​ม.นครพนม จัดงาน ‘สัปดาห์วิทย์ฯส่วนภูมิภาค’ ครั้งที่ 10 เทิดพระเกียรติพระมหากษัตริย์ไทยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

​ม.นครพนม จัดงาน ‘สัปดาห์วิทย์ฯส่วนภูมิภาค’ ครั้งที่ 10 เทิดพระเกียรติพระมหากษัตริย์ไทยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

​ม.นครพนม จัดงาน ‘สัปดาห์วิทย์ฯส่วนภูมิภาค’ ครั้งที่ 10 เทิดพระเกียรติพระมหากษัตริย์ไทยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม จัดงาน “สัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติส่วนภูมิภาค ครั้งที่ 10 ประจำปี 2568” โดยมี ศ.เกียรติคุณ ดร.ธวัชชัย ศุภดิษฐ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยนครพนม เป็นประธานกล่าวเปิดงาน และรศ.ดร.เชิดชัย โพธิ์ศรี คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ กล่าวรายงาน

การจัดงานครั้งนี้ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม ร่วมกับ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานครพนม รวมถึงหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในพื้นที่ กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 18 – 20 สิงหาคม 2568 ภายใต้วัตถุประสงค์เพื่อเทิดพระเกียรติพระมหากษัตริย์ไทยผู้ทรงพระปรีชาสามารถด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อันได้แก่ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 “พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย” พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 “พระบิดาแห่งเทคโนโลยีของไทย” และพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน “กษัตริย์นักบินของไทย”

นอกจากนี้ ยังมีเป้าหมายเพื่อเผยแพร่และส่งเสริมความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแก่เยาวชนและประชาชนทั่วไป รวมถึงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการระหว่างมหาวิทยาลัยกับสถานศึกษาในพื้นที่ และเป็นเวทีให้เยาวชนได้แสดงศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาชุมชนและประเทศชาติในอนาคต

สำหรับกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย นิทรรศการเทิดพระเกียรติพระมหากษัตริย์ไทยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, นิทรรศการและกิจกรรมด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมจากหลายหน่วยงาน, การประกวดโครงงานและสิ่งประดิษฐ์ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, การแข่งขันตอบปัญหาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี, การแข่งขันจรวดขวดน้ำ, การแสดงทางวิทยาศาสตร์ (Science Show), การประกวดภาพวาดจินตนาการทางวิทยาศาสตร์, การประกวดการพูดด้านวิทยาศาสตร์ (Science Talk) รวมถึงการแข่งขันเกมอาชีพ Pop Pop Boat เป็นต้น

ปีนี้มีผู้สมัครเข้าร่วมการประกวดและแข่งขันทุกประเภท กว่า 1,600 คน จากสถานศึกษาทั้งในจังหวัดนครพนมและพื้นที่ใกล้เคียง โดยมีผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร นักศึกษา ตลอดจนผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ เข้าร่วมอย่างคึกคัก ถือเป็นการสะท้อนถึงความตื่นตัวและความสนใจด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

มวล.โชว์ไอเดียสุดล้ำ คว้าแชมป์ – รองอันดับ 2 เวที ‘EDC Pitching Season 3’

มวล.โชว์ไอเดียสุดล้ำ คว้าแชมป์ - รองอันดับ 2 เวที ‘EDC Pitching Season 3’

มวล.โชว์ไอเดียสุดล้ำ คว้าแชมป์ – รองอันดับ 2 เวที ‘EDC Pitching Season 3’

วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ผศ.ดร.สิริวัจนา แก้วผนึก คณบดีสำนักวิชาสารสนเทศศาสตร์ ม.วลัยลักษณ์ (มวล.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 19 ส.ค.68 ที่ผ่านมา สำนักวิชาสารสนเทศศาสตร์ สาขาดิจิทัลคอนเทนต์และสื่อ ได้ส่งนักศึกษาชั้นปีที่ 2 เข้าร่วมแข่งขัน EDC Pitching Season 3” รอบชิงชนะเลิศ ซึ่งเป็นเวทีต่อยอดและสร้างสรรค์ไอเดีย แคมเปญประชาสัมพันธ์ นวัตกรรม แนวทางใหม่ๆ ที่สามารถเชื่อมต่อพื้นที่แห่งการเรียนรู้ในโลกออนไลน์ได้อย่างปลอดภัย จัดโดย สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ETDA กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ณ SCBX NEXT TECH ชั้น 4 สยามพารากอน กรุงเทพมหานคร

ผลปรากฏว่า ทีม “ลิลลี่ยูว์จะบังพี่ทำไม?” ประกอบด้วย นายภูธเนศ สีแสง น.ส.จิราวรรณ วิเชียรรัตน์ และ น.ส.มาริษา ชัยฤกษ์ สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศ รับโล่รางวัล เกียรติบัตร พร้อมทุนการศึกษา 50,000 บาท  ส่วนทีม “APB” สมาชิกทีม ได้แก่ น.ส.ชินานันท์ ศรีทัยแก้ว, น.ส.วิรัลพัชร ปรีชาโชติ และน.ส.ภัทรวดี ยิ่งบุรุษ คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 พร้อมทุนการศึกษา 15,000 บาท

