‘วุฒิสภา’ยันตั้ง‘กมธ.ศึกษายกเลิก MOU 43-44’ ยึด‘รอบคอบ-รอบด้าน’ 1-2 ก.ย.เตรียมถกงบ69

‘วุฒิสภา’ยันตั้ง‘กมธ.ศึกษายกเลิก MOU 43-44’ ยึด‘รอบคอบ-รอบด้าน’ 1-2 ก.ย.เตรียมถกงบ69

‘วุฒิสภา’ยันตั้ง‘กมธ.ศึกษายกเลิก MOU 43-44’ ยึด‘รอบคอบ-รอบด้าน’ 1-2 ก.ย.เตรียมถกงบ69

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.03 น.

เสี่ยงเสียดินแดน!‘วุฒิสภา’ยันตั้ง‘กมธ.ศึกษายกเลิก MOU 43-44’ ยึด‘รอบคอบ-รอบด้าน’ 1-2 ก.ย.เตรียมถกงบ69

27 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภา นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) แถลงว่า ที่ประชุมวุฒิสภาเมื่อวันที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา ได้พิจารณารับหลักการร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การขนส่งทางราง ที่มี 150 กว่ามาตรา ที่สภาผู้แทนราษฎร ลงมติเห็นชอบแล้วและขอให้สบายใจว่าวุฒิสภามีวุฒิภาวะอย่างเพียงพอในการโหวตเพื่อผลประโยชน์ของคนไทย แต่ขอให้ประชาชนเข้าใจว่า สว. ต้องใช้เวลาในการพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน สว. คงไม่ใช้วุฒิภาวะในการโหวตเพื่อผลประโยชน์ให้แก่กลุ่มคนหรือพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง ดังนั้นเมื่อมีมาตราจำนวนมากจึงต้องใช้ความรอบคอบในการพิจารณา

นายพิสิษฐ์ กล่าวต่อว่า ที่ประชุมวุฒิสภาเมื่อวันที่ 26 ส.ค. ซึ่งเป็นการประชุมลับของวุฒิสภา โดยได้ตั้งคณะกรรมการ(กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU2543 และ MOU2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ที่พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา สว. เป็นผู้เสนอ จำนวน 25 คน ซึ่งที่ประชุมใช้เวลาพิจารณาประมาณ 2 ชั่วโมง 30 นาที โดยผู้เสนอญัตติเห็นว่า MOU 2543 ว่าด้วยเรื่องการสำรวจและปักปันเขตแดนจากการยึดถือเส้นเขตแดนที่ต่างกัน คือ ไทยยึดตามแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 50,000 ขณะที่กัมพูชายึดตามแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 200,000 และMOU 2544 ว่าด้วยการอ้างสิทธิพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล 26,000 ตารางเมตรล้วนทำให้ไทยเสียเปรียบ

“MOU ทั้ง 2 ฉบับที่รัฐบาลไทยในอดีตได้ทำกับรัฐบาลกัมพูชานั้นมีปัญหา จะทำให้ประเทศไทยมีความเสี่ยงสูญเสียดินแดนทั้งทางบกและทางทะเล อันเป็นผลประโยชน์ของชาติ ซึ่ง MOU เห็นว่าทั้ง 2 ฉบับเป็นส่วนที่ทำให้ไทยเสียเปรียบจึงต้องพิจารณายกเลิกอย่างรอบคอบและรอบด้าน” โฆษกวิปวุฒิสภา กล่าว

นายพิสิษฐ์ กล่าวอีกว่า สำหรับการประชุมวุฒิสภาสัปดาห์หน้านั้น ในวันที่1 ก.ย.จะมีกระทู้ถามเป็นหนังสือ 6 กระทู้และจะมีการพิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง ที่ได้รับการพิจารณาจำนวน 2 คน

นายพิสิษฐ์ กล่าวด้วยว่า ส่วนการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ที่ผ่านสภาผู้แทนฯแล้วนั้น จะพิจารณา 2 วันคือวันที่ 1-2 ก.ย. กำหนดกรอบเวลาให้สว.อภิปรายคนละ 10 นาที โดยจะอภิปรายเรียงตามความประสงค์ไม่ใช่เรียงตามมาตรา แต่จะเป็นหมวดหมู่คือภาพรวมงบประมาณเงินคงคลัง ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคมด้านภัยพิบัติและทรัพยากรธรรมชาติ และด้านการบริหารอื่นๆ

อภัยโทษ‘คดี ม.112’ ปล่อยตัว‘สิรภพ-สมบัติ-อัญชัญ-ทีปกร-ธนพร’

อภัยโทษ‘คดี ม.112’ ปล่อยตัว‘สิรภพ-สมบัติ-อัญชัญ-ทีปกร-ธนพร’

อภัยโทษ‘คดี ม.112’ ปล่อยตัว‘สิรภพ-สมบัติ-อัญชัญ-ทีปกร-ธนพร’

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.48 น.

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ปล่อยตัว ขนุน-สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ และ สมบัติ ทองย้อย ผู้ต้องขังในคดีมาตรา 112 เนื่องจากเข้าหลักเกณฑ์การได้รับอภัยโทษตาม พ.ร.ฎ.อภัยโทษฯ พ.ศ.2568

โดย สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ ถูกคุมขังในคดีมาตรา 112 จากการปราศรัยที่แยกราชประสงค์ เมื่อปี 2563 ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2567 จนถึง 27 สิงหาคม 2568 ถูกคุมขัง 521 วัน หรือ 1 ปี 5 เดือน 2 ขณะที่ สมบัติ ทองย้อย อดีตการ์ดเสื้อแดง ถูกคุมขังในคดีมาตรา 112 จากการโพสต์เฟซบุ๊ก ตั้งแต่วันที่ 13 กันยายน 2566 เคยถูกคุมขังมาแล้ว 2 ครั้ง หลังคำพิพากษาศาลชั้นต้นและหลังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ วันจนถึง 27 สิงหาคม 2568 ถูกคุมขัง 2 ปี 8 เดือน 27 วัน

ส่วนที่ทัณฑสถานหญิงกลาง ปล่อยตัว อัญชัญ ปรีเลิศ ผู้ต้องขังในคดี มาตรา 112 จากการแชร์และอัพโหลดคลิปเสียงรายการ 29 คลิป ศาลพิพากษาให้จำคุกประมาณ 43 ปีครึ่ง โดย อัญชัญ ถูกคุมขัง 2 รอบ ระหว่างการพิจารณาคดีและหลังผลคำพิพากษาศาลชั้นต้น รวม 3,055 วัน หรือ 8 ปี 4 เดือน 11 วัน หลังเข้าหลักเกณฑ์ พ.ร.ฎ.อภัยโทษฯ พ.ศ.2568 เพราะเป็นผู้ต้องขังคดีถึงที่สุดที่อายุเกิน 60 ปี และได้รับการลดโทษมาก่อนหน้านี้สองรอบจนเหลืออัตราโทษจำคุกไม่ถึง 3 ปี

