ผู้สื่อข่าวอิสระ จี้’อิ๊งค์’แจงด่วน ปมประกาศรายชื่อศิลปินแห่งชาติตกหล่น

ผู้สื่อข่าวอิสระ จี้'อิ๊งค์'แจงด่วน ปมประกาศรายชื่อศิลปินแห่งชาติตกหล่น

ผู้สื่อข่าวอิสระ จี้’อิ๊งค์’แจงด่วน ปมประกาศรายชื่อศิลปินแห่งชาติตกหล่น

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 22.12 น.

27 ส.ค. 68 เพจเฟซบุ๊ก Nanthaphorn Waisayasuwan ผู้สื่อข่าวอิสระ อดีต.บก.ข่าวสังคม-บันเทิง นสพ.คมชัดลึก โพสต์เฟซบุ๊กทวงถามถึงการประกาศรายชื่อศิลปินแห่งชาติ ที่น.ส.แพทองธาร ชินวัตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม จะแถลงรายชื่อศิลปินแห่งชาติ ประจำปี 2567 ตกหล่นไป 1 รายชื่อ 

โดยระบุข้อความว่า “มีตกหล่นรายชื่อศิลปินแห่งชาติได้ยังไง…  เรียกร้องให้กระทรวงวัฒนธรรมชี้แจงด้วยค่ะ 

ช่วงบ่ายวันนี้ นอกจากคุณแพทองธาร ชินวัตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม จะแถลงรายชื่อศิลปินแห่งชาติ ประจำปี 2567 แล้ว ยังมีการส่งข่าวการประกาศรายชื่อผู้ได้รับการเชิดชูเกียรติทั้งหมดให้แก่สื่อมวลชนด้วย

แต่น่าประหลาดใจ ที่ในสาขาวรรณศิลป์ มีเพียงรายชื่อเดียว ทั้งที่ควรจะมีสองคน (ตามที่แหล่งข่าวอ้างถึง) จึงตั้งข้อสงเกตกันว่า เป็นไปได้หรือไม่ ที่จะมีการตัดรายชื่อออกเอาหน้างาน ตามเหตุที่มีการวิพากษ์วิจารณ์อยู่ในเวลานี้

เท็จจริงอย่างไร ขอให้ผู้เกี่ยวข้องในกระทรวงวัฒนธรรมกรุณาออกมาชี้แจงด้วยเถิดค่ะ หมายเหตุ : แนบเนื้อข่าวที่ วธ.ส่งให้สื่อใต้โพสต์ค่ะ”  

โดยแหล่งข่าวระบุว่า รายชื่อศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ที่หายไปอีกชือคือ นางวรรณา สวัสดิ์ศรี หรือ นามปากกา ศรีดาวเรือง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องที่นี่ : เปิดชื่อศิลปินแห่งชาติ 2567 ‘แม่แดง นันทวัน’ นักแสดงชั้นครู – ‘เรวัตร์’สาขาวรรณศิลป์

ปูด’ภูมิธรรม’เตรียมตบตำแหน่ง 2 นายแพทย์ใหญ่ ชั้น 14

ปูด'ภูมิธรรม'เตรียมตบตำแหน่ง 2 นายแพทย์ใหญ่ ชั้น 14

ปูด’ภูมิธรรม’เตรียมตบตำแหน่ง 2 นายแพทย์ใหญ่ ชั้น 14

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 21.50 น.

วันที่ 27 สิงหาคม 2568  รายงานแจ้งว่า นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เตรียมประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.)พรุ่งนี้ (28ส.ค.) จะให้มีการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งหมอทั้ง 2 คน คือ พล.ต.ท.โสภณรัชต์ สิงหจารุ ผู้ช่วย ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.ทวีศิลป์ เวชวิทารณ์ แพทย์ใหญ่ รพ.ตำรวจ ที่โดนแพทยสภามีมติพักใบประกอบโรคศิลป์ 6 และ 3 เดือนตามลำดับ เพราะขณะนี้ยังอยู่ในกระบวนการพิจารณาของศาล การไม่ให้เขาเลื่อนขึ้นเป็น รอง ผบ.ตร. และผู้ช่วย ผบ.ตร. จะทำให้เสียสิทธิ์

กองทัพภาค 2 ประณาม กัมพูชา ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ลอบวางระเบิดพื้นที่ปฏิบัติการไทย

กองทัพภาค 2 ประณาม กัมพูชา ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ลอบวางระเบิดพื้นที่ปฏิบัติการไทย

กองทัพภาค 2 ประณาม กัมพูชา ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ลอบวางระเบิดพื้นที่ปฏิบัติการไทย

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 21.20 น.

