ขยี้คลิป‘นั่งลงลูก’!ย้อนเกล็ดโฆษกรบ.ถ้าอ้าง‘แต่งเสียง’ต้องเอาผิดคนทำ เหตุศาลรธน.เสื่อมเสีย

ขยี้คลิป‘นั่งลงลูก’!ย้อนเกล็ดโฆษกรบ.ถ้าอ้าง‘แต่งเสียง’ต้องเอาผิดคนทำ เหตุศาลรธน.เสื่อมเสีย

ขยี้คลิป‘นั่งลงลูก’!ย้อนเกล็ดโฆษกรบ.ถ้าอ้าง‘แต่งเสียง’ต้องเอาผิดคนทำ เหตุศาลรธน.เสื่อมเสีย

วันจันทร์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 07.45 น.

ขยี้คลิป‘นั่งลงลูก’!ย้อนเกล็ดโฆษกรบ.ถ้าอ้าง‘แต่งเสียง’ต้องเอาผิดคนทำ เหตุศาลรธน.เสื่อมเสีย

25 สิงหาคม 2568 น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา หรือโบว์ นักกิจกรรมนักเคลื่อนไหวทางการเมือง โพสต์เฟซบุ๊ก Bow Nuttaa Mahattana กรณีคลิปเสียง “นั่งลงลูก” ขณะ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.วัฒนธรรม ขึ้นไต่สวนที่ศาลรัฐธรรมนูญ ระบุว่า…

ล่าสุด คลิป “นั่งลงลูก” ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์และมีกองเชียร์เพื่อไทยหลายคนแชร์กันอย่างเบิกบานพร้อมหาเหตุผลของการเรียกนายกว่าลูกให้ศาลเสร็จสรรพ กลับถูกโฆษกรัฐบาล (คุณจิรายุ) บอกว่าเป็นคลิปที่ถูกตกแต่งเสียง

นายจิรายุกล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ ตนในฐานะเคยดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการกิจการศาลองค์กรอิสระ องค์กรอัยการ ติดตามการทำงานกระบวนการยุติธรรมมาโดยตลอด ไม่มีเหตุผลใดๆ ในกระบวนการยุติธรรมที่จะใช้คำพูดในลักษณะเช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นศาลไหนก็ตาม

ขณะเดียวกัน ยังมีรายงานว่าอดีตประธานรัฐสภา นายชวน หลีกภัย ได้สัมภาษณ์ให้ความเห็นในกรณีดังกล่าว ซึ่งคุณจิรายุกล่าวว่าอาจเป็นไปได้ว่า นายชวน หลีกภัย จะยังไม่ได้ฟังคลิปเต็มๆ จริงๆ ในวันดังกล่าว หรือไม่ก็อาจจะได้ฟังจากคลิปที่ถูกบิดเบือนและตกแต่ง ซึ่งความเป็นจริงการบันทึกเสียงทั้งหมดหรือการกล่าวบนบัลลังก์ คนที่นั่งอยู่ในห้องพิจารณาก็ได้ยินตรงกันว่า “นั่งลงครับ” ทั้งสิ้น …

กดฟังกันชัดๆอีกทีค่ะ ถ้าเป็นคลิปแต่งเสียงตามที่อ้างจริง น่าจะต้องเอาผิดคนทำและคนเผยแพร่นะ เพราะงานนี้ศาลรัฐธรรมนูญเสื่อมเสียหนักมาก

คือ คลิปมันชัดมากว่า “นั่งลงลูก”

รอบแรกนางแบกมีการแก้ตัวสองกระแส 

1. ก็ท่านพูด “นั่งลงลูก” เพราะเมตตานายกไง

2. ได้ยินว่า “นั่งลงครับ” นะ

วันถัดมาโฆษกบอก คลิป “นั่งลงลูก” นั้นมันถูกแต่งเสียงนะ คนในศาลเขาได้ยินว่า “นั่งลงครับ”

ถึงวันนี้ก็ยังไม่มีคลิปเวอร์ชั่นอื่นที่ถูกต้องกว่าออกมาให้ได้ยินเลย

วันหลังคุยกันเองให้จบก่อนมั้ยคะ ทีมทางการกับทีมไอโอ ไม่รู้จะเถียงใครเลย

แนวหน้าวิเคราะห์ : คดีใหญ่ยังไม่จบ ‘ทักษิณ’ลุ้นระทึก ลุยฝ่าพายุ

แนวหน้าวิเคราะห์ : คดีใหญ่ยังไม่จบ ‘ทักษิณ’ลุ้นระทึก ลุยฝ่าพายุ

แนวหน้าวิเคราะห์ : คดีใหญ่ยังไม่จบ ‘ทักษิณ’ลุ้นระทึก ลุยฝ่าพายุ

วันจันทร์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 07.23 น.

แนวหน้าวิเคราะห์ : คดีใหญ่ยังไม่จบ ‘ทักษิณ’ลุ้นระทึก ลุยฝ่าพายุ

22 สิงหาคม 2568 ศาลอาญามีคำพิพากษายกฟ้อง นายทักษิณ ชินวัตร ในคดีอาญามาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จากกรณีการให้สัมภาษณ์สำนักข่าวของเกาหลีใต้ เมื่อ 20 พฤษภาคม 2558 ส่อในทางพาดพิงสถาบัน

คำวินิจฉัยของศาลอาญาสรุปได้ว่า คลิปวิดีโอที่นำมาเป็นหลักฐานปรากฏว่าเป็นเพียง บางส่วนของคำสัมภาษณ์ ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีการตัดต่อหรือไม่ อีกทั้งคำพูดของทักษิณ ไม่ได้ระบุชัดเจนถึงองค์บุคคลใด ใช้เพียงคำว่า “เขา”

ซึ่งตามหลักไวยากรณ์และพจนานุกรมไม่สามารถตีความว่าหมายถึงพระมหากษัตริย์ได้ รวมทั้ง ศาลอาญายังได้ตั้งข้อสังเกตถึง “ความน่าเชื่อถือของพยานโจทก์” ที่มีลักษณะอคติ และไม่เป็นกลาง จึงตัดสินใจยกผลประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย และมีคำพิพากษายกฟ้องทุกข้อหา

จากนั้น ทักษิณได้เดินออกจากศาลอาญา ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม และพูดกับสื่อว่า “ยกฟ้อง ยกฟ้อง” ก่อนเดินขึ้นรถยนต์ออกไป

“ต่อจากนี้จะได้ทำคุณประโยชน์ และก็จะทำงานเพื่อประเทศชาติเต็มที่”

นี่คือคำพูดของนายทักษิณ หลังศาลอาญายกฟ้องคดีมาตรา 112  ที่ได้รับการถ่ายทอดโดย นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทีมทนายของเขา

สั้นๆ แต่ก็สะท้อนถึงความโล่งใจในระดับหนึ่ง

นายวิญญัติ กล่าวถึงเรื่องการเดินทางออกนอกประเทศของนายทักษิณ ว่า ตอนนี้ข้อหามาตรา 112 ยกฟ้องแล้ว ถือว่านายเป็นผู้บริสุทธิ์ โดยทีมทนายความจะยื่นคำร้องเพิกถอนในคำสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศเร็วๆ นี้อย่างแน่นอน แต่นายทักษิณคงไม่เดินทางไปในเร็ววันนี้

มีรายงานว่า นายทักษิณ มีแผนจะเดินทางไปเมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อนัดเจรจากับกับกลุ่มนักธุรกิจ นักลงทุน ให้เข้าร่วมลงทุนในโครงการแลนด์บริดจ์ท่าเรือ จ.ระนอง ในเร็ว ๆ นี้

อย่างไรก็ตาม คำพิพากษายกฟ้องของศาลอาญาในครั้งนี้ ถือเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะเส้นทางยังทอดยาวไปสู่ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกา

นายศักดิ์เกษม นิไทรโยคโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยว่า หลังจากนี้พนักงานอัยการเจ้าของสำนวนจะต้องไปขอคัดถ่ายคำพิพากษาพร้อมคำเบิกความมาเพื่อพิจารณาทำความเห็นว่าควรยื่นอุทธรณ์หรือไม่ไปยังสำนักงานคดีอัยการสูงสุดพิจารณากลั่นกรอง และทำความเห็นต่อไปยังรองอัยการสูงสุดที่มีหน้าที่ดูแลในเรื่องนี้

