‘ภูมิธรรม’ชี้ไทยกำลังเป็นต่อ อย่าแตกประเด็นMOU43-44 กต.ตั้งโต๊ะแถลงข้อดี

‘ภูมิธรรม’ชี้ไทยกำลังเป็นต่อ  อย่าแตกประเด็นMOU43-44  กต.ตั้งโต๊ะแถลงข้อดี

‘ภูมิธรรม’ชี้ไทยกำลังเป็นต่อ อย่าแตกประเด็นMOU43-44 กต.ตั้งโต๊ะแถลงข้อดี

วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘ภูมิธรรม’ชี้ไทยกำลังเป็นต่อ อย่าแตกประเด็นMOU43-44 กต.ตั้งโต๊ะแถลงข้อดี ‘วิสุทธิ์’ปัดพท.หนีญัตติ

“ภูมิธรรม”ขออย่าแตกประเด็นหลังหลายฝ่ายแนะยกเลิก MOU43-44 ชี้ไทยกำลังเป็นต่อ ขณะที่ กต.แจงยิบข้อดี MOU43 กรอบแนวทางสำรวจปักปันเขตแดน เพื่อทำแผนที่ใหม่ ร่วมกันตามหลักสากล เตือนยกเลิก หนีแผนที่ 1:200,000 ไม่พ้น จะวนมาทำ MOU กันใหม่ ด้าน“วิสุทธิ์”ยันไม่ได้ปิดประชุมหนีฝ่ายค้านยื่นญัตติ MOU43-44 “เพื่อไทย”ไม่เคยสกัดกั้น อ้างวิปฝ่ายค้านเองไม่มาตอบให้ชัดเอง ลั่นมาบอกได้เลย จะเสนอให้ทันที แขวะพูดดีก็เป็นศรีแก่พรรค พูดร้ายไร้เหตุผลเสียหายเอง

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่มีการเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวน MOU 43 และ MOU 44ว่า ตอนนี้เรื่องทุ่นระเบิด และเรื่องของลวดหนาม เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย ควรจะจับเรื่องที่เป็นประโยชน์ก่อน เรื่องอื่นค่อยพูดถึง ขณะนี้เราเป็นต่อ เราเป็นฝ่ายชอบธรรม ในเรื่องทุ่นระเบิดที่เขาเสียหายอยู่ ซึ่งสิ่งนี้กำลังเป็นเรื่องที่คุยกับนานาชาติ อย่าไปทำให้เรื่องมันมีหลายประเด็น จะทำให้การคุยกันยากขึ้น

วันเดียวกัน ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายเบญจมินทร์ สุกาญจนัจที อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกับ นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ อธิบายถึงที่มาของบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกระหว่างไทยกับกัมพูชา หรือ MOU43ว่าเป็นเอกสารพื้นฐานของกรอบการเจรจา ระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชา ว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกปี 2543 หรือ MOU2543 หรือ MOU43

อธิบดีกรมสนธิสัญญาฯ แสดงความมั่นใจว่า ประเทศไทยได้เปรียบจาก MOU43 เนื่องจาก MOU43 เป็นการกำหนดกรอบความตกลง และกลไกการปักปันเขตแดน เพื่อร่วมกันสำรวจ-จัดทำหลักเขตแดน เพื่อให้ได้แผนที่ที่นำมาใช้ได้จริง โดยใช้หนังสือสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ.1904 และ 1907 เป็นเอกสารประกอบ เนื่องจาก หนังสือสัญญาดังกล่าวได้พูดถึงคณะกรรมการปักปันเขตแดน เพื่อให้ไปทำแผนที่ตามหลักสันปันน้ำ แม่น้ำ และแนวเส้นตรง รวมถึงยังมีเอกสารอื่นๆ เช่น แผนที่ที่จัดทำขึ้นตามผลงานของคณะกรรมการปักปันเขตแดน และเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้อนุสัญญาฉบับปี ค.ศ.1904 และ 1907 ระหว่างสยาม-ฝรั่งเศส จึงเป็นที่มาของ MOU43 และคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม หรือ JBC ไทย-กัมพูชา

โดยหน้าที่ของคณะกรรมาธิการ JBC ไทย-กัมพูชา มีหน้าที่สำรวจจัดทำหลักเขตแดน กำหนดอำนาจหน้าที่ กำหนดความเร่งด่วนของพื้นที่ และมอบหมาย และกำกับคณะอนุกรรมาธิการเทคนิค หรือ JTSC ผู้ที่ลงพื้นที่เพื่อสำรวจเขตแดน และพิสูจน์ตำแหน่งที่แน่ชัดของหลักเขตแดนทั้ง 74 หลัก เพื่อจัดทำแผนที่ รวมถึงการพิจารณารายงาน และข้อเสนอของคณะกรรมาธิการเทคนิค และที่สำคัญคือการผลิตแผนที่ที่ไทย-กัมพูชา สามารถนำมาใช้ร่วมกันได้จริง ซึ่งจะต้องเสนอให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ

อธิบดีกรมสนธิสัญญาฯ กล่าวว่าใน MOU43 ยังกำหนดให้ไทยและกัมพูชา จะต้องงดเว้นการดำเนินการใดๆ ที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของพื้นที่ชายแดน เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อการสำรวจเขตแดน และหากเกิดปัญหาการตีความการบังคับใช้ MOU ทั้ง 2 ฝ่าย ก็จะต้องมาเจรจากันตามที่ MOU กำหนดไว้ โดยไม่ได้มีการระให้บุคคลที่ 3 หรือหน่วยงานที่ 3 หรือหลีกเลี่ยงไปหากลไกอื่นมาร่วมแก้ปัญหา เพราะตาม MOU43 กำหนดว่าเรื่องปัญหาพื้นที่ ให้เป็นเรื่องระหว่าง 2 ประเทศไทย-กัมพูชา และที่สำคัญ MOU43 ยังกำหนดให้ทั้งไทย-กัมพูชา จะต้องร่วมกันในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ เพื่อให้อนุกรรมาธิการ JTSC สามารถลงพื้นที่สำรวจเขตแดนในการจัดทำแผนที่ใหม่ได้อย่างปลอดภัย

นายเบญจมินทร์ ยังกล่าวถึงกระแสเรียกร้องให้ยกเลิก MOU43 ว่าก็ไม่สามารถหนีข้อเท็จจริงตามสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ.1904 และ 1907 ได้ เพราะถือเป็นแม่บทกำหนดรายละเอียดไว้และไม่สามารถหนีแผนที่ 1 : 200,000 ได้ ถ้ายกเลิกก็ต้องกลับไปใช้เอกสารทั้งหมด ซึ่งถูกรวบรวมไว้ใน MOU43 หรือเป็นการกลับมาเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ ตามกลไกที่มีอยู่ และเป็นไปตามหลักสากล และอาจต้องมีการทำ MOU ใหม่ กลายเป็น MOU 68 รวมถึง MOU43 ยังเป็นตัวกำหนดกฎเกณฑ์การไม่เปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม ซึ่งเป็นกฎสำคัญให้ทั้ง 2 ฝ่ายปฏิบัติตาม

สำหรับความคืบหน้าหลังการประชุม JBC ไทย-กัมพูชา หลังการประชุมเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ได้มีการอนุมัติการทำหน้าที่ของ JTSC แล้ว เพื่อลงพื้นที่สำรวจเขตแดน จำนวน 29 หลัก จาก 74 หลัก ที่ยังไม่สามารถตกลงร่วมกันได้ พร้อมยืนยันว่ากลไกคณะกรรมาธิการร่วม JBC ไทย-กัมพูชา ตาม MOU43 ยังสามารถใช้งานได้ และเริ่มดำเนินการไปแล้วในการสำรวจการปักปันเขตแดน

ที่รัฐสภา นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ในฐานะคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล กล่าวถึงการประชุมสภาในวันพฤหัสบดีที่ 21 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งนายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่หนึ่ง ทำหน้าที่เป็นประธาน ได้มีการปิดการประชุมไปก่อน ที่ฝ่ายค้านเตรียมเสนอญัตติด่วน เพื่อขอให้สภาพิจารณาบันทึกความเข้าใจ MOU 43-44 ที่นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สส.กระบี่ พรรคภูมิใจไทย เป็นผู้เสนอ ว่า จริงๆ แล้ว เราต้องบอกว่า การเสนอทำได้ แต่เวลาที่มาเจรจานั้น ต้องตกลงกันทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งวิปรัฐบาลและวิปค้าน วันนั้นตนก็เดินไปถามเอง ไม่ใช่วิปฝ่ายค้านเดินมาหาตน ว่าหากเร่งด่วนอย่างนี้ ก็ต้องมีการประชุมลับ ขณะเจรจา มีการพิจารณาเรื่องรายงานกองทุนสื่อสร้างสรรค์ ซึ่งเราไม่ทราบว่า มีผู้อภิปรายกี่คน และเมื่อเวลาผ่านไปพอสมควรแล้ว เขาก็ยังไม่มีการเข้ามาตกลง ประธานจึงเห็นว่าไม่มีเรื่องใหม่เข้ามา และไม่มีวาระต่อ จึงได้ปิดการประชุม

อย่างไรก็ตาม ยังคงสามารถเจรจากันได้ หากฝ่ายค้านอยากนำเรื่องญัตตินี้มาเจรจากัน ก็มาตกลงกันก่อน เพราะไม่ใช่ว่าประธานวิปจะตัดสินใจแทนพรรคอื่นได้ เราไปพรรคร่วมรัฐบาล จะทำอะไรก็ต้องปรึกษาหารือกัน พรรคอื่นจะ 30 หรือ 60 เสียง ก็ต้องปรึกษาหารือ ให้เกียรติกัน ไม่ใช่ว่าจะตัดสินใจได้ทันที โดยในวันนี้ตนก็จะถามในที่ประชุมวิปด้วย

ส่วนมีการตั้งข้อสังเกตเป็นการสกัดญัตตินี้หรือไม่ นายวิสุทธิ์ มองว่า การพูดญัตตินี้ ต้องดูว่าเกี่ยวข้องกับความมั่นคงอย่างไร มีข้อดีข้อเสียอย่างไร พูดจากันในสภาได้