นอกจากนี้ กิ๊ฟ-ทีปกร จะได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา หลังถูกดำเนินคดีในข้อหาตามมาตรา 112 โดยถูกลงโทษจำคุก 3 ปี ตามคำพิพากษาของศาลอาญา เหตุจากการโพสต์เฟซบุ๊กและแชร์คลิปวิดีโอเมื่อปี 2563 หลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา เมื่อ 19 มิ.ย.2566 ไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างอุทธรณ์ ทำให้ถูกคุมขัง ต่อมาได้ถอนอุทธรณ์ จึงเป็นผู้ต้องขัง โดยถูกคุมขังมา 2 ปี 2 เดือน 9 วัน เข้าเกณฑ์ปล่อยตัว พ.ร.ฎ.อภัยโทษ พ.ศ.2568

รวมทั้ง ธนพร จะได้รับการปล่อยตัวจากทัณฑสถานหญิงธนบุรี จากการถูกดำเนินคดีมาตรา 112 โดยถูกลงโทษจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา จากคำพิพากษาของศาลฎีกา กรณีใช้บัญชีเฟซบุ๊กแสดงความคิดเห็นใต้โพสต์ เมื่อช่วงปี 2564 หลังเข้าเกณฑ์ พ.ร.ฎ.อภัยโทษตาม พ.ศ.2568 ทำให้การคุมขังสิ้นสุดลงที่ 1 ปี 3 เดือน 1 วัน จากเดิมกำหนดโทษ 2 ปี

ขอบคุณภาพ : เพจเฟซบุ๊ก “สำนักข่าวราษฎร – Ratsadon News”

– 006

สพม.ตาก – ค่ายมวย จับมือ MOU เปิดหลักสูตรรักษ์ตาก ‘มวยไทยเพื่อสุขภาพ’ ปลุกพลังเยาวชน รักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่น

สพม.ตาก - ค่ายมวย จับมือ MOU เปิดหลักสูตรรักษ์ตาก ‘มวยไทยเพื่อสุขภาพ’ ปลุกพลังเยาวชน รักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่น

สพม.ตาก – ค่ายมวย จับมือ MOU เปิดหลักสูตรรักษ์ตาก ‘มวยไทยเพื่อสุขภาพ’ ปลุกพลังเยาวชน รักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่น

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โรงเรียนวังประจบวิทยาคม สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตาก (สพม.ตาก) โดยนายอาณัติ ผาพรม ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตาก (ผอ.สพม.ตาก)  เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ร่วมกับนายศักดิ์ชัย ใจแป้ รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตาก (รอง ผอ.สพม.ตาก) พร้อมด้วยค่ายมวย “ช.วุฒิชัย” และโรงเรียนวังประจบวิทยาคม เพื่อขับเคลื่อนการจัดการเรียนรู้ในหลักสูตร “รักษ์ตาก : มวยไทยเพื่อสุขภาพ”

หลักสูตรดังกล่าวมุ่งบูรณาการศิลปะมวยไทย ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของชาติ เข้ากับระบบการเรียนการสอนในสถานศึกษา โดยเฉพาะกิจกรรม “คีตะมวยไทย” ซึ่งผสานศาสตร์แห่งการป้องกันตัวกับศิลปะแห่งการเคลื่อนไหวได้อย่างงดงาม ช่วยส่งเสริมสุขภาพ เสริมสร้างสมรรถภาพทางกาย และปลูกฝังความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ความเป็นไทยแก่เยาวชน

นายอาณัติ ผาพรม ผอ.สพม.ตาก กล่าวในการเปิดงานว่า “การนำศิลปะมวยไทยมาบูรณาการกับหลักสูตร ถือเป็นการพัฒนาหลักสูตรเชิงนวัตกรรม ที่ไม่เพียงแต่สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น แต่ยังสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้เรียนรู้จักคุณค่ารากเหง้าทางวัฒนธรรมของตนเอง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาเยาวชนให้เติบโตอย่างสมดุลทั้งร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณของความเป็นไทย”

ความร่วมมือในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาการศึกษาเชิงสร้างสรรค์ ที่เปิดพื้นที่ให้โรงเรียนและชุมชนได้มีส่วนร่วมในการปลูกฝังทักษะชีวิต พร้อมสืบทอดภูมิปัญญาไทยให้คงอยู่กับสังคมไทยอย่างยั่งยืน

NSM ขับเคลื่อนนิทรรศการวิทย์ฯสู่ชุมชน เสริมสร้างพื้นที่การเรียนรู้ทั่วประเทศ!

NSM ขับเคลื่อนนิทรรศการวิทย์ฯสู่ชุมชน เสริมสร้างพื้นที่การเรียนรู้ทั่วประเทศ!

NSM ขับเคลื่อนนิทรรศการวิทย์ฯสู่ชุมชน เสริมสร้างพื้นที่การเรียนรู้ทั่วประเทศ!

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“NSM ขับเคลื่อนนิทรรศการวิทย์ฯ สู่ชุมชน เสริมสร้างพื้นที่เรียนรู้ทั่วประเทศ”

คือกิจกรรรมการเรียนรู้ขององค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ(อพวช.) หรือ NSM ที่จัดขึ้นเพื่อขยายโอกาสการเรียนรู้ สำหรับคนที่อาจพลาดชมนิทรรศการหรือต้องการชมนิทรรศการในช่วงงานมหกรรมวิทย์ฯ อีกครั้ง เริ่มตั้งแต่วันนี้จนถึงเดือนสิงหาคม 2569 หรือ 1 ปีเต็มตามแหล่งเรียนรู้ของ NSM รวมทั้งเครือข่ายแหล่งเรียนรู้ต่างๆทั่วประเทศ

นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทน ผอ.NSM เปิดเผยว่า NSM ได้พัฒนานิทรรศการขึ้นมาใหม่หลากหลายชุดที่จะนำไปจัดแสดงในแหล่งเรียนรู้และพิพิธภัณฑ์ในเครือข่ายต่างๆของ NSM ทั่วประเทศ อาทิ นิทรรศการ “The Beach Treasure of the south” จัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยา 50 พรรษา สยามบรมราชกุมารี จ.สงขลา นำเสนอจุดกำเนิดชายหาดทะเลใต้ สำรวจสิ่งมีชีวิตบนชายหาด และเรียนรู้ การปรับตัว สืบและค้นหาคำตอบจากซากปริศนาบนชายหาด ค้นพบขุมทรัพย์ทางธรรมชาติที่มีค่าทางเศรษฐกิจ เข้าใจภัยคุกคามที่กำลังเกิดขึ้น เพื่อนำไปสู่การอนุรักษ์และใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน , นิทรรศการ “มรดกเมล็ดพันธุ์ล้านนา Seed traits of the northern tales” จะนำไปจัดแสดงที่ ศูนย์ธรรมชาติวิทยาดอยสุเทพ จ.เชียงใหม่ เพื่อให้เยาวชนและประชาชนมาค้นหาเรื่องราวของพันธุกรรมพืชท้องถิ่น อาทิ สัก นางพญาเสือโคร่ง ข้าวก่ำ ถั่วลายเสือ งาขี้ม่อน และภูมิปัญญาการเกษตรของล้านนาที่หลอมรวมกับนวัตกรรมวิทยาศาสตร์สู่การพัฒนาที่เหมาะกับวิถีชุมชนภาคเหนือ