ผศ.ดร.สิริวัจนา แก้วผนึก กล่าวว่า “รางวัลจากการประกวดเวทีดังกล่าวถือเป็นการยืนยันประสิทธิภาพในด้านการจัดการเรียนการสอนของหลักสูตร ว่าสามารถพัฒนาให้นักศึกษาริเริ่มแนวคิดสร้างสรรค์ โดยเฉพาะการนำความรู้ที่ได้รับไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมได้”

ด้าน น.ส.มาริษา ชัยฤกษ์ ตัวแทนทีม “ลิลลี่ยูว์จะบังพี่ทำไม?” เปิดเผยว่า ไอเดียที่ทางกลุ่มได้คิดมานั้น มีไว้สำหรับผู้พิการทางด้านสายตาให้ได้รับการช่วยเหลือเพื่อความปลอดภัยในการใช้ชีวิตในโลกปัจจุบัน โดยเป้าหมายต่อไปทางทีมจะพัฒนาไอเดียให้กลายเป็นแอปพลิเคชั่น ที่สามารถใช้งานได้จริงๆ เพื่อเป็นเครื่องมือในการช่วยเหลือผู้พิการทางด้านสายตา

สำหรับกิจกรรม EDC Pitching Season 3 ในปีนี้ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Digital Space Connect: เชื่อมต่อพื้นที่การเรียนรู้สู่การพัฒนาพลเมืองดิจิทัล” เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาสร้างสรรค์ไอเดีย แคมเปญ และนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ช่วยให้การเรียนรู้ในโลกออนไลน์เป็นไปอย่างปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และสร้างผลกระทบเชิงบวกสู่สังคม

โปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯบุรีรัมย์ เชิญพวงมาลาหลวงไปวางหน้าหีบศพ พลทหาร’พิทยุตม์ โสดา’

โปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯบุรีรัมย์ เชิญพวงมาลาหลวงไปวางหน้าหีบศพ พลทหาร'พิทยุตม์ โสดา'

โปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯบุรีรัมย์ เชิญพวงมาลาหลวงไปวางหน้าหีบศพ พลทหาร’พิทยุตม์ โสดา’

วันจันทร์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 21.39 น.

‘ในหลวง’ โปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯบุรีรัมย์เชิญพวงมาลาหลวงไปวางหน้าหีบศพ พลทหาร พิทยุตม์  โสดา ที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ในสถานการณ์ความไม่สงบพื้นที่ จ.ชายแดนไทย – กัมพูชา 

วันที่ 25 สิงหาคม 2568  เวลา 17.45 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายปิยะ ปิจนำ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เชิญพวงมาลาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  พวงมาลาของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และพวงมาลาของสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ไปวางที่หน้าหีบศพ พลทหาร พิทยุตม์  โสดา กำลังพลที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ในสถานการณ์ความไม่สงบพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย – กัมพูชา   โดยตั้งศพบำเพ็ญกุศล   ณ วัดหนองกง อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์

ในโอกาสนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ  เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทร กิติคุณ และเจ้าคุณพระสินีนาถ พิลาสกัลยาณี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม และโปรดให้ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์  เชิญพวงมาลาพระราชทาน และพวงมาลาประทาน วางที่หน้าหีบศพด้วย 

ต่อจากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์  เชิญตะกร้าสิ่งของพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ไปมอบแก่ญาติของพลทหาร พิทยุตม์  ฯ ที่เสียชีวิตจากสถานการณ์ดังกล่าวด้วย

ในการนี้   พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมทรงรับศพผู้เสียชีวิตไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์  และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมในการพระราชทานน้ำหลวง และพระราชทานเพลิงศพเป็นกรณีพิเศษด้วย  ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแก่ครอบครัวของกำลังพลที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว อย่างหาที่สุดมิได้
 

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’ต้อนรับ‘ผบ.ตร.’สักการะหลวงปู่ไต้ฮง-ทำบุญชุดข้าวสารในงานประเพณีทิ้งกระจาด

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’ต้อนรับ‘ผบ.ตร.’สักการะหลวงปู่ไต้ฮง-ทำบุญชุดข้าวสารในงานประเพณีทิ้งกระจาด

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’ต้อนรับ‘ผบ.ตร.’สักการะหลวงปู่ไต้ฮง-ทำบุญชุดข้าวสารในงานประเพณีทิ้งกระจาด

วันจันทร์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.12 น.

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’ต้อนรับ‘ผบ.ตร.’สักการะหลวงปู่ไต้ฮง-ทำบุญชุดข้าวสารในงานประเพณีทิ้งกระจาด

25 สิงหาคม 2568 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายณัฐวัตร ก้อนทอง หัวหน้าแผนกกฎหมายและคดี พร้อมด้วย นายอร่ามฤทธิ์ โกไศยกานนท์ เจ้าหน้าที่แผนกสื่อสารองค์กร (ไทย) / ผู้ประสานงานสื่อมวลชน มูลนิธิฯ ให้การต้อนรับ พลตำรวจเอก กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (พิทักษ์1) พร้อมด้วย  พลตำรวจตรี วสันต์ เตชะอัครเกษม รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (น.2)  พลตำรวจตรี วิชัย แดงประดับ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ตร. และ ช่วยราชการกองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนกองบัญชาการตำรวจนครบาล (ที่ปรึกษามูลนิธิฯ) และ พันตำรวจเอก อภิเชษฐ์ ทรัพย์ส่งเสริม (ผู้กำกับการ สน.พลับพลาไชย 1) เข้าสักการะหลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) และทำบุญชุดข้าวสาร เนื่องในงานประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2568 โดยมี พนักงาน และอาสาสมัครมูลนิธิฯ ร่วมให้การต้อนรับ ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

ติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง สามารถดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

‘กสศ.’รุกนโยบายเยาวชนแรงงานต้องได้ค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ

'กสศ.'รุกนโยบายเยาวชนแรงงานต้องได้ค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ

‘กสศ.’รุกนโยบายเยาวชนแรงงานต้องได้ค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ

วันจันทร์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.05 น.