“แต่คุณไม่มาตอบผมเอง ในการตกลงว่า จะเอาแบบไหน มันไม่ชัดเจน ประธานก็เลยปิด ไม่ได้ปิดหนี กลัวอะไร พูดดีก็เป็นศรีแก่พรรคท่าน ถ้าพูดในทางร้ายไม่เข้าใจเหตุผลก็จะเสียหาย วันนั้น พรรคผมก็ได้เชิญตัวแทนกระทรวงต่างประเทศเข้ามาชี้แจงด้วยซ้ำไป แล้วก็ได้รับความร่วมมือ ไม่ใช่ว่าหนี ไม่จำเป็นต้องหนี กลัวทำไม ใครพูดดี ก็ได้คะแนนไป ถ้าพูดทำให้บ้านเมืองเสียหาย ก็ต้องรับผิดชอบ เพราะเกี่ยวกับความมั่นคง และประเทศชาติบ้านเมือง ละเอียดอ่อน ต้องปรึกษาหารือกัน” นายวิสุทธิ์ กล่าว และว่า วันนี้พรุ่งนี้มาบอกได้เลย ถ้าคุณอยากจะเสนอญัตตินี้ ก็เข้ามา ยินดีไม่มีปัญหา พวกตนเตรียมพร้อมอยู่แล้ว เพราะก็เป็นโอกาสดีที่ได้ชี้แจง

มทภ.2ฮึ่ม!หากเขมรล้ำแดน-วางทุ่นระเบิด สั่งยิงตอบโต้ทันที พร้อมรับมือ‘ฮุนเซน’รก.ประมุข

มทภ.2ฮึ่ม!หากเขมรล้ำแดน-วางทุ่นระเบิด  สั่งยิงตอบโต้ทันที  พร้อมรับมือ‘ฮุนเซน’รก.ประมุข

มทภ.2ฮึ่ม!หากเขมรล้ำแดน-วางทุ่นระเบิด สั่งยิงตอบโต้ทันที พร้อมรับมือ‘ฮุนเซน’รก.ประมุข

วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มทภ.2ฮึ่ม!หากเขมรล้ำแดน-วางทุ่นระเบิด สั่งยิงตอบโต้ทันที พร้อมรับมือ‘ฮุนเซน’รก.ประมุข ชี้ปะทะอีกหรือไม่อยู่ที่ผู้นำเขมร ยันหลังเกษียณไม่เล่นการเมือง ‘อ้วน’บอกคุยเขตแดนไม่ง่าย

“ภูมิธรรม”เพิ่งรู้สึกหนักใจ ตกลงอะไรกับเขมร มักถูกบิดเบือน ชี้เจรจาชายแดนไม่ง่าย บางปท.คุยเป็นร้อยปี ด้าน“มทภ.2” รับมอบโดรน-ระบบต่อต้านโดรนมูลค่ากว่า 60 ล้านบาท เสริมเขี้ยวเล็บกำลังพลในสนามรบ ย้ำสถานการณ์ขณะนี้ต้องเฝ้าระวังทั้งสองฝ่าย ลั่นอนุมัติกำลังพลยิงตอบโต้ได้ทันที ถ้าพบทหารเขมรรุกล้ำอธิปไตย-ลอบวางทุ่นระเบิด พร้อมรับมือ “ฮุนเซน”นั่งรก.ประมุขรัฐคิวทอง“มทภ.2” บุกม.เกษตรฯ พบ FC เล่าความจริงชายแดน ชี้ปะทะอีกระลอกหรือไม่ขึ้นกับผู้นำเขมร ลั่นรอได้หากผลประโยชน์ชาติมาก่อน ชี้คนเจรจาต้องทันเกมอย่าให้เสียเปรียบ รับน้อยใจ ถูกถามทหารมีไว้ทำไม ยัน”ในหลวง”เป็นกลาง ไม่ยุ่งการเมือง ทรงเป็นจอมทัพไทย ดูแลเสาหลักประเทศ เผย ร.9 นักพัฒนา ส่วน ร.10 เป็นหลักชัย ย้ำ ขอทำหน้าที่ดูแผ่นดินนี้ให้ดีที่สุด

เมื่อเวลา 09.10 น. วันที่ 25 สิงหาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกฯให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (อาร์บีซี) วันนี้ (25 ส.ค.) ซึ่งเป็นการประชุมระดับเจ้าหน้าที่ เงื่อนไขของกองทัพภาคที่ 2 จะเหมือนกองทัพภาคที่ 1 หรือจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงหรือไม่ว่า คงไม่มี เป็นประเด็นต่อจากการประชุมต่อจากการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) ครั้งที่ผ่านมา แต่อาจแตกต่างกันบ้างจากสภาพพื้นที่และสภาพปัญหา โดยพื้นฐานเป็นเรื่องต่อจากจีบีซีครั้งที่แล้ว และเป็นเรื่องระดับแม่ทัพไปคุยกัน ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเส้นแดน และทำอย่างไรที่จะทำให้ได้ข้อสรุปตรงกันมากที่สุด

“อ้วน”หนักใจเขมรบิดเบือนข้อตกลง

ผู้สื่อข่าวถามว่า แนวโน้มน่าจะเป็นสัญญาณที่ดีใช่หรือไม่ ซึ่งมีเรื่องของรั้วลวดหนามที่ต่างจากกองทัพภาคที่ 1 นายภูมิธรรมกล่าวว่า เรื่องรั้วลวดหนามอาจไม่ตรงกับสิ่งที่ได้คุยกันมา เพราะเราไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้เลย เข้าใจว่าทูตทหารที่กัมพูชายื่นหนังสือประท้วงไปแล้ว ขณะนี้สิ่งที่เป็นปัญหาที่เราหนักใจอยู่บ้างคือ เวลาพูดตกลงกันก็อาจเป็นอีกอย่างหนึ่ง ทางกัมพูชา ทางโฆษกของเขาชี้แจงก็อาจเป็นอีกแบบหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก เห็นปรากฏอยู่เสมอ ตั้งแต่สมัยที่ตนเป็นรมว.กลาโหมแล้ว เวลานี้ข้อมูลหลักฐานต่างๆ มีการรวบรวม

ตปท.ตอบรับไทยดี-เก็บหลักฐานทุกเม็ดสู้เขมาร

นายภูมิธรรมกล่าวต่อว่า ขณะนี้รมว.ต่างประเทศเดินทางไปเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อไปพบกับคณะกรรมการที่เกี่ยวกับอนุสัญญาออตตาวา เพื่อเอาหลักฐานทั้งหมดไปคุย เราสู้ในทิศทางของเราอยู่แล้วคือ ใจเย็น รักสันติ และไม่ยอมให้ใครรุกล้ำอธิปไตย ขณะเดียวกัน ก็รวบรวมพยานหลักฐาน ตนสั่งการตลอดว่าหากมีอะไรเกิดขึ้นให้เก็บหลักฐาน รายละเอียด ขณะนี้เสียงตอบรับต่างประเทศค่อนข้างดี รู้สึกว่าสิ่งที่เราพูดชัดเจน ขณะที่กัมพูชาพูดอะไรของเขาก็พูดไป ก็แล้วแต่ เพราะความจริงคือความจริง ต่างประเทศได้เห็น

เมื่อถามว่า ขณะนี้กัมพูชามีการชุมนุมเรียกร้องให้โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เข้ามา ถึงขั้นจะตั้งชื่อถนนในกัมพูชาเป็นชื่อของโดนัลด์ ทรัมป์ จะส่งผลต่อการพูดคุยระดับทวิภาคีของไทยกับกัมพูชาที่ดำเนินการอยู่หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า เป็นสิทธิของกัมพูชา เราไม่ก้าวล่วง

แก้ปัญหาเขตแดนต้องใช้เวลาอาจนานร้อยปี

เมื่อถามว่า ครบรอบ 1 เดือน สถานการณ์ไทย-กัมพูชา มีแนวโน้มทิศทางที่ดีขึ้นมากน้อยแค่ไหน นายภูมิธรรม กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ ถ้าไปดูประวัติศาสตร์โลก ไม่ใช่ประวัติศาสตร์ประเทศไทย การเจรจาเรื่องเขตแดนไม่เคยจบได้ง่ายๆ บางประเทศเป็นหลายสิบปี หรือบางประเทศเป็นร้อยปีก็มี ฉะนั้น ตอนนี้เพิ่งเริ่มต้นในรอบใหม่ จริงๆ เรามีปัญหามาตลอด แต่ก็จบได้เป็นช่วงๆ อยู่ที่ว่าแต่ละช่วงสถานการณ์เป็นอย่างไร อย่าไปกังวลใจ ถ้ารายังยืนอยู่จุดที่เห็นควรว่าไม่ควรทำให้เกิดสงครามถ้าไม่จำเป็น และยังยืนยันรักษาผลประโยชน์อธิปไตยของประเทศ เจรจาจบหรือไม่จบ ยังอยู่แค่ตรงนี้ ไม่รุกล้ำไปไหน

ผู้ว่าฯสื่อสารผิด-ยันบ้านหนองจานมีสค.1

นอกจากนี้ นายภูมิธรรมยังให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว กล่าวต่อหน้าคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราวอาเซียน (IOT)ว่า บ้านหนองจาน อ.โคกสูง จ.สระแก้ว ไม่มีเอกสารสิทธิ์ อ้างเป็นพื้นที่ป่า จนทำให้ฝ่ายกัมพูชานำคำพูดดังกล่าวไปแอบอ้างไม่ใช่พื้นที่ของประเทศไทยว่า อย่าไปกังวลเรื่องนี้ ผู้ว่าฯออกมาชี้แจงแล้วว่าเป็นการสื่อสารที่ผิด ความจริงแล้วพื้นที่ดังกล่าวมีหนังสือ สค.1 ซึ่งความจริงผู้ว่าฯ อาจหมายถึงโฉนด เรื่องนี้ความจริงก็คือความจริง จะไปอ้างอย่างไรก็หยิบความจริงขึ้นมาพูด ถ้าเรามีโฉนด มีสค.1 มีหลักฐาน ไม่ใช่อยู่ๆ มาสร้างตอนนี้ได้ ขออย่าเป็นกังวลกับคำพูดหรือการเคลื่อนไหวทางโซเชียล

ถามว่าเป็นการพูดต่อหน้าคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราวจะเป็นหลักฐานได้หรือไม่ว่า อาจเป็นการให้ข้อมูลบิดเบือนจากไทย นายภูมิธรรมตอบว่า จะบิดเบือนได้อย่างไร การพูดตรงนั้นทำให้เราเสียประโยชน์ด้วยซ้ำไป แต่เมื่อมีหลักฐานมายืนยันและบอกว่าพูดผิด ก็จบ มนุษย์ก็เป็นแบบนั้น.

