กาง 4 ปัจจัยคดี‘แพทองธาร’ นับถอยหลัง ไม่เกิน 24 ชม.รู้เรื่องหัวหรือก้อย

กาง 4 ปัจจัยคดี‘แพทองธาร’ นับถอยหลัง ไม่เกิน 24 ชม.รู้เรื่องหัวหรือก้อย

กาง 4 ปัจจัยคดี‘แพทองธาร’ นับถอยหลัง ไม่เกิน 24 ชม.รู้เรื่องหัวหรือก้อย

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.36 น.

กาง 4 ปัจจัยคดี‘แพทองธาร’ นับถอยหลัง ไม่เกิน 24 ชม.รู้เรื่องหัวหรือก้อย

28 สิงหาคม 2568 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (อดีตกกต.) โพสต์เฟซบุ๊ก “ปั่นไปไหน – สมชัย ศรีสุทธิยากร” ระบุว่า…

ทำความเข้าใจ

ปัจจัย หัวหรือก้อย คดีแพทองธาร

1. เนื้อหาของสิ่งที่พูดในคลิปเสียง ละเมิด คุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรีในรัฐธรรมนูญตามมาตรา 160 (4) ซื่อสัตย์สุจริต (5) ไม่มีพฤติกรรมฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรงหรือไม่

2. การฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมที่จัดว่าเป็นระดับร้ายแรง  มี 3 ประเด็น คือ

1) การไม่พิทักษ์รักษาเกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ

2) การถือผลประโยชน์ส่วนตนเหนือผลประโยชน์ชาติ

และ 3) การไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต

3. การฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมที่ไม่จัดว่าร้ายแรงแต่อาจตีความว่าร้ายแรงได้จากพฤติกรรม เจตนาและระดับความร้ายแรง มี 3 ประเด็น คือ

1) การกระทำที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง

2) การไม่รักษาความลับของการประชุม

และ 3) การคบหาสมาคมกับผู้มีชื่อเสียงในทางเสื่อมเสีย จนกระทบต่อความเชื่อถือศรัทธาของประชาชน

4. การตีความถึงคำพูดที่ปรากฏในคลิปเสียงเทียบกับมาตรฐานทางจริยธรรมที่บัญญัติ และมาตรฐานการวินิจฉัยของตุลาการเสียงข้างมาก ตั้งแต่ 5 เสียงขึ้นไปในกรณีดังกล่าว

นับถอยหลัง ไม่เกิน 24 ชั่วโมงแล้ว จะรู้หัวหรือก้อย

‘อิ๊งค์’รอด…‘ไทย’รอด? ‘ก่อแก้ว’ยกสารพัดเหตุ ชี้เลือก‘นายกฯใหม่’มีแต่ปัญหา

‘อิ๊งค์’รอด...‘ไทย’รอด? ‘ก่อแก้ว’ยกสารพัดเหตุ ชี้เลือก‘นายกฯใหม่’มีแต่ปัญหา

‘อิ๊งค์’รอด…‘ไทย’รอด? ‘ก่อแก้ว’ยกสารพัดเหตุ ชี้เลือก‘นายกฯใหม่’มีแต่ปัญหา

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.32 น.

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2568 นายก่อแก้ว พิกุลทอง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า 29 ส.ค. เป็นวันชี้ชะตา อนาคตของประเทศ เป็นวันที่คนไทยต้องลุ้น ยิ่งกว่าวันออกหวย ว่านายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง จะถูกศาลรัฐธรรมนูญถอดถอนอีกหรือไม่ จากกรณีคลิปหลุด

ถ้าท่านนายกฯแพทองธาร ไม่ถูกถอดถอน การบริหารประเทศสามารถเดินต่อได้ทันที หลังจากที่ได้วางแนวทางและทำงานในการขับเคลื่อนประเทศเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจไว้หลายเรื่อง

ถ้าท่านนายกฯแพทองธาร ถูกถอดถอน (ทำให้คณะรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งไปพร้อมกัน) ต้องเลือกนายกรัฐมนตรีกันใหม่ การบริหารงานแผ่นดินเพื่อแก้ปัญหาที่มีหลายเรื่อง จะหยุดชะงัก ไม่ต่อเนื่อง เสียเวลาอีกหลายเดือน ดีไม่ดี อาจจะมีการยุบสภาเลือกตั้งใหม่

ในกรณีที่จะมีการเลือกนายกรัฐมนตรีใหม่ ถ้าดูจากรายชื่อแคนดิเดตที่เหลืออยู่ ล้วนแต่มีปัญหาที่แตกต่างกัน ผมขอยกมาแค่ 3 ท่านที่เป็นไปได้

1. คุณชัยเกษม นิติสิริ จากพรรคเพื่อไทย ซึ่งมีคุณสมบัติครบถ้วน แต่ในแง่ของการยอมรับ อาจจะทำให้การให้ความร่วมมือจาก ส.ส.ในพรรคร่วมรัฐบาล หรือแม้กระทั่งในพรรคเพื่อไทยเอง จะน้อยกว่า ท่านนายกฯแพทองธาร

2. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จากพรรครวมไทยสร้างชาติ องคมนตรี ซึ่งเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี ที่มาจากการยึดอำนาจ ในช่วงที่ดำรงค์ตำแหน่งนายกฯกว่า 8 ปี ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในความชอบธรรม ความสามารถและผลงานเป็นอย่างมาก

3. คุณอนุทิน ชาญวีรกูล จากพรรคภูมิใจไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรี จากการที่กำลังถูกสอบสวนเพื่อดำเนินคดีฮั้วการเลือกตั้ง ส.ว. ทำให้เกิดคำถามในเรื่องจริยธรรมและการยอมรับ โดยเฉพาะจากผู้นำนานาชาติ และนักลงทุนต่างประเทศ

จะเห็นได้ว่าถ้าท่านนายกฯแพทองธาร ถูกถอดถอน จะมีปัญหาตามมาสารพัดเรื่อง เกิดสุญญากาศ และ เกิดความไม่เชื่อมั่นในกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศเป็นอย่างยิ่ง

ความเห็นส่วนตัวผม สรุปได้ว่า “ถ้าท่านนายกฯแพทองธารรอด ประเทศไทยรอด แต่ถ้าท่านนายกฯแพทองธารไม่รอด ประเทศไทยไปต่อยาก”

ผมขอให้ประเทศไทยรอดครับ

‘กมธ.มั่นคงฯ’เรียกหน่วยงานหาทางเยียวยาชาวบ้านจากเหตุชายแดนไทย-กัมพูชา

'กมธ.มั่นคงฯ'เรียกหน่วยงานหาทางเยียวยาชาวบ้านจากเหตุชายแดนไทย-กัมพูชา

‘กมธ.มั่นคงฯ’เรียกหน่วยงานหาทางเยียวยาชาวบ้านจากเหตุชายแดนไทย-กัมพูชา

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.28 น.