รองอัยการสูงสุดก็จะทำความเห็นส่งไปให้อัยการสูงสุดเป็นผู้พิจารณาลำดับสุดท้ายว่าจะยื่นอุทธรณ์คดีต่อหรือไม่ภายใน 30 วัน หากครบกำหนดแล้วอัยการสูงสุดยัง พิจารณายังไม่แล้วเสร็จก็ อาจจะมีการขยายระยะเวลาก็ได้ โดยปกติก็จะขอขยายครั้งละ 30 วัน โดยคดีนี้เป็นคดีนอกราชอาณาจักรผู้ที่มีอำนาจพิจารณายื่นอุทธรณ์จะเป็นอำนาจอัยการสูงสุด

นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งคดีใหญ่ของนายทักษิณที่รอการพิพากษา คือ คดีบังคับโทษชั้น 14 ที่ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดอ่านคำสั่งในวันที่ 9 กันยายนที่จะถึงนี้ ซึ่งดูแล้วคดีดังกล่าว น่าหนักใจมากกว่าคดีมาตรา 112 เสียด้วยซ้ำ ทำให้นายทักษิณยังอยู่ไม่สามารถที่จะอยู่ในอารมณ์สบายอกสบายใจอย่างเต็มที่ได้

มีการวิเคราะห์กันด้วยว่า ในวันนั้น นายทักษิณอาจหลบหนีออกนอกประเทศ

แต่นายวิญญัติ ก็ออกมายืนยันชัดเจนว่า นายทักษิณ จะไปฟังคำสั่งด้วยตัวเอง พร้อมบอกว่าไม่ให้ค่ากับพวกที่ตั้งข้อสังเกตว่า นายทักษิณจะหลบหนีคดี

อีกไม่กี่วันก็จะได้รู้ว่า นายทักษิณจะไปฟังคำพิพากษาด้วยตัวเองหรือไม่ และคำพิพากษาจะออกมาเป็นอย่างไร

หาก ทักษิณ ผ่าน “พายุใหญ่” ลูกนี้ไปได้ แน่นอนว่าเป็นเรื่องดีของเขาและวงศ์ตระกูล แต่ประเทศไทยนั้น ถือว่าภาพรวมจะดีขึ้นหรือไม่

เพราะตอนนี้มีสารพัดปัญหาที่ยังรุมเร้า ทั้งเรื่องชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ประชาชนเทความเชื่อมั่นให้กองทัพมากกว่ารัฐบาล, ปัญหาของพรรคร่วมรัฐบาลที่มีเสียงปริ่มน้ำ ซึ่งรัฐบาลจะรับศึกหนักในสภาได้นานเพียงใด เพราะที่เห็นก็คือ เกิดเหตุ “สภาล่ม” จนต้องสั่งปิดประชุมมาหลายครั้ง

ทั้งยังมีข่าวว่า บางพรรคเริ่มมองหาทางหนีทีไล่เพื่อรับศึกเลือกตั้งสมัยหน้ากันแล้ว

ส่วนปัญหาใหญ่ที่ประชาชนทุกยุคสมัยต้องการให้ดูแลแก้ไขก็คือเรื่องของเศรษฐกิจ ปากท้อง ซึ่งพรรคเพื่อไทยประกาศว่า จะทำให้คนไทย “มีกินมีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี”

ก็ดูยังไม่ใกล้เคียงกับที่ลั่นวาจาเอาไว้เลย

#ทีมข่าวแนวหน้า

เสียงแข็ง‘อิ๊งค์’ไม่ผิดจะลาออกทำไม พท.โวสัญญาณดี หยันปลุกชื่อ‘บิ๊กตู่-หนู’ไร้สาระ ไว้ใจไม่ถูกพรรคร่วมตลบหลัง

เสียงแข็ง‘อิ๊งค์’ไม่ผิดจะลาออกทำไม  พท.โวสัญญาณดี  หยันปลุกชื่อ‘บิ๊กตู่-หนู’ไร้สาระ  ไว้ใจไม่ถูกพรรคร่วมตลบหลัง

เสียงแข็ง‘อิ๊งค์’ไม่ผิดจะลาออกทำไม พท.โวสัญญาณดี หยันปลุกชื่อ‘บิ๊กตู่-หนู’ไร้สาระ ไว้ใจไม่ถูกพรรคร่วมตลบหลัง

วันจันทร์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เสียงแข็ง‘อิ๊งค์’ไม่ผิดจะลาออกทำไม พท.โวสัญญาณดี หยันปลุกชื่อ‘บิ๊กตู่-หนู’ไร้สาระ ไว้ใจไม่ถูกพรรคร่วมตลบหลัง ‘เทพไท’เชื่อลูก‘แม้ว’ไม่รอด อดีตสว.‘สมชาย’ฟันธงผิดชัด

“เพื่อไทย” เรียงหน้าหลับหูหลับตารับลูกอ้างสัญญาณดี 29 สิงหาคมนี้ “อุ๊งอิ๊งค์” พ้นพงหนาม และไปต่อได้ เนื่องจากมีความรักชาติเป็นที่ตั้ง หยันฝ่ายตรงข้ามไร้สาระโหมชื่อ“บิ๊กตู่-อนุทิน” นั่งนายกฯคนใหม่ไว้ใจ พรรคร่วมฯไม่มีโดนตลบหลัง ขณะที่’เทพไท’ฟันธงลูก’ทักษิณ’ไม่รอดคดีคลิคุน’ฮุนเซน’

เมื่อวันที่ 24ส.ค.2568 นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล(วิปรัฐบาล) กล่าวถึงกรณีนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย แสดงความเชื่อมั่นจะมีข่าวดีในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยถอดถอนน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในวันที่29ส.ค.ว่า พรรคเพื่อไทยยังเชื่อมั่นว่าเป็นไปตามนั้น สส.เพื่อไทยทุกคนมั่นใจนายกฯไม่ได้ทำผิดในคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ไม่มีเจตนาร้ายต่อประเทศไม่ได้อยากให้ไทยรบกับกัมพูชา สส.ยืนยันว่า นายกฯจะไม่ลาออกจากตำแหน่งก่อนถึงวันตัดสินคดี ไม่ได้ทำผิดจะลาออกทำไม สส.พร้อมให้กำละงใจนายกฯและเชื่อว่า ยังมีศักยภาพเพียงพอที่จะทำงานต่อได้ แต่มีคนปล่อยข่าวมาตลอด เเป็นจินตนาการของฝ่ายตรงข้าม

ยังเชื่อมั่น”อุ๊งอิ๊งค์”ไม่ผิด

เมื่อถามว่าพรรคเพื่อไทยเตรียมรับมืออย่างไร หากผลคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญออกมาทางลบ นายกฯต้องหลุดจากตำแหน่ง นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า กรณีนั้นค่อยมาว่ากันอีกทีเมื่อถึงเวลา เรายังเชื่อมั่นนายกฯไม่มีความผิด เมื่อถามว่าหากผลคำวินิจฉัยเป็นทางลบ แคนดิเดตนายกฯที่จะถูกเสนอชื่อเป็นนายกฯคนใหม่ ต้องเป็นชื่อนายชัยเกษม นิติสิริจากพรรคเพื่อไทย คนเดียวใช่หรือไม่ นายวิสุทธิ์ตอบว่า แน่นอนต้องเป็นชื่อนายชัยเกษมไม่มีเปลี่ยนเป็นคนอื่น ส่วนกระแสข่าวที่มีชื่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี อดีตนายกรัฐมนตรี หรือนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย มาเป็นแคนดิเดตนายกฯด้วยนั้น จะเอาชื่อคนอื่นมาทำไม เป็นเรื่องไร้สาระ ใครไม่ชอบนายกฯ ก็มักออกมาพูดแบบนี้ ไม่เคยคิดบวก