“กสศ.” รุกปัญหาเยาวชนแรงงานได้รับการพัฒนาศักยภาพทักษะฝีมือแรงงานไปแล้ว แต่ติดกับดักค่าแรงขั้นต่ำ เตรียมจัดเวทีสาธารณะเขย่าปัญหาเชิงโครงสร้าง กระทุ้งกระทรวงแรงงานและนายจ้างต้องขยับจ่ายค่าแรงตามมาตรฐานฝีมือ พร้อมเปิดพื้นที่เรียนรู้อัพสกิลทักษะแรงงาน ดึงน้องๆ ในชุมชนรอบโรงงานให้หลุดพ้นวงจรยาเสพติด

โครงการส่งเสริมโอกาสการเรียนรู้ตลอดชีวิตแก่เยาวชนนอกระบบการศึกษา จ.ปราจีนบุรี กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับสหภาพแรงงานซันโยแห่งประเทศไทย และผู้นำชุมชน อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี ระดมความคิดเห็นร่วมกับ นายนเรศ สงเคราะห์สุข โครงการหนุนเสริมทางวิชาการ สังเคราะห์จัดการความรู้ของ “กสศ.” สกัดแนวทางแก้ปัญหาระดับพื้นที่และระดับนโยบายเยาวชนอกระบบการศึกษาในบริบทสังคมโรงงานให้หลุดพ้นกับดักค่าแรงขั้นต่ำให้ได้รับค่าจ้างตามศักยภาพทักษะฝีมือแรงงานและหลุดพ้นวงจรยาเสพติด

สำหรับเยาวชนนอกระบบการศึกษาในบริบทสังคมโรงงาน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 คือ กลุ่มเยาวชนนอกระบบการศึกษาที่เป็นแรงงานนอกระบบทำงานอยู่ในโรงงาน คิดเป็นสัดส่วน 60% ต้องการพัฒนาทักษะแรงงานจากแรงงานไร้ทักษะเป็นแรงงานมีทักษะให้ได้รับค่าจ้างตามศักยภาพทักษะฝีมือแรงงาน เพื่อจะได้มีรายได้ที่เพิ่มขึ้นเพียงพอต่อการดำรงชีพและเลี้ยงดูครอบครัว

กลุ่มที่ 2 เยาวชนนอกระบบการศึกษาที่อยู่นอกโรงงานหรืออยู่ในชุมชน คิดเป็นสัดส่วน 40% ไม่มีพื้นที่ปลอดภัยและพื้นที่เรียนรู้สร้างสรรค์ จึงตกอยู่ในวงจรยาเสพติด เพราะน้องๆ มีปัญหามายาคติหรือทัศนคติที่ไม่ต้องการการพัฒนาการเรียนรู้ตนเอง รวมถึงครอบครัวพ่อแม่ไม่ส่งเสริมสนับสนุน เพราะมีปัญหาขาดแรงจูงใจที่จะให้บุตรเข้าสู่ระบบการศึกษาจากปัญหาภายในครอบครัวเอง

ทั้งนี้ ภาคี “กสศ.” เห็นว่า แนวทางการแก้ไขปัญหระดับพื้นที่จะดึงน้อง ๆ เหล่านี้เข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาการเรียนรู้ทักษะแรงงานและทักษะชีวิต ตัวอย่างเช่น จัดฝึกอบรมพัฒนาทักษะขับรถโฟล์คลิฟท์ 30 ชั่วโมงและได้รับวุฒิบัตรจากสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 30 ปราจีนบุรี และพัฒนาทักษะอาชีพอิสระที่น้อง ๆ เหล่านี้สนใจ เบื้องต้นสิ่งที่ผู้นำชุมชนต้องการเห็น คือ ให้น้อง ๆ เหล่านี้มีพื้นที่ปลอดภัยจะได้หลุดพ้นวงจรยาเสพติด

แนวทางการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาเยาวชนนอกระบบการศึกษาในบริบทสังคมโรงงาน ต้องขับเคลื่อนแบบคู่ขนาน ทั้งระดับพื้นที่ และ ระดับนโยบาย ในระดับพื้นที่สิ่งสำคัญ คือ ต้องนำเสนอรูปธรรมของความสำเร็จในการพัฒนาเยาวชนนอกระบบการศึกษาที่ได้รับการพัฒนาทักษะแรงงานไปแล้ว ได้รับค่าจ้างงานตามศักยภาพฝีมือแรงงาน ทำให้ตัวเองมีรายได้ที่เพิ่มขึ้นและมีคุณภาพชีวิตที่ดี จากเดิมเป็นแรงงานไร้ทักษะขยับขึ้นมาเป็นแรงงานมีทักษะนำเสนอให้สังคมได้รับรู้

