โคเรียนแอร์ปิดดีล 36,000 ล้านดอลลาร์ ซื้อโบอิ้ง 103 ลำ ท่ามกลางแรงกดดันจากทรัมป์

โคเรียนแอร์ปิดดีล 36,000 ล้านดอลลาร์ ซื้อโบอิ้ง 103 ลำ ท่ามกลางแรงกดดันจากทรัมป์

26 ส.ค. 2568 10:41 น.

โคเรียนแอร์ปิดดีล 36,000 ล้านดอลลาร์ ซื้อโบอิ้ง 103 ลำ ท่ามกลางแรงกดดันจากทรัมป์

บริษัทโบอิ้ง และสายการบินโคเรียนแอร์ ประกาศข้อตกลงมูลค่าราว 36,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อซื้อเครื่องบิน 103 ลำ ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กดดันคู่ค้าให้ทำธุรกิจกับบริษัทอเมริกันมากขึ้น

สายการบินโคเรียนแอร์ของเกาหลีใต้ประกาศซื้อเครื่องบินโดยสารและขนส่งสินค้าจากโบอิ้ง รวม 103 ลำ มูลค่าราว 36,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.16 ล้านล้านบาท) โดยข้อตกลงนี้ประกอบด้วยเครื่องบินตระกูล 787, 777 และ 737 ซึ่งจะช่วยปรับปรุงฝูงบินของสายการบินให้ทันสมัย รองรับการแข่งขันหลังการควบรวมกิจการกับเอเชียน่า แอร์ไลน์

วอลเตอร์ โช ซีอีโอของโคเรียนแอร์ ระบุว่าข้อตกลงนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญ เพื่อให้บริษัทรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก โดยในจำนวนเครื่องบินใหม่ ประกอบด้วยโบอิ้ง 737-10 จำนวน 50 ลำ เครื่องบินพิสัยไกล 45 ลำ และเครื่องบินขนส่งสินค้า 777-8F อีก 8 ลำ ขณะที่โบอิ้งระบุว่าดีลดังกล่าวจะช่วยสนับสนุนการจ้างงานกว่า 135,000 ตำแหน่งในสหรัฐ

ข้อตกลงนี้มีขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ของเกาหลีใต้ เข้าพบประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่กรุงวอชิงตันดีซี เพื่อหารือประเด็นภาษีนำเข้า 15% ที่สหรัฐฯ กำหนดต่อสินค้าเกาหลีใต้เมื่อเดือนกรกฎาคม โดยการลงนามเกิดขึ้นระหว่างการประชุมของผู้นำรัฐบาลและภาคธุรกิจทั้งสองประเทศ มีฮาวเวิร์ด ลัทนิค รัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐ และคิมจองกวาน รัฐมนตรีการค้าเกาหลีใต้ เข้าร่วมด้วย

นอกจากโคเรียนแอร์แล้ว ค่ายรถยนต์ฮุนได มอเตอร์ กรุ๊ป ก็ประกาศเพิ่มการลงทุนในสหรัฐจาก 21,000 ล้านดอลลาร์ เป็น 26,000 ล้านดอลลาร์ พร้อมแผนสร้างโรงงานผลิตหุ่นยนต์แห่งใหม่ที่มีกำลังผลิตปีละ 30,000 ตัว ขณะที่โคเรียนแอร์ยังได้เซ็นสัญญากับบริษัท GE Aerospace มูลค่า 13,700 ล้านดอลลาร์ สำหรับเครื่องยนต์ใหม่ในดีลเดียวกัน

ข้อตกลงครั้งนี้เป็นหนึ่งในหลายความเคลื่อนไหวของประเทศที่อยู่ระหว่างเจรจาการค้ากับรัฐบาลสหรัฐฯ เช่น ญี่ปุ่นที่เพิ่งสั่งซื้อเครื่องบินโบอิ้ง 100 ลำเมื่อเดือนกรกฎาคม และการูดา อินโดนีเซียที่สั่งซื้อ 50 ลำ เพื่อลดแรงกดดันด้านภาษี

แม้โบอิ้งจะเจอวิกฤตซ้ำซ้อนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตั้งแต่เหตุเครื่องบิน 737 ตกที่อินโดนีเซียและเอธิโอเปีย รวมถึงกรณีชิ้นส่วนหลุดกลางอากาศในปี 2024 และการนัดหยุดงานใหญ่ที่สหรัฐ แต่ข้อตกลงล่าสุดกับโคเรียนแอร์ตอกย้ำว่าบริษัทกำลังกลับมาแย่งชิงยอดขายเหนือแอร์บัส คู่แข่งรายใหญ่จากยุโรปอีกครั้ง.

ที่มา BBC

สยอง สหรัฐฯ ประกาศ พบผู้ป่วยติดเชื้อ “หนอนแมลงวันกินเนื้อคน” เป็นรายแรก

สยอง สหรัฐฯ ประกาศ พบผู้ป่วยติดเชื้อ "หนอนแมลงวันกินเนื้อคน" เป็นรายแรก

26 ส.ค. 2568 09:52 น.

สยอง สหรัฐฯ ประกาศ พบผู้ป่วยติดเชื้อ “หนอนแมลงวันกินเนื้อคน” เป็นรายแรก

ผวา สหรัฐฯ ยืนยันพบผู้ป่วยรายแรกติดเชื้อ “หนอนแมลงวันกินเนื้อคน” ขณะนี้อยู่ระหว่างรักษา-สอบสวนโรค ย้ำความเสี่ยงต่อสาธารณชนต่ำมาก แต่หากแพร่สู่ปศุสัตว์อาจเสียหายทางเศรษฐกิจกว่าแสนล้านดอลลาร์

วันที่ 26 สิงหาคม 2568 กรมสาธารณสุขและบริการมนุษย์สหรัฐฯ แถลงยืนยันการตรวจพบผู้ติดเชื้อ หนอนพยาธิกินเนื้อ (New World screwworm) รายแรกในประเทศ เป็นผู้ป่วยที่เพิ่งเดินทางกลับจากประเทศเอลซัลวาดอร์ โดยพบการติดเชื้อจากการที่ตัวอ่อนแมลงวันฝังตัวในบาดแผล

หน่วยงานควบคุมโรคสหรัฐฯ ร่วมกับกรมสาธารณสุขรัฐแมรีแลนด์ลงพื้นที่สอบสวน พร้อมย้ำว่าความเสี่ยงการแพร่เชื้อสู่สาธารณชนทั่วไปยังต่ำมาก อย่างไรก็ตาม ปรสิตกินเนื้อคนชนิดนี้ถือเป็นศัตรูร้ายแรงต่อปศุสัตว์และสัตว์เลี้ยง ซึ่งปกติพบระบาดในอเมริกาใต้และแถบแคริบเบียน ล่าสุดแพร่กระจายขึ้นมาทั่วอเมริกากลางรวมถึงเม็กซิโกแล้ว

ทางด้านนายแอนดรูว์ นิกสัน โฆษกกรมสาธารณสุขและบริการมนุษย์สหรัฐฯ ระบุว่าเคสนี้เป็น ผู้ติดเชื้อจากต่างประเทศรายแรกที่พบในสหรัฐฯ และมีการประสานงานกับหน่วยงานระหว่างประเทศ อาทิ กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ และองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ เพื่อควบคุมการแพร่ระบาด

รายงานของกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ เตือนว่า หากมีการระบาดในฝูงวัวหรือปศุสัตว์ จะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาล คาดว่ามากกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3.7 ล้านล้านบาท เนื่องจากหนอนพยาธิชนิดนี้กินเนื้อเยื่อสด ทำให้สัตว์ทรมานและอาจเสียชีวิต โดยแนะนำว่าผู้ที่มีบาดแผลเปิดและเดินทางไปพื้นที่เสี่ยง รวมถึงเกษตรกรหรือผู้ที่ใกล้ชิดปศุสัตว์ ควรเพิ่มความระมัดระวัง เพราะมีโอกาสสูงที่จะติดเชื้อได้เช่นกัน.