และที่พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น จ.ขอนแก่น มีจัดแสดง 2 นิทรรศการ ได้แก่ นิทรรศการ “The Rocket Maker ISAN Inspiration” นำเสนอเรื่องราวของบั้งไฟ ซึ่งเป็นภูมิปัญญาจากประเพณีพื้นบ้านของภาคอีสาน มาเป็นสื่อกลางในการอธิบายหลักการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้านจรวดให้เยาวชนและประชาชนได้เข้าใจง่ายขึ้น นิทรรศการนี้ชวนให้ทุกคนเห็นว่า วิทยาศาสตร์ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นสิ่งที่มีอยู่ในวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของเราเอง และนิทรรศการ “ควอนตัมเปลี่ยนโลก (Quantum Quest)” ชวนมาร่วมผจญภัยในโลกควอนตัมที่ขับเคลื่อนเทคโนโลยีแห่งอนาคต สำรวจจักรวาลจิ๋วในอะตอมและค้นพบธรรมชาติอันน่าพิศวงของอนุภาคต่างๆที่อยู่รายล้อมตัวเรา เป็นต้น

นายสุวรงค์ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ ยังมีนิทรรศการที่เตรียมนำมาจัดแสดงภายในแหล่งเรียนรู้และพิพิธภัณฑ์ของ NSM ในช่วงระหว่างเดือนกันยายน 2568 อาทิ นิทรรศการ “ส่องสมอง (Brain Inside Out)” จัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ ที่ชวนไขปริศนาความสามารถของสมอง เพราะจะเห็นได้ว่าเมื่อเราโตขึ้นสมองถูกนำมาใช้มากขึ้น เพื่อบังคับส่วนต่างๆของร่างกาย ดังนั้นในวัยที่ยังเป็นเด็กสมองควรได้รับการเรียนรู้และพัฒนาที่ดีเพื่อช่วยในเรื่องของความจำ นิทรรศการนี้จึงเปิดให้เด็กๆได้เรียนรู้จากการสัมผัสสิ่งต่างๆ เพื่อช่วยในเรื่องของการพัฒนาสมอง , นิทรรศการ “คลังเมล็ดพันธุ์แห่งอนาคต (Mystery of Svalbard)” จัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า นำเสนอเรื่องราวของเมล็ดพันธุ์ จำลองคลังเก็บเมล็ดพันธุ์จากทั่วโลกที่นำมาฝากไว้ที่ “สฟาลบาร์” คลังเก็บรักษาภายใต้ภูเขาน้ำแข็งระดับความลึกกว่า 150 เมตร ในประเทศนอร์เวย์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้รับฝาก จัดเก็บ ดูแล ตรวจสอบเมล็ดพันธุ์แทนธนาคารเมล็ดพันธุ์จากทั่วโลก

นิทรรศการ “ดินแดนนักประดิษฐ์ตัวน้อย (Little Inventor)” จัดแสดงที่จัตุรัสวิทยาศาสตร์ อพวช. เดอะสตรีท รัชดา และ Futurium อพวช. ถือเป็นพื้นที่สำหรับเด็กอายุ 3-7 ปี สนุกกับการประดิษฐ์และเรียนรู้กลไกพื้นฐานรอบตัว , นิทรรศการ “Sport Science on the move” จัดแสดงที่ เดอะ สตรีท รัชดา ที่ได้รับการสนับสนุนจาก บมจ.บีจี คอนเทนเนอร์ กล๊าส และ บจก.บีจี สปอร์ต ในการนำเสนอเรื่องราวที่ผสานวิทยาศาสตร์กับกีฬาอย่างลงตัว เปิดโอกาสให้ทุกคนได้ทดสอบสมรรถนะร่างกาย วิเคราะห์การเคลื่อนไหว และค้นหากีฬาที่ใช่ ผ่านกิจกรรมในรูปแบบ Hands-on ที่ทั้งสนุกและได้เรียนรู้ไปพร้อมกัน , นิทรรศการ “Science Spark” เตรียมนำไปจัดแสดงกับกิจกรรมคาราวานวิทยาศาสตร์ อพวช. เปิดประสบการณ์การเรียนรู้ฟิสิกส์แบบ Interactive ที่ให้ผู้ชมได้จับต้อง ทดลอง และเล่นได้ด้วยตนเอง พร้อมค้นพบความมหัศจรรย์ของวิทยาศาสตร์พื้นฐานในรูปแบบสนุกสนานและสร้างแรงบันดาลใจ และนิทรรศการ “Science Speak” เตรียมนำไปจัดแสดงกับกิจกรรมคาราวานวิทยาศาสตร์ อพวช. เปิดโลกแห่งชีววิทยา เรียนรู้ผ่านการเล่น ทดลอง และค้นพบความมหัศจรรย์ของวิทยาศาสตร์ด้วยตัวเองในรูปแบบ Interactive ที่ทั้งสนุกและน่าตื่นตาตื่นใจ เป็นต้น

NSM ได้ขับเคลื่อนนิทรรศการวิทย์ฯสู่ชุมชนแล้วโดยนิทรรศการบางส่วน ได้แก่ นิทรรศการ “The Beach Treasure of the south”, นิทรรศการ “มรดกเมล็ดพันธุ์ล้านนา Seed traits of the northern tales” และนิทรรศการ “The Rocket Maker ISAN Inspiration” พร้อมเปิดให้เข้าชมแล้วตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2568 ถึงเดือนสิงหาคม 2569 ในเครือข่ายแหล่งเรียนรู้ต่างๆทั่วประเทศ และในอนาคต NSM ยังมุ่งมั่นที่จะพัฒนานิทรรศการใหม่ๆเพิ่มมากขึ้น พร้อมกระจายโอกาสไปสู่หน่วยงานพันธมิตรและเครือข่ายแหล่งเรียนรู้ ครอบคลุมพื้นที่ต่างๆ หวังที่จะจุดประกายความรู้ สร้างแรงบันดาลใจและส่งเสริมให้สังคมไทยก้าวสู่ยุคแห่งวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต” รักษาการแทน ผอ.NSM กล่าว

ติดตามชม “NSM ขับเคลื่อนนิทรรศการวิทย์ฯ สู่ชุมชน เสริมสร้างพื้นที่เรียนรู้ทั่วประเทศ” ได้แล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปหรือสอบถามโทร.0 – 2577 – 9999