ตัวอย่างเช่น การพัฒนาทักษะขับรถโฟล์คลิฟท์ หรือ ช่างเชื่อมโลหะ ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ จากแรงงานนอกระบบที่เป็นพนักงานชั่วคราว หรือ ซับคอนแทรค ได้รับค่าจ้างอัตราค่าแรงขั้นต่ำ 357 บาทต่อวัน เจ้าของสถานประกอบการ บรรจุเป็นพนักงานประจำได้รับค่าจ้างและเลื่อนตำแหน่งงานตามทักษะฝีมือแรงงานตามที่กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงานกำหนด 500-700 บาทต่อวันเป็นอย่างน้อย แต่ในข้อเท็จจริงเชิงพื้นที่ พบว่า น้อง ๆ แรงงานกลุ่มนี้ มีปัญหาเชิงโครงสร้าง กล่าวคือ เมื่อน้อง ๆ ได้รับการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานไปแล้วจนมีใบรับรองคุณวุฒิจากสถาบันการศึกษาที่ได้มาตรฐาน แต่ไม่ได้รับการปรับขึ้นค่าจ้างตามศักยภาพทักษะฝีมือแรงงานที่แท้จริง ยังคงได้รับค่าจ้างในอัตราค่าแรงขึ้นต่ำ 357 บาทต่อวัน

สำหรับปัญหาเชิงโครงสร้าง มีด้วยกัน 2 ระดับ คือ 1.การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ขึ้นอยู่กับ “คณะกรรมการค่าจ้าง” ที่ประกอบด้วย 3 ส่วนคือ กระทรวงแรงงานตัวแทนภาครัฐ จำนวน 5 คน , สถานประกอบการตัวแทนนายจ้าง จำนวน 5 คน และ ภาคแรงงานตัวแทนลูกจ้าง จำนวน 5 คน แต่ที่ผ่านมา ฝ่ายนายจ้างและภาครัฐ เป็นผู้กำหนดเพราะอำนาจการตัดสินใจลงคะแนนหรือโหวต 10ต่อ5 เสียง เพิ่มอัตราค่าจ้างฝ่ายภาครัฐและนายจ้างเป็นฝ่ายชนะมาโดยตลอด

และ 2.การกำหนดอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ กำหนดโดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน แต่พบว่าเมื่อน้อง ๆ ได้รับการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานไปแล้ว กลายเป็นสิทธิ์สถานประกอบการในฐานะนายจ้างยังคงจ่ายตามอัตราค่าแรงขั้นต่ำ 357 บาทต่อวัน แม้สถานประกอบกิจการแห่งนั้นจะมีศักยภาพทางการเงินสามารถจ่ายค่าแรงตามทักษะฝีมือแรงงานแก่น้อง ๆ เหล่านี้ได้ 500-700 บาทต่อวัน ขณะที่กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ไม่สามารถบังคับหรือขอความร่วมมือให้นายจ้างหรือสถานประกอบการ จ่ายค่าแรงแก่น้อง ๆ ตามอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ จึงทำให้น้อง ๆ เหล่านี้ แม้จะได้รับการอัพสกิลทักษะแรงงาน ยังคง “ติดกับดักค่าแรงขั้นต่ำ” มีรายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต ตัวอย่างน้องคนหนึ่ง ทำงานในโรงงาน 8 ชั่วโมงต่อวัน ได้รับค่าจ้างเดือนละ 7,500 บาทต่อเดือน ซึ่งไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ ต้องทำงานล่วงเวลาเพื่อให้ได้รับค่าจ้างเฉลี่ยเดือนละ 12,000 บาทต่อเดือน

และโรงงานแห่งหนึ่งในเขตนิคมอุตสาหกรรมกบินทร์บุรี มีแรงงานไทยเกือบพันคน เฉพาะเยาวชนแรงงาน จำนวน 300 คน ที่ยังได้รับค่าจ้างเทียบเท่าค่าแรงขั้นต่ำ แม้จะมีทักษะฝีมือแรงงาน และ ได้รับการพัฒนาศักยภาพทักษะฝีมือแรงงานจากโครงการ “กสศ.” ไปแล้ว จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้อัตราการลาออก เปลี่ยนงานบ่อยหรือจำใจต้องทนทำงานต่อไปเพื่อหารายได้มาจุนเจือครอบครัว

แนวทางการขับเคลื่อนเพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ทาง “กสศ.” เตรียมจัดเวทีสาธารณะเดือนตุลาคมนี้ ระหว่างผู้นำแรงงาน และเยาวชนแรงงานมาร่วมกันส่งเสียงสะท้อนของปัญหาให้ฝ่ายต่าง ๆ ได้รับรู้ โดยจะดึงนักวิชาการแรงงานเข้ามาร่วมรับฟังเพื่อสกัดเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย อาทิ รศ.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี อาจารย์ประจำวิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นต้น

– 006

นายกฯ มาเลเซีย ประกาศช่วยเหลือกาซาเพิ่มอีกกว่า 770 ล้านบาท

นายกฯ มาเลเซีย ประกาศช่วยเหลือกาซาเพิ่มอีกกว่า 770 ล้านบาท

25 ส.ค. 2568 14:34 น.