“กมธ.มั่นคงฯ” เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คุย ปัญหาเยียวยา ปชช. ที่ได้รับผลกระทบจากการปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ชี้มีแนวทางแล้วแต่ไปไม่ถึง หรือไปถึงแต่ช้า ย้อนถาม ระเบิดลงที่นาแต่ได้หลักสิบ เพียงพอหรือไม่ 

28 สิงหาคม 2568 เมื่อเวลา 09.40 น. ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทยยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมเรื่องปัญหาการเยียวยาตามแนวชายแดนไทยกัมพูชาว่า ต้องยอมรับว่าการปะทะตามแนวชายแดนระหว่างไทยกัมพูชาประชาชนจำนวนมากรวมถึงภาคธุรกิจ เป็นผู้ที่เสียสละดังนั้นเมื่อมีผลกระทบเกิดขึ้นและทุกวันนี้ยังคงมีอยู่ แม้การปะทะยุติลงชั่วคราว ตนคิดว่าการเยียวยาประชาชนเหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้นเมื่อไปเห็นด้วยตาตัวเองการเยียวยาจึงยังคงมีความจำเป็น แล้วจะเป็นการสร้างความมั่นใจว่าประเทศเรารัฐบาลเรายังคงดูแลประชาชนไม่ได้ทอดทิ้ง แล้วต้องไม่ลืมว่าการปะทะอาจเกิดขึ้นได้อีก ถ้าการเยียวยาไม่มีประสิทธิภาพ และไม่ดีพอ สุดท้ายประชาชนอาจจะตัดสินใจอีกแบบหนึ่ง เมื่อมีการปะทะในครั้งต่อไป เช่น อาจจะอยู่เฝ้าบ้าน จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องสร้างการเยียวยาที่มีประสิทธิภาพ วันนี้จึงได้เชิญหน่วยงานต่างๆ มาพูดคุยในเรื่องนี้

นายรังสิมันต์ ยังกล่าวว่า เบื้องต้นมีแนวทางการเยียวยาออกมาแล้วแต่ยังไปไม่ถึง หรือไปถึงแต่ช้าหรือยังไม่มีประสิทธิภาพ เช่น มีระเบิดลงในไร่นาไร่สวน แต่ให้เงินเยียวยาหลักสิบมันก็ดูมันก็ดูไม่สมเหตุสมผลเท่าไหร่ หรือแม้แต่การขาดรายได้ก็มีผลกระทบ รวมถึงตลาดค้าขายที่วันนี้เราต้องมองหาตลาดอื่น แต่จะทำอย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพ ทั้งนี้ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วได้มีการพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องแรงงานก็มีนโยบายใหม่ๆ ออกมา และพบว่ามีแรงงานที่สามารถเข้าสู่ระบบ และทดแทนได้กว่า 4 หมื่นคน แต่ตัวเลขที่หายไปคือ 8 แสนคน จึงต้องยอมรับว่าเรามีแรงงานไม่เพียงพอ ดังนั้นจึงต้องหามาตรการอื่นเช่นการนำเข้าแรงงานจากประเทศอื่นในละแวกนี้ แต่ไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาได้ทันที

เมื่อถามว่า การเยียวยาต้องจำแนกกลุ่มประชาชนที่เดือดร้อนหรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า กลุ่มไหนที่ตกหล่นต้องทำให้เข้ากลุ่ม กลุ่มไหนที่ได้แล้วก็ต้องไปดูว่าเพียงพอต่อสถานการณ์หรือไม่ และอันไหนที่ยังขาดความสมเหตุสมผลก็ต้องแก้ไข และต้องเร่งสร้างความมั่นใจถ้าไม่มีความมั่นใจต่อไปอาจจะมีปัญหาในลักษณะแบบนี้อีกประชาชนก็จะมีคำถาม

‘โรม’ชี้สร้าง‘กำแพงไทย-กัมพูชา’ต้องตอบโจทย์จัดการสิ่งผิดกม.ได้ ไม่ใช่แค่กันคนข้ามไปมา

‘โรม’ชี้สร้าง‘กำแพงไทย-กัมพูชา’ต้องตอบโจทย์จัดการสิ่งผิดกม.ได้ ไม่ใช่แค่กันคนข้ามไปมา

‘โรม’ชี้สร้าง‘กำแพงไทย-กัมพูชา’ต้องตอบโจทย์จัดการสิ่งผิดกม.ได้ ไม่ใช่แค่กันคนข้ามไปมา

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.20 น.

‘โรม’ชี้สร้าง‘กำแพงไทย-กัมพูชา’ต้องตอบโจทย์จัดการสิ่งผิดกฎหมายได้ ไม่ใช่แค่กันคนข้ามไปมา พร้อมเชื่อ‘เขมร’ใช้ปมกับระเบิด สร้างจิตวิทยาหวังให้เกิดความรุนแรง หลังล่าสุดทหารไทยยังเหยียบกับระเบิดบริเวณปราสาทตาควาย มองจดหมาย‘ทรัมป์’ถึง‘ฮุน มาเนต’เป็นเรื่องต่างตอบแทน แนะ กต.เร่งทำงาน ย้ำ เวที ICC สำคัญ

เมื่อเวลา 09.40 น.วันที่ 28 ส.ค.68 ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) สนับสนุนการสร้างกำแพงไทยกัมพูชา ว่า ชายแดนไทยกัมพูชามีระยะทางประมาณ 800 กม. ถ้าจะสร้างกำแพงต้องคุยกันว่าวัตถุประสงค์คืออะไร ถ้าต้องการป้องกันไม่ให้มีการลักลอบข้ามผ่านไปมา คำถามสำคัญคือตนไปเห็นด้วยตาตัวเอง บริเวณจังหวัดสระแก้วก็มีการสร้างกำแพงแต่ก็มีการลักลอบเข้าออกตรงนั้น ดังนั้น ต้องถามว่าโจทย์คืออะไร ข้อเสนอของตนถ้าจะสร้างกำแพงแล้วตอบโจทย์ต่อวัตถุประสงค์ก็สร้างได้ แต่ถ้าบอกว่าต้องการป้องกันการลักลอบข้ามไปมา สิ่งที่เราต้องการมากกว่ากำแพง เช่น กล้อง CCTV หรือดีกว่านั้นคือ Smart Poe มีเทคโนโลยี AI กล้องอยู่ในตัว สามารถเชื่อมเข้ากับระบบที่กรุงเทพฯ และสามารถตรวจสอบได้ว่ามีการลักลอบผ่านหรือไม่ แต่ถามว่าวันนี้ลวดหีบเพลงยังมีปัญหาไม่เพียงพอ ขณะเดียวกันกองกำลังในพื้นที่ยังไม่มีการเชื่อมฐานข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ ดังนั้น เวลาบอกว่าจะทำต้องถามว่าโจทย์คืออะไร

