‘กองทัพบก’ยันมีหลักฐานชัด‘ทุ่นระเบิดPMN-2’เป็นของใหม่ กระตุกศักดิ์ศรี‘เขมร’หยุดปฏิเสธ

‘กองทัพบก’ยันมีหลักฐานชัด‘ทุ่นระเบิดPMN-2’เป็นของใหม่ กระตุกศักดิ์ศรี‘เขมร’หยุดปฏิเสธ

‘กองทัพบก’ยันมีหลักฐานชัด‘ทุ่นระเบิดPMN-2’เป็นของใหม่ กระตุกศักดิ์ศรี‘เขมร’หยุดปฏิเสธ

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 08.43 น.

‘กองทัพบก’ยืนยันมีหลักฐานคลิปภาพคมชัด ทุ่นระเบิด PMN-2 เป็นของใหม่ ไม่ใช่ตกค้างจากสงคราม จี้‘กัมพูชา’หยุดปฏิเสธ ควรเคารพกติกาสากล

จากกรณีเมื่อวันที่ 27 ส.ค. 68 กระทรวงกลาโหมกัมพูชา ออกมาปฏิเสธต่อเหตุการณ์ที่ทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากทุ่นระเบิด โดยระบุว่า กัมพูชายืนยันว่าไม่ได้มีการใช้หรือวางทุ่นระเบิดใหม่ และยังคงปฏิบัติตามพันธกรณีในอนุสัญญาออตตาวา ว่าด้วยการห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคลนั้น

ล่าสุดวันที่ 28 ส.ค.68 พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ออกมาตอบโต้ว่า บริเวณพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา จะมีผู้เกี่ยวข้องอยู่เพียงสองฝ่ายคือ ไทยและกัมพูชา ที่ผ่านมามีเพียงฝ่ายไทยที่เป็นผู้ประสบเหตุมาโดยตลอด ประกอบกับเมื่อวันที่ 4 ส.ค.68 จากการสถาปนาความมั่นคงโดยหน่วยทหารช่าง บริเวณพื้นที่ภูมะเขือ มีการตรวจพบ ทุ่นระเบิดPMN-2 ทั้งที่เตรียมไว้รอนำไปติดตั้ง และที่ติดตั้งแล้ว บริเวณแนววางกำลังเดิมของฝ่ายกัมพูชาเป็นจำนวนมาก

อีกทั้งเมื่อวันที่ 22 ส.ค. 68 มีการตรวจพบทหารกัมพูชา 2–3 นาย แต่งกายในลักษณะหน่วย BHQ ปฏิบัติการดักซุ่มตรวจการณ์ฝ่ายไทย บริเวณทิศตะวันตกของเนิน 350 ใกล้ปราสาทตาควาย จึงได้ยิงขับไล่ไป เมื่อเข้าทำการตรวจสอบพื้นที่ พบ ทุ่นระเบิดPMN-2 จำนวน 1 ทุ่น ต่อมาหลังจากนั้นยังพบเพิ่มอีก 2 ทุ่น รวมเป็น 3 ทุ่นอยู่ในบริเวณดังกล่าว รวมถึงพบหลักฐานจากการโพสต์ภาพในสื่อสังคมออนไลน์ โดยอินฟลูเอนเซอร์กัมพูชาที่ไปถ่ายทำคอนเทนต์บริเวณปราสาทตาควาย และนำไปเผยแพร่เมื่อวันที่ 30 ก.ค. 68 โดยในภาพปรากฏเห็นพวงทุ่นระเบิด PMN-2 ร่วมอยู่ด้วย

พล.ต.วินธัย กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังมีคลิปจากแหล่งข่าวไม่เปิดเผย พร้อมเสียงสนทนาของทหารกัมพูชาที่กำลังเก็บและเคลื่อนย้าย ทุ่นระเบิดPMN-2 เพื่อไปวางในพื้นที่ใหม่ รวมทั้งคลิปจากโทรศัพท์ที่ทหารกัมพูชาทิ้งไว้ในพื้นที่ภูมะเขือ ซึ่งฝ่ายไทยตรวจพบเมื่อวันที่ 19 ส.ค. 68 โดยหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมของกองทัพเรือ (TMAC) เมื่อตรวจสอบภายในพบคลิปวิดีโอและภาพถ่ายที่ชัดเจนว่า ทหารกัมพูชากำลังถือทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 พร้อมเสียงสนทนาเป็นภาษาเขมร ระบุว่าเป็นการสาธิตวิธีการใช้งาน ก่อนนำไปลักลอบฝังในพื้นที่ชายแดนไทย

ประกอบกับท่าทีในการประชุม GBC เมื่อวันที่ 7 ส.ค. 68 ที่ผ่านมา กัมพูชาไม่ยอมรับข้อเสนอของไทยในการร่วมกันเก็บกู้ทุ่นระเบิด ทั้งที่กัมพูชามีภาพลักษณ์ในสายตานานาชาติว่าเป็นประเทศต่อต้านการใช้ทุ่นระเบิด และได้รับทุนสนับสนุนจำนวนมากในแต่ละปี และล่าสุดในเวทีการประชุม RBC แม้กัมพูชาจะเริ่มรับข้อเสนอ แต่ก็พยายามยื้อโดยขอให้ไปหารือรายละเอียดกันอีกครั้งในเวที GBC ลักษณะเหมือนเป็นการซื้อเวลา

อีกทั้งกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ยังได้ปฏิเสธอีกว่า ได้ย้ำเตือนต่อประเทศไทยและประชาคมระหว่างประเทศในหลายโอกาสแล้วว่า พื้นที่บางส่วนในเขตแดนของกัมพูชายังมีวัตถุระเบิดตกค้างจากสงครามกลางเมืองในอดีต

พล.ต.วินธัย กล่าวว่า ซึ่งต่อกรณีนี้ขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง เพราะหน่วยงาน TMAC ของไทย เคยเก็บกู้ทุ่นระเบิดตกค้างจากสงครามในอดีตเสร็จสิ้นแล้วเมื่อปี ค.ศ. 2019 รวมทั้งสิ้น 1,300 ลูก และในจำนวนนั้น ไม่พบว่ามีทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 แต่อย่างใด จึงยืนยันได้ว่า ทุ่นระเบิดที่ใช้กันในช่วงสงครามกลางเมืองของกัมพูชา ไม่ได้มีชนิด PMN-2 อยู่ในช่วงเวลานั้นแน่นอน

นอกจากนี้ ยังมีข้อสังเกตที่แตกต่างกันชัดเจน ระหว่างทุ่นระเบิดที่เคยใช้ในสงครามภายในของกัมพูชากับทุ่นระเบิด PMN-2 โดยทุ่นระเบิด PMN-2 มีลักษณะเป็นพลาสติกแข็ง ผิวมันวาว มีตัวอักษรและตัวเลขพิมพ์อยู่ด้านข้าง อ่านง่าย คมชัด ทั้งหมดนี้จึงยืนยันได้ว่าเป็นทุ่นระเบิดรุ่นใหม่

ตลอดจนการไม่ให้ความร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดโดย TMAC ในอดีต ซึ่งฝ่ายกัมพูชามักไม่ให้ความร่วมมือในหลายพื้นที่ใกล้แนวเส้นเขตแดน ถือเป็นข้อพิรุธที่สะท้อนถึงความไม่โปร่งใสของฝ่ายกัมพูชา รวมถึงเอกสารรายงานที่ส่งถึงอนุสัญญาออตตาวา ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2024 ระบุชัดเจนว่ากัมพูชายังคงครอบครองทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 และชนิดอื่น ๆ รวมกว่า 3,700 ลูก โดยอ้างว่าเก็บไว้เพื่อการฝึกตามมาตรา 3 ของอนุสัญญาฯ แต่กลับลักลอบนำทุ่น PMN-2 มาวางในเขตอธิปไตยของประเทศไทย

“กองทัพบกจึงขอเรียกร้องให้ทหารกัมพูชา ยึดมั่นในศักดิ์ศรีของการเป็นทหาร คำนึงถึงเกียรติยศขององค์กร การพยายามปฏิเสธในสิ่งที่ได้กระทำลงไปแล้ว ในขณะที่ฝ่ายไทยมีพยานหลักฐานสามารถบ่งชี้ได้อย่างชัดเจน ถือเป็นเรื่องที่น่าละอายอย่างยิ่ง จึงอยากให้ฝ่ายกัมพูชาเคารพในข้อตกลงที่มีระหว่างกัน และยึดมั่นในกฎกติกาสากลอย่างเคร่งครัด ไม่ใช่เพียงแค่คำพูดเท่านั้น แต่ควรแสดงออกผ่านการกระทำด้วย” พล.ต.วินธัย กล่าว

ฉายภาพการเมือง แม้‘อิ๊งค์’รอดคดีคลิปเสียง ยังเจอ‘3 กับดัก’

ฉายภาพการเมือง แม้‘อิ๊งค์’รอดคดีคลิปเสียง ยังเจอ‘3 กับดัก’

ฉายภาพการเมือง แม้‘อิ๊งค์’รอดคดีคลิปเสียง ยังเจอ‘3 กับดัก’

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 08.27 น.