​แม่โจ้ เตรียมจัดประชุมวิชาการและนิทรรศการ ‘ทรัพยากรไทย : หวนดูทรัพย์สิ่งสินตน’ ครั้งที่ 12

​แม่โจ้ เตรียมจัดประชุมวิชาการและนิทรรศการ ‘ทรัพยากรไทย : หวนดูทรัพย์สิ่งสินตน’ ครั้งที่ 12

​แม่โจ้ เตรียมจัดประชุมวิชาการและนิทรรศการ ‘ทรัพยากรไทย : หวนดูทรัพย์สิ่งสินตน’ ครั้งที่ 12

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จ.เชียงใหม่ เชิญชวนประชาชนผู้สนใจร่วมงาน “การประชุมวิชาการและนิทรรศการ ทรัพยากรไทย : หวนดูทรัพย์สิ่งสินตน ครั้งที่” ซึ่งได้รับพระราชทานพระราชานุญาตให้จัดขึ้นอย่างสมพระเกียรติ ระหว่างวันที่ 4-10 พ.ย.68 ณ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จ.เชียงใหม่

ทั้งนี้โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) ได้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 12 เพื่อเทิดพระเกียรติ 70 พรรษา และเป็นเวทีสำคัญในการเผยแพร่องค์ความรู้ด้านทรัพยากรไทยให้เยาวชน ประชาชน นักวิชาการ ภาคเอกชน และผู้กำหนดนโยบาย ได้เห็นความหลากหลายแห่งศักยภาพของทรัพยากรไทย เข้ามาเรียนรู้ธรรมชาติแห่งชีวิต สรรพสิ่งล้วนพันเกี่ยว สร้างความตระหนักในการอนุรักษ์ รวมถึงกระตุ้นให้เกิดการนำทรัพยากรไปใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน อันจะนำไปสู่การผันสู่วิถีใหม่ในฐานไทย เพื่อก้าวสู่โลกกว้างอย่างมั่นใจ และนำสิ่งดีงามสู่สายตาโลก และให้หน่วยงานได้กลับมาทบทวนศักยภาพความสามารถ ฐานข้อมูลต่าง ๆ ในชื่อว่า “หวนดูทรัพย์สิ่งสินตน” เพื่อนำฐานข้อมูลต่างๆ ทั้งทาง ด้านกายภาพ ชีวภาพ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศให้เกิดความยั่งยืนต่อไป โดยมี ม.แม่โจ้ เป็นเจ้าภาพ

โดยตลอด 7 วัน มีกิจกรรมที่น่าสนใจ ดังต่อไปนี้ 1.นิทรรศการองค์ความรู้ด้านทรัพยากรไทย จัดแสดงความหลากหลายทางกายภาพ ชีวภาพ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรไทย เพื่อให้ผู้เข้าชมได้เห็นถึงคุณค่าและความสำคัญของทรัพยากรในมิติต่างๆ , 2.งานเกษตรแม่โจ้ พบกับนวัตกรรมและองค์ความรู้ด้านการเกษตร สัมผัสวิถีเกษตรกรรมแบบยั่งยืน พร้อมเลือกซื้อสินค้าเกษตรคุณภาพจากเกษตรกรและชุมชน , 3.การแสดงศิลปวัฒนธรรม ชมการแสดงที่งดงามและสะท้อนถึงวิถีชีวิตและความผูกพันของคนไทยกับทรัพยากรธรรมชาติ , 4.เวิร์คช็อปเชิงปฏิบัติการ เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้ลงมือทำและเรียนรู้ทักษะที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ทรัพยากรอย่างสร้างสรรค์ และ 5.ตลาดสินค้าชุมชน สนับสนุนผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาท้องถิ่นที่นำทรัพยากรมาสร้างสรรค์เป็นสินค้าหลากหลาย

เปิดเวที ‘Hackathon 2025’ ปลุกพลังเยาวชนคิดนอกกรอบ ปั้นไอเดียสร้างเมืองท่องเที่ยว

เปิดเวที ‘Hackathon 2025’ ปลุกพลังเยาวชนคิดนอกกรอบ ปั้นไอเดียสร้างเมืองท่องเที่ยว

เปิดเวที ‘Hackathon 2025’ ปลุกพลังเยาวชนคิดนอกกรอบ ปั้นไอเดียสร้างเมืองท่องเที่ยว

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI เปิดเวทีให้นักคิดรุ่นใหม่จากทั่วประเทศระเบิดไอเดียปล่อยของกันแบบเต็มที่ใน “BDI Hackathon 2025: AI & Data Innovation for Smart Tourism” การแข่งขัน Hackathon ที่นำเทคโนโลยี AI และ Data Analytics มาผสานกับโจทย์จริงในพื้นที่นิมมานเหมินทร์ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อร่วมกันค้นหานวัตกรรมการท่องเที่ยวแห่งอนาคต เพื่อชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี  สำหรับการแข่งขันครั้งนี้ได้รับความสนใจจากนักเรียนและนักศึกษาทั่วประเทศ มีผู้สมัครรวม 568 คน จาก 115 ทีม ครอบคลุม 86 สถาบันการศึกษาใน 26 จังหวัดทั่ว 5 ภูมิภาค ทั้งในระดับมัธยมศึกษาและอุดมศึกษา สำหรับผลการแข่งขันในปีนี้ทีมที่คว้ารางวัลชนะเลิศ ได้แก่ รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีม Ruby-chan! Hai! Nani ga suki ประกอบด้วย นางสาวจิราภรณ์ จันธิวงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, นายศวิษฐ์ โกสียอัมพร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี, นางสาวพิมณภัทร คูวุฒยากร โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย, นายกฤต วินิจฉัยกุลมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และนายอัญญาฤทธิ์ จ๊ะราจา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีมวิศวะลูกพ่อหลุยส์ ประกอบด้วย นายอมร พันธุรัตน์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, นายณภัทร เจริญกิจ มหาวิทยาลัยมหิดล, นายกันต์ธีร์ วัฒนานันท์ โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย, นายธนณัฏฐ์ เอี้ยวพาเจริญ โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย และนายณรัก ชัยแก้ว โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ทีม anomaly ประกอบด้วย นายธีร์ เหมจินดา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, นายธีร์จุฑา ศรีวรานนท์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, นายภูริณัฐ นลอาสา มหาวิทยาลัยขอนแก่น, นายธนพัฒน์ แช่มเทศ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และนางสาวเจนตา วงศ์เลิศสกุล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ถวายพระสมัญญา‘สิริศิลปิน ศิลปินแห่งชาติ’ เจ้าฟ้าจุฬาภรณฯ สาขาทัศนศิลป์(จิตรกรรม)

ถวายพระสมัญญา‘สิริศิลปิน ศิลปินแห่งชาติ’ เจ้าฟ้าจุฬาภรณฯ สาขาทัศนศิลป์(จิตรกรรม)

