‘ทภ.2’ยืนยัน! วางกำลังทหารคุม’ปราสาทตาควาย’เท่าเทียมฝ่ายกัมพูชา

'ทภ.2'ยืนยัน! วางกำลังทหารคุม'ปราสาทตาควาย'เท่าเทียมฝ่ายกัมพูชา

‘ทภ.2’ยืนยัน! วางกำลังทหารคุม’ปราสาทตาควาย’เท่าเทียมฝ่ายกัมพูชา

วันพฤหัสบดี ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.28 น.

“ทภ.2″ยืนยัน! วางกำลังทหารคุม”ปราสาทตาควาย”เท่าเทียมฝ่ายกัมพูชา ยันมีทุ่นระเบิด PMN2 ในพื้นที่

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์การสู้รบตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา ประจำวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 (ณ เวลา 14.00 น.)

ตามที่เกิดสถานการณ์สู้รบตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 สรุปผลการปฏิบัติที่สำคัญของสถานการณ์ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 เวลา 14.00 น.

สถานการณ์การสู้รบ ปรากฏความเคลื่อนไหวของกำลังประเทศกัมพูชา รายละเอียดดังนี้

1.ตรวจพบการเพิ่มเติมกำลังและเสริมความมั่นคงของกำลังประเทศกัมพูชา ในพื้นที่ตลอดแนวชายแดนไทย – กัมพูชา

2.ตรวจพบการใช้อากาศยานไร้คนขับ (โดรนไม่ทราบฝ่าย/ไม่ทราบชนิด) บินตรวจการณ์ที่ตั้งการวางกำลังของฝ่ายเราในหลายพื้นที่ ได้แก่ ช่องอานม้า อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี, พื้นที่ภูมะเขือ, สัตตะโสม, ปราสาทโดนตรวล, ภูผี อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ, ช่องจอม อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ และ ช่องสายตะกู อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์

3.การดำเนินการต่อผู้ถูกควบคุมตัว ซึ่งเป็นทหารกัมพูชาที่ยอมจำนน ในพื้นที่ ช่องซำแต อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ จำนวน 20 นาย ส่งดำเนินคดีตามกฎหมายในความผิดฐาน “เข้าเมืองโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือมาอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยผิดกฎหมาย” ต่อพนักงานสอบสวนที่มีอำนาจ สำหรับผู้บาดเจ็บ จำนวน 2 นาย ได้ส่งตัวเข้ารับการรักษาพยาบาลที่ รพ.ค่ายวีรวัฒน์โยธิน อ.เมือง จ.สุรินทร์

สำหรับกรณีการวางกำลังควบคุมพื้นที่โดยรอบปราสาทตาควาย ปัจจุบันสามารถดำเนินการได้อย่างเท่าเทียม สำหรับพื้นที่บริเวณลานด้านหน้าปราสาทตาควายซึ่งเดิมทั้งสองฝ่ายใช้เป็นที่พัก และเป็นพื้นที่ซึ่งประชาชนทั้งสองประเทศเคยใช้เพื่อการท่องเที่ยว โดยปัจจุบันเชื่อว่ามีการนำทุ่นระเบิด PMN2 ที่เคยทำร้ายทหารไทยในพื้นที่ช่องบกและช่องอานม้ามาวางเอาไว้ การกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดอนุสัญญาออตตาว่า นอกจากนั้นการที่ฝ่ายกัมพูชานำกำลังเข้าไปวางในโบราณสถานปราสาทตาควาย ถือเป็นการละเมิดอนุสัญญาระหว่างประเทศด้วยเช่นกัน