ฉายภาพการเมือง แม้‘อิ๊งค์’รอดคดีคลิปเสียง ยังเจอ‘3 กับดัก’

28 สิงหาคม 2568 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์คลิป พร้อมเนื้อหาบนเฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” ระบุว่า ถ้าอุ๊งอิ๊งรอด ต้องเจอ 3 กับดัก

ช่วงนี้มีกระแสข่าวเกี่ยวกับคดีคลิปเสียงหลุดของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งอยู่ในการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ และมีการนัดฟังคำวินิจฉัย ในวันที่ 29 สิงหาคมนี้ มีการวิพากษ์วิจารณ์ มีการวิเคราะห์ค่อนข้างหนาหูว่า นางสาวแพทองธารจะรอดพ้นจากคดีคลิปเสียงหลุดไปได้ ศาลรัฐธรรมนูญจะมีมติยกคำร้อง ซึ่งถ้าหากสมมุติว่า ผลคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ มีมติยกคำร้อง ทำให้นางสาวแพทองธาร สามารถดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไปได้ ก็น่าจะมีปรากฏการณ์เกิดขึ้น 3 เรื่อง คือ

1.ถ้าหากว่ามีการดีลเกิดขึ้นจริง

นางสาวแพทองธารผ่านไปต่อได้จริง โดยมีเงื่อนไขว่า เมื่อรอดจากคดีนี้ไปแล้ว จะต้องยุบสภาทันที ล้างไพ่ใหม่คืนอำนาจให้กับประชาชน และจะต้องยุบสภาก่อนวันที่ 9 กันยายน ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะมีคำสั่งเกี่ยวกับคดี 14 ของนายทักษิณ ชินวัตร

2.ถ้าหากมติศาลรัฐธรรมนูญให้นางสาวแพทองธารไปต่อในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

พรรคร่วมรัฐบาลก็จะกดดัน ต่อรองถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล  เพราะพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคเคยตั้งเงื่อนไขการถอนตัว ตั้งแต่การปรับครม.อุ๊งอิ๊ง2แล้ว วันนี้ได้โอกาสเมื่อศาลรัฐธรรมนูญให้ไปต่อ ก็เป็นเงื่อนไขที่พรรคร่วมรัฐบาลเสนอเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี เมื่อเป็นเช่นนี้ถ้าหากว่านางสาวแพทองธารไม่ยอม ก็ต้องยุบสภาคืนอำนาจให้กับประชาชน

3.ถ้านางสาวแพทองธารได้ไปต่อ

พรรคร่วมรัฐบาลสนับสนุนจับมือกันเป็นรัฐบาลกันต่อไป จะมีมวลชน กลุ่มการเมืองภาคประชาชนที่ต่อต้านรัฐบาลชุดนี้ เคลื่อนไหว เพราะกระแสความนิยมของรัฐบาลชุดนี้ตกต่ำมาก จะมีม็อบชุมนุมเกิดขึ้นหลังจากมีคำวินิจฉัยให้นางสาวแพทองธารได้ไปต่อ เชื่อว่าจะมีการชุมนุมขับไล่แน่นอน ที่เห็นอยู่มีกลุ่มมวลชนนัดประชุม เพื่อแสดงท่าทีหลังจากมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแล้ว

แม้ว่านางสาวแพทองธารจะมั่นใจ แกนนำพรรคเพื่อไทย แกนนำระดับรัฐมนตรี แสดงท่าทีค่อนข้างมั่นใจว่าไปต่อได้ แต่การไปต่อ ก็ไม่สามารถราบรื่นตลอดรอดฝั่งไปได้ ต้องเจอกับดัก ในที่สุดก็ต้องยุบสภา

ส่วนตัวเชื่อว่านางสาวแพทองธารจะไม่รอด จากคดีคลิปเสียงหลุด ไม่ว่านักวิเคราะห์นักวิจารณ์ จะเชื่อมั่นว่าอาจจะเกิดมีดีลทางการเมือง ดีลติด ดิวต่อ ต่อดิวกันได้ก็ตาม

ผมยังเชื่อมั่นว่า ดีลของนายทักษิณกับฝ่ายอนุรักษ์นิยม ไม่สามารถต่อดีลหรือดีลต่อได้ ฟันธงว่านางสาวแพทองธาร จะหลุดจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ด้วยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 29 สิงหาคมนี้อย่างแน่นอนครับ

29 ส.ค.ชี้ชะตาบ้านเมือง จากคดีพ่อ‘ซุกหุ้น’ถึง‘คลิปเสียง’ลูก ประวัติศาสตร์(ไม่)ซ้ำรอย?

29 ส.ค.ชี้ชะตาบ้านเมือง จากคดีพ่อ‘ซุกหุ้น’ถึง‘คลิปเสียง’ลูก ประวัติศาสตร์(ไม่)ซ้ำรอย?

29 ส.ค.ชี้ชะตาบ้านเมือง จากคดีพ่อ‘ซุกหุ้น’ถึง‘คลิปเสียง’ลูก ประวัติศาสตร์(ไม่)ซ้ำรอย?

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 08.08 น.

29 ส.ค.ชี้ชะตาบ้านเมือง จากคดีพ่อ‘ซุกหุ้น’ถึง‘คลิปเสียง’ลูก ประวัติศาสตร์(ไม่)ซ้ำรอย?

28 สิงหาคม 2568 นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (อดีต สว.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “สมชาย แสวงการ” ระบุว่า…

#ประวัติศาสตร์(ไม่)ซ้ำรอย?

#29สิงหา #ชี้ชะตาบ้านเมือง

คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญคดีพ่อซุกหุ้นคนขับรถคนรับใช้ เมื่อ 3 ส.ค.2544

#บกพร่องโดยสุจริต ด้วยเงื่อนงำของมติไม่ผิด 8:7 หรือมติผิด 7:6:2 นั้น

รายงานของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ (คอป) ระบุว่า คำวินิจฉัยคดีซุกหุ้นเป็นหนึ่งในสาเหตุวิกฤติบ้านเมืองในเวลาต่อๆมา“อำนาจตุลาการซึ่งควรมีบทบาทและหน้าที่ผดุงไว้ซึ่งหลักนิติธรรม ไม่สามารถยุติความขัดแย้งทางการเมืองได้ กลับเป็นผู้ละเมิดหลักนิติธรรมเสียเอง กลายเป็นปัญหารากเหง้าและปมปัญหาความขัดแย้งต่อมา …เป็นการบิดเบือน หักดิบกฎหมาย จึงเป็นจุดเริ่มต้นของความเคลือบแคลงในหลักนิติธรรม“

คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญในคดีประวัติศาสตร์

คลิปสนทนาลับหลุดของลูกสาว อุ๊งอิ๊ง-uncleฮุนเซน ที่จะพิสูจน์ว่า

ไม่สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง

“เสียความลับชาติ เสื่อมเกียรติภูมิ

เสี่ยงสงคราม เสียอธิปไตยไทย”

ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยหรือไม่ พรุ่งนี้ 29 สค 68 คงรู้กันครับ

#เชื่อมั่นในหลักนิติธรรม

#เชื่อมั่นศาลรัฐธรรมนูญ

ดร.สมชาย แสวงการ

อดีตสมาชิกวุฒิสภา

28 ส.ค.2568

@คลิปสนทนาลับ 17นาทีเต็ม ผู้นำไทย-เขมร

Cr. https://thaipublica.org/…/Final-Report-TRCT_17-9-12_2.pdf

“คลิปหลุดดังกล่าว..ได้ชี้ให้เห็นถึงการกระทำผิดมาตรฐานจริยธรรมในฐานะนายกรัฐมนตรี..ในหลายประเด็น..อาทิ..การไม่ปกป้องอธิปไตย..เอกราชของราชอาณาจักร..การไม่รักษาเกียรติภูมิของประเทศและตำแหน่ง..การไม่รักษาความลับราชการ..การเปิดเผยข้อมูลให้ศัตรูได้เปรียบในการบ..การกล่าวหาแม่ทัพเป็นฝ่ายตรงข้ามกับตน..การยอมรับกระทำการใดๆ..ทุกประการตามคำสั่งของข้าศึก..การมีผลประโยชน์ส่วนตน ฯลฯ..อันเป็นการกระทำผิดกฎหมายความมั่นคงตามหมวด 3..เรื่องความผิดต่อความมั่นคงนอกราชอาณาจักร..ผิดประมวลจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งการเมือง..อันเป็นความผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง..และแสดงถึงความไม่ซื่อสัตย์สุจริตในการปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี”

“พี่น้องประชาชนไทยได้ฟังคลิปลับที่หลุดออกมากันแล้ว..และหากพิจารณาข้อเท็จจริงตามเอกสารและ Timeline..ที่เห็นชัดเจนเช่นนี้..คงวินิจฉัยได้เองแล้วครับ..ว่า แพทองธาร ชินวัตร..ได้กระทำผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง..ไม่สมควรเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยอีกต่อไป

..ส่วนคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 29 ส.ค.68 จะออกมาเช่นนี้หรือไม่..พวกเราที่เห็นพ้องตรงกันแล้ว คงต้องติดตามต่อไปครับ”

‘มาริษ’พบ‘ประธานออตตาวา’แล้ว มอบหลักฐานชัดๆ‘เขมร’วางระเบิดเขตอธิปไตยไทย

‘มาริษ’พบ‘ประธานออตตาวา’แล้ว มอบหลักฐานชัดๆ‘เขมร’วางระเบิดเขตอธิปไตยไทย

‘มาริษ’พบ‘ประธานออตตาวา’แล้ว มอบหลักฐานชัดๆ‘เขมร’วางระเบิดเขตอธิปไตยไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 07.49 น.

‘มาริษ’พบ‘ประธานออตตาวา’แล้ว มอบหลักฐานชัดๆ‘เขมร’วางระเบิดเขตอธิปไตยไทย

เมื่อวันที่ 27 ส.ค.68 ตามเวลาท้องถิ่น นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้หารือทวิภาคีกับนางสาว อิชิกาวะ โทมิโกะ เอกอัครราชทูต/ผู้แทนถาวรญี่ปุ่นประจำการประชุมด้านการลดอาวุธ ประธานการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ครั้งที่ 22 (อนุสัญญาออตตาวา) โดยมีนางสาวแคโรลีน-เมลานี เรกิมบัล หัวหน้าสำนักงานกิจการลดอาวุธแห่งสหประชาชาติ (UNODA) ณ นครเจนีวา เข้าร่วมการหารือด้วย ซึ่งเป็นการประชุมร่วมกัน3 ฝ่าย ในฐานะผู้มีส่วนเกี่ยวข้องภายใต้อนุสัญญาออตตาวาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล เพื่อหารือถึงสถานการณ์ระหว่างไทย- กัมพูชา และรายงานข้อเท็จจริง เกี่ยวกับการใช้ทุ่นระเบิด ของฝ่ายกัมพูชาที่เป็นการละเมิดอนุสัญญาออตตาวา ทั้งสามฝ่ายได้ใช้เวลาในการหารือร่วมกันประมาณ 40นาที

จากนั้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้เข้าร่วมหารือกับสมาชิกรัฐภาคีตามอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล โดยมีผู้เข้าร่วมการประชุมประมาณ 14 คน  อาทิ เอกอัครราชทูตฝรั่งเศส,นอร์เวย์, เยอรมนี, เบลเยียม และผู้แทนของสหภาพยุโรปเป็นต้น  โดยในกลุ่มนี้ มีประเทศผู้บริจาคแก่กัมพูชา ในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดด้วย

นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ  เปิดเผยภายหลัง การหารือกับสมาชิกรัฐภาคีออต ตาวา  ว่าประเทศเหล่านี้สนใจมาร่วมรับฟัง ถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งตนได้แสดงหลักฐานต่างๆ ที่ไทยประสบปัญหาของการละเมิดข้อตกลงของกัมพูชา การละเมิดอำนาจอธิปไตย ที่กัมพูชาเข้ามา วางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งล่าสุด มีการที่ทหารเหยียบกับระเบิด สังหารบุคคลทำให้ได้รับบาดเจ็บสาหัสอีก 1ราย ซึ่งตนได้ใช้โอกาสนี้ยื่นประท้วงและเรียกร้องให้รัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ร่วมกันเรียกร้องให้กัมพูชามาชี้แจงในสิ่งที่เกิดขึ้นตามบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ถือเป็นโอกาสดีที่ตนได้ยื่นหลักฐาน และข้อเรียกร้องอย่างเป็นทางการตามกลไกอนุสัญญาออตตาวา 

นายมาริษกล่าวว่าในการพบปะครั้งนี้ ทุกส่วนให้ความชื่นชมบทบาทประเทศไทยเป็นอย่างมาก แม้ไทยเป็นผู้ถูกกระทำแต่เราใช้มาตรการตอบโต้ที่เป็นมืออาชีพอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม และได้สัดส่วนกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น รวมทั้งสิ่งที่ไทยกระทำมาโดยตลอด ไม่ได้มุ่งเน้นไปที่เป้าหมายของพลเรือน แต่เป็นการมุ่งเป้าหมายไปที่ทหารเพื่อยุติการรุกรานของกัมพูชา เราใช้มาตรการต่าง ๆ ที่เป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ และเป็นไปตามกฎบัตรของอาเซียน ที่ใช้สิทธิตอบโต้การโจมตีการรุกรานของกัมพูชา บนพื้นฐานของกฎหมายในระหว่างประเทศ  เราใช้ความพยายามยับยั้งชั่งใจ

ประเทศที่เป็นสมาชิกของ รัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา เช่น ทูตนอร์เวย์ เยอรมัน เบลเยียม เปรู ได้พูดชัดเจนและขอบคุณประเทศไทย ที่ใช้ความยับยั้งชั่งใจที่ไม่ละเมิดกฎหมายร่วมประเทศและชื่นชมว่าเราตอบโต้โดยใช้มาตรการที่เหมาะสมทุกอย่าง เพื่อที่จำกัดการสูญเสียหรือจำกัดปฏิบัติการให้อยู่ในกรอบกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งในนามของรัฐบาลก็ต้องชื่นชมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกองทัพที่ทำงานร่วมกัน

นายมาริษ กล่าวว่าทุกประเทศที่เข้าร่วมต่างรับฟังในสิ่งที่ตนได้อธิบาย และได้ชื่นชมว่าเราดำเนินการทุกอย่างภายใต้กรอบของกฎหมาย ระหว่างประเทศ และใช้กลไกของตัวเองในการแก้ไขปัญหาอย่างมืออาชีพ และมีประสิทธิภาพมาก  นอกจากนี้ทุกประเทศยังชื่นชมและสนับสนุน ในสิ่งที่ตนได้กล่าวหลายครั้งว่าเราใช้กรอบของการเจรจาทวิภาคีในการแก้ไขปัญหามาโดยตลอด  ซึ่งสิ่งนี้ตนพยายามยืนยันให้ฝ่ายกัมพูชาได้ตระหนัก และให้มิตรประเทศทั้งหลายได้เข้าใจว่า นอกจากเราได้ตามกฎและใช้กลไกต่างๆ ตามกฎบัตรสหประชาชาติแล้ว เรายังพร้อมที่จะเจรจาแก้ไขปัญหาระหว่างประเทศทั้งสองโดยใช้กลไกการเจรจาสองฝ่าย ที่มุ่งเน้นในเรื่องของสันติภาพสันติวิธีอย่างจริงใจ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ได้รับการชมเป็นอย่างมากและทุกประเทศให้การสนับสนุนในเรื่องนี้

“การมาด้วยตัวเองในครั้งนี้ ก็แสดงให้เห็นของความจริงใจและความตั้งใจ เราได้รับการชื่นชมเป็นอย่างมาก ประกอบกับเมื่อเช้าวานนี้ได้มี เหตุการณ์เกิดขึ้นครั้งที่หก ทุกประเทศก็แสดงความเสียใจ ที่เหตุการณ์เหล่านี้ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและสนับสนุนให้ประเทศไทยใช้กลไกของสหประชาชาติต่อไปและเขาพร้อมที่จะร่วมมือกับประเทศไทยในการผลักดัน ให้ทุกฝ่ายโดยเฉพาะอย่างยิ่งกัมพูชาให้มาร่วมมือ ในการแก้ไขปัญหาอย่างเต็มที่ การเดินทางมาครั้งนี้ ได้ยื่นเอกสารคำชี้แจง หลักฐานทุกสิ่งทุกอย่าง อย่างเป็นทางการ ซึ่งจะเพิ่มน้ำหนักในการพิจารณา ในกรอบขององค์การสหประชาชาติโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกรอบของอนุสัญญาออตตาวาต่อไป ซึ่งทุกประเทศภาคีสมาชิกก็ได้ ยืนยันกับผมว่าจะช่วยเหลือและผลักดันให้ กระบวนการพิจารณาภายใต้กรอบอนุสัญญาออตตาวา เป็นผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว ก็คือ ณ ขณะนี้ต้องการคำชี้แจงจากกัมพูชา เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เขาละเมิด บูรณภาพแห่งดินแดน เขาละเมิดข้อตกลง อนุสัญญาออตตาวา” นายมาริษ กล่าว

นายมาริษ ยังย้ำด้วยว่าหลักฐานที่ตนได้ยื่นไปนั้น มีน้ำหนักอย่างแน่นอน เมื่อทางประเทศภาคีอนุสัญญาออตตาวาได้รับไปและจะต้องให้ความเป็นธรรม โดยพิจารณาและนำเอาหลักฐานทั้งหลายมา วิเคราะห์และประเมิน ถึงสิ่งที่ถูกต้อง เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป โดยหลักฐานทั้งหมดก็เป็นสิ่งที่เราได้ชี้แจงมาโดยตลอดและเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ เป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ที่สามารถพิสูจน์ได้

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศยังกล่าวด้วยว่าเหตุการณ์ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่ฝ่ายกัมพูชาลอบวางไว้ ขณะปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่บริเวณปราสาทตาควาย ต.บักได อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ซึ่งอยู่ในเขตแดนของไทย จนได้รับบาดเจ็บขาขวาท่อนล่างขาดล่าสุดนั้น ทางกระทรวงการต่างประเทศจะต้องมีการออกแถลงการณ์ประท้วงต่อไป ซึ่งในส่วนของตนที่อยู่ที่เจนีวา ก็ได้นำเรื่องนี้พูดในที่ประชุมให้เข้าใจ ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นล่าสุดครั้งนี้เป็นเหตุการณ์ที่ยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง  และตรงนี้เป็นสิ่งที่ไทยเรียกร้องกับกัมพูชามาโดยตลอด และการเกิดปัญหาครั้งล่าสุดนี้ทำให้เห็นชัดว่า คำเรียกร้องของไทย และหลักฐานต่างๆ ที่ใช้ตั้งแต่ต้นมีน้ำหนักมาก เพราะว่ายังคงเกิดการ ละเมิดบูรณะภาพแห่งดินแดน และละเมิดข้อตกลงขององค์กรสหประชาชาติ อย่างต่อเนื่องของกัมพูชา

ส่วนเมื่อเห็นหลักฐานแล้ว จะมีการดำเนินการอย่างไรต่อไปนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่า ประเทศเหล่านี้ก็คงจะต้องนำหลักฐานที่ไทยนำเสนอไปวิเคราะห์ไปประเมิน คงยังตอบไม่ได้ในทันทีทันใด ซึ่งต้องให้เวลาในการพิจารณา เพราะเขาบอกชัดเจนแล้วว่ามีขั้นตอนที่จะต้องใช้แต่ทั้งหมดนี้ เขาชื่นชมบทบาทการกระทำของไทยที่เป็นไปตามมาตรฐานสากล ที่ทำให้เขาสามารถพิจารณาหรือประเมินได้โดยเร็ว ซึ่งประเทศเหล่านี้ก็ยินดี ที่จะร่วมกับไทยในการแก้ไขปัญหาให้เป็นรูปธรรมมากที่สุด

ว่าด้วยเรื่อง‘ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์’ปี67 ‘นายทิวา’จี้ขอคำตอบปมประกาศตกหล่น

ว่าด้วยเรื่อง‘ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์’ปี67 ‘นายทิวา’จี้ขอคำตอบปมประกาศตกหล่น

ว่าด้วยเรื่อง‘ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์’ปี67 ‘นายทิวา’จี้ขอคำตอบปมประกาศตกหล่น

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 07.32 น.

ว่าด้วยเรื่อง‘ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์’ปี67 ‘นายทิวา’จี้ขอคำตอบปมประกาศตกหล่น

28 สิงหาคม 2568 เอกรัตน์ จิตรมั่นเพียร กวี นักเขียนเจ้าของนามปากกา “นายทิวา” ซึ่งมีผลงานได้รับรางวัลมากมาย และนักจัดรายการวิทยุ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า…

ว่าด้วยเรื่อง “ศิลปินแห่งชาติ” สาขาวรรณศิลป์ ปี ๒๕๖๗

หลังการประกาศผล “ศิลปินแห่งชาติ” ปี ๒๕๖๗ เมื่อวันพุธที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๖๘ พลันคำถามมากมายก็ปรากฏ และแน่นอนว่า ผมเองก็มีคำถาม ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ควรมีคำตอบให้กระจ่างชัด โดยเฉพาะต่อ “ชุมชนวรรณกรรม” ในสังคมไทย

๑.โดยปกติ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ในแต่ละปี จะมีผู้ได้รับเกียรติ ๒ ท่าน ทำไมในปี ๒๕๖๗ จึงเหลือเพียง ๑ ท่าน

๒.โดยปกติ ศิลปินแห่งชาติ ในแต่ละปี จะมีจำนวน ๑๒ ท่าน ทำไมในปี ๒๕๖๗ จึงเหลือเพียง ๑๑ ท่าน

๓.ได้ยินมาว่า โดยปกติ การเสนอชื่อผู้ที่เหมาะสมจะได้รับเกียรติ เป็น ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ในชั้นคณะกรรมการชุดแรก จะมีการเสนอชื่อไปจำนวน ๔ ท่าน โดยมีลำดับคะแนนเรียงจากมากสุด ไปจนถึงน้อยสุด เพื่อเสนอไปยังคณะกรรมการชุดใหญ่พิจารณา และกรรมการชุดใหญ่ จะพิจารณาเลือก ๒ ท่าน (ซึ่งในบางปี ก็ไม่ได้เลือกตามลำดับคะแนนที่ได้มากสุด โดยเรียงตามลำดับ) คำถามคือ ปี ๒๕๖๗ ก็ยังมีการเสนอรายชื่อ ๔ ท่าน เพื่อทำการเลือก ๒ ท่านใช่หรือไม่ ทำไมจึงเหลือเพียง ๑ ท่าน ที่ได้รับการประกาศในท้ายที่สุด

