มท. มอบรางวัลผลงาน Young OTOP สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น ชูผลิตภัณฑ์ OTOP สู่สากล

มท. มอบรางวัลผลงาน Young OTOP สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น ชูผลิตภัณฑ์ OTOP สู่สากล

มท. มอบรางวัลผลงาน Young OTOP สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น ชูผลิตภัณฑ์ OTOP สู่สากล

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กระทรวงมหาดไทย (มท.)  จัดการประกวดและมอบรางวัลผลงานสุดยอดเยาวชน Young OTOP สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น ชูผลิตภัณฑ์ OTOP สู่สากล ประจำปี 2568 ณ ห้องแอมเบอร์ 2 – 3 อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น เซ็นเตอร์ ศูนย์แสดงสินค้า และการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธ์รัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานมอบในพิธีมอบใบประกาศนียบัตรให้กับเยาวชน Young OTOP ที่เข้าร่วมโครงการพัฒนาต่อยอดภูมิปัญญาผลิตภัณฑ์ Young OTOP สู่สากล ประจำปี 2568 และมอบรางวัลแก่ผู้ที่ชนะการประกวดผลงานผลิตภัณฑ์ Young OTOP ตามโครงการฯ พร้อมด้วย นางจิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย โดยมี นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวรายงานชี้แจงวัตถุประสงค์ของการดำเนินกิจกรรมฯ

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธ์รัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการพัฒนาชุมชน ได้ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมเยาวชนที่เป็นทายาทผู้ประกอบการ OTOP หรือเยาวชนคนรุ่นใหม่ ได้เข้ามามีส่วนร่วมและเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์ สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น  และต่อยอดให้เยาวชน  Young OTOP ได้รับการพัฒนาศักยภาพ เป็นผู้ผลิตผู้ประกอบการ OTOP รุ่นใหม่ โดยการจัดกิจกรรมประกวดผลงานผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการพัฒนาตามโครงการฯ ในครั้งนี้ กระทรวงมหาดไทย ได้รับพระกรุณาธิคุณ จากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในการพระราชทานโล่รางวัลต้นกล้านารีรัตน แก่ผู้ที่ชนะการประกวดฯ และยังได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญ ด้านผ้าไทย   ดีไซเนอร์นักออกแบบ ที่มีชื่อเสียง ที่ล้วนแล้วแต่เป็นผู้มีผลงานเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ร่วมเป็นกรรมการพิจารณาผลงานผลิตภัณฑ์ของเยาวชน Young OTOP และตัดสินการประกวดผลงานฯ ในครั้งนี้

“เยาวชน Young OTOP ที่เข้าร่วมโครงการพัฒนาต่อยอดภูมิปัญญาผลิตภัณฑ์ Young OTOP สู่สากล ทั้ง 101 ราย จะเติบโตขึ้นเป็นผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ที่เข้มแข็ง สามารถยกระดับผลิตภัณฑ์ของตนเองให้มีความสร้างสรรค์ แข่งขันได้ในตลาดสากล นำไปสู่การสร้างงาน สร้างรายได้ และขอให้ทุกท่านร่วมแรงร่วมใจกันน้อมนำแนวพระดำริ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ตามโครงการ ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’ ช่วยผลักดัน ส่งเสริมและกระตุ้นผ้าไทยให้มีความทันสมัยสู่สากล เป็นที่นิยมในทุกเพศทุกวัย และทุกโอกาส” นายอรรษิษฐ์ กล่าว

สยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการพัฒนาชุมชน

นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการพัฒนาชุมชน  ได้ดำเนินงานโครงการพัฒนาต่อยอดภูมิปัญญา ผลิตภัณฑ์ Young OTOP สู่สากล โดยจัดอบรมให้ความรู้  กับเยาวชน  Young  OTOP ประเภทผ้า เครื่องแต่งกาย และของใช้ ของตกแต่ง ของที่ระลึกเมื่อเดือนมิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งมีเยาวชนที่เข้ารับการอบรม จำนวน 101 ราย ได้นำความรู้จากผู้เชี่ยวชาญ  ไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ ให้มีอัตลักษณ์ สร้างสรรค์และทันสมัยมากยิ่งขึ้น ในวันนี้ กรมการพัฒนาชุมชนได้จัดกิจกรรมประกวดผลงานผลิตภัณฑ์ Young OTOP ที่ผ่านการพัฒนาตามโครงการฯ ทั้งสิ้นจำนวน 101 ผลิตภัณฑ์ โดยผู้ที่ชนะการประกวดฯ จะได้รับรางวัล ดังนี้  1. รางวัลชนะเลิศ รางวัลละ 40,000 บาท  ได้แก่ นางสาวจิดาภา บุญช่วยแล้ว กลุ่ม INTHAI จังหวัดสมุทรปราการ 2.รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 รางวัลละ 30,000 บาท  ได้แก่ นางสาวโซเฟีย มะมิง กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผ้าคลุมผมสตรีบ้านลาเวง จังหวัดนราธิวาส 3.รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2   รางวัลละ 20,000 บาท ได้แก่ นางสาวพรไพลิน พุ่มประสาท กลุ่มร้านพรไพลินจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี  4.รางวัลชมเชย รางวัลละ 10,000 บาท ได้แก่  1. นายธวัชชัย สองภพ กลุ่ม TANA BATIK จังหวัดสงขลา  2. นายธีระพัฒน์ ทองบูรณ์ กลุ่มผ้าทอลายมงคลมนตราธิกาญจน์ จังหวัดกาฬสินธุ์   

เยาวชน Young OTOP ที่ได้รับรางวัลทั้ง 5 ราย จะได้รับพระราชทานโล่รางวัลต้นกล้านารีรัตน จากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา อีกทั้ง ยังได้ไปจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าภายในงานแสดงสินค้าแฟชั่น CENTERSTAGE (Asia’s Fashion Spotlight) 2025 ณ เขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ในเดือนกันยายน 2568 ต่อไป

ทั้งนี้ ในงานได้รับเกียรติจากคณะกรรมการตัดสินการประกวดฯ และที่ปรึกษาโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก”  ผู้เชี่ยวชาญ ทรงคุณวุฒิ เข้าร่วมกิจกรรม ประกอบด้วย นายธนันท์รัฐ ธนเสฏการย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทยและที่ปรึกษาโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก ดร.ศรินดา จามรมาน นายศิริชัย ทหรานนท์ นักออกแบบ เจ้าของแบรนด์ THEATER ดร.กรกลด คำสุข รักษาการผู้อำนวยการสำนักวิชาการสร้างสรรค์ วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ดร.รวิเทพ มุสิกะปาน อาจารย์ประจำหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาแฟชั่น สิ่งทอ และเครื่องตกแต่ง วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ นายวิชระวิชญ์ อัครสันติสุข นักออกแบบ เจ้าของแบรนด์ WISHARAWISH

รวมทั้ง ผศ.ดร.วุฒิไกร ศิริผล รองคณบดีฝ่ายวิชาการ อาจารย์ประจำสาขาวิชาศิลปะการออกแบบพัสตราภรณ์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดร.แพรวา รุจิณรงค์ อาจารย์ประจำ หลักสูตร แฟชั่น สิ่งทอและเครื่องตกแต่ง วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ดร. กิติศักดิ์ เยาวนานนท์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายพัฒนากายภาพ วิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และดร.ฐิศิรักน์ โปตะวณิช อาจารย์ประจำวิชาเอก การจัดการธุรกิจไซเบอร์ วิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ  นางอรจิรา ศิริมงคล ประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน นางฐิดารีย์ สุวรรณมณี รองประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน นายวรงค์ แสงเมือง นายไพโรจน์ โสภาพร นายสามารถ สุวรรณมณี รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายสุรพล แก้วอินธิ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นและวิสาหกิจชุมชน ผู้ตรวจราชการกรม  การพัฒนาชุมชน  รวมทั้งคณะผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน และผู้ประกอบการเยาวชน Young OTOP  