นายกฯ มาเลเซีย ประกาศช่วยเหลือกาซาเพิ่มอีกกว่า 770 ล้านบาท

อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ประกาศการมอบความช่วยเหลือเพิ่มเติมอีก 100 ล้านริงกิต หรือราว 770 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือชาวปาเลสไตน์ ซึ่งเป็นวงเงินเพิ่มจากงบ 100 ล้านริงกิตที่รัฐบาลอนุมัติไว้แล้วเมื่อปี 2023

การประกาศดังกล่าวมีขึ้นต่อหน้าฝูงชนหลายพันคนที่รวมตัวกันในงานชุมนุม “Sumud Nusantara” ณ จัตุรัสเมอร์เดกา ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ก่อนส่งกองเรือบรรเทาทุกข์เดินทางไปยังกาซา

นายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติม “คืนนี้ผมขอประกาศว่า เราจะมอบเงินช่วยเหลืออีก 100 ล้านริงกิต” อันวาร์กล่าวอย่างหนักแน่นว่า “นี่ไม่ใช่เสียงของพรรคการเมือง ไม่ใช่เสียงของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่นี่คือเสียงร่วมของประชาชนมาเลเซีย” พร้อมย้ำว่ามาเลเซียได้ทำทุกทางเพื่อช่วยเหลือ ตั้งแต่การส่งอาสาสมัคร นักบวช และการรักษาผู้บาดเจ็บ ไปจนถึงการให้การศึกษาแก่เด็กปาเลสไตน์ที่อาศัยอยู่ในมาเลเซีย และกล่าวต่อว่า “คืนนี้ผมขอประกาศว่า เราจะมอบเงินช่วยเหลืออีก 100 ล้านริงกิต”

กองเรือบรรเทาทุกข์ Sumud Nusantara เป็นส่วนหนึ่งของกองเรือพันธมิตร Global Sumud Flotilla ซึ่งมีภารกิจลำเลียงความช่วยเหลือไปยังกาซา ที่ปัจจุบันมีประชาชนกว่าครึ่งล้านคนกำลังเผชิญภาวะความอดอยากจากการปิดล้อมโดยอิสราเอล

ผู้จัดงานระบุว่า ภารกิจนี้มีเป้าหมายเพื่อฝ่าแนวกั้นทางทะเลของกองทัพเรืออิสราเอล และเปิดเส้นทางมนุษยธรรมให้กองเรือบรรทุกสิ่งของช่วยเหลือสามารถเข้าถึงกาซาได้มากขึ้น โดยมีประเทศมาเลเซียนำทีมร่วมกับอีก 8 ประเทศ แม้จำนวนเรือที่เข้าร่วมยังไม่ชัดเจน

ขบวนกองเรือจะแยกออกเดินทางเป็น 2 ชุด โดยชุดแรกมีกำหนดออกเดินทางวันที่ 31 สิงหาคม และชุดที่สองวันที่ 4 กันยายน เรือจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะมุ่งหน้าไปยังสเปนเป็นจุดแวะพักสำคัญก่อนเดินทางต่อไปยังกาซา ขณะที่อีกชุดจะมุ่งหน้าไปยังตูนิเซีย ก่อนรวมกับเรือจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อเดินทางช่วงสุดท้ายไปยังปลายทาง

อันวาร์เป็นหนึ่งในผู้นำมุสลิมที่ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนเรื่องปัญหาปาเลสไตน์ และมักใช้เวทีนานาชาติเพื่อวิจารณ์ความเพิกเฉยของรัฐบาลตะวันตกที่ทำให้อิสราเอลเดินหน้าการโจมตีกาซาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) เคยมีข้อสรุปเมื่อปีที่แล้วว่า มีความเป็นไปได้ที่อิสราเอลกำลังเข้าข่ายก่อการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ แม้จะยังอยู่ระหว่างการสอบสวน

นายกรัฐมนตรีมาเลเซียแสดงความมั่นใจว่า “ความยุติธรรมจะต้องเกิดขึ้นในสักวัน เมื่อมีประเทศต่าง ๆ กล้าออกมาโต้แย้งความโหดร้ายของระบอบไซออนิสต์อิสราเอล” พร้อมยกตัวอย่างประเทศบราซิล สเปน และแอฟริกาใต้ที่ได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจน

อันวาร์ยืนยันอีกครั้งว่ามาเลเซียจะไม่ทอดทิ้งชาวปาเลสไตน์ “เราจะอยู่เคียงข้างคุณเสมอ” เขากล่าวท่ามกลางเสียงปรบมือและการตะโกน “ปาเลสไตน์จงเจริญ” จากฝูงชนจำนวนมาก

ที่มา Malay Mail

กัมพูชาผ่านร่างกฎหมายเพิกถอนสัญชาติผู้สมคบคิดต่างชาติ

กัมพูชาผ่านร่างกฎหมายเพิกถอนสัญชาติผู้สมคบคิดต่างชาติ

25 ส.ค. 2568 11:55 น.