เชื่อพรรคร่วมไม่ตลบหลัง

เมื่อถามว่า ยังไว้ใจพรรคร่วมรัฐบาลได้ใช้หรือไม่ว่าจะไม่ตลบหลังไปสนับสนุนแคนดิเดตนายกฯคนอื่นที่ไม่ใช่พรรคเพื่อไทย นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า ไว้ใจได้ มั่นใจไม่มีการตลบหลังพรรคเพื่อไทย ที่ผ่านมาพรรคร่วมรัฐบาลก็โหวตลงมติทุกเรื่องไปในทิศทางเดียวกันตลอด อย่างการลงมติงบประมาณรายจ่ายปี2569 เสียงโหวตรัฐบาลก็ไปทางเดียวกัน ไม่มีปัญหา แม้รัฐบาลจะมีเสียงปริ่มน้ำก็ไว้ใจกันได้ คอยประคองกันไป

ตีปี๊บ”อุ๊งอิ๊งค์”ยังไปได้ต่อ

นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีการยื่นคำแถลงปิดคดีคลิปเสียงสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร และสมเด็จฯฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ว่าทีมกฎหมายของน.ส.แพทองธาร จะรวบรวมหลักฐานและข้อเท็จจริงในทุกประเด็นเพื่อจัดทำเป็นคำแถลงปิดคดี โดยจะยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 25 สิงหาคม เมื่อถามว่า กระแสข่าวที่ระบุว่า น.ส.แพทองธาร จะยื่นลาออกจากตำแหน่งนายกฯ ก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะนัดฟังคำวินิจฉัยวันที่ 29 สิงหาคมนี้ ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร นพ.พรหมินทร์กล่าวยืนยันว่านายกฯไม่ยื่นลาออกแต่อย่างใด ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ขอสื่ออย่านำประเด็นดังกล่าวไปขยายความต่อเพื่อไม่ให้สังคมเกิดความสับสน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ ลงมติในวันที่ 29สิงหาคม เวลา 09.30น.และนัดอ่านคำวินิจฉัยในวันเดียวกัน เวลา 15.00น.

อิ๊งค์ไม่ลาออกแน่นอน

ก่อนหน้านี้ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์เรื่องเดียวกันว่า รัฐบาลมั่นใจ นายกฯสามารถชี้แจงได้และจะมีข่าวดีในวันดังกล่าว การยกฟ้องนายทักษิณ ชินวัตร คดีม.112 ถือเป็นการทำให้ทุกข้อกล่าวหาที่ผ่านมาได้รับความกระจ่าง ศาลวินิจฉัยแล้วก็ถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ และกลายเป็นขวัญกำลังใจสำคัญแก่สมาชิกพรรค เพราะนายทักษิณคือผู้นำทางจิตวิญญาณของเพื่อไทย และเคยเป็นหัวหน้าพรรคไทยรักไทยในอดีต

นายประเสริฐกล่าวต่อว่า ส่วนที่ยังเหลืออยู่อีก 2 คดี ได้แก่ คดีคลิปเสียงของ น.ส.แพทองธารและคดีชั้น 14 ของนายทักษิณ หลายฝ่ายมองว่าอาจส่งผลกระทบหนักนั้น พรรค พท.ยังมั่นใจจะได้รับข่าวดีเช่นกันและเชื่อว่าจะได้รับความเป็นธรรม สามารถพิสูจน์ตัวเองได้แน่นอน โดยความมั่นใจมาจากการที่ น.ส.แพทองธารไปชี้แจงต่อศาลด้วยความบริสุทธิ์ใจ หากพิจารณาโดยตรงจะเห็นว่า น.ส.แพทองธารไม่มีเจตนาทำให้ประเทศเสียหาย ตรงกันข้ามนายกฯได้ปกป้องผลประโยชน์ของชาติอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ชัดเจน เมื่อถามว่า ถ้าผลคำวินิจฉัยไม่เป็นไปตามคาดจะมีแผนสำรองไว้อย่างไร นายประเสริฐกล่าวว่า ยังไม่มีแผนสำรอง ส่วนความเป็นไปได้ในการยุบสภานั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น กรณีงบประมาณไม่ผ่านการพิจารณาวาระ 2-3 แต่ขณะนี้ไม่พบปัจจัยใดที่จะนำไปสู่การยุบสภา

ผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสข่าว น.ส.แพทองธารอาจลาออกเพื่อยุติคดี นายประเสริฐกล่าวยืนยันว่า ไม่เป็นความจริง เพราะการที่นายกฯเดินทางไปชี้แจงต่อศาลก็คือการพิสูจน์ตัวเองแล้วในอีกทางหนึ่ง เมื่อถามถึงความพร้อมของนายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย(พท.) หาก น.ส.แพทองธารต้องพ้นตำแหน่งนายกฯ นายประเสริฐกล่าวเพียงว่า ขอให้ถึงจุดนั้นก่อน ขอย้ำว่าขณะนี้มั่นใจว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว

สว.สมชายชี้เปรี้ยงผิดชัดๆ

นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (อดีต สว.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า การสู้รบไทยกัมพูชาเพราะผลประโยชน์หรือความขัดแย้งหรือการหักเหลี่ยมส่วนตัวของผู้นำ 2 ตระกูล โดยมีลูกของคนทั้งสองเป็นตัวแทน จนเกิดสงครามทำให้ประชาชนและทหารทั้งสองฝ่ายบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก และยังไม่มีท่าทีจะยุติอย่างแท้จริง คลิปการเจรจาลับที่หลุดออกมา เป็นแค่ยอดภูเขาน้ำแข็งที่เราเห็นเพียงแค่นิดเดียวของข้อเท็จจริง ยังมีเบื้องลึกของการดีลลับผลประโยชน์มากมายมหาศาล มากกว่าที่เห็น นับหมื่นนับแสนล้าน ไม่ต้องพูดถึงความไร้จริยธรรม การไม่ซื่อสัตย์สุจริตในตำแหน่งหน้าที่ การใช้อำนาจหน้าที่เพื่อผลประโยชน์ส่วนตนและครอบครัวในหลายเรื่องที่เข้าข่ายภัยความมั่นคงของประเทศ อาทิ การทำให้ศัตรูล่วงรู้ความลับ การทำให้ข้าศึกได้เปรียบในการรบ การไม่รักษาเกียรติภูมิ การไม่รักษาอธิปไตย การสูญเสียความลับทางราชการทหารและฝ่ายความมั่นคง การสื่อสารต่อรอง เพื่อประโยชน์ชาติหรือผลประโยชน์ตน ไม่ว่าในอนาคตจะมีคำตัดสินออกมาอย่างไร คงต้องน้อมรับ แต่สำหรับผมและคนไทยทั้งชาติ เชื่อเหมือนกันว่าเรามีคำวินิจฉัยตรงกันได้เองว่า ผิดชัดเจนทุกประเด็น แก้ตัวไม่ขึ้นแน่นอนเชื่อว่า ไม่มีบทละครใดที่ซักซ้อมกันมาจนแคล่วคล่อง หรือการตอบที่เก็งข้อสอบแม่นยำ ราวเหตุการณ์ซ้ำรอยคะแนนสอบเอ็นทรานซ์รั่วในอดีต ที่จะสามารถมาอธิบายหักล้างความเชื่อและความจริงที่คนไทยทั้งประเทศเห็นเองรู้เองจากความสูญเสียในชีวิตทรัพย์สินและอธิปไตยของชาติที่ประจักษ์ชัดไปกว่านี้ได้อีกแล้วครับ

เตือนสติเหลือเวลาไม่กี่วัน

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.โพสต์เฟซบุ๊ก’ปั่นไปไหน’ระบุว่า ไม่ไหวจะเคลียร์มาตรฐานทางจริยธรรม ที่อาจนำมาใช้ประกอบในการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ กรณีคลิปเสียงการสนทนาแพทองธาร-ฮุนเซ็น มีดังนี้ ข้อ 6 ต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย บูรณภาพแห่งอาณาเขตและเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย เกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ ความมั่นคงของรัฐและความสงบเรียบร้อยของประชาชน ข้อ7 ต้องถือประโยชน์ของประเทศชาติเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน

ข้อ 8 ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ เพื่อตนเองหรือผู้อื่น หรือมีพฤติการณ์ที่รู้เห็นหรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้ตำแหน่งหน้าที่ของตนแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ ข้อ17 ไม่กระทำการใดที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง ข้อ19 ไม่คบหาสมาคมกับคู่กรณี ผู้ประพฤติผิดกฎหมาย ผู้มีอิทธิพล หรือผู้มีความประพฤติหรือผู้มีชื่อเสียงในทางเสื่อมเสีย อันอาจกระทบกระเทือนต่อความเชื่อถือศรัทธาของประชาชนในการปฏิบัติหน้าที่ ข้อ25 รักษาความลับของราชการตามกฎหมายและ ระเบียบแบบแผนของราชการ นั่งลงลูก ค่อย ๆ อ่าน ค่อย ๆ คิด ว่าเอาไงต่อดี เหลือไม่กี่วันแล้ว

เทพไทเตือนอย่าย่ามใจ

นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์คลิป พร้อมข้อความลงบนเฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง”หัวข้อ“3เหตุผล พรรคเพื่อแม้ว มั่นใจอุ๊งอิ๊งไปต่อ”ระบุว่า

1.ปรากฏการณ์ที่นางสาวแพทองธาร เดินทางไปศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อไต่สวนพยานคดีคลิปเสียงหลุดด้วยตัวเอง ท่ามกลางการคาดคะเนว่าไม่กล้าไป ซึ่งแสดงให้เห็นว่า นางสาวแพทองธารมีความมั่นใจ เพราะโดยปกตินางสาวแพทองธาร มักจะหลีกเลี่ยงการตอบคำถาม แต่เมื่อกล้าที่จะไปไต่สวนพยาน ก็แสดงว่านางสาวแพทองธาร มีความมั่นใจ และมีกระแสข่าวว่านางสาวแพทองธาร สามารถตอบข้อซักถามของศาลรัฐธรรมนูญได้ดี เตรียมตัวมาดี มีความคล่องแคล่วในการตอบ จึงน่าจะเป็นสัญญาณที่ดี

2.น่าจะมาจากกรณีที่ศาลอาญา ตัดสินคดีการกระทำความผิดตามประมวลอาญา มาตรา 112 ของนายทักษิณ ชินวัตร มีคำพิพากษาให้ยกฟ้อง ซึ่งพรรคเพื่อไทยประเมินว่า น่าจะเป็นสัญญาณเบื้องต้นของคดีแรก ที่นายทักษิณชนะคดีไปได้ และมีความเชื่อว่า 2คดีที่เหลือ คือคดีคลิปเสียงหลุดของนางสาวแพทองธารในศาลรัฐธรรมนูญ และคดีชั้น 14 ของนายทักษิณ ในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ก็สามารถจะชนะคดีได้ ซึ่งเป็นความมั่นใจของคนพรรคเพื่อไทย

3.เนื่องจากมีกระแสข่าวปล่อย กระแสข่าวลือ กระแสข่าววิเคราะห์ว่า มติของศาลรัฐธรรมนูญ จะออกมาในลักษณะ 5:4 ให้นางสาวแพทองธาร รอดจากคดีนี้ ซึ่งก่อนหน้านี้มีกระแสว่าจะหลุดจากตำแหน่ง 9:0 บ้าง 7:2 บ้าง 6:3 บ้าง ล่าสุดมีกระแสข่าวว่า พลิกกลับมาเป็น 5:4 ผลเป็นคุณต่อนางสาวแพทองธาร

คงน่าจะมาจากเหตุผล 3 ข้อนี้ จึงทำให้สมาชิกและแกนนำพรรคเพื่อไทย มีความมั่นใจ และออกมายืนยันกับสื่อมวลชน ว่า ปิดประตูตาย ไม่มีการลาออกก่อนวันมีคำวินิจฉัย และเชื่อมั่นว่าจะผ่านพ้นคดีนี้ไปได้ นางสาวแพทองธาร ยังเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป

ดัน”ชัยเกษม”ขึ้นเป็นนายกฯ

พรรคเพื่อไทยไม่ต้องเตรียมการใดๆ ตามที่มีข่าวว่า ถ้าหากนางสาวแพทองธาร หลุดพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จะดันนายนายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยขึ้นเป็นนายกคนต่อไป และพรรคเพื่อไทยจะไม่สนับสนุนพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือนายอนุทิน ชาญวีรกุล ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีอย่างแน่นอน ผมเห็นว่าไม่ว่านางสาวแพทองธาร จะออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก่อนมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ นางสาวแพทองธารก็ต้องพ้นจากตำแหน่งอยู่ดี เพราะวันที่ 29 สิงหาคมนี้ ผมเชื่อมั่นว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยให้นางสาวแพทองธาร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างแน่นอนครับ

“อนุสรณ์” เชื่อ’อิ๊งค์’สอบผ่านแน่

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินคดีคลิปเสียงของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ และรมว.วัฒนธรรมวันที่ 29 ส.ค.หลายฝ่ายมองว่าหากน.ส.แพทองธารรอด แล้วจะเจอม็อบต้านหรือไม่ว่า หากวิเคราะห์แบบนี้เป็นการไปกดดันการทำหน้าที่ของตุลาการศาลฯ ไม่ควรวิจารณ์ ตนมองว่าทุกคนควรทำหน้าที่อย่างเต็มที่ เช่น ศาลพิจารณาคดีอย่างตรงไปตรงมา ทำหน้าที่อย่างเต็มที่เรื่องเนื้อหา การวินิจฉัย ด้านผู้ถูกร้องอย่างน.ส.แพทองธารใช้สิทธิของตัวเองส่งเอกสารแถลงปิดคดี ส่วนผลออกมาเป็นอย่างไรสังคมต้องยอมรับและเดินหน้าต่อ ไม่ควรวิจารณ์

“ปกติม็อบออกมาอยู่แล้ว เพราะคนจะประท้วงจ้องหาเหตุประท้วงอยู่แล้ว เป็นสิทธิที่พึงทำได้ก็ทำ แต่ต้องชุมนุมในกรอบ ไม่ลิดรอนสิทธิผู้อื่น ดังนั้นสังคมควรจะเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายทำหน้าที่เต็มที่ ส่วนผลออกมาอย่างไรน้อมรับ แต่ไม่ควรวิเคราะห์กดดัน” นายอนุสรณ์ กล่าว

เมื่อถามว่ามีแนวทางรับมือหรือไม่ นายอนุสรณ์ กล่าวว่า การชุมนุมมีมาตลอด ตนในฐานะรองประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ก็เคารพความเคลื่อนไหวตามสิทธิรัฐธรรมนูญ ไม่ได้เตรียมการรับมืออะไร

สว.แฉไทยเสียท่าเขมร ชงตั้งกมธ.เลิกเอ็มโอยู พท.ร่ายยาวกลัวมีปัญหา โวยลั่นแผนล้ม‘รัฐบาล’

สว.แฉไทยเสียท่าเขมร  ชงตั้งกมธ.เลิกเอ็มโอยู  พท.ร่ายยาวกลัวมีปัญหา  โวยลั่นแผนล้ม‘รัฐบาล'

สว.แฉไทยเสียท่าเขมร ชงตั้งกมธ.เลิกเอ็มโอยู พท.ร่ายยาวกลัวมีปัญหา โวยลั่นแผนล้ม‘รัฐบาล’

วันจันทร์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สว.ชงญัตติถกตั้งกมธ.ศึกษาการยกเลิก “MOU 43-44” ชี้ทำไทยเสียเปรียบกัมพูชาทั้ง“บนบก-ทะเล” ขณะที่ “บิ๊กป้อม” ออกโรงหนุนให้ทบทวน ด้าน “เพื่อไทย” ร่ายยาวอ้างหากยกเลิกมีปัญหาเจรจาเขตแดนแน่หวั่นสูญเสียกลไกบังคับให้คู่กรณีต้องนั่งโต๊ะคุยกันฉะพรรคการเมืองรับลูกหวังล้มรัฐบาลเลือกตั้ง