องค์กรสื่อ-นานาชาติเดือด ประณามอิสราเอลถล่มรพ.ในกาซา สังหารนักข่าว บุคคลากรแพทย์เพิ่มอีก

องค์กรสื่อ-นานาชาติเดือด ประณามอิสราเอลถล่มรพ.ในกาซา สังหารนักข่าว บุคคลากรแพทย์เพิ่มอีก

26 ส.ค. 2568 08:14 น.

องค์กรสื่อ-นานาชาติเดือด ประณามอิสราเอลถล่มรพ.ในกาซา สังหารนักข่าว บุคคลากรแพทย์เพิ่มอีก

องค์กรสื่อ-นานาชาติพากันโกรธแค้นอิสราเอลโจมตีรพ.กาซา สังหารนักข่าว บุคลากรแพทย์เพิ่ม ยูเอ็นประณามอย่างรุนแรง เรียกร้องสอบสวนอิสระ เผยตัวเลขนักข่าวสังเวยชีวิตในกาซาพุ่ง 192 ศพนับตั้งแต่เริ่มสงคราม

วันที่ 26 สิงหาคม 2568 บรรดาองค์กรสื่อผู้สื่อข่าว และองค์กรนานาชาติ ต่างออกมาแสดงความตกตะลึงและโกรธแค้นต่อเหตุโจมตีทางอากาศของอิสราเอลในฉนวนกาซา ซึ่งคร่าชีวิตนักข่าวและบุคลากรทางการแพทย์หลายราย จนถูกมองว่าเป็น “การสังหารหมู่” โดยตรงต่อสื่อมวลชน

โดยสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำอิสราเอลและปาเลสไตน์ แถลงว่า เหตุครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในการโจมตีที่ร้ายแรงที่สุดต่อผู้สื่อข่าวที่ทำงานให้องค์กรสื่อนานาชาตินับตั้งแต่สงครามกาซาเริ่มต้นขึ้น พร้อมย้ำว่าอิสราเอลยังคงปิดกั้นสื่อมวลชนต่างชาติ ไม่ให้เข้าถึงพื้นที่อย่างอิสระ และเรียกร้องให้เหตุการณ์ครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ

ทางด้านนายฟิลิป ลาซซารินี หัวหน้าองค์การยูเอ็นอาร์ดับเบิลยูเอ (UNRWA) โพสต์ข้อความระบุว่า เหตุโจมตีครั้งนี้เปรียบเสมือนการปิดปากกระบอกเสียงสุดท้ายที่กำลังรายงานถึงสถานการณ์เด็ก ๆ ที่กำลังเสียชีวิตท่ามกลางความอดอยาก

ขณะเดียวกันนายอันโตนิโอ กูเตียร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ ออกแถลงการณ์ประณามการสังหารนักข่าวและบุคลากรแพทย์ โดยระบุว่า ยูเอ็นเรียกร้องให้พลเรือน บุคลากรแพทย์ และนักข่าว ต้องได้รับการคุ้มครองทุกเวลา และสามารถทำหน้าที่ได้โดยปราศจากการแทรกแซง คุกคาม หรือการทำร้าย พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการสอบสวนอิสระอย่างเป็นธรรม

ขณะที่สหภาพนักข่าวปาเลสไตน์ถึงขั้นใช้คำว่า “การสังหารหมู่โหดเหี้ยมที่กองทัพยิวก่อขึ้น”  โดยมุ่งเป้าโจมตีทีมสื่อมวลชนโดยตรง  เช่นเดียวกับองค์กรแพทย์ไร้พรมแดน (MSF) ที่ออกมาประณามการโจมตีใส่โรงพยาบาลเพียงแห่งเดียวที่ยังคงทำงานได้บางส่วนในภาคใต้ของกาซา โดยยบอกว่าเจ้าหน้าที่ MSF ต้องหลบภัยในห้องแล็บ ขณะที่อาคารถูกโจมตีซ้ำเป็นครั้งที่สอง

นอกจากองค์กรสื่อและสิทธิมนุษยชนแล้ว หลายประเทศ เช่น แคนาดา อังกฤษ เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และคูเวต ต่างร่วมกันประณามการโจมตีครั้งนี้

ทั้งนี้ คณะกรรมการคุ้มครองนักข่าว (Committee to Protect Journalists – CPJ) เปิดเผยว่า จนถึงก่อนเหตุการณ์ล่าสุด มีนักข่าวถูกกองทัพอิสราเอลสังหารไปแล้ว 192 ศพ ตั้งแต่สงครามกาซาปะทุขึ้น โดยโจดี้ กินส์เบิร์ก ประธาน CPJ กล่าวว่า อิสราเอลจงใจเล็งเป้ากล้องของรอยเตอร์ส พร้อมเสริมว่าผู้สื่อข่าวและเจ้าหน้าที่กู้ภัยที่เข้าไปช่วยเหลือก็ถูกสังหารซ้ำในการโจมตีระลอกที่สอง ซึ่งละเมิดกฎหมายและเข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม.

ดับแล้ว 1 ศพ พายุ “คาจิกิ” ขึ้นฝั่ง ทำฝนถล่มเวียดนาม

ดับแล้ว 1 ศพ พายุ “คาจิกิ” ขึ้นฝั่ง ทำฝนถล่มเวียดนาม

26 ส.ค. 2568 00:42 น.

ดับแล้ว 1 ศพ พายุ “คาจิกิ” ขึ้นฝั่ง ทำฝนถล่มเวียดนาม

ไต้ฝุ่น คาจิกิ ขึ้นฝั่งเวียดนามแล้วเมื่อบ่ายวันจันทร์ และทำให้เกิดฝนตกหนักและดินถล่ม แต่เวียดนามสั่งอพยพคนเกือบ 600,000 คนล่วงหน้าแล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ไต้ฝุ่น “คาจิกิ” เคลื่อนตัวขึ้นฝั่งทางตะวันออกของประเทศเวียดนามแล้ว เมื่อช่วงบ่ายวันจันทร์ที่ 25 ส.ค. 2568 ด้วยความเร็วลม 118-133 กม./ชม. โดยขึ้นฝั่งทางเหนือของเมืองดานัง ทำให้เกิดฝนตกหนัก ลมแรง ต้นไม้ถูกถอนรากถอนโคน บ้านเรือนถูกทำลายหรือเสียหาย

ศูนย์อุตุนิยมวิทยาเวียดนามเตือนว่า พายุลูกนี้อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและดินถล่ม ซึ่งทางการ 6 จังหวัดได้เตือนให้ประชาชนกว่า 400 หมู่บ้านในจังหวัดหั่วเสิน

ก่อนหน้านี้ทางการเวียดนามต้องปิดโรงเรียนกับสนามบินหลายแห่ง และสั่งอพยพประชาชนเกือบ 600,000 คนในจังหวัดทัญฮว้า, ก๋วงตริ, เว้ และดานัง ตอนกลางของเวียดนาม เพื่อเตรียมรับมือกับไต้ฝุ่น คาจิกิ โดยในวันจันทร์ เจ้าหน้าที่ยังเดินตรวจตามบ้านเพื่อบอกให้ชาวบ้านอพยพไปยังศูนย์หลบภัย

นอกจากนี้ยังมีรายงานพบผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ศพ โดยสาเหตุมาจากการถูกไฟช็อตขณะพยายามเสริมความแข็งแกร่งให้หลังคาบ้านในจังหวัดเงียอาน

ทั้งนี้ คาดกันว่าไต้ฝุ่น คาจิกิ เป็นหนึ่งในพายุรุนแรงที่สุดที่เคยเคลื่อนตัวเข้าสู่ โดยหลังขึ้นฝั่ง พายุลูกนี้ก็เคลื่อนตัวอย่างช้าๆ ขณะอยู่บนบก และจะอ่อนกำลังลงขณะที่มันเคลื่อนตัวผ่านเวียดนามเข้าสู่ประเทศลาว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิสราเอลโจมตีโรงพยาบาลในกาซา เสียชีวิตอย่างน้อย 15 ศพ รวมนักข่าวรอยเตอร์-อัลจาซีรา

อิสราเอลโจมตีโรงพยาบาลในกาซา เสียชีวิตอย่างน้อย 15 ศพ รวมนักข่าวรอยเตอร์-อัลจาซีรา

25 ส.ค. 2568 17:00 น.