๔.ได้ยินมาว่า มีการเสนอชื่อ ผู้ที่เหมาะสมจะได้รับเกียรติ เป็น ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ จำนวน ๒ ชื่อ จาก ๔ ชื่อ ที่มีการเสนอมา โดย ๑ ในนั้น เป็นชื่อที่ได้รับคะแนนเลือกสูงที่สุดด้วย แต่ชื่อนี้ กลับหายไปในการประกาศชื่อ จริงหรือไม่

๔.ได้ยินมาว่า ที่ชื่อของท่านนี้หายไป ไม่มีการประกาศในท้ายที่สุด เพราะคนข้างเคียงของท่าน ยังมีคดีอยู่กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงขอให้จบคดีก่อน แล้วค่อยพิจารณาอีกทีจริงหรือไม่ ถ้าจริง หมายความว่า เมื่อจบคดีจึงจะมีการมอบให้ใหม่ หรือว่าปล่อยผ่านไป เมื่อเวลาผ่านไป

๕.โดยปกติ การเลือกผู้ที่เหมาะสมจะได้รับเกียรติ เป็น ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ พิจารณาจากผลงาน การทำงาน และ ฯลฯ อันเป็นคุณสมบัติเฉพาะตัวใช่หรือไม่ แล้วเหตุผลของคนข้างเคียง มีส่วนเกี่ยวเนื่องกับคุณสมบัติเฉพาะตัวได้อย่างไร

๖.คุณสมบัติเฉพาะตัว ของผู้ที่ได้รับเกียรติเป็น ศิลปินแห่งชาติ พิจารณาโดยมาตรฐานและบรรทัดฐานใด ความเหมาะสมหรือความเสื่อมเสีย พิจารณาจากมาตรฐานและบรรทัดฐานใด เช่นว่า ถ้ามีพฤติกรรมซื้อขายของกันแล้ว กลับนำเอาของที่ขายไปแล้ว ไปแอบขายต่อให้กับคนอื่นอีก เช่นนี้ยังถือว่าเป็นพฤติกรรมที่เหมาะสมหรือไม่

ด้วยความเคารพ และด้วยเจตนาอย่างบริสุทธ์ใจ ต้องการให้การให้เกียรติคัดเลือกบุคคล เป็น ศิลปินแห่งชาติ เป็นไปอย่างตรงไปตรงมา โปร่งใส และเป็นการมอบรางวัลอันทรงเกียรติอย่างแท้จริง จึงคาดหวังว่า หน่วยงานและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง จะมีคำตอบที่กระจ่างชัด ต่อ “ชุมชนวรรณกรรม” แห่งนี้ เพื่อธำรงไว้ ซึ่งเกียรติของ “ศิลปินแห่งชาติ” อย่างแท้จริงครับ

ด้วยจิตคารวะ

พุธ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๖๘

‘อิ๊งค์’เตรียมแถลง29ส.ค. หลังศาลชี้ขาดคดีคลิปเสียง

‘อิ๊งค์’เตรียมแถลง29ส.ค. หลังศาลชี้ขาดคดีคลิปเสียง

‘อิ๊งค์’เตรียมแถลง29ส.ค. หลังศาลชี้ขาดคดีคลิปเสียง

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘อิ๊งค์’เตรียมแถลง29ส.ค. หลังศาลชี้ขาดคดีคลิปเสียง

“สมคิด”ลั่นไม่ถอนแจ้งความเอาผิด“ฮุนเซน”ปมแพร่คลิปเสียงคุย “อิ๊งค์”ชี้ทำลายความมั่นคงประเทศ คาดขั้นตอนต่อไปออกหมายจับ หลังให้ปากคำ“อสส.”แล้ว ‘ด้านเทพไท’เย้ย‘เพื่อไทย’ระดมสส.ให้กำลังใจ29ส.ค.เหมือนดูใจผู้ป่วยหนักกำลังสิ้นใจ’อดีตแกนนำพิราบขาว’ยื่นหนังสือให้กำลังใจศาล เพื่อดำรงไว้ซึ่งความมั่นคงของชาติ ซัด”แพทองธาร”ไร้ประสบการณ์บริหาร ทำประชาชนสิ้นหวัง ท่ามกลางวิกฤตการเมือง-ศก.-ชายแดน

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 นายสมคิด เชื้อคง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า วันเดียวกันนี้ ตนได้เดินทางไปให้ปากคำต่อสำนักงานอัยการสูงสุดฝ่ายคดีพิเศษ จากกรณีที่ตนได้เข้าแจ้งความกับกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ดำเนินคดีกับ สมเด็จ ฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา กรณีเผยแพร่คลิปเสียงสนทนากับน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.วัฒนธรรม เมื่อวันที่ 20 มิ.ย.68 ซึ่งทางตำรวจไซเบอร์ได้มีการสืบสวนสอบสวนหาข้อมูลและคิดว่าครบถ้วนแล้ว จึงให้ตนไปให้ปากคำเพิ่มเติม โดยหลักที่ตนไปแจ้งความสมเด็จ ฮุนเซน นั้น ในแง่ของการทำลายความมั่นคงของประเทศโดยใช้กฎหมายไทย ส่วนความผิดทางคอมพิวเตอร์นั้นถือว่าไม่ใหญ่มาก แต่ว่าอื่นๆ จะตามมาอย่างเช่น ความผิดด้านความมั่นคง ซึ่งเป็นความผิดที่ถอนแจ้งความไม่ได้ วันนี้ตนจึงไปยืนยันในเอกสารว่า อย่างไรตนก็จะไม่ถอนแจ้งความ ให้อัยการสูงสุดดำเนินการต่อไป

นายสมคิด กล่าวอีกว่า คาดว่าขั้นตอนของเอกสารจะจบภายในสัปดาห์นี้ ซึ่งก็คงจะมีการแจ้งไปยังผู้ถูกกล่าวหาคือสมเด็จ ฮุนเซน ที่อยู่ต่างประเทศ ซึ่งเป็นขั้นตอนของอัยการที่จะดูแลเรื่องนี้ ยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ได้เงียบไป เพราะตั้งแต่ไปแจ้งความก็ได้มีการประสานกับหน่วยที่เกี่ยวข้องเพื่อนำเอกสารไปให้ตำรวจไซเบอร์ ขั้นตอนต่อไปก็คงจะเป็นการออกหมายจับ สมเด็จ ฮุนเซน ซึ่งแน่นอนว่าไม่เข้ามาในประเทศไทยอยู่แล้ว ส่วนที่กัมพูชาไปร้องตนที่กระทรวงการต่างประเทศว่า ตนผิดขั้นตอนทางการทูตนั้นความจริงไม่มีอะไร ซึ่งทางกระทรวงการต่างประเทศก็ชี้แจงไปแล้ว ดังนั้นเรื่องนี้ก็รอเดินต่อไปของอัยการสูงสุด

ด้าน นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์คลิป พร้อมเนื้อหาบนเฟซบุ๊ก หัวข้อ “ระดม สส.เพื่อไทย ดูใจอุ๊งอิ๊งก่อนตกเก้าอี้” ระบุว่า “มีกระแสข่าวจากพรรคเพื่อไทย ว่าในการประชุมส.ส.ของพรรค มีการแจ้งนัดรวมตัวกัน เพื่อเดินทางไปให้กำลังใจนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล ในวันที่29 สิงหาคม เวลา 14.00 น.โดยทางพรรคจะจัดรถเดินทางไปพร้อมกัน ส่วนรัฐมนตรีให้ไปคอยอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อฟังผลของศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยคดีคลิปเสียงหลุด ของนางสาวแพทองธาร ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพรรคเพื่อไทย มีความวิตกกังวลผลของคดี จึงระดมส.ส.ของพรรคทั้งหมด เพื่อไปให้กำลังใจนางสาวแพทองธารที่ทำเนียบ เหมือนกับบรรยากาศของการดูใจผู้ป่วยหนักและกำลังจะสิ้นใจ ต้องระดมญาติมิตร เพื่อนฝูงไปให้กำลังใจเป็นวาระสุดท้าย อันนี้ก็เช่นเดียวกัน คนของพรรคเพื่อไทยน่าจะรู้ชะตากรรมของตัวเองว่า ผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะออกมาเช่นไร

ที่ศาลรัฐธรรมนูญ นายนพรุจ วรชิตวุฒิกุล อดีตแกนนำพิราบขาว2006 เข้ายื่นหนังสือให้กำลังใจตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในการทำหน้าที่เพื่อดำรงไว้ซึ่งความมั่นคงของชาติและรักษาไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ ความถูกต้อง ภายใต้กรอบกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ให้นักการเมืองและคณะผู้บริหารบ้านเมืองต้องมีคุณธรรม มีมาตรฐานทางจริยธรรมมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์

โดย นายนพรุจ กล่าวว่า ด้วยสถานการณ์ประเทศที่เข้าสู่ภาวะวิกฤตหลายด้าน ทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบโดยตรง อีกทั้งมีเรื่องเกี่ยวข้องกับนายกฯจนเกือบเข้าสู่สภาวะวิกฤตความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล และความเชื่อมั่นความศรัทธาต่อนักการเมือง โดยมีผลจากวิกฤตความสิ้นหวังในการแก้ปัญหาปากท้อง ปัญหาเศรษฐกิจ รวมถึงวิกฤตความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนซึ่งเกี่ยวกับเรื่องเอกราชอธิปไตยของชาติ ทั้งนี้ ตนในฐานะตัวแทนภาคประชาชนนอกสภา ขอมอบกำลังใจให้คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในการทำหน้าที่เสียสละเพื่อแผ่นดินไทย ที่มีนักวิพากษ์วิจารณ์ออกมาวิเคราะห์ตามสื่อเกี่ยวกับนายกฯซึ่งมีทั้งบอกว่ารอดและไม่รอด ทั้งนี้ ก็ไม่รู้ว่าเป็นไปตามข้อกฎหมายใด ตนขอไม่ก้าวล่วง แต่ส่วนตัวจากที่ได้สัมผัสกับประชาชน ตนไม่ได้มองนายกฯเรื่องคดีความ แต่มองเป็นเรื่องความไร้เดียงสา อ่อนหัด พูดง่ายๆว่าถ้าเป็นบริษัท นายกฯก็อยู่ในฐานะพนักงานฝึกหัด ดังนั้น ประเทศไทยในขณะนี้เข้าสู่วิกฤตด้านต่างๆและพฤติกรรมต่างๆของนายกฯแสดงถึงความอ่อนด้อยในการบริหาร