คุณแหน : 27 สิงหาคม 2568

คุณแหน : 27 สิงหาคม 2568

คุณแหน : 27 สิงหาคม 2568

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

  • ยินดีกับ ภาสกร ชัยรัตน์ ที่ได้เป็น ว่าที่ รองปลัดกระทรวงอุสาหกรรม..
  • เพื่อนๆชาว Digital CEO#7 ร่วมยินดีกับ อนุรัตน์ ธรรมประจำจิต ที่ได้เป็น ว่าที่ ผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ..
  • ชื่นชม ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ที่ บมจ.บริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ (BAM) ได้รับคะแนนประเมินคุณภาพการจัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้นระดับ “ดีเยี่ยม สมควรเป็นตัวอย่าง” จากโครงการประเมินคุณภาพ การจัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2568 (AGM Checklist) ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จัดขึ้นโดยสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย และสภาธุรกิจตลาดทุนไทย..
  • มิตรสหาย ชาว ปธพ.2 ยินดีกับ พญ.เลิศลักษณ์ ลีลาเรืองแสง ได้รับโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเป็น รองปลัดกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่ 1 ต.ค. เป็นต้นไป..
  • ดร.จิราพร ศิริคำ ชวนชาว Digital CEO#2 มาอัพเดทชีวิตโดยมี กำพลโชคสุนทสุทธิ์, ประภาพรรณ พิชัยคำ, ดร.ปิยะนุช สัมฤทธิ์, ดร.ภิรตา ภักดีสัตยพงศ์, ชนวัฒน์ วาจานนท์, บุญชู สมบูรณ์ศักดิกุล และ ดร.ฉกาจ วิสัย ร่วมด้วย..
  • นพ.ไพโรจน์ เครือกาญจนา รอง ผอ.รพ.ราชวิถี เข้ารับมอบโล่เกียรติคุณ จาก รศ. ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ในโอกาสที่ รพ.ราชวิถีได้ให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน และมีส่วนร่วมในการบรรเทาสาธารณภัยในเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อ 28 มีค.ที่ผ่านมา ณ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า)..
  • สู่ขวัญ บูลกุล พิธีกรและอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังจะไปร่วมเสวนาพิเศษ “ทำไมถึงเลือกนิวซีแลนด์ให้ลูกเรียน ตั้งแต่มัธยมจนถึงมหาวิทยาลัย” ในงานการศึกษาสถานทูตนิวซีแลนด์  งานเดียวที่รวมทุกคำตอบเรื่องเรียนต่อนิวซีแลนด์ พร้อมทุนการศึกษากว่า 2 ลบ. ผู้สนใจไปร่วมพูดคุยและค้นหาคำตอบทำไมเธอถึงเลือกนิวซีแลนด์สำหรับลูกชายคนเดียว เสาร์ที่ 30 ส.ค. 11.00 น.-17.00 น. (ช่วงเสวนาเริ่ม 13.00 น.) ณ สามย่านมิตรทาวน์ ฮอลล์ 2 ชั้น 5 ลงทะเบียนร่วมงานฟรี ที่  https://www.studywithnewzealand.govt.nz/th/education-fair-thailand..
  • ภก.วิโรจน์ สุนทรวิวัฒน์ ชวนเพื่อนๆชาวเภสัช มช.รุ่น 18 มาสังสรรค์ระลึกความหลัง งานนี้ ภญ.สุภาพร ติพพะมงคล, ภก.วิบูลย์ จรรยานุภาพ, ภก.นรเทพ เอี่ยมแก้ว, ภญ.วนิดา เตชะวิจิตรไพศาล, ภก.วีระศักดิ์ เจียมอนุกูลกิจ, ภก.นรเทพ เอี่ยมแก้ว ไม่พลาด..
  • ผศ.ดร.เอกราช บำรุงพืชน์ วันเกิดปีนี้ เดินสายทำบุญถวายสังฆทาน ปล่อยปลา บริจาคโลงศพ ผ้าดิบ และข้าวสาร ณ วัดเทวราชกุญชร มูลนิธิปอเต็กตึ้ง และไต่ฮงกง วันก่อนหน้าไปถวายพระสมเด็จองค์ปฐม ที่จ.จันทบุรี บ้านเกิดด้วย..
  • คณะกรรมการรุ่น BCC129 และเพื่อนๆ ร่วมเสียใจกับ สมพร จิรไกรวุฒิเดช ที่สูญเสียคุณพ่ออมร จิรไกรวุฒิเดช..

น้องใหม่

สกธ.เดินหน้าชูแผนแม่บทการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติเปรียบดัง GPS นำทางพัฒนากระบวนการยุติธรรมให้แก่ประชาชน

สกธ.เดินหน้าชูแผนแม่บทการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติเปรียบดัง GPS นำทางพัฒนากระบวนการยุติธรรมให้แก่ประชาชน

สกธ.เดินหน้าชูแผนแม่บทการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติเปรียบดัง GPS นำทางพัฒนากระบวนการยุติธรรมให้แก่ประชาชน

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 00.00 น.

สำนักงานกิจการยุติธรรม (สกธ.) จัดการประชุมทางวิชาการ ฯ เชิญภาคีเครือข่ายด้านกระบวนการยุติธรรมเข้ารับฟังวิสัยทัศน์และนโยบายการบริหารงานและพัฒนากระบวนการยุติธรรม มุ่งประสานและสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่ออำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชนอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ประธานในงานกล่าวเปิดการประชุมทางวิชาการฯ และปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ  “ความร่วมมือในการบริหารงานเพื่ออำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชน” ว่า แผนแม่บทการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ มุ่งเน้นการประสานและสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในการ อำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชน โดยการผลักดันและขับเคลื่อนการดำเนินงานผ่าน “แผนแม่บทการบริหารงาน  ยุติธรรมแห่งชาติ” มิใช่เป็นเพียงแค่แผนงาน แต่คือ GPS นำทางการพัฒนากระบวนการยุติธรรมให้ประชาชน เข้าถึงความเป็นธรรมอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ซึ่งการประชุมทางวิชาการที่จัดขึ้นนั้น เพื่อบริหารและพัฒนากระบวนการยุติธรรม ผ่านกลไกการขับเคลื่อนแผนแม่บทการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ พ.ศ. 2549 โดยการเผยแพร่และสร้างการรับรู้สาระสำคัญของแผนแม่บท  การบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ ฉบับที่ 4  (พ.ศ. 2566 – 2569) ฉบับปรับปรุง และแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศกระบวนการยุติธรรม ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2568 – 2570) รวมทั้งการถ่ายทอดแนวนโยบายของผู้บริหารระดับสูงของประเทศให้แก่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้รับทราบและนำไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้องและเป็นรูปธรรม มุ่งเป้าหมาย ให้มีการวางแผนและดำเนินการเกี่ยวกับการบริหารงานยุติธรรมของประเทศให้เป็นไปโดยสอดคล้องกัน และมีประสิทธิภาพในการอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชน

ดร.ปริญญา หอมเอนก ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ได้บรรยายในหัวข้อ “นวัตกรรมและความปลอดภัยของข้อมูล สู่อนาคตการพัฒนากระบวนการยุติธรรม” โดยเน้นย้ำการสร้างความมั่นคงปลอดภัยจากการ   ถูกโจมตีทางไซเบอร์ (Cyber Attack) ผ่านการพัฒนาและสร้างนวัตกรรมทางเทคโนโลยีให้เกิดระบบการป้องกัน ทางไซเบอร์ที่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนการแก้ปัญหาด้านภัยคุกคามทางไซเบอร์อย่างจริงจัง และจำเป็นต้องมีแนวทาง ที่เป็นระบบเพื่อการบริหารจัดการความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

พ.ต.ท.พงษ์ธร ธัญญสิริ  ผู้อำนวยการสำนักงานกิจการยุติธรรม ได้กล่าวบรรยายในหัวข้อ “ความท้าทายของการสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรม” เป็นการตอกย้ำถึงสาระสำคัญของแผนแม่บทการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ และแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศกระบวนการยุติธรรม มุ่งเป้าหมายในการสร้างความร่วมมือ  ในการอำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชนอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ยกระดับความเชื่อมั่นของประชาชน โดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย มั่นคงและปลอดภัย

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดแสดงนิทรรศการผลงานด้านกระบวนการยุติธรรมของสำนักงานกิจการยุติธรรม เช่น แผนแม่บทการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2566 – 2569) ฉบับปรับปรุง แผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศกระบวนการยุติธรรม ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2568 – 2570) ระบบบริหารจัดการฐานข้อมูลและระบบการวิเคราะห์ข้อมูล ศูนย์ปฏิบัติการฐานข้อมูลการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ แอพพลิเคชัน Safe Point สื่อสร้างการรับรู้กฎหมาย และการดำเนินงานตามพระราชบัญญัติกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม พ.ศ. 2565

อนึ่งสำนักงานกิจการยุติธรรมเป็นหน่วยงานสังกัดกระทรวงยุติธรรม มีบทบาทและภารกิจในการพัฒนานโยบาย  ด้านกระบวนการยุติธรรม เพื่อกำหนดทิศทางการบริหารงานยุติธรรมของประเทศ การบูรณาการและประสานความร่วมมือกันของทุกภาคส่วนในกระบวนการยุติธรรม รวมทั้งทำหน้าที่ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ (กพยช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานฯ

ทิศทางแห่งอนาคตของ AI ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

ทิศทางแห่งอนาคตของ AI ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

ทิศทางแห่งอนาคตของ AI ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 19.25 น.

