‘มทภ.2’ชี้ชายแดนปะทะรอบ 2 หรือไม่ ขึ้นอยู่กับ‘ผู้นำ-ทหารกัมพูชา’

‘มทภ.2’ชี้ชายแดนปะทะรอบ 2 หรือไม่ ขึ้นอยู่กับ‘ผู้นำ-ทหารกัมพูชา’

‘มทภ.2’ชี้ชายแดนปะทะรอบ 2 หรือไม่ ขึ้นอยู่กับ‘ผู้นำ-ทหารกัมพูชา’

วันจันทร์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.47 น.

“มทภ.2″ชี้ชายแดนปะทะรอบ 2 หรือไม่ ขึ้นอยู่กับ”ผู้นำ-ทหารกัมพูชา” ลั่นรอได้หากผลประโยชน์ชาติมาก่อน ชี้คนเจรจาต้องทันเกม อย่าให้เสียเปรียบ รับน้อยใจถูกถามทหารมีไว้ทำไม

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 ที่ห้องประชุมสุธรรม อารีย์กุล อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 พบบุคลากร และนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมสนทนาพิเศษ “เรื่องจริงจากชายแดน” โดยมีผู้ร่วมงาน ทั้งนิสิตปัจจุบัน และนิสิตเก่า บุคลากร เต็มความจุล้นออกจากห้องประชุม

โดย พลโทบุญสิน กล่าวตอนหนึ่งว่า การสู้รบ 5 วัน นับตั้งอต่วันที่ 24 – 28 ก.ค.ที่ตนพูดตั้งแต่ครั้งแรกว่าเราพร้อม จำเป็นต้องมีการปะทะ เพราะเราปิดปราสาทตาเมือนธม ถ้าไม่ปิดประชาชน 2 ประเทศจะฆ่ากันที่นั้น นี่คือสิ่งที่เราทำดีที่สุดแล้วในกรอบระยะเวลาที่มีอยู่ เอาแผ่นดินคืนมาได้เท่าที่มีอยู่ แลกกับน้องๆ ที่เสียสละเลือดเนื้อ

“มีใครรู้ไหม ว่าอะไรเกิดขึ้นกับครอบครัวเขาบ้าง น้องที่ขาขาดดมยาสลบตื่นขึ้นมาพูดอยู่คำนึงว่า พวกเรายึดได้ไหมพี่ นี่คือสิ่งที่มันเกิดขึ้นจริง เจ็บจริงและเสียชีวิตจริง เราทำดีที่สุดแล้ว มันไม่ง่าย ไม่ใช่เดินไปแล้วปักธง เขาก็มีปืนปืนใหญ่ จรวด ผมต้องขอชื่นชมและสดุดีวิญญาณที่พลีชีพเพื่อชาติ และบาดเจ็บจำนวนมาก รวมถึงประชาชนที่สูญเสียในห้วงดังกล่าว” พลโทบุญสิน กล่าว

จากนั้น พลโทบุญสิน ตอบคำถามนักศึกษาเรื่องความท้าทายภารกิจการดูแลชายแดน ว่า ไทยและกัมพูชาต่างฝ่ายต่างคิดว่าแผ่นดินนี้เป็นของตัวเอง เป็นความยากที่สองประเทศคุยกันไม่รู้เรื่อง นำไปสู่ความขัดแย้ง ด้วยการใช้อาวุธ จะสังเกตุเห็นว่าในยุโรปเขาคุยกันรู้เรื่อง มีแต่สองประเทศนี้ที่ทะเลาะกัน

“วันดีคืนดีก็มาบอกว่า 3 ปราสาท 1 พื้นที่ เป็นของข้าพเจ้า มันจะเป็นได้อย่างไร ก็กูอยู่ของกูอย่างนี้มานานแล้ว ตามที่พูดไป มันไม่ได้ ถ้าจะเอากำลังมาขู่ไม่ได้ ขู่ก็สวนกันเท่านั้นแหละ แต่ถ้าจะเอาอีก ก็ไม่ได้เหมือนกัน ก็สวนกันอีกเหมือนกัน ปัจจุบันก็พร้อม คุยกันดีๆ ก็ได้ ไม่คุยกันดีๆ ก็ได้ รัฐบาลก็คุยกับรัฐบาล ผมก็คุยกับแม่ทัพกัมพูชา ผมก็ตัดสินใจได้ ถ้าลูกน้องผมตายผมก็มีสิทธิ์ป้องกัน เพราะฉะนั้นมันยากตรงที่ว่าอีกฝ่ายหนึ่งอยากได้แผ่นดิน เราไม่ยอม บางพื้นที่ที่เขาล้ำขึ้นมา เราก็ไม่ยอม” พลโทบุญสิน กล่าวและว่า ยกตัวอย่างเช่น ภูมะเขือ เราใช้กำลังเอาคืนมาได้ ชื่นชมน้องๆ ทหารที่ทำหน้าที่เอาคืนจุดนี้มาให้พวกเรา ขอสดุดีวีรกรรมพวกเขาทั้งหลาย ที่ต้องใช้ความกล้าหาญอย่างยิ่งยวดทหารไทยไม่ได้น้อยหน้าใคร

พลโทบุญสิน กล่าวต่อว่า ภารกิจที่สร้างแรงกดดัน ที่ต้องตัดสินใจเสี้ยววินาที ระหว่างการรบกับการรอ การเจรจากับการยืนหยัด ตนถูกด่าขนานหนัก ลูกน้องขาขาด ทำไมไม่บุก ไม่ยิง บางครั้งบริบทการรับผิดชอบมันไม่ได้มีอยู่แค่นั้น แต่บริบทอื่น เช่น เศรษฐกิจ สังคม การเปิดสงครามประเทศชาติจะเกิดอะไรขึ้น จะเหมาะสมหรือไม่ในช่วงเวลานั้น หากไปทะเลาะเวลานั้นเหมือนไปรังแก จะถูกทั่วโลกประนามใช่หรือไม่ ต้องคิดหลายอย่าง หากปะทะกันจะเกิดอะไรขึ้น 15 ชีวิตนี้เป็นหม้ายทันที มันคุ้มแล้วใช่หรือไม่ คุ้มกับแผ่นดินใช่ แต่อย่างอื่นคุ้มหรือไม่

“ใช้ความดุอย่างเดียว แต่ไร้ความคิด ไม่รอบคอบในการตัดสินใจ อันตรายมาก จะกลายเป็นเผด็จการ และประเทศไทยจะถูกทั่วโลกประณามทันที แต่กรณีที่ที่ผ่านมาเหมาะสมแล้ว เพราะเขายิงเราก่อน วันนั้นวัยรุ่นไปเจอกันที่ปราสาทตาเมือนธม การตัดสินใจที่ลำบากที่สุด เพราะถ้าปิดยิงกันแน่นอน เพราะเขาไม่ให้ปิด ตีหนึ่งรายงานผู้บังคับบัญชาขออนุญาตปิด ปิดตีสองตื่นเช้ามาเขาก็ยิงเราก่อน เพราะเขาบอกว่าเราปิดประเทศเขา แต่กูก็ปิดประเทศของกูเหมือนกัน จึงเป็นที่มาของสี่คืนห้าวัน และได้คืนมาในหลายตารางกิโลเมตร ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในแผนงานที่วางไว้หมดแล้ว แม่ทัพไม่ใช่แม่ทัพที่ใช้อารมณ์ ทุกอย่างวางแผนไว้ วิชาที่ได้ร่ำเรียนมา ได้ใช้เพื่อบ้านเมือง ผมขอยืนยันกับประชาชนทุกคน”