อิสราเอลโจมตีโรงพยาบาลในกาซา เสียชีวิตอย่างน้อย 15 ศพ รวมนักข่าวรอยเตอร์-อัลจาซีรา

การโจมตีโรงพยาบาลนัสเซอร์ในฉนวนกาซาของอิสราเอลในวันนี้ (25 ส.ค.) ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 15 ศพ รวมถึงนักข่าว 4 คน ซึ่งหนึ่งในนั้นทำงานให้กับสำนักข่าวรอยเตอร์และอัลจาซีรา 

ฮุสซัม อัล-มาสรี ช่างภาพ ซึ่งเป็นหนึ่งในนักข่าวที่เสียชีวิตจากการโจมตีครั้งแรก เป็นนักข่าวสัญญาจ้างของสำนักข่าวรอยเตอร์ ส่วนฮาเทม คาเลด ซึ่งเป็นช่างภาพสัญญาจ้างของสำนักข่าวรอยเตอร์  ได้รับบาดเจ็บที่ขา จากการโจมตีครั้งที่สอง

ด้านสำนักข่าวอัลจาซีรา รายงานโดยอ้างจากสำนักงานสื่อมวลชนของรัฐบาลกาซาระบุว่า นักข่าวทั้ง 4 รายนี้เสียชีวิตจากการโจมตีโรงพยาบาลนัสเซอร์ของอิสราเอล ประกอบด้วย ฮอสซัม อัล-มาสรี ช่างภาพข่าวของสำนักข่าวรอยเตอร์, โมฮัมเหม็ด ซาลามา ช่างภาพข่าวของอัลจาซีรา, มาเรียม อาบู ดากา นักข่าวที่ทำงานให้กับหลายสำนักข่าว รวมถึงดิ อินดิเพนเดนท์ อารบิก และเอพี และ โมอาซ อาบู ทาฮา นักข่าวที่ทำงานให้กับเครือข่ายสถานีโทรทัศน์เอ็นบีซี

สำนักงานสื่อมวลชนของรัฐบาลกาซากล่าวว่า จากเหตุการณ์ล่าสุด ทำให้จำนวนนักข่าวที่เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 244 คน “เพื่อนนักข่าวผู้พลีชีพต้องเสียชีวิตเมื่อการยึดครองของอิสราเอลก่ออาชญากรรมอันน่าสยดสยอง ด้วยการทิ้งระเบิดใส่กลุ่มนักข่าวที่กำลังทำภารกิจรายงานข่าวที่โรงพยาบาลนัสเซอร์ ในเขตปกครองข่านยูนิส และมีนักข่าวผู้พลีชีพจำนวนมากตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมนี้ เราถือว่าการยึดครองของอิสราเอล รัฐบาลอเมริกัน และประเทศที่มีส่วนร่วมในอาชญากรรมฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เช่น สหราชอาณาจักร เยอรมนี และฝรั่งเศส มีส่วนรับผิดชอบอย่างเต็มที่ต่อการก่ออาชญากรรมอันโหดร้ายเหล่านี้”

ผู้อยู่ในเหตุการณ์กล่าวว่าการโจมตีครั้งที่สองเกิดขึ้นหลังจากเจ้าหน้าที่กู้ภัย นักข่าว และคนอื่นๆ รีบรุดไปยังจุดเกิดเหตุโจมตีครั้งแรก ภาพจากรอยเตอร์สแสดงให้เห็นว่าภาพวิดีโอที่ถ่ายทอดสดจากโรงพยาบาล ซึ่งนายมัสรีเป็นผู้ดำเนินการ ได้ปิดตัวลงอย่างกะทันหันในขณะที่เกิดการโจมตีครั้งแรก

ทั้งนี้ มีนักข่าวชาวปาเลสไตน์มากกว่า 240 คน เสียชีวิตจากการยิงของอิสราเอลในฉนวนกาซา นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023 ตามรายงานของสมาพันธ์นักข่าวปาเลสไตน์.

ที่มา  Al Jazeera  Reuters

สำนักงานชลประทานที่ 3 เดินหน้าบริหารจัดการน้ำ รับมือฝนต่อเนื่องจากพายุ’คาจิกิ’

สำนักงานชลประทานที่ 3 เดินหน้าบริหารจัดการน้ำ รับมือฝนต่อเนื่องจากพายุ'คาจิกิ'

สำนักงานชลประทานที่ 3 เดินหน้าบริหารจัดการน้ำ รับมือฝนต่อเนื่องจากพายุ’คาจิกิ’

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.32 น.

จากประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยาเกี่ยวกับพายุ “คาจิกิ” ซึ่งส่งผลให้เกิดฝนตกหนักในหลายพื้นที่ของภาคเหนือ รวมถึงลุ่มน้ำยม – น่าน ทำให้มีน้ำเอ่อในพื้นที่ลุ่มต่ำ และการระบายน้ำทำได้ช้ากว่าปกติ

นายสมจิตฐิพงศ์ อำนาจศาล ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 3 ได้สั่งการให้โครงการชลประทานในจังหวัดอุตรดิตถ์ พิษณุโลก พิจิตร และนครสวรรค์ เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมวิเคราะห์ข้อมูลและวางแผนการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่

นายชวลิต สุราราช ผู้อำนวยการส่วนบริหารจัดการน้ำและบำรุงรักษา เปิดเผยว่า จากอิทธิพลของพายุ “คาจิกิ” ส่งผลให้มีฝนตกหนักกระจายทั่วพื้นที่ลุ่มน้ำยมและลุ่มน้ำน่าน โดยเฉพาะบริเวณท้ายเขื่อนสิริกิติ์ ได้รับผลกระทบจากปริมาณน้ำไหลเข้าเสริม (side flow) จากน้ำปาด และการผันน้ำจากพื้นที่ต้นน้ำ

เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปอย่างเหมาะสมและลดผลกระทบต่อประชาชน กรมชลประทานได้หารือร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และได้กำหนดแผนการระบายน้ำของเขื่อนสิริกิติ์ ระหว่างวันที่ 26–31 สิงหาคม 2568 โดยปรับลดการระบายน้ำลงเหลือวันละ 30 ล้านลูกบาศก์เมตร (หรือประมาณ 347 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที) ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบมติคณะทำงานอำนวยการบริหารจัดการน้ำส่วนหน้า (ชั่วคราว) ลุ่มน้ำยม–น่าน ที่กำหนดเพดานการระบายไม่เกิน 50 ล้าน ลบ.ม. ต่อวัน

ทั้งนี้ จะมีการเฝ้าระวังและควบคุมระดับน้ำที่สถานีวัดน้ำ N7B อำเภอเมืองพิจิตร อย่างใกล้ชิด ไม่ให้เกิน 997 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อป้องกันผลกระทบต่อพื้นที่ชุมชนในเขตเทศบาลเมืองพิจิตร พร้อมสามารถปรับเพิ่มหรือลดการระบายน้ำได้ตามสถานการณ์ในพื้นที่