กองทัพภาคที่ 2 ประณาม “กัมพูชา” ละเมิดข้อตกลงหยุดยิงด้วยการลอบวางกับระเบิดในพื้นที่ปฏิบัติการของฝ่ายไทยโดยกองทัพกัมพูชา

กองทัพภาคที่ 2 ขอประณามอย่างรุนแรงต่อเหตุการณ์ลักลอบเข้ามาวางกับระเบิดในพื้นที่ปฏิบัติการของ ฝ่ายไทยโดยกองทัพกัมพูชา ซึ่งถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง และบั่นทอนความพยายามในการสร้างสันติภาพตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา

ที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุการณ์ทหารกัมพูชาลักลอบเข้ามาวางกับระเบิดจนทหารไทยเหยียบ ในเส้นทางลาดตระเวนของฝ่ายไทยแล้ว จำนวน 5 ครั้ง ส่งผลให้ทหารไทยขาขาด จำนวน 5 นาย และได้รับบาดเจ็บอีกหลายนาย

ล่าสุดในวันนี้ (27 สิงหาคม 2568) ได้เกิดเหตุซ้ำอีกเป็นครั้งที่ 6 ทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บสาหัสขาขาดอีก 1 นาย บาดเจ็บเล็กน้อย 2 นาย ณ พิกัด UA 24542 87382 และจากการตรวจสอบพื้นที่ใกล้เคียงที่เกิดเหตุยังพบทุ่นระเบิด PMN-2 วางอยู่บริเวณใกล้เคียงอีก 2 ทุ่น นอกจากนั้นพื้นที่เกิดเหตุ ยังอยู่ห่างจากจุดที่ตรวจพบการวางทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 ทิ้งไว้จำนวน 1 ทุ่น เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 ไปทางทิศตะวันออกประมาณ 200 เมตร

ทั้งนี้ พื้นที่โดยรอบปราสาทตาเมือน และตาควาย เคยเกิดเหตุทหารไทยเหยียบกับระเบิดมาแล้วถึง 3 ครั้ง เป็นเหตุการณ์ก่อนการหยุดยิง 1 ครั้ง และหลังการหยุดยิง 2 ครั้ง อีกทั้ง ฝ่ายไทยยังตรวจพบความพยายามลักลอบนำทุ่นระเบิดเข้ามาในพื้นที่อย่างน้อย 2 ครั้ง ได้แก่

• ตรวจพบทุ่นระเบิดถูกทิ้งตกอยู่ระหว่างแนวลวดหนาม เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568

• ตรวจพบการขว้างทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 ข้ามแนวลวดหนามเข้ามาในพื้นที่ฝั่งไทย จำนวน 3 ทุ่น เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568

จากพฤติการณ์ทั้งหมดนี้ เป็นหลักฐานชัดเจนที่สะท้อนให้เห็นว่า กองทัพกัมพูชาไม่มีความจริงใจในการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง ตามที่ได้ร่วมกันลงนามในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) และการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee: RBC) อีกทั้ง ยังเป็นการละเมิด อนุสัญญาออตตาวา ว่าด้วยการห้ามใช้ สะสม ผลิต โอน และทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคล

การกระทำดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นการละเมิดต่อหลักสันติวิธี แต่ยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา
 

‘ชัยวัฒน์’ แฉกลางโซเชียล ใครกัน ‘แก้วันเกิด เลื่อนเกษียณ’

'ชัยวัฒน์' แฉกลางโซเชียล ใครกัน 'แก้วันเกิด เลื่อนเกษียณ'

‘ชัยวัฒน์’ แฉกลางโซเชียล ใครกัน ‘แก้วันเกิด เลื่อนเกษียณ’

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 21.11 น.

27 ส.ค. 68 นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีต ผอ.สำนักอุทยานแห่งชาติ ได้ออกมาโพสต์ข้อความ ระบุว่า “ปลัดกระทรวง แก้ไขวันเกิด จาก 3 พ.ค. 2507เป็น 3 พ.ย. 2507 เพื่อให้เกษียณ ปี 68 ลากมันออกมา”

นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ซึ่งมีภาพจำในชุดเครื่องแบบเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ หลังจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ตัดสินใจดำเนินคดีกับนายชัยวัฒน์ และพวกรวม 4 คน ในคดีการเสียชีวิตของนายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่

.-008 

ขอบคุณข้อมูลจาก : ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร

‘ทวี’ ย้ำความสำคัญของ ‘หลักนิติธรรม-ความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน’ คือหัวใจสำคัญ

'ทวี' ย้ำความสำคัญของ 'หลักนิติธรรม-ความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน' คือหัวใจสำคัญ

‘ทวี’ ย้ำความสำคัญของ ‘หลักนิติธรรม-ความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน’ คือหัวใจสำคัญ

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 20.51 น.

