PLAYMORE คว้ารางวัล ‘Inspirational Brand Award’ บนเวที APEA 2025 ตอกย้ำจุดยืนแบรนด์ขนมที่ขับเคลื่อนด้วยความคิดสร้างสรรค์

PLAYMORE คว้ารางวัล ‘Inspirational Brand Award’ บนเวที APEA 2025 ตอกย้ำจุดยืนแบรนด์ขนมที่ขับเคลื่อนด้วยความคิดสร้างสรรค์

PLAYMORE คว้ารางวัล ‘Inspirational Brand Award’ บนเวที APEA 2025 ตอกย้ำจุดยืนแบรนด์ขนมที่ขับเคลื่อนด้วยความคิดสร้างสรรค์

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.52 น.

แบรนด์ขนมเพลย์มอร์ (PLAYMORE) ผู้ผลิตและจำหน่ายลูกอมและขนม อาทิ ลูกอมแตงโม กัมมี่เทป กัมมี่บล็อก และอื่นๆ ภายใต้บริษัท เอเวอร์มอร์ จำกัด คว้ารางวัล “Inspirational Brand Award” ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้กับองค์กรที่โดดเด่นในด้านการสร้างแบรนด์ให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ในเวที Asia Pacific Enterprise Awards (APEA) 2025 จัดโดย Enterprise Asia องค์กรระดับภูมิภาคที่คัดเลือกองค์กรชั้นนำจากกว่า 16 ประเทศในเอเชียที่มีความเป็นเลิศด้านการดำเนินธุรกิจ โดย จิรฐา ศิริวัฒนากร,จักษ์  ลีละเทพาวรรณ และ วิธิดา วงศ์สุดาลักษณ์ กรรมการบริหาร บริษัท เอเวอร์มอร์ จำกัด เป็นผู้รับมอบรางวัล ณ โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทลแบงค็อก กรุงเทพฯ

ทั้ง 3 กรรมการบริหาร บริษัท เอเวอร์มอร์ จำกัด  (PLAYMORE) ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “สำหรับแบรนด์เพลย์มอร์ การได้รับรางวัล Inspirational Brand Award ในเวทีแห่งนี้ ถือว่าเป็นมากกว่ารางวัล แต่คือการยืนยันว่า พลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ สามารถพาแบรนด์ขนมไทยก้าวสู่เวทีระดับโลกได้จริง ตลอดระยะเวลากว่า 12 ปีที่ผ่านมา เรามุ่งมั่นที่จะสร้างสิ่งที่มากกว่าสินค้า นั่นคือคือการสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับ ผู้บริโภค ทุกแรงบันดาลใจที่เราได้รับจากผู้บริโภคถือเป็นพลังให้เพลย์มอร์สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ และเราภูมิใจที่วันนี้ เราสามารถส่งแรงบันดาลใจนั้นกลับคืนสู่สังคมได้เช่นกัน”

แบรนด์ขนมเพลย์มอร์ (PLAYMORE) ถือเป็นหนึ่งในผู้นำด้านนวัตกรรมขนมที่ไม่เพียงแต่สร้างความสนุก และสีสันให้ตลาดในประเทศไทย แต่ยังขยายการเติบโตไปสู่ต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง พร้อมขึ้นแท่นเป็น แบรนด์ลูกอม อัดแข็งกลิ่นผลไม้ยอดขายอันดับ 1 ของไทย รางวัลนี้สะ ท้อนวิสัยทัศน์ของเพลย์มอร์ (PLAYMORE) ในการก้าวสู่การเป็น แบรนด์ระดับโลก ที่ได้รับการยกย่องเป็นต้นแบบด้านแรงบันดาลใจและการสร้างคุณค่าให้สังคม สอดคล้อง กับแนวคิด “ยิ่งเล่น ยิ่งอร่อย” ที่เพลย์มอร์ยึดมั่นผสมผสาน ความสนุกและความคิดสร้างสรรค์ผ่านสินค้าและ ประสบการณ์ให้แก่ผู้บริโภคตลอดระยะเวลากว่า 12 ปี

ทั้งนี้รางวัล Asia Pacific Enterprise Awards (APEA) เป็นรางวัลอันทรงเกียรติระดับภูมิภาคเอเชีย โดยมีองค์กรธุรกิจเข้าร่วมคัดเลือกกว่า 2,000 บริษัท จากกว่า 16 ประเทศทั่วเอเชีย โดยรางวัล Inspirational Brand Award คือ รางวัลที่มอบให้กับองค์กรที่โดดเด่นในด้านการสร้างแบรนด์ให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ดำเนินการตามหลักธรรมาภิบาล มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการและเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสังคมที่ดีอย่างยั่งยืน จัดขึ้นโดย Enterprise Asia เพื่อเชิดชูผู้ประกอบการและองค์กรที่มีความเป็นเลิศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสาขาวิชาชีพ 

MODERN สานต่อ ‘ภารกิจรักษ์โลกปี’ ที่ 2 ปลูกป่าชายเลนเพิ่มพื้นที่สีเขียว-กักเก็บคาร์บอนสู่ความยั่งยืน

MODERN สานต่อ 'ภารกิจรักษ์โลกปี' ที่ 2 ปลูกป่าชายเลนเพิ่มพื้นที่สีเขียว-กักเก็บคาร์บอนสู่ความยั่งยืน

MODERN สานต่อ ‘ภารกิจรักษ์โลกปี’ ที่ 2 ปลูกป่าชายเลนเพิ่มพื้นที่สีเขียว-กักเก็บคาร์บอนสู่ความยั่งยืน

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.22 น.

บริษัท โมเดอร์นฟอร์มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MODERN นำโดย นายโยธิน เนื่องจำนงค์ ประธานกรรมการ นำพนักงานจิตอาสาร่วมภารกิจรักษ์โลกอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ในกิจกรรม “ปลูกป่า บางปู ดูนก” ณ ศูนย์ศึกษาธรรมชาติกองทัพบก (บางปู) เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา มหาราชินี จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเพิ่งได้รับการประกาศเป็นอุทยานมรดกแห่งอาเซียน ลำดับที่ 63 เมื่อปลายปี 2567

ต่อยอดจากปีแรกที่ปลูกต้นโกงกาง 200 ต้นที่บางขุนเทียน ปีนี้โมเดอร์นฟอร์มขยายการปลูกเป็นต้นโกงกางใบใหญ่และแสมขาวรวม 1,000 ต้น ซึ่งคาดว่าจะช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 308 กิโลกรัม (0.3 ตัน) ต่อต้นตลอดช่วงชีวิต 25 ปี ตามข้อมูลจาก Eden Reforestation Projects ดังนั้นการปลูกต้นไม้ครั้งนี้จึงมีศักยภาพดูดซับคาร์บอนได้ประมาณ 300 ตัน CO₂ อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ ยังมีส่วนสำคัญในการฟื้นฟูระบบนิเวศชายฝั่ง สร้างที่อยู่อาศัยและเกราะธรรมชาติให้สัตว์น้ำ รวมถึงลดการกัดเซาะชายฝั่ง

นอกจากภารกิจการปลูกป่าแล้ว พนักงานยังได้ร่วมกันเก็บขยะริมหาด เพื่อคืนความสะอาดและรักษาความสมบูรณ์ของระบบนิเวศในพื้นที่ป่าชายเลน กิจกรรมครั้งนี้จึงสะท้อนความมุ่งมั่นของโมเดอร์นฟอร์มในการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และเป็นการลงมือทำที่เห็นผลได้จริง ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อมและการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

-(016)

Tatler Ball 2025 “The Next Horizon: Shaping Tomorrow” ค่ำคืนแห่งเกียรติยศ แรงบันดาลใจ และรางวัล Tatler Impact Awards ครั้งแรกในไทย

Tatler Ball 2025 “The Next Horizon: Shaping Tomorrow” ค่ำคืนแห่งเกียรติยศ แรงบันดาลใจ และรางวัล Tatler Impact Awards ครั้งแรกในไทย

Tatler Ball 2025 “The Next Horizon: Shaping Tomorrow” ค่ำคืนแห่งเกียรติยศ แรงบันดาลใจ และรางวัล Tatler Impact Awards ครั้งแรกในไทย

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.44 น.