สรุปการดำเนินงานในพื้นที่

จังหวัดอุตรดิตถ์

– โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาผาจุก ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำในลำน้ำสาขาแม่น้ำน่าน และควบคุมการระบายน้ำจากเขื่อนทดน้ำผาจุกให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เพื่อลดผลกระทบต่อพื้นที่ริมตลิ่งและชุมชน

– โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาผาจุก ติดตามสถานการณ์น้ำเขื่อนทดน้ำผาจุกอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีปริมาณฝนสะสมเพิ่มสูงจากอิทธิพลพายุ “คาจิกิ” โดยได้บริหารการระบายน้ำให้สอดคล้องกับเขื่อนสิริกิติ์ และรักษาระดับน้ำเหนือ–ท้ายเขื่อน เพื่อป้องกันผลกระทบต่อชุมชนและผู้ประกอบกิจกรรมในแม่น้ำน่าน พร้อมจัดเวรติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมงในช่วงฤดูฝน

จังหวัดพิจิตร

– ส่วนเครื่องจักรกลดำเนินการติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาด 12 นิ้ว 1 เครื่อง บริเวณคลองระบายน้ำ DR.2-138L หมู่ 7 บ้านท่าแห ต.กำแพงดิน อ.สามง่าม เพื่อเร่งระบายน้ำจากพื้นที่เกษตรกว่า 200 ไร่ ที่ได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักต่อเนื่อง จนระดับน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำเพิ่มสูงและระบายได้ช้ากว่าปกติ

จังหวัดพิษณุโลก

– โครงการฯ นเรศวร ติดตามการส่งน้ำคลอง PL.0-32.R ต.ท้อแท้ อ.พรหมพิราม เพื่อบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสม

– โครงการฯ พลายชุมพล เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำบริเวณคลองระบายน้ำ DR.15.8 ต.งิ้วงาม อ.เมืองพิษณุโลก

– ส่วนเครื่องจักรกล สำนักงานชลประทานที่ 3 สำรวจและเตรียมติดตั้ง เครื่องสูบน้ำไฮโดรโฟล ขนาด 48 นิ้ว จำนวน 6 เครื่อง ที่ประตูระบายน้ำคลองบางแก้ว ต.บางระกำ อ.บางระกำ เพื่อเร่งระบายน้ำจากแม่น้ำยมสายเก่า รองรับมวลน้ำจากพายุ “คาจิกิ” ซึ่งกำลังทำให้น้ำในลำน้ำเพิ่มสูงขึ้น

จังหวัดนครสวรรค์

– โครงการชลประทานนครสวรรค์ ลงพื้นที่ตรวจติดตามสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำน่านและลุ่มน้ำยม ณ อำเภอชุมแสง โดยเฉพาะบริเวณสถานีวัดน้ำ N.67 และจุดบรรจบของแม่น้ำทั้งสองสาย ซึ่งมีแนวโน้มระดับน้ำเพิ่มขึ้นจากฝนที่ตกสะสมและการระบายน้ำจากเขื่อนสิริกิติ์ แม้ยังต่ำกว่าตลิ่ง แต่ได้วางแผนเฝ้าระวังร่วมกับอำเภอและท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมความพร้อมในการป้องกันพื้นที่เพาะปลูกและบ้านเรือนประชาชน

– ร่วมประชุมหารือกับรองผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือพายุ “คาจิกิ” ที่จะพัดผ่านช่วง 24–27 สิงหาคมนี้ โดยได้วางแผนบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ พร้อมจัดเตรียมเครื่องสูบน้ำขนาด 8–12 นิ้ว จำนวน 22 เครื่อง ณ โครงการชลประทานนครสวรรค์ เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้น

สำนักงานชลประทานที่ 3 ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกระดับ เพื่อบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสม ลดผลกระทบต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด และเน้นดำเนินการเชิงรุกในพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่ารัฐพร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

หากประชาชนต้องการแจ้งเหตุหรือติดต่อขอความช่วยเหลือเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำ สามารถติดต่อผ่านผู้นำชุมชนในพื้นที่ หรือสายด่วนกรมชลประทาน โทร. 1460 ตลอด 24 ชั่วโมง

– 006

กรมชลฯระดมกำลังรับมือฝนเหนือ-น้ำหลาก หลัง’คาจิกิ’สลายตัว

กรมชลฯระดมกำลังรับมือฝนเหนือ-น้ำหลาก หลัง'คาจิกิ'สลายตัว

กรมชลฯระดมกำลังรับมือฝนเหนือ-น้ำหลาก หลัง’คาจิกิ’สลายตัว

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.25 น.

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน เปิดเผยว่า พายุ “คาจิกิ” ได้อ่อนกำลังลงและสลายตัวเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมภาคเหนือแล้ว แต่ยังคงทำให้มีฝนตกชุกในหลายพื้นที่ ทำให้มีน้ำป่าไหลลงลุ่มน้ำปิง ลุ่มน้ำยม ลุ่มน้ำน่าน อย่างต่อเนื่องในช่วง 1 – 2 วันนี้ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งยังคงต้องเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

พื้นที่เสี่ยงเฝ้าระวังฝนตกหนักและน้ำหลาก จ.น่าน พบปริมาณฝนสะสมเกิน 250 มิลลิเมตร (มม.) หลายจุด เฉพาะที่ ต.บ่อเกลือใต้ อ.บ่อเกลือ วัดปริมาณฝนได้สูงสุดถึง 349.7 มม. , จ.แพร่ ที่ อ.ลอง วัดปริมาณฝนได้ 202.5 มม.ขณะเดียวกัน ระดับน้ำในลุ่มน้ำยม – น่าน เริ่มมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะที่สถานี Y.37 อ.วังชิ้น จ.แพร่ มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 1,241 ลบ.ม./วินาที แนวโน้มเพิ่มขึ้นสถานีวัดน้ำ Y.14B อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย เวลา 10.00 น.วัดได้ 989 ลบ.ม./วินาที แนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นกัน

กรมชลประทาน ได้ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมบูรณาการร่วมกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการบริหารจัดการน้ำอย่างเข้มข้น ควบคู่กับการเร่งนำเครื่องจักรกล เครื่องสูบน้ำ และจัดเจ้าหน้าที่ประจำพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้สามารถช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที หวังลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นให้ได้มากที่สุด พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนสถานการณ์น้ำให้ประชาชนได้รับทราบตลอดเวลา

ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ wmsc.rid.go.th หรือ bigdata-swoc.rid.go.th หากต้องการความช่วยเหลือสามารถแจ้งได้ที่โครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือ โทร. 1460 สายด่วนกรมชลประทาน

– 006

‘อรรถกร’ ปลุกพลังอาหารหยาบคุณภาพสูง หนุนเทคโนโลยีช่วยลดต้นทุน เพิ่มรายได้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์

'อรรถกร' ปลุกพลังอาหารหยาบคุณภาพสูง หนุนเทคโนโลยีช่วยลดต้นทุน เพิ่มรายได้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์

‘อรรถกร’ ปลุกพลังอาหารหยาบคุณภาพสูง หนุนเทคโนโลยีช่วยลดต้นทุน เพิ่มรายได้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์

วันจันทร์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.39 น.