พลโทบุญสิน ย้ำว่า หากรอแล้วผลประโยชน์ของชาติมาก่อน เราก็ต้องรอ แม้จะสูญเสียเราก็ต้องยอมรับ เพราะนี่แผ่นดิน ที่บรรพบุรุษเราสละเลือดเนื้อ ถ้าเจรจาแล้วเราเสียผลประโยชน์ เราต้องยืนหยัดไม่เจรจา เจรจาแล้วเสียเปรียบก็อย่าไปเจรจา ไม่ยอมรับกับข้อเสนอ ดังนั้น ผู้เจรจาจะต้องทันเกม รู้ว่าเราต้องทำอย่างไรเพื่อไม่ให้เสียแผ่นดินนี้ การเจรจาที่เราเสียเปรียบเราต้องยืนหยัดไม่ยอมรับ เหมือนที่เขาจะขึ้นศาลโลก ทางรัฐบาลก็ยืนยันว่าเราไม่ยอมรับมติศาลโลก มีสิทธิ์ที่จะไม่ยอมรับ รื้อลวดหนามเราก็ไม่รื้อ เพราะเป็นแนวประชาธิปไตยของเรา แต่หากไม่ยอมรับจะมาใช้กำลัง ก็มาเจอกัน เท่านั้น ต้องมีความเด็ดขาด อยู่บนผลประโยชน์ของชาติ ทั้งนี้ การตัดสินใจมีผลต่อความพร้อม และการตัดสินใจที่ลำบากที่สุดคือชีวิต และผู้บาดเจ็บ แต่ต้องทำเพราะมันคือความเป็นเอกภาพของประเทศไทย และศักดิ์ศรีของประชาชนคนไทยทุกคน

“หลายคนถามว่ามีทหารไว้ทำไม ผมบอก เป็นคำถามที่ทำให้ทหารน้อยใจจริงๆ ผมน้อยใจ และเสียใจจริงๆ ไปตอบโต้ก็ไม่ได้ เห็นได้ว่าสมรภูมิที่ผ่านมาฝึกมาทั้งชีวิต รับราชการมาจนจะเกษียณ เพิ่งได้รบวันนี้ เพราะเราไม่รู้ว่าจะเกิดการรบกันเมื่อไหร่ บางคนบอกว่าทหารไม่ต้องฝึกมากหรอก ขอย้ำว่าไม่ได้ฝึกกันง่ายๆ ทั้งความอดทน เทคนิคการใช้อาวุธ ต้องสั่งสมไว้ปฏิบัติทันทีเมื่อมีเหตุการณ์ ช่วงไม่รบก็ฝึก และช่วยชาวบ้าน นี่ไง ทหารมีไว้ทำไม เมื่อบ้านเมืองสงบ เราช่วยพัฒนาประเทศ รักษาความสงบเรียบร้อยภายใน ปราบยาเสพติด สาธารณภัย ห้วงฝึก ก็ต้องฝึกประจำ”

พลโทบุญสิน ยังฝากเยาวชน อย่าคบคนพาล คบเพื่อนที่ดี จะทำให้พ่อแม่เสียใจ ผู้อาวุโส ขอให้เป็นตัวอย่างที่ดีของลูกหลาน ซึ่งตนก็ทำหน้าที่นี้อยู่ ให้กับพี่น้องคนไทยที่มองตนอยู่ จะทำตัวให้ดีที่สุดให้ได้มากที่สุด จะเป็นคนหนึ่งที่อยู่กับคนไทยที่รักชาติและแผ่นดิน ซื่อสัตย์สุจริตต่อประเทศชาติ ทั้งนี้ หากต้องเลือกหนึ่งคนที่ไว้ใจที่สุด คนคนนั้นคือ ต้องเลือกคนดีมีคุณธรรมเสียสละ ไม่เอาเปรียบลูกน้อง ไม่เห็นแก่ตัว แม่ทัพพร้อมเป็นลูกน้องคนนั้นทันที แต่ถ้าเป็นคนชั่วไม่เป็น

พลโทบุญสิน ยังตอบคำถามสุดท้าย ชายแดนไทย – กัมพูชา เสี่ยงปะทะอีกรอบหรือไม่ และหากปะทะจะสามารถยึดประสาทตาควาย อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ได้หรือไม่ ว่า ขึ้นอยู่กับผู้นำของกัมพูชา และท่าทีของทหารกัมพูชา ก้าวร้าวหรือไม่ กวนเราหรือไม่ หรือเริ่มก่อนหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้น เรามีสิทธิ์ที่จะตอบโต้ และก็นั้นแหละ เป็นช่วงเวลาที่ยืนยันว่าเราจะทำให้ดีที่สุด ซึ่งจะมีเวลาไปจนถึงวันที่ 30 ก.ย. ตอนนี้คิดอย่างเดียวว่าจะทำให้ที่สุด จนบางครั้งก็ลืมไปว่า เหลืออีกไม่กี่วันแล้วจะเกษียณ

ผบ.ทบ.ประชุมผู้บังคับหน่วยฯ พบ’โดรน-กัมพูชา’เพิ่มกำลังทหาร-ลอบวางทุ่นระเบิด ในเขตไทย

ผบ.ทบ.ประชุมผู้บังคับหน่วยฯ พบ'โดรน-กัมพูชา'เพิ่มกำลังทหาร-ลอบวางทุ่นระเบิด ในเขตไทย

ผบ.ทบ.ประชุมผู้บังคับหน่วยฯ พบ’โดรน-กัมพูชา’เพิ่มกำลังทหาร-ลอบวางทุ่นระเบิด ในเขตไทย

วันจันทร์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.43 น.