ถวายพระสมัญญา‘สิริศิลปิน ศิลปินแห่งชาติ’ เจ้าฟ้าจุฬาภรณฯ สาขาทัศนศิลป์(จิตรกรรม)

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ถวายพระสมัญญา‘สิริศิลปิน ศิลปินแห่งชาติ’ เจ้าฟ้าจุฬาภรณฯ สาขาทัศนศิลป์(จิตรกรรม)
ประจำปีพุทธศักราช2567 พร้อมศิลปินแห่งชาติอีก10คน ยกย่องเชิดชูเกียรติใน3สาขา

กระทรวงวัฒนธรรม ถวายพระเกียรติพระสมัญญา “สิริศิลปิน ศิลปินแห่งชาติ” แด่ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) พร้อมยกย่องเชิดชูเกียรติศิลปินแห่งชาติ ใน 3สาขา จำนวน 10 รายชื่อ

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 ที่กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรมว.วัฒนธรรม (วธ.)แถลงผลการประชุมคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติว่า ตามที่คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้ดำเนินการคัดเลือกบุคคลที่สร้างสรรค์ผลงานศิลปะอันทรงคุณค่าต่อสังคมและประเทศชาติ มายกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ ใน 3 สาขา ได้แก่ สาขาทัศนศิลป์ สาขาวรรณศิลป์ และสาขาศิลปะการแสดง เป็นประจำทุกปีนั้น

สำหรับปี 2567 มีจำนวนศิลปินที่มีผู้เสนอชื่อเข้ารับการพิจารณาเป็นศิลปินแห่งชาติทุกสาขา รวมทั้งสิ้น 1 พระองค์ 573 คน และ มีรายชื่อผู้ที่ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ จำนวน 1 พระองค์ 10 รายชื่อ ดังต่อไปนี้

สาขาทัศนศิลป์ 1 พระองค์ ได้แก่ 1.ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี (จิตรกรรม ) ซึ่งคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้ถวายพระเกียรติพระสมัญญา ในวันนี้ คือ “สิริศิลปิน ศิลปินแห่งชาติ”

สาขาทัศนศิลป์ อีก 3 รายชื่อ ได้แก่ 1.นายผ่อง เซ่งกิ่ง (จิตรกรรม) 2.รองศาสตราจารย์วิวัฒน์ เตมียพันธ์ (สถาปัตยกรรมพื้นถิ่น) 3. นายสมลักษณ์ ปันติบุญ (เครื่องปั้นดินเผา)

สาขาวรรณศิลป์ ได้แก่ 1.นายเรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์

สาขาศิลปะการแสดง ได้แก่ 1. นายนฤพนธ์ ดุริยพันธ์ (ดนตรีไทย – ขับร้อง) 2.นายปกรณ์ พรพิสุทธิ์ (นาฏศิลป์ไทย -โขน ละคร) 3.นายวิโรจน์ อยู่สวัสดิ์ (นาฏศิลป์ไทย – โขนลิง) 4.นายดนู ฮันตระกูล (ดนตรีไทยสากล) 5.พ.ต.ประพัชศักดิ์ จันทร์เปล่ง(รุ่งเพชร แหลมสิงห์) (นักร้องเพลงลูกทุ่ง) 6.นางนันทวัน เมฆใหญ่ สุวรรณปิยะศิริ (ภาพยนตร์และละครโทรทัศน์)

น.ส.แพทองธาร กล่าวต่อไปว่า ศิลปินแห่งชาติทุกท่านจะได้รับสวัสดิการ ดังต่อไปนี้

1.ค่าตอบแทนรายเดือน เดือนละ 25,000 บาท ตลอดระยะเวลาที่มีชีวิตอยู่

2.ค่ารักษาพยาบาลตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลโดยอนุโลม เว้นแต่มีสิทธิเบิกจากหน่วยงานอื่น ให้เบิกจากหน่วยงานนั้นก่อน ถ้าเบิกจากหน่วยงานนั้นได้ต่ำกว่าสิทธิ ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ให้มีสิทธิเบิกในส่วนที่ยังขาดอยู่ได้อีก ภายในวงเงินไม่เกิน 100,000 บาท ต่อปีงบประมาณ

3.เงินช่วยเหลือประสบสาธารณภัยเท่าที่เสียหายจริง รายละไม่เกิน 50,000 บาท ต่อครั้ง

4.ค่าของเยี่ยมในยามเจ็บป่วย หรือในโอกาสสำคัญเท่าที่จ่ายจริง รายละไม่เกิน 3,000 บาท ต่อครั้ง สำหรับกรณีเสียชีวิต จะได้รับเงินช่วยเหลือบำเพ็ญกุศลศพ รายละ 20,000 บาท และเงินช่วยเหลือค่าจัดทำหนังสือเผยแพร่ผลงานเมื่อเสียชีวิต เท่าที่จ่ายจริง รายละไม่เกิน 150,000 บาท

โดยปัจจุบันมีศิลปินแห่งชาติได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติแล้ว ตั้งแต่ พ.ศ. 2528-2566 จำนวน 367 คน และ พ.ศ. 2567 จำนวน 1 พระองค์ และ 11 คน รวมจำนวนทั้งสิ้น 1 พระองค์ และ 378 คน แบ่งออกเป็นสาขา ได้แก่ 1.สาขาทัศนศิลป์ จำนวน 1 พระองค์ 112 คน 2.สาขาวรรณศิลป์ จำนวน 66 คน และ 3.สาขาศิลปะการแสดง จำนวน 200 คน

น.ส.แพทองธาร กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ วธ.โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม จะทำหนังสือกราบบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาสนำ ศิลปินแห่งชาติปี 2567 เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี รับพระราชทานโล่และเข็มเชิดชูเกียรติ ในวัน เวลา ตามแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ต่อไป

‘ศาลยุติธรรม’เซ็น MOU คณะนิติศาสตร ม.ธรรมศาสตร์ จัดสัมมนา’ทรัพย์สินทางปัญญากับการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล’

'ศาลยุติธรรม'เซ็น MOU คณะนิติศาสตร ม.ธรรมศาสตร์ จัดสัมมนา'ทรัพย์สินทางปัญญากับการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล'

‘ศาลยุติธรรม’เซ็น MOU คณะนิติศาสตร ม.ธรรมศาสตร์ จัดสัมมนา’ทรัพย์สินทางปัญญากับการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล’

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.00 น.