“รมว.อรรถกร” ปลุกพลังอาหารหยาบคุณภาพสูง เผยใช้ 5,500 ไร่ ผลิตข้าวโพดหมักกว่า 2.7 หมื่นตัน หนุนเทคโนโลยีช่วยลดต้นทุน เพิ่มรายได้ ให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์

นายอรรถกร ศิริลัทยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดโครงการ “ถ่ายทอดเทคโนโลยีอาหารหยาบลดต้นทุนเพื่อเกษตรกร” ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาโคเนื้อ อ.ลำสนธิ จ.ลพบุรี ว่า รัฐบาลมุ่งมั่นยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร โดยการลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และสร้างความมั่นคงในอาชีพ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้ให้ความสำคัญกับกลุ่มเกษตรกรรายย่อย โดยเฉพาะกลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์ที่ต้องเผชิญปัญหาต้นทุนอาหารสัตว์สูง จึงมอบหมายให้กรมปศุสัตว์ขับเคลื่อนโครงการผลิตอาหารหยาบคุณภาพสูงเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์รายย่อย เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยที่ประสบภาวะขาดแคลนวัตถุดิบ และบรรเทาความเดือดร้อนด้านต้นทุน และให้เข้าถึงองค์ความรู้และนวัตกรรม สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในฟาร์ม และสร้างความมั่นคงในอาชีพได้อย่างยั่งยืน

นายอรรถกร กล่าวว่า ในปี 2568 กรมปศุสัตว์ได้ใช้พื้นที่กว่า 5,500 ไร่ ของหน่วยงาน 11 แห่งทั่วประเทศ ปลูกพืชอาหารสัตว์ เช่น ข้าวโพดและข้าวฟ่าง เพื่อนำมาแปรรูปเป็นอาหารหยาบคุณภาพสูงด้วยวิธีการหมัก คาดว่าจะได้ผลผลิตไม่น้อยกว่า 27,500 ตัน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม โคเนื้อ แพะ แกะ และกระบือ ทั้งนี้ ผลการดำเนินงาน (ตุลาคม 2567 – สิงหาคม 2568) มีการปลูกข้าวโพดในพื้นที่ศูนย์วิจัยและสำนักพัฒนาพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์ รวม 5,037 ไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 91.58 ของเป้าหมาย ได้ผลผลิตข้าวโพดพร้อมฝักสับหมักประมาณ 25,185 ตัน จากความสำเร็จดังกล่าว จึงได้ต่อยอดความสำเร็จสู่ “โครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีอาหารหยาบลดต้นทุนการผลิต” เพื่อขยายองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมไปสู่เกษตรกรรายย่อยทั่วประเทศ

“โครงการนี้ถือเป็นการสานต่อแนวคิดที่ริเริ่มมาตั้งแต่สมัยนายอิทธิ ศิริลัทธยากร อดีตรัฐมนตรีช่วยฯ ที่มุ่งใช้พื้นที่ของกรมฯ ให้เกิดประโยชน์ ด้วยการทำแปลงข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ตามนโยบายลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ ซึ่งจากการพิสูจน์แล้วพบว่าการใช้ข้าวโพดหมักสามารถเพิ่มปริมาณน้ำนมวัวได้จริง ผมเชื่อมั่นว่าโครงการนี้จะเป็นอีกหนึ่งโครงการสำคัญที่กระทรวงเกษตรฯ ขับเคลื่อนต่อเนื่อง เพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงผลิตภัณฑ์คุณภาพดี ราคาย่อมเยา และขอเชิญชวนพี่น้องเกษตรกรทุกท่าน มาร่วมสนับสนุนและใช้ผลิตภัณฑ์ของภาครัฐ เพื่อสร้างความมั่นคงและยั่งยืนให้กับภาคการเกษตรของเรา” รมว.อรรถกร กล่าวย้ำ

ด้านนายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเสริมว่า กรมฯ ได้ใช้ศักยภาพของหน่วยงานในการผลิตและแปรรูปพืชอาหารสัตว์คุณภาพสูง เช่น ข้าวโพด ข้าวฟ่าง มันสำปะหลัง หญ้าและถั่วอาหารสัตว์ เพื่อให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์เคี้ยวเอื้อง ได้แก่ โคนม โคเนื้อ แพะ แกะ และกระบือ ได้มีอาหารหยาบที่เพียงพอและต้นทุนต่ำลง โครงการนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุนการผลิต แต่ยังเป็นการสร้างความมั่นคงและความยั่งยืนในอาชีพของเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์อีกด้วย

ภายในงานยังมีการจัดนิทรรศการ “BAHGI Open House 2025” ของสำนักพัฒนาพันธุ์สัตว์ พร้อมกิจกรรมสาธิตการเก็บเกี่ยวข้าวโพดด้วยเครื่องจักรกลการเกษตร และการเก็บสำรองเสบียงสัตว์ด้วยเครื่องม้วนก้อนหญ้าพลาสติก นอกจากนี้ยังเปิดเวทีความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และเกษตรกรเครือข่าย เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการผลิตอาหารหยาบคุณภาพสูง รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมปศุสัตว์ไทยในอนาคต

-(016)

งานวิจัยด้านพระพุทธศาสนาแบบบูรณาการ ผนวก 3 ด้าน สร้างคุณค่าให้ผู้ยากไร้ด้านสิทธิมนุษยชนเชิงพุทธ

งานวิจัยด้านพระพุทธศาสนาแบบบูรณาการ ผนวก 3 ด้าน สร้างคุณค่าให้ผู้ยากไร้ด้านสิทธิมนุษยชนเชิงพุทธ

งานวิจัยด้านพระพุทธศาสนาแบบบูรณาการ ผนวก 3 ด้าน สร้างคุณค่าให้ผู้ยากไร้ด้านสิทธิมนุษยชนเชิงพุทธ

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.35 น.

จากการนำเสนองานวิจัยเรื่อง คนจนหน้าจอ : กรณีศึกษาวาทกรรมด้านสิทธิมนุษยชนเชิงพุทธเพื่อช่วยเหลือคนยากไร้ในมุมมองสื่อสารมวลชน” ของ นายธนะกิจ  อินยาโส  นิสิตระดับปริญญาเอก พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต (พระพุทธศาสนา) วิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรีทวารวดี

 มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ที่ได้ตั้งวัตถุประสงค์ในการวิจัยด้วยกัน 3 ข้อ คือ 1) เพื่อสังเคราะห์วาทกรรมด้านสิทธิมนุษยชนเชิงพุทธที่มีอิทธิพลต่อคนยากไร้ที่เคยออกอากาศผ่านรายการโทรทัศน์ 2) เพื่อพัฒนาวาทกรรมด้านสิทธิมนุษยชนเชิงพุทธในแบบรื้อสร้างอุดมการณ์กลวิธีทางวาทกรรมช่วยเหลือผู้ยากไร้ในมุมมองของสื่อสารมวลชน และ 3) เพื่อถ่ายทอดชุดวาทกรรมด้านสิทธิมนุษยชนเชิงพุทธของคนยากไร้ในมุมมองของสื่อสารมวลชน จากผลการวิจัยนี้พบว่า

1. การสังเคราะห์วาทกรรมด้านสิทธิมนุษยชนเชิงพุทธที่มีอิทธิพลต่อคนยากไร้ที่เคยออกอากาศผ่านรายการโทรทัศน์ จะเห็นว่า ธรรมะใกล้ตัวและชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร ทำหน้าที่เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้และการฟื้นคืนศักดิ์ศรีของผู้ด้อยโอกาส ผ่านการเล่าเรื่องที่เชื่อมโยงกับหลัก อริยสัจ ๔ และ พรหมวิหาร ๔ ส่งผลให้ผู้ชมตระหนักถึงสภาวะแห่งทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ และแนวทางแห่งการดับทุกข์ ตลอดจนก่อให้เกิดความเมตตา กรุณา และอุเบกขาต่อผู้ที่อยู่ในภาวะยากลำบาก อีกทั้งยังสะท้อนการประยุกต์ใช้ เบญจศีล–เบญจธรรม ในการดำเนินชีวิตอย่างไม่เบียดเบียนและการเคารพสิทธิผู้อื่นอย่างเป็นรูปธรรม