Tatler Thailand ปิดฉากค่ำคืนที่เปี่ยมด้วยความสง่างามและความหมายกับงาน Tatler Ball 2025 ซึ่งจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ณ โรงแรม The Peninsula Bangkok เมื่อวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา ภายใต้ธีม “The Next Horizon: Shaping Tomorrow” ค่ำคืนแห่งนี้มิได้เป็นเพียงงานกาล่าของแวดวงสังคมชั้นสูง แต่คือเวทีที่เฉลิมฉลองให้กับผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก ผู้ขับเคลื่อนสังคม และผู้นำแห่งอนาคตที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับประเทศไทยและภูมิภาค

The Next Horizon: Shaping Tomorrow
ธีมของปีนี้เชื้อเชิญแขกผู้มีเกียรติให้มองไกลไปสู่วันพรุ่งนี้ ที่ซึ่ง แรงบันดาลใจ ความก้าวหน้า และ ความสง่างาม หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว ผ่านการออกแบบพื้นที่อันวิจิตร การเล่าเรื่องที่ทรงพลัง และประสบการณ์การรับประทานอาหารระดับเวิลด์คลาสที่รังสรรค์โดยเชฟชื่อดังทั้งไทยและต่างประเทศ 


ครั้งแรกของ Tatler Impact Awards
หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือการจัดมอบรางวัล Tatler Impact Awards เป็นครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อยกย่องบุคคลผู้สร้างแรงบันดาลใจและขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในสังคม ครอบคลุม 5 สาขา ได้แก่  Sports, Business, Culture, Humanity และ Innovation ซึ่งผู้ได้รับรางวัลต่างเป็นบุคคลที่ผู้นำความคิดและผู้นำการเปลี่ยนแปลงในทุกมิติของสังคม ได้แก่
● รางวัล Tatler Impact Awards สาขา Sports: คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ประธานกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย และกรรมการ IOC
● รางวัล Tatler Impact Awards สาขา Business: ชฎาทิพ จูตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์
● รางวัล Tatler Impact Awards สาขา Culture: มาริษา เจียรวนนท์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิเชฟแคร์ส มูลนิธิเขาใหญ่อาร์ต และอาคารบางกอก คุนส์ฮาเลอ (Bangkok Kunsthalle)
● รางวัล Tatler Impact Awards สาขา Humanity: บัณฑูร ล่ำซำ ประธานกิตติคุณ (Chairman Emeritus) ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) โดยมี พิพิธ เอนกนิธิ ประธานกิจยั่งยืน เป็นผู้รับรางวัลแทน
● รางวัล Tatler Impact Awards สาขา Innovation: จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์

An Evening to Remember
ตลอดค่ำคืน แขกผู้มีเกียรติซึ่งประกอบไปด้วย C-suite executives, industry leaders, entrepreneurs, cultural icons และ Tatler Asia’s Most Influential ได้เพลิดเพลินไปกับการแสดงดนตรีอันตราตรึงใจจากศิลปินมากฝีมือ สลับกับการเสิร์ฟคอร์สดินเนอร์สุดประณีตโดยเหล่าเชฟผู้มากความสามารถ ที่สะท้อนทั้งมรดกวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์สมัยใหม่

ค่ำคืนเริ่มต้นด้วย Canapé จากร้านดัง อาทิ Gluttony by The Sin, Sampaonava, K by Vicky Cheng และ Den Kushi Flori Bangkok ต่อด้วย Gala Dinner 5 คอร์ส ได้แก่

● คอร์ส 1 – เชฟมอนด์ จาก Royd Phuket นำเสนอ ‘แกงส้ม’ สไตล์ร่วมสมัย ผสานหมึกย่างอันดามัน ยอดมะพร้าว และซอสแกงส้มเข้มข้น

● คอร์ส 2 – เชฟ Steve จาก I-Sang นำเสนอเมนู ‘Tuna Hweh’ สไตล์ Modern Korean ใช้วัตถุดิบพรีเมียมจาก CP–Uoriki

● คอร์ส 3 – เชฟ Hans Zahner จาก The Peninsula Bangkok นำเสนอ ‘Steamed Brittany Cod Fish’ เสิร์ฟพร้อมหัวไชเท้าดอง เห็ดทรัฟเฟิลดำ และซุปปลาเนื้อนุ่ม

● คอร์ส 4 – เชฟ Henry Lee จาก Juksunchae นำเสนอ ‘Foie Gras Jorim Duck Breast’ เสิร์ฟพร้อมริซอตโต้กิมจิ ดอกกะหล่ำย่าง และพิวเร่  โดยใช้ Foie Gras พรีเมียมจาก Foie Gras Queen

● Sorbet พิเศษ – เชฟโต้ง จาก Gluttony by The Sin นำเสนอเมนู ‘Golden Hour’ Sorbet จาก BioActive+ Concentrate Liquid Gold 

● คอร์ส 5 – เชฟ Jimmy Boualy จาก The Peninsula Bangkok นำเสนอ ‘Cassis Pavlova’ ของหวานฝรั่งเศสผสมซอร์เบต์ และกลิ่นโหระพาไทย

นอกจากนี้ แขกยังได้ลิ้มรส เมนูพิเศษ ‘Oscietra Caviar’ จาก Thai Sturgeon Farm เสิร์ฟควบคู่กับมื้ออาหาร เพิ่มความหรูหราและเป็นเอกลักษณ์ของค่ำคืนนี้
 

Together, Toward Tomorrow
งาน Tatler Ball 2025 ได้ตอกย้ำบทบาทของ Tatler Thailand ในการเป็นเวทีที่เชื่อมโยงและยกย่องผู้ทรงอิทธิพลที่สุดของสังคม ผู้ซึ่งกำลังร่วมกันสร้างอนาคตที่เราทุกคนใฝ่ฝัน ค่ำคืนนี้จึงมิใช่เพียงการเฉลิมฉลอง แต่คือการเดินทางสู่ The Next Horizon ที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ ความหวัง และความมุ่งมั่นเพื่อ Shaping Tomorrow 
Tatler Ball 2025  ไม่ใช่เพียงค่ำคืนของความหรูหรา แต่คือบทพิสูจน์ของพลังแห่งชุมชน ที่พร้อมก้าวข้ามพรมแดนสู่อนาคต โดยงาน Tatler Ball 2025 “The Next Horizon: Shaping Tomorrow” ในปีนี้ จัดขึ้นภายใต้ความร่วมมือกับ โรงแรม The Peninsula Bangkok รวมถึง Exclusive Partners ได้แก่ BioActive+ , Grand Seiko, CP,  Gems Pavilion, Evian, Bacchus, Boozia, Foie Gras Queen, Thai Sturgeon Farm และ PRAKAAN 

#TatlerBall2025 #TheNextHorizonShapingTomorrow  #TatlerImpactAwards #TatlerThailand

GIT ประกาศความสำเร็จ 2 เวทีประกวดอัญมณีและเครื่องประดับโลก 899 ผลงานของนักออกแบบทั่วโลก 37 ประเทศ เข้าชิงรางวัลและโล่พระราชทาน

GIT ประกาศความสำเร็จ 2 เวทีประกวดอัญมณีและเครื่องประดับโลก 899 ผลงานของนักออกแบบทั่วโลก 37 ประเทศ เข้าชิงรางวัลและโล่พระราชทาน

GIT ประกาศความสำเร็จ 2 เวทีประกวดอัญมณีและเครื่องประดับโลก 899 ผลงานของนักออกแบบทั่วโลก 37 ประเทศ เข้าชิงรางวัลและโล่พระราชทาน

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.38 น.

สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT ประกาศความสำเร็จ 2 เวทีการประกวดระดับโลก ตอกย้ำศักยภาพไทยสู่ศูนย์กลางอัญมณีและเครื่องประดับโลก ประจำปี 2025 อย่างยิ่งใหญ่ กับการประกวดออกแบบเครื่องประดับโลก ครั้งที่ 19 (The 19th GIT’s World Jewelry Design Awards 2025) และการประกวดพลอยเจียระไนโลก (GIT’s World Challenge Gems Faceting Master 2025) สองเวทีแข่งขันอันทรงเกียรติที่ยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับของไทยให้ก้าวสู่ระดับโลกอย่างสง่างาม พร้อมสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางอัญมณีและเครื่องประดับของโลก โดยมี นายฉันทวิชญ์ ตัณฑสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล นางนันทวัน ศกุณตนาค ประธานคณะกรรมการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ กล่าวรายงานการจัดงาน ณ ลาน Living Hall ชั้น 3 ศูนย์การค้าสยามพารากอน      

นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ กล่าวว่า จุดประสงค์หลักของการจัดโครงการ คือการเปิดให้นักออกแบบรุ่นใหม่ได้แสดงความคิดสร้างสรรค์ ผลงานการออกแบบไม่เพียงสร้างรายได้และความแตกต่างทางการแข่งขัน แต่ยังเป็นการเสริมสร้าง “Soft Power” ที่ช่วยเผยแพร่เอกลักษณ์ของแต่ละประเทศออกมาผ่านเครื่องประดับ ในขณะเดียวกันยังเป็นสนามแห่งการเรียนรู้ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และการต่อยอดสู่นวัตกรรมใหม่ๆ ทั้งสองโครงการนี้ไม่เพียงแต่เป็นเวทีการแข่งขัน แต่คือเวทีแห่งการสร้างสรรค์และการเชื่อมโยง ที่จะผลักดันศักยภาพของไทยให้ก้าวไกลในตลาดโลก