ผบ.ทบ.ประชุมผู้บังคับหน่วยขึ้นตรง รับรายงานความเคลื่อนไหว กัมพูชาเพิ่มเติมกำลัง ละเมิดหยุดยิง ลอบวางทุ่นระเบิด บินโดรน

วันที่ 25 สิงหาคม 2568 ที่กองบัญชาการกองทัพบก พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยถึงผลการประชุมหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก ครั้งที่ 11/2568 โดยมี พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานการประชุม ซึ่งวาระก่อนการประชุม ผู้บัญชาการทหารบกได้กระทำพิธีรวม 4 พิธี ได้แก่ พิธีรับมอบโล่รางวัลในฐานะที่กองทัพบกเป็นหน่วยที่มีการใช้งาน Thai MOOC โดดเด่น จากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, พิธีมอบใบประกาศให้กับหน่วยที่มีผลการดำเนินโครงการพลทหารออนไลน์และสมัครใจเลื่อนปลดประจำการ, พิธีมอบโล่รางวัลให้กับหน่วยที่ชนะเลิศการแข่งขันการฝึกทางทหารประกอบดนตรีราชวัลลภเริงระบำ และพิธีมอบโล่รางวัลการฝึกเป็นหน่วยของกองพันทหารปืนใหญ่ ซึ่งผู้บัญชาการทหารบกได้กล่าวชื่นชมทุกส่วนที่ได้ร่วมแสดงผลงานและนำชื่อเสียงมาสู่กองทัพบก โดยขอให้ร่วมกันสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ในลักษณะนี้ต่อไป

จากนั้นกรมฝ่ายเสนาธิการและหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก ได้ชี้แจงข้อมูลสำคัญ โดยเฉพาะสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ให้ที่ประชุมได้รับทราบ ซึ่งกองทัพภาคที่ 1 และกองทัพภาคที่ 2 ได้รายงานว่ายังคงมีการตรวจพบความเคลื่อนไหวของโดรนและการเพิ่มเติมกำลังของฝั่งกัมพูชารวมถึงพบการลักลอบการวางทุ่นระเบิดในพื้นที่เขตไทย ซึ่งแสดงถึงเจตนาในการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างชัดเจน 

ขณะเดียวกันกรมแพทย์ทหารบกได้รายงานถึงแนวทางการบริการทางการแพทย์ให้กับกำลังพลที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ชายแดน ซึ่งตลอดระยะเวลาตั้งแต่เกิดเหตุ ได้มีการจัดนายทหารเสนารักษ์ลงพื้นที่ ดูแลสุขภาพกำลังพลในทุกมิติ 

ล่าสุดได้จัดทีม M-MCATT เข้าประเมินและคัดกรองสภาพจิตใจของกำลังพล เพื่อคลายความกังวลใจและนำกำลังพลที่เจ็บป่วยเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาต่อไปและในส่วนของกำลังพลที่บาดเจ็บและสูญเสียอวัยวะจากการสู้รบได้รับพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานขาเทียมให้กับกำลังพลทั้ง 5 ราย ซึ่งกองทัพบกจะเร่งดำเนินการเพื่อให้กำลังพลกลับมาดำเนินชีวิตตามปกติได้โดยเร็ว

สำหรับการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัยจากอิทธิพลของพายุคาจิกิ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กรมกิจการพลเรือนทหารบกได้รายงานถึงการเตรียมความพร้อมของศูนย์บรรเทาสาธารณภัยในพื้นที่ ซึ่งปัจจุบันได้เฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมนำกำลังพลและเครื่องมือเข้าให้การช่วยเหลือประชาชนร่วมกับส่วนราชการในพื้นที่ในทันที จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายเข้าสู่สภาวะปกติ 

ในโอกาสนี้ ผู้บัญชาการทหารบก ได้กล่าวต่อที่ประชุมว่า “ในนามของข้าราชการกองทัพบก ขอน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ที่ได้พระราชทานความช่วยเหลือ ให้กับเจ้าหน้าที่ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ในการปกป้องอธิปไตยของชาติ รวมถึงประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนในพื้นที่ชายแดน นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่สถาบันพระมหากษัตริย์ได้ทรงมีความห่วงใยและเมตตาต่อพสกนิกรไทยทุกภาคส่วน” ก่อนที่ผู้บัญชาการทหารบกได้กล่าวขอบคุณทุกหน่วยที่ได้ร่วมปฏิบัติภารกิจของกองทัพบก มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านพื้นที่ชายแดนไทย – กัมพูชา ด้วยความเสียสละและอดทน ซึ่งไม่เพียงแค่หน่วยในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 และกองทัพภาคที่ 1 เท่านั้น แต่ยังมีหน่วยกองทัพภาคที่ 3 และหน่วยขึ้นตรงกองทัพบกอื่นๆ ที่ร่วมสนับสนุนในภารกิจ รวมทั้งกรมแพทย์ทหารบกที่ได้ดูแลสุขภาพกำลังพลแบบองค์รวม ตลอดจนการปฏิบัติของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ที่ได้ผนึกกำลังร่วมกับทุกภาคส่วน ในการเฝ้าระวังภัยต่างๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคง เช่น การเฝ้าระวังโดรน และมาตรการรักษาความปลอดภัยพื้นที่ตอนใน 

ขณะที่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผู้บัญชาการทหารบกได้กล่าวขอบคุณกองทัพภาคที่ 4 ที่ได้ดูแลความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยให้กับประชาชน จากกลุ่มผู้ก่อเหตุความรุนแรง นอกจากนี้ผู้บัญชาการทหารบกได้กล่าวขอบคุณกำลังพลที่ช่วยเหลือประชาชนจากอุทกภัย โดยขอให้เตรียมความพร้อมเข้าให้การช่วยเหลือในทุกระยะของสถานการณ์ซึ่งในทุกภารกิจข้างต้นนี้ล้วนมีความสำคัญที่ถือเป็นภัยคุกคามต่อประเทศและต้องเร่งคลี่คลายในทันที 

และในช่วงท้าย ผู้บัญชาการทหารบก ได้กำชับให้ผู้บังคับหน่วยกำกับดูแลใส่ใจกำลังพล ชี้แจงทำความเข้าใจรวมทั้งรับฟังปัญหาต่างๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้กับกำลังพล อันจะส่งผลดีต่อการปฏิบัติในทุกภารกิจอย่างมีประสิทธิภาพ

‘อดีตบิ๊ก ศรภ.’วิเคราะห์ 3 เหตุผล! ‘ทักษิณ’พ้นคดี 112 ยันศาลทำหน้าที่ตามปกติ

'อดีตบิ๊ก ศรภ.'วิเคราะห์ 3 เหตุผล! 'ทักษิณ'พ้นคดี 112 ยันศาลทำหน้าที่ตามปกติ

‘อดีตบิ๊ก ศรภ.’วิเคราะห์ 3 เหตุผล! ‘ทักษิณ’พ้นคดี 112 ยันศาลทำหน้าที่ตามปกติ

วันจันทร์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.26 น.