“ถ้าจะมีมาตรการอะไรก็แล้วแต่ ต้องจัดการกับสิ่งที่ผิดกฎหมายได้ แต่ถ้าทำไปแล้ว ใช้ภาษีประชาชนไปแล้วแก้ปัญหาไม่ได้ ก็คือการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ผมไม่ได้หมายความว่าสร้างกำแพงแล้ว เป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ขอร้องว่าอย่าไปโควทแบบนั้น เพราะจะเข้าใจผิด แต่ผมกำลังบอกว่ามาตรการอะไรที่ออกมาต้องตอบโจทย์ในการแก้ปัญหาที่ผิดกฎหมาย ซึ่งผมคิดว่าเราต้องลงทุนกับเรื่อชายแดนมากกว่านั้น คงได้มีการหารือกับผบ.สส. ต่อไป ผมกับผบ.สส.ก็คุยกันเป็นระยะอยู่แล้ว ดังนั้น การระดมความเห็นเพื่อแก้ปัญหาการข้ามแดนผิดกฎหมาย ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ควรทำ” นายรังสิมันต์ กล่าว

ส่วนกรณีล่าสุดที่มีทหารเหยียบกับระเบิดบริเวณปราสาทตาควาย จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งทางกัมพูชายืนยันว่าไม่ใช่เป็นของใหม่แต่เป็นของเก่า นายรังสิมันต์ กล่าวว่า อย่างแรกคิดว่าไม่ใช่กับระเบิดของฝ่ายไทยแน่นอน ส่วนเรื่องที่เป็นของเก่าหรือไม่ ประการแรกฝ่ายไทยมีการลาดตระเวนเป็นปกติทำไมที่ผ่านมาไม่มีปัญหา เรื่องนี้ตรวจสอบได้ไม่ยากว่าเป็นระเบิดเก่าหรือใหม่ ซึ่งช่วงที่ผ่านมามีการเชิญทูตและทูตทหารไปดูพื้นที่ ดังนั้น ตนไม่เชื่อว่าทางฝ่ายเราจะมีการสร้างหลักฐานเท็จอะไร ด้วยเหตุผลเหล่านี้ต้องยอมรับว่าทางกัมพูชาอาจจะพยายามใช้เรื่องกับระเบิดในการสร้างจิตวิทยา และอาจเป็นชนวนที่ทำให้เกิดความรุนแรง ตนย้ำหลายครั้งว่าทางกัมพูชาทำให้ตัวเองเป็นเหยื่อเพื่อให้สามารถเอาโลกมากดดันไทย เราต้องยอมรับว่าอาจจะมีบางประเทศมองว่ากัมพูชาเป็นประเทศเล็ก และประเทศไทยในฐานะที่เป็นประเทศที่ใหญ่กว่าไปรังแกเขา ดังนั้น วันนี้เราต้องคิดว่าจะทำอย่างไรที่จะทำให้ชนะทั้งศึกและสงคราม อย่าเพลี่ยงพล้ำ

“แน่นอนว่าผมเสียใจกับผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ และต้องมีอุปกรณ์ที่เพียงพอ ประเภทที่ต้องใช้ไส้ไก่รัดแผลกันอยู่แบบนี้ ผมไม่เห็นด้วย ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศที่ยากจน เรามีงบประมาณที่จะสนับสนุนได้ อะไรก็ตามที่เป็นอุปกรณ์ห้ามเลือดที่มีประสิทธิภาพกว่านี้ ผมก็สนับสนุนให้ทำ” นายรังสิมันต์ กล่าว

ส่วนกรณีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐอเมริกา ส่งจดหมายขอบคุณนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่เสนอชื่อเข้าชิงรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ ปมหยุดยิงไทยกัมพูชา นายรังสิมันต์ กล่าวว่า มองว่าเป็นหลักการต่างตอบแทน ซึ่งกัมพูชาพยายามไปชูทรัมป์ให้ได้รางวัลโนเบล จึงมองว่าเป็นเรื่องมารยาททางการทูต ซึ่งในส่วนของจดหมายยังไม่ได้ทำให้ประเทศไทยเสียหายอะไร อย่างไรก็ตาม กระทรวงการต่างประเทศต้องเร่งทำงาน และขอย้ำอีกครั้งว่าศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) เป็นเครื่องมือสำคัญ ซึ่งกมธ.ความมั่นคงฯ จะมีการนัดหารือกับรัฐบาลในวันที่ 5 ก.ย. นี้ เพื่อพูดคุยเรื่องดังกล่าว

‘ภูมิธรรม’บอกต้องไปพิสูจน์หลักฐาน หลัง‘กัมพูชา’โต้เป็นทุ่นระเบิดเก่า

‘ภูมิธรรม’บอกต้องไปพิสูจน์หลักฐาน หลัง‘กัมพูชา’โต้เป็นทุ่นระเบิดเก่า

‘ภูมิธรรม’บอกต้องไปพิสูจน์หลักฐาน หลัง‘กัมพูชา’โต้เป็นทุ่นระเบิดเก่า

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.55 น.

“ภูมิธรรม”บอกต้องไปพิสูจน์หลักฐาน หลัง”กัมพูชา”โต้เป็นทุ่นระเบิดเก่า ไม่ขอลงความเห็น หลัง”ผบ.ทสส.”หนุนสร้างรั้วถาวรบ้านหนองจาน ระบุหากเขตแดนชัดก็สร้างได้ แต่ต้องไปว่ากันในวงประชุมจีบีซี

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พลทหารเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคล บริเวณปราสาทตาควาย ตำบลบักได อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งพบว่าเป็นระเบิดใหม่ ว่าตอนนี้ก็ยังมีการถกเถียงกันอยู่ แต่ตนได้พูดคุยกับ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม ในฐานะรักษาราชการแทน รมว.กลาโหม แล้ว ท่านบอกว่าเรื่องนี้ต่างฝ่ายต่างเก็บหลักฐาน โดยจะนำเข้าไปสู่วงประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือ จีบีซี ที่จะมีการประชุมกันในวันที่ 10 กันยายนนี้ ซึ่งเป็นเรื่องตกค้างตั้งแต่ครั้งที่แล้ว แต่เขาปฏิเสธและตอนนี้เพิ่งจะยอมรับให้เข้าไปเป็นหนึ่งในประเด็นที่จะพูดคุยในวงประชุมดังกล่าว

เมื่อถามว่า ฝ่ายกัมพูชาออกมาแถลงแสดงความเสียใจ แต่ยืนยันว่าระเบิดที่พลทหารเหยียบนั้นเป็นระเบิดเก่า ไม่ใช่ของใหม่ที่กัมพูชาไปวางไว้ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ก็อยู่ที่ข้อเท็จจริงและหลักฐาน