‘รัฐมนตรีทวี’ย้ำความสำคัญของ “หลักนิติธรรม” และ “ความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน” คือหัวใจสำคัญส่งผลให้ค่าชี้วัดด้านนิติธรรมของประเทศไทยมีแนวโน้มที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขยับจากอันดับ 82 มาอยู่ที่ 78

วันที่ 27 สิงหาคม 2568 ที่ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมมิราเคิล แกรนด์คอนเวอร์ชั่น กรุงเทพมหานคร  พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เดินทางมาปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “ความร่วมมือในการบริหารงานเพื่ออำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชน” ในฐานะประธานการประชุมทางวิชาการ เพื่อบริหารและพัฒนากระบวนการยุติธรรม ผ่านกลไกการขับเคลื่อนแผนแม่บทการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ พ.ศ. 2549 โดยมี พ.ต.ท.ดร.พงษ์ธร ธัญญสิริ ผู้อำนวยการสำนักงานกิจการยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม, พ.ต.ท.มนตรี บุณยโยธิน รองผู้อำนวยการสำนักงานกิจการยุติธรรม และ คณะผู้บริหารสำนักงานกิจการยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม ให้การต้อนรับ

พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานประชุมวิชาการ “ความร่วมมือในการบริหารงานเพื่ออำนวยความยุติธรรมให้ประชาชน” เน้นย้ำหลักนิติธรรมตามรัฐธรรมนูญ 2560 และความร่วมมือระหว่างหน่วยงานเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนากระบวนการยุติธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ ลดความล่าช้า และอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ด้วยแผนแม่บทการบริหารงานยุติธรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อลดค่าใช้จ่าย สร้างโปร่งใส ชี้ค่าชี้วัดนิติธรรมไทยดีขึ้น เช่น Rule of Law Index ขึ้นจากอันดับ 82 เป็น 78 อย่างไรก็ตาม ยังเผชิญท้าทาย เช่น ผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดี 89,276 คน (28.84%) ปัญหาหนี้สิน มีคดีเข้าสู่การบังคับคดีและคดีล้มละลายจำนวนมหาศาล คิดเป็นมูลค่าหนี้รวมกว่า 18 ล้านล้านบาท ปัญหายาเสพติด พบว่าผู้กระทำผิดคดียาเสพติดส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 78.29 มีการศึกษาต่ำกว่าขั้นพื้นฐาน  ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ มีปริมาณคดีเกี่ยวกับทรัพย์และบัญชีม้าสูงถึง 46,512 ราย หรือประมาณร้อยละ 15 ของคดีอาชญากรรมทั้งหมด

พันตำรวจเอกทวี  กล่าวตอนท้ายเพิ่มเติมว่า ไม่ว่าจะมีแผนงานหรือนโยบายที่ดีเพียงใด หากขาด “ความร่วมมือ” จากทุกภาคส่วนก็ไม่อาจบรรลุผลได้ ความยุติธรรมจึงเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทั้งระบบ ตั้งแต่ตำรวจ อัยการ ศาล กรมราชทัณฑ์ หน่วยงานท้องถิ่น ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และประชาชน  พร้อมกันนี้ ได้เชิญชวนให้ทุกภาคส่วนร่วมกันทำให้ “เจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญและหลักนิติธรรม” กลายเป็นความจริง ด้วยการบูรณาการแผนแม่บทฯ ทั้งสองฉบับเข้าด้วยกัน พร้อมเสริมด้วยความร่วมมือที่เข้มแข็ง เพื่อให้ความยุติธรรมเป็นสิทธิที่ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างแท้จริง สะดวก รวดเร็ว เสมอภาค และเป็นธรรม

‘วัส ติงสมิตร’ ไขความหมาย ‘เสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์’ บทลงโทษต่างกัน ตั้งแต่ สส. ยันนายกฯ

'วัส ติงสมิตร' ไขความหมาย 'เสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์' บทลงโทษต่างกัน ตั้งแต่ สส. ยันนายกฯ

‘วัส ติงสมิตร’ ไขความหมาย ‘เสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์’ บทลงโทษต่างกัน ตั้งแต่ สส. ยันนายกฯ

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 20.18 น.

วันที่ 27 สิงหาคม 2568 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา และอดีตประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า  เสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่งในบริบทต่างๆ ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ

รัฐธรรมนูญ 2560 และกฎหมายต่างๆ กำหนดการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่งในลักษณะที่แตกต่างกัน และเกิดผลที่แตกต่างกัน

1)องค์กรตามรัฐธรรมนูญ : ประกอบด้วย สส. สว. ครม. ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระทั้งห้าตามรัฐธรรมนูญ

มีมาตรฐานทางจริยธรรม 2561 ใช้บังคับอยู่ข้อหนึ่งว่า ต้องไม่กระทำการที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง (ข้อ 17) และการฝ่าฝืนนั้นจะถือว่ามีลักษณะร้ายแรงก็ต่อเมื่อได้พิจารณาถึงพฤติการณ์ของการฝ่าฝืน เจตนาและความร้ายแรงของความเสียหายที่เกิดจากการฝ่าฝืนนั้น (ข้อ 27 วรรคสอง) มีผลทำให้ผู้ฝ่าฝืนต้องพ้นจากตำแหน่งเมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษา ศาลฎีกาเคยมีคำพิพากษาเมื่อปี 2565 ในคดีถอดถอนนางปารีณา ไกรคุปต์ ออกจากตำแหน่ง สส. ราชบุรี กรณีครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินกว่า 665 ไร่โดยมิชอบว่า “จริยธรรมข้อนี้หมายถึงการรักษาชื่อเสียงของตำแหน่งหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการไม่ประพฤติปฏิบัติตนหรือดำเนินการอื่นใดที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และเกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงของผู้ดำรงตำแหน่งและองค์กรของผู้ดำรงตำแหน่ง”