วันที่ 25 สิงหาคม 2568 พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (ศรภ.) โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า คดี ม .112 ของคุณทักษิณ กับ คดี นายก อุ๊งอิ๊ง  

เมื่อ 2-3 วันมานี้ ผมได้รับโทรศัพย์หลายสิบสาย พูดคุยเกี่ยวกับเรื่องคุณ ทักษิณ หลุดคดี ม.112 และ เรื่องที่ นายก อุ๊งอิ๊ง กล้าไปให้การที่ศาล ด้วยตนเอง  

จึงขอนำ ความคิดเห็นของผม มาเล่าให้ฟังเพื่อยืนยันว่า “ศาลทั้ง 2 ศาล ยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ในสภาพการปกติ” ครับ ไม่ใช่ศาลพระภูมิอย่างเด็ดขาด  ตอนแรกผมขอพูดถึง คดีคุณทักษิณ ก่อนนะครับ (พรุ่งนี้ค่อยมาต่อคดีคุณอุ๊งอิ๊ง) 
▪️ศาลอาญา นั้น มีหน้าที่พิจารณาคดีไปตามข้อมูลที่โจทย์ จำเลย จะอ้างขึ้นมาให้ทราบเท่านั้น จะไปหาข้อเท็จจริงมาเองค่อนข้างลำบาก 

ดังนั้นการที่คุณทักษิณรอดมาได้ จึงน่าจะเกิดขึ้นมาจากหลายสาเหตุประกอบกัน  เช่น

1.ต้นคดีเกิดขึ้นในต่างประเทศ คลิปต้นฉบับจึงหาได้ยาก เป็นเหตุให้มีการโต้แย้งว่า “คลิปถูกตัดต่อมา”  ซึ่งทาง ฝ่ายอัยการน่าจะมีการนำสืบยืนยันในกรณีนี้น้อยเกินไป  เพราะทางอัยการ สามารถจะไปพบสื่อมวลชนผู้สัมภาษณ์คุณทักษิณในคลิปเพื่อขอคำยืนยันมาได้โดยตรง หรือจะขอต้นฉบับมาเลยก็ได้ ซึ่งจะทำให้คุณทักษิณ โต้แย้งเรื่องความไม่ถูกต้องของคลิปได้ยากขึ้น 

2..การนำสืบถึง “เจตนาของจำเลยที่เคยเกี่ยวข้องกับเรื่องตาม คดี ม.112 ในอดีต เพื่อชี้ให้เห็นศาลเห็นคล้อยตามคำฟ้องก็ทำน้อยไป อาจจะยังไม่พอต่อการที่ศาลจะนำมาประกอบการพิจารณาได้ เช่น 

(1) การนำสืบว่า คุณทักษิณ เคยถูกกล่าวหา ในคดี ตาม ม.112 มาแล้วกี่ครั้ง ทุกครั้งอัยการสั่งไม่ฟ้องทั้งสิ้น มีแต่คดีที่ศาลกำลังพิจารณาอยู่นี้ มีอัยการสูงสุดสั่งฟ้องมาแล้วถึง  2 คน 

(2) กรณีที่   “ศาลฎีกาพิพากษายืนไม่รับฟ้องคดี” ที่คุณทักษิณ ฟ้อง “คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ“  กรณีที่ คุณสุเทพฯ ไปให้สัมภาษณ์ระบุว่า “คุณทักษิณ” อยากเป็นประธานาธิบดี เมื่อปี 52 โดยศาลฏีกาได้ให้เหตุผลไว้ 2 ประการคือ (1) ศาลฎีกา ชี้ว่าเป็นการติชมด้วยความเป็นธรรม เพราะโจทก์เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องได้รับการตรวจสอบสูงกว่าคนทั่วไป และ (2) คำพูดของจำเลย (คุณสุเทพ)นั้น เกิดขึ้นมาได้ เพราะสืบเนื่องจาก “ การกระทำของโจทก์ (คุณทักษิณ )” เองดังนั้น คำพูดของ คุณ สุเทพ ที่พูดว่า “คุณ ทักษิณ อยากเป็นประธานาธิบดี ” จึงไม่เป็นการหมิ่นประมาท 
“คำว่าการกระทำของโจทย์ ” นั้น มีหลากหลายเรื่องครับ 

3.การให้การของพยานบางคนก็ไม่ค่อยเต็มใจ ที่จะกล่าวหาคุณทักษิณนัก 

ดังนั้น เมื่อรูปคดีเป็นมาแบบนี้ การที่ศาลตัดสินให้คุณทักษิณ รอดคดีมาได้จึงเป็นเรื่องตามปกติครับ จะไปว่าศาลไม่ได้  แต่ก็เป็นดุลยพินิจของอัยการอีก ว่าจะอุทรณ์หรือไม่! 

พลโท นันทเดช / 251600 สิงหาคม ‘68

ผลโพลเปิดเสียง ปชช.เห็นพ้อง ไม่เห็นด้วยให้ทหารดำรงตำแหน่งนายกฯ 68.1%

ผลโพลเปิดเสียง ปชช.เห็นพ้อง ไม่เห็นด้วยให้ทหารดำรงตำแหน่งนายกฯ 68.1%

ผลโพลเปิดเสียง ปชช.เห็นพ้อง ไม่เห็นด้วยให้ทหารดำรงตำแหน่งนายกฯ 68.1%

วันจันทร์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.17 น.

ผลโพลเปิดเสียง “ประชาชน“ เห็นพ้อง ไม่เห็นด้วยให้ทหารดำรงตำแหน่งนายกฯ 68.1% ระบุควรทำหน้าที่รักษาสันติภาพความมั่นคง

เมื่อวันที่ 25 ส.ค.68 สถาบันวิทยาการจัดการแห่งแปซิฟิค เผยว่า เมื่อวันที่ 22ส.ค.68  ได้ทำการสำรวจประชาชน 1,500 คน ทั่วทุกภูมิภาค โดยได้สอบถามถึงเรื่อง “บทบาทหน้าที่ของทหาร และความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี” 

โดยได้สอบถามว่า “เห็นด้วยหรือไม่ กับการที่ทหารจะมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี” โดยเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนผู้ให้สำรวจ ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง 68.1% และยังไม่แน่ใจ 27.6% ขณะที่ เห็นด้วยอย่างยิ่ง 4.3% 

ต่อมาได้ถามถึง หน้าที่หลักของทหารคืออะไรบ้าง ได้คำตอบว่า ร่วมมือกับนานาชาติด้านความมั่นคงและการรักษาสันติภาพ 19.9% ปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของชาติจากภัยคุกคามภายนอก 19% รักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ
18.7% ช่วยเหลือประชาชนในยามภัยพิบัติหรือสถานการณ์ฉุกเฉิน 11% สนับสนุนการปกครองระบอบประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญ
10.7% ป้องกันและปราบปรามการก่อการร้ายภัยความมั่นคง 9.1% สนับสนุนภารกิจทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม 7.9% สนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ 1.7% และ อื่นๆ 1.9%

พร้อมทั้งถามถึงมุมมองว่า “ท่านเชื่อว่าสถาบันทหารกับประชาธิปไตยสามารถอยู่ร่วมกันได้หรือไม่?” ผู้ให้สำรวจให้คำตอบว่า ได้แต่ทหารต้องลดอำนาจ 36% ได้อย่างสมดุล 29.1% ไม่ได้โดยธรรมชาติ 22.1% ไม่มีความเห็น 12.8%

พศ.เตรียมตรวจสอบ ใบสุทธิ’หลวงพ่ออลงกต’

พศ.เตรียมตรวจสอบ ใบสุทธิ'หลวงพ่ออลงกต'

พศ.เตรียมตรวจสอบ ใบสุทธิ’หลวงพ่ออลงกต’

วันจันทร์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.52 น.