เมื่อถามว่า ไทยจะยกระดับมาตรการให้มากกว่านี้หรือไม่ เนื่องจากมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่ารัฐบาลทำได้แค่ประท้วง นายภูมิธรรม กล่าวว่า ต้องเข้าใจในกระบวนการแก้ไขปัญหาระหว่างประเทศ ซึ่งเมื่อเราทำตามกระบวนการทั้งหมด นานาชาติก็ชื่นชมในสิ่งที่เราทำ ทั้งนี้ จากที่ตนได้พูดคุยกับหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงได้ร่วมรับประทานอาหารกับเอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์ประจำประเทศไทยเมื่อคืนที่ผ่านมา ก็เห็นว่าทุกคนก็ชื่นชม ว่าเราทำตามในกระบวนการทางกฎหมาย จึงต้องให้ความสำคัญและระมัดระวัง เพราะหากผลีผลามไปก็จะเกิดเช่นเดียวกับกรณีปี 2554 ที่เราเสียเขาพระวิหาร เพราะฉะนั้นไม่เกี่ยวว่าเรามีแต่ประท้วง แต่ทำให้เรายืนอยู่ในจุดที่ได้รับความเห็นใจและได้รับการสนับสนุนจากนานาชาติ เพราะเราปฏิบัติตามกฎหมายทุกอย่าง

เมื่อถามว่า รัฐบาลมองอย่างไรถึงกรณีที่ พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ออกมาระบุว่า มีแนวคิดให้สร้างรั้วถาวรบริเวณชายแดนบ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว หากเวทีจีบีซีมีการแบ่งเขตแดนที่ชัดเจนนั้น นายภูมิธรรม กล่าวว่า รัฐบาลยังไม่ได้มอง เพราะยังไม่ได้เสนอเรื่องมาให้รัฐบาลพิจารณา แต่ตนก็เข้าใจผู้บัญชาการทหารสูงสุดว่าท่านอยากทำให้ได้รับความสบายใจในการแก้ไขปัญหา ซึ่งในความเป็นจริงถ้าตรงไหนมันชัดแล้วก็สร้างได้ แต่หากตรงไหนยังไม่ชัด ต้องเคลียร์ให้ชัดก่อน ไม่เช่นนั้นจะกระทบปัญหาต่างๆ ได้อีก อย่างไรก็ตาม ชายแดนขณะนี้ตลอดแนวมีส่วนที่ชัดเจนแล้ว แต่ก็ยังมีส่วนที่ไม่ชัดอยู่ ดังนั้นส่วนที่ยังไม่ชัดก็ต้องไปพูดคุยกันตามกระบวนการต่อไป

‘ภูมิธรรม’เผย ก.ย.‘เขากระโดง’ชัดเจนหมด ลุยเพิกถอนก่อน กร้าวไม่พอใจท้วงที่ศาล

‘ภูมิธรรม’เผย ก.ย.‘เขากระโดง’ชัดเจนหมด ลุยเพิกถอนก่อน กร้าวไม่พอใจท้วงที่ศาล

‘ภูมิธรรม’เผย ก.ย.‘เขากระโดง’ชัดเจนหมด ลุยเพิกถอนก่อน กร้าวไม่พอใจท้วงที่ศาล

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.50 น.

‘ภูมิธรรม’โวสิ้น ก.ย.มีข่าวดี‘เขากระโดง’ชัดเจนหมด ลุยเพิกถอนก่อน ไม่พอใจไปท้วงที่ศาล บอกปม‘สนามบอล-สนามแข่งรถ’ต้องให้เจ้าของที่จริงตัดสินใจ ใครมาอยู่หลัง พ.ร.ฎ.ผิดหมด โอ่ปรับมาตราส่วนของ‘กรมที่ดิน-รฟท.’เรียบร้อยแล้ว

เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 28 ส.ค.68 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกฯ ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าเรื่องการเพิกถอนที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ อธิบดีกรมที่ดินคนใหม่ได้เซ็นหรือยัง ว่า ยัง ภายในสิ้นเดือน ก.ย. น่าจะชัดเจนทั้งหมด เพราะขณะนี้ท่านเพิ่งมารับตำแหน่ง โดยได้มีการประชุมและดูสภาพปัญหาทั้งหมดแล้ว เราไม่ได้กระเหี้ยนกระหือรือผลีผลามจะทำ เราทำตามกระบวนการกฎหมาย เท่าที่ดูไทม์ไลน์น่าจะมีข่าวดีที่ชัดเจนช่วงสิ้นเดือน ก.ย.ว่าเราได้ทำตามกฎหมาย

เมื่อถามถึงความชัดเจนของพื้นที่สนามฟุตบอลและสนามแข่งรถ ต้องรื้อถอนหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ต้องว่าตามกฎหมาย โดยอิงคำพิพากษาศาลทั้งหมด ตนประชุมกับทุกส่วนแล้ว ตามไทม์ไลน์ที่วางไว้จะดำเนินการบางประการและเปิดโอกาสให้ทักท้วง ซึ่งกระบวนการทางกฎหมายเราจะเดินถึงที่สุด ส่วนการทักท้วงไปว่ากันที่ศาล

เมื่อถามย้ำว่า หมายความว่าจะเพิกถอนก่อนค่อยทักท้วงทีหลัง หรือจะเปลี่ยนเป็นการเช่า นายภูมิธรรม กล่าวว่า มันเป็นคนละขั้นตอน อยู่ๆ ไปตัดสินไม่ได้ สมมุติว่าถ้าเราไปอยู่ที่ดินของหลวง ใครเป็นเจ้าของพื้นที่นั้นเขาก็เป็นคนตัดสินใจ หากมีฝ่ายที่อยากจะเปลี่ยนแปลงอะไร หรืออยากขอความเยียวยาช่วยเหลืออะไรตามกฎหมายที่ทำได้ก็ต้องให้ผู้มีอำนาจเป็นเจ้าของที่แปลงนั้น เราต้องว่าไปตามสิทธิ์ของแต่ละคน ใครมีหลักฐานได้ที่ดินมาก่อนมีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตสร้างทางรถไฟหลวง หรือก่อนพระเจ้าอยู่หัวจะพระราชทานก็ว่าไป แต่ถ้ามาหลังจากนั้นไม่ว่าจริงหรือไม่ ก็ผิดกฎหมายทั้งนั้น ส่วนจะผิดกฎหมายในขั้นตอนที่ต้องดำเนินการอย่างไร ก็ว่าอีกเรื่อง เพราะหากพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานก็เป็นที่หลวงมาตั้งแต่ต้น พระราชกฤษฎีกาที่ออกมาในรัชกาลที่ 6 ประกาศชัดเจนว่าที่ดินแปลงนี้เป็นของหลวง 