Booking.com เผยแพร่รายงานความคิดเห็นของผู้คนทั่วโลกที่มีต่อ AI (Global AI Sentiment Report) โดยอ้างอิงข้อมูลเชิงลึกจากผู้ตอบแบบสอบถามกว่า 37,000 คน ใน 33 ประเทศ เพื่อสำรวจว่าผู้คนมีพฤติกรรมการใช้งาน ความไว้วางใจ รวมไปถึงการตอบรับ AI เพื่อใช้ในชีวิตประจำวันและการเดินทางอย่างไร ขณะที่ภาครัฐและภาคเอกชนเร่งการลงทุนใน AI ด้าน Booking.com แพลตฟอร์มการเดินทางดิจิทัลชั้นนำที่ได้นำ AI ผนวกเข้ากับการบริการมาอย่างยาวนาน ยังคงมุ่งมั่นที่จะกำหนดอนาคตของเทคโนโลยีการท่องเที่ยวให้สอดคล้องกับทัศนคติผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ท่ามกลางกระแสความตื่นตัวต่อ AI ที่กำลังพุ่งสูงสุด และนวัตกรรมที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว Booking.com กำลังใช้จังหวะนี้ในการพลิกโฉมวิธีที่ผู้คนค้นหา จอง และสัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยว พร้อมเดินหน้าสานต่อพันธกิจในการช่วยให้ทุกคนได้ออกไปสัมผัสโลกกว้างได้อย่างสะดวกและง่ายดายยิ่งขึ้น

รายงานเผยภาพรวมในหลากหลายมิติที่น่าสนใจว่า ผู้บริโภคชาวไทยถึง 98% แสดงความตื่นเต้นต่อ AI ขณะที่ 84% มีความคุ้นเคยกับเทคโนโลยีนี้ และ 96% ต้องการนำ AI มาใช้ในแผนการท่องเที่ยวในอนาคต อย่างไรก็ตาม ยังพบความแตกต่างระหว่างแต่ละภูมิภาคทั่วโลก โดยบางพื้นที่เปิดรับศักยภาพของ AI อย่างเต็มที่ ขณะที่อีกบางส่วนยังคงใช้ความระมัดระวัง สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการนำ AI มาใช้อย่างมีความรับผิดชอบ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างโอกาสในการพัฒนาธุรกิจและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค

AI ตัวช่วยสนับสนุนมากกว่าการช่วยตัดสินใจ

ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันอย่างลึกซึ้ง โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามชาวไทยถึง 98% ใช้การค้นหาที่ขับเคลื่อนด้วย AI (AI-powered search) ส่วน 87% ใช้คำแนะนำจากบริการสตรีมมิง และ 80% ใช้เครื่องมือ AI ในการสร้างสรรค์เนื้อหา (Generative AI) อย่างไรก็ตาม การขาดสัมผัสความเป็นมนุษย์ทำให้เกิดความสงสัย โดย 30% รู้สึกว่า AI ไม่เป็นมิตร และคนส่วนใหญ่ยังตรวจสอบข้อมูลจาก AI ซ้ำแม้ว่าพวกเขาจะไว้วางใจเทคโนโลยีแล้วก็ตาม โดย 61% ตรวจสอบข้อมูลเสมอ และ 17% ตรวจสอบบางครั้ง มีเพียง 9% ของผู้บริโภคที่เชื่อมั่นใน AI อย่างเต็มที่

ความลังเลนี้สร้างเส้นแบ่งที่ชัดเจน คนส่วนใหญ่ยังไม่พร้อมที่จะมอบการตัดสินใจทั้งหมดให้กับ AI มีเพียง 21% เท่านั้นที่รู้สึกสบายใจในการให้ AI ตัดสินใจอย่างเสรี ขณะที่ 26% ยังไม่ไว้วางใจให้ AI ตัดสินใจ และมีเพียง 2% เท่านั้นที่รู้สึกไม่สบายใจและปฎิเสธที่จะให้ AI ตัดสินใจโดยไม่ได้รับการอนุมัติจากมนุษย์ โอกาสที่สำคัญที่สุดคือการวาง AI ให้เป็นเครื่องมือสนับสนุนและส่งเสริมการตัดสินใจมากกว่าการมาแทนที่มนุษย์

AI กับบทบาทที่เติบโตในวงการท่องเที่ยว

AI กำลังกลายเป็นส่วนสำคัญในการสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวอย่างรวดเร็ว โดยผู้บริโภคชาวไทยมากกว่าครึ่ง (59%) คาดหวังว่าการวางแผนการเดินทางอัตโนมัติ เช่น การให้ AI ช่วยจัดทริป แนะนำที่เที่ยว จองตั๋ว ที่พัก หรือกิจกรรมต่าง ๆ จะกลายเป็นกระแสหลักหรือเรื่องปกติในอนาคตอันใกล้ ขณะที่ 79% เคยใช้ AI ในบางแง่มุมของการเดินทาง และจากจำนวนนี้ เกือบทั้งหมดเคยใช้ AI เพื่อวางแผนหรือจองทริป (98%) หรือใช้งานขณะอยู่ระหว่างการเดินทาง (98%) สิ่งนี้สะท้อนถึงการพึ่งพาเครื่องมือ AI ที่เพิ่มขึ้น และความเปิดรับของนักท่องเที่ยวต่อเทคโนโลยีที่ช่วยยกระดับประสบการณ์การเดินทางของพวกเขา

เมื่อวางแผนการเดินทาง ผู้เดินทางส่วนใหญ่หันมาใช้ AI เพื่อค้นหาจุดหมายปลายทางและเวลาที่ดีที่สุดในการเที่ยวชม (49%) เพื่อค้นหาประสบการณ์ในท้องถิ่นหรือกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรม (33%) และหาคำแนะนำเกี่ยวกับร้านอาหาร (38%) ปัจจุบัน AI กำลังกลายเป็นแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้สำหรับการวางแผนการเดินทาง (30%) มากกว่าเพื่อนร่วมทาง (21%) หรืออินฟลูเอนเซอร์ (21%)

ขณะท่องเที่ยว AI คือเครื่องมือที่ใช้ในการแปลภาษาเพื่อสื่อสารมากที่สุด (51%) รองลงมาคือการขอคำแนะนำเรื่องกิจกรรมที่น่าสนใจของจุดหมายปลายทาง (45%) คำแนะนำร้านอาหาร (41%) และการนำทางไปยังสถานที่ไม่รู้จัก หรือการใช้งานระบบขนส่งที่ไม่คุ้นเคย (43%) นอกจากนี้ภายหลังจบทริปแล้ว 47% ของผู้ตอบแบบสอบถามชาวไทยใช้ AI ในการแก้ไขและตกแต่งรูปภาพมากที่สุด

นอกเหนือจากการทำให้การเดินทางง่ายและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ผู้เดินทางชาวไทย 84% เห็นถึงประโยชน์และมีความคาดหวังให้ AI เป็นสิ่งที่ช่วยสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยส่วนใหญ่ (81%) ชื่นชมคำแนะนำของ AI ที่ช่วยหลีกเลี่ยงสถานที่ท่องเที่ยวที่แออัดหรือช่วงเวลาที่คนเยอะ โดย 82% ต้องการให้ AI แนะนำประสบการณ์ที่ช่วยสร้างประโยชน์เชิงบวกให้กับสถานที่และชุมชนท้องถิ่นที่พวกเขาไปเยือน สะท้อนให้เห็นว่าผู้เดินทางให้ความสำคัญกับผลกระทบต่อชุมชนและการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนผ่าน AI มากขึ้น

“ทุกการเดินทางล้วนเต็มไปด้วยโอกาสที่จะค้นพบสิ่งพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นคาเฟ่เล็ก ๆ ที่เงียบสงบ วิวทิวทัศน์อันตระการตา หรือประเพณีที่คนท้องถิ่นยังคงสืบสาน ปัญญาประดิษฐ์ (Generative AI) กำลังช่วยเปิดประตูเหล่านี้ให้กับนักเดินทาง นำพาพวกเขาไปสู่เสน่ห์ที่อาจไม่เคยพบด้วยตนเอง เพราะนี่ไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่คือการสร้างสายสัมพันธ์ที่มีความหมาย เติมเต็มทั้งประสบการณ์ของผู้เดินทางและชุมชนที่พวกเขาได้ไปเยือน สำหรับ Booking.com ในฐานะผู้นำด้านนวัตกรรม AI มาอย่างต่อเนื่อง โดยผสานเทคโนโลยี Machine Learning ขั้นสูงเพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้า ทั้งพาร์ทเนอร์และผู้เดินทาง และในก้าวใหม่ที่น่าตื่นเต้นนี้ เรามุ่งมั่นที่จะใช้ AI เพื่อสร้างผลกระทบในเชิงบวก เสริมสร้างความไว้วางใจ ยืนหยัดในความโปร่งใส และทำให้การเดินทางเป็นส่วนตัวมากขึ้น รับผิดชอบต่อสังคมสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และสร้างแรงบันดาลใจยิ่งกว่าเดิม” คุณบรานาวัน อรุลโจธี (Branavan Aruljothi) ผู้ดำรงตำแหน่ง Area Manager ของ Booking.com กล่าว

ททท.ปลุกพลังชุมชนไทย ปั้น ESG Tourism สู่เวทีโลก

ททท.ปลุกพลังชุมชนไทย ปั้น ESG Tourism สู่เวทีโลก

ททท.ปลุกพลังชุมชนไทย ปั้น ESG Tourism สู่เวทีโลก

วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.41 น.