2) นายกรัฐมนตรีมีลักษณะต้องห้ามเพราะฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

รัฐธรรมนูญ 2560 บัญญัติคุณสมบัติของรัฐมนตรีว่า ต้อง “มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์” (มาตรา 160(4)) และลักษณะต้องห้ามของรัฐมนตรีไว้ว่า ต้อง “ไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง” (มาตรา 160(5)) 

ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยเมื่อปี 2567 กรณีทูลเกล้าฯ แต่งตั้งนายพิชิต ชื่นบาน เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ทั้งที่นายพิชิตเคยต้องคำพิพากษาจำคุก 6 เดือนฐานละเมิดอำนาจศาล ด้วยมติ 5:4 ว่า นายเศรษฐา ทวีสิน ย่อมรู้หรือควรรู้ได้ว่านายพิชิต ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามในการเป็นรัฐมนตรี แต่ยังดึงดันเสนอชื่อให้เป็นรัฐมนตรี รวมถึงการไปพบนายทักษิณ ชินวัตร ก่อนเสนอชื่อ ทำให้นายเศรษฐามีพฤติกรรมขาดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง (ครอบคลุมถึงการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วย) 

3) จริยธรรมของข้าราชการการเมือง

(1)รัฐธรรมนูญ 2560 หมวดแนวนโยบายแห่งรัฐกำหนดให้ “รัฐพึงจัดให้มีมาตรฐานทางจริยธรรม เพื่อให้หน่วยงานของรัฐใช้เป็นหลักในการกำหนดประมวลจริยธรรมสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐในหน่วยงานนั้น ๆ ซึ่งต้องไม่ต่ำกว่ามาตรฐานทางจริยธรรมดังกล่าว” (มาตรา 76 วรรคสาม)

(2) ต่อมามีพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 ออกตามความในรัฐธรรมนูญมาใช้บังคับ โดยบัญญัติว่า “มาตรฐานทางจริยธรรม  คือ  หลักเกณฑ์การประพฤติปฏิบัติอย่างมีคุณธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ”  ซึ่งมี 7 ข้อ ให้องค์กรกลางบริหารงานบุคคลของหน่วยงานของรัฐใช้เป็นหลักสำคัญในการจัดทำประมวลจริยธรรมสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ในความรับผิดชอบ

(3) ประมวลจริยธรรมของข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2564 : คณะรัฐมนตรีอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 6 วรรคสอง (1) แห่งพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 จัดทำประมวลจริยธรรมของข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2564 ขึ้นใช้บังคับแก่ข้าราชการการเมือง ซึ่งรวมถึงนายกรัฐมนตรีด้วย

ในส่วนที่เกี่ยวกับ “เกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง” ได้กำหนดไว้ว่า “ไม่กระทำการใดที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง” (ข้อ 5 (6)) เหมือนกับมาตรฐานทางจริยธรรมขององค์กรตามรัฐธรรมนูญชนิดคำต่อคำ ส่วนที่ต่างกันคือ ประมวลจริยธรรมของข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2564 ไม่ได้กำหนดสภาพบังคับไว้เหมือนมาตรฐานทางจริยธรรมขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ 

4) ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน : ก.พ. ในฐานะองค์กรกลางบริหารงานบุคคลของข้าราชการพลเรือน อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 ได้จัดทำ “ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน” ขึ้น เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2564 เพื่อใช้เป็นหลักเกณฑ์ในการปฏิบัติตน และรักษาคุณงามความดีที่ข้าราชการต้องยึดถือในการปฏิบัติงานรวม 7 ข้อ 

นอกจากประมวลจริยธรรมฉบับนี้จะไม่ได้กำหนดสภาพบังคับไว้แล้ว ยังไม่มีข้อใดที่กล่าวถึงการรักษาเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่งข้าราชการ เหตุที่เป็นเช่นนี้ คงเป็นเพราะพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551บัญญัติให้ข้าราชการพลเรือนต้องรักษาชื่อเสียงของตน และรักษาเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการของตนมิให้เสื่อมเสีย ไว้ในหมวดวินัยและการรักษาวินัยไว้แล้ว (มาตรา 82 (10)) เรื่องเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่งข้าราชการพลเรือนจึงมีสถานะเป็นวินัย ไม่ใช่เพียงจริยธรรมหรือจรรยาเท่านั้น