นายภูมิธรรม กล่าวว่า การที่ที่ดินแปลงนี้เป็นของหลวง สิ่งที่ศาลต้องการให้ทำอย่างเดียวคือ ปรับให้มาตราส่วนของกรมที่ดินและการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ตรงกัน ตอนนี้เกือบจะเรียบร้อยแล้ว ก็ถือว่าเรียบร้อยแล้วได้ เพราะหลังจากนี้ได้มีการรังวัดใหม่ ไปดูแล้ว มาปรับกันแล้ว ถ้าสองฝ่ายชัดเจนตรงนี้จะเป็นแผนที่ประกอบการดำเนินการและประกาศให้ผู้อยู่ในพื้นที่รับทราบ เพื่อให้ได้รู้ว่าถูกกล่าวหาว่าเข้ามาในที่ดินของหลวง ซึ่งโฉนดต่างๆ ที่ได้มา ต้องถือว่าได้มาโดยมิชอบ ส่วนจะตรงไหน แล้วใครจะรับผิดชอบ ก็ว่าไป ถ้าชัดเจนทั้งหมด กรมที่ดินสามารถประกาศยกเลิกโฉนดเดิมแล้วให้ไปเรียกร้องเอา

ผู้สื่อข่าวถามว่า ช่องทางที่จะให้ร้องทีหลัง คือ ช่องทางตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ใช่หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า คงหลายส่วน ตนเล่ากระบวนการไปแล้ว ขั้นตอนมีหลายอย่าง มีกรรมการที่ต้องขึ้นมา และยังมีกรณีของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) อีก ต้องว่าไปตามนั้น ตนมีหน้าที่ทำให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาล สรุปอย่างไรก็แค่นั้น ส่วนกระบวนการหลังจากนี้เป็นเรื่องของกรมที่ดิน รฟท. และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่ได้รับผลกระทบ

‘ภูมิธรรม’ย้อนถามสื่อ ใครปล่อยข่าวซื้อเสียงโหวต 2 พันล้าน พลิกขั้วล้มรัฐบาล

'ภูมิธรรม'ย้อนถามสื่อ ใครปล่อยข่าวซื้อเสียงโหวต 2 พันล้าน พลิกขั้วล้มรัฐบาล

‘ภูมิธรรม’ย้อนถามสื่อ ใครปล่อยข่าวซื้อเสียงโหวต 2 พันล้าน พลิกขั้วล้มรัฐบาล

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.23 น.

“ภูมิธรรม”ย้อนถามสื่อ ใครปล่อยข่าวซื้อเสียงโหวต 2 พันล้าน พลิกขั้วล้มรัฐบาล จะไปหา บอกอย่าเพิ่งคิด ศาลยังไม่ตัดสิน

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวมีการซื้อเสียงโหวต 2 พันล้าน เพื่อล้มรัฐบาล หากมีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ โดย นายภูมิธรรม ได้ย้อนถามสื่อว่า “ใครหรอครับ บอกมาเลย ผมจะได้ไปเจอ ผมยังไม่เคยได้ยินเรื่องนี้”

เมื่อถามย้ำว่า กังวลหรือไม่ว่า หากหลังวันที่ 29 ส.ค.หากมีอุบัติเหตุทางการเมืองกับ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ ซึ่งต้องมีการโหวตเลือกนายกฯ ใหม่ อาจจะมีการพลิกขั้ว นายภูมิธรรม กล่าวว่า อย่าไปคิดสิ่งที่ยังไม่เกิด ตรงนั้นจะเกิดเมื่อ น.ส.แพทองธาร มีความผิด แต่ตอนนี้เรายังไม่รู้เลยว่านายกฯ มีความผิดหรือไม่ เอาไปทีละขั้นตอน

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ สส.พรรคเพื่อไทย (พท.) จะนั่งรถบัสจากพรรคมาให้กำลังใจ น.ส.แพทองธาร ที่ทำเนียบรัฐบาล ในวันพรุ่งนี้ (29 ส.ค.) นายภูมิธรรม กล่าวว่า ตนไม่ทราบ คงมาให้กำลังใจนายกรัฐมนตรี ที่ผ่านมาตนไม่ได้เข้าพรรคเลย เพราะมีภารกิจเยอะ เลยไม่ทราบว่าเขาคุยอะไรกัน

เมื่อถามว่า มีการมองกันว่า บรรดา สส.รู้ผลล่วงหน้าแล้ว นายภูมิธรรม กล่าวว่า อย่าไปคิดอย่างนั้น ตนเชื่อว่า สส.พรรคเพื่อไทย เชื่อในความตั้งใจและความบริสุทธิ์ใจของนายกฯ และเชื่อว่าข้อกล่าวหาไม่ใช่ปัญหา และผู้เชี่ยวชาญด้านต่างประเทศหลายส่วนก็ระบุว่าเป็นเรื่องธรรมดาทางการทูต ดังนั้น สส.จึงมั่นใจและคิดว่าจะประสบความสำเร็จ เลยอยากมาแสดงความยินดี อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครรู้ว่าศาลจะใช้ดุลพินิจอย่างไร

เปิดมุมมองนักกฎหมายมหาชน ‘อิ๊งค์’จงใจเอื้อประโยชน์‘ฮุน เซน’ ส่อขาดคุณสมบัตินายกรัฐมนตรี

เปิดมุมมองนักกฎหมายมหาชน ‘อิ๊งค์’จงใจเอื้อประโยชน์‘ฮุน เซน’ ส่อขาดคุณสมบัตินายกรัฐมนตรี

เปิดมุมมองนักกฎหมายมหาชน ‘อิ๊งค์’จงใจเอื้อประโยชน์‘ฮุน เซน’ ส่อขาดคุณสมบัตินายกรัฐมนตรี

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 09.44 น.

‘ดร.ณัฏฐ์’ชี้ ประเด็นสำคัญแห่งคดีแพทองธาร‘มีมูลเหตุจูงใจ’ และมีพฤติการณ์‘จงใจเอื้อประโยชน์’ให้แก่‘ฮุน เซน’ทำให้ขาดคุณสมบัตินายกรัฐมนตรี

28 สิงหาคม 2568 สืบเนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญได้นัดอ่านคำวินิจฉัยในคดีที่นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ถูก สว.สีน้ำเงิน กล่าวหาว่า ขาดคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในวันที่ 29 สิงหาคม 2568 เวลา 15.00 น. จึงเป็นจุดชี้ชะตาของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร  ผลคดีจะเป็นอย่างไร ทำให้สถานการณ์การเมืองภายในประเทศร้อนแรง โดยถูกจับตาของทุกฝ่ายว่า ผลคดีจะออกมาเป็นอย่างไร นั้น