มทภ.2รับมอบโดรน-ระบบต่อต้านโดรน

วันเดียวกัน ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 เป็นผู้แทนกองทัพบก รับมอบระบบต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ 15 ชุด มูลค่า 32,100,000 บาท, อากาศยานไร้คนขับ สำรวจและบรรทุกสัมภาระ 41 ชุด มูลค่า 14,477,100 บาท และโดรนลาดตระเวณ 20 ชุด มูลค่า 13,910,000 บาท จากมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน รวมมูลค่า 60,487,100 บาท ดยนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน เป็นตัวแทนมอบ

นอกจากนั้น มูลนิธิฯ มอบยาดมศรีเทพ 2,500 หลอด มูลค่า 100,000 บาท, และสิ่งของจากภาคเอกชน อาทิ สายรัดห้ามเลือด (ทูนิเก้) 183 ชิ้น ผ้าใบขนาดใหญ่ 20 ผืน แป้งดินสอพองสูตรเย็น 400 ซอง ยาหม่องน้ำมันเขียวจากกลุ่มจงรักษ์แผ่นดิน, เสื้อยืดคอกลม 250 ตัว จากบริษัท โบลิน ยูนิฟอร์ม จำกัด, เต็นท์ขนาดใหญ่, บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำดื่ม ปลากระป๋อง ถุงยังชีพ เป็นต้น

ย้ำสถานการณ์ยังต้องเฝ้าระวัง

พล.ท.บุญสินกล่าวขอบคุณว่า ในนามตัวแทนของทหารที่ปฏิบัติภารกิจตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ที่มีความมุ่งมั่นจัดหาอุปกรณ์เพื่อใช้ปฏิบัติหน้าที่เฝ้าชายแดน เป็นเครื่องมือที่จะช่วยเหลือทหาร รักษาความอยู่รอดในสนามรบ ป้องกันการรุกล้ำอธิปไตยของข้าศึก ยืนยันขอเป็นสิ่งของที่จัดหาจากคนไทย เนื่องจากบางอย่างการเขียนซอฟต์แวร์ โปรแกรมต่างๆ เป็นความรู้ของคนไทย หากมีปัญหาจะได้แก้ไขได้ทัน ถือเป็นทิศทางที่ดีที่จะส่งเสริมคนไทย และถือว่าจำเป็นมากในอนาคต ซึ่งกองทัพบกและกองทัพภาคที่ 2 ตระหนักดีเรื่องนี้ ตนจะรีบนำสิ่งของเหล่านี้ ไปมอบให้ทุกหน่วย ระยะห่างเกือบ 1,000 กิโลเมตรไกลมาก ในส่วนนี้ดูเหมือนจะมาก แต่หากหน่วยแล้วพยายามจะเติมเข้าไปให้มากที่สุด จะให้ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารีวางแผนในการใช้และฝึกกำลังพลให้ทันต่อเหตุการณ์

“ในนามของกำลังพลตามแนวชายแดน ยืนยันว่ากองทัพภาคที่ 2 จะทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาเหมือนเดิม ไม่ประมาท ในการทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เพราะว่าสถานการณ์ตอนนี้เราก็เฝ้าระวังทั้งสองฝ่าย อยู่ในห้วงการเจรจาตามขั้นตอนต่อไป” พล.ท.บุญสินกล่าว

จี้เขมรร่วมกู้ระเบิดตลอดแนวชายแดน

พลโทบุญสิน พลาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค ไทย -กัมพูชา สมัยวิสามัญ (Regional Border Committee ) หรือ RBC บริเวณจุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ ตำบลไพรพัฒนา อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ วันที่ 27 สิงหาคมว่า ข้อเสนอในการหารือ ไม่ต่างกับ พื้นที่ของกองทัพภาคที่ 1 และกองทัพเรือ ประมาณ 3 ข้อ เพื่อทำความเข้าใจตรงกัน ทั้งการเก็บกู้ทุ่นระเบิด การรักษาอธิปไตยซึ่งกันและกัน อยู่บนพื้นฐานปกติ ยืนยันว่า ข้อเสนอเรียกร้องให้กัมพูชาร่วมเก็บกู้วัตถุระเบิดกับไทย ต้องครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด ตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ไม่ใช่เฉพาะ พื้นที่ที่มีการปักปันเขตแดนที่ชัดเจนแล้ว แต่ยังไม่ทราบว่าเขมรกัมพูชาจะรับเงื่อนไขนี้หรือไม่ ส่วนจะนำไปสู่ความสำเร็จในการแก้ปัญหาหรือไม่ ถือเป็นส่วนหนึ่ง แต่สุดท้ายขึ้นอยู่กับนโยบายของระดับผู้นำกัมพูชามากกว่าว่า จะมีแนวทางอย่างไร เพราะหน่วยทหารระดับภูมิภาคของทหารกัมพูชามีหน้าที่รับคำสั่ง ถ้าได้ข้อยุติ จะนำไปหารือระดับอื่นต่อไป

ฮึ่มเขมร!ล้ำแดน-ซุกระเบิดยิงได้ทันที

พลโทบุญสินยังกล่าวถึงกรณีเขมรยื่นข้อเสนอให้ไทยรื้อรั้วลวดหนาม แลกกับการเก็บกู้ทุ่นระเบิดว่า เป็นคนละประเด็น เราไม่รับข้อเสนอนี้อยู่แล้ว รั้วลวดหนามคือแนวตั้งกำลังของฝ่ายไทย

“ส่วนกรณีกองกำลังBHQ กัมพูชา แอบซุ่มดูการลาดตระเวนของทหารไทย เป็นการสันนิษฐาน ซึ่งทหารไทยก็ทำการตอบโต้ หากรุกล้ำอธิปไตยของไทยเราก็ยิง เขามาในลักษณะเคลื่อนที่เร็ว ซึ่งตนได้ให้แนวทางกับกำลังพลไปแล้ว หากพบเจอให้ตอบโต้ทันที รวมถึงการลอบวางทุ่นระเบิดด้วย” พลโทบุญสินกล่าว และว่า กัมพูชายังละเมิดการหยุดยิง ด้วยการวางทุ่นระเบิด เนื่องจากเป็นนโยบายระดับผู้บังคับบัญชา ของเขา แต่เรามีมาตรการประท้วง ตอบโต้ฝ่ายกัมพูชาอยู่ตลอด พร้อมระบุไปว่า อย่าทำอีก เนื่องจากเป็นการรุกล้ำอธิปไตยของไทย

ข้อตกลงปฎิบัติได้ผลหรือไม่อยู่ที่รบ.2ปท.

เมื่อถามว่า ข้อตกลงในเวทีทวิภาคี จะสามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริงหรือไม่ พลโทบุญสิน ระบุว่า ก็เป็นไปตาม ที่เราเข้าใจ

ถามย้ำว่า สามารถคาดหวังได้หรือไม่ทั้งกรอบ RBC คณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย-กัมพูชา คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม ไทย-กัมพูชา (JBC) พลโทบุญสินกล่าวว่า ขึ้นอยู่กับผู้บริหารของกัมพูชา หากได้รับสัญญาณมา การเจรจาก็จะมีผลต่อการปฏิบัติ ตรงกันข้าม แม้กำลังพลชั้นผู้น้อยกัมพูชา รับทราบแล้ว แต่หากไม่ใช่ นโยบายของผู้บริหาร ก็ไม่สามารถคาดหวังได้

ถามว่า มีโอกาสที่เราจะได้เห็นกองกำลังทั้ง2ฝ่ายปรับลดกำลัง นำอาวุธหนักออกจากพื้นที่หรือไม่ พลโทบุญสินกล่าวว่า ขึ้นอยู่กับรัฐบาลสองประเทศ หน่วยปฏิบัติงานในพื้นที่ไม่สามารถตัดสินใจได้ พร้อมทั้งย้ำว่า เวลาราชการเพียงหนึ่งเดือน ไม่กังวลอะไร

พร้อมรับมือฮุนเซนนั่งรษก.ประมุขรัฐ

พลโทบุญสินยังตอบโต้กรณีโฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา บิดเบือนข้อมูลต่อเนื่องว่า เรามีหลักฐานเชิงประจักษ์อยู่แล้ว นำคณะทูต ผู้ช่วยทูตทางทหารและผู้ที่เกี่ยวข้องลงไปในพื้นที่ ในส่วนกัมพูชา ก็เป็นการปฏิบัติที่เขามีสิทธิ์จะพูดได้ ส่วนจะมีมูลหรือไม่ ต้องมาพิสูจน์ด้วยหลักฐาน ปัจจุบันนี้ทุ่นระเบิดก็ยังมีอยู่ในพื้นที่ การปฏิบัติงานก็ต้องระมัดระวังมากที่สุด ส่วนกรณีสมเด็จฮุนเซน นั่งรักษาการประมุขแห่งรัฐของกัมพูชา ส่งผลต่อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาหรือไม่นั้น พลโทบุญสินกล่าวว่า ขึ้นอยู่กับนโยบายของฮุนเซน ไม่ว่าจะออกมาแนวทางไหน เราก็พร้อมรับมือ ในส่วนไทยก็ขึ้นอยู่กับรัฐบาลเช่นกัน

คลิปเสียงอังเคิลเรื่องการเมืองทหารไม่เกี่ยว

เมื่อถามว่า ในวันที่ 29 ส.ค. นี้ จะมีการตัดสิน คดีคลิปสนทนา ของนายกรัฐมนตรีกับสมเด็จฮุนเซน จะส่งผลต่อสถานการณ์ชายเดิมกัมพูชาหรือไม่ พลโทบุญสิน ระบุว่า ถือเป็นเรื่องของการเมือง ในส่วนเรื่องของชายแดนเราก็ทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตย คงไม่เกี่ยวกับเรื่องการเมือง

ผู้สื่อข่าวถามว่าถ้าผลวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญคดีคลิปเสียงฮุนเซนของนายกฯออกมาเป็นลบ ซึ่งส่งผลให้รัฐบาลเกิดสุญญากาศ จะส่งผลต่อพื้นที่ชายแดนหรือไม่ พลโทบุญสินกล่าวว่า ต้องดูสภาพแวดล้อมทั่วไป เนื่องจากต้องวิเคราะห์หลายอย่างร่วมกัน พร้อมยืนยันเราไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มก่อนอยู่แล้ว เพราะเรามุ่งมั่นยึดถือในเส้นเขตแดน ส่วนจะกระทบต่อการหารือคณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือ GBC ที่จะเกิดขึ้นต้นเดือนกันยายนหรือไม่นั้น ตนคิดว่าข้าราชการประจำก็ต้องทำงานอยู่ ไม่น่าจะเกี่ยวข้องหรือส่งผลอะไร การเมืองก็ว่ากันไป