นอกจากนี้ ยังเห็นว่า ไม่ว่าผลการตัดสินจะเป็นอย่างไร ก็อยากให้ทุกฝ่ายยอมรับคำตัดสินเหมือนตน ที่ต่อสู้คดีจนไปถึงศาลฎีกา เมื่อผลออกมาก็น้อมรับและเข้าไปในเรือนจำ ส่วนเรื่องต่างๆที่ผ่านมาก็ถือว่าเราแพ้คดีความ การยอมรับก็เพื่อให้กลไกของกฎหมาย การดำเนินคดีต่างๆได้ดำเนินต่อไป ฉะนั้นเราจะต้องไม่เป็นอุปสรรค”วันนี้ในความรู้สึกของประชาชนผลการตัดสินจะรอดหรือไม่รอด จะเกิดคำถามกับประชาชน ซึ่งไม่เกี่ยวกับคดีเลยว่า ถ้ายังมีนายกฯ ที่ชื่อ”แพทองธาร”และพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลจะยิ่งบั่นทอน ความศรัทธาต่อความเป็นนักการเมืองทั้งสภา และรัฐสภามากกว่า” นายนพรุจ กล่าว

เวลา 10.30น.วันเดียวกัน ที่กระทรวงวัฒนธรรม น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.วัฒนธรรม เป็นประธานประชุมคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 3/2568 เพื่อประกาศผลการคัดเลือกศิลปินแห่งชาติ พุทธศักราช 2567 น.ส.แพทองธารมีท่าทีผ่อนคลาย สีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส กล่าวสวัสดีคณะกรรมการและทักทายสื่อมวลชนก่อนเปิดประชุมว่า เราไม่ได้เจอกันมาพักหนึ่ง โดยวันนี้ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม ในฐานะประธานคณะกรรมการติดภารกิจ มอบหมายให้ตนมาปฏิบัติหน้าที่ประธาน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับความเคลื่อนไหว น.ส.แพทองธาร วันที่ 29 ส.ค.ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะอ่านคำวินิจฉัยคดีคลิปสนทนา น.ส.แพทองธาร กับ ฮุน เซน เวลา 14.30 น. น.ส.แพทองธาร จะเข้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อรอฟังคำวินิจฉัย เวลา 15.00 น.โดยมี รมต.พรรคเพื่อไทย ไปร่วมฟังคำวินิจฉัยด้วย เมื่อศาลอ่านคำวินิจฉัยเสร็จสิ้น น.ส.แพทองธาร จะแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“ไทยจะต้องสื่อสารอย่างมืออาชีพบนข้อเท็จจริงที่มี และบนจุดยืนของประเทศไทยในการปกป้องอธิปไตย โดยจะไม่ยอมให้ใครมารุกรานหรือทำร้ายประชาชนได้”

พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี

ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.)

พปชร.เดินหน้าลุย ยกเลิกMOU43-44 ขุดหลักฐานเพิ่ม ไม่เคยผ่านรัฐสภา

พปชร.เดินหน้าลุย ยกเลิกMOU43-44 ขุดหลักฐานเพิ่ม ไม่เคยผ่านรัฐสภา

พปชร.เดินหน้าลุย ยกเลิกMOU43-44 ขุดหลักฐานเพิ่ม ไม่เคยผ่านรัฐสภา

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พปชร.เดินหน้าลุย ยกเลิกMOU43-44 ขุดหลักฐานเพิ่ม ไม่เคยผ่านรัฐสภา

พปชร.ไม่ทนกับคำพูด “ตกลงกันไม่ได้ก็แบ่งคนละครึ่ง” ลุยสู้ยกเลิก MOU 43-44 เท่านั้น เหตุทำไทย เสียเปรียบทั้งทางกฎหมาย เขตแดน และทรัพยากรธรรมชาติ ย้ำทุกฝ่ายเร่งเปิดเจรจาจัดทำ MOU ใหม่ เพื่อปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของประชาชนทั้งประเทศ

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 ดร.ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี รองเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เปิดเผยข้อเท็จจริงกรณีบันทึกความเข้าใจ (MOU) ไทย – กัมพูชา ปี 2543 และ 2544 ปัญหาที่สำคัญคือเรื่องเอกสารและแผนที่ที่ใช้กำหนดเขตแดน โดยเฉพาะการนำแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ที่ฝรั่งเศสทำฝ่ายเดียวมาใช้ ซึ่งไม่สอดคล้องกับเส้นสันปันน้ำตามสนธิสัญญา 1904 และ 1907 และไทยไม่มีโอกาสตรวจสอบก่อน ทำให้ไทยเสียเปรียบในการเจรจา ขณะที่แผนที่ 1:50,000 ของไทยซึ่ง
ถูกต้องกว่า กลับไม่ได้บรรจุใน MOU ส่งผลให้กัมพูชาสามารถอ้างสิทธิ์พื้นที่ได้โดยง่าย

ดร.ม.ล.กรกสิวัฒน์ กล่าวว่า MOU 2544 ยังสร้างความเสียหายรุนแรงกว่า MOU 2543 เพราะกัมพูชาขีดเส้นเขตทางทะเลเอง ข้ามพื้นที่เกาะกูดเข้าสู่น่านน้ำไทย ซึ่งผิดกฎหมายสากล ไม่มีประเทศใดยอมรับ การขีดเส้นเช่นนี้ยังขัดกับพระบรมราชโองการ ในรัชกาลที่ 9 แล้ว ที่อดีตนายกฯ มาบอกว่า คุย ไม่ได้ก็แบ่งคนละครึ่ง อย่างนี้ประชาชน ไม่สบายใจแน่นอน เพราะโอกาสเราเสี่ยงสูญเสียมันเยอะ ยืนยันหลักการแบ่งเขตทางทะเลตามแผนที่สยาม – ฝรั่งเศส ปี 1927 ที่ผลไปค้นพบแต่กลับไม่ได้ถูกนำมาใช้อ้างอิง ทำให้ไทยเสี่ยงเสียสิทธิ์ในพื้นที่เศรษฐกิจจำเพาะและทรัพยากรธรรมชาติในอ่าวไทย มูลค่ากว่า 20 ล้านล้านบาท

รองเลขาธิการฯ ย้ำว่า MOU ทั้งสองฉบับไม่เคยผ่านการให้สัตยาบันจากรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญปี 2540, 2550 และ 2560 จึงเป็นโมฆะตั้งแต่ต้น การดำเนินการโดยไม่มีความเห็นชอบจากรัฐสภา ทำให้ไทยเสียเปรียบและไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ เพราะกัมพูชาถือสิทธิ์ตาม MOU เดิมไม่ยอมเจรจาใหม่

“ทางออกที่ถูกต้องคือไทยต้องยกเลิก MOU 43–44 อย่างเป็นทางการ และแจ้งให้กัมพูชาทราบว่าจำเป็นต้องร่าง MOU ฉบับใหม่ ภายใต้ กระบวนการรัฐสภาและหลักกฎหมายสากล เพื่อให้การแบ่งเขตแดนและการใช้ทรัพยากรเป็นธรรม โปร่งใส และคุ้มครองผลประโยชน์สูงสุดของชาติ” ดร.ม.ล.กรกสิวัฒน์ กล่าว

นายเทพมนตรี ลิมปพยอม นักวิชาการอิสระด้านประวัติศาสตร์และนักเทววิทยา โพสต์ข้อความผ่าน เฟซบุ๊ก Thepmontri Limpaphayorm ระบุว่า…สิ่งที่ควรรู้ เกี่ยวกับ MOU 43 อนุสัญญา,สนธิสัญญาคือหลักฐานชั้นต้น

รายงานการประชุมจากกรรมการปักปัน คือหลักฐานชั้นรอง บันทึกวาจา แผนที่กำกับหลักเขตและแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 คือ หลักฐานชั้นสาม เรียนประวัติศาสตร์มาต้องจัดชั้นหลักฐานให้เป็นจึงจะเข้าใจนะครับว่า จะใช้อ้างอิงได้อย่างไร ดังนั้น ข้อบทในอนุสัญญาและสนธิสัญญาจึงสำคัญกว่ารายงานการประชุมของกรรมการปักปัน บันทึกวาจาแผนที่กำกับหลักเขต และแผนที่มาตราส่วน 1:200,000

ในแต่ละชั้นของหลักฐานต้องถูกตรวจสอบตามวิธีทางประวัติศาสตร์ สังเคราะห์ วิเคราะห์ เข้าใจ เวลา สถานที่ บริบทสังคม วัฒนธรรม ศาสนาและการเมือง รวมถึงกฎหมายที่ใช้เป็นพื้นฐาน

อนึ่ง อนุสัญญา,สนธิสัญญาใดๆแม้เป็นหลักฐานชั้นต้นก็มีอายุเวลาคือการก่อกำเนิด การนำไปใช้เป็นผลและการสิ้นสุดลงตามยุคสมัยถ้าเข้าใจเรื่องนี้การเรียนประวัติศาสตร์มาก็สัมฤทธิผลใช้ประโยชน์ได้ไม่มากก็น้อยและสามารถโต้แย้งได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล ดังนั้น การยกเลิก MOU 43 ก็ทำได้และบอกเลิกได้โดยฝ่ายเดียวตามสนธิสัญญาเวียนนา พ.ศ.2512 ที่ว่ารัฐภาคีคู่สัญญาละเมิดข้อตกลงตามข้อบทที่ห้าของ MOU 43 กว่า 600 ครั้งจน ก่อให้เกิดความขัดแย้งกลายเป็นชนวนเหตุแห่งสงคราม 5 วัน

พลทหารเหยียบกับระเบิดที่ตาควาย ขาขาดอีก1นาย มทภ.2ซัดเขมรละเมิดข้อตกลงซ้ำซาก

พลทหารเหยียบกับระเบิดที่ตาควาย ขาขาดอีก1นาย มทภ.2ซัดเขมรละเมิดข้อตกลงซ้ำซาก

พลทหารเหยียบกับระเบิดที่ตาควาย ขาขาดอีก1นาย มทภ.2ซัดเขมรละเมิดข้อตกลงซ้ำซาก

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พลทหารเหยียบกับระเบิดที่ตาควาย ขาขาดอีก1นาย มทภ.2ซัดเขมรละเมิดข้อตกลงซ้ำซาก ซุกบึ้มแบบใหม่ฐานพลาสติก เครื่องตรวจวัตถุสแกนไม่เจอ ผบ.ทสส.หนุนสร้างรั้วชายแดน