2.การพัฒนาวาทกรรมด้านสิทธิมนุษยชนเชิงพุทธในแบบรื้อสร้างอุดมการณ์กลวิธีทางวาทกรรมช่วยเหลือผู้ยากไร้ในมุมมองของสื่อสารมวลชน พบว่าสื่อมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนกรอบการรับรู้ที่เคยมองคนยากไร้ว่าเป็น “ภาระ” หรือ “ผลกรรม” ไปสู่การยืนยันว่าเป็น “ผู้มีศักยภาพทางธรรม” โดยเน้นการเล่าเรื่องเชิงเสริมพลัง (empowerment) ซึ่งสอดคล้องกับหลัก อิทัปปัจจยตา ที่อธิบายความยากจนในฐานะผลจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง มิใช่เพียงผลของกรรมเก่า ทั้งยังสัมพันธ์กับหลัก เบญจศีล–เบญจธรรม ที่ส่งเสริมการเว้นจากการเบียดเบียน ความเอื้อเฟื้อ และความยุติธรรม

3. การถ่ายทอดชุดวาทกรรมด้านสิทธิมนุษยชนเชิงพุทธของคนยากไร้ในมุมมองของสื่อสารมวลชนพบว่าสื่อมิได้เพียงนำเสนอในฐานะ “ผู้ขาดโอกาส” แต่ยืนยันถึงสิทธิและศักยภาพของพวกเขาในการเข้าถึงธรรมะ การฝึกศีล สมาธิ และปัญญาเช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป การยืนยันเช่นนี้สอดคล้องกับหลักการสิทธิมนุษยชนสากลว่าด้วยความเสมอภาคในศักดิ์ศรีของมนุษย์ และเชื่อมโยงกับ เบญจศีล–เบญจธรรม ที่เน้นความสุจริต ความเมตตา และการไม่เอารัดเอาเปรียบ ส่งผลให้การช่วยเหลือมิใช่เพียงการสงเคราะห์ แต่เป็นการปลดปล่อยเชิงจิตวิญญาณและการสร้างความเป็นธรรมในโครงสร้างสังคม

ด้านพระเจริญพงษ์ ธมฺมทีโป, ผศ.ดร.ผู้อำนวยการหลักสูตรบัณฑิตศึกษา สาขาวิชาพระพุทธศาสนา วิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรีทวารวดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย  กล่าวว่า  งานวิจัยนี้ ชี้ให้เห็นมิติคำว่าสิทธิมนุษยชนเชิง พุทธ หรือ ความหมายแม้ว่าในคัมภีร์พุทธศาสนา ไม่มีคำว่าสิทธิตามหลักกฎหมาย เพราะ เรื่องสิทธิเป็นเรื่องกฎหมายตามแบบแนวคิด ตะวันตกแต่ว่าแท้จริงแล้ว สิทธิมนุษยชนเชิง พุทธ มันพูดถึงเรื่องหน้าที่ทางศีลธรรม ที่เป็นข้อปฏิบัติพื้นฐานข้อปฏิบัติเบื้องต้นง่ายๆ เลยอย่างเช่น ในงานวิจัยเรื่องนี้พูดถึงเรื่องหลักเบญจศีลเบญจธรรม  ที่เป็นหลักปฏิบัติในการคุ้มครองสิทธิ์ที่ของผู้อื่นโดยอัตโนมัติ เพราะว่าหากทุกคนในสังคมทำตามหน้าที่ได้ไม่เบียดเบียนกัน สิทธิก็จะได้รับการปกป้องสิทธิทางด้านชีวิต และทรัพย์สิน  การตีความในงานวิจัยของคุณ ธนะกิจ  ทำให้สิทธิมนุษยชนเชิงพุทธไม่ใช่เพียงแค่เป็นแนวคิดนามธรรม แต่สามารถประยุกต์ใช้ในการเล่าเรื่องผ่านสื่อได้จริง แล้วก็เป็นประโยชน์กับคนในสังคมจริง อย่างเช่น สื่อต่างๆมองว่างานวิจัยเรื่องนี้ มันเป็นประโยชน์นะ ต่อสาธารณชน โดยเฉพาะคนจนหน้าจอ ส่วนในเรื่องของกรอบการนำเสนอ จากงานวิจัยเรื่องนี้เช่นรายการโทรทัศน์อื่นๆ ที่ยิ่งมาแล้วเนี่ย อย่างเช่นธรรมะใกล้ตัว หรือชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร ที่ถ่ายทอดเรื่องราวคนยากไร้โดยเน้นคุณค่าความเป็นมนุษย์  สะท้อนความเมตตากรุณา แล้วก็ลดการตีความกล่าวหาว่า “ความจน” คือผลกรรมเก่าเพียงอย่างเดียว เพราะว่า  ลัทธิที่เชื่อว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดมาจากกรรมในอดีตนะ กรรมในอดีตเป็นผู้ลิขิตความเป็นไปของชีวิตในปัจจุบัน อันนี้จริงๆ แล้วความเชื่อแบบนี้ ก็ยังเป็นความเชื่อที่ไม่ถูกตรงกับหลักกรรมในพุทธศาสนาสักเท่าไหร่ ถูกเพียงแค่ครึ่งเดียว หรือท่อนเดียว นิดเดียว นะครับ เชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นเพราะผลกรรมในอดีตนะ คอยลิขิตนะ คอยดลบันดาลให้ความเป็นไปในปัจจุบัน การดำเนินชีวิตในปัจจุบันเป็นไปอย่างนั้นอย่างนี้เนี่ย เป็นเพราะกรรมในอดีตลิขิตแล้วเนี่ย หรือเป็นพวกที่มีความคิดที่เรียกว่าเป็น mind นั้นก็ถือว่าเป็นการเชื่อเรื่องผลกรรมเพียงถูกเพียงแค่ครึ่งเดียว ถ้าตามหลักความเชื่อเรื่องกรรม หรือหลักคำสอนเรื่องกรรมตามแบบของพระพุทธเจ้าอย่างเช่นเรื่องความจนที่ว่า เชื่อมโยงกับโครงสร้าง งานวิจัยเรื่องนี้ เชื่อมโยงกับโครงสร้างทางสังคมและเศรษฐกิจแล้วก็เป็นต้นแบบ รายการเช่นนี้  “คนจนหน้าจอ” เป็นต้นแบบของการสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ ที่สื่ออื่นๆ สามารถนำไปใช้ เมื่อจะนำเสนอดราม่า หรือเรื่องของผู้คนยากร้าย โดยเลี่ยงการสร้างมายาคติ แบบสงสารอย่างเดียว แต่เป็นการยกระดับให้เป็น ให้ยกระดับสื่อให้เป็นพื้นที่สร้างความเข้าใจ และก็ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์  และเป็นเรื่องใหม่ก็คือเรื่องของการสร้างวาทกรรมใหม่ โดยใช้แนวคิดนี้ทฤษฎีนี้ เรื่องของการพัฒนาวาทกรรมใหม่ ที่รื้อสร้างอุดมการณ์เดิมซึ่งเคยมองคนจนว่าไร้ค่า ให้กลายเป็นนักสู้ทางธรรม หรือเป็นผู้มีคุณค่าทางจิตวิญญาเรื่องกรอบของการสร้างวาทกรรมใหม่ ในการช่วยเหลือคนจนหน้าจอสามารถที่จะต่อยอดสู่การประชาสัมพันธ์ สามารถที่จะจำแนกออกเป็น 3 ระดับ  อย่างเช่นว่า ระดับแรก ระดับสังคม สื่อสามารถออกแบบแคมเปญที่เล่าเรื่องผู้ยากไร้ฐานะเป็นผู้มีศักยภาพ สร้างแรงบันดาลใจแก่สาธารณะ เช่นการใช้สื่อทีวี หรือสื่อออนไลน์เป็นพื้นที่สร้างเรื่องเล่าที่มีชีวิตที่แสดงคุณค่าของคนทุกคนในระดับสังคม ถ้าในระดับชุมชนการประชาสัมพันธ์ควรเชื่อมโยงกับกิจกรรมทางศาสนา เช่นโครงการวัดเป็นพื้นที่แห่งการแบ่งปัน เพื่อให้คนในชุมชนร่วมกัน แล้วก็ลงมือช่วยเหลือกันจริงๆ แต่นี้ในระดับนโยบาย ผลงานวิจัยนี้ เป็นข้อมูลผลักดันให้หน่วยงานภาครัฐ แล้วก็สื่อ สื่อสาธารณะ กำหนดแนวทางนำเสนอข่าวผู้ยากไร้ โดยยึดหลักสิทธิมนุษยชนเชิงพุทธ คือเมตตา กรุณา และความเสมอภาพ สิทธิความเท่าเทียมของ ของมนุษย์ตามแนวคิดพุทธศาสนา เมื่อประชาสัมพันธ์ในลักษณะนี้ การช่วยเหลือผู้ยากไร้ จึงไม่ใช่การสงเคราะห์เพียงชั่วคราว แต่เป็นการคืนศักดิ์ศรีและคุณค่าให้แก่พวกเขาอย่างยั่งยืน ซึ่งถ้าลงไปดูรายละเอียดงานวิจัยในเรื่องของธนะกิจ เขาไม่ได้ช่วยกันแค่ข่าวจบแล้วก็ทิ้งกันไป แต่ก็ยังมีการติดตาม มีการดูแล มีการช่วยเหลือจนเขาสามารถที่จะยืนอยู่ได้ด้วยลำแข้งของเขาเองได้

