รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย! ‘เลขากฤษฎีกา’รับ‘คมนาคม’หารือ ขอใช้งบกลางฯชดเชยไปพลางก่อน

รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย! ‘เลขากฤษฎีกา’รับ‘คมนาคม’หารือ ขอใช้งบกลางฯชดเชยไปพลางก่อน

รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย! ‘เลขากฤษฎีกา’รับ‘คมนาคม’หารือ ขอใช้งบกลางฯชดเชยไปพลางก่อน

วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.50 น.

“เลขากฤษฎีกา”รับ”คมนาคม”หารือ ขอใช้งบกลางฯชดเชยรถไฟฟ้า 20 ตลอดสาย ไปพลางก่อนกฎหมายผ่านสภาฯ แต่ไม่ได้หารือทางการ

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวถึงกระแสข่าวกระทรวงคมนาคม ทำหนังสือหารือเกี่ยวกับการดำเนินโครงการรถไฟรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย โดยจะนำงบกลางฯ มาใช้ชดเชยให้กับผู้ประกอบการรถไฟฟ้าสายต่างๆ ระหว่างที่กฎหมายทั้ง 3 ฉบับ ยังไม่ผ่านสภาฯ ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความว่ากระทรวงไม่สามารถเสนอขอรับจัดสรรงบกลางฯ มาใช้ เนื่องจากไม่ใช่เรื่องจำเป็นเร่งด่วน ว่า ยังไม่ได้หารือ เพียงแต่เป็นการพูดคุยกันเฉยๆ

จ่อเช็คบิล‘รพ.-แพทย์’ออกใบตรวจสุขภาพ‘แรงงานต่างด้าว’ปลอม 3 แสนใบ

จ่อเช็คบิล‘รพ.-แพทย์’ออกใบตรวจสุขภาพ‘แรงงานต่างด้าว’ปลอม 3 แสนใบ

จ่อเช็คบิล‘รพ.-แพทย์’ออกใบตรวจสุขภาพ‘แรงงานต่างด้าว’ปลอม 3 แสนใบ

วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.50 น.

‘ชัยชนะ’เผยพบออกใบตรวจสุขภาพ‘แรงงานต่างด้าว’ไม่ถูกต้อง 3 แสนใบ ต้องเพิกถอนทั้งหมด จ่อเอาผิด‘โรงพยาบาล-แพทย์’

เมื่อเวลา 09.50 น. วันที่ 26 ส.ค.68 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายชัยชนะ เดชเดโช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงกรณีการลงพื้นที่ตรวจสอบโรงพยาบาลเอกชนบางแห่งหนึ่ง ใน จ. สมุทรสาคร มีการขายใบตรวจสุขภาพให้กับแรงงานต่างด้าว โดยไม่ได้มีการตรวจสุขภาพจริง เพื่อให้ขึ้นทะเบียนแรงงานได้ถูกต้องตามกฎหมาย ว่า โรงพยาบาลแห่งนี้เป็นโรงพยาบาลที่ไม่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงสาธารณสุข และได้ตรวจสุขภาพแรงงานต่างด้าว จำนวน 15,000 คน ขณะนี้อยู่ระหว่างการเพิกถอนใบรับรองตรวจสุขภาพทั้งหมด

นายชัยชนะ กล่าวว่า ขณะนี้สถานพยาบาลที่ขึ้นทะเบียนกับกรมจัดหางาน 82 แห่ง ได้หนังสืออนุญาตจากกระทรวง 41 แห่ง อีก 41 แห่ง พบว่ายังไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะฉะนั้นสถานพยาบาล 41 แห่ง ที่ออกใบรับรองแพทย์ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย แรงงานต่างด้าวที่ได้รับใบรับรองแพทย์จากสถานพยาบาล 41 แห่ง ดังกล่าว ถือว่ายังเป็นแรงงานที่ไม่ถูกต้อง นอกจากนี้ ทราบว่าที่ จ.สมุทรสาคร มีเพิ่มอีก 2 โรงพยาบาลที่ออกใบรับรองแพทย์ไม่ถูกต้องให้แรงงานประมาณ 30,000 คน และที่ จ.ปทุมธานี 1 แห่ง 10,000 กว่าคน คาดว่า 41 สถานพยาบาลนี้ มีแรงงานที่ได้รับใบตรวจสุขภาพไม่ถูกต้องประมาณ 2-3 แสนคน