“โฆษก ทบ.”ลั่นรู้ทันกัมพูชาปลุกระดมชาวบ้าน ป่วนรื้อลวดหนามไทยยั่วยุให้ใช้ความรุนแรง หวังเก็บภาพฟ้องชาวโลก ด้าน“มทภ.2”แถลง 11 ข้อผลถก RBC‘ห้ามโจมตีที่ตั้งทหาร-ยั่วยุ-อย่าปั่นเฟกนิวส์-เร่งตอบสนองการประท้วง’ ตามคาด ‘เขมร’โยน GBC เก็บกู้ทุ่นระเบิด-ปราบสแกมเมอร์ ซึ่งฝ่ายไทยยืนยันกลางที่ประชุมให้งดใช้ทุ่นระเบิดตามอนุฯออตตาวา และดำเนินการปราบแก๊งคอลฯทันที ยังไม่ทันข้ามวัน ทหารไทยเหยียบกับระเบิดขาขาดอีก 1 ที่ปราสาทตาควายขณะลาดตระเวน มทภ.2 ออกโรงประณามเขมรระเบิดข้อตกลงหยุดยิง-อนุสัญญาออตตาวาซ้ำซาก ชี้ทุ่นระเบิดโครงสร้างเป็นพลาสติก เครื่องตรวจไม่เจอ ส่วน “ผบ.ทสส.” แจงยิบกลางวงถกผบ.ทสส.อินโด-แปซิฟิก ไทยทำเพื่อป้องอธิปไตยและคนไทย หนุนสร้างกำแพงถาวรกั้นชายแดน สกัดเขมรรุกราน 

จากกรณีสำนักข่าว Fresh News รายงานว่า นายชุม ซอนรี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของกัมพูชา แถลงความคืบหน้าเกี่ยวกับการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกัมพูชา-ไทย โดยระบุว่าไทยละเมิดอธิปไตยของเขมรและละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ด้วยการวางลวดหนามรุกล้ำพื้นที่บ้านเรือนและที่ดินของประชาชนในหมู่บ้านโจกเจย ตำบลโอเบยเจือน อำเภอโอโจรว จังหวัดบันเตียเมียนเจย ทบ.โต้กันลวดหนามเขตไทยป้องกันเขมรรุก

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม พลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบกออกมาตอบโต้ว่า ในการดำเนินการวางลวดหนามเพื่อป้องกันตนเองของฝ่ายไทยนั้น เกิดจากการถูกคุกคามด้วยอาวุธทุ่นระเบิดจากฝ่ายเขมร ถือเป็นความตั้งใจละเมิดข้อตกลงหยุดยิงของเขมร ขอยืนยันว่าการดำเนินการดังกล่าวอยู่ในเขตอธิปไตยไทยทั้งสิ้น และจากการปฏิบัติดังกล่าวยืนยันว่าไม่ได้รุกล้ำพื้นที่บ้านเรือนและที่ดินของประชาชนในหมู่บ้านโจกเจยของเขมร แต่กลับเป็นฝ่ายเขมรที่สนับสนุนคนเขมรมารุกล้ำพื้นที่บ้านเรือนและที่ดินของคนไทย

ตอกเขมรฉีกMOU43สร้างชุมชนเพิ่มขัดแย้ง

โฆษกกองทัพบกกล่าวต่อว่า เรื่องจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่บ้านหนองจานนั้น คือการที่กัมพูชาได้สนับสนุนให้ตั้งชุมชนรุกล้ำเข้ามาในเขตอธิปไตยของไทย ซึ่งถือว่าผิดข้อตกลงตาม MOU43 จนทำให้ประชาชนไทยเดือดร้อน แม้ไทยได้ประท้วงไปตามขั้นตอน แต่ไม่เคยได้รับการแก้ไขจากกัมพูชา รวมถึงลักษณะดังกล่าว ไม่ได้เป็นการขยายพื้นที่ความขัดแย้งเข้ามาสู่เขตชุมชนพลเรือน เพราะพื้นที่นี้มีความขัดแย้งอยู่เดิม เกิดมานานกว่า 20 ปี โดยไทยใช้แนวทางแก้ไขด้วยการประท้วงตามเงื่อนไขข้อตกลง MOU43 มาตลอด แต่เขมรกลับเพิกเฉย ส่วนตามบันทึกความเข้าใจ MOU43 ที่ห้ามดำเนินการที่อาจเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมในพื้นที่ชายแดนนั้น ไม่ใช่ฝ่ายไทยละเมิด แต่เขมรก่อสร้างเพิ่มเติมทั้งในส่วนบ้านเรือนประชาชน และอาคารพักพิงของทหารกัมพูชา ดังนั้น ข้อกล่าวอ้างที่เขมรกล่าวหาไทยละเมิดข้อตกลงหยุดยิง และละเมิด MOU 43 นั้น ล้วนเป็นเรื่องบิดเบือนที่เขมรพยายามให้ร้ายฝ่ายไทย ต่อกรณีนี้ถือเป็นการบิดเบือนข่าวสารของเขมร ซึ่งนับเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงด้วยเช่นกัน

ไทยรู้ทันเขมรใช้ปชช.ก่อกวนหวังฟ้องโลก

“จนกระทั่งล่าสุดจากการที่ฝ่ายไทยพยายามวางลวดหนามเพื่อรักษาความปลอดภัยให้กับคณะสำรวจที่ดินฝ่ายไทย ทางฝ่ายกัมพูชาได้สนับสนุนให้ประชาชนเข้ามาก่อกวน แสดงออกในท่าทีที่ก้าวร้าว อาจมุ่งหวังให้ไทยเพลี่ยงพล้ำไปใช้ความรุนแรงตอบโต้ แล้วแอบเก็บบันทึกภาพไปฟ้องชาวโลก แต่เนื่องจากไทยได้รู้เท่าทัน อาศัยความอดทนอดกลั้น จึงอาจทำให้สิ่งที่กัมพูชาตั้งใจไว้นั้นไม่บรรลุผลตามต้องการ”พลตรีวินธัย กล่าว

มทภ.2แถลงผลRBC11ข้อ-ย้ำอย่าปั่นเฟกนิวส์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกันนี้ มีการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย-กัมพูชา (Regional Border Committee: RBC) ที่ จุดผ่านแดนถาวร ช่องสะงำ อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ ตรงข้ามช่องจวม จ.อุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา โดยพลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 (มทภ.2) เป็นประธานฝ่ายไทย ร่วมกับ

พลโท โปว เฮง ผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 4 เป็นประธานร่วม หลังประชุมพลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 (มทภ.2) แถลงว่า ที่ประชุมลงนามข้อตกลงร่วมกัน 11 ข้อคือ 1. ทุกฝ่ายเห็นพ้องว่า การประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป ไทย -กัมพูชา (GBC)ที่ผ่านมามีผลบังคับใช้ และทั้งสองฝ่ายยอมรับทุกข้อ

2.ขอให้ทั้งสองฝ่ายตกลง เรื่องการสื่อสารตามปกติ หมายถึง การติดต่อสื่อสารระหว่างกำลังทหารในพื้นที่ให้มากขึ้น 3.ขอให้ทั้งสองฝ่ายเข้มงวด การออกข้อความที่เป็นเท็จในสังคม การสื่อสารทางออนไลน์ หรือโซเชียลมีเดีย ขอความร่วมมือโดยให้ทั้งสองฝ่ายดูข้อเท็จจริง ดูมวลชนฝ่ายตัวเอง โดยฝ่ายไทยขอให้กัมพูชาไปกำกับดูแลในส่วนนี้ เพื่อระมัดระวังการออกข้อมูลที่เป็นเท็จ ซึ่งจะนำมาซึ่งความไม่เรียบร้อยในประเทศ

ห้ามโจมตีที่ตั้งทหาร-ห้ามยั่วยุ

4. ขอให้ทั้ง 2 ฝ่ายไม่ขยายความขัดแย้งโดยการกระทำใดๆ ไม่มีการยั่วยุทางด้านการทหาร รวมถึงการใช้พลเรือน ยั่วยุ เพื่อให้เกิดความวุ่นวายในพื้นที่แนวชายแดน ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน 5.การดำเนินการใดๆ ต่อที่ตั้งทางทหารของแต่ละฝ่าย ต้องได้รับความคุ้มครองให้มีความปลอดภัย โดยไม่กระทำต่อที่ตั้งของแต่ละฝ่าย โดยใดๆก็ตาม หมายถึง การปรับปรุงฐานที่มั่น ต้องได้รับความคุ้มครอง เช่น การทำบังเกอร์ ห้ามยั่วยุและทำร้ายกันและกันในที่ตั้ง พร้อมขอให้ทั้งสองฝ่ายมีการลาดตระเวนเช่นเดิม ส่วนพื้นที่ในที่ตั้งหน่วยทหารต่างฝ่ายให้ปรับปรุงตามสมควร ไม่ให้ใช้อาวุธต่อที่ตั้งทหารซึ่งกันและกัน 6. ให้ทั้งสองฝ่ายเน้นย้ำถึงการพัฒนาเชิงบวก ปฏิสัมพันธ์ในแง่ที่ดี หมายความว่า พบปะกัน พัฒนาความสัมพันธ์ไปในทิศทางที่ดี โดยขอความร่วมมือทหารระดับล่าง จนถึงระดับสูง ขอให้เพิ่ม การพบปะพัฒนาสัมพันธ์ ให้มีความรู้สึกที่ดีต่อกัน