ด้านผู้วิจัย นายธนะกิจ  อินยาโส  ยังกล่าวอีกว่า จากการที่ผู้วิจัยได้ทำรายการโทรทัศน์ (Scoop)ที่ได้ช่วยเหลือผู้ยากไร้ผ่านทางสถานีโทรทัศน์มาหลายสถานีและได้ช่วยเหลือผู้ยากไร้กว่า 1,000  ราย บางรายไม่เคยมีบ้านที่อยู่ที่กินที่อาศัย ขออาศัยที่คนข้างบ้าน ขออาศัยที่ธรณีสงฆ์ สร้างเพิงสังกะสีเก่าๆคอยหลบแดดหลบฝน ไม่มีแม้กระทั่งเงินสักแดงเดียวคอยประทังชีวิต ผู้วิจัยขออนุญาติยกScoopตัวอย่างที่เคยออกอากาศทางช่องโทรทัศน์ช่องหนึ่ง ชื่อตอนที่ว่า ชายชราผู้โดดเดี่ยว  เป็นเรื่องราวของตาบุญชู  เสือไหล ชายชราที่สู้ชีวิตตัวคนเดียวตั้งแต่เกิด  ไม่มีลูกไม่มีเมีย ไม่มีพี่ ไม่มีน้อง อาศัยเพิงสังกะสีเก่าๆอยู่เพียงลำพังที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาอายุ ๗๒ ปี(ในเวลานั้น) ต้องยังไปเป็นยามเฝ้าโรงงานแต่กลับไม่ได้รับค่าตอบแทนบางวันมีเศษตังในกระเป๋าก็ได้แค่ซื้อมาม่าซองประทังชีวิต ขยี้มาม่าดิบๆกินกับน้ำเปล่า ใช้ชีวิตคนเดียวมาตั้งแต่เกิด ทั้งเหงา ทั้งเศร้า และว้าเหว่ เพิงไม้เก่าๆ มีสังกะสีที่ผุพัง ภายในมีชายชราผู ้หนึ่งที่อาศัยอยู่อย่างโดดเดี่ยว โดดเดี่ยวมาทั้งชีวิต เพราะตั้งแต่เกิดมาก็ยังไม่เคยเจอ หน้าพ่อแม่เลย หนำซ้ำเมียลูกก็ไม่มีใช้ชีวิตโดดเดี่ยวมาตลอด อายุขัยก็เป็นไม้ใกล้ฝั่งเข้าไปทุกที ชีวิตหลังจากนี้แกจะเป็นอย่างไร

 ความโดดเดี่ยวของชายชราผู้นี้ที่เป็นแรงผลักดันให้เขาสู้อย่างเดียวดาย ถึงจะล้มลุกคลุกคลาน ลุงก็ไม่อยากเป็นภาระใคร ในบั้นปลายของชีวิตร่วมให้กำลังใจลุงเพื่อบั้นปลายชีวิตที่สดใสในปลายชีวิตที่หลือเหลืออยู่ หลังจากชีวิตลุงบุญชูได้ถ่ายทอดออกผ่านทางรายการ ลุงบุญก็ได้รับการช่วยเหลืออย่างมหาศาล จนสามารถสร้างบ้านหลังใหม่ให้ลุงบุญชูได้ และยังมีเงินที่สามารถให้ลุงอยู่กินต่อเดือนได้ จนกว่าลุงจะจากโลกนี้ไป เพียงแค่นี้ผู้วิจัยและทีมงานก็มีความสุขที่ได้มอบสิ่งดีๆให้กับผู้ยากไร้ และอีกหนึ่งราย ที่ผู้วิจัยยังจำและตาตรึงในหัวใจคือตอนของยายบัว ที่นำเสนอผ่านทางช่องโทรทัศน์ช่องหนึ่ง  ชื่อตอนว่า ยายบัวแม่ผู้โดดเดี่ยว ซึ่งถ้าจำไม่ผิดในการนำเสนอตอนนี้จะเป็นเทปออกอากาศซึ่งใกล้วันแม่อีกด้วย  ด้วยยายบัว ทองโสภา หญิงชราวัย 81 ปี (ในเวลานั้น) อยู่ในจังหวัดชลบุรี เคยมีชีวิตที่มีความสุขอยู่กับสามี เลี้ยงลูก 6 คน ตามอัตภาพแต่ก็มีความสุข จนเวลาได้ล่วงเลยไปสามีก็ได้ตายจาก ยายบัวต้องตกระกำลำบากเลี้ยงลูกคน 6 จนเติบใหญ่ แต่เหมือนฟ้าสาป ลูกที่เคยเลี้ยงมาทั้ง 6 คน หนีหายยายบัวไม่เหลือแม้แต่คนเดียวไม่เคยมาเหลียวแล  ปล่อยให้ชีวิตยายบัวผู้อาภัพ ใช้ชีวิตโดดเดี่ยวอย่างเดียวดาย ไร้ลูก ขาดหลาน เหลียวแล กินข้าวต่างน้ำตา รอลูกกลับมาเยียวยาหัวใจ ที่ซ้ำร้ายยายยังโดนลูกหลอกเอาที่ดิน ที่อาศัยไปจำนองกับธนาคารแล้ว เชิดเงินหนีหายไป ยายบัว แม่ชราต้องนอนผวาทุกค่ำคืนเพราะกลัวที่ดิน ที่เคยพักพิงอิงกาย จะถูกธนาคารยึดไป ไหนจะอายุที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไหนจะต้องอาศัยอยู่เพียงลำพัง ไร้ลูกขาดหลานเหลียวแล ชีวิตของแม่ชรายายบัวที่แสนเศร้าคนนี้ เขาจะอยู่เขาจะกินกันอย่างไรความรัก ความห่วงใยที่แม่มีให้ต่อลูก แต่ลูกก็ยังมาทอดทิ้งแม่คนนี้ไป ลูกจะรู้หรือไม่ว่าความทุกข์ระทมของแม่คนนี้จะมีมากแค่ไหน ลูก 6 คน แม่เลี้ยงได้แต่แม่คนเดียวลูก 6 คนเลี้ยงแม่ไม่ได้  หลังจากที่เทปนี้ได้ออกอากาศไปก็ได้มีธารน้ำใจหลั่งไหลมาช่วยยายบัวจำนวนมาก จนยายบัว ได้ไปไถ่ถอนที่ดินคืนจากธนาคร แล้วมีเงินเดือนไว้อยู่ได้กินจนกว่ายายบัวจะจากไป นี่ก็เป็นอีกหนึ่งเทปที่ผู้วิจัยและทีมงานได้ช่วยจนสำเร็จ และมีความสุขในหัวใจเสมอมาที่นึกถึง จุดนี้เองจากการช่วยเหลือ และลงพื้นที่ของผู้วิจัย ทำให้เห็นถึงความเห็นอกเห็นใจ