ทั้งนี้ สามารถเอาผิดย้อนหลังได้ เพราะใบรับรองแพทย์ที่ได้ไปก่อนหน้านี้ถือว่าไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ส่วนของโรงพยาบาลหลังจากนี้หากได้ข้อมูลจากสาธารณสุขจังหวัดทั้งหมด ว่าแรงงานมีนายจ้างชื่ออะไร ทำงานที่ไหน จะประสานกรมจัดหางาน และตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ลงพื้นที่ตรวจตามไซต์งาน เพื่อชี้แจงว่าในเมื่อกระทำผิดกฎหมายจะต้องทำให้ถูกต้องตามหลักกฎหมาย

เมื่อถามว่า โรงพยาบาลจะได้รับโทษอย่างไร นายชัยชนะ กล่าวว่า เมื่อรู้ว่ามีความผิดอยู่แล้ว แล้วยังมาออกใบตรวจโรคที่มีความผิด ซึ่งในพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สถานพยาบาล พ.ศ.2541 ตามมาตรา 35 (4) มีโทษจำคุก 1 ปี ปรับ 20,000 บาท ดังนั้น ต้องดูว่าแพทย์ที่เซ็นในเมื่อรู้แล้วว่าไม่ถูกต้องเซ็นไปได้อย่างไร หากสอบสวนแล้วพบว่าตั้งใจทำ ต้องนำไปสู่การเพิกถอนใบอนุญาตทั้งหมด

นอกจากนี้ โรงพยาบาลที่ได้ไปตรวจสอบ เป็นโรงพยาบาลที่ขึ้นทะเบียนกับกรมจัดหางาน แต่อยู่ในช่วงยื่นขอใบอนุญาตจากกระทรวงสาธารณสุข ดังนั้น ระหว่างการยื่นขอใบอนุญาตไม่สามารถออกใบตรวจโรคได้ เพราะกฎหมายเขียนไว้ชัดเจน หลังจากนี้จะมีการลงไปตรวจสอบที่ไซต์งานที่มีแรงงานเหล่านี้ เพราะคิดว่าเรื่องนี้หากเราไม่ระงับไว้ หากมีโรคระบาดเกิดขึ้น คนที่รับผลคือประชาชนคนไทย โรงพยาบาล และแพทย์ ที่จะเซ็นใบตรวจโรคควรมีจรรยาบรรณ จิตสำนึก ในความเป็นคนไทยมากกว่านี้

‘หมอวรงค์’ตั้งข้อสังเกต‘คลิปเสียง’มีผลเอื้อประโยชน์‘ฮุน เซน’ ทำยกเลิกประชุม‘สมช.’หรือไม่

‘หมอวรงค์’ตั้งข้อสังเกต‘คลิปเสียง’มีผลเอื้อประโยชน์‘ฮุน เซน’ ทำยกเลิกประชุม‘สมช.’หรือไม่

‘หมอวรงค์’ตั้งข้อสังเกต‘คลิปเสียง’มีผลเอื้อประโยชน์‘ฮุน เซน’ ทำยกเลิกประชุม‘สมช.’หรือไม่

วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.47 น.

‘หมอวรงค์’ตั้งข้อสังเกต‘คลิปเสียง’มีผลเอื้อประโยชน์‘ฮุน เซน’ ทำยกเลิกประชุม‘สมช.’หรือไม่

26 สิงหาคม 2568 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก “วรงค์ เดชกิจวิกรม – Warong Dechgitvigrom” ระบุว่า…

#ผลจากคลิปเสียงมีผลเอื้อประโยชน์ฮุนเซนใช่ไหม

ในคลิปเสียงที่อุ๊งอิ๊งคุยกับฮุนเซน ไม่ใช่มีแค่เสนอว่า ฮุนเซนต้องการอะไร หรือตำหนิว่าแม่ทัพภาค2 เป็นคนของฝ่ายตรงข้ามกับเรา แต่มีเรื่องข้อสงสัยการเอื้อประโยชน์ต่อฮุนเซน เรื่องตัดไฟตัดเน็ตด้วย ซึ่งอุ๊งอิ๊งอธิบายเรื่องตัดน้ำตัดไฟว่า

“ที่บอกว่าจะตัดน้ำตัดไฟ อันนั้นก็คือขอโทษด้วย เพราะตอนจริงๆ ตอนนั้น ต่างประเทศแค่รายงานถ้าเกิดเหตุกันต่อไป ประเทศไทยจะทำอย่างไร คือเหมือนการอธิบายขั้นตอนให้ฟัง ไม่ได้จะทำ”