“ศาลยุติธรรม”ทำ MOU กับคณะนิติศาสตร ม.ธรรมศาสตร์ จัดสัมมนา”ทรัพย์สินทางปัญญากับการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล” “ชนากานต์”ปธ.ศาลฎีกา เผยศาลต้องยืนหยัดตามความเปลี่ยนแปลงโลกยุคใหม่อย่างสง่างาม

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 ที่ ห้องพระมาตุลี 1 โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น สำนักงานศาลยุติธรรม ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง กับคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกันจัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการระหว่างศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง และสำนักงานศาลยุติธรรม กับคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และโครงการสัมมนาวิชาการเรื่อง “ทรัพย์สินทางปัญญากับการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล” (Intellectual property and unfair competition in the digital economy)”

โอกาสนี้ นางชนากานต์ ธีรเวชพลกุล ประธานศาลฎีกา ร่วมปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “การพัฒนาบุคลากรของศาลยุติธรรมเพื่อพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต” สรุปว่าบทบาทของศาลยุติธรรมในฐานะเป็นกลไกหลักในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน รวมถึงการธำรงความยุติธรรมในสังคม ความจำเป็นที่บุคลากรของศาลยุติธรรมต้องมีความรู้ทางกฎหมายที่ถูกต้อง ทันสมัย และสอดคล้องกับบริบทของสังคมที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

“การพัฒนาบุคลากรของศาลยุติธรรมจึงเป็นหัวใจสำคัญ เราต้องไม่เพียง “ก้าวให้ทันโลก” แต่ต้อง “ก้าวนำด้วยปัญญาและความยุติธรรม” เพื่อให้ศาลยุติธรรมไทย สามารถยืนหยัดท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ได้อย่างสง่างาม และให้ศาลยุติธรรมยังคงเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชนได้อย่างแท้จริง” นางชนากานต์ กล่าว

ประธานศาลฎีกา ได้กล่าวถึงแนวทางการพัฒนาบุคลากรของศาลยุติธรรมในด้านการอบรมกฎหมายว่า ประกอบด้วย การอบรมเชิงรุกและเฉพาะทางเพิ่มหลักสูตรอบรมที่ตอบโจทย์ประเด็นทางกฎหมายสมัยใหม่ การใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ส่งเสริมการอบรมในรูปแบบ e-learning ในหัวข้อที่เหมาะสม การปลูกฝังวัฒนธรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Life – long Learning)การพัฒนาทักษะด้าน soft skills และความร่วมมือระหว่างองค์กรเปิดพื้นที่ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย องค์กรระหว่างประเทศ และภาคประชาสังคม เพื่อให้การอบรมมีมุมมองที่หลากหลาย รอบด้าน และทันสมัย

ด้าน นางธารทิพย์ จงจักรพันธ์ อธิบดีผู้พิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ได้ร่วมกล่าวหัวข้อ “การดำเนินการตามนโยบายประธานศาลฎีกา เรื่อง การส่งเสริมความรู้กฎหมายเฉพาะด้าน” ว่าการลงนามในบันทึกความร่วมมือทางวิชาการระหว่างสามหน่วยงานในครั้งนี้เป็นพัฒนาการที่สำคัญอีกก้าวหนึ่ง ศาลในฐานะที่ใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและกฎหมายการค้าระหว่างประเทศกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น กับคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาชั้นนำ ที่มีองค์ความรู้ทางด้านทฤษฎี ได้ผสานความร่วมมือทางวิชาการ การจัดสัมมนาทางวิชาการในวันนี้ และการจัดทำหลักสูตรความรู้กฎหมายเฉพาะทางที่ตรงกับปัญหาของประเทศที่เกิดขึ้น จะเป็นก้าวแรกและผลงานที่สำคัญ ซึ่งได้รับความสนับสนุนอย่างดียิ่งจากท่านประธานศาลฎีกา ที่เล็งเห็นถึงการเสริมสร้างพัฒนาความรู้ความเชี่ยวชาญในกฎหมายเฉพาะด้าน และส่งเสริมโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิต อันนำไปสู่เป้าหมายตามนโยบายของประธานศาลฎีกา คือคุณภาพของคำพิพากษา เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อศาลยุติธรรมให้คงอยู่ตลอดไป

ขณะที่ รองศาสตราจารย์ ดร.สุปรียา แก้วละเอียด คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กล่าวในหัวข้อ “บทบาทของคณะนิติศาสตร์ในการสนับสนุนการดำเนินงานของศาลและการส่งเสริมการเรียนรู้ทางกฎหมายแก่ประชาชน” ว่า ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่กระบวนการยุติธรรมไทย และยังสะท้อนถึงพันธกิจของคณะนิติศาสตร์ที่มุ่งมั่นจะผลิตนักกฎหมายคุณภาพควบคู่ไปกับการสนับสนุนภารกิจของศาล และการส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้ในด้านการผลิตนักกฎหมายคณะฯ ดำเนินการจัดการเรียนการสอนในหลักสูตรปริญญา (Degree Program) คณะฯ ตระหนักดีว่าการเรียนรู้กฎหมายไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงในห้องเรียนหรือเฉพาะช่วงระยะเวลาของการศึกษาในมหาวิทยาลัย หากแต่ต้องเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต (Lifelong Learning) เพื่อให้สามารถรับมือกับพลวัตทางสังคมเศรษฐกิจ และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

“ที่ผ่านมาคณะฯ ได้จัดทำหลักสูตรเฉพาะทางและหลักสูตรระยะสั้นที่ตอบสนองความต้องการของสังคมเช่น หลักสูตรอบรมด้านกฎหมายการเงิน กฎหมายภาษีกฎหมายการค้าระหว่างประเทศ หรือหลักสูตรที่จะจัดขึ้นร่วมกับศาลเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของบุคลากรศาลโดยตรงและการเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเรียนรู้กฎหมายได้อย่างต่อเนื่องและทันต่อความเปลี่ยนแปลง ความร่วมมือกับศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง และสำนักงานศาลยุติธรรมในวันนี้เป็นการยืนยันอย่างชัดเจนว่า สถาบันการศึกษากฎหมายและองค์กรตุลาการจำเป็นต้องดำเนินงานเคียงข้างกัน ทั้งในการพัฒนานักกฎหมายที่มีคุณภาพสำหรับกระบวนการยุติธรรม และร่วมสร้างสังคมที่ตั้งอยู่บนฐานของความรู้และความเคารพกฎหมาย” รองศาสตราจารย์ ดร.สุปรียา กล่าว

จากนั้น ได้มีพิธีลงนาม “บันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการระหว่างศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง และสำนักงานศาลยุติธรรม กับคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” เพื่อร่วมมือกันในการจัดการศึกษา ฝึกอบรม ประชุมทางวิชาการและการสัมมนา รวมถึงเสริมสร้าง องค์ความรู้ประสบการณ์และความชำนาญเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ และร่วมมือในการศึกษาค้นคว้าวิจัยแลกเปลี่ยนข้อมูลทางด้านกฎหมาย การฝึกอบรมสัมมนาการบรรยาย การทำกิจกรรม และการแบ่งปันประสบการณ์