ล่าสุด “ดร.ณัฏฐ์” หรือ ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน ให้ความเห็นเพื่อประโยชน์สาธารณะและกล่าวว่า จุดชี้ขาดคดีพลิกเกมของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี  ในแง่พยานหลักฐาน และคำชี้แจงฝ่ายผู้ถูกร้อง ทำให้ขาดคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรี

กรณีคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธารฯ นายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (4) และ (5)

ปมคลิปเสียง เป็นปัญหาข้อเท็จจริง นำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมาย ที่เรียกว่า “ปัญหาข้อเท็จจริง” ตัวแปรสำคัญ เมื่อเทียบเคียงกับการตีความ ในคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 21/2567 นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ที่รัฐธรรมนูญมาตรา 211 วรรคท้าย มีผลเสร็จเด็ดขาดและผูกพันทุกองค์กร 

คือ “มีมูลเหตุจูงใจ” หรือไม่ และเป็นการกระทำโดย จงใจ “เอื้อผลประโยชน์”ให้แก่กัมพูชา หรือไม่ จะเป็นประเด็นที่ศาลหยิบมาวินิจฉัย 

ปัญหาว่า “มีมูลเหตุจูงใจ”หรือไม่  เป็นปัญหาข้อเท็จจริงว่า ในวันที่ 15 มิถุนายน 2568 มีการเจรจาพูดคุยลับ ระหว่างนางสาวแพทองธาร ชินวัตร กับนาย ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา และเป็นบิดาของนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา  โดยถูกแอบบันทึกเสียง และถูกปล่อยออกมาในวันที่ 18 มิถุนายน 2568 โดยวันดังกล่าว นางสาวแพทองธารฯ แถลงต่อสาธารณะ ยอมรับ “เป็นคลิปเสียงจริง”   ปัญหาว่า มีมูลเหตุจูงใจหรือไม่ และได้ผลประโยชน์หรือไม่ ในวันที่ 16 มิถุนายน 2568 กำหนดการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (โต๊ะใหญ่) ในเรื่องข้อพิพาทไทย/กัมพูชา หลายภาคส่วน เป็นเรื่องสำคัญและเร่งด่วนของประเทศ กลับถูกยกเลิก ไม่มีการประชุม อันเป็นผลจากพูดคุยในวันที่ 15 มิถุนายน  แต่นางสาวแพทองธารฯ กลับเรียกประชุม(โต๊ะเล็ก) ที่บ้านพิษณุโลก บางเฉพาะหน่วยงาน ทำให้ข้อเท็จจริงย้อนแย้งกัน แม้โอยความรับผิดให้นายภูมิธรรมฯ รองนายกและ รมว.กลาโหม ขณะนั้น แต่นายภูมิธรรมฯ ไม่ได้มาเป็นพยานสนับสนุนและนางสาวแพทองธารฯไม่ได้ยกเป็นข้อต่อสู้ในคำชี้แจง ทำให้มีน้ำหนักน้อย 

อาจถูกหยิบไปตีความว่า ในการยกเลิกประชุม สมช.เป็นมูลเหตุจูงใจ ให้ฝ่ายกัมพูชาได้ประโยชน์และการยกเลิกการประชุมเรื่องสำคัญและแก้ปัญหาไม่ทันท่วงที เป็นการจงใจปฏิบัติหน้าที่โดยไม่สุจริต เป็นที่ประจักษ์ กระทบเกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ กระทบต่อความมั่นคงของรัฐและความสงบเรียบร้อยของประชาชน เข้าข่ายเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่สุจริตเป็นที่ประจักษ์ กระทบต่อเกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ ความมั่นคงแห่งรัฐ ตามมาตรฐานจริยธรรมฯ 2561 มาตรฐานทางจริยธรรมอันเป็นอุดมการณ์ ข้อ 6 และ ข้อ 8 ข้อ 27  เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่สุจริตและฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง  ทำให้ขาดคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (4) (5)

ส่วน เป็นการกระทำโดย จงใจ “เอื้อผลประโยชน์” หรือไม่ มีพยานวัตถุคลิปเสียงของฝ่ายผู้ร้อง สว.สีน้ำเงิน เป็นหลักฐาน เป็นคลิปเสียงบทสนทนา ที่ว่า “…uncle (แปลว่า คุณลุง) และโดยยืนยันข้อเท็จจริงว่า “จริง ๆ แล้ว ถ้าท่านอยากได้อะไรก็ให้ ท่านบอกมาได้เลยค่ะ เดี๋ยวจะจัดการให้…” รวมทั้ง “… เรียกแม่ทัพภาคที่ 2 ของไทย ซึ่งเป็นผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่อย่างเข้มแข็งเพื่อประเทศชาติและประชาชนว่า “ฝั่งตรงข้าม” ข้าพเจ้า” 

คำว่า “จงใจ” มีความหมายในลักษณะกว้างกว่า คำว่า “เจตนา”ในคดีอาญา และคดีนี้ไม่ใช่คดีอาญา แต่เป็นคดีรัฐธรรมนูญ ศาลตีความหมายลักษณะกว้าง โดยเฉพาะคำว่า “เอื้อประโยชน์”ยินยอมให้ใช้ตำแหน่งในการแสวงหาประโยชน์ ไม่ว่าในทางตรงหรือทางอ้อม เข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรม ตามที่ระบุไว้ใน ข้อ 8 แห่งมาตรฐานจริยธรรมฯ 2561

ไม่ต่างจากคำว่า “ลูกจ้าง” ในคดีของนายสมัคร สุนทรเวช ศาลตีความตามพจนานุกรมฯ มิใช่ตีความความหมาย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ

อาจถูกหยิบไปตีความได้ว่า  ข้อความบทสนทนาทั้ง 2 ส่วน ตามคลิป เป็นการไม่รักษาเกียรติภูมิและผลประโยชน์ของประเทศชาติ กระทบต่อความมั่นคงแห่งรัฐ มีพฤติการณ์รู้เห็น ยินยอมให้นายฮุน เซน ฝ่ายกัมพูชา ใช้ตำแหน่งหน้าที่ของตนเองแสวงหาประโยชน์ที่มิชอบ  อันเป็นการกระทำที่ถือเอาประโยชน์ส่วนตนเหนือกว่าประโยชน์ประเทศชาติ  เป็นการกระทำขัดกันของประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์ส่วนรวม ทั้งนี้ ไม่ว่าทางตรงหรืออ้อม ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เป็นการเอื้อประโยชน์กับกัมพูชา

อันอาจกระทบกระเทือนต่อความเชื่อศรัทธาของประชาชนต่อการปฏิบัติหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี ขัดต่อมาตรฐานจริยธรรมฯ 2561 ข้อ 6, 7, 8,11,17,19,27  ซึ่งรัฐธรรมนูญมาตรา 219 บังคับใช้กับรัฐมนตรีด้วย ทำให้ขาดคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (4) (5)             