แต่มีหนังสือกองทัพไทย ลงวันที่ 9 มิถุนายน 2568 ทำถึงสภาความมั่นคงแห่งชาติ ที่อุ๊งอิ๊งเป็นประธานการประชุม และจะประชุมวันที่ 16 มิถุนายน 2568 ได้ทำเรื่องตัดไฟฟ้า ตัดเน็ต เพื่อยกระดับมาตรการต่อกัมพูชา ให้ที่ประชุมสมช.พิจารณาดำเนินการจริง

หลังจากอุ๊งอิ๊งคุยกับฮุนเซนวันที่ 15 มิถุนายน 2568 คำถาม ทำไมไม่มีการประชุมสมช.ในวันที่ 16 มิถุนายน การไม่ประชุมเพราะ เอื้อประโยชน์อะไรให้ฮุนเซนหรือไม่ แม้จะมีการตั้งศบ.ทก.ขึ้นมา ในวันที่17 มิถุนายน 2568 แต่ศบ.ทก.ก็ไม่มีอำนาจเหมือนสมช.

เหตุการคุยเรื่องคลิปเสียง จึงนำไปสู่การเอื้อประโยชน์ ด้วยการไม่มีการประชุมสมช.หรือไม่ เพราะมีการบอกฮุนเซนเรื่องตัดน้ำตัดไฟ(ความจริงคือตัดไฟตัดเน็ต)ว่า “อธิบายขั้นตอนให้ฟังไม่ได้จะทำ”

แต่มีเรื่องจากกองทัพเข้ามาจริง จึงเลี่ยงด้วยการไม่ประชุมสมช.ใช่ไหม??

‘เพื่อไทย’มั่นใจคำให้การ‘นายกฯ’ปมคลิปเสียง เชื่อ 29 ส.ค.เดินหน้าต่อ

‘เพื่อไทย’มั่นใจคำให้การ‘นายกฯ’ปมคลิปเสียง เชื่อ 29 ส.ค.เดินหน้าต่อ

‘เพื่อไทย’มั่นใจคำให้การ‘นายกฯ’ปมคลิปเสียง เชื่อ 29 ส.ค.เดินหน้าต่อ

วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.20 น.

‘ประเสริฐ’บอก‘เพื่อไทย’มั่นใจคำให้การ‘นายกฯ’ปมคลิปเสียง เชื่อ 29 ส.ค.บรรยากาศเป็นไปได้ด้วยดี เดินหน้าต่อ

เมื่อเวลา 08.50 น. วันที่ 26 ส.ค.68 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายประเสริฐ จันทรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวถึงการประชุม สส. พรรคเพื่อไทยจะมีการพูดคุยเรื่องคดีคลิปเสียงของนายกรัฐมนตรีหรือไม่ ว่า ในวาระการประชุมไม่มี

เมื่อถามว่า ขวัญและกำลังใจของสมาชิกพรรคเพื่อไทยตอนนี้เป็นอย่างไร นายประเสริฐ กล่าวว่า ที่จริงแล้วสมาชิกพรรคเพื่อไทยมีความมั่นใจ ว่าสิ่งที่นายกฯ ได้ให้การไปในช่วงที่ผ่านมา และคิดว่าในวันศุกร์ที่ 29 ส.ค. นี้ น่าจะมีบรรยากาศที่ดี เมื่อถามว่าการบริหารจะราบรื่นใช่หรือไม่ นายประเสริฐ กล่าวว่า เดินหน้าต่อ

‘ภูมิธรรม’ยันไทยทำถูกต้อง หลัง‘เขมร’บุกรื้อลวดหนาม‘บ้านหนองจาน’

‘ภูมิธรรม’ยันไทยทำถูกต้อง หลัง‘เขมร’บุกรื้อลวดหนาม‘บ้านหนองจาน’

‘ภูมิธรรม’ยันไทยทำถูกต้อง หลัง‘เขมร’บุกรื้อลวดหนาม‘บ้านหนองจาน’

วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 09.27 น.

‘ภูมิธรรม’ชี้แก้ปัญหาตามสภาพการณ์หลัง‘กัมพูชา’บุกรื้อลวดหนาม‘บ้านหนองจาน’ ยืนยันไทยทำถูกต้องภายใต้ข้อตกลงหยุดยิง

เมื่อเวลา 08.35 น.วันที่ 26 ส.ค.68 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงสถานการณ์ความวุ่นวายหลังชาวกัมพูชาบุกรื้อรั้วลวดหนามที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว จะมีมาตรการอย่างไรว่า ทางโฆษกกองทัพบกได้ชี้แจงแล้ว ก็เป็นไปตามนั้นเลย