5) กล่าวโดยสรุป กระทำการที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พึงพิจารณาจากการกระทำของนายกรัฐมนตรีว่า นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้นำของประเทศและผู้ดำรงตำแหน่งสูงสุดในฝ่ายบริหาร ได้ประพฤติตนที่เหมาะสมทั้งในด้านกฎหมาย จริยธรรม และความคาดหวังของสังคม เพื่อรักษาภาพลักษณ์ ความน่าเชื่อถือ และความเคารพในตำแหน่งหน้าที่นี้หรือไม่

วัส ติงสมิตร

นักวิชาการอิสระ

28/8/68

‘พิชิต’ซัด’ระบอบชินวัตร’ ทำนโยบายเหลว! ชี้ 2 ปีไม่มีอะไรเป็นจริง มีแต่คนตกงาน

'พิชิต'ซัด'ระบอบชินวัตร' ทำนโยบายเหลว! ชี้ 2 ปีไม่มีอะไรเป็นจริง มีแต่คนตกงาน

‘พิชิต’ซัด’ระบอบชินวัตร’ ทำนโยบายเหลว! ชี้ 2 ปีไม่มีอะไรเป็นจริง มีแต่คนตกงาน

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 19.51 น.

วันที่ 27 สิงหาคม 2568 นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) โพสต์เฟซบุ๊ก “Pichit Chaimongkol” ระบุว่า ระบอบชินวัตร
จากนโยบายหาเสียงพรรคเพื่อไทย
-ค่าแรง 600 บาททันที
-รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายทันที
-จบปริญาตรี 25,000 บาท/เดือน
-ทุกครอบครัวมีรายได้ไม่น้อยกว่า 20,000 บาท/เดือน
-ปรับโครงสร้างภาษีครั้งใหญ่

สุดท้าย “มีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรีไปพร้อมๆกัน” ปัจจุบันผ่านมา 2 ปี มีอะไรทำได้บ้าง

ทักษิณ ชินวัตร กลับมาก็ทำลายกระบวนการยุติธรรม ประกาศผลประโยชน์ทับซ้อน 50:50  กับกัมพูชา

“เป็นที่ปรึกษาประธานอาเชี่ยน”อ้างว่าจะแก้ความขัดแย้งใน พม่า  แต่กลับเป็นตัวสร้างความขัดแย้งจนสู้รบกันระหว่าง ไทย-กัมพูชา

 “มีกิน มีใช้” กันที่ไหน คนตกงานกันอื้อ

“มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี” กันมากไหม กับคลิปเสียงคุยกับลุงอังเคิล 

อยากปรับโครงสร้างภาษีแต่ แพทองธาร กลับมีตั๋วภาษี pn  

นี่เราอยู่ในยุค

“ไม่มีกิน ไม่มีใช้ มีหลุมหลบภัย มีรั้วลวดหนาม ไปพร้อมๆกัน”  

ภายใต้การบริหารของ “ระบอบชินวัตร” จริงๆ

‘มาริษ’พร้อมฟ้องประชาคมโลก! เหตุทหารเหยียบกับระเบิด ใกล้ปราสาทตาควาย

'มาริษ'พร้อมฟ้องประชาคมโลก! เหตุทหารเหยียบกับระเบิด ใกล้ปราสาทตาควาย

‘มาริษ’พร้อมฟ้องประชาคมโลก! เหตุทหารเหยียบกับระเบิด ใกล้ปราสาทตาควาย

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.22 น.

ที่ปรึกษา รมว.กต.เสียใจเหตุทหารเหยียบกับระเบิดระหว่างผู้แทนยุโรปลงพื้นที่ – จี้กัมพูชาเร่งร่วมมือเก็บกู้ – เผย “มาริษ” อยู่เจนีวาพร้อมฟ้องประชาคมโลก

วันที่ 27 สิงหาคม 2568 นางสาวชยิกา วงศ์นภาจันทร์ ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีที่ทหารไทย เหยียบทุ่นระเบิดของกัมพูชา ทึ่เนิน 350 (ช้างศึก) ใกล้ปราสาทตาควาย ว่า ขอแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และเป็นที่น่าเสียใจเป็นอย่างมากที่ในระหว่างที่ ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ และคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย เดินทางออกจากอำเภอพนมดงรัก ก็ได้รับรายงานข่าวว่า มีทหารไทยนายหนึ่ง เหยียบทุ่นระเบิดอีกครั้ง โดยขอเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชายก ระดับความร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด เพื่อไม่ให้สถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก 

นางสาวชยิกา ยังย้ำขั้นตอน ว่า กระทรวงการต่างประเทศ กำลังเร่งดำเนินการประท้วง พร้อมส่งข้อมูลหลักฐานตามช่องทางทางการฑูต ซึ่งนายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ ที่อยู่ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในขณะนี้ ได้ทราบเรื่องและกำลังเร่งดำเนินการชี้แจงต่อประชาคมโลกด้วยแล้ว 

‘ทูตสหรัฐฯ’เข้าเยี่ยมคารวะ’พิชัย’ หารือความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ

'ทูตสหรัฐฯ'เข้าเยี่ยมคารวะ'พิชัย' หารือความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ

‘ทูตสหรัฐฯ’เข้าเยี่ยมคารวะ’พิชัย’ หารือความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.04 น.