การอพยพประชาชน ดำเนินการสนับสนุนส่วนราชการจังหวัดในการอพยพประชาชนจากพื้นที่เสี่ยงภัย ไปยังพื้นที่รวบรวมพลเรือน พื้นที่ตอนในทั้ง 4 จังหวัดอย่างต่อเนื่อง รายละเอียดดังนี้ จ.บุรีรัมย์ อพยพเข้าพื้นที่รวบรวมพลเรือน 1 จุด 15,131 คน, จ.สุรินทร์ อพยพเข้าพื้นที่รวบรวมพลเรือน 148 จุด 57,547 คน, จ.ศรีสะเกษ อพยพเข้าพื้นที่รวบรวมพลเรือน 233 จุด 48,621 คน, จ.อุบลราชธานี อพยพเข้าพื้นที่รวบรวมพลเรือน 71 จุด 23,035 คน ปัจจุบัน ประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยงภัยเข้าพื้นที่รวบรวมพลเรือนแล้ว 144,334 คน

ผลกระทบต่อประชาชน ไม่มีพื้นที่ของประชาชนที่ได้รับเสียหายเพิ่มเติม ไม่มีประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตเพิ่มเติม

จิตอาสาพระราชทาน ดูแลและช่วยเหลือประชาชน ในพื้นที่ 4 จังหวัด อำนวยความสะดวกประชาชนในศูนย์พักพิงชั่วคราว และช่วยขนย้ายสิ่งของ รวมทั้งช่วยในการประชาสัมพันธ์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ให้ประชาชนได้รับทราบ ในพื้นที่ 4 จังหวัด ประกอบด้วย จ.บุรีรัมย์ จัดจิตอาสาช่วยเหลือประชาชน ,จิตอาสา 904 19 นาย, จิตอาสาพระราชทาน,จิตอาสาภาคประชาชน 300 นาย รด.จิตอาสา 22 คน, จ.สุรินทร์ จัดจิตอาสาช่วยเหลือประชาชน จิตอาสา 904 30 นาย, จิตอาสาพระราชทาน,จิตอาสาภาคประชาชน 500 นาย รด.จิตอาสา 20 คน, จ.ศรีสะเกษ จัดจิตอาสาช่วยเหลือประชาชน จิตอาสา 904 12 นาย, จิตอาสาพระราชทาน,จิตอาสาภาคประชาชน 500 นาย รด.จิตอาสา 28 คน, จ.อุบลราชธานี จัดจิตอาสาช่วยเหลือประชาชน จิตอาสา 904 68 นาย, จิตอาสาพระราชทาน,จิตอาสาภาคประชาชน 1,360 นาย รด.จิตอาสา 160 คน รวมทั้งสิ้น จิตอาสา 904 129 นาย, จิตอาสาพระราชทาน,จิตอาสาภาคประชาชน 2,660 และ รด.จิตอาสา 230 นาย

การจัดตั้งโรงครัวพระราชทาน ในพื้นที่ 4 จังหวัด จ.บุรีรัมย์ มีโรงครัวพระราชทาน 1 แห่ง รถประกอบอาหาร 2 คัน และมีร้านอาหารเอกชน ณ สนามช้างอารีน่า รวมข้าวกล่องสะสม วันที่ 24 – 31 ก.ค. 68 จำนวน 80,000 กล่อง จ.สุรินทร์ โรงครัวพระราชทาน 3 แห่ง รถประกอบอาหาร 4 คัน จัดตั้งโรงครัวพระราชทาน ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี ราชมงคลอีสานวิทยาเขตสุรินทร์ อ.เมืองสุรินทร์, จัดตั้งโรงครัวพระราชทาน ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ อ.เมืองสุรินทร์ จัดตั้งโรงครัวพระราชทาน ณ โรงเรียนโสตศึกษา ต.เชื้อเพลิง อ.ปราสาท รวมข้าวกล่องสะสม วันที่ 24 – 31 ก.ค. 68 43,885 กล่อง จ.ศรีสะเกษ โรงครัวพระราชทาน 1 แห่ง รถประกอบอาหาร 3 คัน ณ วิทยาลัยเทคนิคกันทรลักษ์ ต.จานใหญ่ อ.กันทรลักษ์ รวมข้าวกล่องสะสม วันที่ 25 – 31 ก.ค. 68 จำนวน 62,000 กล่อง, จ.อุบลราชธานี โรงครัวพระราชทาน 11 แห่ง 1 แห่ง ณ ที่ว่าการอำเภอเดชอุดม รถประกอบอาหาร จำนวน 3 คัน อีก 10 แห่ง ณ จุดพักพิงชั่วคราว รวมข้าวกล่องสะสม วันที่ 25 – 31 ก.ค. 68 จำนวน 72,6200 กล่อง รวมทั้งสิ้นข้าวกล่อง ในพื้นที่ 4 จังหวัด ตั้งแต่ วันที่ 24 – 31 ก.ค. 68 จำนวน 262,085 กล่อง