ททท. ชูความสำเร็จ โครงการ“Village to the World” เดินหน้าโครงการ 2 เดือน ดันชุมชนรายได้เพิ่ม 20 % จำนวนนักท่องเที่ยวทะลุ 30,000 คน/ครั้ง ใน 5 จังหวัดต้นแบบ พิษณุโลก ชลบุรี เชียงใหม่ น่าน ลำปาง   สะท้อนการขับเคลื่อนกลยุทธ์ ESG Tourism ได้จริง ชุมชนเติบโต องค์กรได้ประโยชน์ ประเทศชาติยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “ESG Partnership for Impact – พันธมิตรเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน” บทพิสูจน์ ‘การท่องเที่ยวโดยชุมชน’ เป็นเวที ESG ที่มีชีวิต เชื่อมตลาดทุน ธุรกิจ และวัฒนธรรมไทยอย่างเป็นรูปธรรม ถอดบทเรียนจากธุรกิจด้านการจัดการ การตลาด การสื่อสาร และทักษะบริการ ผ่านลงมือทำจริง

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. เปิดเผยว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กรมส่งเสริมวัฒนธรรม และองค์กรเอกชนชั้นนำ ประกาศความสำเร็จของโครงการ “Village to the World #SustainableAgenda” ซีซันล่าสุด จุดประกายพลังให้ชุมชนไทยด้วยโมเดล “การท่องเที่ยวโดยชุมชน” ที่ยกระดับจากกิจกรรม CSR ไปสู่การเป็น กลไก ESG Tourism ที่วัดผลได้จริง โดยการเชื่อมโยงเป้าหมายการพัฒนาของชุมชนเข้ากับวัตถุประสงค์ด้านความยั่งยืนของภาคธุรกิจ ก่อให้เกิดผลประโยชน์ร่วม ทั้งในมิติการเติบโตของชุมชน การสร้างคุณค่าให้กับองค์กรเอกชน และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่ความยั่งยืนในภาพรวมจาก CSR สู่ระบบ ESG ที่ขับเคลื่อนจริง ผ่าน Co-Creation และการทำงานจริงกับลูกค้าองค์กรรายใหญ่ ผ่านฝึกอบรมเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการ การตลาด การสื่อสาร และการพัฒนาทักษะบริการ ควบคู่กับโอกาสในการทำงานจริงกับบริษัทจดทะเบียนฯ

“Village to the World #SustainableAgenda ภายใต้แนวคิด “ESG Partnership for Impact – พันธมิตรเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน” ด้วยการสร้างกลไกการทำงานรูปแบบใหม่  คือบทพิสูจน์ว่า ‘การท่องเที่ยวโดยชุมชน’ สามารถเป็นเวที ESG ที่มีชีวิต เชื่อมโยงตลาดทุน ธุรกิจ และวัฒนธรรมไทยได้อย่างแท้จริง ความสำเร็จของโครงการนี้ไม่เพียงสร้างรายได้และโอกาสให้กับชุมชน แต่ยังสร้างแรงบันดาลใจและมาตรฐานใหม่ให้กับภาคธุรกิจที่ต้องการขับเคลื่อนความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม และเพื่อสร้าง Moment แห่งความสุข ภายใต้แนวคิด ‘Change Unknown to Unforgettable’ ที่เปลี่ยนสิ่งไม่คุ้นเคยให้เป็นประสบการณ์ที่ไม่รู้ลืม โดยททท. มีแผนพัฒนา โครงสร้างเชิงนโยบายที่เอื้อต่อการลงทุนด้าน ESG Tourism พร้อมต่อยอดความร่วมมือธุรกิจ–ชุมชน สู่ระบบนิเวศความยั่งยืนระดับประเทศ พร้อมสานต่อเครือข่ายความร่วมมือให้ชุมชนไทยเติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืนบนเวทีโลกต่อไป” นางสาวฐาปนีย์ กล่าวเสริม

โมเดลความร่วมมือที่ลงมือทำจริงใน 5 จังหวัด

โครงการฯ ได้ริเริ่มความร่วมมือระหว่าง “บริษัทจดทะเบียน” กับ “ชุมชนต้นแบบ” ใน 5 พื้นที่ทั่วประเทศ โดยแต่ละคู่ความร่วมมือมีเป้าหมายเฉพาะที่แตกต่างกัน แต่สะท้อนการนำ ESG มาปฏิบัติจริงอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่

•              BAFS x บ้านมุงเหนือ จ.พิษณุโลก ต่อยอดฐานการทำงานเดิมของไทยแอร์เอเชีย พัฒนาเกษตรปลอดภัย ระบบบริการชุมชน และมาตรฐานความปลอดภัย ก่อให้เกิดความร่วมมือข้ามอุตสาหกรรมที่ต่อเนื่องและเสริมพลังกัน

•              AWC (Melia Pattaya) x บ้านอำเภอ จ.ชลบุรี สร้างระบบจัดการขยะเชิงสร้างสรรค์ และส่งเสริมความตระหนักด้าน Circular Economy ในชุมชนชายทะเล เพื่อพัฒนาสู่โมเดลการท่องเที่ยวยั่งยืน

•              AIS x บ้านแม่สูนน้อย จ.เชียงใหม่ ยกระดับชุมชนสู่การเป็น Digital Community ผ่านการฝึกทักษะการสร้างคอนเทนต์ การตลาดออนไลน์ และการสื่อสารจุดขายด้วยภาษาสมัยใหม่ที่เข้าถึงตลาดกว้างขึ้น

•              SCG (Yournique) x บ้านป่าแลวหลวง จ.น่าน พัฒนาโมเดล เศรษฐกิจหมุนเวียน ควบคู่กับกลยุทธ์การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ที่มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม

•              Thai AirAsia x บ้านท่ามะโอ–ปงสนุก จ.ลำปาง ผสานการเปิดเผยข้อมูลทางวัฒนธรรมท้องถิ่นตามแนวทาง UNESCO Culture | 2030 Indicators เข้ากับกิจกรรม Employee Engagement เชิงลึก เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างพนักงานกับชุมชนอย่างยั่งยืน

ชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 20% นักท่องเที่ยวเข้ากว่า 30,000 คน

ผลลัพธ์เชิงประจักษ์ของโครงการในระยะเวลาเพียง 2 เดือน (ก.ค.–ส.ค. 2568) แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จที่จับต้องได้ โดยมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าสู่พื้นที่ต้นแบบรวมกว่า 30,000 คน-ครั้ง และสร้างรายได้ให้กับชุมชนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 20% พร้อมทั้งเกิดการพัฒนา สินค้าและบริการใหม่ ที่ตอบโจทย์ตลาด B2B และองค์กร ได้อย่างตรงจุด อาทิ การทำงานร่วมกับ OTA โปรแกรม CSR ทริปส่งเสริมแรงจูงใจ (Incentive Trip) และกิจกรรม Internal Branding ขององค์กร

ชุมชนได้เรียนรู้จริง องค์กรได้ ESG ที่ “มีชีวิต”

 นายปฏิวัติ ด่านแก้ว ที่ปรึกษาชุมชนบ้านมุงเหนือ จังหวัด พิษณุโลก กล่าวว่าโครงการนี้ช่วยให้ผู้นำและสมาชิกชุมชนได้เรียนรู้การทำงานกับองค์กรจริง ตั้งแต่การรับฟังโจทย์ลูกค้า การสื่อสารคุณค่าของชุมชนให้ตรงกับความต้องการ การพัฒนาโปรแกรมที่ตอบโจทย์องค์กร ไปจนถึงการวัดผลลัพธ์ตามมาตรฐานที่องค์กรใช้จริง ไม่ว่าจะเป็น SDGs, Materiality Mapping หรือ One Report ผ่านมาได้นำเสนอแต่สิ่งที่ชุมชนมี แต่โครงการนี้ทำให้ชุมชนรู้จักความต้องการของลูกค้าองค์กร รู้ว่าอะไรที่นักท่องเที่ยวต้องการ และควรพัฒนาอะไรให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้มากขึ้น

องค์กรบูรณาการผลลัพธ์ ESG ได้จริง สร้าง Brand Loyalty และพลังพนักงาน

กัปตันภราดร ขำปรางค์ ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการการบิน บริษัท ไทยแอร์ เอเชีย จำกัด หรือ  Thai AirAsia กล่าวว่า องค์กรที่เข้าร่วมก็สามารถ บูรณาการผลลัพธ์จากโครงการเข้าสู่รายงาน ESG ที่จับต้องได้จริง พร้อมทั้งสร้าง Brand Loyalty และเสริมสร้างความสัมพันธ์กับพนักงานอย่างยั่งยืน ตัวอย่างเช่น สายการบินไทยแอร์เอเชีย ที่นำคณะพนักงานเข้าร่วมกิจกรรมในชุมชนลำปาง ภายใต้โครงการ Journey D โดยเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมองค์กร “4 ส.” ได้แก่ สนุก – สไตล์ – สัมพันธ์ – สร้างสรรค์ยั่งยืน ทำให้พนักงานได้สัมผัสประสบการณ์ความยั่งยืนที่ต่อยอดจากการทำงานในบริษัทสู่การเรียนรู้ร่วมกับชุมชน ในฐานะนักบิน เราใส่ใจเรื่องคาร์บอนฟุตพรินต์อยู่แล้ว แต่กิจกรรมนี้ทำให้เราเห็นความยั่งยืนที่ จับต้องได้จริง ผ่านมือของคนในชุมชนลำปาง และยังได้เรียนรู้เพื่อนำกลับไปพัฒนาองค์กรให้เติบโตอย่างมีความหมาย