“อินทพร”เผย“สุชาติ”สั่งเร่งเครื่องสอบปมวัดพระบาทน้ำพุ หาข้อเท็จจริงด่วน เผยพศ.เตรียมส่งทีมลงพื้นที่ร่วมสอบหลังไม่คืบพรุ่งนี้ บอกกำลังพิจารณาตั้งคกก.สอบพศ.จ.เหตุล่าช้า

วันที่ 25 สิงหาคม 2568 เวลา 14.10 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอินทพร จั่นเอี่ยม ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เปิดเผยภายหลังเข้าพบนายสุชาติ ตันเจริญ รมต. ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อรายงานความคืบหน้าการตรวจสอบวัดพระบาทน้ำพุว่า นายสุชาติให้เร่งดำเนินการหาข้อเท็จจริงให้เร็วที่สุด ตอนนี้ทางจังหวัดได้ดำเนินการไปในภาพรวมแล้ว ในส่วนของสำนักพุทธฯนายสุชาติได้สั่งการลงไปหาข้อเท็จจริงโดยด่วน โดยวันที่ 26 ส.ค.เราจะจัดทีมลงไปในส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อร่วมตรวจสอบ 

เมื่อถามว่า สำนักพุทธศาสนาประจำ (พศ.จ.) จังหวัดลพบุรี ได้มีการรายงานความคืบหน้าการตรวจสอบมาบ้างหรือไม่ นายอินทพร กล่าวว่า มีรายงานมาเป็นระยะ เราคิดว่าคงต้องลงไปวันนี้พรุ่งนี้แล้วไปดู เพราะว่ามันช้า

เมื่อถามถึงข้อเท็จจริงเลขบัตรประชาชนของผู้เสียชีวิตตรงกับใบสุทธิพระของหลวงพ่ออลงกต  นายอินทพร กล่าวว่า ยังสับสนอยู่ เพราะเรามีข้อมูลเดียวกับข้อมูลกรมการปกครอง แต่ส่วนที่มีในเอกสารอื่นยังไม่ชัดเจน เพราะเขาไปแจ้งในยุคนั้นอาจยังไม่มีเรื่องการคัดกรองที่เป็นระบบ เราจึงยังไม่รู้ว่าเจตนาเป็นอย่างไร เดี๋ยวเราลงไปสอบในพื้นที่เป็นการลงไปช่วย พศ.จ.ลพบุรี เพราะทำงานช้าไป ต้องไปทำงานร่วมกับพระ เมื่อถามว่า ได้มีการโทรศัพท์พูดคุยส่วนตัวกับหลวงพ่ออลงกตบ้างหรือไม่ นายอินทพร กล่าวว่า ยังไม่ได้คุย และยังไม่ได้เจอกัน

เมื่อถามถึงกรณีเลขบัตรประชาชนผู้เสียชีวิตนายอลงกต พลมุข ถูกนำไปผูกกับพร้อมเพย์ของบัญชีกองทุนอาทรประชานาถ นายอินทพร กล่าวว่า มันไม่ใช่บัญชีวัด ถ้าเป็นบัญชีวัดเราตรวจสอบได้ โดยเรื่องนี้กรมการปกครองที่ดูแลเรื่องมูลนิธิเขาทำอยู่แล้ว กำลังดูข้อมูลตรวจสอบกันอยู่ ส่วนเราตรวจสอบข้อมูลของวัด

เมื่อถามว่า ศพที่พบเก็บในวัดได้มีการแจ้งวัดให้ดำเนินการอะไรหรือไม่ นายอินทพร กล่าวว่า ตอนนี้ญาติเขามาพร้อมแล้วก็จะทำการฌาปนกิจตามหลักศาสนา ซึ่งทุกศพก็มีญาติยินดีมอบร่างให้กับวัดพระบาทน้ำพุ เมื่อถามว่า เรื่องดังกล่าวมีความผิดที่จะต้องแจ้งข้อกล่าวหาอะไรหรือไม่ นายอินทพร กล่าวว่า ทางตำรวจดูที่มาที่ไปว่าเป็นการเสียชีวิตโดยผิดธรรมชาติอะไรหรือไม่ แต่ในเบื้องต้น พศ.จ.ได้ตรวจสอบพบว่า ทุกศพมีญาติมอบร่างให้

เมื่อถามว่า ต้องมีการตั้งคณะกรรมการตรวจ พศ.จ. หรือไม่ นายอินทพร กล่าวว่า ครับ กำลังดูอยู่ เมื่อถามว่า ต้องย้ายออกจากพื้นที่ก่อนหรือไม่ เหมือนที่รัฐมนตรีบอก นายอินทพร กล่าวว่า กำลังไปดูอยู่เพราะทำงานหลายฝ่าย เพราะมีข้อมูลบางอย่างต้องไปดู ถ้าเกิดมันช้าเกินไปเราก็ต้องพิจารณาหาคนไปแทน

‘เปรมศักดิ์’ฉะ‘สว.มุ้งใหญ่’ รับลูกพรรคการเมืองลักหลับชงญัตติยกเลิก‘MOU43-44’

‘เปรมศักดิ์’ฉะ‘สว.มุ้งใหญ่’ รับลูกพรรคการเมืองลักหลับชงญัตติยกเลิก‘MOU43-44’

‘เปรมศักดิ์’ฉะ‘สว.มุ้งใหญ่’ รับลูกพรรคการเมืองลักหลับชงญัตติยกเลิก‘MOU43-44’

วันจันทร์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.46 น.

“เปรมศักดิ์”ฉะ”สว.มุ้งใหญ่” รับลูกพรรคการเมืองลักหลับชงญัตติยกเลิก”เอ็มโอยู 43-44″ หลังสภาผู้แทนฯปิดประชุมชิ่งหนี ยันไม่เอาด้วย เปรียบเตะฟรีคิกรัฐบาล ไร้เหตุอันควร เหน็บที”กลุ่มอิสระ”ร้องถอดถอด สว. “ประธานวุฒิฯ”ดองเรื่อง 3 วัน จนคนแห่ถอนชื่อ

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภา สว.กลุ่มอิสระ นำโดย นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ พร้อม น.ต.วุมิพงศ์ พงศ์สุวรรณ และ นายเศรณี อนิลบล สว.ร่วมกันแถลงถึงกรณีการบรรจุระเบียบวาระการประชุมเพื่อพิจารณาญัติขอให้ตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิกการทำบันทึกความเข้าใจร่วมไทย-กัมพูชา (เอ็มโอยู 2543 – 2544) ของวุฒิสภาเพื่อแก้ไขปัญหาข้อพิพาทชายแดนไทย – กัมพูชา โดยมี พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา สว.ในฐานะประธานกมธ.ทหารและความมั่นของรัฐ วุฒิสภา เป็นผู้เสนอ