ตามเดิมปัดร่วมกู้ระเบิด-ปราบแก๊งคอลฯ

7. ให้ทั้งสองฝ่าย ร่วมกันเก็บกู้ทุ่นระเบิดตามมนุษยธรรมซึ่งทั้งสองประเทศเป็นสมาชิกอนุสัญญาออตตาวา จึงขอความร่วมมือไม่ให้ใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล โดยกัมพูชาเสนอว่า ประเด็นนี้ ขอนำไปสู่การประชุมGBCครั้งหน้า เนื่องจากเป็นระดับนโยบาย แต่ในส่วนฝ่ายไทยยืนยันการประชุมในครั้งนี้ว่า ให้งดการใช้ทุ่นระเบิด ตามหลักอนุสัญญาออตตาวา 8.ทั้ง 2 ฝ่ายเห็นชอบจัดตั้งชุดประสานงานซึ่งปัจจุบันมีอยู่แล้ว แต่จะเพิ่มขึ้นไปอีก แต่จะไปตกลงกันในรายละเอียดอีกครั้ง ซึ่งเบื้องต้นจะจัดให้ฝ่ายละ 4 นาย ซึ่งปกติก็ประสานงานกันอยู่แล้วระดับผู้การกรม ถือเป็นเรื่องที่ดี ไม่มีอะไรเสียหาย 9. ทั้ง 2 ฝ่ายยืนยันให้ความร่วมมือปราบปราม ป้องกัน อาชญากรรม ข้ามชาติ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ การหลอกลวงออนไลน์ สแกมเมอร์ ยาเสพติด การค้ามนุษย์ การลักลอบ ค้าอาวุธ รวมถึงกิจกรรมที่ผิดกฎหมายข้ามแดนทั้งหมด โดยฝ่ายไทยยืนยันดำเนินการเรื่องนี้ทันที แต่ฝ่ายกัมพูชาขอให้นำประเด็นนี้เข้าสู่ในการประชุมGBC

จี้เร่งตอบสนองต่อการประท้วงแต่ละครั้ง

10. ทั้งสองฝ่ายยืนยันความสำคัญ ตอบสนองต่อการประท้วง เกี่ยวกับข้อพิพาทต่างๆ ขอให้รีบดำเนินการโดยเร็ว ซึ่งต่อเรื่องนี้ ฝ่ายไทยขอกำหนดเวลาในห้วงแรก แต่ฝ่ายกัมพูชา เสนอว่า การกำหนดห้วงเวลาให้ไปหารือในการประชุมGBC หมายความคือ หากมีการกระทำผิดเอ็มโอยู หรือข้อตกลงต่างๆ มีการรุกล้ำอธิปไตย เมื่อมีการประท้วงทางเอกสารแล้ว ให้อีกฝ่ายได้ตอบสนอง ต่อปัญหานั้นให้รวดเร็ว โดยขอให้กำหนดเป็นห้วงเวลา ตอบรับการแก้ปัญหาที่มีความขัดแย้งกัน เช่น การทำผิดเอ็มโอยู43 มีการก่อสร้าง ในพื้นที่ ฝ่ายไทยได้ทำหนังสือประท้วงไป ฝ่ายกัมพูชาก็ขอให้ไปหารือในการประชุมGBC 11. ทั้งสองฝ่ายได้เห็นชอบให้มีการจัดประชุมRBCขึ้น ตามห้วงเวลาที่กำหนด เพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน

พลโทบุญสินกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ฝ่ายไทยเสนอว่า การจัดตั้งคณะผู้สังเกตการณ์ (IOT) ชุดปัจจุบันทำงานได้ดี เช่น ผู้ช่วยทูตทหาร จึงเห็นชอบว่าให้คงคณะIOT ชุดนี้ต่อไป เพียงแต่ข้อนี้ ไม่ได้อยู่ในบันทึกการประชุม มีเพียง 11 ข้อ ที่อยู่ในบันทึก การประชุม เพื่อเจตนาที่จะทำให้สถานการณ์ดีขึ้น

ฮึ่มเขมรลอบซุกระเบิดอีกพร้อมตอบโต้

พลโทบุญสินให้สัมภาษณ์หลังแถลงผลการประชุมคณะกรรมการ อาร์บีซีกองทัพภาคที่ 2 ว่า ในส่วนการวางระเบิดใหม่ของเขมรหลังมีข้อตกลงหยุดยิง ก็ยังมีเกิดขึ้นสองครั้ง ซึ่งมาตรการตอบโต้ก็ยังเหมือนเดิม ในการประชุมวันนี้เขมรก็ไม่ยอมรับ แล้วยังยืนว่าได้ปฏิบัติตามอนุสัญญาว่าด้วยทุ่นระเบิดอย่างเคร่งครัด

“แต่ถึงอย่างไร หากยังมีการวางทุ่นระเบิดอีก ทางพื้นที่พร้อมตอบโต้ เพราะเป็นการรุกล้ำอธิปไตย ซึ่งการละเมิดเอ็มโอยู 43 ต่างๆนั้น ต้องดูผลการปฏิบัติจากนี้ว่ามีความจริงใจหรือไม่ และขึ้นอยู่กับผู้นำเขมรด้วยว่ามีทิศทางอย่างไรต่อไป แต่เราก็พร้อมปฏิบัติทุกรูปแบบ ส่วนเหตุผลที่ต้องนำเรื่องการปราบคอลเซ็นเตอร์ไปหารือระดับจีบีซี เพราะเป็นเรื่องนโยบายของประเทศ เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน แม่ทัพภาคดูโดยเฉพาะในเรื่องความมั่นคงตามแนวชายแดน” พล.ท.บุญสิน กล่าว และว่า ส่วนข้อตกลงเรื่องทุ่นระเบิด และคอลเซนเตอร์ฝ่ายไทยเป็นคนเสนออย่างชัดเจน และมีอีกหลายข้อที่เขมรเสนอ แต่ไทยไม่ได้นำเข้าที่ประชุม เพราะเป็นเรื่องทั่วไป ภาพรวมทั้งหมดเราคงต้องดูผลปฏิบัติและท่าทีของเขมร โดยเฉพาะระดับผู้บังคับบัญชาของเขมรว่าจะนำไปสู่การปฏิบัติอย่างจริงจังหรือไม่

ลั่นไม่รื้อลวดหนาม-2ปท.ต้องยึด11ข้อตกลง

แม่ทัพภาคที่2กล่าวต่อว่า ส่วนสถานการณ์ตามแนวชายแดนก่อนประชุมอาร์บีซียังปกติ ต่างฝ่ายต่างหยุดยิงตามข้อตกลงของจีบีซี ในภาพรวมการวางกำลัง ของสองฝ่ายยังเท่าเดิมและอยู่ในจุดเดิม จะเพิ่มกำลังบางจุดของเขมรบางส่วนซึ่งเราก็เก็บหลักฐานไว้ เพื่อประท้วงตามขั้นตอน สำหรับเรื่องรั้วลวดหนามที่กัมพูชาประท้วง เขาก็พูดขึ้นมา ตนก็ยืนยันเป็นการป้องกันฐานที่ตั้งตามแนวเขตที่ถูกต้องตามกฎหมาย และตามหลักยุทธวิธี เรายืนยันว่าไม่รื้อ

ส่วนที่กังวลกันว่าแม้จะทำข้อตกลงกันแล้ว แต่ยังมีการบิดเบือนและฝ่าฝืน แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวว่า กระทรวงต่างประเทศอยู่ในที่ประชุมด้วยและตรวจสอบคำพูดในแถลงการณ์ทั้งหมด ตนได้ลงนามทั้ง 11 ข้อก็ต้องเป็นไปตามนั้นไม่มีเพี้ยน ซึ่งการหารือก็ว่ากันไป แต่การลงนามจะมีจำนวนข้อที่ระบุไว้ชัดเจนทั้งหมด และจะนำไปแจกให้สื่อมวลชน เพื่อนำไปเปิดเผยต่อสาธารณชน ให้ประชาชนทั่วประเทศทราบ รวมถึงคนเขมรได้รับทราบด้วยว่าเราจะลงนามตามนี้ จะไปชี้แจงเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้

ทภ.2สั่งผบ.หน่วยเด็ดขาดไม่ว่าใครล้ำแดน

ผู้สื่อข่าวถามว่าจากการประชุมวันนี้มั่นใจได้อย่างไรว่าเขมรจะไม่ยิงใส่ประชาชนผู้บริสุทธิ์ฝั่งไทยอีก พล.ท.บุญสินกล่าวว่า เป็นสถานการณ์ในอนาคตที่เราหวังว่าจะไม่เกิด แต่การยิงกันผ่านมาไม่กี่วัน คุยกันแล้วก็พัฒนาไปต่างฝ่ายต่างไม่อยากให้สูญเสีย ก็ต้องรอดูว่านโยบายผู้บังคับบัญชาเขมรเป็นอย่างไร การปฏิบัติและท่าทีทหารเขมรตลอดแนว เป็นอย่างไร ก้าวร้าวหรือมีการปฏิบัติที่นำไปสู่ความขัดแย้งที่จะใช้อาวุธหรือไม่ ซึ่งบรรยากาศก็เริ่มดีขึ้น กัมพูชาเสนอว่าให้พบปะกันบ่อยๆ แต่ก็ต้องดูความจริงใจในการปฏิบัติด้วย

เมื่อถามว่าเหตุการณ์ที่กัมพูชานำมวลชนมากดดันในพื้นที่กองทัพภาคที่1 มีส่วนในการกำหนดข้อตกลงอาร์บีซีวันนี้หรือไม่ พล.ท.บุญสินยอมรับว่า ใช่ ในข้อที่ 4 ที่ระบุว่ามายุยงทั้งทหารและพลเรือน รวมทั้งไม่ใช้กำลังทหารและพลเรือนสร้างความขัดแย้งตลอดแนวชายแดน ซึ่งเขาก็ยอมรับ โดยในส่วนกองภาคที่ 2 ได้ให้นโยบายกับผู้บังคับหน่วยไปว่าให้เด็ดขาดในการแก้ปัญหาไม่ว่าเป็นจุดไหน ถ้ามีท่าทีจะรุกล้ำอธิปไตยไม่ว่าจะเป็นใครทั้งนั้น เรามีแผนปฏิบัติตามขั้นตอนตั้งแต่การแจ้งเตือน เป็นมาตรการจากเบาไปหาหนัก หลีกเลี่ยงไม่ให้ประชาชนสองฝ่ายปะทะกัน

เมื่อถามว่าสถานการณ์ที่สระแก้ว จะทำให้เกิดการปะทะรอบใหม่หรือไม่ แม่ทัพภาคที่2 กล่าวว่า ให้ทางเจ้าภาพเป็นคนตอบดีกว่า ไม่ว่าจะเป็นกองทัพบกและกองทัพภาคที่ 1

ย้ำถ้ามีการใช้กำลังเราพร้อมตลอดแนว

ถามย้ำว่า ถ้ามีเหตุรุนแรงจะมีผลกระทบชายแดนในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 หรือไม่ พล.ท.บุญสินกล่าวว่า ก็มีส่วนบ้างในกรณีมีการใช้กำลังทหาร เราก็พร้อมปฏิบัติตลอดแนวอยู่แล้ว ตนเชื่อมั่นว่าแม่ทัพภาคที่ 2 คนใหม่จะรับมือได้ ส่วนมวลชนจัดตั้งที่มายั่วยุเป็นหน้าที่ของหน่วยในพื้นที่ไปแก้ หาวิธีทำให้สถานการณ์คลี่คลาย