กัมพูชาผ่านร่างกฎหมายเพิกถอนสัญชาติผู้สมคบคิดต่างชาติ

สมาชิกรัฐสภากัมพูชาได้ผ่านร่างกฎหมายที่อนุญาตให้ผู้ที่สมรู้ร่วมคิดกับต่างชาติถูกเพิกถอนสัญชาติ ซึ่งกลุ่มสิทธิมนุษยชนเกรงว่าจะถูกนำไปใช้ปราบปรามผู้เห็นต่าง และแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เรียกกฎหมายฉบับนี้ว่าเป็น “การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง”

สมาชิกรัฐสภาทั้ง 120 คนที่เข้าร่วมประชุมสภาแห่งชาติ รวมถึงนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ลงมติเป็นเอกฉันท์เห็นชอบร่างกฎหมายฉบับนี้ ด้านกลุ่มตรวจสอบสิทธิมนุษยชนกล่าวหารัฐบาลกัมพูชามานานแล้วว่าใช้กฎหมายที่เข้มงวดเพื่อสกัดกั้นฝ่ายค้านและสร้างความชอบธรรมให้กับการถกเถียงทางการเมือง

กลุ่มพันธมิตรสิทธิมนุษยชน 50 กลุ่มได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันอาทิตย์ เตือนว่ากฎหมายฉบับนี้ “มีเนื้อหาคลุมเครือ” และ “จะส่งผลกระทบร้ายแรงต่อเสรีภาพในการแสดงออกของพลเมืองกัมพูชาทุกคน” แถลงการณ์ระบุเพิ่มเติมว่า “ความเสี่ยงที่กฎหมายที่ใช้ถ้อยคำคลุมเครือนี้จะถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดเพื่อกำหนดเป้าหมายบุคคลโดยพิจารณาจากเชื้อชาติ ความคิดเห็นทางการเมือง การพูด และการเคลื่อนไหวทางสังคมนั้นสูงเกินกว่าจะยอมรับได้” “รัฐบาลมีอำนาจมากมาย แต่ไม่ควรมีอำนาจตัดสินโดยพลการว่าใครเป็นหรือไม่ใช่ชาวกัมพูชา” โดยกฎหมายฉบับนี้ยังคงต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาสูงของกัมพูชาก่อนที่จะประกาศใช้โดยประมุขแห่งรัฐ 

จากการแถลงข่าวของรัฐสภายุโรปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ สิทธิในการเป็นพลเมืองสามารถถูกเพิกถอนได้หากมีเหตุผลว่าก่อกบฏหรือทุจริตใน 15 ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป และเฉพาะพลเมืองที่แปลงสัญชาติแล้วใน 8 ประเทศเท่านั้น

สิทธิในการเป็นพลเมืองอย่างไม่มีเงื่อนไขได้รับการบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญของกัมพูชา แต่สมาชิกสภานิติบัญญัติได้แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเมื่อเดือนที่แล้ว โดยระบุว่า “การได้รับ การสูญเสีย และการเพิกถอนสัญชาติกัมพูชาจะเป็นไปตามกฎหมาย” 

ไกต์ ริธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมกัมพูชา กล่าวกับผู้สื่อข่าวหลังจากผ่านร่างกฎหมายว่า “หากคุณทรยศต่อชาติ ชาติจะไม่เก็บคุณไว้” 

เดือนที่แล้ว แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เรียกกฎหมายฉบับนี้ว่าเป็น “การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง” มอนต์เซ เฟอร์เรอร์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยประจำภูมิภาคกล่าว “เรื่องนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่ทางการกัมพูชาล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการปกป้องเอกราชและบูรณภาพของศาลของประเทศ”  “สิ่งนี้ทำให้การปฏิบัติแบบเผด็จการของรัฐบาลยังคงดำเนินต่อไปโดยไม่มีการตรวจสอบ เช่น การข่มเหงผู้นำฝ่ายค้าน นักเคลื่อนไหว และนักข่าวอิสระ”

ทั้งนี้ นักเคลื่อนไหวฝ่ายค้านจำนวนมากถูกจำคุกหรือถูกฟ้องร้องโดยทางการกัมพูชา นายเขม โสกา ผู้นำฝ่ายค้าน ถูกตัดสินจำคุก 27 ปีในข้อหากบฏในปี 2566 ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่เขาปฏิเสธมาหลายครั้ง และถูกกักบริเวณในบ้านทันที.

ที่มา CNA

ครูประถมสหรัฐล่วงละเมิดเด็กนานนับทศวรรษ ถูกศาลตัดสินจำคุก 215 ปี

ครูประถมสหรัฐล่วงละเมิดเด็กนานนับทศวรรษ ถูกศาลตัดสินจำคุก 215 ปี

25 ส.ค. 2568 11:55 น.

ครูประถมสหรัฐล่วงละเมิดเด็กนานนับทศวรรษ ถูกศาลตัดสินจำคุก 215 ปี

ครูโรงเรียนประถมในสหรัฐอเมริกา ถูกศาลตัดสินจำคุก 215 ปีตลอดชีวิต หลังถูกเปิดโปงว่าก่อเหตุล่วงละเมิดทางเพศนักเรียน ของตัวเองมาเป็นเวลาหลายสิบปี พร้อมบันทึกภาพและวิดีโอหลักฐานจำนวนมหาศาลไว้

ครูใจโฉดรายนี้ คือนายคิม เคนเน็ธ วิลสัน วัย 64 ปี ซึ่งเคยเป็นหัวหน้าชมรมโสตทัศนศึกษาของโรงเรียนประถม เดล ปาโซ ไฮท์ส  นานกว่า 23 ปี ก่อนถูกไล่ออกเมื่อความจริงถูกเปิดเผย

อัยการเขตซาคราเมนโตเผยว่า วิลสันใช้ตำแหน่งหน้าที่และทรัพยากรในโรงเรียน รวมถึงห้องบันทึกเสียงที่เก็บเสียงได้แน่นหนา เพื่อก่อเหตุล่วงละเมิดเหยื่อ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักเรียนหญิงอายุเพียง 6–12 ปี นอกจากนี้ ยังพบว่ามีการล่วงละเมิดเด็กเพิ่มเติมที่บ้านพักของเขาเองในงานส่วนตัวบางครั้ง