โดย นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า การบรรจุญัตติดังกล่าวเปรียบเสมือนการลักหลับเพื่อน สว.ที่ไม่เคยรู้มาก่อน เพราะสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่ได้มีญัตติดังกล่าวบรรจุอยู่ในระเบียบวาระการประชุมที่ทราบว่าจะมีการเสนอในวันที่ 26 ส.ค.นี้ แต่กลับเพิ่งมีการบรรจุญัตตินี้เข้ามาเมื่อช่วงเช้าวันที่ 25 ส.ค.นี้ อย่างไรก็ตาม กลุ่ม สว.อิสระ ได้พิจารณาแล้วเห็นว่ามีข้อน่าสังเกตที่ต้องทักท้วงไว้ คือสัปดาห์ที่ผ่านมาสภาผู้แทนราษฎรได้มีการรับญัตตินี้ โดย นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สส.กระบี่ พรรคภูมิใจไทย เป็นผู้เสนอญัตติเข้าสู่ที่ประชุมระเบียบวาระการประชุมสภา แต่มีการสั่งปิดการประชุมสภาไปก่อนเข้าสู่วาระการประชุมญัตตินี้ เมื่อพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้จึงมีการมาเสนอในวุฒิสภาโดยฉุกเฉินเร่งด่วน ที่ตนเรียกว่าลักหลับ ที่เป็นผลกระทบห่วงโซ่ หรือรับลูกจากสภาผู้แทนราษฎร เพราะมองเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า เหมือนที่ผ่านมาซึ่งวุฒิสภาเคยตั้งก มธ.ศึกษาโครงการสถานบันเทิงครบวงจรหรือเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ก่อนปิดสมัยประชุมสภาในสมัยที่ผ่านมา ขณะที่รัฐบาลได้ถอนเรื่องดังกล่าวออกจากญัตติการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรออกไปแล้ว แต่วุฒิสภาก็ยังเดินหน้าตั้ง กมธ.วิสามัญขึ้นมาศึกษาเรื่องดังกล่าวจนแล้วเสร็จ และส่งเรื่องให้รัฐบาลพิจารณา แต่เมื่อรัฐบาลถอนเรื่องไปแล้ว ถามว่าแล้วรัฐบาลจะพิจารณาไปเพื่ออะไร เป็นต้นเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณของวุฒิสภา เพียงแค่ทำงานทำลูกทางการเมือง ตนมองว่าเป็นการทำงานที่ใช้วุฒิสภาไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนแต่เป็นประโยชน์กับพรรคการเมืองบางพรรคหรือไม่ ที่พอมาเป็นฝ่ายค้านก็คาดว่าจะมีเรื่องร้องเข้ามาในวุฒิสภาอย่างนี้เรื่อยๆ โดยอ้างว่าเพื่อศึกษาเรื่องต่างๆ แต่หวังให้มีผลกระทบไปถึงรัฐบาล

“การที่จะเสนอญัตติลักหลับในวันพรุ่งนี้ ก็เสมือนเป็นการเตะฟรีคิกรัฐบาล ที่ไม่มีเหตุอันควร เพราะเอ็มโอยู 43 และ44 มีเหตุผลทางวิชาการที่รัฐบาลจะเป็นคนเพิกถอนหรือไม่อย่างไร ก็มีส่วนการศึกษาที่มีผลกระทบเกิดขึ้นอยู่แล้ว แต่การเสนอญัตติเข้าที่ประชุมวุฒิสภาปุ๊บและรับลูกปั๊บ ขณะที่เทียบกับกรณีที่มีการยื่นเรื่องให้ประธานวุฒิสภาส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญถอดถอน สว.แต่ประธานวุฒสภากลับดึงเรื่องไว้ถึง 3 วัน มีกลวิธีใต้ดิน ที่ผมเรียกว่าเป็นวิชามาร จนมีสมาชิกไปถอนรายชื่อ ทำให้ญัตติตกไป เพราะสมาชิกไม่ครบตามจำนวนคือ 20 คน หรือเทียบกับกรณี สว.เสียงข้างมากยื่นถอดถอนนายกฯ ยื่นเช้าประธานวุฒิสภาส่งศาลรัฐบาลบ่าย แต่ที่เรื่องของ สว.อิสระ กลับได้รับการปฏิบัติคนละแบบ” นายเปรมศักดิ์ กล่าว

เมื่อถามว่า ในวันที่ 26 ส.ค.หากมีการยื่นญัตติดังกล่าวเข้าพิจารณาในที่ประชุมวุฒิสภา สว.อิสระจะร่วมอยู่พิจารณาด้วยหรือไม่ นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า ชัดเจนว่าเรื่องนี้ทำเพื่อประชาชน หรือเพื่อเกมการเมืองกันแน่ เพราะจากประสบการณ์ที่ตนเคยเป็น สส.และสว.เคยยื่นญัตติเพื่อตั้ง กมธ.วิสามัญ ประเด็นต่างๆ ดังนั้นตนจะไม่ร่วมพิจารณาในเรื่องดังกล่าว เพราะมองไม่เห็นประโยชน์ที่จะร่วมสังฆกรรมในกรณีดังกล่าว

ด้าน นายเศรณี กล่าวว่า ตั้งแต่สมัยที่เราเริ่มต้นทำหน้าที่ สว.เมื่อปีที่แล้ว ได้เกิดอุทกภัยน้ำท่วม ต่อมาก็ได้เกิดน้ำแล้งในหลายพื้นที่ ตนและนพ.เปรมศักดิ์ได้ร่วมกันเสนอญัตติเพื่อขอให้วุฒิสภาตั้ง กมธ.วิสามัญขึ้นมาศึกษาการแก้ปัญหาดังกล่าวซ้ำซาก แต่ก็ไม่ได้การตอบสนองจาก สว.เสียงข้างมาก แต่ สว.เสียงส่วนใหญ่ก็คัดค้านว่าไม่มีงบประมาณเพียงพอ ทั้งที่เป็นต้นปีงบประมาณ จึงเป็นเพียงแค่การกล่าวอ้าง ชี้ให้เห็นว่ามีการเล่นพรรคเล่นพรรค โดยไม่ได้คิดถึงผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง

ขอทำเพื่อแผ่นดิน! ‘มทภ.2’ลั่นจะอยู่กับคนไทยจนสิ้นลม

ขอทำเพื่อแผ่นดิน! ‘มทภ.2’ลั่นจะอยู่กับคนไทยจนสิ้นลม

ขอทำเพื่อแผ่นดิน! ‘มทภ.2’ลั่นจะอยู่กับคนไทยจนสิ้นลม

วันจันทร์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.37 น.

“มทภ.2″เผย”ในหลวง”เป็นกลาง ไม่ยุ่งการเมือง ทรงเป็นจอมทัพไทย ดูแลเสาหลักประเทศ เผย”ร.9″นักพัฒนา ส่วน”ร.10″เป็นหลักชัย ย้ำขอทำหน้าที่ดูแผ่นดินนี้ให้ดีที่สุด

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 ที่ห้องประชุมสุธรรม อารีย์กุล อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 พบบุคลากร และนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมสนทนาพิเศษ “เรื่องจริงจากชายแดน” โดยมีผู้ร่วมงาน ทั้งนิสิตปัจจุบัน และนิสิตเก่า บุคลากร เต็มความจุล้นออกจากห้องประชุม