ส่วนที่ถามว่า หากเป็นการเจรจากันไม่เป็นทางการ มีผลในทางกฎหมายอย่างไร  ดร.ณัฏฐ์ อธิบายว่า  ต้องทำความเข้าใจว่า การพูดคุยกันส่วนตัว กับคำว่า “เจรจา” มีความหมายแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง  เพราะการเจรจามีในรูปแบบทางการหรือไม่เป็นทางการก็ได้ คู่เจรจาเป็นใคร เจรจากันเรื่องอะไร มีข้อต่อรอง และข้อตกลงกันอย่างไร เป็นข้อสำคัญ การเจรจากัน เป็นทางการหรือไม่ ไม่ใช่ข้อสาระสำคัญ เพราะนางสาวแพทองธารฯ ผู้ถูกร้อง ในคำชี้แจง ได้ยอมรับว่า ได้ “เจรจาจริง” แต่สู้ว่า เจรจาเชิงตั้งคำถาม เทคนิคเจรจา ที่นางสาวแพทองธารฯ ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย มีฐานะเป็นผู้นำรัฐบาล หัวหน้าฝ่ายบริหารประเทศ และหัวหน้าฝ่ายปกครอง มีรัฐธรรมนูญและกฎหมายรองรับสถานะตลอดเวลาที่ดำรงตำแหน่งอยู่ โดยรัฐธรรมนูญ มาตรา 219 ประกอบมาตรฐานจริยธรรมฯ 2561 บังคับถึงรัฐมนตรีด้วย ทำให้ผลทางกฎหมายผูกพัน โดยนายฮุน เซน เป็นประธานวุฒิสภาและนายฮุน มาเนต บุตรชาย เป็นนายกรัฐมนตรี

พูด ภาษาชาวบ้านง่ายๆ คือ หาก “ฮุนเซน” ไม่มีบทบาทหลักของประเทศกัมพูชา คุณแพทองธารฯนายกรัฐมนตรีของไทย จะไปเจรจากับพ่อของฮุนมาเนต นายกรัฐมนตรี เพื่ออะไร  ทำไมไม่คุยกับฮุนมาเนต เพราะอำนาจการเมืองไทยกับกัมพูชา ต่างกันอย่างสิ้นเชิง อำนาจหลักและทิศทางของประเทศกัมพูชาอยู่ที่ “ฮุนเซน”แต่ผู้เดียว หากคุยกับพ่อ จบทุกอย่าง ดังเห็นได้จาก การบัญชาการรบไทย กัมพูชา ของฮุนเซน ที่ปล่อยผ่านโซเชียลออกมา 

แทงข้างหลัง!ชำแหละขบวนการ‘แยกทหารออกจากประชาชน’

แทงข้างหลัง!ชำแหละขบวนการ‘แยกทหารออกจากประชาชน’

แทงข้างหลัง!ชำแหละขบวนการ‘แยกทหารออกจากประชาชน’

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 09.06 น.

ชำแหละขบวนการ‘แยกทหารออกจากประชาชน’ แฉ‘นักการเมือง’แทงข้างหลัง ขืนให้บริหารประเทศ‘ไทยแพ้เขมรแน่’

28 สิงหาคม 2568 ปฏิพล อภิญญาณกุล นักเขียนชื่อดัง โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก Padipon Apinyankul ระบุว่า…

วิธีการทำลายทหารที่ดีที่สุดก็คือ “แยกทหารออกจากประชาชน”

การใช้กลยุทธ์แยกทหารออกจากประชาชน มีวิธีทำที่ลงทุนง่าย ๆ แค่ 2 วิธี คือ

1. ใช้บุคคลพูดด้วยวาจาอย่างต่อเนื่อง เป็นระยะ ๆ

2. ติดใบปลิวปล่อยข่าว โดยใช้สถานการณ์นั้น ๆ มาดัดแปลงถ้อยคำ และตั้งคำถาม ?

เช้ามืด ก่อนแสงสว่างจะกระจายมาถึงของวันที่ 25 สิงหาคม 2568 , ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ แม่ทัพภาคที่ 2 พล.ท.บุญสิน พาดกลาง ได้ถูกเชิญมาเป็นวิทยากร

ป้ายใบปลิวนี้ ถูกติดเพื่อให้เกิดเป็นข่าว และก็ได้เป็นข่าวสมใจ  ในเนื้อความของป้าย ใช้คำสั้น ๆ เพื่อตั้งคำถามด้อยค่าบุคคล ว่า

+ ลูกน้องเจ็บตาย คาชายแดน แม่ทัพโชว์แมน หาแสงส่อง

โดยฝีมือของกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า กลุ่มเสรีเกษตรศาสตร์

สิ่งที่น่าตลกของวิธีนี้ก็คือ ไม่ได้ติดตามข่าวสารบ้านเมืองอย่างต่อเนื่อง

ตอนที่ลูกน้องทหารไทยเจ็บตายที่ชายแดน  แม่ทัพภาคที่ 2 ก็ประจำอยู่ในพื้นที่ตลอดเวลา ท่านไม่ได้ออกมาโชว์แมนอย่างที่ประดิษฐ์วาทะกรรม

แม่ทัพกุ้ง ออกสื่อหลังจากมีการเจรจาสงบศึกแล้วต่างหากเล่า ช่วงก่อนหน้านั้นท่านไม่พูดอะไรเลย

การออกมาเล่าเรื่องแนวหน้า ก็เพื่อบอกเล่าให้เห็นสถานการณ์และจุดยืนของกองทัพ

ส่วนที่อ้างว่า ตนเองเองคือกลุ่มเสรีเกษตรศาสตร์ มันก็คือการ “เปลือย” ตัวเอง แบบหนังหน้าตึงและหนาถึง 3 นิ้ว

อะไรก็ตาม ที่ขึ้นต้นว่า “เสรี” หรือลงท้ายว่า “เสรี” . ล้วนคือพวกต่อต้านสังคม อ้างศักดินา อ้างชนชั้น อ้างความเสมอภาพ อ้างความเท่าเทียม

แท้จริง กลุ่มเสรีเหล่านี้ ก็เป็นแค่ “กระพี้” ที่ไม่มีแก่นข้างใน  – มีหัวไว้แค่กั้นหูไม่ให้ติดกัน เท่านั้น

วิธีการแยกทหารออกจากประชาชน ด้วย

1. ใช้บุคคลพูดจา สร้างวาทะกรรมต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องตามจังหวะและโอกาส อยู่เสมอ ๆ

2. ใช้สื่อ ใบปลิว ป้าย ตั้งคำถามที่เพื่อให้สังคมสงสัย โดยไม่สนใจคำตอบที่รู้อยู่แล้ว เพื่อด้อยค่าทำลายความเชื่อถือ

ต่างก็เป็นแผนต้องการชิงกระแสประชาชนให้ถอยห่างออกจากทหาร ..