ชวนคนไทยร้องเพลงชาติ-ยันไม่เล่นการเมือง

เวลา 13.15.น. ที่ห้องประชุมสุธรรม อารีย์กุล อาคารสารนิเทศ50ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 พบบุคลากรและนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมสนทนาพิเศษ “เรื่องจริงจากชายแดน” โดยกล่าวตอนหนึ่งว่า อยากขอให้วงซิมโฟนี่ เกษตรศาสตร์ บรรเลงเพลงชาติไทย ซึ่งเป็นเพลงที่ บางคนร้องเบา บางคนไม่อยากร้อง บางคนไม่มีที่จะร้องด้วยซ้ำ เพราะไม่มีแผ่นดินที่จะให้ร้อง พวกเรามีแผ่นดิน ร้องเขินๆ อายๆ ทำไมเราไม่ร้องดังๆ ถ้าเราไม่มีที่ร้อง เพลงนี้เราจะไม่ได้ร้องเลย ตนอยากจับมือทุกท่านร่วมร้องเพลงชาติด้วยกัน ตนมาวันนี้ ไม่ได้มาทอล์คโชว์ แม้ตนจะเกษียณจากตำแหน่งแม่ทัพแต่ไม่ได้เกษียณจากความเป็นคนไทย ตนจะอยู่กับพี่น้องคนไทยจนกว่าจะสิ้นลม

“ขอย้ำว่าผมไม่เล่นการเมือง อยู่ตรงไหนก็ได้ที่ไม่มีผลประโยชน์ คำพูดนี้คงจะสื่อไปถึงหลายท่าน ที่ชักชวนผม เล่นการเมือง ผมไม่ถนัด แต่ถนัดปกป้องแผ่นดินเพื่อประเทศชาติ ด้วยเหตุนี้ที่คนไทยคิดถึงผม เพราะไม่ใช่หน้าตาดีอะไรมากมาย”พลโทบุญสินกล่าวทีเล่นทีจริง ก่อนจะเรียกเสียงฮือฮาภายในห้องประชุม

ยัน“ในหลวง”ไม่ยุ่งการเมืองทรงเป็นกลาง

พลโทบุญสินกล่าวต่อว่า ขอทุกคนดูแถบสีธงชาติให้รักษาสามสีนี้ให้ดี บรรพบุรุษพระมหากษัตริย์ไทยในอดีต สละเลือดเนื้อรักษาไว้กว่าจะได้มาซึ่งความเป็นชาติและแผ่นดินให้ลูกหลานเราอยู่ ต้องต่อสู้มาด้วยความยากลำบาก มาถึงยุคพวกเรา ไม่อยากให้ทะเลาะกัน อยากให้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ขอถามคนที่ด่าแม่ทัพในเฟซบุ๊ก ว่าเป็นคนไทยหรือไม่ ถ้าเป็นคนไทยจะไม่ตอบโต้ แต่ถ้าเป็นชาติอื่นตอบโต้ได้ ไม่มีประโยชน์อะไร เรานึกถึงแผ่นดินนี้เพื่อให้ลูกหลานเราดีกว่า

“พระมหากษัตริย์ เป็นหลักชัยให้ประเทศชาติ ท่านเป็นกลางทุกอย่าง ท่านไม่ยุ่งเรื่องการเมืองทั้งสิ้น ท่านเป็นจอมทัพไทยที่ดูแลเสาหลักให้ประเทศชาติ ผู้ใกล้ชิดท่าน ทำงานเข้าเวรต้องไม่เกี่ยวกับการเมือง รัชกาลที่ 9 พัฒนาทุกอย่างจนเสด็จฯไม่ไหว ส่วนรัชกาล 10 ท่านเป็นหลักชัยให้ประเทศชาติต้องคงไว้ อดีตไม่รู้ว่ามีเท่าไหร่ ปัจจุบันมีเท่านี้ ผมในฐานะแม่ทัพภาคที่ 2 ต้องดูแลแผ่นดินนี้ให้ดีที่สุด ถ้ารุกเข้ามาในห้วงที่ผมอยู่ ไม่ได้เด็ดขาด คุณจะเป็นใครยิ่งใหญ่มาจากไหน ไม่ได้”พลโทบุญสินกล่าว

เล่าความจริงที่ชายแดนปะทะรอบ2ให้FCฟัง

พลโทบุญสินกล่าวตอนหนึ่งว่า การสู้รบ 5 วันตั้งแต่วันที่ 24 -28 กรกฎาคม ที่ตนพูดตั้งแต่ครั้งแรกว่าเราพร้อม จำเป็นต้องมีการปะทะ เพราะเราปิดปราสาทตาเมือนธม ถ้าไม่ปิด ประชาชน2ประเทศจะฆ่ากันที่นั้น นี่คือสิ่งที่เราทำดีที่สุดแล้วในกรอบระยะเวลาที่มีอยู่ เอาแผ่นดินคืนมาได้เท่าที่มีอยู่ แลกกับน้องๆที่เสียสละเลือดเนื้อ

“มีใครรู้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้นกับครอบครัวเขาบ้าง น้องที่ขาขาดดมยาสลบตื่นขึ้นมาพูดว่า พวกเรายึดได้ไหมพี่ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง เจ็บจริงและเสียชีวิตจริง เราทำดีที่สุดแล้ว มันไม่ง่าย ไม่ใช่เดินไปแล้วปักธง เขาก็มีปืน ปืนใหญ่ จรวด ผมต้องขอชื่นชมและสดุดีวิญญาณที่พลีชีพเพื่อชาติ และบาดเจ็บจำนวนมาก รวมถึงประชาชนที่สูญเสียในห้วงดังกล่าว”พลโทบุญสินกล่าว

ลั่นไม่ยอมให้ใครล้ำแผ่นดินขู่มาก็สวน

จากนั้นพลโทบุญสินตอบคำถามนักศึกษาเรื่องความท้าทายภารกิจการดูแลชายแดนว่า ไทยและกัมพูชาต่างฝ่ายต่างคิดว่าแผ่นดินนี้เป็นของตัวเอง เป็นความยากที่สองประเทศคุยกันไม่รู้เรื่อง นำไปสู่ความขัดแย้ง ด้วยการใช้อาวุธ จะสังเกตเห็นว่าในยุโรปเขาคุยกันรู้เรื่อง มีแต่สองประเทศนี้ที่ทะเลาะกัน

“วันดีคืนดีก็มาบอกว่า 3 ปราสาท 1 พื้นที่ เป็นของข้าพเจ้า มันจะเป็นได้อย่างไร ก็กูอยู่ของกูอย่างนี้มานานแล้ว ตามที่พูดไป มันไม่ได้ ถ้าจะเอากำลังมาขู่ไม่ได้ ขู่ก็สวนกันเท่านั้น แต่ถ้าจะเอาอีก ก็ไม่ได้เหมือนกัน ก็สวนกันอีกเหมือนกันปัจจุบันก็พร้อม คุยกันดีๆก็ได้ ไม่คุยกันดีๆก็ได้ รัฐบาลก็คุยกับรัฐบาล ผมก็คุยกับแม่ทัพกัมพูชา ผมก็ตัดสินใจได้ ถ้าลูกน้องผมตาย ผมก็มีสิทธิ์ป้องกัน มันยากตรงที่ว่าอีกฝ่ายหนึ่งอยากได้แผ่นดิน เราไม่ยอม บางพื้นที่ที่เขาล้ำขึ้นมา เราก็ไม่ยอม”พลโทบุญสินกล่าว และว่ายกตัวอย่างเช่น ภูมะเขือ เราใช้กำลังเอาคืนมาได้ ชื่นชมน้องทหารที่ทำหน้าที่เอาคืนจุดนี้มาให้พวกเราขอสดุดีวีรกรรมพวกเขาทั้งหลาย ที่ต้องใช้ความกล้าหาญอย่างยิ่งยวด ทหารไทยไม่ได้น้อยหน้าใคร

ยันเขมรยิงก่อนจึงต้องตอบโต้อย่างรอบคอบ

พลโทบุญสินกล่าวอีกว่า ภารกิจที่สร้างแรงกดดัน ที่ต้องตัดสินใจเสี้ยววินาทีระหว่างการรบกับการรอ การเจรจากับการยืนหยัด ตนถูกด่าขนานหนัก ลูกน้องขาขาด ทำไมไม่บุก ไม่ยิง บางครั้งบริบทการรับผิดชอบมันไม่ได้มีอยู่แค่นั้นแต่บริบทอื่น เช่น เศรษฐกิจ สังคม การเปิดสงครามประเทศชาติจะเกิดอะไรขึ้น จะเหมาะสมหรือไม่ในช่วงเวลานั้น หากไปทะเลาะเวลานั้นเหมือนไปรังแก จะถูกทั่วโลกประณามใช่หรือไม่ ต้องคิดหลายอย่าง หากปะทะกันจะเกิดอะไรขึ้น 15 ชีวิตนี้เป็นหม้ายทันที มันคุ้มแล้วใช่หรือไม่ คุ้มกับแผ่นดินใช่ แต่อย่างอื่นคุ้มหรือไม่

“ใช้ความดุอย่างเดียวแต่ไร้ความคิด ไม่รอบคอบในการตัดสินใจอันตรายมาก จะกลายเป็นเผด็จการ และประเทศไทยจะถูกทั่วโลกประณามทันที แต่กรณีที่ที่ผ่านมาเหมาะสมแล้ว เพราะเขายิงเราก่อน เพราะเขาไม่ให้ปิดตาเมือนธม ตีหนึ่งรายงานผู้บังคับบัญชาขออนุญาตปิด ปิดตีสองตื่นเช้ามาเขาก็ยิงเราก่อน เพราะเขาบอกว่าเราปิดประเทศเขา แต่กูก็ปิดประเทศของกูเหมือนกัน จึงเป็นที่มาของสี่คืนห้าวัน และได้คืนมาในหลายตารางกิโลเมตร ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในแผนที่วางไว้ แม่ทัพไม่ใช่แม่ทัพที่ใช้อารมณ์ทุกอย่างวางแผนไว้ วิชาที่ได้ร่ำเรียนมา ได้ใช้เพื่อบ้านเมือง ผมขอยืนยันกับประชาชนทุกคน”