จากการตรวจค้นบ้านพักในปี 2023 ทำให้ตำรวจพบเซ็กซ์ทอยจำนวนมาก รวมถึงเทป VHS และแผ่น DVD ที่บันทึกการกระทำชำเราเหยื่อไว้อย่างเป็นระบบตลอดหลายปี

วิลสันยอมรับสารภาพผิดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาในหลายข้อหาล่วงละเมิดทางเพศเด็ก แม้ในตอนแรกเขาจะถูกตั้งข้อหาถึง 36 กระทง แต่บางข้อหาถูกยกเลิกเพื่อไม่ให้เหยื่อต้องขึ้นให้การในศาล

ศาลตัดสินโทษจำคุก 215 ปีตลอดชีวิต ซึ่งเกือบจะเป็นการปิดตายชีวิตในเรือนจำ อย่างไรก็ตาม ด้วยอายุที่มากแล้ว เขาอาจมีสิทธิ์ยื่นขอ Elder Parole  หรือ การพิจารณาทัณฑ์บนสำหรับนักโทษสูงอายุ หลังจากรับโทษครบ 20 ปี ซึ่งขณะนั้นเขาจะมีอายุกว่า 80 ปี

ปัจจุบัน วิลสันถูกควบคุมตัวที่ศูนย์คุมขังริโอ คอนซูมเนส คอร์เรคชั่นนอล เซ็นเตอร์ เมืองเอลก์โกรฟ ก่อนถูกย้ายไปเรือนจำของรัฐในขั้นต่อไป

ด้านเขตการศึกษา ทวิน ริเวอร์ ยูนิไฟด์ สคูล ดิสทริค ที่ดูแลโรงเรียนแห่งนี้ ยอมจ่ายเงินชดเชย 6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อยุติคดีแพ่งที่ถูกกล่าวหาว่าละเลยการกำกับดูแล จนทำให้เกิดเหตุการณ์สุดสะเทือนใจนี้ยาวนานกว่า 20 ปี ขณะที่ยังมีอีกหนึ่งครอบครัวที่ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายจากวิลสันและเขตการศึกษาเพิ่มเติม ซึ่งคดียังคงอยู่ในขั้นตอนพิจารณา.

ที่มา : นิวยอร์กโพสต์

คลิกอ่านข่าว ล่วงละเมิดทางเพศ

เวียดนามสั่งปิดสนามบิน รับมือไต้ฝุ่นคาจิกิ ถล่มชายฝั่งตอนกลางประเทศบ่ายวันนี้

เวียดนามสั่งปิดสนามบิน รับมือไต้ฝุ่นคาจิกิ ถล่มชายฝั่งตอนกลางประเทศบ่ายวันนี้

25 ส.ค. 2568 11:18 น.

เวียดนามสั่งปิดสนามบิน รับมือไต้ฝุ่นคาจิกิ ถล่มชายฝั่งตอนกลางประเทศบ่ายวันนี้

เวียดนามสั่งปิดสนามบิน หยุดการเรียนการสอนในโรงเรียน เร่งอพยพประชาชนกว่า 5 แสนคน เตรียมรับมือกับ ไต้ฝุ่นคาจิกิ ซึ่งถือเป็นพายุที่รุนแรงที่สุดของปีนี้

กรมอุตุนิยมวิทยาของเวียดนามรายงานว่า พายุไต้ฝุ่นคาจิกิกำลังลมสูงสุด 166 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จะทวีกำลังแรงขึ้นก่อนขึ้นฝั่งในช่วงบ่ายวันจันทร์ (25 ส.ค.) โดยจุดศูนย์กลางพายุจะพัดเข้าชายฝั่งระหว่างจังหวัดทัญฮว้า, ก๋วงตริ และ เหงะอาน เวลาประมาณ 16.00 น. ตามเวลาเวียดนาม

เวียดนามสั่งปิดสนามบิน รับมือไต้ฝุ่นคาจิกิ ถล่มชายฝั่งตอนกลางประเทศบ่ายวันนี้

รัฐบาลเวียดนามเตือนว่าพายุลูกนี้รุนแรงและเคลื่อนตัวเร็วมาก พร้อมคาดการณ์ว่าจะเกิดฝนตกหนัก น้ำท่วม และดินถล่มในหลายพื้นที่

ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ประกาศอพยพประชาชนกว่า 500,000 คน ออกจากพื้นที่เสี่ยง และได้สั่งห้ามเรือทุกลำออกจากฝั่งเพื่อป้องกันอันตรายแล้ว

เวียดนามสั่งปิดสนามบิน รับมือไต้ฝุ่นคาจิกิ ถล่มชายฝั่งตอนกลางประเทศบ่ายวันนี้

ด้านสำนักงานการบินพลเรือนเวียดนามยืนยันว่า สนามบิน 2 แห่งในจังหวัด ทัญฮว้า และ กว๋างบิ่ญ ถูกสั่งปิดชั่วคราว ขณะที่สายการบินเวียดนามแอร์ไลน์ส และ เวียดเจ็ท ต้องยกเลิกเที่ยวบินหลายสิบเที่ยวในเส้นทางที่ได้รับผลกระทบ

ทั้งนี้ รัฐบาลเวียดนามระบุว่า ไต้ฝุ่นคาจิกิอาจรุนแรงเทียบเท่า ไต้ฝุ่นยางิ ที่พัดถล่มเวียดนามเมื่อปีที่แล้ว คร่าชีวิตประชาชนราว 300 คน และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 3.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ไต้ฝุ่นคาจิกิ

เจ้าหน้าที่กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิสหรัฐฯ ในกรุงวอชิงตันดีซี เริ่มพกอาวุธ

เจ้าหน้าที่กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิสหรัฐฯ ในกรุงวอชิงตันดีซี เริ่มพกอาวุธ

25 ส.ค. 2568 11:12 น.