ทำให้ผู้วิจัยอยากเห็นคุณค่าของผู้ยากไร้เหล่านี้เห็นถึงความเห็นอกเห็นใจ และอยากมองเห็นสิทธิที่แท้จริงของ คนจน คนยากไร้ ไม่อยากให้ใครหลายคนมองเป็นการเชื่อมโยงเรื่องศักดิ์ศรี เพราะทุกคนล้วนแล้วมีสิทธิ ศักดิ์ศรี เท่าเทียมกันจึงต้องสร้างวาทกรรมใหม่เพื่อ ให้คนจนหน้าจอ เหล่านี้ได้มี สิทธิมนุษยชนเชิงพุทธ มีคุณค่าในตัวเอง มีความไม่ย่อท้อในชีวิตและผู้วิจัยเชื่อว่า “เราเข้าใจคนจนผ่านจอ” มากกว่า คนหลายคนเข้าใจคนจนคนยากไร้เพียงแค่คำว่า “สงสาร” ผู้วิจัยเชื่อได้ว่า “คนจนไม่ใช่ความผิด” “ทุกคนมีสิทธิรู้สึกมีคุณค่า” และ “ศิลธรรมที่เห็นคนเท่าเทียมกันคือความยุติธรรมเชิงพุทธ”

-(016)

กระทรวงมหาดไทย เปิดตัวสมุดภาพประวัติศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ 39 พรรษา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ‘สิริวัณณวรีนารีรัตนราชพัสตราภรณ์’

กระทรวงมหาดไทย เปิดตัวสมุดภาพประวัติศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ 39 พรรษา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ‘สิริวัณณวรีนารีรัตนราชพัสตราภรณ์’

กระทรวงมหาดไทย เปิดตัวสมุดภาพประวัติศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ 39 พรรษา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ‘สิริวัณณวรีนารีรัตนราชพัสตราภรณ์’

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.20 น.

กระทรวงมหาดไทย แถลงเปิดตัวโครงการสมุดภาพประวัติศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ 39 พรรษา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ประจำปี 2568 ณ สุราลัย ฮอลล์ ชั้น 7 ไอคอนสยาม กรุงเทพมหานคร

 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานแถลงข่าวเปิดตัวหนังสือ “สิริวัณณวรีนารีรัตนราชพัสตราภรณ์” แรงบันดาลใจแห่งการสร้างสรรค์ผืนผ้าและหัตถกรรมไทยร่วมสมัย ร่วมด้วย นางจิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย พร้อมคณะที่ปรึกษาโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก ได้แก่ ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ดร.ศรินดา จามรมาน คุณธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ อ.ดร.กรกลด คำสุข  ในการนี้ นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน พร้อมด้วย นางอรจิรา ศิริมงคล ประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน คณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่กรมการพัฒนาชุมชน เข้าร่วมงาน

โครงการสมุดภาพประวัติศาสตร์เฉลิมพระเกียรติฯ จัดทำขึ้นด้วยสำนึกในพระกรุณาธิคุณและเพื่อเผยแพร่พระวิสัยทัศน์ พระกรณียกิจ และพระอัจฉริยภาพของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา โดยเฉพาะด้านการสืบสาน รักษา และต่อยอดพระราชปณิธานของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการฟื้นฟูมรดกภูมิปัญญาผ้าไทย รวมทั้งพระปรีชาสามารถด้านการออกแบบสิ่งทอและแฟชั่น ที่เป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการสร้างสรรค์ผลงานหัตถกรรมไทยให้ก้าวสู่เวทีระดับสากล

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยได้น้อมนำพระดำริ เรื่อง ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’ ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่ทรงสืบสานรักษาและต่อยอดจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งถือว่าคุณูปการอย่างสูง  กระทรวงมหาดไทย มีองคาพยพในทุกอณูของประเทศไทย อยู่ใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชน สอดคล้องกับพระดำริที่ต้องการปลูกฝังเรื่องผ้าไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน กระทรวงมหาดไทยจึงมีการถ่ายทอดเรื่องเหล่านี้ให้แก่บุคลากรในสังกัด เพื่อให้ดำเนินงานที่เกี่ยวเนื่อง

“โครงการนี้เป็นการถ่ายทอดพระอัจฉริยภาพของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ไม่ว่าจะเป็นการนำเหล่ากูรูของประเทศ ทั้งดีไซเนอร์ และผู้ที่มีชื่อเสียงไปให้ความรู้กับประชาชนจนเติบโตกลายเป็นธุรกิจที่ก้าวหน้า โครงการสมุดภาพประวัติศาสตร์เฉลิมพระเกียรติฯ จะเป็นแรงบันดาลใจให้ข้าราชการ ผู้ประกอบการ และพี่น้องประชาชน ที่จะช่วยผลักดันให้ผ้าไทยเกิดความยั่งยืนในสังคมไทย และเป็นที่ตราตรึงของชาวโลก

พระกรณียกิจของพระองค์ท่านทรงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาชุมชนในทุกระดับ เพราะสิ่งที่พระองค์ทรงทำ ไม่ได้เป็นเพียงการอนุรักษ์ผ้าไทยให้อยู่ต่อไปเท่านั้น แต่ยังเป็นการต่อยอดคุณค่าของผืนผ้าไทยไปสู่การสร้างรายได้และอาชีพ   ใหม่ๆ ให้กับพี่น้องประชาชนในท้องถิ่น เมื่อผ้าไทยถูกนำมาปรับรูปแบบให้ร่วมสมัย สวมใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน ก็ทำให้ตลาดกว้างขึ้นและช่วยให้ชุมชนผู้ผลิตผ้าไทยมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

การแถลงข่าวครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นเวทีเผยแพร่สมุดภาพประวัติศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ 39 พรรษาฯ แต่ยังเป็นสื่อกลางในการสะท้อนให้เห็นถึง พระวิสัยทัศน์ด้านการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจฐานราก ผ่านการส่งเสริมภูมิปัญญาผ้าไทย ซึ่งเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศ”  นายอรรษิษฐ์  กล่าว

โครงการสมุดภาพประวัติศาสตร์เฉลิมพระเกียรติฯ นับเป็นอีกหนึ่งความตั้งใจของกระทรวงมหาดไทย ที่มุ่งเผยแพร่พระเกียรติคุณของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ให้เป็นที่ประจักษ์ ทั้งในมิติของการสืบสานมรดกวัฒนธรรมไทย และการสร้างพลังชุมชนให้เข้มแข็ง อันจะนำไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนของประเทศ

ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลด หนังสือเฉลิมพระเกียรติ 39 พรรษา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา “สิริวัณณวรีนารีรัตนราชพัสตราภรณ์ : แรงบันดาลใจแห่งการสร้างสรรค์ผืนผ้าและหัตถศิลป์ไทยร่วมสมัย” ฉบับดิจิทัล ได้ที่ https://thailandotop.org/39_years