คนเจรจาต้องทันเกมอย่าให้เสียเปรียบ

พลโทบุญสินย้ำว่า หากรอแล้วผลประโยชน์ของชาติมาก่อน เราก็ต้องรอ แม้จะสูญเสียเราก็ต้องยอมรับ เพราะนี่แผ่นดิน ที่บรรพบุรุษเราสละเลือดเนื้อ ถ้าเจรจาแล้วเราเสียผลประโยชน์ เราต้องยืนหยัดไม่เจรจา เจรจาแล้วเสียเปรียบก็อย่าไปเจรจา ไม่ยอมรับกับข้อเสนอ ดังนั้น ผู้เจรจาจะต้องทันเกม รู้ว่าเราต้องทำอย่างไรเพื่อไม่ให้เสียแผ่นดินนี้ การเจรจาที่เราเสียเปรียบ เราต้องยืนหยัดไม่ยอมรับ เหมือนที่เขาจะขึ้นศาลโลก รัฐบาลก็ยืนยันว่าเราไม่ยอมรับมติศาลโลก มีสิทธิ์ไม่ยอมรับ รื้อลวดหนามเราก็ไม่รื้อ เพราะเป็นแนวประชาธิปไตยของเรา แต่หากไม่ยอมรับจะมาใช้กำลัง ก็มาเจอกันเท่านั้น ต้องเด็ดขาด อยู่บนผลประโยชน์ของชาติ ทั้งนี้ การตัดสินใจมีผลต่อความพร้อมและการตัดสินใจที่ลำบากที่สุดคือชีวิต และผู้บาดเจ็บ แต่ต้องทำเพราะมันคือเอกภาพของประเทศไทย และศักดิ์ศรีของประชาชนคนไทยทุกคน

รับน้อยใจมีคนถามทหารมีไว้ทำไม

“หลายคนถามว่ามีทหารไว้ทำไม ผมบอก เป็นคำถามที่ ทำให้ทหารน้อยใจจริงๆ ผมน้อยใจ และเสียใจจริงๆไปตอบโต้ก็ไม่ได้ เห็นได้ว่าสมรภูมิที่ผ่านมาฝึกมาทั้งชีวิต รับราชการมาจนจะเกษียณ เพิ่งได้รบวันนี้ เพราะเราไม่รู้ว่าจะเกิดการรบกันเมื่อไหร่ บางคนบอกว่าทหารไม่ต้องฝึกมากหรอก ขอย้ำว่าไม่ได้ฝึกกันง่ายๆ ทั้งความอดทน เทคนิคการใช้อาวุธ ต้องสั่งสมไว้ปฏิบัติทันทีเมื่อมีเหตุการณ์ ช่วงไม่รบก็ฝึก และช่วยชาวบ้าน นี่ไง ทหารมีไว้ทำไม เมื่อบ้านเมืองสงบ เราช่วยพัฒนาประเทศ รักษาความสงบเรียบร้อยภายใน ปราบยาเสพติด สาธารณภัย ห้วงฝึก ก็ต้องฝึกประจำ” แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าว

ปะทะรอบ2หรือไม่ขึ้นกับผู้นำ-ทหารเขมร

และยังฝากเยาวชนว่า อย่าคบคนพาล คบเพื่อนที่ดี จะทำให้พ่อแม่เสียใจ ผู้อาวุโส ขอให้เป็นตัวอย่างที่ดีของลูกหลาน ตนก็ทำหน้าที่นี้อยู่ ให้คนไทยที่มองตนอยู่ จะทำตัวให้ดีที่สุดให้ได้มากที่สุด จะเป็นคนหนึ่งที่อยู่กับคนไทยที่รักชาติและแผ่นดิน ซื่อสัตย์สุจริตต่อประเทศชาติ ทั้งนี้ หากต้องเลือกหนึ่งคน ที่ไว้ใจที่สุด คนคนนั้นคือ คนดีมีคุณธรรมเสียสละ ไม่เอาเปรียบลูกน้อง ไม่เห็นแก่ตัว แม่ทัพพร้อมเป็นลูกน้องคนนั้นทันที แต่ถ้าเป็นคนชั่วไม่เป็น

พลโทบุญสินยังตอบคำถามสุดท้าย ชายแดนไทยกัมพูชา เสี่ยงปะทะอีกรอบหรือไม่ และหากปะทะจะยึดปราสาทตาควายอำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ได้หรือไม่ ว่า ขึ้นอยู่กับผู้นำเขมร และท่าทีของทหารเขมร ก้าวร้าวหรือไม่ กวนเราหรือไม่ หรือเริ่มก่อนหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้น เรามีสิทธิ์ที่ตอบโต้ ช่วงเวลาที่ยืนยันว่าเราจะทำให้ดีที่สุด ซึ่งจะมีเวลาไปจนถึงวันที่ 30 กันยายนตอนนี้ คิดอย่างเดียวว่าจะทำให้ที่สุด จนบางครั้งก็ลืมไปว่า เหลืออีกไม่กี่วันแล้วจะเกษียณ

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“แม้ผมจะเกษียณจากตำแหน่งแม่ทัพ แต่ไม่ได้เกษียณจากความเป็นคนไทย ผมจะอยู่กับพี่น้องคนไทยจนกว่าจะสิ้นลม”

พลโทบุญสิน พาดกลาง

แม่ทัพภาคที่ 2

ฟันคนเผยแพร่คลิปเสียง‘นั่งลงลูก’ ศาลรธน.เอาผิด ยันชัดบิดเบือน-ทำเสียหาย

ฟันคนเผยแพร่คลิปเสียง‘นั่งลงลูก’  ศาลรธน.เอาผิด  ยันชัดบิดเบือน-ทำเสียหาย

ฟันคนเผยแพร่คลิปเสียง‘นั่งลงลูก’ ศาลรธน.เอาผิด ยันชัดบิดเบือน-ทำเสียหาย

วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ฟันคนเผยแพร่คลิปเสียง‘นั่งลงลูก’ ศาลรธน.เอาผิด ยันชัดบิดเบือน-ทำเสียหาย ‘หมอมิ้ง’ยันส่งตามกำหนด คำแถลง‘อิ๊งค์’ปิดคดีคลิปเสียง สว.ปัดตั้งวอร์รูมฟังคดี29ส.ค.

ศาลรธน.สั่งเอาผิดเผยแพร่คลิป“นั่งลงลูก”ชี้บิดเบือน-ทำเสียหาย ด้าน“หมอมิ้ง”พร้อมส่งคำแถลงปิดคดีคลิปเสียง“อังเคิลฮุน”วันนี้ ชี้อยู่ระหว่างพิจารณา อิ๊งค์ไปฟังคำตัดสินด้วยตัวเองหรือไม่ ขณะที่‘อิ๊งค์’โต้ดราม่าคลิป‘นั่งลงลูก’ยันศาลบอกงนั่งลงครับ’อัดอย่ามั่ว-ปั่นข่าว‘อดีตสว.สมชาย’ดึงสติอย่าหลงเชื่อ ย้ำควรติดตาม‘แก่น’คดีคลิปเสียง‘หมอวรงค์’ ลั่นศาลที่พึ่งสุดท้าย คดีนักการเมืองต้องโปร่งใสมากที่สุด

เมื่อวันที่ 25ส.ค.2568 นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้าการยื่นคำแถลงปิดคดีคลิปเสียงสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยื่นภายในวันที่ 25สิงหาคม ว่า กำลังดำเนินการ ซึ่งจะต้องยื่นคำแถลงปิดคดีภายในวันเดียวกันนี้ตามกำหนด เมื่อถามว่า น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.วัฒนธรรม จะเดินทางไปฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญด้วยตัวเองในวันที่ 29ส.ค.นี้หรือไม่ นพ.พรหมินทร์ กล่าวว่า อยู่ระหว่างการพิจารณา

ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหว น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.วัฒนธรรม รีโพสต์สตอรี่ในอินสตราแกรม หลังมีกระแสดรามาปล่อยคลิปเสียงตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ พูดว่า”นั่งลงลูก” ภายหลัง น.ส.แพทองธาร กล่าวคําปฏิญาณ ในระหว่างที่ศาลรัฐธรรมนูญไต่สวนพยาน ในคดีคลิปสนทนากับ สมเด็จฮุน เซน เมื่อวันที่ 21 ส.ค.ที่ผ่านมา พร้อมเขียนข้อความระบุว่า “ฟังชัดๆๆ..ศาลบอกว่า “นั่งลงครับ” ไม่ใช่”นั่งลงลูก”อย่างที่มีคนปั่น อย่ามั่ว อย่าบิดเบือนข่าว อย่างไรก็ตามคาดว่า วันนี้( 25 ส.ค.) น.ส.แพทองธาร จะดำเนินการส่งคำแถลงปิดคดีต่อศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากศาลนัดยื่นคำแถลงปิดคดีภายในวันนี้ ก่อนจะนัดฟังคำวินิจฉัยวันที่ 29สิงหาคม เวลา 15.00น.

‘สมชาย’ดึงสติอย่าหลงเชื่อคลิปปลอม

นายสมชาย แสวงการอดีตสมาชิกวุฒิสภา (อดีต สว.) โพสต์คลิปขึ้นไต่สวนคดีคลิปเสียงของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ต่อศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมข้อความระบุว่า…คำว่า“นั่งลงลูก”เป็นข่าวปลอม คำว่า“นั่งลงครับ” เป็นคำที่ถูกต้อง สังคมไทยควรติดตามแก่นของการพิจารณาคดี พึงอย่าหลงเชื่อกระพี้ เพราะคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญในคดีที่ยึดหลักนิติธรรม จะผดุงความยุติธรรม รักษาเอกราชอธิปไตย รักษาประเทศชาติให้ดำรงอยู่ตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขได้คงมั่นสถาวรสืบไปครับ #เชื่อมั่นในหลักนิติธรรม #เชื่อมั่นในศาลรัฐธรรมนูญ ดร.สมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภาในฐานะผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าฟังการไต่สวนในศาลรัฐธรรมนูญ

ศาลรธน.สั่งเอาผิดเผยแพร่คลิป’นั่งลงลูก’

วันเดียวกัน ศาลรัฐธรรมนูญได้ออกเอกสารข่าวระบุว่า ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญออกนั่งพิจารณาคดี เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม 2568 ไต่สวนพยานบุคคลที่ศาลรัฐธรรมนูญเรียกมาให้ถ้อยคำ จำนวน 2 ปาก ได้แก่ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ผู้ถูกร้อง และนายฉัตรชัย บางขวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เรื่อง ประธานวุฒิสภา ส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธารฯ นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่ เมื่อเสร็จสิ้น การไต่สวนแล้ว ศาลมีคำสั่งห้ามมิให้ผู้เข้าฟังการไต่สวนนำข้อมูลการไต่สวนไปเผยแพร่ และห้ามไม่ให้บิดเบือน ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายในลักษณะที่สร้างความเข้าใจผิดต่อสาธารณชน อันเป็นคำสั่งศาลตามพ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 38 วรรคหนึ่งนั้น