GIT’s World Jewelry Design Awards ในปีนี้ได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจากนักออกแบบทั่วโลก โดยมีผลงานส่งเข้าร่วมมากถึง 899 ผลงาน จาก 37 ประเทศ แบ่งเป็นผลงานจากต่างประเทศ 475 ผลงาน และจากประเทศไทย 424 ผลงาน นับเป็นสถิติที่สะท้อนถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องของการประกวดในระดับนานาชาติ ผู้ชนะจะได้รับรางวัลมูลค่ารวมกว่า 7,000 เหรียญสหรัฐ (กว่า 230,000 บาท) พร้อมโล่พระราชทานสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ซึ่งนับเป็นเกียรติสูงสุดในสายอาชีพ

 “ในอีกด้านหนึ่ง การประกวด GIT’s World Challenge Gems Faceting Master 2025 ได้รับผลงานรวม 55 เม็ด แบ่งเป็นพลอยเนื้อแข็ง 18 เม็ด และพลอยทั่วไป 37 เม็ด แต่ละผลงานสะท้อนให้เห็นถึงทักษะ ความวิริยะ และความประณีตที่ทัดเทียมมาตรฐานสากล โดยเวทีนี้ยังเป็นโอกาสในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และองค์ความรู้ระหว่างช่างฝีมือไทยกับช่างจากต่างประเทศ อันจะนำไปสู่การพัฒนาเทคนิคและยกระดับคุณภาพอุตสาหกรรมการเจียระไนของไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ความสำเร็จของการจัดทั้งสองโครงการในปีนี้ไม่เพียงเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงศักยภาพของนักออกแบบและช่างฝีมือไทย แต่ยังเป็นหมุดหมายสำคัญในการเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การผลิต ออกแบบ เจียระไน ไปจนถึงการสร้างแบรนด์และขยายตลาดระดับโลก GIT จึงตอกย้ำบทบาทในฐานะผู้นำการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยให้เป็นที่ยอมรับในเวทีโลก ทั้งด้านคุณค่าเชิงศิลปะ เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม  

อีกทั้ง ยังได้รับกับสนับสนุนโดยรัฐบาลไทย ทั้งการส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็น Gem and Jewelry Hub ของโลก การยกเว้นภาษีนำเข้าอัญมณีบางประเภท การสนับสนุนการสร้างมาตรฐานอัญมณี และการผลักดันให้เกิดการพัฒนาทักษะแรงงาน เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่ผู้ประกอบการไทยและเชื่อมโยงกับตลาดโลกอีกด้วย” นายสุเมธ กล่าว

ผลการประกวดพลอยเจียระไนระดับโลก ภายใต้หัวข้อ “Jewel Mastery” รางวัลชนะเลิศ รางวัลมูลค่า 2,000 เหรียญสหรัฐ พร้อมโล่รางวัลพระราชทานจาก สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ได้แก่  ภูเบศ สินสวัสดิ์  รางวัลรองชนะเลิศลำดับ 1 ได้รับเงินรางวัล 1,000 เหรียญสหรัฐ พร้อมโล่เกียรติยศ  ได้แก่ วีริศ แว่นไธสงค์ รางวัลรองชนะเลิศลำดับ 2 ได้รับเงินรางวัล 500 เหรียญสหรัฐ พร้อมโล่เกียรติยศ ได้แก่ จันทร์หอม ปัญญากุล     รางวัลที่ 4  รางวัลความคิดสร้างสรรค์ในการเจียระไน  ได้รับเงินรางวัล 500 เหรียญสหรัฐ พร้อมโล่เกียรติยศ ได้แก่ เซ จึ่งต๊ะ

ผลการประกวดออกแบบเครื่องประดับครั้งที่ 19 (GIT’s World Jewelry Design Awards 2025) ได้แก่  รางวัลชนะเลิศ  เงินรางวัลมูลค่า 3,000 เหรียญสหรัฐ พร้อมพร้อมโล่พระราชทาน จากสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒนวรขัตติยราชนารี ได้แก่ Mr. Tan Minghui ผลงานชื่อ In the prime of life ผลิตโดย บริษัท บริษัท บิวตี้เจมส์แฟคตอรี่ จำกัด   รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1  เงินรางวัลมูลค่า 2,000 เหรียญสหรัฐ พร้อมโล่เกียรติยศ  ได้แก่ Ms. Shirin Kazemi ผลงานชื่อ: Time network ผลิตโดย บริษัท ชายน์นิ่ง โกลด์ จำกัด รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2   เงินรางวัลมูลค่า 1,000 เหรียญสหรัฐ พร้อมโล่เกียรติยศ ได้แก่ Mrs. Qiu Linjie ผลงานชื่อ: Tomorrow’s Beauty ผลิตโดยบริษัท บริษัท เทวิกา จิวเวลรี่ จํากัด รางวัลชมเชย  เงินรางวัลมูลค่า 500  เหรียญสหรัฐ พร้อมโล่เกียรติยศ     ได้แก่ Mr. Hamed Ja’afari นําเสนอผลงานชื่อ: Echo of Eternity ผลิตโดย บริษัท รินญาดา จิวเวลรี่ จํากัด

นอกเหนือจากความสำเร็จในการจัดการประกวดทั้งสองเวทีนี้ ในเดือนกันยายน GIT ยังเตรียมจัดงานระดับนานาชาติที่มีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม ร่วมกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้แก่ งาน Bangkok Gem & Jewelry Fair (BGJF)จะจัดขึ้นในวันที่ 9 – 13 กันยายน 2568 งานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ดึงดูดผู้ซื้อและผู้ผลิตจากทั่วโลก ถือเป็นงานสำคัญที่สร้างมูลค่าการส่งออกมหาศาลและเสริมภาพลักษณ์ไทยในฐานะศูนย์กลางการค้าอัญมณีโลก   และอีกหนึ่งงานสำคัญอย่าง International Gem and Jewelry Conference (GIT 2025) จะจัดขึ้นในวันที่ 8 – 9 กันยายน 2568 งานสัมมนาวิชาการนานาชาติที่รวมผู้เชี่ยวชาญ นักวิจัย และผู้ประกอบการจากทั่วโลก เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และนำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆ ในแวดวงอัญมณีและเครื่องประดับ อันจะช่วยยกระดับมาตรฐานและสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับอุตสาหกรรมไทยให้เติบโตต่อไปสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT ประกาศความสำเร็จ 2 เวทีการประกวดระดับโลก ตอกย้ำศักยภาพไทยสู่ศูนย์กลางอัญมณีและเครื่องประดับโลก ประจำปี 2025 อย่างยิ่งใหญ่ กับการประกวดออกแบบเครื่องประดับโลก ครั้งที่ 19 (The 19th GIT’s World Jewelry Design Awards 2025) และการประกวดพลอยเจียระไนโลก (GIT’s World Challenge Gems Faceting Master 2025) สองเวทีแข่งขันอันทรงเกียรติที่ยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับของไทยให้ก้าวสู่ระดับโลกอย่างสง่างาม พร้อมสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางอัญมณีและเครื่องประดับของโลก โดยมี นายฉันทวิชญ์ ตัณฑสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล นางนันทวัน ศกุณตนาค ประธานคณะกรรมการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ กล่าวรายงานการจัดงาน ณ ลาน Living Hall ชั้น 3 ศูนย์การค้าสยามพารากอน      

นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ กล่าวว่า จุดประสงค์หลักของการจัดโครงการ คือการเปิดให้นักออกแบบรุ่นใหม่ได้แสดงความคิดสร้างสรรค์ ผลงานการออกแบบไม่เพียงสร้างรายได้และความแตกต่างทางการแข่งขัน แต่ยังเป็นการเสริมสร้าง “Soft Power” ที่ช่วยเผยแพร่เอกลักษณ์ของแต่ละประเทศออกมาผ่านเครื่องประดับ ในขณะเดียวกันยังเป็นสนามแห่งการเรียนรู้ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และการต่อยอดสู่นวัตกรรมใหม่ๆ ทั้งสองโครงการนี้ไม่เพียงแต่เป็นเวทีการแข่งขัน แต่คือเวทีแห่งการสร้างสรรค์และการเชื่อมโยง ที่จะผลักดันศักยภาพของไทยให้ก้าวไกลในตลาดโลก

GIT’s World Jewelry Design Awards ในปีนี้ได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจากนักออกแบบทั่วโลก โดยมีผลงานส่งเข้าร่วมมากถึง 899 ผลงาน จาก 37 ประเทศ แบ่งเป็นผลงานจากต่างประเทศ 475 ผลงาน และจากประเทศไทย 424 ผลงาน นับเป็นสถิติที่สะท้อนถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องของการประกวดในระดับนานาชาติ ผู้ชนะจะได้รับรางวัลมูลค่ารวมกว่า 7,000 เหรียญสหรัฐ (กว่า 230,000 บาท) พร้อมโล่พระราชทานสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ซึ่งนับเป็นเกียรติสูงสุดในสายอาชีพ