ประกาศแจ้งเตือนประชาชน : สำหรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เตรียมการดำเนินการให้ความช่วยเหลือตามขั้นตอน ที่กำหนด โดยเฉพาะในด้านการซ่อมแซมที่อยู่อาศัยและการเยียวยาความเสียหาย แต่ต้องดำเนินการทำพื้นที่ให้ปลอดภัย จากเหตุกระสุนและวัตถุระเบิดตกค้างในพื้นที่พลเรือนให้แล้วเสร็จเป็นอันดับแรก ทั้งนี้ กองทัพภาคที่ 2 จะประสานการปฏิบัติกับหน่วยงานภาครัฐทุกระดับอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การสนับสนุนให้การช่วยเหลือพี่น้องประชาชนเป็นไปอย่างเหมาะสม ทั่วถึง และเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด สำหรับการเดินทางกลับภูมิลำเนาขอให้ติดตามข่าวสารจากทางราชการ ขอบคุณทุกท่านที่ให้ความร่วมมือ

ด่วน!!! ไทยส่งตัว 18 ทหารกัมพูชา กลับประเทศพรุ่งนี้

ด่วน!!! ไทยส่งตัว 18 ทหารกัมพูชา กลับประเทศพรุ่งนี้

ด่วน!!! ไทยส่งตัว 18 ทหารกัมพูชา กลับประเทศพรุ่งนี้

วันพฤหัสบดี ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.17 น.

ด่วน!!! ไทยส่งตัว”18 ทหารกัมพูชา”กลับประเทศพรุ่งนี้ ตามสนธิสัญญาเจนีวา ฉบับที่ 3

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 รายงานข่าวจากหน่วยความมั่นคงกองทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่า ในวันที่ 1 สิงหาคม 2568 เวลา 10.00 น.ที่ช่องจอม ไทยจะส่งมอบทหารกัมพูชา ที่ล้ำแดนไทยเข้ามาในดินแดนไทย ระหว่างการสู้รบ บริเวณพื้นที่ซำแต จ.ศรีสะเกษ ภายหลังไทยดูแลตามหลักสากลและมนุษยธรรม

ทั้งนี้ ทหารกัมพูชา 18 คน มีบาดเจ็บ 1 คน แขนหัก อีก 1 คน มีอาการเสียสติจากการสู้รบ

ทั้งนี้ ฝ่ายทางไทย ได้ดำเนินการตามสนธิสัญญาเจนีวา ฉบับที่ 3 (Geneva Convention relative to the Treatment of Prisoners of War) ซึ่งเป็น 1 ใน 4 อนุสัญญาเจนีวา ที่ลงนามในปี 1949 อนุสัญญาฉบับนี้เกี่ยวกับการปฏิบัติ และการส่งทหารกัมพูชาที่ถูกควบคุมตัวกลับประเทศหลังสิ้นสุดการสู้รบ