เมื่อถามว่า จะมีมาตรการอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวย้ำว่า ตามที่โฆษกกองทัพบกได้ชี้แจงแล้ว ซึ่งตรงนี้ยังเป็นปัญหาที่กระทบกันอยู่ ก็ต้องแก้ไขปัญหาไปตามสภาพการณ์ เราก็ยืนยันว่าสิ่งที่เราทำนั้นถูกต้อง เราทำทุกอย่างภายใต้ข้อตกลงหยุดยิงที่ประเทศมาเลเซีย

‘สว.นันทนา’รำลึก 5 เดือน‘ตึกสตง.’ถล่ม ชงสร้าง‘อนุสรณ์สถานแห่งการทุจริต’

‘สว.นันทนา’รำลึก 5 เดือน‘ตึกสตง.’ถล่ม ชงสร้าง‘อนุสรณ์สถานแห่งการทุจริต’

‘สว.นันทนา’รำลึก 5 เดือน‘ตึกสตง.’ถล่ม ชงสร้าง‘อนุสรณ์สถานแห่งการทุจริต’

วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 09.16 น.

‘สว.นันทนา’รำลึก 5 เดือน‘ตึกสตง.’ถล่ม ชงสร้าง‘อนุสรณ์สถานแห่งการทุจริต’

26 สิงหาคม 2568 น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “ดร.นันทนา นันทวโรภาส” ระบุว่า…

รำลึก 5 เดือน ตึกสตง.ถล่ม บทเรียน ที่คนไทยต้องจดจำ !

เสนอว่าบริเวณที่ตึกถล่ม ควรล้อมรั้ว แล้วสร้างเป็น “อนุสรณ์สถานแห่งการทุจริต” ติดชื่อผู้ที่ต้องสังเวยชีวิตใต้ซากตึก นับร้อยชีวิตไว้บนผนัง

เพื่อสะกิดเตือนคนไทย ว่า การทุจริตไม่เพียงแต่ทำให้เราต้องสูญเสียเงินงบประมาณมากมาย แต่ยังทำลายชีวิตของผู้คนอีกด้วย

สตง.ในฐานะผู้ตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณของหน่วยงานราชการ คงต้องกลายเป็นผู้ถูกตรวจสอบจากสังคม

และต้องตอบคำถามกับประชาชน ด้วยว่า “สตง.จะโปร่งใสกี่โมง” ?

‘ผบ.ทสส.’ย้ำสัมพันธ์ 192 ปีไทย-สหรัฐฯ เตรียมแจงข้อเท็จจริงชายแดนไทย-กัมพูชา

‘ผบ.ทสส.’ย้ำสัมพันธ์ 192 ปีไทย-สหรัฐฯ เตรียมแจงข้อเท็จจริงชายแดนไทย-กัมพูชา

‘ผบ.ทสส.’ย้ำสัมพันธ์ 192 ปีไทย-สหรัฐฯ เตรียมแจงข้อเท็จจริงชายแดนไทย-กัมพูชา

วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 08.53 น.

‘ผบ.ทสส.’ต้อนรับ‘ประธานเสธ.ทหาร สหรัฐฯ’ร่วมประชุม ผบ.สูงสุด ภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ย้ำสัมพันธ์‘ไทย-สหรัฐฯ’ 192 ปี จากรุ่นสู่รุ่น เตรียมใช้เวทีนี้ชี้แจงข้อเท็จจริงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ‘สหรัฐฯ’แสดงความเสียใจต่อกำลังพลที่บาดเจ็บ-เสียชีวิต

26 ส.ค.68 วานนี้( 25 ส.ค.) กองบัญชาการกองทัพไทย ได้ให้การต้อนรับ พลอากาศเอก Dan Caine ประธานคณะเสนาธิการทหารร่วม สหรัฐฯ และคณะ ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของกองบัญชาการกองทัพไทย และเพื่อเข้าร่วมการประชุมผู้บัญชาการทหารสูงสุดภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ประจำปี 2568 (Chiefs of Defense Conference 2025: CHODs 2025) ณ โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน ระหว่าง 25-28 สิงหาคม 2568