เมื่อวันที่ 24สิงหาคม2568 นายมงคล สุระสัจจะประธานวุฒิสภาได้ออกหนังสือนัดประชุมวุฒิสภา ในวันที่ 25-26สิงหาคมนี้ โดยมีวาระพิจารณาที่น่าสนใจในวันที่ 26 สิงหาคมคือญัตติ ให้วุฒิสภาพิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิกเอ็มโอยู2543และเอ็มโอยู2544 เพื่อแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาเสนอโดย พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา สว.และคณะ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับสาระสำคัญที่ พล.อ.สวัสดิ์ เสนอญัตติดังกล่าว เพื่อเป็นการแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมมพูชา และสร้างความมั่นคงตามแนวชายแดนไทยอย่างยั่งยืน พร้อมระบุในสาระสำคัญตอนหนึ่งว่า การปะทะระหว่างกองทัพไทยและกองทัพกัมพูชาตามแนวชายแดนหลายพื้นที่ เพราะยึดถือแผนที่ที่มีมาตราส่วนต่างกัน

ทั้งนี้รัฐบาลไทยปัจจุบันควรยืนยันกับกัมพูชาให้เข้าใจว่าไทยไม่ยอมรับแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2แสน แต่เมื่อปี2543 รัฐบาลยุคนั้นได้ลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชาว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกหรือ เอ็มโอยู2543 ซึ่งมีสาระสำคัญในข้อ 1 ว่า ไทยกับกัมพูชาจะร่วมกันสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกให้เป็นไปตามเอกสาร 3 ราการ โดยรายการที่3 คือ แผนที่ที่จัดทำขึ้นตามข้อตกลงของคณะกรรมการปักปันเขตแดนสยามกับอินโอจีนของฝรั่งเศสปี2447และ 2450 คือแผนที่ 1 ต่อ 2 แสน และผู้นำกัมพูชายืนยันยึดแผนที่ดังกล่าวตลอด

“หากรัฐบาลมีความจริงใจไม่ยอมรับแผนที่ 1 ต่อ 2 แสน จริง และเพื่อให้การสูญเสียเลือดเนื้อและชีวิตของทหารของไทยในการยืนหยัดพิทักษ์อธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนตามแนวปฏิบัติการ 1 ต่อ 5หมื่น เป็นไปอย่างมีคุณค่าสูงสุดรัฐบาลต้องพิจารณายกเลิกเอ็มโอยู2543 ที่กัมพูชาเคารพเอ็มโอยู2543 เพียงข้อ1 ที่ให้สำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกเป็นไปตามแผนที่ 1 ต่อ 2 แสนเท่านั้น ส่วนข้ออื่นที่สำคัญ คือ ข้อ 5 และข้อ8 กัมพูชาละเมิดแล้ว การคงข้อตกลงที่ฝ่ายหนึ่งจงใจไม่ปฏิบัติตามอย่างชัดแจ้งหามีประโยชน์ไม่” ญัตติที่เสนอโดย พล.อ.สวัสดิ์ และคณะ ระบุ

สาระของญัตติดังกล่าวระบุต่อว่า นอกจากนี้ไทยกับกัมพูชามีข้อพิพาทพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล จึงได้ทำเอ็มโอยู 2544เพื่อหาข้อสรุปเรื่องการปักปันเขตแดนว่าด้วยพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา โดยเส้นเขตไหล่ทวีของไทยมีเส้นเดียวคือ เส้นตามประกาศพระบรมราชโองการในวันที่ 29 พฤษภาคม 2516 และยืนหยัดพิทักษ์ปกป้องโดยทุกวิถีทางมา29 ปี

แต่นับจากที่ได้ลงนามเอ็มโอยู 2544 คือ 18 มิถุนายน 2544 เท่ากับไทยยอมรับการคงอยู่ของเส้นไหล่ทวีค.ศ.1972 ทำให้เส้นเขตไหล่ทวีปถูกแปรเป็นสอง และเกิดพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อน 2.6หมื่น ตร.กม.ไม่ว่าผลการแบ่งเขตแดนเป็นอย่างไร ไทยต้องเสียงทั้งเขตแดนและผลประโยชน์

“ซึ่งสารัตถะในเอ็มโอยู2544 เป็นคุณต่อกัมพูชามากกว่าไทยในพื้นที่ทั้ง 2 ส่วนของข้อตกลง คือส่วนบนละติจูด 11 องศาเหนือ และส่วนล่างเส้นละติจูด 11 องศาเหนือ เท่ากับกัมพูชาได้รับผลกระโยชน์ในส่วนที่ไม่ควรได้รับหรือทำให้ไทยไม่ได้รับประโยชน์ในส่วนที่ควรได้รับดังนั้นรัฐบาลควรยกเลิกเอ็มโอยู2544เช่นเดียวกัน แต่การยกเลิกนั้นเป็นความซับซ้อนและละเอียดอ่อน จึงสมควรที่วุฒิสภาจะตั้งกมธ.ศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิกเอ็มโอยูทั้งสองฉบับ”ญัตติดังกล่าวระบุ

ด้านพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) ให้สัมภาษณ์ถึงข้อเสนอของพรรคการเมืองให้ทบทวนและยกเลิกบันทึกความเข้าใจเอ็มโอยู2543 และ2544 ว่า ตนเห็นด้วยกับข้อเสนอที่เป็นประโยชน์กับประเทศชาติ ถ้าจะมีการทบทวน หรือแม้แต่ยกเลิกเอ็มโอยูปี 43 และปี 44 ที่มีมานานแล้ว เพื่อที่จะทำให้ประเทศไทยไม่เสียประโยชน์

“ผมในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ก็พร้อมสนับสนุน และขอยืนหยัด เอาผลประโยนช์ของชาติและประชาชนเหนือสิ่งอื่นใด สุดท้ายขอฝากกำลังใจให้น้องๆทหารในแนวหน้าทุกคนที่เสียสละเพื่อประเทศชาติ ในการรักษาอธิปไตยของชาติ จงปลอดภัย และขอให้น้องๆ ทำเพื่อเกียรติภูมิของกองทัพ ประเทศชาติ เป็นสำคัญ”พล.อ.ประวิตร กล่าวย้ำ

ขณะที่น.ส.ชญาภา สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ดและรองโฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) แถลงกรณีการปิดประชุมสภาฯ อย่างกระทันหันเมื่อวันที่ 21 ส.ค.ที่ผ่านมา จนฝ่ายค้านนำไปอ้างให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าเป็นการปิดสภาฯ เพื่อหนีการเสนอญัตติเพื่อตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาพิจารณา MOU 43 และ MOU 44 ของพรรคฝ่ายค้านว่า กรณีที่เกิดขึ้นเกิดจากความคลาดเคลื่อนในการสื่อสารระหว่างประธานสภาฯ กับวิปฝ่ายรัฐบาลและวิปฝ่ายค้าน รัฐบาลไม่ได้มีเจตนาแอบแฝงแต่อย่างใด เนื่องจากรัฐบาลและพรรคเพื่อไทย มีจุดยืนที่ชัดเจนที่เชื่อมั่นในระบบรัฐสภา คือเวทีในการร่วมกันหาทางแก้ไขปัญหาให้ประชาชน ซึ่งหลังจากนี้พรรคฝ่ายค้านก็สามารถเสนอญัตติให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาพิจารณา MOU 43 และ MOU 44 เพื่อให้สภาฯ พิจารณาได้

น.ส.ชญาภา กล่าวต่อว่า จุดยืนของพรรคเพื่อไทย คือการปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพของดินแดน ยืนอยู่บนความถูกต้องตามข้อเท็จจริง ไม่ใช้ความรู้สึก หรือความหวาดกลัวใดๆ และ MOU 43 (พ.ศ.2543) เป็นเพียงกรอบความร่วมมือจัดตั้งคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) เพื่อสำรวจ และจัดทำหลักเขตแดนทางบกกับกัมพูชา ไม่ได้กำหนดเขตแดนใหม่ แต่เป็นกลไกบริหารจัดการข้อพิพาทอย่างเป็นระบบ ขณะที่ MOU 44 เป็นเพียงกรอบการเจรจาปักปันเขตทางทะเล การพัฒนาร่วมในพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อน โดยยืนยันหลักการเจรจาทวิภาคีตามกฎหมายระหว่างประเทศ