อย่างไรก็ตาม อนุสัญญาเจนีวา ฉบับที่ 3 (1949) กำหนดให้ทหารที่ถูกควบคุมตัว ต้องได้รับการปฏิบัติอย่างมีมนุษยธรรม รวมถึงการให้อาหารอย่างเพียงพอ การส่งมอบสิ่งของบรรเทาทุกข์ การส่งตัวทหารที่ถูกควบคุมตัวกลับประเทศ กำหนดให้ทหารที่ถูกควบคุมตัวได้รับการปล่อยตัว และส่งตัวกลับประเทศบ้านเกิด โดยไม่ชักช้า หลังจากสิ้นสุดการสู้รบ ซึ่งอนุสัญญาเจนีวา ฉบับที่ 3 เป็นหลักประกันทางกฎหมายที่สำคัญในการคุ้มครองเชลยศึกในช่วงสงคราม

‘พุทธิพงษ์’ซัดเดือด’เขมร’ ‘อกตัญญู’ไม่ควรคบหาด้วยอย่างที่สุด

'พุทธิพงษ์'ซัดเดือด'เขมร' 'อกตัญญู'ไม่ควรคบหาด้วยอย่างที่สุด

‘พุทธิพงษ์’ซัดเดือด’เขมร’ ‘อกตัญญู’ไม่ควรคบหาด้วยอย่างที่สุด

วันพฤหัสบดี ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.07 น.

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า อดีตเพื่อน…

เริ่มต้นจากการเป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกัน ประเทศไทยได้ให้ความช่วยเหลือกัมพูชามาตลอดตั้งแต่ กัมพูชาต้องประสบกับสงครามเย็น ผู้คนกัมพูชาต้องอพยพหนีภัย จากสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โดยเขมรแดง เราช่วยให้การสนับสนุนต่อต้านการยึดครองของเวียดนาม เราช่วยบรรลุข้อตกลงสันติภาพ ปารีส ค.ศ.1991 เราช่วยสร้างถนนหนทาง เราช่วยสร้างโรงเรียน เราช่วยฝึกอบรมประชาชนกัมพูชาให้มีทักษความรู้ เราให้ทุนการศึกษานักเรียนกัมพูชามาเรียนที่ประเทศไทย แม้แต่รัฐมนตรี ผู้บริหาร หรือนักการทูตหลายคนของกัมพูชาก็ได้ทุนมาศึกษาจากประเทศไทยทั้งนั้น เราสนับสนุนให้กัมพูชาได้เป็นสมาชิกอาเซียน เราช่วยดูแลรักษาพยาบาลประชาชนกัมพูชาด้วยดีเสมอมา เราช่วยให้งานจ้างงานคนกัมพูชาเป็นล้านคน เราเป็นเพื่อนบ้านที่ดีกับกัมพูชามาโดยตลอด

“นี่หรือคือสิ่งที่กัมพูชาทำกับประเทศไทยและคนไทย“ ประเทศไทยไม่มีความจำเป็นใดๆที่จะต้องไปรุกรานหรือต้องการอะไรจากกัมพูชา ในทางกลับกันประเทศกัมพูชาและคนกัมพูชาเป็นฝ่ายที่ต้องพึ่งพาและได้รับความอนุเคราะห์จากประเทศไทยมาโดยตลอด และนี่คือความจริงตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน ดังนั้นนานาประเทศและประชาคมโลกที่ยังไม่รู้ซึ้งถึงคนกัมพูชา ก็โปรดจงรู้ไว้ด้วยว่าสิ่งที่คนกัมพูชาและประเทศกัมพูชาทำต่อประเทศไทยนั้น คือพฤติกรรมของอดีตเพื่อนที่คบไม่ได้ ไม่มีความจริงใจ ไม่มีความกตัญญูต่อผู้ที่เคยให้ความช่วยเหลือกันในฐานะเพื่อนบ้านที่ดี กัมพูชา“เนรคุณ“ ไม่ควรคบหาด้วยอย่างที่สุด

‘ภูมิธรรม’ยันรัฐบาลไม่กดดันกองทัพ ปล่อยตัว 18 ทหารกัมพูชา

‘ภูมิธรรม’ยันรัฐบาลไม่กดดันกองทัพ ปล่อยตัว 18 ทหารกัมพูชา

‘ภูมิธรรม’ยันรัฐบาลไม่กดดันกองทัพ ปล่อยตัว 18 ทหารกัมพูชา

วันพฤหัสบดี ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 15.45 น.