 “ในอีกด้านหนึ่ง การประกวด GIT’s World Challenge Gems Faceting Master 2025 ได้รับผลงานรวม 55 เม็ด แบ่งเป็นพลอยเนื้อแข็ง 18 เม็ด และพลอยทั่วไป 37 เม็ด แต่ละผลงานสะท้อนให้เห็นถึงทักษะ ความวิริยะ และความประณีตที่ทัดเทียมมาตรฐานสากล โดยเวทีนี้ยังเป็นโอกาสในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และองค์ความรู้ระหว่างช่างฝีมือไทยกับช่างจากต่างประเทศ อันจะนำไปสู่การพัฒนาเทคนิคและยกระดับคุณภาพอุตสาหกรรมการเจียระไนของไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ความสำเร็จของการจัดทั้งสองโครงการในปีนี้ไม่เพียงเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงศักยภาพของนักออกแบบและช่างฝีมือไทย แต่ยังเป็นหมุดหมายสำคัญในการเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การผลิต ออกแบบ เจียระไน ไปจนถึงการสร้างแบรนด์และขยายตลาดระดับโลก GIT จึงตอกย้ำบทบาทในฐานะผู้นำการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยให้เป็นที่ยอมรับในเวทีโลก ทั้งด้านคุณค่าเชิงศิลปะ เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม  

อีกทั้ง ยังได้รับกับสนับสนุนโดยรัฐบาลไทย ทั้งการส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็น Gem and Jewelry Hub ของโลก การยกเว้นภาษีนำเข้าอัญมณีบางประเภท การสนับสนุนการสร้างมาตรฐานอัญมณี และการผลักดันให้เกิดการพัฒนาทักษะแรงงาน เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่ผู้ประกอบการไทยและเชื่อมโยงกับตลาดโลกอีกด้วย” นายสุเมธ กล่าว

ผลการประกวดพลอยเจียระไนระดับโลก ภายใต้หัวข้อ “Jewel Mastery”  รางวัลชนะเลิศ รางวัลมูลค่า 2,000 เหรียญสหรัฐ พร้อมโล่รางวัลพระราชทานจาก สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ได้แก่  ภูเบศ สินสวัสดิ์  รางวัลรองชนะเลิศลำดับ 1 ได้รับเงินรางวัล 1,000 เหรียญสหรัฐ พร้อมโล่เกียรติยศ  ได้แก่ วีริศ แว่นไธสงค์ รางวัลรองชนะเลิศลำดับ 2 ได้รับเงินรางวัล 500 เหรียญสหรัฐ พร้อมโล่เกียรติยศ ได้แก่ จันทร์หอม ปัญญากุล  รางวัลที่ 4  รางวัลความคิดสร้างสรรค์ในการเจียระไน  ได้รับเงินรางวัล 500 เหรียญสหรัฐ พร้อมโล่เกียรติยศ ได้แก่ เซ จึ่งต๊ะ

ผลการประกวดออกแบบเครื่องประดับครั้งที่ 19 (GIT’s World Jewelry Design Awards 2025) ได้แก่  รางวัลชนะเลิศ  เงินรางวัลมูลค่า 3,000 เหรียญสหรัฐ พร้อมพร้อมโล่พระราชทาน จากสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒนวรขัตติยราชนารี ได้แก่ Mr. Tan Minghui ผลงานชื่อ In the prime of life ผลิตโดย บริษัท บริษัท บิวตี้เจมส์แฟคตอรี่ จำกัด   รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1  เงินรางวัลมูลค่า 2,000 เหรียญสหรัฐ พร้อมโล่เกียรติยศ  ได้แก่ Ms. Shirin Kazemi ผลงานชื่อ: Time network ผลิตโดย บริษัท ชายน์นิ่ง โกลด์ จำกัด รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2   เงินรางวัลมูลค่า 1,000 เหรียญสหรัฐ พร้อมโล่เกียรติยศ ได้แก่ Mrs. Qiu Linjie ผลงานชื่อ: Tomorrow’s Beauty ผลิตโดยบริษัท บริษัท เทวิกา จิวเวลรี่ จํากัด รางวัลชมเชย  เงินรางวัลมูลค่า 500  เหรียญสหรัฐ พร้อมโล่เกียรติยศ     ได้แก่ Mr. Hamed Ja’afari นําเสนอผลงานชื่อ: Echo of Eternity ผลิตโดย บริษัท รินญาดา จิวเวลรี่ จํากัด

นอกเหนือจากความสำเร็จในการจัดการประกวดทั้งสองเวทีนี้ ในเดือนกันยายน GIT ยังเตรียมจัดงานระดับนานาชาติที่มีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม ร่วมกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้แก่ งาน Bangkok Gem & Jewelry Fair (BGJF)จะจัดขึ้นในวันที่ 9 – 13 กันยายน 2568 งานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ดึงดูดผู้ซื้อและผู้ผลิตจากทั่วโลก ถือเป็นงานสำคัญที่สร้างมูลค่าการส่งออกมหาศาลและเสริมภาพลักษณ์ไทยในฐานะศูนย์กลางการค้าอัญมณีโลก   และอีกหนึ่งงานสำคัญอย่าง International Gem and Jewelry Conference (GIT 2025) จะจัดขึ้นในวันที่ 8 – 9 กันยายน 2568 งานสัมมนาวิชาการนานาชาติที่รวมผู้เชี่ยวชาญ นักวิจัย และผู้ประกอบการจากทั่วโลก เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และนำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆ ในแวดวงอัญมณีและเครื่องประดับ อันจะช่วยยกระดับมาตรฐานและสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับอุตสาหกรรมไทยให้เติบโตต่อไป

MMS ร่วมกับ มูลนิธิธรรมชวนวิริยะ มอบยางรถเก่าให้กองกำลังป้องกันชายแดนไทย-กัมพูชา

MMS ร่วมกับ มูลนิธิธรรมชวนวิริยะ มอบยางรถเก่าให้กองกำลังป้องกันชายแดนไทย-กัมพูชา

MMS ร่วมกับ มูลนิธิธรรมชวนวิริยะ มอบยางรถเก่าให้กองกำลังป้องกันชายแดนไทย-กัมพูชา

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.32 น.

บริษัท มาสเตอร์ มอเตอร์ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด หรือ เอ็มเอ็มเอส คาร์ เซอร์วิส แอนด์ ไทร์ ภายใต้บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) ศูนย์บริการรถยนต์ครบวงจร (One-Stop Service) สำหรับรถญี่ปุ่นและยุโรปที่หมดระยะการรับประกัน นำโดย วันชนะ อูนากูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท มาสเตอร์ มอเตอร์ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมมือกับ มูลนิธิธรรมชวนวิริยะ สนับสนุนการปกป้องอธิปไตยของแผ่นดินไทย ส่งมอบยางรถยนต์ที่ไม่ได้ใช้งาน จำนวน 600 เส้น ให้กองกำลังสุรนารี จังหวัดสุรินทร์ เพื่อเสริมศักยภาพให้กองกำลังบริเวณปราสาทตาควาย โดยมี พ.ท.สุริยาวุธ สุกเหลือง หน.ฝกร.กกล. สุรนารี เป็นผู้รับมอบ ขณะที่ยางรถยนต์อีก 400 เส้น ได้รับการส่งมอบให้ วาสนา คำโส นายก อบต.โดมประดิษฐ์ อ.น้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี เป็นผู้รับมอบและประสานงานกับ กองร้อยทหารพรานที่ 2308 เพื่อยกระดับความปลอดภัยให้แก่เจ้าหน้าที่ทหารแนวหน้าในการปฏิบัติภารกิจ เมื่อเร็วๆ นี้

เดอะมอลล์ กรุ๊ป ผนึกกำลัง 60 พันธมิตรส่งมอบโลหิต 600 ล้านซีซี พร้อมเผยแคมเปญ M STAR Blood Donation รณรงค์บริจาคโลหิตต่อเนื่องทุก 3 เดือน

เดอะมอลล์ กรุ๊ป ผนึกกำลัง 60 พันธมิตรส่งมอบโลหิต 600 ล้านซีซี  พร้อมเผยแคมเปญ M STAR Blood Donation รณรงค์บริจาคโลหิตต่อเนื่องทุก 3 เดือน

เดอะมอลล์ กรุ๊ป ผนึกกำลัง 60 พันธมิตรส่งมอบโลหิต 600 ล้านซีซี พร้อมเผยแคมเปญ M STAR Blood Donation รณรงค์บริจาคโลหิตต่อเนื่องทุก 3 เดือน

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.24 น.