โดย พลโทบุญสิน กล่าวตอนหนึ่งว่า อยากขอให้วงซิมโฟนี่เกษตรศาสตร์ บรรเลงเพลงชาติไทย ซึ่งเป็นเพลงที่บางคนร้องเบา บางคนไม่อยากร้อง บางคนไม่มีที่จะร้องด้วยซ้ำ เพราะไม่มีแผ่นดินที่จะให้ร้อง พวกเรามีแผ่นดิน ร้องเขินๆ อายๆ ทำไมเราไม่ร้องดังๆ ถ้าเราไม่มีที่ร้อง เพลงนี้เราจะไม่ได้ร้องเลย ตนอยากจับมือทุกท่านร่วมร้องเพลงชาติด้วยกัน ตนมาวันนี้ ไม่ได้มาทอล์คโชว์ แม้ตนจะเกษียณจากตำแหน่งแม่ทัพ แต่ไม่ได้เกษียณจากความเป็นคนไทย ตนจะอยู่กับพี่น้องคนไทยจนกว่าจะสิ้นลม

“ขอย้ำว่าผมไม่เล่นการเมือง อยู่ตรงไหนก็ได้ที่ไม่มีผลประโยชน์ คำพูดนี้คงจะสื่อไปถึงหลายท่าน ที่ชักชวนผมเล่นการเมือง ผมไม่ถนัด แต่ถนัดปกป้องแผ่นดินเพื่อประเทศชาติ ด้วยเหตุนี้ที่พี่น้องคนไทยคิดถึงผม เพราะไม่ใช่หน้าตาดีอะไรมากมาย” พลโทบุญสิน กล่าวทีเล่นทีจริง ก่อนจะเรียกเสียงฮือฮาภายในห้องประชุม

พลโทบุญสิน กล่าวต่อว่า ขอทุกคนดูแถบสีธงชาติให้รักษาสามสีนี้ให้ดี บรรพบุรุษพระมหากษัตริย์ไทยในอดีต สละเลือดเนื้อรักษาไว้กว่าจะได้มาซึ่งความเป็นชาติและแผ่นดินให้ลูกหลานเราอยู่ ต้องต่อสู้มาด้วยความยากลำบาก มาถึงยุคพวกเรา ไม่อยากให้ทะเลาะกัน อยากให้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ขอถามคนที่ด่าแม่ทัพในเฟซบุ๊ก ว่าเป็นคนไทยหรือไม่ ถ้าเป็นคนไทยจะไม่ตอบโต้ แต่ถ้าเป็นชาติอื่นตอบโต้ได้ ไม่มีประโยชน์อะไร เรานึกถึงแผ่นดินนี้เพื่อให้ลูกหลานเราดีกว่า

“พระมหากษัตริย์ เป็นหลักชัยให้ประเทศชาติ ท่านเป็นกลางทุกอย่าง ท่านไม่ยุ่งเรื่องการเมืองทั้งสิ้น ท่านเป็นจอมทัพไทยที่ดูแลเสาหลักให้กับประเทศชาติ ผู้ที่ใกล้ชิดท่าน ทำงานเข้าเวร จะต้องไม่เกี่ยวกับการเมือง รัชกาลที่ 9 พัฒนาทุกอย่างจนเสด็จพระราชดำเนินไม่ไหว ส่วนรัชกาลที่ 10 ท่านเป็นหลักชัยให้กับประเทศชาติ ต้องคงไว้ อดีตไม่รู้ว่ามีเท่าไหร่ ปัจจุบันมีเท่านี้ ผมในฐานะแม่ทัพภาคที่ 2 จะต้องดูแลแผ่นดินนี้ให้ดีที่สุด ถ้ารุกเข้ามาในห้วงที่ผมอยู่ ไม่ได้เด็ดขาด คุณจะเป็นใครยิ่งใหญ่มาจากไหน ไม่ได้” พลโทบุญสิน กล่าว

– 006

‘กกล.จันทบุรีตราด-ภท.5 กัมพูชา’ลงนามข้อตกลง ยกระดับจัดตั้ง RBC ในพื้นที่

‘กกล.จันทบุรีตราด-ภท.5 กัมพูชา’ลงนามข้อตกลง ยกระดับจัดตั้ง RBC ในพื้นที่

‘กกล.จันทบุรีตราด-ภท.5 กัมพูชา’ลงนามข้อตกลง ยกระดับจัดตั้ง RBC ในพื้นที่

วันจันทร์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.25 น.

“กกล.จันทบุรีตราด-ภท.5 กัมพูชา”ลงนามข้อตกลง ยกระดับจัดตั้ง RBC ในพื้นที่ พร้อมติดตามต่อวง GBC ข้อเสนอเก็บกู้”ทุ่นระเบิด-ปราบสแกมเมอร์”

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ รองโฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า วันนี้ กองบัญชาป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด ร่วมกับ ภูมิภาคทหารที่ 5 กองทัพบกกัมพูชา จัดให้มีการประชุมความร่วมมือส่วนภูมิภาคสมัยวิสามัญ ที่จัดขึ้น ณ ด่านชายแดนถาวรบ้านผักกาด อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี โดยมี พล.ร.ท.อภิชาติ ทรัพย์ประเสริฐ ผู้บัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด และ พล.ท.เอก ซ็อมโอน รองผู้บัญชาการทหารบกกัมพูชา/ผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 5 ตลอดจนคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคของทั้งสองฝ่าย เข้าร่วมพิธีลงนามในบันทึกข้อตกลง

โดยการประชุมครั้งนี้ระหว่างสองฝ่ายเป็นการประชุมเพื่อเตรียมยกระดับไปสู่การจัดตั้งคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ทั้งสองฝ่ายต่อไป และนอกจากนี้ มีประเด็นที่จะต้องติดตามต่อ คือ การเสนอเรื่องความร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด และการปราบปรามสแกมเมอร์ ในการประชุม GBC ครั้งต่อไป

รองโฆษกกองทัพเรือ กล่าวว่า การเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม และการปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์ เป็นการผลักดันจากฝ่ายไทย โดยเชื่อว่านานาชาติจะสนับสนุนท่าทีของไทยในครั้งนี้ ทั้งในเรื่องการกำจัดทุ่นระเบิดบุคคลให้หมดไปตามอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งเป็นสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่มีเป้าหมายเพื่อยุติการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล และการปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์ที่สร้างความเสียหายมากมายไปทั่วโลก

ในส่วนของการปราบปรามสแกมเมอร์ เป็นที่ทราบกันดีว่าพื้นที่ตามแนวชายแดนของไทย เป็นฐานใหญ่ของอุตสาหกรรมคอลเซ็นเตอร์หลอกลวง (Scam Center) ขนาดใหญ่ ซึ่งสร้างความเสียหายราว 12.5 – 19 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี และมีการกระทำความผิดในการค้ามนุษย์และบังคับใช้แรงงานหลอกลวงออนไลน์ ที่มีเหยื่อที่เป็นเด็กและเสียชีวิตจากการถูกทารุณอีกด้วย ซึ่งทางฝ่ายไทยยังหวังว่าฝ่ายกัมพูชาจะแสดงความจริงใจในการร่วมกันผลักดันภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิดที่ยังคงตกค้างอยู่ตลอดแนวชายแดน และการปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์ตามแนวพื้นที่ชายแดน

‘สงคราม’เตือนฝ่ายค้าน! ปั่นกระแสยกเลิก MOU 43-44 เข้าทางกัมพูชา

'สงคราม'เตือนฝ่ายค้าน! ปั่นกระแสยกเลิก MOU 43-44 เข้าทางกัมพูชา

‘สงคราม’เตือนฝ่ายค้าน! ปั่นกระแสยกเลิก MOU 43-44 เข้าทางกัมพูชา

วันจันทร์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.17 น.