ทูตสหรัฐฯ เข้าเยี่ยมคารวะ รองนายกฯ พิชัย หารือความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ เดินหน้าความร่วมมือในทุกมิติ และติดตามความคืบหน้าการเจรจาภาษี

27 สิงหาคม 2568 เวลา 13.30 น. ที่ห้องงาช้าง ชั้น 20 อาคาร 150 ปี กระทรวงการคลัง ถนนพระรามที่ 6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ นายรอเบิร์ต เอฟ. โกเด็ก เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เข้าพบหารือกับ นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดยนางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญดังนี้

รองนายกรัฐมนตรีฯ และเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาฯ ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ โดยต่างเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเป็นพันธมิตรที่สำคัญของกันและกัน และการมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่แน่นแฟ้นมาอย่างยาวนาน ซึ่งสร้างประโยชน์ร่วมกันอย่างมหาศาล พร้อมเห็นพ้องที่จะสานต่อความร่วมมือทั้งสองด้านให้ก้าวหน้าในบรรยากาศแห่งมิตรภาพและการเป็นหุ้นส่วนที่สำคัญต่อกัน

ทั้งสองฝ่ายยังต่างยินดีที่การเดินทางเยือนไทยของคณะสมาชิกรัฐสภาสหรัฐอเมริกา (Congressional Delegation: CODEL) และได้พบหารือกับรองนายกรัฐมนตรี ภูมิธรรม รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา รวมถึงการหารือระหว่าง CODEL กับรองนายกรัฐมนตรีฯ พิชัย เมื่อวานนี้ ได้นำไปสู่ผลลัพธ์เชิงบวกขยายความร่วมมือในด้านสำคัญอื่นๆอีกหลายมิติ และตอกย้ำความเป็นหุ้นส่วนและพันธมิตรที่ยาวนานของทั้งสองประเทศ

ในประเด็นการเจรจาภาษี รองนายกรัฐมนตรีฯ กล่าวว่า การเจรจาเรื่องมาตรการภาษีต่างตอบแทนของสหรัฐฯ เป็นหนึ่งในวาระสำคัญที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญสูงสุด โดยได้มีการหารือกับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) อย่างต่อเนื่อง ซึ่งนำไปสู่ข้อเสนอเชิงรูปธรรมที่สามารถตอบโจทย์ข้อกังวลด้านการค้าของสหรัฐฯ ได้อย่างน่าพอใจ

สำหรับอัตราภาษีที่ปรับใหม่ในระดับ 19% รองนายกรัฐมนตรีฯ กล่าวว่า ไทยพึงพอใจต่อพัฒนาการเชิงบวกเมื่อเปรียบเทียบกับอัตราเดิม โดยมองว่าจะช่วยให้ธุรกิจไทยยังคงความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก แม้จะยังเพิ่มต้นทุนการส่งออกและสร้างความไม่แน่นอน โดยเฉพาะกรณีอัตราภาษี สำหรับการถ่ายโอนสินค้าผ่านประเทศที่สาม (Transshipment) อย่างไรก็ดีไทยพร้อมทำงานใกล้ชิดกับหน่วยงานศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐฯ (CBP) เพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าว พร้อมหวังว่าจะได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ด้านเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ยินดีให้ความช่วยเหลือกับไทยพร้อมทำงานอย่างใกล้ชิดกับไทย เพื่อให้สามารถบรรลุผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ร่วมกันของไทย-สหรัฐฯ 

เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ยังกล่าวชื่นชมถึงนโยบายของรัฐบาลในการดึงดูดบริษัทผลิตภาพยนตร์และซีรีส์ของสหรัฐฯ ในการใช้ประเทศไทยเป็นสถานที่ถ่ายทำ ซึ่งนับเป็นนโยบายที่ประสบความสำเร็จโดยภาพยนตร์และซีรีส์ดังหลายเรื่องอย่าง The White Lotus, Jurassic World ได้ ก่อให้เกิดการจ้างงานคนไทยจำนวนมาก และดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวในประเทศไทยมากขึ้น ซึ่งความสำเร็จของความร่วมมือในเรื่องนี้ สามารถเป็นตัวอย่างของความร่วมมือไทย-สหรัฐ ที่จะนำไปต่อยอดผลักดันไปสู่ความร่วมมือในสาขาอื่นๆ ได้ในอนาคต