เดอะมอลล์ กรุ๊ป ร่วมกับ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย, ภาคีเครือข่ายภาครัฐ-เอกชนรวมกว่า 60 องค์กร จัดงาน ‘เดอะมอลล์ กรุ๊ป สายโลหิต สายใจ  Always Blood Donations’ รับบริจาคโลหิตและส่งมอบโลหิต 600 ล้านซีซี ให้กับศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย  ถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุ 93 พรรษา พร้อมเผยแคมเปญ M STAR Blood Donation รณรงค์บริจาคโลหิตต่อเนื่องทุกๆ 3 เดือน ที่ห้องรับบริจาคโลหิตประจำที่ (Fixed Station) ภายในศูนย์การค้าเดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ และเอ็มโพเรียม

 งาน ‘เดอะมอลล์ กรุ๊ป สายโลหิต สายใจ’ ในครั้งนี้จัดขึ้นที่ห้อง MCC HALL ชั้น 3 เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ ภายใต้แนวคิด  ‘Always Blood Donations’ เพื่อรณรงค์ให้มีการบริจาคโลหิตอย่างต่อเนื่องทุกๆ 3 เดือน  โดยได้รับเกียรติจาก นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์  ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงาน ร่วมด้วย พญ.พรณรีย์ ทัศยาพันธุ์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลสิรินธร ฝ่ายการแพทย์ และภาคีเครือข่ายภาครัฐ เอกชน รวมกว่า 60 องค์กร และ ศิลปินนักแสดงชื่อดังอย่าง กลัฟ – คณาวุฒิ ไตรพิพัฒนพงษ์ และ  นักแสดงจากซีรีส์ Four Ever You  ที่จะมาร่วมรณรงค์บริจาคโลหิต และสัมผัสมิติใหม่ของบรรยากาศงานรับบริจาคโลหิต ด้วย M Blood Bar เติมความสดชื่นหลังการบริจาคโลหิต จากบริษัท ไทยน้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), โฟโต้บูทถ่ายภาพที่ระลึก บันทึกความทรงจำการร่วมบริจาคโลหิต รวมถึงของรางวัลพิเศษที่ให้ผู้มาร่วมบริจาคโลหิตได้ร่วมลุ้นกันมากมาย อาทิ ตั๋วเครื่องบินไป-กลับภายในประเทศไทย ของสายการบินไทยเวียตเจ็ท จำนวน 6 รางวัล , ทีวี LG ขนาด  43 นิ้ว 1 เครื่อง  หูฟัง Sony WF-LS910 1 เครื่อง, PRINTER HP 1 เครื่อง ,เครื่องสกัดน้ำผลไม้ TEFAL 1 เครื่อง , ลำโพงบลูทูธ  ACONATIC 1 เครื่อง , พัดลมพกพา IRIS OHYAMA 1 เครื่อง และของรางวัลจากพันธมิตรทางธุรกิจอีกเป็นจำนวนมาก

ภายในงาน นอกจากการรับบริจาคโลหิต ถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุ  93 พรรษา การจัดงานครั้งนี้ เดอะมอลล์ กรุ๊ป นำโดย วรลักษณ์ ตุลาภรณ์    ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาด บริษัท  เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ได้ร่วมกับ   60 พันธมิตร ร่วมกันส่งมอบโลหิตจำนวน 600 ล้านซีซี (เชิงสัญลักษณ์) ให้กับสภากาชาดไทย และต่อยอดพันธกิจในการเป็นภาคีจัดหาโลหิตสำรองให้กับสภากาชาดไทยอย่างยั่งยืน

ด้วยการพัฒนาแคมเปญ M STAR Blood Donation รณรงค์ผู้มีจิตศรัทธา สร้างกุศลด้วยการบริจาคโลหิตต่อเนื่องทุกๆ  3 เดือน และสะสมคะแนนความดีผ่านแอปพลิเคชัน M Card โดยทุกๆครั้งของการบริจาคโลหิตสามารถสะสม M STAR ได้ 1 ดวง สะสมครบ 2 ดวงแลกรับคูปองส่วนลด 50 บาท ในกูร์เมต์มาร์เก็ต เมื่อซื้อสินค้าครบ 300 บาท (จำกัด 3,000 สิทธิ์) สะสมครบ 3 ดวง  แลกรับคูปองส่วนลด 200 บาท ที่ห้างสรรพสินค้าในเครือเดอะมอลล์ กรุ๊ป เมื่อซื้อสินค้าครบ 1,000 บาท (จำกัด 500 สิทธิ์) และพิเศษเฉพาะภายในงาน สำหรับสมาชิก M CARD ที่ร่วมบริจาคโลหิต รับ CASH COUPON 100.- สำหรับใช้จ่ายร้านค้า DINING / LIFESTYLE ในศูนย์การค้าที่ร่วมรายการ (ยอดใช้จ่ายขั้นต่ำ 500.- / ใบเสร็จ) จำกัด 1 สิทธิ์ / 1 ใบเสร็จ / 1 หมายเลขสมาชิก M CARD / วัน จำกัดรวม 500 สิทธิ์ / ตลอดรายการ คูปองแทนเงินสดศูนย์การค้าหมดอายุ วันที่ 30 กันยายน 2568

ปิยนันท์ คุ้มครอง ผู้ช่วยผู้อำนวยการด้านจัดหาโลหิตและภาพลักษณ์องค์กร ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย กล่าวว่า ‘ในนามศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ขอขอบคุณ บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป ในการเป็นภาคีสำคัญของสภากาชาดไทย จัดหาโลหิตสำรองสำหรับในสถานการณ์ปกติและยามวิกฤติอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลาถึง 19 ปี ด้วยการจัดงานรณรงค์รับบริจาคโลหิต, การจัดห้องรับบริจาคโลหิตประจำที่ (Fixed Station) ภายในศูนย์การค้าเดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์และเอ็มโพเรียม  โดยล่าสุดยังได้จัดแคมเปญ M STAR Blood Donation เชิญชวนให้เกิดการบริจาคโลหิตต่อเนื่องทุกๆ 3 เดือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนรุ่นใหม่ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ด้านการหาผู้บริจาคโลหิตเพิ่มขึ้น ตามเป้าหมายของสภากาชาดไทย’

สามารถร่วมบริจาคโลหิต ได้ทุกวันที่ ห้องบริจาคโลหิตประจำที่ (Fixed Station)  ทั้ง 6 สาขา ได้แก่  เอ็มโพเรียม อาคาร B ชั้น 2 , เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ ท่าพระ ชั้น 1 บริเวณทางออกอาคารจอดรถ, เดอะมอลล์  ไลฟ์สโตร์ งามวงศ์วาน ชั้น 5, เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางแค ชั้น 3,  เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ ชั้น 2 บริเวณทางออกอาคารจอดรถ และเดอะมอลล์ โคราช ชั้น 2 โดยเปิดให้ร่วมบริจาคโลหิตได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 12.00 – 18.00 น.

ปวดหลัง ปวดคอ ร้าวลงแขนขา อาจไม่ใช่แค่ออฟฟิศซินโดรม สัญญาณเตือน ‘โรคกระดูกสันหลัง’ จุดเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม

ปวดหลัง ปวดคอ ร้าวลงแขนขา อาจไม่ใช่แค่ออฟฟิศซินโดรม  สัญญาณเตือน ‘โรคกระดูกสันหลัง’ จุดเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม

ปวดหลัง ปวดคอ ร้าวลงแขนขา อาจไม่ใช่แค่ออฟฟิศซินโดรม สัญญาณเตือน ‘โรคกระดูกสันหลัง’ จุดเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

อาการปวดหลัง หรือปวดต้นคอ อาจดูเป็นเรื่องเล็กสำหรับใครหลายคน โดยเฉพาะในยุคที่คนทำงานใช้คอมพิวเตอร์นาน ๆ หรือก้มหน้าดูโทรศัพท์มือถือแทบทั้งวัน แต่คุณรู้หรือไม่ว่า อาการปวดที่มองข้ามเหล่านี้ อาจเป็นสัญญาณเตือนสำคัญของปัญหากระดูกสันหลัง ที่ควรพบแพทย์เฉพาะทางโดยเร็ว

นพ. ศรัณย์ จินดาหรา แพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลเอส สไปน์ 

จุดเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม นพ. ศรัณย์ จินดาหรา แพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลเอส สไปน์  เผยว่า “อาการปวดหลังเรื้อรัง ปวดคอร้าวลงแขน หรือปวดหลังร้าวลงขา อาจเกิดจากความผิดปกติของหมอนรองกระดูก หรือ การกดทับเส้นประสาท ซึ่งหากปล่อยไว้นานเกินไปโดยไม่ตรวจ อาจส่งผลให้เกิดภาวะ กล้ามเนื้ออ่อนแรง และ สูญเสียศักยภาพในการใช้งาน โดยเฉพาะในผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น นั่งทำงานท่าเดิมนาน ๆ ยกของหนักผิดท่า ออกกำลังกายไม่ถูกวิธี หรือ แม้แต่ผู้สูงอายุที่มีความเสื่อมของกระดูกตามวัย