ในวันที่ 25 สิงหาคม 2568 พลเอก ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้ให้การต้อนรับ พลอากาศเอก Dan Caine ณ กองบัญชาการกองทัพไทย โดยมีการจัดแถวกองทหารเกียรติยศ จากนั้นมีการเยี่ยมคำนับเพื่อหารือข้อราชการระหว่างกัน ซึ่งฝ่ายสหรัฐฯ ได้ขอบคุณกองทัพไทยที่ได้ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นและสมเกียรติ และชื่นชมความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสหรัฐฯ ที่มีมายาวนานกว่า 192 ปี (ตั้งแต่ปี 2376) เป็นความสัมพันธ์จากรุ่นสู่รุ่น (generational relationship) ความสัมพันธ์ทางทหารระหว่างสองกองทัพก็มีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นผ่านกลไกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการฝึก ศึกษา การพัฒนากองทัพ การแลกเปลี่ยนบทเรียนการปฏิบัติ ฯลฯ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพบปะครั้งนี้ เป็นการพบกันครั้งที่สามในรอบปีนี้ ซึ่งสองครั้งที่ผ่านมาได้พบปะกัน ในเดือนพฤษภาคม ในงาน SOF (Special Operation Forces) Week ที่เมือง Tampa รัฐฟลอริดา และการประชุม Shangri-La Dialogue ที่ ประเทศสิงคโปร์ ทำให้ได้พูดคุยด้วยความใกล้ชิดและแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างตรงไปตรงมาในสถานการณ์ความมั่นคงที่เกิดขึ้นทั่วโลก

นอกจากนี้ การประชุมผู้บัญชาการทหารสูงสุดภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ประจำปี 2568 (Chiefs of Defense Conference 2025: CHODs 2025) ที่กำลังเกิดขึ้น โดยกองทัพไทยได้เป็นเจ้าภาพร่วมกับกองทัพสหรัฐฯ นับเป็นกลไกความร่วมมือที่สำคัญ แสดงถึงความสัมพันธ์และความไว้ใจระหว่างกองทัพ

ทั้งนี้ ประธานคณะเสนาธิการร่วม สหรัฐฯ ได้แสดงความเสียใจต่อกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากสถานการณ์ตามแนวชายแดน ไทย-กัมพูชา

ในโอกาสนี้ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด กล่าวว่าการประชุมผู้บัญชาการทหารสูงสุดภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ประจำปี 2568 (Chiefs of Defense Conference 2025: CHODs 2025) นับเป็นโอกาสอันดีที่ผู้นำทางทหารแต่ละประเทศจะได้มีการหารือต่อสถานการณ์ความมั่นคงภายในภูมิภาค รวมถึงเป็นโอกาสอันดีของประเทศไทย จะได้แสดงข้อเท็จจริงและความจริงใจต่อสถานการณ์ตามแนวชายแดน ให้กับผู้นำทางทหารในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกทราบ ยืนยันที่จะสานต่อและส่งเสริมความร่วมมือในการส่งเสริมให้นายทหารประทวน (Non-Commissioned Officer: NCO ) ได้เข้ารับการศึกษาในหลักสูตรต่าง ๆ ให้มากขึ้น (โดยในปีนี้จะมีนายทหารประทวนจบหลักสูตรรบพิเศษสหรัฐ Q Course ณ Fort Bragg คนแรกของประเทศไทย และมีนายทหารประทวนหญิงจบการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยสิงคโปร์คนแรก เช่นกัน)

ทั้งนี้ยืนยันและยินดีที่จะร่วมมือกับกองทัพสหรัฐฯ ในการพัฒนากองทัพ ให้มีความเป็นมืออาชีพ มีความทันสมัย สร้างสรรค์ให้กองทัพไทยเข้มแข็งเพื่อปกป้องประเทศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ ซึ่งการปฏิบัติงานฝ่ายความมั่นคงสหรัฐฯ ที่มีส่วนสำคัญยิ่งในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพไทย และกองทัพสหรัฐฯ โดยมีเป้าหมายเดียวกัน ในการเสริมสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพของภูมิภาค และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสองกองทัพจะมีความร่วมมือเพิ่มมากขึ้นในอนาคต เพื่อประโยชน์สูงสุดของสองประเทศ

เปิดไทม์ไลน์ดีลลับ‘อิ๊งค์-ฮุน เซน’ ส่อผิดหลักการทูต-กฎหมาย-จริยธรรมร้ายแรง

เปิดไทม์ไลน์ดีลลับ‘อิ๊งค์-ฮุน เซน’ ส่อผิดหลักการทูต-กฎหมาย-จริยธรรมร้ายแรง

เปิดไทม์ไลน์ดีลลับ‘อิ๊งค์-ฮุน เซน’ ส่อผิดหลักการทูต-กฎหมาย-จริยธรรมร้ายแรง

วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 08.37 น.