ปรากฏว่าหลังวันดังกล่าว มีการเผยแพร่คลิปและข่าวในสื่อสารมวลชนหลายช่องทาง อันเป็นเท็จบิดเบือนข้อเท็จจริงในกระบวนการไต่สวนของศาลลักษณะที่สร้างความเข้าใจผิดต่อสาธารณชน ก่อให้เกิดความเสียหายต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดยกล่าวอ้างว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญท่านหนึ่งพูดกับผู้ถูกร้องว่า “นั่งลงลูก” ซึ่งความจริงท่านพูดว่า “นั่งลงครับ” การเผยแพร่และบิดเบือนดังกล่าว เข้าข่ายเป็นความผิด ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง และเข้าข่ายละเมิดอำนาจศาลตามมาตรา 38 และมาตรา 39 แห่งพ.ร.ป.ว่าด้วย วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 และข้อ 10 และข้อ 11 ของข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วย วิธีพิจารณาคดีรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2562 สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญจะดำเนินการทางกฎหมายแก่บุคคล ที่กระทำการบิดเบือนและเผยแพร่คลิปดังกล่าวต่อไป

ประธานวุฒิชิ่งตอบสว.สรุปลิปเสียง

นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ปฏิเสธที่จะตอบถึงกรณีที่วันนี้สว.จะสรุปสำนวนปิดคดีคลิปเสียงน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สนทนากับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ส่งศาลรัฐธรรมนูญ โดยกล่าวเพียงสั้นๆว่า “ไม่เป็นไรครับ”เมื่อถามว่าจะส่งใครเป็นตัวแทน นายมงคล ไม่ตอบและพยายามเดินหนีผู้สื่อข่าว

ด้าน พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การทหารและความมั่นคงแห่งรัฐ ในฐานะแกนนำในการรวบรวมรายชื่อเพื่อยื่นถอดถอน น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้ศาลรัฐธรรมนูญ จากกรณีคดีคลิปเสียงหลุด เปิดเผยว่า ตนเอง ไม่ได้ไปดำเนินการปิดคดีด้วยตัวเอง แต่ได้ส่งหนังสือชี้แจงแทน

สว.ปัดตั้งวอร์รูม29สค.คดีคลิปเสียง

พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 เปิดเผยความคืบหน้าการยื่นคำแถลงปิดคดีคลิปเสียงบทสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา โดยได้มอบหมายให้ พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ดำเนินการจัดทำและส่งคำแถลงดังกล่าวต่อศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ซึ่งเป็นการส่งในรูปแบบหนังสือ ไม่ได้เดินทางไปยื่นด้วยตนเอง สำหรับกระแสข่าวว่า สว.กลุ่ม 36คน ซึ่งเป็นผู้ยื่นคำร้องจะตั้งวอร์รูมเพื่อติดตามผลคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 29 ส.ค.นี้ พล.อ.เกรียงไกรยืนยันว่า จะไม่มีการจัดตั้งวอร์รูม ดังกล่าวแต่อย่างใด

ด้าน นายดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม ประธานสถาบันสุจริตไทย และอดีตสมาชิกวุฒิสภา (อดีต สว.) โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า ‘เคารพศาลและเคารพกันและกัน แต่ฟังคลิปเสียงฉบับเต็มและเสียงวุ้นเส้นฉบับแปลแล้วเป็นเรื่องประเทศชาติที่ไม่ควรไปแอบคุยกันและผมเห็นว่า มีเรื่องลับทางทหารรวมทั้งมีข้อความหารือกันแก้ปัญหาที่กองทัพไทยต้องดำเนินการตามกฎอัยการศึกด้วย’

หมอวรงค์ลั่นศาลต้องเป็นที่พึ่งสุดท้าย

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ศาลต้องเป็นที่พึ่งสุดท้ายให้ประชาชน ในระบบการเมืองที่ต้องการความโปร่งใส แม้การพิจารณาคดีต่างๆ ประชาชนก็ต้องการความโปร่งใส ถ้าการพิจารณาคดีสำคัญ โดยเฉพาะนักการเมือง ที่ถือว่ามีบทบาทต่อประชาชน ถ้าเปิดโอกาสให้ประชาชนรับฟังและถกแถลง สังคมก็ไม่คลางแคลงใจ การไต่สวนของศาลฎีกานักการเมือง ในคดีชั้น 14 เป็นตัวอย่างที่ศาลท่านเปิดโอกาสให้ประชาชน สื่อเข้าไปรับฟัง เพียงแต่ไม่ให้บันทึกคำต่อคำเผยแพร่ เกรงว่าจะเสียหาย ต่อการแสวงหาความจริง หลังการไต่สวนทุกนัด จะมีการนำข้อเท็จจริงที่รับทราบ มาถกแถลงให้ประชาชนได้เรียนรู้ แม้ฝ่ายจำเลย จะพยายามร้องต่อศาลให้ออกข้อกำหนด เมื่อสื่อ รายการทีวี มีการจัดถกเถียงเรื่องดังกล่าว ศาลท่านก็ไม่ได้ออกข้อกำหนด ขั้นตอนการไต่สวนจึงโปร่งใสมาก

โดยสรุปคดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ควรทำให้โปร่งใสให้มากที่สุด เพราะคนเหล่านี้เป็นบุคคลที่ถูกเชื่อมโยงกับประชาชนโดยตรง ถ้าทุกอย่างโปร่งใส เปิดเผยให้มากเท่าที่ควรจะเปิดได้ ศาลก็จะได้รับคำชื่นชม แต่ถ้าไม่เปิดเผย ปัญหาก็จะตามมาอย่างที่เห็น ยิ่งตัดสินไม่ตรงกับใจประชาชน บ้านเมืองจะไม่มีที่พึ่ง ทั้งๆ ที่ศาลควรเป็นที่พึ่งสุดท้ายให้ประชาชน

‘บิ๊กเต่า’ร่อนจดหมายถึง’ภูมิธรรม’ เรียกร้องขอความเป็นธรรม ทบทวนโผตำรวจ

'บิ๊กเต่า'ร่อนจดหมายถึง'ภูมิธรรม' เรียกร้องขอความเป็นธรรม ทบทวนโผตำรวจ

‘บิ๊กเต่า’ร่อนจดหมายถึง’ภูมิธรรม’ เรียกร้องขอความเป็นธรรม ทบทวนโผตำรวจ

วันจันทร์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 22.01 น.

วันที่ 25 สิงหาคม 2568 เพจเฟซุบ๊ก “เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand” โพสต์ข้อความระบุว่า  บิ๊กเต่า – พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผบช.ก.ทำหนังสือ ขอความเป็นธรรมในการพิจารณาแต่งตั้งเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นและโยกย้ายสับเปลี่ยนหมุนเวียน  ถึง บิ๊กอ้วน – ภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกฯ/ประธาน ก.ตร.

สำหรับรายละเอียดหนังสือ มีใจความว่า “ข้าพเจ้า พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ได้รับการประกาศลำดับอาวุโสข้าราชการตำรวจระดับ รอง ผบช. ประเภทตำแหน่งทั่วไป ให้เป็นผู้ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนที่จะได้รับการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นเป็นผู้บัญชาการ โดย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.)ได้แต่งตั้งคณะทำงานจัดทำร่างหลักเกณฑ์การประเมินเพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบในการพิจารณาแต่งตั้งฯ โดยให้ทุกหน่วยงานร่วมกันได้แสดงความคิดเห็น และมีหนังสือตามสิ่งที่ส่งด้วย 2 กำหนดหลักเกณฑ์การประเมินเพื่อใช้ประกอบการจัดทำข้อมูลผู้เหมาะสมเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นเพื่อจัดลำดับผู้เหมาะสมเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นเป็นรูปธรรมตรวจสอบได้และเป็นมาตรฐานเดียวกัน

โดยหลักเกณฑ์นี้มุ่งหวังให้เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้สามารถพิจารณาคัดเลือกแต่งตั้งข้าราชการตำรวจที่มีความมุ่งมั่น ทุ่มเท และเสียสละ ในการปฏิบัติหน้าที่ราชการเต็มกำลังความสามารถ ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ และการบริหารราชการขององค์กร ตลอดจนประชาชนและสังคมต่อไป เป็นไปตามเจตนารมณ์เหตุผลในการประกาศใช้ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 ที่วางหลักประกันไว้ว่า ข้าราชการตำรวจจะได้รับความเป็นธรรมในการแต่งตั้งและโยกย้าย การพิจารณาบำเหน็จความชอบตามระบบคุณธรรมที่ชัดเจนการพิจารณาแต่งตั้ง และโยกย้ายต้องคำนึงถึงถึงอาวุโสและความรู้ความสามารถประกอบกัน เพื่อให้ข้าราชการตำรวจสามารถปฏิบัติหน้าที่ตามวิชาชีพได้อย่างมีอิสระ ไม่ตกอยู่ใต้อาณัติของบุคคคลใด มีประสิทธิภาพและภาคภูมิใจในการปฏิบัติหน้าที่ของตน และตามสิ่งที่ส่งมาด้วย 3 กำหนดให้ข้าราชการตำรวจผู้ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนทุกนายจัดทำผลการปฏิบัติงาน เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาจัดทำข้อมูลผู้เหมาะสมเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นและประกอบการพิจารณาคัดเลือกแต่งตั้ง ของคณะกรรมการพิจารณาการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับ ตร.

แต่ต่อมาตามสิ่งที่ส่งมาด้วย 4 ผบ.ตร.มีบันทึกมอบหมายให้ สกพ.แจ้งหน่วยต่างๆ ชะลอการดำเนินการใช้หลักเกณฑ์ตามสิ่งที่ส่งมาด้วย 2 โดยให้เหตุผลในทำนองว่า มีกรอบระยะเวลาที่กำหนดอย่างกระชั้นชิด ซึ่งจะต้องมีการสัมภาษณ์ผู้รับการประเมินในรูปคณะกรรมการ รวมถึงมีผู้ที่มีคุณสมบัติที่ที่จะต้องเข้ารับการสัมภาษณ์เป็นจำนวนมาก อาจส่งผลให้ไม่เกิดความละเอียดรอบคอบ และอาจกระทบต่อการพิจารณาจัดทำผู้เหมาะสมในภาพรวมได้

ต่อมาข้าพเจ้าได้รับทราบจากสื่อมวลชนและข่าวสารภายในของข้าราชการตำรวจว่าคณะกรรมการพิจารณาการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับ ตร.ที่มี ผบ.ตร.เป็นประธาน ได้ร่วมกันประชุมพิจารณาคัดเลือกแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับ รอง ผบ.ตร.และ จตช.ลงมาถึง ผบก. และมีข้าราชการตำรวจจำนวนหลายนาย ไม่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่นเป็นที่ประจักษ์ และเป็นประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ ประชาชนและสังคม อย่างชัดแจ้งกว่านายอื่น ได้รับการพิจารณาคัดเลือกและแต่งตั้งให้เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น หรือสับเปลี่ยนหมุนเวียนไปสู่ตำแหน่งที่ดีขึ้น เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ(ก.ตร.) ให้ความเห็นชอบ