Cross-Sector Collaboration เพื่อระบบนิเวศความยั่งยืนระดับประเทศ

หนึ่งในผลลัพธ์เชิงกลยุทธ์ที่น่าจับตาของโครงการนี้ คือการต่อยอดความร่วมมือ ข้ามองค์กรในห่วงโซ่คุณค่าเดียวกัน (Cross-Sector Collaboration) ตัวอย่างเช่น กรณี BAFS และสายการบินไทยแอร์เอเชีย ที่ทำงานต่อเนื่องในชุมชนบ้านมุงเหนือ โดยใช้ฐานการทำงานเดิมของ AirAsia ผสานกับองค์ความรู้ด้านความปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ของ BAFS ก่อให้เกิดโมเดลความร่วมมือใหม่ระหว่างองค์กรต่างอุตสาหกรรมในบริบท ESG Tourism ที่ลงมือทำจริงและขยายผลได้จริง

จาก “Unknown” สู่ “Unforgettable”

ติดตามข่าวสารและโปรโมชั่นล่าสุดของโครงการ Village to the World #SustainableAgenda ได้ทาง Facebook: Village to the World Project และ Hello Local

คปภ. ประกาศผลสุดยอดนวัตกรรมเทคโนโลยีด้านการประกันภัย ‘OIC InsurTech Award 2025’

คปภ. ประกาศผลสุดยอดนวัตกรรมเทคโนโลยีด้านการประกันภัย ‘OIC InsurTech Award 2025’

คปภ. ประกาศผลสุดยอดนวัตกรรมเทคโนโลยีด้านการประกันภัย ‘OIC InsurTech Award 2025’

วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.34 น.

นาย ชูฉัตร ประมูลผล  เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) ประธานคณะกรรมการตัดสิน มอบรางวัลสุดยอดนวัตกรรมเทคโนโลยีด้านการประกันภัย “OIC InsurTech Award 2025” โดยในปีนี้มีการแบ่งโจทย์การแข่งขันออกเป็น 2 ประเภท คือ ประเภทนักเรียน นิสิต/นักศึกษา มากับโจทย์ “ผสานนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมความรู้ และความตระหนักเกี่ยวกับประกันภัย (Innovation for Insurance Literacy)” และโจทย์สุดท้าท้ายของประเภทประชาชนทั่วไป คือ “สร้างสรรค์นวัตกรรมปฏิวัติการประกันภัยให้เข้าถึงง่าย สะดวก และรวดเร็ว (Innovation for Accessible Insurance)” ในครั้งนี้มีผู้เข้าสมัครร่วมการแข่งขันเป็นจำนวนมากกว่า 400 ทีม เพื่อชิงเงินรางวัลรวมกว่า  500,000 บาท พร้อมโล่ รางวัล จำนวนทั้งสิ้น 10 รางวัล โดยมี 5 หลักเกณฑ์การพิจารณาแบ่งออกเป็น 2 ประเภทเช่นกัน ประเภทนักเรียน นิสิต/นักศึกษา ประกอบด้วย 

1. Wow factor & Pitching Presentation โครงการน่าสนใจ ฟังแล้วน่าตื่นเต้น และดึงดูดในการฟังครั้งแรกได้ (ต้องอุทานหรือร้อง Wow ในทันที)  และ สามารถนำเสนอได้ดีเยี่ยม สามารถดึงดูดความสนใจของคณะกรรมการให้เข้าใจได้ในเวลาที่กำหนดได้ 25 คะแนน 

2. Problem & Pain Point ปัญหาที่เสนอ มีอยู่จริง ตรงโจทย์และตอบโจทย์ 15 คะแนน

3. Product & Solution สิ่งที่เสนอ สามารถแก้ปัญหาที่เสนอ ได้ตรงเป้าและตอบโจทย์การผสานนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมความรู้และความตระหนักเกี่ยวกับประกันภัย (Innovation for Insurance Literacy) 25 คะแนน

4. Customer & Value Propositions

4.1. ความเข้าใจลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายอย่างลึกซึ้ง

–               ระบุกลุ่มลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายได้อย่างชัดเจนและเฉพาะเจาะจง (Segmented)

–               ขนาดของกลุ่มลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมาย ในแง่จำนวน กรมธรรม์ที่คาดหวังได้ หรือ จำนวนลูกค้าหรือผู้ใช้งานที่มี การรับรู้และการตระหนักถึงประกันภัย อย่างชัดเจน มีข้อมูลสนับสนุนจากการวิจัยตลาดหรือข้อมูลเชิงลึกที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจนครบถ้วน

4.2. Value Proposition ที่โดดเด่น

–               นำเสนอคุณค่าที่เป็นเอกลักษณ์, แตกต่างจากคู่แข่ง, และตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงจุด อธิบายประโยชน์ที่ลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายจะได้รับอย่างชัดเจน อย่างน้อย 4 ข้อ 15 คะแนน

และ 5. Technology เลือก tech ได้น่าสนใจ ทันสมัย ยังไม่ค่อยมีผู้ที่เข้าใจเชิงลึกมากนัก หรือ ยังไม่ค่อยมีการใช้งานแพร่หลายในธุรกิจประกันภัยมากนัก 20 คะแนน

และหลักเกณฑ์การพิจารณาของประเภทประชาชนทั่วไปที่เน้นย้ำเข้มข้น ทั้งในส่วนของ Prototype ที่เสนอได้ตรงเป้าและตอบโจทย์การเข้าถึงสร้างสรรค์นวัตกรรมปฏิบัติการประกันภัยให้เข้าถึงง่าย สะดวกและรวดเร็ว (Innovation for Accessible Insurance) รวมถึง Revenue Streams and Cost Structure ที่มีการระบุโมเดลรายได้ (Revenue Streams) ที่ชัดเจน และมีโครงสร้างต้นทุน (Cost Structure) หลักได้อย่างละเอียดและครบถ้วน เช่น มีข้อมูลต้นทุน – ราคาขาย – กลุ่มจ่ายจริง พร้อมแนวทางขยายที่สามารถเกิดขึ้นได้จริง

โดยมีคณะกรรมการตัดสินจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 8 ท่าน ดังนี้ คุณชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ คปภ., คุณมยุรินทร์ สุทธิรัตนพันธ์ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ, คุณนิรัตน์ ทรัพย์ทวีธรรม ผู้ช่วยเลขาธิการ สายสถาบันวิทยาการประกันภัยระดับสูง, คุณมนตรี ถิรศักดิ์ธนา ผู้แทนจากสมาคมประกันชีวิตไทย, คุณโชติมา พัวศิริ ผู้แทนจากสมาคมประกันวินาศภัยไทย, คุณไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้จัดการกองทุนพัฒนาผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (TED Fund), คุณปัทมาวดี พัวพรหมยอด ผู้จัดการส่งเสริมนวัตกรรมอาวุโส ฝ่ายส่งเสริมธุรกิจนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA), และคุณนิตาภา อินชัย รักษาการรองผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมวิสาหกิจดิจิทัลเริ่มต้น สำนักงานส่งเสริม เศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) ร่วมตัดสินและประกาศผลรางวัล เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 ณ ห้องประชุม ชั้น 2 สถาบันวิทยาการประกันภัยระดับสูง สำนักงาน คปภ. ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ

สำหรับผลการตัดสินการประกวดนวัตกรรมเทคโนโลยีด้านการประกันภัย “OIC InsurTech Award 2025” ประเภทนักเรียน นิสิต/นักศึกษา รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีม “Rush to Rich” เสนอ “InsurLot แพลตฟอร์มส่งเสริมความตระหนักทางด้านประกันภัยรถยนต์ ผ่านระบบ Gamification พร้อม Rewards ในรูปแบบของตั๋ว Lottery” ได้รับเงินรางวัลมูลค่า 100,000 บาท พร้อมโล่รางวัล รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีม “InsureMate” เสนอแนวคิด “AI Insurance Companion เพื่อนรู้ใจเรื่องประกัน ที่ช่วยให้คนไทยเข้าใจประกันได้ง่ายขึ้น และมั่นใจว่าใช้สิทธิ์ได้จริง” รับเงินรางวัลมูลค่า 70,000 บาท พร้อมโล่รางวัล รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ทีม “LogIns” เสนอ “To-Die List: Tool for Awareness and Personal Life Plan Generator” ได้รับเงินรางวัลมูลค่า 50,000 บาท พร้อมโล่รางวัล รางวัลชมเชย ได้แก่ ทีม “คณิตประกันภัยและวิศวะคอมตัวน้อยที่อยากเป็นหัวแถว” เสนอแนวคิด “เกมส์ประกันภัยที่ประเมินความเสี่ยงของธุรกิจของตนเองตามสถานการณ์ต่างๆ” ได้รับเงินรางวัล 15,000 บาท และทีม “ClearBiz” เสนอแนวคิด “แพลตฟอร์ม InsurTech สำหรับ SME ที่ใช้ AI จากกล้อง–POS–ทำเล วิเคราะห์ความเสี่ยงเรียลไทม์ จ่ายเท่าความเสี่ยง เคลมไวในแอปเดียว” ได้รับเงินรางวัล 15,000 บาท