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังหารือถึงกระบวนการเข้าร่วมเป็นสมาชิก OECD การเตรียมความพร้อมสำหรับการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีของสภาผู้ว่าการธนาคารโลก (World Bank Group) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF) ประจำปี 2569 สถานการณ์ทางเศรษฐกิจของไทย ทั้งเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจ และผลกระทบที่เกิดจากความไม่สงบบริเวณชายแดนไทยและกัมพูชา 

ซึ่งรองนายกรัฐมนตรีกล่าวว่ารัฐบาลไทยได้มีการเตรียมความพร้อมแล้วในทุกเรื่อง ส่วนการรับมือกับผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจชายแดน รวมถึงได้มีมาตรการเยียวยาประชาชนและธุรกิจรองรับไว้แล้ว ด้านเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ หวังว่าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา จะเกิดสันติภาพที่ยั่งยืนโดยเร็ว และสหรัฐฯ ในฐานะที่เป็นพันธมิตรที่สำคัญของไทย ยินดีให้ความช่วยเหลือกับไทยอย่างใกล้ชิด

‘ปชน.’อัดรัฐบาล! สะดุดขาตัวเอง ทำเกิดโรคเลื่อนนโยบาย 20 บาท

‘ปชน.’อัดรัฐบาล! สะดุดขาตัวเอง ทำเกิดโรคเลื่อนนโยบาย 20 บาท

‘ปชน.’อัดรัฐบาล! สะดุดขาตัวเอง ทำเกิดโรคเลื่อนนโยบาย 20 บาท

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.51 น.

“ปชน.”ยันหนุนค่าโดยสารร่วม ไม่ใช่แค่”ตั๋วร่วม” ชี้ต้องครอบคลุมไปยัง”รถเมล์” อัดรัฐบาลสะดุดขาตัวเอง ควรรับผิดชอบวางแผนผิดพลาด ทำเกิดโรคเลื่อนนโยบาย 20 บาท

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภา สส.พรรคประชาชน (ปชน.) นำโดย นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และนายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กทม.พรรคประชาชน ร่วมแถลงข่าวหลังสภาผู้แทนราษฎรผ่านร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งทางราง จำนวน 3 ฉบับ ประกอบด้วย ร่าง พ.ร.บ.การขนส่งทางราง , ร่าง พ.ร.บ.การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม และ ร่าง พ.ร.บ.การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย

โดย นายสุรเชษฐ์ กล่าวว่า ช่วงแรกที่พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล เคยประกาศจะทำนโยบาย 20 บาทตลอดสาย ภายใน 3 เดือน ต่อมาเลื่อนเป็นภายใน 2 ปี จะเริ่มวันที่ 1 ต.ค.2568 แต่ล่าสุดก็เลื่อนอีก การพิจารณากฎหมายทั้ง 3 ฉบับของสภาผู้แทนราษฎรถือว่าดำเนินไปได้อย่างรวดเร็ว เริ่มที่ร่าง พ.ร.บ.ขนส่งทางราง ผ่านฉลุย ข้อเรียกร้องต่างๆ ที่มีในร่างของพรรคประชาชน ก็ได้ใส่เข้าไปในร่างที่ผ่านสภา ถือเป็นความสำเร็จร่วมกันของสภาผู้แทนราษฎร ต่อมาคือร่าง พ.ร.บ.ตั๋วร่วม ในภาพรวมพรรคประชาชนสนับสนุน นี่คือสิ่งที่ดี และถ้าถามว่า พ.ร.บ.ฉบับไหนสำคัญที่สุด เกี่ยวเนื่องกับการดำเนินนโยบายเรือธงของรัฐบาล ก็คือ พ.ร.บ.ตั๋วร่วม เพราะจะทำให้ทุกคนได้รับความสะดวกสบายในการเดินทาง

นายสุรเชษฐ์ กล่าวต่อว่า โดยหลักการที่สำคัญคือใช้บัตรใบเดียวได้กับทุกขนส่งสาธารณะ ไม่ต้องถือหลายใบ ไม่ต้องลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน ส่วนอีกคำที่แตกต่างและมีนัยสำคัญอย่างยิ่งคือ “ค่าโดยสารร่วม” ซึ่งมีความเห็นต่างกันในเชิงนโยบาย ทางรัฐบาลโฆษณานโยบายตั๋วร่วม 20 บาทตลอดสาย แต่ความจริงสิ่งที่รัฐบาลจะทำคือค่าโดยสารร่วม 20 บาทตลอดทางเฉพาะรถไฟฟ้า ส่วนพรรคประชาชนจะทำ “ค่าโดยสารร่วม 8-45 บาทตลอดทาง รถไฟฟ้าร่วมกับรถเมล์” ซึ่งโดยโครงสร้างของ พ.ร.บ.ตั๋วร่วม รองรับการทำทั้งตั๋วร่วมและค่าโดยสารร่วมแบบที่พรรคประชาชนเสนอ