เปิดไทม์ไลน์ดีลลับ‘อิ๊งค์-ฮุน เซน’ ส่อผิดหลักการทูต-กฎหมาย-จริยธรรมร้ายแรง

26 สิงหาคม 2568 นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (อดีตสว.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า…  

#หลักฐานสำคัญ #อุ๊งอิ๊ง #ฮุนเซน

#ดีลลับ #ผิดจริยธรรมร้ายแรง

Timeline และเอกสารหลักฐานสำคัญที่ยืนยันว่า คลิปเสียงหลุดการเจรจาลับของ แพทองธาร ชินวัตร ที่โทรศัพท์คุยกับ ฮุน เซน แบบยอมจำนน รับปากที่จะดำเนินการตามที่ฮุนเซนเรียกร้องนั้น

เป็นการดีลลับ ที่ผิดหลักการทูต ผิดกฎหมาย ผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง

ทำให้เกิดการแก้ปัญหาไทยกัมพูชาผิดพลาด และเป็นชนวนเหตุนำไปสู่การที่ผู้นำกัมพูชาส่งกำลังทหารเข้าปะทะสู้รบกับทหารไทยที่ชายแดน การยิงจรวดและปืนใหญ่ใส่บ้านเรือน โรงพยาบาล ร้านค้า จนมีประชาชนบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก และทหารไทยต้องสูญเสียชีวิต และบาดเจ็บ จนถึงขณะนี้แม้หยุดยิง เจรจาแล้ว แต่ยังไม่มีความชัดเจนในการยุติการสู้รบแท้จริงที่อาจเกิดขึ้นอีกในระยะเวลาอันใกล้

โดยปรากฏข้อเท็จจริงสรุปตามห้วงเวลาดังนี้

6 มิ.ย.68  สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช) มีมติมอบหมายให้กองทัพบกและกองทัพเรือ ดำเนินการควบคุมการเปิด-ปิดจุดผ่านแดนไทย-กัมพูชา ทั้งหมด

*เพื่อกดดันกัมพูชาที่ใช้กำลังทหารรุกล้ำอธิปไตยของไทย

14.45-18.30 (6 มิ.ย.68 ) ผบ.เหล่าทัพเรียกประชุมลับวาระพิเศษ หารือสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา แสดงเจตนาร่วมปกป้องอธิปไตย และพิจารณานำเสนอมาตรการกดดันเสนอต่อสภาความมั่นคงแห่งชาติ

7 มิ.ย.68 ผบ.ทบ. ออกคำสั่งมอบอำนาจให้ผบกองกำลังสุรนารี ผบกองกำลังบูรพา มีอำนาจควบคุมเปิดปิดจุดผ่านแดนไทยกัมพูชาทุกประเภท กองทัพเรือออกคำสั่งให้ผู้บัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีตราดมีอำนาจควบคุมเปิดปิดด่านไทยกัมพูชาเช่นกัน

9 มิ.ย.68 เสนาธิการทหาร ทำการแทนผู้บัญชาการทหารสูงสุดส่งหนังสือถึงสำนักงาน

สภาความมั่นคงแห่งชาติ เสนอมาตรการจากผบ.เหล่าทัพในทางสันติวิธีเพื่อดำเนินการกดดันกัมพูชาที่ใช้กำลังทหารรุกล้ำอธิปไตยของไทย ด้วยการตัดกระแสไฟฟ้า การระงับสัญญาณอินเทอร์เน็ต การควบคุมสินค้าและยุทโธปกรณ์ ฯลฯ ต่อเนื่องจากมาตรการปิดด่านตลอดแนวชายแดนไทยกัมพูชา เพื่อเสนอเข้าที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติโดยเร่งด่วน โดยมีกำหนดนัดหมายเพื่อพิจารณาในวันที่16 มิ.ย.68

15 มิ.ย.68 แพทองธารโทรศัพท์คุยกับฮุนเซน สองต่อสองผ่านล่ามกัมพูชา(ยังไม่มีใครล่วงรู้คลิปหลุด)

16 มิ.ย.68 ไม่มีการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติเพื่อพิจารณาข้อเสนอจากผบเหล่าทัพ โดยเลี่ยงไปเรียกประชุมตัวแทนกองทัพ และจัดตั้งทีมไทยแลนด์ขึ้นมาทำหน้าที่แทน

18 มิ.ย.68 ฮุนเซนปล่อยคลิปลับการคุยโทรศัพท์กับแพทองธาร 17นาที

 คนไทยทั้งประเทศ จึงทราบความลับที่แพทองธารรับปากฮุนเซนในการเปิดด่าน

ไม่ตัดกระแสไฟฟ้า ไม่ตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ต ปิดกั้นควบคุมสินค้าและยุทโธปกรณ์ตามความต้องการและข้อเรียกร้องของฮุนเซน แต่ทางกองทัพยังคงมาตรการปิดด่านเพื่อกดดันกัมพูชาให้ถอนทหารออกจากแนวชายแดนต่อไป