“หากเรารักชาติ หวงแหนอธิปไตยและหวงดินแดนของชาติอย่างแท้จริง การเรียกร้องให้มีการยกเลิก MOU ทั้งสองฉบับนี้ อาจจะเป็นการกระทำที่ไม่ตรงกับเจตนารมณ์ที่มีการป่าวประกาศ ดังนั้นจึงควรช่วยกันทำให้ความจริงปรากฏ เพื่อเอาชนะความลวงที่แฝงเร้นไว้ด้วยความต้องการล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง”น.ส.ชญาภา กล่าว

น.ส.ชญาภา กล่าวอีกว่า หลายรัฐทั่วโลกต่างก็ประสบปัญหาเดียวกันกับที่ไทยและกัมพูชาเจอ คือ แม้แต่ละรัฐจะถือแผนที่ที่ชัดเจน แต่ก็ยังพบว่าแผนที่ของแต่ละรัฐนั้นมีความเหลื่อมทับกันอยู่ และสิ่งที่หลายรัฐทั่วโลกทำกัน คือการทำให้เกิดเวทีเจรจาในลักษณะทวิภาคีเหมือนกับ MOU 43 และ MOU 44 เพื่อเป็นกลไกในการปักปันเขตแดนร่วมกัน

“การยกเลิก MOU 43–44 โดยไม่ประเมินผลกระทบเชิงระบบที่รอบด้าน อาจทำให้เราสูญเสีย กลไกบังคับให้คู่กรณีต้องนั่งโต๊ะคุยกัน ซึ่งโลกใช้เป็นมาตรฐานในการแก้ปัญหาเขตแดน และนอกจากกับกัมพูชาแล้ว ที่ผ่านมาไทยเองก็ได้ดำเนินการในลักษณะเดียวกันนี้กับเมียนมา ลาว มาเลเซียมาโดยตลอด และมีความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมอย่างมากโดยเฉพาะกรณีมาเลเซียและลาว”น.ส.ชญาภา กล่าว

นอกจากนี้ น.ส.ชญาภา ยืนยันว่า พรรคเพื่อไทยยินดีที่จะปกป้องสิทธิในการชุมนุมโดยสงบของประชาชนทุกกลุ่มทุกฝ่าย แต่ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับความพยายามบิดเบือนข้อมูล ข้อเท็จจริง เพื่อสร้างกระแสให้เกิดความเกลียดชัง พร้อมฝากถึง พรรคการเมืองฝ่ายค้านที่พยายามรับลูกข้อเสนอที่ผ่านการบิดเบือนว่า MOU ทั้งสองฉบับเป็นเครื่องมือสำคัญที่ผูกมัดให้คู่กรณีต้องมานั่งโต๊ะเจรจาพูดคุยและแก้ปัญหาร่วมกันอย่างสันติ หากไม่มีข้อผูกมัดนี้แล้ว เท่ากับเป็นการเปิดทางให้มีบุคคลที่สามเข้ามามีอำนาจชี้ขาดในเรื่องดินแดนระหว่างสองประเทศ และอาจกลายเป็นการถูกละเมิดอธิปไตยครั้งใหญ่

“พรรคการเมืองที่น้อมรับข้อเสนอดังกล่าว และเดินหน้าอย่างเต็มที่เพื่อที่จะล้ม MOU ทั้งสองฉบับ โดยเฉพาะพรรคการเมืองที่ประกาศตัวว่าเป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ ควรกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนทางการเมืองด้วยเหตุด้วยผล ตั้งมั่นใจจุดยืนในการใช้ความรู้ความสามารถ สร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง และประคับประครองสถานการณ์ต่างๆ ไปด้วยข้อเท็จจริง มากกว่าการพยายามเล่นการเมืองทุกทางเพียงเพราะหวังว่าจะโค่นล้มรัฐบาลให้ได้เท่านั้น” น.ส.ชญาภา กล่าว

หลักฐานชัดซุกทุ่นระเบิดที่สุรินทร์ กต.ลุย‘เจนีวา’ ฟ้องเขมรแหกกฎหยุดยิงซ้ำซาก

หลักฐานชัดซุกทุ่นระเบิดที่สุรินทร์  กต.ลุย‘เจนีวา’  ฟ้องเขมรแหกกฎหยุดยิงซ้ำซาก

หลักฐานชัดซุกทุ่นระเบิดที่สุรินทร์ กต.ลุย‘เจนีวา’ ฟ้องเขมรแหกกฎหยุดยิงซ้ำซาก

วันจันทร์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หลักฐานชัดซุกทุ่นระเบิดที่สุรินทร์ กต.ลุย‘เจนีวา’ ฟ้องเขมรแหกกฎหยุดยิงซ้ำซาก เร่งถกกก.อนุสัญญาออตตาวา ไล่บี้‘กัมพูชา’ช่วยไทยกู้ระเบิด

โฆษกรัฐบาลเผย สถานการณ์ 7 จังหวัด 11 จุดชายแดนไทย-เขมรยังปกติ แต่มีหลักฐานชัดเขมรละเมิดข้อตกลงหยุดยิง “จีบีซี” และอนุสัญญาออตตาวาต่อเนื่อง ล่าสุด ทหารเขมรลอบเข้ามาวางทุ่นระเบิดสังหารที่เนิน 350 สุรินทร์ ตะปูเรือใบจำนวนมาก จึงต้องติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด และเดินหน้าตอบโต้ทางาการทูต เปิดเผยให้ประชาคมโลกรับรู้ ด้านความมั่นคงพร้อมตอบโต้เช่นกัน ด้าน‘รมว.กต.’บิน’เจนีวา’จับเข่าคุยปท.ที่มีบทบาทด้านการกู้ทุ่นระเบิด และกก.ออตตาวา ยันมีหลักฐานชัดเขมรใช้ทุ่นระเบิดทำร้ายไทย เพื่อให้กกดันเขมรหยุดการกระทำ และมาร่วมมือเก็บกู้

เมื่อเวลา 07.00น.วันที่ 24สิงหาคม นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา (ศบ.ทก.) สรุปสถานการณ์ชายแดน 11 จุด ใน 7 จังหวัดว่า ยังปกติ กองทัพไทยยังตรึงกำลัง และเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง โดยกองทัพภาคที่ 2 ตรวจพบความเคลื่อนไหวของกัมพูชาในบางพื้นที่

เขมรละเมิดข้อตกลงหยุดยิงต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน รัฐบาลมีหลักฐานชัดเจนว่ากัมพูชายังละเมิดข้อตกลงหยุดยิง เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม และผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา หรือจีบีซี เมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา และสนธิสัญญาออตตาวาอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม กองทัพภาคที่ 2 รายงานว่า ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด (EOD) ได้เข้าตรวจสอบพื้นที่ที่ตรวจพบทุ่นระเบิด PMN-2 บริเวณทิศตะวันตกของเนิน 350 อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ที่ทหารกัมพูชาได้ลักลอบเข้ามาวาง เมื่อวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา พบวัตถุระเบิดเพิ่มเติม ได้แก่ กับระเบิด PMN-2 จำนวน 2 ลูก (รวมเป็น 3 ลูก) ลูกระเบิด ค.ด้าน 2 ลูก และตะปูเรือใบอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้เก็บหลักฐาน และเคลื่อนย้ายวัตถุระเบิดออกจากพื้นที่แล้ว รัฐบาลจะติดตามความเคลื่อนไหวของกัมพูชาใกล้ชิด และพร้อมตอบโต้ทั้งทางการทูตและความมั่นคงอย่างเหมาะสม รวมถึงจะชี้แจงให้ประชาคมระหว่างประเทศรับรู้ถึงการกระทำของกัมพูชาที่ ละเลยและละเมิด ข้อตกลงทั้ง 3 ส่วนข้างต้น

กต.ส่งหลักฐานล้ำแดนวางระเบิดให้IOT

กรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศระบุว่า ตามที่มีการสอบถามเกี่ยวกับกรณีการรุกล้ำอธิปไตยของไทยของเขมร และการตรวจพบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลในดินแดนไทยล่าสุด นายนิกรเดช พลางกูรอธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ขอชี้แจงว่า เมื่อวันที่ 22สิงหาคม ทหารไทยตรวจพบการปฏิบัติการทางทหารของฝ่ายกัมพูชาบริเวณทิศตะวันตกของเนิน 350 จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งรุกล้ำเข้ามาในเขตอธิปไตยของไทย จึงได้ขับไล่ทหารกัมพูชาออกไป หลังจากนั้นได้มีการเข้าตรวจสอบพื้นที่ และพบทุ่นระเบิดชนิดPMN-2 ในจุดที่พบทหารกัมพูชาและบริเวณโดยรอบจำนวน 3ทุ่น พร้อมอาวุธอื่นๆอีกจำนวนหนึ่ง

