการปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของไทยแน่ๆ ในเรื่องภาพถ่าย ตนคิดว่าต้องมีการพิสูจน์ทราบว่ามีการถ่ายเมื่อไหร่อย่างไร และให้เจ้าหน้าที่ทหารดำเนินการก่อน ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเรื่องแถลงการณ์ของรัฐบาล และต้องระมัดระวังข้อมูลที่กระจัดกระจายตามโซเชียลมีเดีย

เมื่อถามว่า มองอย่างไรที่ประเทศกัมพูชาเชิญทูตและผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ลงพื้นที่ตามแนวชายแดน นายวิโรจน์ กล่าวว่า การดำเนินการของกัมพูชามีการจัดฉากและวางเส้นเรื่องไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ว รัฐบาลไทยไม่เพียงต้องตอบโต้อย่างรวดเร็ว แต่ต้องชิงความเป็นผู้นำในการสื่อสารกับโลกและประชาคมโลก ไม่เช่นนั้นก็จะตามหลังกัมพูชาอยู่ดี ใครกำลังเผชิญกับการจัดฉากหลายเรื่องมีการวางแนวทางไว้อยู่แล้วไม่เช่นนั้น คงไม่สามารถดำเนินการได้อย่างทันที 

นายวิโรจน์ กล่าวอีกว่า ข้อผิดพลาดระหว่างประเทศเรื่องความชอบธรรมและการสื่อสารกับประชาคมโลกสำคัญอย่างมาก และไทยอย่าไปตกหลุมพรางที่กัมพูชายั่วยุหรือวางเอาไว้จนไทยดำเนินการ ในสิ่งที่ผิดกับหลักมนุษยชน หรือละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ 

“ผมพูดแบบนี้ หลายคนถามว่าวิโรจน์ไม่กลัวทัวร์ลงหรือ สิ่งที่พวกเราต้องการที่สุดคืออะไรคือการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติปกป้องอธิปไตยของประเทศใช่หรือไม่ แต่หากผมรู้อยู่แก่ใจว่าเรากำลังเดินเข้าไปสู่หลุมพรางที่กัมพูชาวางเอาไว้ และกัมพูชาจะหยิบยกว่าไทยละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ เมื่อถึงปลายทางปรากฏว่าข้อต่อสู้ต่าง ๆ ไทยเพลี่ยงพล้ำเราเสียเปรียบ เสียผลประโยชน์ที่พึงจะมี ผมไม่อยากให้ตัวผมหรือใครเสียใจ ผมเข้าใจความเดือดดาล เข้าใจโทสะของพี่น้องประชาชน แต่ผมก็ยืนยันว่าเรากำลังสู้กับคนที่เส้นเรื่องเอาไว้แล้ว จัดฉากทุกอย่างไว้แล้ว” นายวิโรจน์ กล่าว 

นายวิโรจน์ กล่าวด้วยว่า หากกล่าวถึงอนุสัญญาเจนีวาว่าด้วยหลักสิทธิมนุษยชนมีกระแสข่าวถึงการปฏิเสธการรักษาของโรงพยาบาลในไทยต่อชาวกัมพูชา เรื่องนี้โรงพยาบาลที่ จ.อุบลราชธานี ออกมาชี้แจงแล้วว่ายังเคารพหลักสิทธิมนุษยชนและเป็นการจำกัดในเรื่องของประสิทธิภาพเท่านั้น ซึ่งตามหลักอนุสัญญาเจนีวาแล้วการดูแลผู้ป่วยจะต้องไม่คำนึงถึงเชื้อชาติ ศาสนา หรือแม้แต่สถานะของความเป็นคู่พิพาท เพราะการต่อสู้กันหรือความขัดแย้งเป็นความขัดแย้งระหว่างรัฐต่อรัฐ ไม่ควรถูกขยายผลมาสู่ความเกลียดชังระหว่างประชาชนต่อประชาชน เช่นเดียวกับกรณีของศาลอาญาระหว่างประเทศ (The International Criminal Court-ICC) ซึ่งหนึ่งในนั้น คือเรื่องของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มนุษยชาติ (Genocide) ดังนั้น สิ่งที่โลกใบนี้รับไม่ได้เลยคือการไม่เคารพหลักสิทธิมนุษยชน 

“หลายคนถามว่าวิโรจน์โลกสวยหรือไม่ ผมยอมทัวร์ลงวันนี้ดีกว่าให้ประเทศไปเพลี่ยงพล้ำในเวทีโลก หรืออาจลามหนักไปถึงการสูญเสียอธิปไตย ผมไม่อยากให้ประเทศเราซ้ำรอย เราได้ตอบสนองความคับแค้นแต่มันไม่คุ้มกับการเพลี่ยงพล้ำในเวทีโลก ในใจลึก ๆ เราไม่แตกต่างกัน แต่ต้องข่มใจเพราะรู้ว่ามันไม่คุ้ม ในการตอบสนองความคับแค้นใจซึ่งผมก็มีไม่ต่างจากทุกคน ไทยต้องยืนอย่างสง่างามในเวทีโลกให้ได้” นายวิโรจน์ กล่าว 

เมื่อถามถึง ความร่วมมือทางทหารระหว่างสหรัฐสหรัฐอเมริกาและกัมพูชาที่พยายามร่วมกันเพื่อรื้อฟื้นความสัมพันธ์นั้น นายวิโรจน์ กล่าวว่า นี่เป็นความพยายามของกัมพูชาที่ทางกองทัพหรือรัฐบาลของไทยต้องพยายามสร้างความสมดุลย์ระหว่างความสัมพันธ์ประเทศกับประเทศมหาอำนาจให้ดี ถือเป็นการสื่อสารของทางกัมพูชาซึ่งประเทศมหาอำนาจก็คงต้องดำรงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับหลายประเทศเช่นกัน ขออย่าเพิ่งตื่นตระหนกแต่ก็ยังวางใจไม่ได้ เพราะกระทรวงการต่างประเทศของไทยมีบทบาทน้อยเกินไปในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ(UNSC) 

“หวังว่าจะเดินสายเพื่อหารือนำข้อมูลเชิงลึกต่างๆ เพื่อสะท้อนความชอบธรรมของประเทศไทยและความอดทนอดกลั้นรวมถึงการเคารพกฎหมายระหว่างประเทศของไทย โดยการเดินสายพูดคุยกับประเทศสมาชิกของ UNSC ทั้ง 15 ประเทศ เพราะกรณีความขัดแย้งระหว่างไทยกัมพูชาถูกเสนอเข้าสู่ที่ประชุมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ไทยต้องตระหนักในเรื่องนี้อีกครั้งว่าแค่ตอบโต้อย่างรวดเร็วไม่พอแต่ต้องชิงการเป็นผู้สื่อสารต่อประชาคมโลกได้แล้ว” นายวิโรจน์ กล่าว