ซึ่งบางนายเมินเฉยต่อนโยบายสำคัญของรัฐบาลโดยเฉพาะอย่างยิ่งการปราบปรามยาเสพติดและการจัดการผู้มีอิทธิพล ย่อมเห็นได้อย่างชัดแจ้งว่า การพิจารณาคัดเลือกและแต่งตั้งดังกล่าวเป็นไปตามอำเภอใจใช้ดุลยพินิจไม่ชอบ ไม่สุจริต ไม่เที่ยงธรรม ขาดความเสมอภาค ไม่สมเหตุสมผล และเลือกปฏิบัติเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ที่ไม่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่นเป็นที่ประจักษ์ และเป็นประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ ประชาชนและสังคม ได้รับการพิจารณาคัดเลือก และแต่งตั้งเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นหรือสับเปลี่ยนหมุนเวียนไปสู่ตำแหน่งที่ดีกว่าเดิม

การกระทำดังกล่าว จึงขัดหรือแย้งกับเจตนารมณ์เหตุผลในการประกาศใช้ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 เป็นอย่างยิ่ง เสมือนเป็นระบบอุปถัมภ์เชิงผลประโยชน์ นอกจากนี้ยังทราบว่า ในระดับรองผู้บัญชาการที่ดำรงตำแหน่ง 2 ปีตามเกณฑ์ ซึ่งมีจำนวน 38 นายคิดเป็นร้อยละ 45 ของผู้ที่มีคุณสมบัติครบถ้วน และต้องมีสิทธิได้รับการพิจารณาในสัดส่วนของผู้ที่มีความรู้ความสามารถ แต่กลับถูกตัดออก ไม่ได้นำผลการปฏิบัติงานมาประกอบการพิจารณา แต่อย่างใด

ข้าพเจ้าตระหนักดีกว่า คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) มีความมุ่งมั่นที่จะยกระดับการบริหารงานบุคคลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้เป็นไปตามระบบคุณธรรม เพื่อให้ข้าราชการตำรวจมีความภาคภูมิใจ และปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเที่ยงธรรม

หากการพิจารณาเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้และสิ่งที่ส่งมาด้วย 2 ย่อมเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับผู้ปฏิบัติงานทกคนที่มุ่งมันสร้างผลงานที่มีคุณค่า ซึ่งจะส่งผลให้องค์กรมีกำลังพลที่มีคุณภาพและความสามสามารถ และเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง ในทางกลับกันหากพิจารณาเพียงระบบอาวุโส หรือระยะเวลาการดำรงตำแหน่งเป็นหลักเพียงอย่างเดียว โดยละเลยความรู้ความสามารถและผลการปฏิบัติที่ปรากฏเป็นที่ประจักษ์ ย่อมจะส่งผลให้ผู้ปฏิบัติงานหมดขวัญกำลังใจในการทำงาน ซึ่งในระยะยาวอาจบั่นทอนประสิทธิภาพโดยรวมขององค์กร และทำให้เจตนารมณ์ในการปฏิรูปตำรวจไม่สัมสัมฤทธิ์ผลได้

หนังสือขอความเป็นธรรมฉบับนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการร้องขอในนามส่วนตัว แต่เป็นการยื่นเรื่องที่ตั้งอยู่บนหลักการอันชอบธรรม เพื่อปกป้องเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 และส่งเสริมระบบคุณธรรมที่ถูกบัญญัติไว้ จึงขอให้คณะกรรมการข้าราราชการตำรวจ(ก.ตร.) โปรดพิจารณาดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมาย กฎ ระเบียบและคำสั่งที่กำหนดเป็นลายลักษณ์อักษรไว้อย่างเคร่งครัด โดยให้โอกาสข้าราชการตำรวจทุกนายที่มีคุณสมบัติครบถ้วน และมีผลการปฏิบัติงานที่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ ประชาชน และสังคมซึ่งเป็นที่ประจักษ์อย่างชัดแจ้ง ได้รับการพิจารณาคัดเลือกแต่งตั้งอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม อันจะส่งเสริมกำลังใจและประสิทธิภาพการทำงานขององศ์กรตำรตำรวจโดยรวมต่อไป”

กกต.รอผลประชุม RBC ก่อนพิจารณาวันเลือกตั้งซ่อม สส.ศรีสะเกษ เขต 5 ใหม่

กกต.รอผลประชุม RBC ก่อนพิจารณาวันเลือกตั้งซ่อม สส.ศรีสะเกษ เขต 5 ใหม่

กกต.รอผลประชุม RBC ก่อนพิจารณาวันเลือกตั้งซ่อม สส.ศรีสะเกษ เขต 5 ใหม่

วันจันทร์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.40 น.

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แจ้งถึงความคืบหน้าการเตรียมความพร้อมจัดเลือกตั้ง สส.ศรีสะเกษ เขตเลือกตั้งที่ 5 แทนตำแหน่งที่ว่าง ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ อ.ขุนหาญ และ อ.ภูสิงห์ ว่า การกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ยังอยู่ระหว่างการประเมินสถานการณ์และความพร้อมในพื้นที่ โดยเมื่อวันที่ 22 ส.ค.ที่ผ่านมา ได้มีการประชุมร่วมกันระหว่างผู้ว่าราชการจังหวัด หน่วยงานความมั่นคง และสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดศรีสะเกษ ณ ศาลากลางจังหวัด ซึ่งที่ประชุมมีความเห็นตรงกันว่า ทุกภาคส่วนพร้อมสนับสนุนการจัดการเลือกตั้ง และพื้นที่เขตเลือกตั้งไม่มีความเสียหาย ประชาชนกลับสู่ภูมิลำเนาตามปกติ ผู้สมัครและพรรคการเมืองสามารถหาเสียงได้ตามปกติ

อย่างไรก็ตาม จ.ศรีสะเกษ ยังไม่สามารถประกาศให้พื้นที่เขตเลือกตั้งพ้นจากการเป็นเขตประสบภัยอันเนื่องมาจากการกระทำของกองกำลังจากภายนอกประเทศได้ เนื่องจากกระบวนการยังอยู่ในขั้นตอนการฟื้นฟูและเยียวยา แม้สถานการณ์คลี่คลายลงแล้วก็ตาม อีกทั้งแนวชายแดนไทย – กัมพูชา ตั้งแต่ จ.อุบลราชธานี ถึง จ.สระแก้ว ยังคงมีความอ่อนไหวและสิ่งยั่วยุ จึงจำเป็นต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้ นายเอกฤกษ์ พร้อมชัยอนันต์ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดศรีสะเกษ ประสานกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรจังหวัดศรีสะเกษ เพื่อติดตามข้อมูลจากการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย – กัมพูชา (RBC) ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 27 ส.ค.68 ณ บริเวณด่านช่องสะงำ อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งผลการประชุมดังกล่าวจะถูกนำมาใช้ประกอบการรายงานต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อพิจารณากำหนดวันออกเสียงเลือกตั้งใหม่ให้เป็นไปอย่างเรียบร้อย ปลอดภัย และสุจริตเที่ยงธรรมต่อไป

‘กองทัพภาคที่ 1’ แจงเหตุฝ่ายกัมพูชา ก่อความวุ่นวายที่บ้านหนองจาน

‘กองทัพภาคที่ 1’ แจงเหตุฝ่ายกัมพูชา ก่อความวุ่นวายที่บ้านหนองจาน

‘กองทัพภาคที่ 1’ แจงเหตุฝ่ายกัมพูชา ก่อความวุ่นวายที่บ้านหนองจาน

วันจันทร์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.30 น.

กองทัพภาคที่ 1  ชี้แจง เหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ฝ่ายกัมพูชาก่อความวุ่นวายหลังทหารไทยวางแนวลวดหนามเพื่อความปลอดภัยชั่วคราว ให้กับคณะจังหวัดสระแก้วในการตรวจพื้นที่ ที่ดินของประชาชน

กองทัพภาคที่ 1  ชี้แจงกรณีเหตุการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 เวลา 15.00 น. โดยกองกำลังบูรพาได้ดำเนินการวางแนวลวดหนามเพื่อความปลอดภัยชั่วคราว ให้กับคณะจังหวัดสระแก้วในการตรวจพื้นที่ของประชาชน ในการเข้าทำการประเมินรายละเอียดที่ดินของประชาชน ในพื้นที่บ้านหนองจาน ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เพื่อเป็นมาตรการรักษาความปลอดภัยชั่วคราว และจำกัดขอบเขตพื้นที่ชายแดน การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามกรอบการปฏิบัติด้านความมั่นคง โดยมิได้มุ่งก่อให้เกิดความวุ่นวายหรือกระทบกระทั่งกับฝ่ายใด
ปัจจุบัน กองกำลังบูรพา ได้จัดกำลังพลเข้าพูดคุยชี้แจงในการดำเนินการการวางแนวลวดหนามดังกล่าว เพื่อความปลอดภัยชั่วคราว และเพื่อมิให้ฝ่ายกัมพูชาเข้าใจผิด หลังจากมีการตรวจพื้นที่ของ คณะจังหวัดสระแก้วในการตรวจพื้นที่ของประชาชนเรียบร้อยแล้ว หน่วยจะได้ดำเนินการปรับให้ดำรงสภาพเหมือนเดิม

กองทัพภาคที่ 1 ขอยืนยันว่า เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นความเข้าใจผิดของฝ่ายกัมพูชา และฝ่ายไทยได้พูดคุยชี้แจงการปฏิบัติด้วยความระมัดระวัง อยู่ภายใต้กรอบกฎหมายและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพื่อป้องกันมิให้สถานการณ์บานปลาย และรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศ

ชื่นมื่น! ‘อนุทิน’เผยภาพ 3 พี่น้องจาติกวณิช มาเยี่ยมคุณพ่อ’ชวรัตน์ ชาญวีรกูล’

ชื่นมื่น! 'อนุทิน'เผยภาพ 3 พี่น้องจาติกวณิช มาเยี่ยมคุณพ่อ'ชวรัตน์ ชาญวีรกูล'

ชื่นมื่น! ‘อนุทิน’เผยภาพ 3 พี่น้องจาติกวณิช มาเยี่ยมคุณพ่อ’ชวรัตน์ ชาญวีรกูล’

วันจันทร์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.06 น.