*คลิปหลุดดังกล่าวได้ชี้ให้เห็นถึงการกระทำผิดมาตรฐานจริยธรรมในฐานะนายกรัฐมนตรี ในหลายประเด็น อาทิ การไม่ปกป้องอธิปไตย เอกราชของราชอาณาจักร การไม่รักษาเกียรติภูมิของประเทศและตำแหน่ง การไม่รักษาความลับราชการ การเปิดเผยข้อมูลให้ศัตรูได้เปรียบในการบ การกล่าวหาแม่ทัพเป็นฝ่ายตรงข้ามกับตน การยอมรับกระทำการใดๆทุกประการตามคำสั่งของข้าศึก การมีผลประโยชน์ส่วนตน ฯลฯ อันเป็นการกระทำผิดกฎหมายความมั่นคงตามหมวด3 เรื่องความผิดต่อความมั่นคงนอกราชอาณาจักร ผิดประมวลจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งการเมือง อันเป็นความผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง และแสดงถึงความไม่ซื่อสัตย์สุจริตในการปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี

พี่น้องประชาชนไทยได้ฟังคลิปลับที่หลุดออกมากันแล้ว และหากพิจารณาข้อเท็จจริงตามเอกสารและtimeline ที่เห็นชัดเจนเช่นนี้ คงวินิจฉัยได้เองแล้วครับ ว่า แพทองธาร ชินวัตร ได้กระทำผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง ไม่สมควรเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยอีกต่อไป  ส่วนคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 29 ส.ค.68 จะออกมาเช่นนี้หรือไม่

พวกเราที่เห็นพ้องตรงกันแล้ว คงต้องติดตามต่อไปครับ

ลิ่วล้อนายใหญ่ ใจดีสู้เสือ ไม่รู้จริง จับตา‘ทักษิณ’-รอ 29 ส.ค.การเมือง‘พลิกเกม’อย่างไร

ลิ่วล้อนายใหญ่ ใจดีสู้เสือ ไม่รู้จริง จับตา‘ทักษิณ’-รอ 29 ส.ค.การเมือง‘พลิกเกม’อย่างไร

ลิ่วล้อนายใหญ่ ใจดีสู้เสือ ไม่รู้จริง จับตา‘ทักษิณ’-รอ 29 ส.ค.การเมือง‘พลิกเกม’อย่างไร

วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 08.18 น.

ลิ่วล้อนายใหญ่ ใจดีสู้เสือ ไม่รู้จริง จับตา‘ทักษิณ’-รอ 29 ส.ค.การเมือง‘พลิกเกม’อย่างไร

26 สิงหาคม 2568 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์คลิป พร้อมเนื้อหาผ่านเฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” ระบุว่า…

ลิ่วล้อนายใหญ่ ใจดีสู้เสือ

ผมเห็นการออกมาแสดงความคิดเห็นกรณีคดีคลิปเสียงหลุดของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญ จะมีคำวินิจฉัยในวันที่ 29 สิงหาคม 2568 มีสมาชิกพรรคเพื่อไทยระดับแกนนำ ระดับรัฐมนตรีเรียงหน้ากันออกมาสร้างความมั่นใจว่า นางสาวแพทองธารจะรอดพ้นจากข้อกล่าวหา และไม่ต้องเตรียมการใดๆทางการเมือง ที่จะเกิดขึ้นหลังวันที่ 29 สิงหาคมนี้

ซึ่งการแสดงออกของสมาชิกเหล่านี้ เป็นเพียงสมาชิกพรรคเพื่อไทย เป็นลูกน้องของนายทักษิณ ชินวัตร คงจะไม่รู้เรื่องอะไรมากไปกว่าตัวนายใหญ่ คนที่เตรียมการ หรือเตรียมพร้อม หรือเคลื่อนไหวต่อดีลหรือดีลต่อกับฝ่ายอนุรักษ์นิยม ก็คือนายทักษิณเพียงคนเดียว

ลิ่วล้อพวกนี้เปรียบเสมือนพนักงานบริษัทของพรรคเพื่อไทย

พูดไปเพื่อสร้างกระแสเท่านั้นเอง

อย่างไรก็ตามในวันที่ 29 สิงหาคมนี้ ถ้าหากนางสาวแพทองธารหลุดพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ การเมืองก็จะมีความเคลื่อนไหวเข้มข้นมากขึ้น ต้องหานายกรัฐมนตรีใหม่