พร้อมกันนี้ ได้จัดให้มีการสัมมนาวิชาการ เรื่อง “ทรัพย์สินทางปัญญากับการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล (Intellectual property and unfair competition in the digital economy)” โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานสำคัญ ได้แก่ นายปุลวิทย์ วาณิชยเศรษฐกุล ผู้พิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เอมผกา เตชะอภัยคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สาขากฎหมายเอกชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดร.เมษปิติ พูลสวัสดิ์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นางสาวปิยาพัชร ทับอินทร์ หัวหน้ากลุ่มบริหารงานคดี รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายบริหารงานคดี สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า และนายสรวิศ ลิมปรังษี รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ผู้ดำเนินรายการสัมมนา

โอกาสนี้ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เปิดตัวโครงการอบรมระยะสั้นสองหลักสูตรภายใต้ความร่วมมือระหว่างคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ได้แก่ หลักสูตรกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาสำหรับผู้ปฏิบัติงาน และหลักสูตรกฎหมายการค้าและเศรษฐกิจระหว่างประเทศสำหรับผู้ปฏิบัติงานซึ่งผู้ผ่านการอบรมจะได้รับประกาศนียบัตรรับรองจากทั้งสองหน่วยงาน โดยคาดว่าจะเริ่มมีการประชาสัมพันธ์ในเดือนกันยายน 2568 นี้ ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวและความคืบหน้าของหลักสูตรได้ผ่านทางเว็บไซต์ของคณะนิติศาสตร์ มธ https://law.tu.ac.th/ หรือเว็บไซต์ของศูนย์ฝึกอบรมและให้คำปรึกษาทางกฎหมายคณะนิติศาสตร์ มธ. (LeTEC ) https://letec.law.tu.ac.th/ หรือ Facebook : LeTEC.LawTU หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ line@leteclawtu

– 006

เปิดชื่อศิลปินแห่งชาติ 2567 ‘แม่แดง นันทวัน’ นักแสดงชั้นครู – ‘เรวัตร์’สาขาวรรณศิลป์

เปิดชื่อศิลปินแห่งชาติ 2567 ‘แม่แดง นันทวัน’ นักแสดงชั้นครู – ‘เรวัตร์’สาขาวรรณศิลป์

เปิดชื่อศิลปินแห่งชาติ 2567 ‘แม่แดง นันทวัน’ นักแสดงชั้นครู – ‘เรวัตร์’สาขาวรรณศิลป์

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.37 น.

วันที่ 27 สิงหาคม 2568 นางสาวแพทองธาร ชินวัตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ณ ศูนย์การประชุมกระทรวงวัฒนธรรม ชั้น 8 อาคารวัฒนธรรมวิศิษฏ์ กระทรวงวัฒนธรรม ว่า คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้ดำเนินการคัดเลือกบุคคลที่สร้างสรรค์ผลงานศิลปะอันทรงคุณค่าต่อสังคมและประเทศชาติ มายกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ  ใน 3 สาขา ได้แก่ สาขาทัศนศิลป์ สาขาวรรณศิลป์ และสาขาศิลปะการแสดง เป็นประจำทุกปี  

รมว.วธ กล่าวว่า สำหรับปีพุทธศักราช 2567 มีจำนวนศิลปินที่มีผู้เสนอชื่อเข้ารับการพิจารณาเป็นศิลปินแห่งชาติ ทุกสาขา รวมทั้งสิ้น 1 พระองค์ 573 คน และมีรายชื่อผู้ที่ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ ดังนี้ 

สาขาทัศนศิลป์ 1 พระนาม คือศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี (จิตรกรรม) ซึ่งคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายพระสมัญญา สิริศิลปิน ศิลปินแห่งชาติ

สาขาทัศนศิลป์ อีก 3 รายชื่อ ได้แก่   

1) นายผ่อง เซ่งกิ่ง (จิตรกรรม)
2) รองศาสตราจารย์วิวัฒน์ เตมียพันธ์ (สถาปัตยกรรมพื้นถิ่น)
3) นายสมลักษณ์ ปันติบุญ (เครื่องปั้นดินเผา)

สาขาวรรณศิลป์ ได้แก่

1) นายเรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์  

สาขาศิลปะการแสดง ได้แก่  

1) นายนฤพนธ์ ดุริยพันธ์ (ดนตรีไทย – ขับร้อง)
2) นายปกรณ์ พรพิสุทธิ์ (นาฏศิลป์ไทย – โขน ละคร)
3) นายวิโรจน์ อยู่สวัสดิ์ (นาฏศิลป์ไทย – โขนลิง)
4) นายดนู ฮันตระกูล (ดนตรีไทยสากล)
5) พันตรี ประพัชศักดิ์ จันทร์เปล่ง (นักร้องเพลงลูกทุ่ง)
6) นางนันทวัน เมฆใหญ่ สุวรรณปิยะศิริ (ภาพยนตร์และละครโทรทัศน์)

รมว.วธ กล่าวต่อว่า ศิลปินแห่งชาติทุกท่านจะได้รับสวัสดิการ ดังต่อไปนี้  (1) ค่าตอบแทนรายเดือน ๆ ละ 25,000 บาท (สองหมื่นห้าพันบาท) ตลอดระยะเวลาที่มีชีวิตอยู่ (2) ค่ารักษาพยาบาลตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลโดยอนุโลม เว้นแต่มีสิทธิเบิกจากหน่วยงานอื่น ให้เบิกจากหน่วยงานนั้นก่อน ถ้าเบิกจากหน่วยงานนั้นได้ต่ำกว่าสิทธิ ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ให้มีสิทธิเบิกในส่วนที่ยังขาดอยู่ได้อีก ภายในวงเงิน ไม่เกิน 100,000 บาท (หนึ่งแสนบาท) ต่อปีงบประมาณ (3) เงินช่วยเหลือประสบสาธารณภัยเท่าที่เสียหายจริง รายละไม่เกิน 50,000 บาท (ห้าหมื่นบาท) ต่อครั้ง (4) ค่าของเยี่ยมในยามเจ็บป่วยหรือในโอกาสสำคัญเท่าที่จ่ายจริง รายละไม่เกิน 3,000 บาท (สามพันบาท) ต่อครั้ง สำหรับกรณีเสียชีวิต จะได้รับเงินช่วยเหลือบำเพ็ญกุศลศพ รายละ 20,000 บาท (สองหมื่นบาท) และเงินช่วยเหลือค่าจัดทำหนังสือเผยแพร่ผลงานเมื่อเสียชีวิต เท่าที่จ่ายจริง รายละไม่เกิน 150,000 บาท (หนึ่งแสนห้าหมื่นบาท)

สุดท้ายนี้ รมว.วธ กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม จะทำหนังสือกราบบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาสนำศิลปินแห่งชาติ พุทธศักราช 2567 เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี รับพระราชทานโล่และเข็มเชิดชูเกียรติ ในวัน เวลา ตามแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ต่อไป 