วันที่ 25 สิงหาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย โพสต์เฟซบุ๊ก “Anutin Charnvirakul” ซึ่งเป็นภาพบรรยากาศชื่นมื่นขณะที่ 3 พี่น้องตระกูลจาติกวณิช ประกอบด้วย นายอธิไกร จาติกวณิช หรือ จี๊ป, นายกรณ์ จาติกวณิช หรือ ดอน และนายอนุตร จาติกวณิช หรือ พิพ ได้เข้ามาเยี่ยม นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวง บิดาของนายอนุทิน

โดยนายอนุทิน โพสต์ข้อความสั้นๆ ระบุว่า “สามพี่น้อง #จาติกวณิช พี่จิ๊บ พี่ดอน พิพ มาเยี่ยมพ่อถึงบ้าน What a pleasant afternoon!!! #Reminiscing”

‘สุรเดช’จี้รัฐบาล แสดงความจริงใจยกเลิก MOU 43-44

'สุรเดช'จี้รัฐบาล แสดงความจริงใจยกเลิก MOU 43-44

‘สุรเดช’จี้รัฐบาล แสดงความจริงใจยกเลิก MOU 43-44

วันจันทร์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.50 น.

“สุรเดช”จี้รัฐบาล แสดงความจริงใจยกเลิก MOU 43-44 กังขา”รองโฆษก พท.”ระบุยกเลิกอาจทำไทยเสี่ยงถูกละเมิดอธิปไตย ย้ำยึดพระบรมราชโองการ”ในหลวงรัชกาลที่ 5″และ”รัชกาลที่ 9″เป็นหลัก บอกไม่มีแล้วเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า เหมือนยุค”พล.อ.ชาติชาย”

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวถึงกรณี น.ส.ชญาภา สินธุไพร สส.ร้อยเอ็ด และรองโฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) ออกมาบอกว่า MOU มีประโยชน์ ไม่อยากให้ยกเลิกเพราะหากยกเลิก อาจทำให้ประเทศไทย เสี่ยงที่จะถูกละเมิดอธิปไตยครั้งใหญ่ได้ ว่า ส่วนตัวเห็นว่าข้อเท็จจริงไม่น่าจะใช่ตามที่รองโฆษกพรรคเพื่อไทยบอก ต้องเข้าใจก่อนว่าเขตแดนเรามีมาตั้งแต่ในอดีตแล้ว และมีพระบรมราชโองการของในหลวงทั้ง 2 พระองค์ คือ ในหลวงรัชกาลที่ 5 เมื่อร้อยกว่าปีมาแล้ว ซึ่งมีการปักปันเขตแดนระหว่างสยาม – กัมพูชา เมื่อปี 2452 ตั้งแต่หลักเขตที่ 1 ถึง 73 จากช่องสะงำ จังหวัดศรีสะเกษ ไปจนถึงจังหวัดตราด ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันทั้ง 2 ประเทศแล้ว ส่วนพื้นที่ทางทะเล ที่อ่าวไทยบริเวณเกาะกูด ก็ได้มีพระบรมราชโองการของในหลวงรัชกาลที่ 9 เมื่อปี 2516 ซึ่งมีการประกาศชัดเจนว่าเรามีแนวแบ่งเขตแบบนี้ เราทำถูกต้องตามหลักท้องทะเลสากล ซึ่งจะต้องยื่นออกไปจากพื้นดินที่เป็นเกาะ 12 ไมล์ทะเล เราถึงได้มีน่านน้ำเป็นของเรา และตรงนี้เองที่ไปขัดแย้งกับกัมพูชา ที่มาขีดเส้นเองเมื่อปี ค.ศ.1972 หรือ พ.ศ.2515 โดยขีดเส้นเลาะและอ้อมเกาะกูด จนเราไม่มีน่านน้ำเลย ซึ่งถือว่าผิด ขณะที่ไทยเรามีการประกาศมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1973 หรือ พ.ศ.2516 ซึ่งตรงนี้ทางกัมพูชาก็รู้ดีแต่ไม่ยอมรับ จนกลายเป็นพื้นที่ทับซ้อน ทั้งที่ความจริงพื้นที่ทับซ้อนไม่มี

นายสุรเดช กล่าวว่าถ้าไม่ยกเลิก MOU เราก็ไม่สามารถยืนยันตรงนี้ได้เพราะรัฐบาลไทยไปเซ็น MOU เองเหมือนกับไปยอมรับว่ามีพื้นที่ทับซ้อนอยู่ ดังนั้นจึงอยากถามว่าพระบรมราชโองการของรัชกาลที่ 9 หายไปไหน ตนถึงบอกว่าเรื่องนี้มันมีอะไรที่แปลกๆ ทำไมเราไม่เอาเรื่องของพระบรมราชโองการยืนยันไปตั้งแต่ปี พ.ศ.2516 ไม่เช่นนั้นเรื่องก็จบไปแล้ว ไม่ต้องมี MOU

“ผมขอยืนยันว่า MOU ทั้ง 2 ฉบับ ไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยแน่นอน และเมื่อมีเหตุปะทะกันแล้ว ก็คงไม่สามารถที่จะใช้สนามรบเป็นสนามการค้า เหมือนสมัย พล.อ.ชาติชาย ชุณหวัณ ได้ต่อไป เพราะมีการสูญเสียเกิดขึ้นจำนวนมาก ดังนั้น ก็ควรที่จะยกเลิกทุกอย่างไป ทั้ง MOU การประชุมร่วมเวทีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น JBC , GBC หรือ RBC รวมถึงข้อตกลง 13 ข้อ ที่ไปคุยกัน ผมคิดว่ามันไม่มีประโยชน์ เพราะเราไม่เชื่อกัมพูชาแล้ว เนื่องจากมีการละเมิดมานับครั้งไม่ถ้วน เราควรประกาศเขตแดนของเราให้ชัดเจนและกั้นรั้วไปเลย ไม่มีประโยชน์ที่จะไปคุยหรือตกลงอะไรกันอีก เพราะมันเกิดการเคลือบแคลงไม่ไว้ใจกันอีกแล้ว ดังนั้น รัฐบาลต้องยกเลิก MOU ก่อนจึงจะกั้นรั้วได้ ส่วนพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลเราต้องยึดหลักตามพระบรมราชโองการในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ชัดเจนว่าไม่มีพื้นที่ทับซ้อนเพราะฉะนั้น MOU 44 ก็ต้องไม่มีเช่นกัน”

นายสุรเดช กล่าวว่า เรื่องนี้รัฐบาลต้องแสดงความจริงใจ ด้วยการยอมให้ญัตติยกเลิก MOU 43 และ 44 ผ่านสภาฯ ไป ถ้ารัฐบาลไม่สนับสนุนให้ผ่าน ก็ถือได้ว่ารัฐบาลไม่จริงใจ ดังนั้น รัฐบาลต้องแสดงความจริงใจเรื่องนี้

ทบ.ต้อนรับประธานคณะเสนาธิการร่วมกองทัพสหรัฐฯ สานความร่วมมือด้านความมั่นคง

ทบ.ต้อนรับประธานคณะเสนาธิการร่วมกองทัพสหรัฐฯ สานความร่วมมือด้านความมั่นคง

ทบ.ต้อนรับประธานคณะเสนาธิการร่วมกองทัพสหรัฐฯ สานความร่วมมือด้านความมั่นคง

วันจันทร์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.06 น.

ทบ. ต้อนรับ ประธานคณะเสนาธิการร่วม กองทัพสหรัฐฯ สานความร่วมมือด้านความมั่นคง พัฒนากองทัพผ่านการฝึกศึกษา สร้างเสถียรภาพในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก 

25 สิงหาคม 2568 ที่กองบัญชาการกองทัพบก พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ให้การต้อนรับ พลอากาศเอก แดน เคน (Dan Caine) ประธานคณะเสนาธิการร่วม กองทัพสหรัฐฯ ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ และเข้าเยี่ยมคำนับผู้บัญชาการทหารบกเพื่อแนะนำตัวและหารือข้อราชการ ณ ห้อง จปร. ชั้น 2 อาคารพิพิธภัณฑ์กองทัพบกเฉลิมพระเกียรติ ภายในกองบัญชาการกองทัพบก

ในการหารือข้อราชการ ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวแสดงความขอบคุณและชื่นชมความร่วมมือด้านการทหารระหว่างไทย – สหรัฐฯ ที่มีมาอย่างยาวนาน ผ่านการประสานงานของผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารสหรัฐฯประจำประเทศไทยและจัสเเมกไทย ทั้งนี้กองทัพบกยินดีที่จะให้ความร่วมมือกับสหรัฐฯ เพื่อความมั่นคงของภูมิภาค 

โดยประธานคณะเสนาธิการร่วม กองทัพสหรัฐฯ กล่าวว่า ในปัจจุบันภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก มีความเป็นพลวัตและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีอย่างยิ่งที่ได้มีพันธมิตรสำคัญอย่างกองทัพบก นอกจากนี้ พลอากาศเอก แดน เคน ได้แสดงความเสียใจกับกำลังพลและประชาชนไทยที่ได้รับความสูญเสียจากเหตุการณ์การสู้รบระหว่างไทย – กัมพูชา พร้อมกล่าวชื่นชมความเป็นนักรบของทหารไทย โดยกล่าวว่าที่ผ่านมาได้รับทราบและติดตามความก้าวหน้าด้านความร่วมมือที่สำคัญระหว่างกองทัพสหรัฐฯ และกองทัพบกไทยผ่านผู้บัญชาการกองกำลังทางบก ภาคพื้นอินโด – แปซิฟิก และผู้บัญชาการทหารบกสหรัฐฯ ซึ่งทั้งสองท่านได้ฝากความระลึกถึงผู้บัญชาการทหารบกมา ณ โอกาสนี้ นอกจากนี้ได้กล่าวขอบคุณกองทัพไทยที่ได้จัดการประชุมผู้บัญชาการทหารสูงสุดภูมิภาคอินโด-แปซิฟิค ประจำปี 2568 (Chiefs of Defense Conference 2025 – CHODs 2025)  ซึ่งท่านและนายทหารประทวนอาวุโสที่ปรึกษาเป็นผู้แทนที่มียศสูงสุดของกองทัพสหรัฐฯ ในการเข้าร่วมประชุมนี้ 

ในช่วงท้ายของการสนทนา ผู้บัญชาการทหารบก ได้กล่าวถึงความร่วมมือระหว่างกองทัพบกไทย-สหรัฐฯ ที่มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพของภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ผ่านการฝึกศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการฝึกร่วม/ผสม ภายใต้รหัสต่างๆ อาทิ Hanuman Guardian, JPMRC อีกทั้งได้ชื่นชมการฝึกร่วม/ผสม ภายใต้รหัส Cobra Gold 25 ที่สะท้อนถึงความร่วมมือในการพัฒนาขีดความสามารถและบูรณาการเทคโนโลยีทางทหารในการปฏิบัติการหลายมิติ