รมว.กต.บิน’เจนีวา’ฟ้องกก.ออตตาวา

โฆษกกระทรวงต่างประเทศกล่าวต่อว่า เหตุการณ์นี้บ่งชี้อย่างชัดเจนอีกครั้งว่า ฝ่ายกัมพูชาละเมิดอธิปไตยของไทย พันธกรณีภายใต้อนุสัญญาออตตาวา และเงื่อนไขหลายข้อของข้อตกลงหยุดยิงจากการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) สมัยวิสามัญ ที่ผ่านมา ซึ่งฝ่ายไทยจะได้รวบรวมหลักฐานทั้งหมดเพื่อส่งให้คณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (Interim Observer Team: IOT) ทราบถึงพฤติกรรมดังกล่าวของฝ่ายกัมพูชาต่อไป

“รมว.ต่างประเทศจะเดินทางเยือนนครเจนีวาช่วงสัปดาห์นี้ เพื่อพบหารือกับประเทศที่มีบทบาทสำคัญในประเด็นทุ่นระเบิด รวมถึงคณะกรรมการการปฏิบัติตามอนุสัญญาออตตาวา (Committee on Cooperative Compliance) เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงการละเมิดอนุสัญญาฯ ของกัมพูชาหลายครั้งที่ผ่านมา รวมถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นล่าสุด และใช้โอกาสนี้ขอให้ประเทศต่างๆ เรียกร้องให้กัมพูชาร่วมมือกับไทยเก็บกู้ระเบิดบริเวณชายแดน และในฐานะรัฐภาคีอนุสัญญาฯ ปฏิบัติตามพันธกรณีของอนุสัญญาฯอย่างรับผิดชอบ”โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกล่าว

ทบ.เสียใจครอบครัวพลทหารพิทยุตม์

ด้านพ.ต.หญิง จุฑาพัชร เปรมบัญญัติ ผู้ช่วยโฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า กองทัพบกขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของ พลทหาร พิทยุตท์ โสดา กำลังพลสังกัด กองพันทหารราบที่ 21 หน่วยเฉพาะกิจที่ 2 ซึ่งเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ชายแดนไทย – กัมพูชา เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2568 เวลา 18.15 น. โดยพบร่างผู้เสียชีวิตภายในห้องสุขา บริเวณหน้าปราสาทตาเมือนธม อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ทั้งนี้ พลทหาร พิทยุตท์ โสดา อายุ 20 ปี เป็นทหารกองประจำการ รุ่นปี 1/67 จากการสมัครใจเข้ามารับราชการในโครงการพลทหารออนไลน์ ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่ง พลปืนเล็ก หมู่ปืนเล็กที่ 2 หมวดปืนเล็กที่ 1 สังกัด กองร้อยทหารราบที่ 211 กองพันทหารราบที่ 21 หน่วยเฉพาะกิจที่ 2 จากการตรวจสอบเบื้องต้น ผู้เสียชีวิตไม่มีโรคประจำตัว ไม่มีประวัติเสพยาเสพติด ไม่มีภาวะความเครียด ไม่พบบาดแผล และไม่พบการทะเลาะวิวาท ปัจจุบันอยู่ระหว่างการตรวจสอบหาสาเหตุการเสียชีวิตอย่างละเอียด โดยรอผลชันสูตรพลิกศพจากเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ กองทัพบกขอแสดงความเสียใจต่อการจากไปของ พลทหาร พิทยุตท์ โสดา และขอเชิดชูในความเสียสละของผู้ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องประเทศชาติในพื้นที่ชายแดนอย่างเต็มกำลังความสามารถ ทั้งนี้ กองทัพบกดำเนินการแจ้งให้ญาติทราบแล้ว และจะให้การดูแลช่วยเหลือครอบครัวของกำลังพลอย่างครบถ้วนเต็มที่ตามสิทธิและระเบียบที่ราชการกำหนด

มทภ.2เสียใจพร้อมดูแลสิทธิเต็มที่

พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวว่า ตนขอแสดงความเสียใจกับครอบครัว น้องพลทหารพิทยุตม์ โสดา ซึ่งตนได้รับรายงานจากผู้บังคับบัญชา โดยตรงจากพื้นที่แล้ว การเสียชีวิตของพลทหารพิทยุตม์ เกิดจากอาการเจ็บป่วยที่สะสมมาจากการทำหน้าที่ ปกป้องอธิปไตยชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ปราสาทตาเมือนธม แต่ยังไม่มีการปะทะกันจนกระทั่งถึงปัจจุบันน้องพลทหารพิทยุตม์ ก็ยังคงทำหน้าที่ได้อย่างดีทั้งนี้สิทธิกำลังพลต่างๆ ก็จะดำเนินการให้อย่างเต็มที่ เพราะถือว่าอยู่ระหว่างการปฎิบัติหน้าที่ชายแดน

โพลภูมิใจทหารทำคนไทยมีความสุข

ด้านผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ผู้ก่อตั้งสำนักวิจัยซูเปอร์โพล มูลนิธิสถาบันวิจัยความสุขชุมชน เปิดเผยรายงานผลสำรวจเรื่อง ความภาคภูมิใจ ความสุขของคนไทย ระหว่างวันที่ 20-23สิงหาคม2568 ผลการสำรวจพบว่า “ความภูมิใจของคนไทย” สะท้อนฐานค่านิยมร่วมที่โน้มไปทางความกล้าหาญความเสียสละ และรากฐานประวัติศาสตร์ความเป็นเอกราชของชาติเป็นสำคัญ โดยข้อที่ได้รับการเห็นพ้องสูงสุดคือ “ความกล้าหาญ เสียสละของทหาร นักรบไทย ปกป้องแผ่นดินและอธิปไตยของไทย” อยู่ที่ร้อยละ 92.6 รองลงมาเป็น “ไทยรักษาเอกราชของชาติ ไม่ตกเป็นเมืองขึ้นจนถึงปัจจุบัน” ร้อยละ 85.8 ตามด้วย “ความสามัคคีของคนไทยเมื่อเกิดวิกฤต” ร้อยละ 82.9 และ “ประเทศไทยได้รับการยอมรับจากนานาชาติว่ารักสงบ มีอารยะ มีความเจริญ” ร้อยละ 81.5 ส่วน “เยาวชนได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์และความกล้าหาญของบรรพบุรุษไทย” อยู่ที่ร้อยละ 79.3

เมื่อพิจารณาค่าสถิติโดยรวมของหมวดนี้ ค่าเฉลี่ยร้อยละของทั้งห้าประเด็นอยู่ราว 84.4 โดยค่าต่ำสุดสูงสุดกระจายตัวอยู่ระหว่าง 79.3 ถึง 92.6 ช่องว่างเชิงสัดส่วน (range) ประมาณ 13.3 จุดเปอร์เซ็นต์ แปลได้ว่า แม้ทุกประเด็นจะได้รับการสนับสนุนในระดับสูงมากอย่างสม่ำเสมอ แต่ “ความเสียสละของกำลังพล” เป็นภาพจำร่วมที่โดดเด่นเหนือประเด็นอื่นอย่างมีนัยสำคัญทางเชิงสังคมวัฒนธรรม

ชื่นชมมทภ.2ที่1-ผู้กองอะตอมอันดับ2

รายงานของซูเปอร์โพลระบุด้วยว่า ความรู้สึก “ชื่นชอบต่อทหารชายแดนไทย–กัมพูชา” สะท้อนการยอมรับตัวบุคคลและบทบาทหน่วยเฉพาะที่ปฏิบัติหน้าที่แนวหน้า โดยอันดับแรกคือ “พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาค 2” ร้อยละ 64.5 จี้ติดตามรองลงมาด้วย “ร้อยเอกหญิง ปวิชญา วลีสุขสันต์ (ผู้กองอะตอม)” ร้อยละ 63.8 ถัดมาเป็น “นักบินรบ ฝูงบิน F-16 และกริพเพน” ร้อยละ 61.7 “นักรบชุดดำ-ตชด.” ร้อยละ 58.9 และ “กลุ่มอาสาสมัคร” ร้อยละ 55.3