“สงคราม”เตือนฝ่ายค้าน! ปั่นกระแสยกเลิก MOU 43-44 เข้าทางกัมพูชา แซะรับลูกกันจนน่าประหลาดใจ ยกเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ถูกคนกลุ่มเดิมขวางทำประเทศเสียโอกาส

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ ที่ปรึกษานายกฯ กล่าวกรณีที่พรรคฝ่ายค้านแสดงความจำนงต้องการให้มีการยกเลิก MOU 43 และ MOU 44 ว่า น่าแปลกใจที่ในระยะหลังๆ พรรคฝ่ายค้านมีท่าทีที่ตรงกันกับแกนนำรัฐบาลกัมพูชาในหลายๆ เรื่อง แม้ที่ผ่านมากลุ่มนักวิชาการและผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย พยายามเตือนแล้วว่าการยกเลิก MOU 43 และ MOU 44 อาจทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบในหลายมิติ และจะสร้างปัญหาในอนาคต แต่พรรคฝ่ายค้านทั้งพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน ต่างออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องในการให้ยกเลิก MOU ทั้งสองฉบับ จนน่าประหลาดใจที่กลุ่มการเมืองของไทยไปรับลูกในทิศทางที่ฝ่ายกัมพูชาที่ต้องการ เพื่อประโยชน์ในการปักปันเขตแดนของกัมพูชา

นายสงคราม กล่าวว่า ในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทุกฝ่ายรับทราบกันดี ว่าหลายประเทศทั่วโลกต่างก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกับที่ไทยและกัมพูชา เพราะทุกฝ่ายถือแผนที่กันคนละฉบับ แต่ก็ยังพบว่าแผนที่ของแต่ละฝ่ายนั้นมีความเหลื่อมทับซ้อนกันอยู่ สิ่งที่หลายประเทศทั่วโลกทำกัน คือการเจรจาในลักษณะทวิภาคีเพื่อเป็นกลไกในการปักปันเขตแดนร่วมกัน การยกเลิก MOU 43 – 44 โดยไม่ประเมินผลกระทบเชิงระบบที่รอบด้าน อาจทำให้ประเทศไทยสูญเสียกลไกบังคับให้คู่กรณีต้องนั่งโต๊ะคุยกันในการแก้ปัญหาเขตแดน และนอกจากกับกัมพูชาแล้วที่ผ่านมาไทยเองก็ได้ดำเนินการในลักษณะเดียวกันนี้กับเมียนมา ลาว มาเลเซียมาโดยตลอด และมีความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมอย่างมาก

นายสงคราม กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกันจะเห็นได้ว่ากลุ่มต่างๆ ที่เคลื่อนไหวสอดคล้องกับกัมพูชาข้างต้นนั้น ก็เป็นกลุ่มเดียวกับที่เคลื่อนไหวขัดขวางโครงการเอ็นเตอร์เทนเม้นท์คอมเพล็กซ์ ด้วยการพยายามสร้างความเข้าใจที่ผิดให้กับประชาชน ว่าเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์คือกาสิโน ทั้งๆ ที่ภายในโครงการมีการก่อสร้างอื่นๆ อีกมากมาย ทั้งโรงแรม สวนน้ำ ศูนย์แสดงสินค้า รวมทั้งศูนย์การประชุมที่จะเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก แต่คนกลุ่มนี้ซึ่งมีทั้งที่เป็นกลุ่มการเมืองและพรรคการเมือง ใช้เรื่องนี้มาเป็นเงื่อนไขในการสร้างความวุ่นวาย มีการประกาศนัดชุมนุมเพื่อต่อต้านโครงการ แต่แท้ที่จริงต้องการโค่นล้มรัฐบาล  ขณะที่บางพรรคการเมืองก็รับบทสร้างเงื่อนไขในสภาฯ เพื่อให้โครงการนี้ไม่สามารถเดินต่อได้ ซึ่งน่าเสียดายโอกาสของประเทศที่หายไป เพราะขณะนี้ประเทศเพื่อนบ้านของไทย อาทิ สิงคโปร์ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ ก็ได้ดำเนินโครงการเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ เพื่อดึงนักท่องเที่ยวและหารายได้เข้าประเทศแล้ว เพราะทุกประเทศมองเป็นโอกาสใหม่ที่จะต้องเร่งคว้าเอาไว้

ศาลรธน.สั่งเอาผิด! เผยแพร่คลิป’นั่งลงลูก’ ชี้บิดเบือน-ทำเสียหาย

ศาลรธน.สั่งเอาผิด! เผยแพร่คลิป'นั่งลงลูก' ชี้บิดเบือน-ทำเสียหาย

ศาลรธน.สั่งเอาผิด! เผยแพร่คลิป’นั่งลงลูก’ ชี้บิดเบือน-ทำเสียหาย

วันจันทร์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.45 น.

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญ ได้ออกเอกสารข่าวระบุว่า ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญออกนั่งพิจารณาคดี เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม 2568 ไต่สวนพยานบุคคลที่ศาลรัฐธรรมนูญเรียกมาให้ถ้อยคำ จำนวน 2 ปาก ได้แก่ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ผู้ถูกร้อง และนายฉัตรชัย บางขวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เรื่อง ประธานวุฒิสภา ส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธารฯ นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่ เมื่อเสร็จสิ้นการไต่สวนแล้ว ศาลมีคำสั่งห้ามมิให้ผู้เข้าฟังการไต่สวนนำข้อมูลการไต่สวนไปเผยแพร่ และห้ามไม่ให้บิดเบือน ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายในลักษณะที่สร้างความเข้าใจผิดต่อสาธารณชน อันเป็นคำสั่งศาลตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 38 วรรคหนึ่ง นั้น

ปรากฏว่า ภายหลังวันดังกล่าว มีการเผยแพร่คลิปและข่าวในสื่อสารมวลชนหลายช่องทาง อันเป็นเท็จบิดเบือนข้อเท็จจริงในกระบวนการไต่สวนของศาลลักษณะที่สร้างความเข้าใจผิดต่อสาธารณชน ก่อให้เกิดความเสียหายต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดยกล่าวอ้างว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญท่านหนึ่งพูดกับผู้ถูกร้องว่า “นั่งลงลูก” ซึ่งความจริงท่านพูดว่า “นั่งลงครับ” การเผยแพร่และบิดเบือนดังกล่าว เข้าข่ายเป็นความผิด ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง และเข้าข่ายละเมิดอำนาจศาลตามมาตรา 38 และมาตรา 39 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 และข้อ 10 และข้อ 11 ของข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2562 สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญจะดำเนินการทางกฎหมายแก่บุคคล ที่กระทำการบิดเบือนและเผยแพร่คลิปดังกล่าวต่อไป

– 006