“ภูมิธรรม”ยันรัฐบาลไม่กดดันกองทัพ ปล่อยตัว 18 ทหารกัมพูชา ให้เจ้าหน้าที่สอบจะได้มีหลักฐานชัด ย้ำอย่ามองรัฐกับทหารแตกกัน ขอให้รอหลังถูกถามแนวทางยึด”ปราสาทตาควาย”คืน พร้อมเรียก 2 ว่าที่อธิบดีปกครอง-สถ.เข้าพบมอบหมายเร่งรัดดูแลเยียวยาประชาชน 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมระดมนักศึกษาอาชีวะ-ทหาร เร่งซ่อมแซมบ้านเรือนเสียหายใน 1 เดือน หลังหยุดยิง

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 ที่กระทรวงมหาดไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสข่าวรัฐบาลกดดันให้กองทัพปล่อยตัว 18 ทหารกัมพูชาที่ถูกจับกุม ว่า ไม่ได้กดดัน โดยให้เป็นไปตามกระบวนการ และได้ชี้แจงตั้งแต่เมื่อเช้าวันที่ 31 ก.ค.แล้ว ว่าทหารกัมพูชา 18 นาย ขณะนี้ให้เจ้าหน้าที่สอบไปว่ามีความเป็นมาอย่างไร เพื่อจะได้มีหลักฐานครอบคลุมชัดเจน พร้อมขอว่า อย่าพยายามตั้งคำถาม หรือมองในแง่ว่ารัฐบาลกับทหารแตกแยกกัน เพราะเราโทรคุยกันทุกเช้า ไม่มีปัญหาอะไร

เมื่อถามถึง กรณีส่วนของปราสาทตาควายจะมีแนวทางยึดคืนมาได้อย่างไร นายภูมิธรรม กล่าวว่า เรายึดครองอยู่ตอนนี้ เมื่อถามย้ำว่า หมายถึงตัวปราสาท นายภูมิธรรม กล่าวเพียงสั้นๆ ว่าเดี๋ยวรอ

นอกจากนี้ นายภูมิธรรม กล่าวอีกว่า วันนี้ได้เชิญ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ว่าที่อธิบดีกรมการปกครอง และ ร.ต.ท.ภพชนก ชลานุเคราะห์ ว่าที่อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) มาพบเพื่อที่จะสามารถต่องานได้ทันที เมื่อเข้ามารับหน้าที่ โดยเฉพาะงานที่จะดูแลเยียวยาประชาชน ซึ่งอยู่ในอำนาจของอธิบดีกรมการปกครอง และกรมการปกครองท้องถิ่นจะได้ให้ช่วยกันดูแล โดยขณะนี้ได้มอบหมายให้ 2 ว่าที่อธิบดี ดูแลประชาชนที่อยู่ในศูนย์อพยพในพื้นที่ 7 จังหวัด ซึ่งมีอยู่ 733 แห่ง มีประชาชนทั้งสิ้น 187,974 คน โดยขอให้ดูแลให้ครบถ้วนในเรื่องปัจจัย 4 ส่วนเรื่องที่ประสบปัญหาอยู่ก็ให้เร่งแก้ไข

ขณะที่บ้านเรือนที่ได้รับความเสียหาย ขอให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ตรวจสอบประมาณค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมบ้านเรือน ว่าเป็นการเสียหายทั้งหลังหรือบางส่วน โดยจะให้ใช้จ่ายจากเงินบริจาคที่ประชาชนบริจาคให้ผ่านกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัย ของทำเนียบรัฐบาล ที่สามารถดำเนินการได้เร็ว รวมถึงให้ประสานงานระดมนักเรียนอาชีวะ ในเขตจังหวัดเข้าไปซ่อมแซมดูแล และจัดเจ้าหน้าที่ทหารส่วนหนึ่งไปช่วยดูแล โดยตั้งเป้าให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน หลังจากที่มีการหยุดยิงเรียบร้อย แม้ว่าขณะนี้จะหยุดยิงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ก็ต้องดูให้มีความแน่นอนและชัดเจนก่อน