สำหรับผลการตัดสินประเภทประชาชนทั่วไป รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีม “Sxphia : Auto Insurance Telematics Platform” เสนอ “Sensor ติดรถยนต์ที่จะส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือไปยังหน่วยงานกู้ภัยและญาติ เมื่อผู้ใช้งานเกิดอุบัติเหตุทางถนน” ได้รับเงินรางวัลมูลค่า 100,000 บาท พร้อมโล่รางวัล รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีม “ERGO HIPPO” เสนอไอเดีย “ลดเบี้ยประกันกลุ่มองค์กร พร้อมเพิ่ม Productivity ด้วยการป้องกันสุขภาพเชิงรุกแบบเฉพาะบุคคล” ได้รับเงินรางวัลมูลค่า 70,000 บาท พร้อมโล่รางวัล รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ทีม “KIT-WISe-2-X” เสนอแนวคิด “เทคโนโลยีตรวจจับคลื่นไฟฟ้าเพื่อป้องกันอัคคีภัยจากไฟฟ้าลัดวงจรหรือขั้วไฟหลวมในบ้านคุณแบบเรียลไทม์” ได้รับเงินรางวัลมูลค่า 50,000 บาท พร้อมโล่รางวัล รางวัลชมเชย ได้แก่ ทีม “BroSure” เสนอแนวคิด “ช่วยให้คนซื้อประกัน เข้าใจประกัน ให้บริษัทประกัน เข้าใจคนซื้อ” ได้รับเงินรางวัล 15,000 บาท และทีม “พาไปรักษา” ภายใต้แนวคิด “Mobile app พาไปโรงพยาบาล จองรถ จองคิวการรักษา” ได้รับเงินรางวัล 15,000 บาท

ทั้งนี้ เลขาธิการ คปภ. กล่าวเพิ่มเติมว่า ในโอกาสนี้เราได้เดินทางมาถึงช่วงสุดท้ายของโครงการ OIC InsurTech Award 2025 ผมขอแสดงความยินดีกับ 10 ทีม  สุดท้ายที่ได้ผ่านเข้ารอบการประกวดนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีการประกันภัย ประจำปี 2568 หรือ OIC InsurTech Award 2025 และขอขอบคุณทุกๆ ทีมและทุกๆ ท่าน ที่สนใจเข้าร่วมการประกวด “OIC InsurTech Award 2025” ภายใต้โจทย์ “ผสานนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมความรู้และความตระหนักเกี่ยวกับประกันภัย (Innovation for Insurance Literacy)” สำหรับผู้เข้าแข่งขันประเภทนิสิต/นักศึกษา และ “สร้างสรรค์นวัตกรรมปฏิวัติการประกันภัยให้เข้าถึงง่าย สะดวก และรวดเร็ว (Innovation for Accessible Insurance)” สำหรับผู้เข้าแข่งขันประเภทประชาชนทั่วไป ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักงาน คปภ. เพื่อจะเฟ้นหาสุดยอดนักพัฒนานวัตกรรมที่จะมาช่วยพลิกโฉมอุตสาหกรรมประกันภัยของประเทศไทย ให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัล

การประกวด OIC InsurTech Award ถือได้ว่าเป็นโครงการที่มีบทบาทสำคัญในการสร้าง ecosystem ด้านเทคโนโลยีประกันภัย ให้กับอุตสาหกรรมของเรา เนื่องจากก่อให้เกิดผล ทั้งในเรื่องการส่งเสริมความรู้ด้านประกันภัย ดึงดูดนิสิต นักศึกษาให้เข้ามาในธุรกิจ และบ่มเพาะผู้พัฒนานวัตกรรมที่มีศักยภาพ หลายทีมที่ชนะการประกวดของเรา ประสบความสำเร็จ ได้ร่วมงานกับบริษัทประกันภัย ได้ร่วมลงทุนกับนักลงทุนที่สนใจ หรือได้ไปประกวดในเวทีต่างประเทศ

และสำนักงาน คปภ. ได้พัฒนารูปแบบการจัดงานมาโดยตลอด ในปีนี้ ได้ขยายผลการจัดกิจกรรม OIC InsurTech Roadshow เพื่อให้ความรู้ด้านประกันภัยและ     เทรนด์เทคโนโลยีประกันภัย หรือ InsurTech แก่เยาวชน สถาบันการศึกษา และประชาชนทั่วไป ทั้งส่วนกลางและต่างจังหวัด และหลากหลายสาขาวิชามากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา อีกทั้งได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน อาทิ เช่น สมาคมประกันชีวิตไทย สมาคมประกันวินาศภัยไทย และ สถาบันประกันภัยไทย เป็นต้น ทำให้ผู้แข่งขันได้เข้าใจ รู้จัก Insurance Stakeholder และมองเห็นภาพ Insurance Ecosystem ได้มากขึ้น ตลอดจนถึงกิจกรรม OIC InsurTech Bootcamp สุดเข้มข้น 2 วัน 1 คืน ที่ผู้เข้าแข่งขันได้ฝึกฝนทักษะการคิดเชิงนวัตกรรม การทำงานเป็นทีม การออกแบบและการสร้าง Prototype เทคนิคการนำเสนอ และยังได้รับคำปรึกษาจาก Mentor ผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา ก่อนจะมาถึงวันนี้กับ รอบชิงชนะเลิศ ที่ทุกทีมได้แสดงศักยภาพผ่านการ Pitching อย่างเต็มความสามารถ

ในการประกวดครั้งนี้ ทำให้เราเห็นว่า กลุ่มคนรุ่นใหม่ กลุ่ม Tech Firm และกลุ่ม InsurTech Startup ในประเทศไทยนั้น มีศักยภาพไม่แพ้ประเทศอื่นๆ ได้เห็นถึงพลังของกลุ่มคนที่เห็นความสำคัญของการร่วมกันพลิกโฉมอุตสาหกรรมประกันภัยและมีความคิดสร้างสรรค์ นำองค์ความรู้มาประยุกต์และพัฒนาต่อยอดให้เกิดนวัตกรรมที่สร้างประโยชน์ให้กับผู้บริโภค และเพิ่มประสิทธิภาพให้กับภาคธุรกิจประกันภัย จึงส่งผลให้การประกวด OIC InsurTech Award 2025 ในปีนี้ มีผู้สนใจสมัครเข้าร่วมจำนวนทั้งหมดกว่า 400 ทีม ซึ่งได้รับการตอบรับและความสนใจจากผู้เข้าสมัครการแข่งขันเพิ่มมากขึ้นทุกปีครับ

ผมเห็นว่า หน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนควรมีบทบาทร่วมกัน ในการสนับสนุน และเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนและพัฒนาอุตสาหกรรมประกันภัยไทย ส่งเสริมให้เกิดการบูรณาการความรู้ด้านการประกันภัยระหว่างสำนักงาน คปภ. ภาคอุตสาหกรรมประกันภัย นิสิตและนักศึกษา กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีดิจิทัล ผู้ประกอบธุรกิจ รวมถึงประชาชนทั่วไป รวมถึงร่วมกันสร้างเครือข่ายนักพัฒนาเทคโนโลยีด้านการประกันภัยให้สามารถนำนวัตกรรมมาต่อยอดเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้อุตสาหกรรมประกันภัยของไทยต่อไปในอนาคต

เลขาธิการ คปภ. กล่าวเพิ่มเติมในตอนท้าย “สุดท้ายนี้ ในนามของสำนักงาน คปภ. ผมขอแสดงความขอบคุณอย่างจริงใจต่อผู้เข้าแข่งขันทุกทีม ที่ได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจจนเกิดผลงานที่ทรงคุณค่า ขอบคุณคณะกรรมการ ขอบคุณวิทยากรและ Mentor ที่คอยให้คำปรึกษา และขอบคุณมหาวิทยาลัย รวมถึงพันธมิตรทุกภาคส่วนที่ร่วมสนับสนุนโครงการนี้ให้สำเร็จลุล่วงได้อย่างงดงาม

ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จากการประกวดนวัตกรรมเทคโนโลยีด้านการประกันภัยของสำนักงาน คปภ. ประจำปี 2568 หรือ OIC InsurTech Award 2025 จะช่วยจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ การมีส่วนร่วม และการเปิดมุมมองใหม่ ๆ ให้กับทั้งภาคการศึกษา ภาคธุรกิจ และภาค Tech Startup ในการนำเทคโนโลยีมาต่อยอด เสริมศักยภาพ ทั้งด้านการดำเนินธุรกิจ การบริการ ตลอดจนการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชนผู้เอาประกันภัย สำนักงาน คปภ. จะยังคงมุ่งมั่นสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้างสรรค์นวัตกรรม พร้อมทั้งประสานพลังของคนทุก Generation ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านประกันภัย เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อธุรกิจประกันภัยของไทยในอนาคตอย่างแท้จริง และก้าวสู่อนาคตของอุตสาหกรรมประกันภัยไทยอย่างยั่งยืน

และในโอกาสนี้ ผมขอเชิญชวนน้อง ๆ นักเรียน นิสิต นักศึกษา รวมถึงเหล่า Tech Startup เข้าร่วมเป็นเครือข่ายกับสำนักงาน คปภ. และศูนย์ CIT เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์นวัตกรรมเทคโนโลยีด้านการประกันภัย พัฒนาอุตสาหกรรมประกันภัยไทยให้มีความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงในอนาคต และช่วยกันสร้าง Insurance Community ของประเทศไทย ให้เติบโต แข็งแรงและยั่งยืนต่อไปครับ”

ปิดฉาก! ‘THECA 2025’ ตอกย้ำศักยภาพของไทยในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์แห่งภูมิภาค

ปิดฉาก! ‘THECA 2025’ ตอกย้ำศักยภาพของไทยในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์แห่งภูมิภาค

ปิดฉาก! ‘THECA 2025’ ตอกย้ำศักยภาพของไทยในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์แห่งภูมิภาค

วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.13 น.