สัญญาณเตือนที่ควรรีบพบแพทย์ ปวดร้าวลงแขนหรือขา มีอาการชาหรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง ปวดหลังเวลานั่งหรือเดินนาน มีอาการปวดมากขึ้นตอนกลางคืน

อย่างไรก็ตามหาก ผู้ป่วยมีอาการปวดหลังร้าวลงสะโพกหรือขา เดินไกลหรือยืนนานแล้วมีอาการขาอ่อนแรง ต้องนั่งพักก่อนจึงจะเดินต่อได้ อาการลักษณะนี้เป็นสัญญาณของภาวะโพรงไขสันหลังตีบแคบ หรือ หมอนรองกระดูกสันหลังกดทับเส้นประสาทบริเวณเอว ซึ่งสามารถเกิดได้ในทุกช่วงวัย ไม่จำกัดแค่วัยสูงอายุ เพราะในวัยหนุ่มสาวก็สามารถเกิดหมอนรองกระดูกปลิ้นออกมากดทับเส้นประสาทได้เช่นกัน เพียงแต่ในผู้สูงอายุจะมักมีภาวะความเสื่อมร่วมด้วย

ผู้ป่วยที่มีอาการกลุ่มนี้ควรได้รับการวินิจฉัยอย่างรวดเร็ว เพราะหากปล่อยไว้ เส้นประสาทที่ถูกกดทับอาจฟื้นตัวยาก หรือไม่สามารถฟื้นได้สมบูรณ์ 100% การผ่าตัดในกรณีที่มีการกดทับมากก็เปรียบเหมือนการ “เอาหินออกจากหญ้า” เพื่อให้หญ้าได้มีโอกาสฟื้นตัว แต่ถ้าหญ้าถูกทับไว้นานจนแห้งเฉา แม้จะเอาหินออกแล้วก็อาจไม่กลับมาเขียวสดดังเดิม เปรียบได้กับเส้นประสาทในร่างกาย ที่เมื่อเสียหายแล้วไม่สามารถเปลี่ยนใหม่ได้เหมือนเปลี่ยนชิ้นส่วนอื่น

นพ. ศรัณย์ เน้นย้ำว่า การซักประวัติและตรวจร่างกายโดยละเอียดเป็นสิ่งสำคัญมาก เพื่อแยกแยะว่าอาการปวดที่ผู้ป่วยเป็นอยู่เกิดจากกล้ามเนื้อ เส้นประสาท หรือความเสื่อม และต้องดูว่าอาการเหล่านั้นรุนแรงพอที่จะต้องพิจารณาการรักษาแบบเฉพาะทางหรือไม่ หากพบว่ามีอาการปวดร้าวลงแขนหรือขา มีอาการชา หรืออ่อนแรง การรักษาอาจไม่สามารถใช้แค่ยาแก้ปวดหรือกายภาพบำบัดเพียงอย่างเดียวได้ แต่จำเป็นต้องพิจารณาแนวทางที่ตรงจุดมากขึ้น

สำหรับผู้ป่วยกลุ่มใหญ่ที่มีอาการจากกล้ามเนื้อหรือความเสื่อมของกระดูกสันหลัง หากไม่มีการกดทับเส้นประสาทร่วมด้วย ก็สามารถรักษาแบบไม่ผ่าตัดได้ เช่น ควบคุมน้ำหนักร่างกาย การทำกายภาพบำบัด ปรับพฤติกรรมการใช้งาน และเสริมสร้างกล้ามเนื้อหลังและคอให้แข็งแรงขึ้น เพื่อรองรับโครงสร้างที่อาจเสื่อมไปแล้วบางส่วน ถึงแม้ความเสื่อมจะย้อนคืนไม่ได้ แต่เราสามารถทำให้ร่างกายกลับมาใช้งานได้ดีใกล้เคียงปกติอีกครั้ง

สำหรับวิธีป้องกันที่สามารถทำได้ทันที เช่น  การจัดท่านั่งให้ถูกต้องระหว่างทำงาน  ,ลุกเปลี่ยนอิริยาบถทุก 30-60 นาที และออกกำลังกายเพื่อเสริมกล้ามเนื้อหลังและแกนกลางลำตัวอย่างสม่ำเสมอ  แต่หากเริ่มมีอาการปวดอย่ารอจนเรื้อรัง 

เพราะ “หลังและคอ” คือ แกนสำคัญของร่างกาย หากมีอาการผิดปกติ ควรรีบปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อป้องกันโรคร้ายก่อนสายเกินไป ที่ โรงพยาบาลเอส สไปน์ เรามีทีมแพทย์ที่เชี่ยวชาญมากประสบการณ์ และเทคโนโลยีที่ทันสมัย ช่วยให้การวินิจฉัยและการรักษามีประสิทธิภาพ ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้เร็วขึ้น ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการปวดคอ ปวดหลัง สามารถของรับคำปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ที่ โรงพยาบาลเอส สไปน์ โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง โทร. 02 034 0808

​บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ช่องอานม้า และช่องคานม้า – เส้นทางโบราณไทยเขมร

​บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ช่องอานม้า และช่องคานม้า - เส้นทางโบราณไทยเขมร

​บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ช่องอานม้า และช่องคานม้า – เส้นทางโบราณไทยเขมร

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ท่ามกลางเหตุการณ์ความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา ในเดือนกรกฎาคม 2568 ชื่อ “ช่องอานม้า” และ “ช่องคานม้า” ได้กลายเป็นจุดสนใจของสาธารณชนอย่างกว้างขวาง หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าเป็นสถานที่เดียวกัน แต่ความจริงแล้ว ทั้งสองแห่งนี้เป็นเส้นทางโบราณอยู่ใกล้กัน บริเวณอุทยานแห่งชาติพระวิหาร เคยเป็นเส้นทางการค้าที่สำคัญ บนทิวเขาพนมดงรัก และกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงของชาติ

ช่องอานม้า  (Chong An Ma)

ช่องอานม้า หรือ อานเซ ในภาษากัมพูชา  เป็นชื่อของช่องทางผ่านเข้าออกบริเวณแนวชายแดน ไทย-กัมพูชา บนเทือกเขาพนมดงรัก เป็นหนึ่งในจุดผ่อนปรนในการค้าขาย อยู่ที่หมู่ 6 ต.โซง อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร ครอบคลุมพื้นที่ช่องบก ห่างจากตัวอำเภอน้ำยืนประมาณ 3 กิโลเมตร ที่เรียกว่า “อานม้า” หรือ Saddle ชื่อเรียกนี้น่าจะมาจากชื่อเรียกลักษณะภูมิประเทศ ซึ่งคล้ายกับ อานม้า หรือนาฬิกาทราย ที่สันเขาหรือเนินเขาที่เชื่อมต่อยอดเขาสองยอดเข้าด้วยกัน 

ถ้าดูในแผนที่ภูมิประเทศ L7018. ลักษณะเด่นคือเส้นชั้นความสูงจะเว้าเข้าไปเป็นรูปคล้ายอานม้าหรือนาฬิกาทรายนั้นเอง ช่องอานม้า เป็นจุดผ่านแดนชั่วคราวที่ตามปกติเปิดเฉพาะ วันอังคารและวันพฤหัสบดี เวลา 08:00-15:00 น. โดยฝ่ายกัมพูชาได้ลุกล้ำเข้าครอบครองพื้นที่มาหลายปี โดยส่งคนมาสร้างบ้านเรือน ตลาด และสร้างอนุสาวรีย์ ตาอม ไว้ ถึงแม้ทางฝ่ายไทยจะยื่นประท้วงมาแล้วหลายครั้ง ต่อมากองทัพไทยได้ส่งกำลังเข้ายึดพื้นที่ เมื่อ 4 สิงหาคม 2568 โดยทหารไทยได้ไปวางลวดหนามที่บริเวณช่องอานม้า  และ เมื่อ 5 สค 2568 ทหารกัมพูชาได้เข้ามารื้อลวดหนาม แต่ทหารไทยได้กลับเข้าไปวางลวดหนามใหม่   พร้อมกับใช้รถแทรกเตอร์ทำลายสิ่งก่อสร้าง ตลาด เก็บกู้ทุ่นระเบิด และห้ามคนกัมพูชาเข้ามาอยู่อีกต่อไป

ช่องคานม้า (Chong Kan Ma)