ส่วนการให้ความช่วยเหลือในระยะต่อไป มีงบรายการที่ต้องจ่ายในกรณีฉุกเฉิน ซึ่งขณะนี้มีงบตั้งจ่ายอยู่ที่จังหวัดละ 50 ล้านบาท แต่ได้มีการขยายเป็นจังหวัดละ 100 ล้านบาทแล้ว และจะเร่งรัดให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ประเมินความเสียหาย หากไม่เร่งรัดจะถือว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่บกพร่อง โดยทั้ง 7 จังหวัดจะต้องดำเนินการทันที พร้อมกล่าวย้ำว่า การใช้งบประมาณในส่วนนี้ สามารถเบิกจ่ายได้ดีกว่าเงินในส่วนของกระทรวงมหาดไทย ส่วนงบประมาณ 100 ล้านบาทที่เพิ่มให้ก็สามารถดำเนินการได้เลย

นายภูมิธรรม กล่าวย้ำว่า รัฐบาลห่วงใยประชาชน และอยากให้ผ่อนคลายในเรื่องราวต่างๆ จึงอยากให้ประชาชนคลายความกังวล

‘ลิณธิภรณ์’ลงพื้นที่เชียงใหม่ หนุนประเมินภายนอกยกระดับ รร.ขนาดเล็ก

'ลิณธิภรณ์'ลงพื้นที่เชียงใหม่ หนุนประเมินภายนอกยกระดับ รร.ขนาดเล็ก

‘ลิณธิภรณ์’ลงพื้นที่เชียงใหม่ หนุนประเมินภายนอกยกระดับ รร.ขนาดเล็ก

วันพฤหัสบดี ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 22.12 น.

“ลิณธิภรณ์”ลงพื้นที่เชียงใหม่ หนุนประเมินภายนอกยกระดับ รร.ขนาดเล็ก เป็น”ผู้เรียนรู้ตลอดชีวิต-ผู้นำแห่งอนาคต-นักนวัตกรรม”

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 นางสาวลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) เป็นประธานเปิดกิจกรรมด้านการประเมินคุณภาพภายนอก พร้อมเยี่ยมชมโรงเรียนขยายโอกาส ที่สร้างโอกาสให้กับนักเรียน สู่การเป็น Learner Leader Innovator จากการนำผลการประเมินคุณภาพภายนอกมาปรับใช้ จัดโดยสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือ สมศ.และเครือข่ายในพื้นที่ ที่โรงเรียนวัดกู่คำฯ จ.เชียงใหม่

รมช.ศธ.กล่าวถึงบทบาทของ “การประเมิน” ว่า เป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาคุณภาพสถานศึกษา ช่วยให้เห็นทั้งจุดแข็ง จุดอ่อน และสามารถวางแผนพัฒนาได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กและโรงเรียนขยายโอกาส ที่มักเจอกับข้อจำกัดหลายด้าน จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุน การประเมินที่ตรงกับบริบทจริง และ สมศ. จะต้องพัฒนาวิธีการประเมินต่อไปอย่างต่อเนื่อง ให้สอดคล้องกับเป้าหมายการลดภาระครูต่อไป