เจ้าหน้าที่กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิสหรัฐฯ ในกรุงวอชิงตันดีซี เริ่มพกอาวุธ

เจ้าหน้าที่กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิของสหรัฐฯ ซึ่งลาดตระเวนตามท้องถนนในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ตามนโยบายปราบปรามอาชญากรรมของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เริ่มพกพาอาวุธแล้ว

เจ้าหน้าที่สองรายเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิของสหรัฐฯ ที่ลาดตระเวนในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ภายใต้นโยบาย “ปราบปรามอาชญากรรม” ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มพกพาอาวุธตั้งแต่คืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (24 ส.ค.) โดยบางส่วนจะพกปืนพก M17 หรือปืนไรเฟิล M4 ทั้งนี้จำนวนกำลังพลที่ได้รับอนุญาตให้พกอาวุธยังไม่ทราบแน่ชัด

ก่อนหน้านี้มีกำลังพลหลายร้อยนายที่ไม่ได้พกอาวุธประจำการตามท้องถนนมาตลอดสองสัปดาห์ หลังจากทรัมป์ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านอาชญากรรมในกรุงวอชิงตัน โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พีท เฮกเซ็ธ รัฐมนตรีกลาโหม ได้อนุมัติให้กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิสามารถพกอาวุธได้

แถลงการณ์จากกองกำลัง Joint Task Force-DC ย้ำว่า กำลังพลจะใช้กำลัง “เป็นทางเลือกสุดท้ายเท่านั้น และเพื่อรับมือกับภัยคุกคามที่มีต่อชีวิตหรือก่อให้เกิดการบาดเจ็บสาหัส”

ขณะเดียวกัน ทรัมป์ระบุว่าอาจขยายมาตรการปราบปรามไปยังนครชิคาโก และอาจพิจารณาส่งทหารไปยังเมืองบัลติมอร์ รัฐแมรีแลนด์  อย่างไรก็ตาม ฮาคีม เจฟฟรีส์ ผู้นำฝ่ายค้านเดโมแครตในสภาผู้แทนฯ กล่าวว่าทรัมป์ไม่มีอำนาจตามกฎหมายในการส่งกองกำลังไปยังชิคาโก

เจ้าหน้าที่กลาโหมสหรัฐฯ กล่าวโดยไม่เปิดเผยชื่อว่า มีการวางแผนเบื้องต้นเผื่อกรณีที่ทรัมป์ร้องขอให้ส่งกำลังไปยังชิคาโก แต่ยังไม่มีการสั่งการอย่างเป็นทางการ

เจฟฟรีส์กล่าวหาทรัมป์ว่าเป็นการ “สร้างวิกฤติเทียม” เนื่องจากอัตราอาชญากรรม รวมถึงคดีฆาตกรรมในชิคาโก ลดลงจากปีก่อน เช่นเดียวกับบัลติมอร์ที่สถิติความรุนแรงจากอาวุธปืนลดลงเป็นเลขสองหลัก โดยปีนี้มีคดีฆาตกรรม 84 ราย ต่ำที่สุดในรอบกว่า 50 ปี

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์วิจารณ์เวส มัวร์ ผู้ว่าการรัฐแมรีแลนด์ ว่าล้มเหลวในการจัดการปัญหาอาชญากรรม พร้อมประกาศว่าพร้อมส่งทหารเข้าไป “ทำความสะอาดเมือง” เช่นเดียวกับที่ทำในกรุงวอชิงตัน แม้ทรัมป์จะอ้างว่าการส่งทหารและเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางทำให้อาชญากรรมในกรุงวอชิงตันหมดไป แต่ข้อมูลทางการกลับชี้ว่าอัตราอาชญากรรมในเมืองมีแนวโน้มลดลงอยู่แล้วก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ ประมวลกฎหมายสหรัฐอเมริกา หมวดที่ 10 ที่เกี่ยวกับกองกำลังติดอาวุธ ซึ่งเป็นกฎหมายของรัฐบาลกลางที่กำหนดบทบาทของกองทัพสหรัฐฯ มีบทบัญญัติที่อนุญาตให้ประธานาธิบดีส่งกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิเพื่อต่อต้านการรุกราน ปราบปรามการกบฏ หรือบังคับใช้กฎหมาย

ทรัมป์อ้างถึงประมวลกฎหมายนี้ ซึ่งรู้จักกันในชื่อมาตรา 12406 เมื่อส่งหน่วยกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิไปยังรัฐแคลิฟอร์เนียเมื่อต้นปีนี้เพื่อต่อต้านการประท้วง โดยขัดต่อคำคัดค้านของนายแกวิน นิวซัม ผู้ว่าการรัฐฯ.

ที่มา  Reuters