“ผมเชื่อมั่นว่า ท่านแม่ทัพภาคที่ 1จะแก้ไขได้ ให้กำลังใจกัน ในส่วนกองทัพภาคที่ 2ก็เตรียมเหมือนกัน” สำหรับประชาชนตามแนวชายแดนให้ฟังข่าวสารจาก ฝ่ายความมั่นคง และกองกำลังสุรนารีเป็นหลัก กรณีปราสาทตาควายนั้น เป้าหมายยังเหมือนเดิมอยู่ในขั้นตอนของเรา พื้นที่ดังกล่าวเป็นของไทยก็พร้อมปฏิบัติทันที เมื่อมีสถานการณ์หรืออย่างไรก็แล้วแต่ ทั้งด้านประท้วงการทูตก็ยังทำเหมือนเดิม

ผบ.ทสส.แจงยิบไทยต้องปกป้องดินแดนไทย

ที่ จ.เพชรบุรี พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) ให้สัมภาษณ์หลังร่วมประชุมผู้บัญชาการทหารสูงสุดภูมิภาคอินโดแปซิฟิก ประจำปี 2568 ว่า การประชุมผู้บัญชาการทหารสูงสุดในภูมิภาคอินโดแปซิฟิกครั้งนี้ ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพร่วมกับสหรัฐฯ ซึ่งระหว่างประชุมหลายประเทศสอบถามถึงสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา ไทยใช้โอกาสนี้ส่งข้อมูลที่เป็นความจริงไปยังนานาประเทศที่เข้าร่วมประชุม พร้อมย้ำว่า ทุกการกระทำเป็นการทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ดินแดนของไทย รวมทั้งคุ้มครองชีวิตของคนไทยไว้เต็มความสามารถ ภายใต้กรอบกติการะเบียบโลก นอกจากนี้ ยังมีความพยายามบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร จึงใช้โอกาสนี้ชี้แจงข้อเท็จจริง เช่น ทหาร ประชาชนถูกทำร้าย การลอบวางทุนระเบิด โดยขอความร่วมมือจากหลายประเทศ ให้สนับสนุนการเข้ามาเก็บกู้ทุ่นระเบิดที่เขมรวางไว้ในดินแดนไทย ยืนยันว่า ไทยต้องสื่อสารอย่างมืออาชีพบนข้อเท็จจริงที่มี และบนจุดปกป้องอธิปไตย ไม่ยอมให้ใครมารุกราน

ทบ.ลุยสร้างกำแพงถาวรตลอดแนวชายแดน

ส่วนการสร้างรั้วตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา ให้เข้มแข็งเพื่อป้องกันการรุกรานนั้น พล.อ.ทรงวิทย์ ระบุว่า กองทัพบกกำลังพิจารณาและนำไปปฏิบัติทั้งในส่วนกองทัพภาคที่ 1 และกองทัพภาคที่ 2 โดยเมื่อวานนี้ (26 ส.ค.) ได้ให้เสนาธิการ ลงไปในพื้นที่ ที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว และสื่อสารออกมาอย่างชัดเจนว่าพื้นที่ตรงนั้นคือดินแดนของไทย และจะต้องสร้างกำแพงที่แข็งแรง เพื่อปกป้องประชาชน และการรุกรานจากฝ่ายตรงข้าม โดยยืนยันว่าตนจะสนับสนุนทุกการกระทำของกองทัพบกอย่างแน่นอน

พลทหารเหยียบกับระเบิดขาขาดอีก1ที่ตาควาย

ช่วงเย็นวันเดียวกัน พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า เวลา 15.45 น. เกิดเหตุ พลทหาร อดิศร ป้อมกลาง สังกัดกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 23 เหยียบกับระเบิด ขณะปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ ปราสาทตาควาย จ.สุรินทร์ เบื้องต้นได้รับบาดเจ็บ บริเวณขาขวาท่อนล่างขาด หน่วยในพื้นที่เข้าดำเนินการช่วยเหลือ และนำส่งเพื่อรับการรักษาแล้ว รายละเอียดอื่นจะรายงานให้ทราบต่อไป

มทภ.2ประณามละเมิดหยุดยิงไม่หยุด

ด้านพล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวประณามกัมพูชาละเมิด ข้อตกลงหยุดยิงและอนุสัญญาออตตาวา ต่อเนื่อง หลังวันนี้เวลาประมาณ 15.45 น. เกิดเหตุพลทหารอดิศร ป้อมกลาง สังกัด กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 23 เหยียบกับระเบิด ขณะปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ ปราสาทตาควาย อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ เบื้องต้นได้รับบาดเจ็บขาขวาท่อนล่างขาด หน่วยในพื้นที่ได้ช่วยเหลือ และนำส่งรพ.แล้ว

สำหรับเนิน350 ปราสาทตาควาย เป็นพื้นที่ที่ทหารกัมพูชาวางกำลังหนาแน่น และมีทุ่นระเบิดรอบพื้นที่ โดยวันนี้ทหารไทยออกไปลาดตระเวน ซึ่งเครื่องตรวจวัตถุระเบิดตรวจหาไม่เจอ เพราะทุ่นระเบิดดังกล่าวเป็นโครงสร้างเป็นพลาสติก ถ้าเป็นการวางใหม่ เบื้องต้นทำหนังสือประท้วงไปทางเขมรและเตรียมกำหนดแผนทางการทหารต่อไป

‘ดร.สามารถ’จี้ถาม ปมรถไฟฟ้า20บาท จะเอาเงินจากไหน ไปชดเชยให้เอกชน

‘ดร.สามารถ’จี้ถาม ปมรถไฟฟ้า20บาท จะเอาเงินจากไหน ไปชดเชยให้เอกชน

‘ดร.สามารถ’จี้ถาม ปมรถไฟฟ้า20บาท จะเอาเงินจากไหน ไปชดเชยให้เอกชน

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.


‘ดร.สามารถ’จี้ถาม ปมรถไฟฟ้า20บาท จะเอาเงินจากไหน ไปชดเชยให้เอกชน


“สามารถ ราชพลสิทธิ์”อดีตรองผู้ว่าฯกทม. พรรคประชาธิปัตย์ ตามบี้รถไฟฟ้า 20 บาททุกสาย หลังเลื่อนออกไป จี้ตามเอาเงินจากไหนไปชดเชยให้เอกชน จะแก้สัญญาสัมปทานหรือไม่หรือจะทำแค่ปีเดียวแล้วเลิกไปเลย


เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โพสต์เฟซบุ๊ก กรณีนโยบายค่าโดยสารรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ซึ่งมีประเด็นหลักที่ ดร.สามารถ ตั้งข้อสังเกตและตั้งคำถามไว้

โดยระบุว่า เลื่อน! รถไฟฟ้า 20 บาท “แม้ช้า… แต่ขอให้ยั่งยืน ไม่ใช่แค่ปีเดียว”หลายคนเฝ้ารอ 1 ตุลาคม 2568 จะได้ขึ้นรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย แต่ถึงวันนี้… ถูกเลื่อนไปเป็นกลางเดือนพฤศจิกายน 2568เหตุผลที่ได้ยินคือ… “กฎหมายยังไม่เสร็จ ต้องรอพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม (พรบ.ตั๋วร่วม) พรบ.การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย พ.ศ.2543 (พรบ. รฟม.) และกฎหมายลูก”
ฟังแล้วก็พอเข้าใจได้ แต่สิ่งที่คนอยากรู้จริงๆ ไม่ใช่แค่ว่า ทำไมเลื่อน แต่คือ… หลังจากนี้จะยั่งยืนจริงไหม?

1. คำถามที่อยากได้คำตอบ
(1) รัฐจะชดเชยเอกชนผู้รับสัมปทานอย่างไร? ใช้งบเท่าไหร่? หากในอนาคตมีการปรับขึ้นค่าโดยสารตามสัญญาสัมปทานเดิม การคำนวณเงินชดเชยของรัฐจะต้องปรับตามหรือไม่? (2) ตกลงกับเอกชนได้แล้วหรือยัง? ได้ยินมาว่า แค่ 1 ปีเท่านั้น… ปีต่อๆ ไปจะยังคง 20 บาทอยู่หรือไม่? (3) แก้ไขปรับปรุงสัญญาสัมปทานกับเอกชนแล้วหรือยัง?(4) จะนำเงินจากที่ไหนมาชดเชยให้เอกชน? และเงินจากแหล่งนั้นมีมากเพียงใด?

2. สิ่งที่ผู้ใช้รถไฟฟ้าต้องการ คนกรุงเทพฯ และปริมณฑลไม่อยากได้ “โปรโมชั่น 20 บาท ชั่วคราว” แต่ต้องการระบบขนส่งที่ยั่งยืนราคาเป็นธรรม และเข้าถึงได้จริง รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ไม่ควรเป็นเพียง “สโลแกนทางการเมือง” แต่ควรเป็นนโยบายถาวรที่ทำให้ชีวิตคนเมืองง่ายขึ้นจริง

3. บทสรุป  เลื่อนเวลา… คนส่วนใหญ่เข้าใจได้ แต่สิ่งที่เลื่อนไม่ได้คือ “ความหวังของผู้ใช้รถไฟฟ้า” ที่หวังจะได้ใช้รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย… ตลอดไป

วันเดียวกัน ได้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุมซึ่งเป็นวารพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม ในวาระ2-3 ต่อเนื่องจากการประชุมสัปดาห์ที่แล้ว
ทั้งนี้ ภายหลังสส.อภิปรายครบถ้วนทั้ง 54 มาตราแล้ว ที่ประชุมจึงลงมติเห็นชอบผ่านร่างพ.ร.บ.การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม ในวาระที่3 ด้วยคะแนนเสียง 382 ต่อ 0 งดออกเสียง 2 ไม่ลงคะแนน 5

นายธนกร วังบุญคงชนะ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ และ สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.)เชื่อว่า เมื่อร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวผ่านสภาแล้ว คาดว่าประชาชนจะสามารถเริ่มใช้สิทธิ์ “รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย” ได้ทันตามกำหนดใหม่คือ 15 พฤศจิกายน 2568 ครอบคลุมโครงข่ายเส้นทางรถไฟฟ้าในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล จำนวน 10 สาย ได้ทันที