“โรงเรียนวัดกู่คำ เป็นตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะเคยมีข้อจำกัดเรื่องทรัพยากร แต่สามารถใช้ผลการประเมินเป็นเครื่องมือวางแผนพัฒนาอย่างเป็นระบบ จนเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก ทั้งในด้านผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน และความเชื่อมั่นจากชุมชน  ซึ่งในส่วนของการประเมินไม่ต้องการให้เป็นแค่การให้คะแนน แต่ต้องเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้โรงเรียนได้มองเห็นตัวเอง แล้วนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นได้จริง โดยมีความตั้งใจที่จะผลักดันให้ทุกโรงเรียนพัฒนาไปสู่เป้าหมาย “ผู้เรียนตลอดชีวิต ผู้นำแห่งอนาคต นักนวัตกรรม” (Learner, Leader, Innovator) ผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ความเปลี่ยนแปลงของโลก” รมช.ลิณธิภรณ์ กล่าว

รมช.ศธ.กล่าวด้วยว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ต้องการเห็นถึงผลของการประเมินที่เด็กได้รับประโยชน์ และยังสะท้อนจุดยืนของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ต้องการทำให้ “ระบบการศึกษาไทยเป็นพื้นที่แห่งโอกาส ความเท่าเทียม และแรงบันดาลใจ”  โดยเน้นการสร้างคุณภาพจากรากฐาน พร้อมเดินหน้าสู่เป้าหมายตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

– 006

นอภ.หนองกุงศรี-นำชาวพุทธจัดพิธี ‘ฉลองสัญญาบัตรพัดยศ’ พระครูสุตวารีพิทักษ์

นอภ.หนองกุงศรี-นำชาวพุทธจัดพิธี 'ฉลองสัญญาบัตรพัดยศ' พระครูสุตวารีพิทักษ์

นอภ.หนองกุงศรี-นำชาวพุทธจัดพิธี ‘ฉลองสัญญาบัตรพัดยศ’ พระครูสุตวารีพิทักษ์

วันพฤหัสบดี ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.05 น.

นายอำเภอหนองกุงศรี จ.กาฬสินธุ์ นำพุทธศาสนิกชนจัดพิธี ‘ฉลองสัญญาบัตรพัดยศ’ พระครูสุตวารีพิทักษ์

วันที่ 31 กรกฎาคม 2568 ที่ วัดสว่างกุงศรี ตำบลหนองกุงศรี อำเภอหนองกุงศรี จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้จัดพิธีฉลองสัญญาบัตรพัดยศสมณศักดิ์อย่างยิ่งใหญ่ โดยมี นายจารุวัตร ภูแก้ว นายอำเภอหนองกุงศรี เป็นประธานฝ่ายฆราวาสในพิธีสำคัญครั้งนี้

ในพิธีมีการอ่านพระบรมราชโองการแต่งตั้งสมณศักดิ์ โดยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดี ศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พระบุญถม ฐานวโร ให้ดำรงตำแหน่ง พระครูสุตวารีพิทักษ์ เจ้าอาวาสวัดสว่างกุงศรี และเจ้าคณะตำบลหนองหิน

โดยพิธีในครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมอย่างคับคั่ง ประกอบด้วย คณะสงฆ์จากวัดต่างๆ หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน และพุทธศาสนิกชนชาวอำเภอหนองกุงศรี ที่มาร่วมแสดงความยินดีและเป็นสักขีพยานในพิธีสำคัญนี้

สำหรับ การได้รับพัดยศสมณศักดิ์ในครั้งนี้ เป็นการยกย่องพระคุณงามความดีและการปฏิบัติธรรมที่ดีเด่นของพระครูสุตวารีพิทักษ์ ซึ่งจะเป็นกำลังใจในการประกอบพระกรณียกิจเพื่อพระพุทธศาสนาและสังคมต่อไป โดยพิธีเสร็จสิ้นลงด้วยความเป็นสิริมงคล และเป็นที่น่ายินดีของพุทธศาสนิกชนในพื้นที่ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของพิธีสำคัญทางพระพุทธศาสนาครั้งนี้ ///-026

มูลนิธิศรีเทพไทยสนับสนุนฟุตบอลเยาวชน Nonthaburi Asia Youth Cup 2025

มูลนิธิศรีเทพไทยสนับสนุนฟุตบอลเยาวชน Nonthaburi Asia Youth Cup 2025

มูลนิธิศรีเทพไทยสนับสนุนฟุตบอลเยาวชน Nonthaburi Asia Youth Cup 2025

วันพฤหัสบดี ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 15.36 น.