งานแสดงสินค้า Thailand Electronics Circuit Asia (THECA) 2025 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20–22 สิงหาคม 2568 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม โดยได้รับการตอบรับจากทั้งภาคอุตสาหกรรมภายในประเทศและนานาชาติ ตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตและนวัตกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

งาน Thailand Electronics Circuit Asia (THECA) 2025 จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI), สมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ไทย (THPCA) และ สมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ฮ่องกง (HKPCA) โดยได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมงานรวมทั้งสิ้น 6,769 ราย จาก 43 ประเทศทั่วโลก แบ่งเป็นผู้เข้าชมภายในประเทศ 77% และผู้เข้าชมจากต่างประเทศ 23% ประเทศที่มีผู้เข้าร่วมงานมากที่สุด ได้แก่ ประเทศไทย จีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ฮ่องกง อินเดีย มาเลเซีย เกาหลีใต้ และสหรัฐอเมริกา

ภายในงานมีผู้แสดงสินค้ากว่า 250 บริษัท ครอบคลุมเทคโนโลยีและโซลูชันตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมด้วยการสัมมนาวิชาการกว่า 46 หัวข้อ ซึ่งได้รับเกียรติจากวิทยากรชั้นนำจากภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และผู้เชี่ยวชาญอุตสาหกรรม ร่วมนำเสนอและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในประเด็นสำคัญ อาทิ

•             BOI Forum: Thailand’s Opportunity in Semiconductors and Advanced Electronics

•             เทคโนโลยี PCB, PCBA และ EMS

•             มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม (ESG Standards)

•             ระบบอัตโนมัติอัจฉริยะและการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล

•             การพัฒนากำลังคนเพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรม

 นอกจากนี้ งาน THECA 2025 ยังได้จัดกิจกรรม Business Matching ซึ่งสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีการเจรจาธุรกิจมากถึง 505 รายการ เชื่อมโยงผู้ประกอบการ นักลงทุน และผู้ซื้อจากหลายประเทศ เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างประเทศ และตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ระดับภูมิภาค

จากกระแสตอบรับที่ดีเยี่ยมในปีนี้ คณะผู้จัดงานประกาศกำหนดการจัดงาน THECA 2026 แล้วอย่างเป็นทางการ โดยจะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 26–28 สิงหาคม 2569 ณ ไบเทค ฮอลล์ 98–99 กรุงเทพฯ ภายใต้แนวคิดใหม่ “Power 2 Motion” ที่จะเน้นย้ำเทคโนโลยีด้านพลังงาน ระบบเคลื่อนที่อัตโนมัติ และโซลูชันอิเล็กทรอนิกส์แห่งอนาคต

สำหรับผู้ที่สนใจร่วมแสดงสินค้า หรือร่วมเป็นพันธมิตรในงาน THECA 2026 สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลแพ็กเกจพื้นที่แสดงสินค้าได้ที่: คุณสุรีรัตน์ อีเมล: sureerat@thpca.org | โทร: 084-559-4441 หรือ คุณอาภาภรณ์  อีเมล: arphaphorn.c@thpca.org | โทร: 089-699-4884 สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์: http://www.thailandelectronicscircuitasia.com

สอบถามรายละเอียดสำหรับสื่อมวลชน กรุณาติดต่อ: ฝ่ายสื่อสารการตลาด วีเอ็นยู เอ็กซิบิชั่นส์ เอเชีย แปซิฟิค อีเมล: communications@vnuasiapacific.com

-(016)

เปิดประตูสู่ความสำเร็จในอุตฯ สุขภาพ ชวนผู้ประกอบการ ‘MedTech/HealthTech’ ร่วมโครงการ Thailand Innovation Hub

เปิดประตูสู่ความสำเร็จในอุตฯ สุขภาพ ชวนผู้ประกอบการ 'MedTech/HealthTech' ร่วมโครงการ Thailand Innovation Hub

เปิดประตูสู่ความสำเร็จในอุตฯ สุขภาพ ชวนผู้ประกอบการ ‘MedTech/HealthTech’ ร่วมโครงการ Thailand Innovation Hub

วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.06 น.

เปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็นธุรกิจจริง เปิดประตูสู่ความสำเร็จในอุตสาหกรรมสุขภาพ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ(NIA) ผนึกกำลังสมาคมการค้าเฮลท์เทคไทยและพันธมิตรย่านนวัตกรรมการแพทย์ทั่วประเทศชวนผู้ประกอบการเทคโนโลยีการแพทย์และสุขภาพ (MedTech / HealthTech)  สมัครเข้าร่วมโครงการ “Thailand Innovation Hub” ฟรี! ตั้งแต่วันนี้ถึง 14 ก.ย.68

26 สิงหาคม 2568 ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA เปิดเผยว่า NIA ผนึกกำลังกับ สมาคมการค้าเฮลท์เทคไทย (Health Tech Startup Thailand) และพันธมิตรย่านนวัตกรรมการแพทย์ทั่วประเทศ เปิดรับสมัครสตาร์ทอัพ (Startup), เอสเอ็มอี (SME), และผู้ประกอบการธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise (SE)) ที่พร้อมก้าวสู่ความสำเร็จในอุตสาหกรรมสุขภาพกับโครงการ “Thailand Innovation Hub” ซึ่งมุ่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการ พร้อมสร้างโอกาสเชื่อมต่อเครือข่ายธุรกิจ ทดสอบตลาดจริง และต่อยอดนวัตกรรมการแพทย์ไทยให้ก้าวไกลในระดับสากล

ผอ.NIA กล่าวต่อว่า โดยผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการ สามารถสมัครเข้าร่วมได้ใน 2 โปรแกรมสุดพิเศษ ได้แก่ 1.กิจกรรมบ่มเพาะธุรกิจ (Incubation Program) สำหรับธุรกิจที่อยู่ระหว่างการพัฒนา ไอเดียหรือต้นแบบ และต้องการสร้างโมเดลธุรกิจให้เติบโต โดยต้องเป็นนิติบุคคลที่มีสัญชาติไทยถือหุ้นไม่น้อยกว่า 51% และ 2.กิจกรรมจับคู่ธุรกิจและทดสอบการใช้งาน (Sandbox Program) สำหรับธุรกิจที่มี ผลิตภัณฑ์พร้อมใช้งาน ต้องการทดสอบกับลูกค้าจริง พร้อมรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ และโอกาสขยายตลาด และเป็นนิติบุคคลที่มีสัญชาติไทยถือหุ้นไม่น้อยกว่า 51%

“สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย โดยเปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ – 14 กันยายน 2568 และจะคัดเลือกผู้ที่จะได้เข้าร่วมโครงการระหว่างวันที่ 15 – 30 กันยายน 2568 เพื่อให้เข้าร่วมกิจกรรมในเดือนตุลาคม 2568 – มกราคม 2569 ที่สำคัญผู้เข้าร่วมโครงการทุกท่านจะได้มีโอกาสจัดแสดงผลงาน (Demo Day) ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2569 อีกด้วย” ดร.กริชผกา กล่าว

ทั้งนี้ วิธีการสมัคร สำหรับกิจกรรมที่ 1 ให้ส่งรายละเอียดบริษัทและ Pitch Desk แสดงแนวคิดธุรกิจได้ที่: https://forms.gle/rGwrDqMCBWF9zgB58 และกิจกรรมที่ 2 ให้ส่งรายละเอียดบริษัทและ Pitch Desk แสดงผลิตภัณฑ์/บริการที่พร้อมนำไปใช้งานได้ที่: https://forms.gle/RrrNCwBVxQXy3QML

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณอัจฉราพรรณ ยอดรัก โทรศัพท์: 02-017 5555 ต่อ 416 มือถือ: 088-614 1908 อีเมล: atcharaphun@nia.or.th

ประธาน กมธ.พัฒนาสังคมฯ สว. จัดงานรวมพลังวุฒิสภา ‘สร้างเครือข่าย สร้างงาน สร้างอาชีพ’

ประธาน กมธ.พัฒนาสังคมฯ สว. จัดงานรวมพลังวุฒิสภา 'สร้างเครือข่าย สร้างงาน สร้างอาชีพ'

ประธาน กมธ.พัฒนาสังคมฯ สว. จัดงานรวมพลังวุฒิสภา ‘สร้างเครือข่าย สร้างงาน สร้างอาชีพ’

วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.14 น.