ช่องคานม้า ตั้งอยู่ใน อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ใกล้เขาพระวิหารวัดแก้วคีรีสวาระ ซำแต พะลานยาว และภูผี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีเหตุการณ์ปะทะในช่วงที่ผ่านมา ช่องคานม้าเป็นเส้นทางที่ชาวบ้านระหว่าง 2 ประเทศไทย-กัมพูชา ใช้ขนของผ่าน อาทิ ใบยาสูบ และอาหาร โดยใช้ม้าเป็นพาหนะ และวางคานไม้ไว้บนตัวม้าสำหรับบรรทุกสิ่งของ จึงเรียกว่า ช่องคานม้า ช่องคานม้าเป็นทางขึ้นภูมะเขือ ซึ่งเป็นจุดสูงชันที่สามารถควบคุมเส้นทางเคลื่อนกำลังพล โดยทหารกัมพูชาเคยยึดไว้และสร้างกระเช้าและบันไดสำหรับลำเลียงส่งของขึ้นไปยังภูมะเขือ ต่อมาเมื่อ 28 ก.ค. 68 ทหารไทยได้ยึดภูมะเขือได้ และใช้โดรนติดระเบิด ทำลายฐานที่มั่นและกระเช้าดังกล่าวเสีย

เส้นทางเหล่านี้เป็นช่องทางการค้าขายที่สำคัญมาตั้งแต่สมัยโบราณ ชาวบ้านทั้งสองฝั่งแดนใช้เป็นเส้นทางสำหรับการแลกเปลี่ยนสินค้า โดยเฉพาะสินค้าเกษตร ผลไม้ป่า และของใช้ต่างๆ การขนส่งโดยใช้ม้าเป็นพาหนะหลักทำให้เกิดชื่อเรียกที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คนในยุคนั้น

สภาพภูมิประเทศและความสำคัญทางยุทธศาสตร์

พื้นที่ช่องอานม้าตั้งอยู่ในเขตป่าเขาและที่ราบสูง มีลักษณะเป็นช่องทางธรรมชาติที่เหมาะสำหรับการสัญจร ภูมิประเทศที่เป็นเนินเขาและป่าไผ่ทำให้เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการควบคุมเส้นทางชายแดน สามารถควบคุมและเฝ้าระวังการเคลื่อนไหวชายแดนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

LIFE & HEALTH : การกำจัดหูดหงอนไก่ด้วยเลเซอร์

LIFE & HEALTH : การกำจัดหูดหงอนไก่ด้วยเลเซอร์

LIFE & HEALTH : การกำจัดหูดหงอนไก่ด้วยเลเซอร์

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

แม้จะเป็นเพียงตุ่มเนื้อเล็กๆ ที่ดูไม่รุนแรงในสายตาของใครบางคน แต่ “หูดที่อวัยวะเพศ” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “หูดหงอนไก่” กลับเป็นปัญหาที่ซับซ้อนกว่าที่คิด ทั้งในเชิงสุขภาพร่างกายและจิตใจ เพราะเป็นโรคที่แฝงตัวมาอย่างเงียบๆ ทั้งที่สามารถป้องกันและรักษาได้ ซึ่งปัจจุบันสามารถรักษาได้ด้วยเทคโนโลยีเลเซอร์ ไม่ต้องผ่าตัด ไม่มีรอยแผลเป็น

ข้อมูลจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์คมกฤช เอี่ยมจิรกุล สูตินรีแพทย์ชำนาญการด้านนรีเวชทางเดินปัสสาวะ โรงพยาบาลเวชธานี อธิบายว่า หูดที่อวัยวะเพศ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “หูดหงอนไก่” (Condyloma Acuminata) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากการติดเชื้อ HPV (Human Papillomavirus) โดยเฉพาะสายพันธุ์ที่ 6 และ 11 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ไม่ก่อให้เกิดมะเร็ง แต่สามารถทำให้เกิดติ่งเนื้อขรุขระคล้ายหงอนไก่ขึ้นที่บริเวณอวัยวะเพศ ขาหนีบ ทวารหนัก หรือแม้แต่ในช่องปาก

การติดต่อของเชื้อ HPV มักเกิดขึ้นผ่านการมีเพศสัมพันธ์ทั้งทางช่องคลอด ทวารหนัก หรือปาก โดยไม่จำเป็นต้องมีการสอดใส่เต็มรูปแบบ การสัมผัสบริเวณอวัยวะเพศก็นำไปสู่การแพร่กระจายของเชื้อได้ นอกจากนี้ ผู้ติดเชื้อ HPV อาจไม่รู้ตัวเลยว่าเป็นพาหะ เพราะอาการอาจไม่แสดงออกนานหลายเดือนหรือแม้กระทั่งหลายปี

ผู้ที่ติดเชื้อหูดหงอนไก่มักเริ่มจากอาการเล็กน้อย เช่น ตุ่มเนื้อเล็กๆ สีชมพูหรือสีเนื้อที่ขึ้นเดี่ยวๆ หรือเป็นกลุ่ม ต่อมาอาจขยายขนาดจนก่อให้เกิดความรำคาญ คัน หรือเจ็บเวลามีเพศสัมพันธ์ บางรายอาจมีเลือดออก หรือมีปัญหาเรื่องปัสสาวะหากหูดอยู่ในตำแหน่งใกล้ท่อปัสสาวะ ในผู้หญิง หูดอาจเกิดลึกเข้าไปในช่องคลอด ซึ่งทำให้ตรวจพบได้ยาก และอาจต้องอาศัยการตรวจภายในเพื่อยืนยันการวินิจฉัย

แม้หูดหงอนไก่จะไม่ใช่โรคร้ายแรง แต่ในทางปฏิบัติกลับมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตไม่น้อย โดยเฉพาะด้านความมั่นใจ และความสัมพันธ์ในชีวิตคู่ ในปัจจุบันมีการรักษาหูดที่อวัยวะเพศหลากหลายวิธี ตั้งแต่การใช้ยาทา การจี้ด้วยความเย็น (Cryotherapy) การจี้ด้วยไฟฟ้า (Electrocautery) ไปจนถึงการใช้เลเซอร์ CO₂ ซึ่งเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ทันสมัยและแม่นยำ

การใช้เลเซอร์ CO₂ เป็นการใช้พลังงานความร้อนจากแสงเลเซอร์ในการทำลายเซลล์หูดอย่างเฉพาะเจาะจง โดยไม่ทำลายเนื้อเยื่อโดยรอบมากนัก ซึ่งช่วยลดโอกาสเกิดแผลเป็นหลังการรักษา ทั้งยังไม่ต้องเย็บแผล ไม่มีเลือดออกมาก และใช้เวลาพักฟื้นน้อยกว่าวิธีอื่น ผู้ป่วยบางรายสามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้ภายใน 1–2 วัน

การเตรียมตัวก่อนทำเลเซอร์รักษาหูดที่อวัยวะเพศ

  1. งดมีเพศสัมพันธ์อย่างน้อย 3-5 วันก่อนการรักษา เพื่อป้องกันการระคายเคืองหรือการแพร่กระจายของเชื้อเพิ่มเติม รวมถึงช่วยให้พื้นที่ที่รักษาอยู่ในสภาพดีที่สุด
  2. ทำความสะอาดร่างกายโดยเฉพาะบริเวณอวัยวะเพศให้สะอาดในวันเข้ารับการรักษา
  3. แนะนำให้ใช้น้ำสะอาดและสบู่อ่อน หลีกเลี่ยงการใช้สารที่มีน้ำหอม
  4. แจ้งแพทย์หากตั้งครรภ์ หรือมีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน ภูมิคุ้มกันบกพร่อง เพราะอาจต้องปรับแผนการรักษา หรือมีแนวทางพิเศษในการดูแลแผล
  5. งดยาบางชนิด เช่น แอสไพริน หรือยาละลายลิ่มเลือด (ถ้ามี) ตามคำแนะนำของแพทย์เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากเลือดออก

การดูแลตนเองหลังทำเลเซอร์

  1. ทำความสะอาดแผลอย่างสม่ำเสมอ โดยใช้น้ำเกลือเช็ดแผลเบาๆ วันละ 1–2 ครั้ง และใช้ยาทาแผลตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อป้องกันการติดเชื้อ
  2. งดเพศสัมพันธ์อย่างน้อย 2–4 สัปดาห์ เพื่อให้แผลหายสนิทและลดโอกาสการติดเชื้อซ้ำหรือระคายเคือง
  3. สวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี หลีกเลี่ยงการใส่เสื้อผ้ารัดแน่น เช่น กางเกงในรัดรูป เพื่อให้บริเวณแผลไม่อับชื้นและระบายอากาศได้ดี
  4. สังเกตอาการผิดปกติ เช่น มีหนอง บวม แดงจัด หรือเจ็บมากขึ้น หากมีอาการเหล่านี้ควรรีบกลับมาพบแพทย์ทันที เพราะอาจเกิดการติดเชื้อ
  5. ติดตามผลตามนัดของแพทย์ เพื่อประเมินแผลและตรวจซ้ำว่ามีหูดหลงเหลือหรือไม่ และพิจารณาการรักษาเพิ่มเติมหากจำเป็น
  6. พิจารณาฉีดวัคซีน HPV หลังการรักษา เพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำ และลดความเสี่ยงในการเกิดหูดหรือมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับ HPV ในอนาคต