มูลนิธิศรีเทพไทยสนับสนุนฟุตบอลเยาวชน Nonthaburi Asia Youth Cup 2025

มูลนิธิศรีเทพไทยร่วมสนับสนุนการแข่งขันฟุตบอลเยาวชน  Nonthaburi Asia Youth Cup 2025 ที่มีการจัดขึ้นในวันที่ 27-29 กรกฎาคม 2568 จำนวน 200,000 บาท โดยมีนายสรสินธุ ไตรจักรภพ ประธานกรรมการมูลนิธิศรีเทพไทย เป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขันฟุตบอล ซึ่งมีทีมเยาวชนมาร่วมการแข่งขันจากหลากหลายประเทศ อาทิ จีน เกาหลี ญี่ปุ่น และประเทศสิงคโปร์ ในวันที่ 27 กรกฎาคม 2568 ณ สนามกีฬาจังหวัดนนทบุรี

คุณสรสินธุ ไตรจักรภพ ประธานกรรมการมูลนิธิศรีเทพไทย ได้เป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขัน Nonthaburi Asia Youth Cup 2025 ในวันที่ 27 กรกฎาคม 2568 ณ สนามกีฬาจังหวัดนนทบุรี โดยมีนางสาวกษมา รัตนสุวรรณ์ ประธานสโมสร อินเตอร์ ไทเกอร์ เอฟซี และคณะจัดงาน NONTHABURI ASIA YOUTH CUP 2025 ให้การต้อนรับ พร้อมด้วยนักกีฬาตัวแทนเยาวชนที่จะลงแข่งขันฟุตบอล โดยการแข่งขันรายการนี้เป็นรายการแข่งขันฟุตบอล 11 คน ในรุ่นอายุไม่เกิน 13 ปี โดยมีทีมเยาวชน จากประเทศไทยและต่างประเทศเข้าร่วมการแข่งขัน เช่น ประเทศจีน, ประเทศเกาหลี, ประเทศญี่ปุ่น และ ประเทศสิงคโปร์

ซึ่งการสนับสนุนในครั้งนี้ นายสรสินธุ ไตรจักรภพ มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการเปิดเวทีแสดงความสามารถ ให้นักฟุตบอลเยาวชนไทย  ได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์การแข่งขัน พัฒนาความสามารถจากการฝึกซ้อม เพื่อนำทักษะการฝึกฝนไปต่อยอด ให้เยาวชนไทยได้มีโอกาสลงแข่งขันในสนามอื่นต่อไปได้ ซึ่งที่ผ่านมา ทางมูลนิธิศรีเทพไทยไม่เพียงสนับสนุนแค่กีฬาฟุตบอลเยาวชนเท่านั้น ยังให้ความสำคัญในกีฬาผู้พิการที่หลายคนมองข้าม โดยได้ฃสนับสนุนการแข่งขันกีฬาคนหูหนวกซีเกมส์ ผ่านสมาคมกีฬาคนหูหนวกไทย เป็นเงินจำนวน 200,000 บาท เพื่อส่งเสริมผู้พิการทางการได้ยินไปแข่งขันในเวทีระดับนานาชาติ ในวันที่ 20-26 สิงหาคม 2568 ณ กรุงจาร์กาตา ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญที่ผู้พิการทางการได้ยิน จะได้มีเวทีไปแสดงศักยภาพในการแข่งขันระดับนานาชาติ ซึ่งสอดรับกับวัตถุประสงค์ของมูลนิธิศรีเทพไทย ที่เราอยากยกระดับคุณภาพชีวิตของเยาวชนและคนพิการ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำจากสังคม ด้วยการกระจายโอกาสให้กับทุกคนที่มีความสามารถแต่ยังขาดแรงสนับสนุน