นายสุรเชษฐ์ กล่าวต่อว่า ส่วน พ.ร.บ.สุดท้าย คือ พ.ร.บ.รฟม. เป็นร่างที่มีความเห็นแตกต่างกัน โดยมาตรา 8 ถือเป็นแก่นสารหลักที่รัฐบาลไปล้วงกระเป๋า รฟม. ซึ่งพรรคประชาชนไม่เห็นด้วย จึงลงมติไม่เห็นชอบ อย่างไรก็ตามรัฐบาลครองเสียงข้างมาก จึงผ่านไปได้ทั้งสามฉบับ ดังนั้นตอนนี้ถือว่ารัฐบาลมีเครื่องมือครบ ซึ่งที่จริงต้องการเพียงสองฉบับแรก ส่วนฉบับที่สามแค่บอกว่าจะเอาเงินมาจากไหน ซึ่งพรรคประชาชนไม่เห็นด้วยกับวิธีการล้วงกระเป๋า รฟม. เสี่ยงต่อการผิดวินัยการเงินการคลัง

นายสุรเชษฐ์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่ต้องดูต่อไปคือ 1.นโยบายเรือธงของรัฐบาลจะเลื่อนไปถึงเมื่อไร เพื่อจะดำเนินการตามที่หาเสียงไว้ และ 2.จะดำเนินการตาม พ.ร.บ.ทั้งสามฉบับหรือไม่ เพราะถ้าดำเนินการตามทั้งสามฉบับ เป็นสิ่งที่ดีที่ประชาชนจะได้ใช้บัตรใบเดียวแตะเข้า-ออก มีส่วนลดค่าโดยสารทั้งรถเมล์และรถไฟฟ้า

ด้าน นายศุภณัฐ กล่าวว่าในฐานะตัวแทน สส.กทม.ของพรรคประชาชน ยืนยันว่าเราเห็นด้วยกับการอุดหนุนค่าโดยสารให้พี่น้องประชาชน เห็นด้วยกับการทำตั๋วร่วมและค่าโดยสารร่วม ที่ผ่านมาหลายประเด็นในร่างตั๋วร่วมของ ครม.ที่เสนอมาไม่ครบถ้วน ก็ต้องอาศัยร่างตั๋วร่วมของพรรคประชาชนทำให้ครบถ้วนมากขึ้น โดยเฉพาะประเด็นการครอบคลุมรถเมล์ ส่วนประเด็นที่ไม่เห็นด้วยมีอยู่เรื่องเดียว คือวิธีการหรือช่องทางในการใช้เงิน คือการไปใช้เงินของ รฟม. แต่ยืนยันว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากพรรคประชาชน เราเข้าร่วมประชุม กมธ.ทุกครั้งและพยายามให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อรัฐบาล ความล่าช้าเกิดจากการวางนโยบายของรัฐบาลที่ผิดพลาด เพราะ กมธ.ตั๋วร่วม ประชุมเสร็จตั้งแต่เดือน เม.ย.รัฐบาลเพิ่งจะมาประชุม พ.ร.บ.รฟม.ในเดือน พ.ค.หมายความว่าก่อนหน้านี้ที่มีเวลาเกือบสองปีรัฐบาลไม่ได้วางแผนว่าจะใช้เงินจากช่องทางไหน เพิ่งมาคิดได้หน้างาน จึงยื่นร่าง พ.ร.บ.รฟม.เข้ามา ทำให้เกิดความล่าช้าในการผลักดันนโยบาย สรุปแล้วรัฐบาลสะดุดขาตัวเอง ไม่ใช่ใครอื่น

นายศุภณัฐ กล่าวต่อว่า ดังนั้นความล่าช้าเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากพรรคประชาชน แต่รัฐบาลคือผู้ที่ต้องรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นขณะนี้ บางผู้ประกอบการยกเลิกตั๋วเหมาตั๋วรายเดือน ทำให้ประชาชนที่เคยได้ใช้ของราคาถูกได้รับผลกระทบ ทั้งที่รัฐบาลต้องคิดให้ได้เองว่าไทม์ไลน์ต่างๆ ควรจะเสร็จเวลาไหน รัฐบาลควรคำนวณได้เพราะเป็นเจ้าของเสียงข้างมาก ยืนยันว่าพรรคประชาชนพยายามผลักดันตั๋วร่วมและค่าโดยสารร่วมมาโดยตลอด แต่เราคัดค้านเกี่ยวกับช่องทางการใช้เงินที่มีปัญหา หลังจากนี้หวังว่ารัฐบาลจะพยายามยึดตามกลไกตั๋วร่วม ทำให้เกิดบัตรโดยสารใบเดียวที่ใช้ได้กับทุกผู้ประกอบการ ไม่ใช่สองใบแบบที่เป็นอยู่ ดึงรถเมล์ รถโดยสารต่างๆ และเรือ เข้ามาอยู่ในระบบตั๋วร่วมด้วยหรือไม่ ต้องฝากประชาชนและสื่อมวลชนช่วยกันติดตามต่อไป