ถึงแม้เลเซอร์จะมีประสิทธิภาพสูง แต่ก็ยังไม่สามารถป้องกันการกลับมาใหม่ของหูดได้ 100% เพราะเชื้อไวรัสอาจยังคงอยู่ในร่างกายหลังการรักษา ดังนั้น สิ่งสำคัญไม่น้อยไปกว่าการรักษาคือ การป้องกัน ไม่ว่าจะเป็นการใช้ถุงยางอนามัย การตรวจสุขภาพประจำปี หรือที่สำคัญที่สุดคือ การฉีดวัคซีน HPV ซึ่งแนะนำให้ฉีดตั้งแต่อายุยังน้อยก่อนเริ่มมีเพศสัมพันธ์ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

รวมพลังบริจาคโลหิต เนื่องในเดือนวันแม่แห่งชาติ

สิงหาคม เป็นเดือนแห่งวันแม่บรรยากาศเต็มไปความรัก ความกตัญญู และการแสดงออกถึงความห่วงใยต่อ “แม่” ผู้มีพระคุณสูงสุดของชีวิต ขอเชิญให้ประชาชนมาร่วมบริจาคโลหิต ซึ่งทุกคนสามารถเป็น “ฮีโร่ผู้ให้” ต่อชีวิตต่อลมหายใจผู้ป่วยได้ โดยไม่ต้องลงทุนทรัพย์ ด้วยการบริจาคโลหิตอย่างต่อเนื่องทุกๆ 3 เดือน เพียงแค่มีสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง มีอายุ 17 ปีบริบูรณ์ – 70 ปี  น้ำหนัก 45 กิโลกรัมขึ้นไป รู้สึกสบายดี สุขภาพแข็งแรงพร้อมบริจาคโลหิต ข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://thaibloodcentre.redcross.or.th/ หรือ ฝ่ายจัดหาผู้บริจาคโลหิตและสื่อสารองค์กร ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย โทรศัพท์ 0 2256 4300, 0 2263 9600-99 ต่อ 1760, 1761 

แบคทีเรียในลำไส้ไม่สมดุลย์กับการเกิดโรค

แบคทีเรียในลำไส้ไม่สมดุลย์กับการเกิดโรค

แบคทีเรียในลำไส้ไม่สมดุลย์กับการเกิดโรค

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในร่างกายของมนุษย์เรามีจุลินทรีย์และแบคทีเรียในลำไส้มากถึง 100 ล้านล้านตัว มีทั้งที่เป็นตัวดีและตัวไม่ดี แล้วรู้ไหมว่า ถ้าแบคทีเรียในลำไส้ไม่สมดุลย์จะสัมพันธ์กับการเกิดโรค แล้วจะมีโรคอะไรบ้าง

พญ.กฤดากร เกสรคำ แพทย์ American Board of Anti-Aging Medicine จาก Addlife Anti-Aging Center ชั้น 2 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี) ได้เผยว่า โดยส่วนใหญ่เมื่อถึงแบคทีเรียจะเน้นไปที่ลำไส้ใหญ่ ซึ่งจะมีอยู่ 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ ประเภทโพรไบโอติก (Probiotic) ซึ่งเป็นชนิดดี และประเภทจุลินทรีย์ก่อโรค (Pathogen) ซึ่งเป็นชนิดไม่ดี

1. ประเภทโพรไบโอติก (Probiotic)เป็นประเภทของแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในลำไส้ใหญ่ของมนุษย์ มีประโยชน์มากมายต่อร่างกาย โดยทั่วไปจะเป็นแบคทีเรียประจำถิ่น อาจพบได้หลายที่ในระบบทางเดินอาหาร แต่พบได้มากที่สุดในลำไส้ใหญ่ นอกจากนี้โพรไบโอติก ยังเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของวิธีรักษาภาวะสุขภาพให้สมดุล เนื่องจากเป็นแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ที่ทำหน้าที่สร้างกรดแลกติก พร้อมยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่ก่อโรค และการย่อยอาหารของจุลินทรีย์ พร้อมส่งเสริมการดูดซึมสารอาหารต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ประโยชน์ของโพรไบโอติกคือ สร้างสมดุลให้ระบบย่อยอาหารและการขับถ่าย กระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกาย รักษาและบรรเทาอาการโรคกระเพาะ ลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ลดอาการอักเสบและภูมิแพ้ของร่างกาย

2. ประเภทจุลินทรีย์ก่อโรค (Pathogen) ในขณะเดียวกัน ลำไส้ใหญ่ของมนุษย์ยังมีแบคทีเรียชนิดที่ไม่ดีอยู่ด้วย โดยเป็นประเภทจุลินทรีย์ก่อโรค ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ร่างกายเผชิญกับโรคต่างๆ  เช่น โรคอาหารเป็นพิษ โรคติดเชื้อจากอาหาร และโรคจากสารพิษที่เชื้อสร้างขึ้นมา ซึ่งอาจมีอาการความรุนแรงได้ตั้งแต่น้อยไปจนถึงมาก หรืออาจคุกคามต่อชีวิตได้ จุลินทรีย์ก่อโรคนั้นเป็นได้ทั้งรา ไวรัส และปรสิต แต่ตัวที่เป็นสาเหตุสำคัญที่สุดคือ แบคทีเรีย ซึ่งเรารับเพิ่มเข้าสู่ร่างกายจากการรับประทานอาหารนั่นเอง 

แบคทีเรียในลำไส้มีบทบาทอย่างมากต่อภาวะสุขภาพที่สมบูรณ์ ดังนั้น เมื่อไม่สามารถรักษาให้สมดุลได้อย่างที่ควรเป็น ร่างกายก็จะแสดงอาการป่วยออกมาผ่านภาวะและโรคต่าง ๆ เช่น โรคลำไส้ใหญ่อักเสบจากการติดเชื้อ: เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส หรือปรสิต โดยสาเหตุที่พบบ่อยมักมาจากเชื้อซัลโมเนลลา (Salmonella) และเชื้ออีโคไล (E.coli) ที่ปนเปื้อนในอาหารหรือน้ำ

ภาวะซึมเศร้าหรือความวิตกกังวล: เกิดจากการขาดสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ ซึ่งสัมพันธ์กับสมอง ส่งผลต่ออารมณ์และพฤติกรรม รวมถึงการผลิตฮอร์โมนเซโรโทนิน หรือฮอร์โมนแห่งความสุขที่ลำไส้ต่ำลง จึงไม่แปลกที่จะทำให้รู้สึกเศร้า เครียด และปวดท้องตามมา ทั้งยังเป็นสาเหตุหนึ่งที่ส่งผลให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายเสื่อมถอยเร็วกว่าวัยอันควร 

ภาวะอ้วน: เนื่องจากจุลินทรีย์ในลำไส้มีบทบาทเป็นอย่างมากต่อระบบเผาผลาญพลังงาน ดังนั้นการปรับสมดุลโพรไบโอติก จึงมีส่วนช่วยเป็นอย่างมากที่จะลดภาวะเสี่ยงจากการเป็นโรคอ้วน

โรคผิวหนัง: เกิดจากการรั่วซึมของสารพิษจากแบคทีเรียในลำไส้ เมื่อมีภาวะไม่สมดุลก็จะทำให้การดูดซึมและเผาผลาญไม่ดี ทำให้เกิดอาการอักเสบ ส่งผลต่อการเกิดโรคผิวหนัง สิว กลากเกลื้อน และภูมิแพ้ผิวหนังได้ อันจะนำไปสู่การเกิดริ้วรอย ผิวพรรณไม่สดใส แลดูแก่กว่าวัยได้

โรคมะเร็งลำไส้: แบคทีเรียในลำไส้ใหญ่บางชนิดอย่างเชื้อฟิวโซแบคทีเรียม (Fusobacterium) และเชื้อโพรวิเดนเซีย (Providencia) ถือเป็นชนิดที่มีความเสี่ยงอย่างมากในการก่อให้เกิดเชื้อมะเร็งในบริเวณดังกล่าว นอกจากนี้การรับประทานเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะสัตว์ใหญ่ก็ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดมะเร็งลำไส้ได้อีกด้วย

นอกจากโรคและภาวะที่ยกตัวอย่างมา การขาดสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้ยังส่งผลต่อความเสี่ยงอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน รวมไปถึงโรคตับอีกด้วย