ข้อมูลปัจจุบัน มีศิลปินแห่งชาติ ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติแล้ว ตั้งแต่ พ.ศ. 2528- 2566 จำนวน 367 คน และ พ.ศ. 2567 จำนวน 1 พระองค์ และ 10 คน รวมจำนวนทั้งสิ้น 1 พระองค์ และ 377 คน แบ่งออกเป็น  3 สาขา ได้แก่ (1) สาขาทัศนศิลป์ จำนวน 1 พระองค์ 112 คน (2) สาขาวรรณศิลป์ จำนวน 65 คน และ (3) สาขาศิลปะการแสดง จำนวน 200 คน

สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี

สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี

นายผ่อง เซ่งกิ่ง

นายผ่อง เซ่งกิ่ง

รองศาสตราจารย์วิวัฒน์ เตมียพันธ์

รองศาสตราจารย์วิวัฒน์ เตมียพันธ์

นายสมลักษณ์ ปันติบุญ

นายสมลักษณ์ ปันติบุญ

นายเรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์

นายเรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์

นายนฤพนธ์ ดุริยพันธ์

นายนฤพนธ์ ดุริยพันธ์

นายปกรณ์ พรพิสุทธิ์

นายปกรณ์ พรพิสุทธิ์

นายวิโรจน์ อยู่สวัสดิ์

นายวิโรจน์ อยู่สวัสดิ์

นายดนู ฮันตระกูล

นายดนู ฮันตระกูล

พันตรี ประพัชศักดิ์ จันทร์เปล่ง

พันตรี ประพัชศักดิ์ จันทร์เปล่ง

 นางนันทวัน เมฆใหญ่ สุวรรณปิยะศิริ

นางนันทวัน เมฆใหญ่ สุวรรณปิยะศิริ

วธ.ถวายพระสมัญญา ‘สิริศิลปิน ศิลปินแห่งชาติ’ แด่ ‘กรมพระศรีสวางควัฒนฯ’

วธ.ถวายพระสมัญญา ‘สิริศิลปิน ศิลปินแห่งชาติ’ แด่ ‘กรมพระศรีสวางควัฒนฯ’

วธ.ถวายพระสมัญญา ‘สิริศิลปิน ศิลปินแห่งชาติ’ แด่ ‘กรมพระศรีสวางควัฒนฯ’

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.11 น.

วันที่ 27 สิงหาคม 2568 ที่กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.)​ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรมว.วัฒนธรรม (วธ.) แถลงผลการประชุมคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ว่า ตามที่คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้ดำเนินการคัดเลือกบุคคลที่สร้างสรรค์ผลงานศิลปะอันทรงคุณค่าต่อสังคมและประเทศชาติ มายกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ ใน 3 สาขา ได้แก่ สาขาทัศนศิลป์ สาขาวรรณศิลป์ และสาขาศิลปะการแสดง เป็นประจำทุกปีนั้น สำหรับปี 2567 มีจำนวนศิลปินที่มีผู้เสนอชื่อเข้ารับการพิจารณาเป็นศิลปินแห่งชาติทุกสาขา รวมทั้งสิ้น 1 พระองค์ 573 คน และมีรายชื่อผู้ที่ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ จำนวน 1 พระองค์ 10 รายชื่อ ดังต่อไปนี้

สาขาทัศนศิลป์ ได้แก่

1.ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี (จิตรกรรม)

2.นายผ่อง เซ่งกิ่ง (จิตรกรรม)

3.รศ.วิวัฒน์ เตมียพันธ์ (สถาปัตยกรรมพื้นถิ่น) 4.นายสมลักษณ์ ปันติบุญ (เครื่องปั้นดินเผา)

สาขาวรรณศิลป์ ได้แก่

1.นายเรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์

สาขาศิลปะการแสดง ได้แก่

1. นายนฤพนธ์ ดุริยพันธ์ (ดนตรีไทย – ขับร้อง)

2.นายปกรณ์ พรพิสุทธิ์ (นาฏศิลป์ไทย -โขน ละคร)

3.นายวิโรจน์ อยู่สวัสดิ์ (นาฏศิลป์ไทย – โขนลิง)

4.นายดนู ฮันตระกูล (ดนตรีไทยสากล) 5.พ.ต.ประพัชศักดิ์ จันทร์เปล่ง(รุ่งเพชร แหลมสิงห์) (นักร้องเพลงลูกทุ่ง)

6.นางนันทวัน เมฆใหญ่ สุวรรณปิยะศิริ (ภาพยนตร์และละครโทรทัศน์)
 

น.ส.แพทองธาร กล่าวต่อไปว่า ศิลปินแห่งชาติทุกท่านจะได้รับสวัสดิการ ดังต่อไปนี้

1.ค่าตอบแทนรายเดือน เดือนละ 25,000 บาท ตลอดระยะเวลาที่มีชีวิตอยู่

2.ค่ารักษาพยาบาลตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลโดยอนุโลม เว้นแต่มีสิทธิเบิกจากหน่วยงานอื่น ให้เบิกจากหน่วยงานนั้นก่อน ถ้าเบิกจากหน่วยงานนั้นได้ต่ำกว่าสิทธิ ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ให้มีสิทธิเบิกในส่วนที่ยังขาดอยู่ได้อีก ภายในวงเงินไม่เกิน 100,000 บาท ต่อปีงบประมาณ

3.เงินช่วยเหลือประสบสาธารณภัยเท่าที่เสียหายจริง รายละไม่เกิน 50,000 บาท ต่อครั้ง

4.ค่าของเยี่ยมในยามเจ็บป่วยหรือในโอกาสสำคัญเท่าที่จ่ายจริง รายละไม่เกิน 3,000 บาท ต่อครั้ง สำหรับกรณีเสียชีวิต จะได้รับเงินช่วยเหลือบำเพ็ญกุศลศพ รายละ 20,000 บาท และเงินช่วยเหลือค่าจัดทำหนังสือเผยแพร่ผลงานเมื่อเสียชีวิต เท่าที่จ่ายจริง รายละไม่เกิน 150,000 บาท โดยปัจจุบันมีศิลปินแห่งชาติได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติแล้ว ตั้งแต่ พ.ศ. 2528-2566 จำนวน 367 คน และ พ.ศ. 2567 จำนวน 1 พระองค์ และ 11 คน รวมจำนวนทั้งสิ้น 1 พระองค์ และ 378 คน แบ่งออกเป็นสาขา ได้แก่ 1.สาขาทัศนศิลป์ จำนวน 1 พระองค์ 112 คน 2.สาขาวรรณศิลป์ จำนวน 66 คน และ 3.สาขาศิลปะการแสดง จำนวน 200 คน

น.ส.แพทองธาร กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ วธ. โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม จะทำหนังสือกราบบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาสนำศิลปินแห่งชาติปี 2567 เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี รับพระราชทานโล่และเข็มเชิดชูเกียรติ ในวัน เวลา ตามแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ต่อไป