นายทักษิณเคยพูดเรื่องนี้บนเวทีการแสดงวิสัยทัศน์มาแล้วว่า ถ้าหากนางสาวแพทองธารพ้นจากตำแหน่งไป ก็จะเสนอชื่อนายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ที่เหลืออยู่อีกคนหนึ่ง และถ้าหากไม่มีเสถียรภาพ ก็ยุบสภา

คำถามก็คือ เมื่อนางสาวแพทองธารพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จะผลักดันนายชัยเกษมขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแทน พรรคร่วมรัฐบาลชุดนี้จะสนับสนุนหรือไม่ เพราะที่ผ่านมานายชัยเกษม ติดเงื่อนไขทัศนคติจุดยืนเกี่ยวกับมาตรา 112 ที่พรรคร่วมรัฐบาลชุดนี้ตั้งข้อสังเกตไว้

ในวันนี้ถ้าหากเปลี่ยนจากนางสาวแพทองธารเป็นนายชัยเกษม พรรคร่วมรัฐบาลชุดนี้ ยังจะยกมือให้หรือไม่ จะสนับสนุนนายชัยเกษมหรือไม่ ถ้ายังสนับสนุนก็ต้องตอบคำถามต่อสังคมว่า ได้มีการปรับทัศนคติของนายชัยเกษมเกี่ยวกับมาตรา 112 แล้วใช่หรือไม่

ส่วนการที่จะให้รักษาการนายกรัฐมนตรีนายภูมิธรรม เวชยชัย ใช้อำนาจยุบสภา ก็ยังเป็นปัญหาข้อกฎหมายอยู่ ถ้าหากยุบสภา ก็จะมีคนยื่นขอตีความต่อศาลรัฐธรรมนูญ นายภูมิธรรมจะกล้าเสี่ยงที่ยุบสภาโดยสุ่มเสี่ยงต่อขัดต่อข้อกฎหมายหรือขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่

แม้ว่าลิ่วล้อลูกน้องของนายทักษิณ จะประสานเสียงออกมาว่า มั่นใจว่านางสาวแพทองธารรอดพ้นจากคดี มีสัญญาณที่ดี และไม่ต้องเตรียมการทางการเมืองใดๆ

เป็นเรื่องที่พูดในลักษณะใจดีสู้เสือ และไม่รู้ข้อเท็จจริง

เพราะคนที่รู้ความจริงมากที่สุด คือนายทักษิณ และเชื่อว่านายทักษิณกำลังดิ้นอยู่ทุกวิถีทาง เพื่อที่จะให้ฝ่ายตัวเองอยู่ในอำนาจต่อไป

รอดูว่าวันที่ 29 สิงหาคมนี้

การเมืองจะพลิกเกมอย่างไรบ้าง

‘ศบ.ทก.’รายงาน 7 จว.ชายแดนปกติ 27 ส.ค.เตรียมประชุม RBC

‘ศบ.ทก.’รายงาน 7 จว.ชายแดนปกติ 27 ส.ค.เตรียมประชุม RBC

‘ศบ.ทก.’รายงาน 7 จว.ชายแดนปกติ 27 ส.ค.เตรียมประชุม RBC

วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 08.01 น.

‘ศบ.ทก.’รายงาน 7 จว.ชายแดนปกติ 27 ส.ค.เตรียมประชุม RBC  

เมื่อเวลา 07.00 น.วันที่ 26 สิงหาคม 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา (ศบ.ทก.) รายงานว่า สถานการณ์ชายแดน 11 จุด ใน 7 จังหวัด ปกติ กองทัพไทยยังคงตรึงกำลังและเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง

นายจิรายุ เปิดเผยว่า ในวันพุธที่ 27 สิงหาคม 2568 นี้ จะมีการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee: RBC) ณ จุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ ตรงข้ามกับช่องจวม จังหวัดอุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา ซึ่งขณะนี้ทางกองทัพไทยอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมก่อนการประชุมฯ โดยวานนี้ (วันที่ 25 สิงหาคม 2568) ได้มีการประชุมคณะเลขานุการ นำโดย เสนาธิการกองทัพภาคที่ 2 และเสนาธิการภูมิภาคทหารที่ 4 ของกัมพูชา

“รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน และจะดำเนินการทุกด้านอย่างรอบคอบและรัดกุม ทั้งด้านความมั่นคง ความปลอดภัย และการดูแลประชาชนในพื้นที่ โดยเชื่อมั่นว่าการประชุม RBC ที่กำลังจะมีขึ้น จะเป็นโอกาสสำคัญในการเสริมสร้างความร่วมมือ ลดความตึงเครียด เพื่อสร้างบรรยากาศที่เกื้อกูลต่อสันติภาพระหว่างไทยและกัมพูชา” นายจิรายุ กล่าว