ประเทศไทยนั้นเข้มแข็งได้ มาจาก 3 ส่วน คือ ประชาชน ทหาร และสถาบันพระมหากษัตริย์

โดยมีสิ่งที่เชื่อมต่อระหว่าง  ประชาชน ทหาร สถาบัน  นั้นคือนักการเมือง

ถ้าสถาบันอ่อนแอ ทหารอ่อนแอ เหลือเพียงแต่ประชาชน เท่านั้น .. พวกเขาย่อมเคว้งคว้าง

การเคว้งคว้างของประชาชน ทำให้เป็นช่องว่างที่นักการเมือง จะฉวยโอกาสนั้นดึงกระแสเข้าหาตนเองและพรรคพวก

เข้าใจหรือยัง ทำไมต้องด้อยค่าทำลายทหาร และสถาบัน

ทหารไม่ได้สู้รบกับศัตรูภายนอกประเทศเท่านั้น ยังต้องหวาดระแวง “การแทงข้างหลัง” ของนักการเมืองในประเทศอีกด้วย

วันนี้เราอาจจะชนะกัมพูชา แต่เรายังไม่ได้ชนะเด็ดขาดราบคาบ – มันเป็นแค่การชนะในระฆัง 2 ยกแรก

ซึ่งยังไม่อาจจะรู้ว่า ระฆังยกที่ 3-4-5 .. จนถึงยกที่ 10 จะถูกตีขึ้นอีกเมื่อไร

และวันนี้มีการตกแต่งคำใหม่ที่สวยหรูว่า

+ “สันติภาพจะไม่สามารถเบ่งบานได้ จากปลายกระบอกปืน”นั้น

เป็นสำนวนนิยายแห่งจินตนาการ ที่ละเลยความจริง

ซึ่งความจริงของโลกใบนี้ ได้ก่อเกิดสำนวนที่แท้จริงว่า

“สันติภาพ เกิดจากความกลัว”

ถ้าไม่กลัว การถกเถียงบนโต๊ะเจรจาก็ไม่มีวันยุติ

สงครามโลกทั้งสองครั้ง และสงครามย่อยตามชายแดนของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ล้วนเป็นเช่นนี้ ดังนั้นในสมัยหน้า .. ถ้าอยากให้ประเทศไทยแพ้กัมพูชา

เราก็ควรเลือกกลุ่มนักการเมืองที่หวังทำลายทหารและสถาบันเข้ามาบริหารประเทศ

ให้ทหารไปขับเรือประมง จับปลาซะ

‘บิ๊กป้อม’หนุนสร้าง‘กำแพงถาวร’ชายแดน ลั่น‘พปชร.’ผลักดัน 4 แนวทางปกป้องอธิปไตย

‘บิ๊กป้อม’หนุนสร้าง‘กำแพงถาวร’ชายแดน ลั่น‘พปชร.’ผลักดัน 4 แนวทางปกป้องอธิปไตย

‘บิ๊กป้อม’หนุนสร้าง‘กำแพงถาวร’ชายแดน ลั่น‘พปชร.’ผลักดัน 4 แนวทางปกป้องอธิปไตย

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 08.55 น.

‘พล.อ.ประวิตร’หนุนกองทัพสร้าง‘กำแพงถาวร’ชายแดน ย้ำเคยเสนอแนวคิดตั้งแต่สมัยเป็น‘แม่ทัพภาคที่ 1’ เผย‘พรรคพลังประชารัฐ’พร้อมผลักดัน 4 แนวทางเร่งด่วนเพื่อปกป้องอธิปไตยไทย

28 สิงหาคม 2568 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) และอดีตผู้บัญชาการทหารบก (อดีต ผบ.ทบ.) กล่าวถึงสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา หลังเกิดเหตุระเบิดซ้ำซ้อนในจังหวัดสุรินทร์ ส่งผลให้พลทหารอดิศร ป้อมกลาง สังกัดกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 23 ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการเหยียบกับระเบิด ซึ่งนับเป็นทหารไทยรายที่ 6 ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุลักษณะเดียวกัน โดยเหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความสะเทือนใจแก่ตนเองครอบครัวและชาวบ้านในพื้นที่ชายแดนที่ต้องเผชิญภัยคุกคามซ้ำแล้วซ้ำเล่า

พล.อ.ประวิตร ย้ำว่า พรรคพลังประชารัฐมีจุดยืนชัดเจนในการสนับสนุนการสร้าง “กำแพงคอนกรีตถาวร” ตามแนวชายแดน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เกิดเหตุปะทะและพบการฝังกับระเบิดบ่อยครั้ง เพื่อยกระดับการป้องกันและสร้างความมั่นคงถาวรให้แก่ประชาชน พร้อมเปิดเผยว่าแนวคิดนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นสิ่งที่ตนได้ริเริ่มตั้งแต่สมัยดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 1 และยังคงยึดมั่นจนถึงปัจจุบัน

“ทุกตารางนิ้วของผืนแผ่นดินไทย ต้องได้รับการปกป้องอย่างแข็งแรงที่สุด ประชาชนชายแดนต้องอยู่ได้อย่างปลอดภัย และไม่ถูกรุกรานซ้ำแล้วซ้ำเล่า” พล.อ.ประวิตรกล่าว พร้อมยืนยันว่าพรรค จะเดินหน้าผลักดันอย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดมาตรการป้องกันที่ยั่งยืน

ทั้งนี้พรรคพปชร.ได้เสนอ 4 แนวทางเร่งด่วน เพื่อแก้ไขสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา ดังนี้

1.ยืนยันอธิปไตยไทยทุกตารางนิ้ว เรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการตอบโต้ทั้งทางการทูตและด้านความมั่นคงอย่างเฉียบขาดและทันที

2.นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องควรแถลงต่อสภาและประชาชนโดยตรง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและชี้แจงแผนรับมืออย่างโปร่งใส

3.จัดตั้งคณะกรรมการวิสามัญเพื่อตรวจสอบและติดตามสถานการณ์ชายแดนอย่างต่อเนื่อง พร้อมตรวจสอบบทบาทนักการเมืองที่อาจขัดขวางการทำงานด้านความมั่นคง

4.เร่งดำเนินการสร้างกำแพงคอนกรีตถาวรในพื้นที่ที่เกิดเหตุซ้ำ เพื่อเสริมเกราะป้องกันอย่างถาวรและยั่งยืน

พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ตนขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลและกองทัพเร่งดำเนินการตามกฎหมายอย่างเต็มที่ และเยียวยาทหารผู้บาดเจ็บรวมทั้งครอบครัวอย่างครบถ้วนและเป็นธรรม โดยย้ำว่า “อธิปไตยไทยคือสิ่งสูงสุดที่ต้องปกป้องโดยไม่มีข้อยกเว้น”