นางวราภัสร์ ไพพรรณรัตน์ ประธานคณะกรรมาธิการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ด้อยโอกาส และความหลากหมายทางสังคม วุฒิสภา กล่าวว่า คณะกรรมาธิการฯ ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการเสริมสร้างศักยภาพประชาชนในทุกกลุ่ม ทุกช่วงวัย เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคนที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งจากการพัฒนาเทคโนโลยี การเปลี่ยน แปลงโครงสร้างประชากร ตลอดจนวิกฤตเศรษฐกิจและสังคมในระดับประเทศและระดับโลก โดยการจัดทำโครงการรวมพลังวุฒิสภา “สร้างเครือข่าย สร้างงาน สร้างอาชีพ” ระหว่างวันที่ 25 – 28 สิงหาคม 2568 ณ ห้องจัดเลี้ยง 102 – 104 ชั้น 1 อาคารรัฐสภา ดังนี้

วันจันทร์ที่ 25 สิงหาคม 2568 การเสวนาหัวข้อ “สร้างอาชีพยุคใหม่ในแพลตฟอร์มออนไลน์”

วันอังคารที่ 26 สิงหาคม 2568 การเสวนาหัวข้อ “อาชีพทางเลือกจากศูนย์รวมธุรกิจแฟรนไชส์”

วันพุธที่ 27 สิงหาคม 2568 การเสวนาหัวข้อ “วินัยการเงินการออม Happy Money สุขเงินสร้างได้”

วันพฤหัสบดีที่ 28 สิงหาคม 2568 การเสวนาหัวข้อ “ศูนย์รวมอาชีพอิสระและงานบริการ”

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรม “ตลาดนัดวุฒิ สภา” ซึ่งจัดบริเวณรอบสระมรกต ชั้น 1อาคารรัฐสภา โดยให้ผู้ประกอบการรายย่อย และวิสาหกิจชุมชน OTOP เข้ามาจำหน่ายสินค้าที่มีคุณภาพทั้งสินค้า OTOP อาหาร ของใช้ เสื้อผ้าในราคาย่อมเยาเพื่อขยายโอกาสทางเศรษฐกิจแก่ประชาชน รวมทั้งยังมีบริการตัดผม นวดแผนไทยและดูดวงโหราศาสตร์โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายด้วย

-(016)

พณ.ปทุมฯ เปิดดีล ‘ซื้อ-ขาย’ งานวิจัย สู่การต่อยอดเชิงพาณิชย์ เชื่อมนักลงทุนกับสุดยอดนวัตกรรม

พณ.ปทุมฯ เปิดดีล 'ซื้อ-ขาย' งานวิจัย สู่การต่อยอดเชิงพาณิชย์ เชื่อมนักลงทุนกับสุดยอดนวัตกรรม

พณ.ปทุมฯ เปิดดีล ‘ซื้อ-ขาย’ งานวิจัย สู่การต่อยอดเชิงพาณิชย์ เชื่อมนักลงทุนกับสุดยอดนวัตกรรม

วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.09 น.

จังหวัดปทุมธานี โดย สำนักงานพาณิชย์จังหวัดปทุมธานี โชว์ศักยภาพการเป็นเมืองแห่งงานวิจัยและนวัตกรรม ยกขบวนผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่พร้อมต่อยอดเชิงธุรกิจ ร่วมโชว์ศักยภาพในงาน “PATHUM INNOTECH EXPO 2025” พร้อมเปิดเวทีการเจรจาธุรกิจ ชวนนักลงทุนร่วมค้นหางานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อต่อยอดเชิงพาณิชย์

นายองครักษ์  ทองนิรมล รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงาน “PATHUM INNOTECH EXPO 2025” ซึ่งจัดขึ้น ณ ศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ระหว่างวันที่ 25-29 สิงหาคม 2568 ว่าจังหวัดปทุมธานีนอกจากจะมีศักยภาพด้านการผลิต โดยเป็นแหล่งผลิตสินค้าและบริการคุณภาพสูงที่หลากหลายแล้ว ยังได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งงานวิจัยและนวัตกรรม โดยเป็นที่ตั้งของอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ซึ่งถือเป็นนิคมวิจัยแห่งแรกของไทย และเป็นศูนย์กลางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ และมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยฐานความรู้และงานวิจัย โดยมีกลุ่มงานวิจัยที่โดดเด่นในหลายด้าน อาทิ ด้านเทคโนโลบีชีวภาพ ด้านวัสดุและโลหะ ด้านอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ และด้านนาโนเทคโนโลยี ที่มีการนำไปประยุกต์ใช้กับผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น เครื่องสำอาง อาหาร วัสดุสิ่งทอ เป็นต้น ซึ่งในแต่ละปีจะมีการนำผลงานวิจัยไปพัฒนาต่อยอดหลากหลายโครงการ และมีการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญารวมถึงการสร้างธุรกิจใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง

“การจัดงาน PATHUM INNOTECH EXPO 2025 ถือเป็นเวทีสำคัญที่จะโชว์ศักยภาพของงานวิจัยและนวัตกรรมต่าง ๆ งานนี้จึงเป็นโอกาสครั้งสำคัญ สำหรับทั้งนักวิจัยและนักวิชาการ ในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ หรือผลงานในการวิจัยระหว่างกัน และรวมไปถึงนักธุรกิจต่าง ๆ ที่กำลังมองหาผลงานวิจัยเพื่อต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มในเชิงพาณิชย์ ถือเป็นเวทีใหญ่ที่เป็นเสมือนตลาดงานวิจัยและนวัตกรรมให้ให้นักลงทุนและผู้ประกอบการนำไปต่อยอดและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจต่อไป”

ด้าน นายนิมิตร ฆังคะจิตร พาณิชย์จังหวัดปทุมธานี กล่าวเพิ่มเติมถึงการจัดงาน PATHUM  INNOTECH EXPO 2025 ว่าเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ THE PATHUMTANI INNNOTECH&EXPO 2025  หรือเรียกสั้น ๆ ว่า “PATHUM INNOTECH 2025” ซึ่งจังหวัดปทุมธานีนอกจากจะเป็นที่ตั้งของ สวทช. แล้ว ยังเป็นที่ตั้งของสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาอีกจำนวนมาก  อาทิ  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี  มหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย  มหาวิทยาลัยวไลอลงกรณ์ และมหาวิทยาลัยรังสิต เป็นต้น โดยงาน PATHUM INNOTECH EXPO 2025 ถือเป็นเวทีสำคัญของการจัดแสดงโชว์สินค้าที่มีนวัตกรรม และผลงานวิจัย ซึ่งไม่ได้เน้นการจำหน่ายสินค้าในงาน แต่จะเน้นการประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ และส่งเสริมการต่อยอดธุรกิจจากผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่นักวิจัย และผู้ประกอบการนำมาจัดแสดงในงาน

“วัตถุประสงค์ที่สำคัญของงานนี้คือการเป็นเวทีของการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ หรือผลงานในการวิจัย ระหว่างนักวิชาการ นักธุรกิจต่าง ๆ และเป็นเวทีให้ผู้ที่มีนวัตกรรม  หรือผลงานวิจัยด้านต่าง ๆ ได้นำผลงานของตนเองมาประชาสัมพันธ์  จัดแสดง หรือเผยแพร่ เพื่อให้เป็นที่รู้จักกันมากยิ่งขึ้น ดังนั้น สิ่งที่เราจะขายกันในงานนี้ก็คือตัวผลงานวิจัยที่นักลงทุน หรือผู้ประกอบธุรกิจ มีความประสงค์จะนำไปต่อยอดในทางการค้า โดยอาจจะมีการเจรจาตกลงเพื่อซื้องานวิจัยนั้น หรืออาจจะเป็นลักษณะของการขอลงทุนร่วมกันในทางธุรกิจ หรืออาจจะมีการนำไปใช้เพื่อส่งเสริมและพัฒนาในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกัน ซึ่งในงานเราได้จัดให้มีพื้นที่สำหรับการเจรจาธุรกิจโดยเฉพาะด้วย”

นายนิมิตรยังกล่าวต่อว่า จุดเด่นของการจัดงาน PATHUM INNOTECH EXPO 2025 นั้น นอกจากจะเป็นงานมหกรรมนวัตกรรมและงานวิจัยที่พร้อมต่อยอดเชิงพาณิชย์ ที่โชว์ศักยภาพของความเป็นเมืองแห่งงานวิจัยและนวัตกรรมของจังหวัดปทุมธานีแล้ว ในงานยังมีกิจกรรมสำคัญคือ การจัดเวที Pitching “สุดยอดนวัตกรรมไทยที่มีผลงานวิจัยรองรับ” จำนวน 8 ผลงาน ที่พร้อมก้าวสู่เวทีการลงทุนและตลาดโลก เพื่อให้นักลงทุน ผู้ประกอบการ และผู้สนใจ โดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนหน้าใหม่ได้มีโอกาสเข้าร่วมด้วย โดยกิจกรรมนี้จะจัดขึ้นที่เวทีกลางในวันที่ 29 สิงหาคม 2568 เวลา 13.00 น. – 16.00 น.

นักลงทุน ผู้ประกอบการ และผู้ที่สนใจงานนวัตกรรมเพื่อต่อยอดเชิงธุรกิจ สามารถเข้าร่วมชมงาน PATHUM INNOTECH EXPO 2025 ได้ ระหว่างวันที่ 25-29 สิงหาคม 2568 ณ ศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดปทุมธานี โทรศัพท์ 0-2567-0224

-(016)