เมื่อพิจารณาเชิงสถิติต่อการกระจายตัวสัดส่วนทั้งห้ารายการอยู่ราว 60.8 มีพิสัยค่าประมาณ 9.2 จุดเปอร์เซ็นต์ สะท้อนว่าความนิยมกระจายค่อนข้างแน่นในกลุ่มระดับ “สูงพอๆ กัน” อาจนำไปสร้างมิติของคอนเทนต์ได้ว่า “แม่ทัพภาค 2 ผู้กองอะตอม บุคคลต้นแบบ หญิงแนวหน้า ขีดความสามารถทางอากาศกำลังตำรวจชายแดน พลังอาสาสมัคร” ต่างได้รับการยอมรับร่วมกัน นัยหนึ่งคือภาพลักษณ์กองกำลังปฏิบัติการทั้งมวลตั้งแต่ยุทธศาสตร์ ภาคพื้นดิน อากาศ ไปจนถึงภาคประชาชนถูกมองว่าเชื่อมต่อกันเป็นห่วงโซ่ป้องปรามที่มีประสิทธิภาพ

ภูมิใจกองทัพไทยมากที่สุดเกือบ100%

รายงานของซูเปอร์โพล ชี้ให้เห็นคำถามระดับมหภาค “ความภูมิใจต่อกองทัพไทย” ยืนยันภาพรวมความเชื่อมั่นในระดับสูงมาก โดยร้อยละ 91.7 ระบุว่า “ภูมิใจมากถึงมากที่สุด” ขณะที่ร้อยละ 5.4 อยู่ระดับ “ปานกลาง” และมีเพียงร้อยละ 2.9 ที่ระบุ “น้อยถึงไม่ภูมิใจเลย” เมื่อนำสัดส่วนเชิงบวกลบเทียบกัน พบอัตราส่วนบวกต่อเชิงลบโดยคร่าวประมาณ 31.6 ต่อ 1 และส่วนต่างสุทธิ (net favorability) ราว +88.8 จุดเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นระดับ “ฉันทามติสังคม” ที่สูงมากในเชิงการรับรู้ภาพรวมสถาบันที่น่าประทับใจ

นอกจากนี้ แม้การสู้รบและการสูญเสียเป็นประเด็นละเอียดอ่อนที่ควรเน้นหลักมนุษยธรรมเป็นสำคัญ แต่ผลการปฏิบัติทางทหารของไทยทำให้คนไทยมีความสุขหลายด้านที่สะท้อนอารมณ์ร่วมเชิงบวกระดับสูงต่อผลลัพธ์ที่ปกปักรักษาอธิปไตยและการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน โดยข้อที่สูงสุดคือ “กองทัพไทยยึดคืนแผ่นดินไทยกลับมาได้” ร้อยละ 94.3 รองลงมาคือ “ทหารไทยสู้รบด้วยความกล้าหาญปกป้องมาตุภูมิ” ร้อยละ 91.2 และสองประเด็นทางสังคมสงเคราะห์ทุนทางสังคม ได้แก่ “เห็นการบริจาคและการเยียวยาทหารและประชาชน” ร้อยละ 87.4 “เห็นความสามัคคีของคนในชาติ” ร้อยละ 86.1 และ “เห็นพลังความรักชาติของคนไทยทั้งประเทศ” ร้อยละ 83.8 โดยภาพรวมหมวดนี้มีค่าเฉลี่ยร้อยละราว 88.6 กระจายตัวระหว่าง 83.8 ถึง 94.3 พิสัยประมาณ 10.5 จุดเปอร์เซ็นต์ ชี้ให้เห็นว่า “ผลสัมฤทธิ์เชิงอธิปไตยเกียรติภูมิแนวหน้า” และ “ความเอื้ออาทรสามัคคีของสังคม” เป็นสองแกนสำคัญของความสุขทางอารมณ์ร่วมที่เกิดขึ้นพร้อมกัน

มวลชนไว้วางใจกองทัพสูงมาก

เมื่อนำทั้งสี่มิติสัมพันธ์เข้าด้วยกัน ภาพรวมชี้ว่าคนไทยมี “ทุนความภูมิใจ” ที่ตั้งอยู่บนแกนประวัติศาสตร์ชาติและความกล้าหาญของผู้ปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งขยายผลเป็น “ทุนอารมณ์ร่วม” ในรูปของความสุขเมื่อเห็นความสำเร็จในการปกป้องดินแดนและการเกื้อกูลกันในยามวิกฤต ทั้งหมดนี้ยังสะท้อน “ทุนความไว้วางใจเชิงสถาบัน” ต่อกองทัพที่สูงมาก ซึ่งเมื่อเทียบเชิงญาติแล้ว ความภูมิใจ ความสุข ความชื่นชอบต่อบุคคล/หน่วยหน้าด่าน เสริมแรงกันกล่าวคือ ความภูมิใจทางประวัติศาสตร์และสถาบัน ช่วยหล่อเลี้ยงความนิยมต่อผู้ปฏิบัติ ขณะที่ความสำเร็จเชิงปฏิบัติการและภาพความเอื้ออาทรในสังคมก็ย้อนกลับไปย้ำความภูมิใจและความสุขร่วมของสาธารณชนอีกทอดหนึ่ง

ในมุมวิเคราะห์เชิงนโยบายสื่อสารสาธารณะ ผลลัพธ์นี้ชี้โอกาสสำคัญในการสื่อสาร “สองขาที่สมดุล” ระหว่างขั้วคุณค่าด้านความกล้าหาญ การปกป้องอธิปไตย กับขั้วคุณค่าด้านมนุษยธรรม สามัคคีของพลเมือง กล่าวคือ ความนิยมที่สูงต่อกำลังพลแนวหน้าและหน่วยเฉพาะ อาจต่อยอดสู่การสื่อสารเรื่อง “ความเป็นมืออาชีพความโปร่งใส ความรับผิดชอบ” ควบคู่ “ความร่วมมือพลเมือง การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ การลดอคติทางชาติพันธุ์ การเคารพกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ” เพื่อยกระดับทุนสังคมจากความภูมิใจเชิงอารมณ์ ไปสู่ความไว้วางใจเชิงสถาบันที่ยั่งยืน

กล่าวโดยสรุป ผลสำรวจสะท้อนฉันทามติต่อ “ความกล้าหาญของกำลังพล การธำรงเอกราช ความสามัคคี ความเป็นอารยะของประเทศ” ขณะเดียวกัน ความสุขจากเหตุการณ์ชายแดนวางอยู่บนสองแกนคือ “ผลสัมฤทธิ์เชิงอธิปไตย” และ “ทุนเอื้ออาทรของสังคม” เมื่อหลอมรวมกับความภูมิใจระดับ “มาก – มากที่สุด” ต่อกองทัพในสัดส่วน 91.7% เทียบกับเพียง 2.9% ที่มองเชิงลบ จึงเกิดเป็นทุนสังคมเชิงบวกที่แข็งแรง

ทั้งนี้ เพื่อให้ทุนดังกล่าวต่อยอดเป็นความไว้วางใจระยะยาว ควรระมัดระวังการสื่อสารที่อาจทำให้เกิดการแบ่งขั้วหรือมองข้ามความปลอดภัยและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกฝ่ายในพื้นที่ชายแดน

ข้อเสนอแนะเชิงพัฒนาในแนวทางบรรยายต่อเนื่องคือ การใช้ “เรื่องเล่าเชิงหลักฐาน” ที่ผสานเกียรติภูมิของกำลังพลกับกรอบมนุษยธรรมร่วมสมัย โดยยกระดับบทบาทของกลุ่มที่ได้รับการยอมรับสูงในผลสำรวจ เช่น แม่ทัพภาค 2 นักบินรบ ผู้กองอะตอม นักรบชุดดำ ตชด. และอาสาสมัคร ให้เป็น “ทูตสังคม” ถ่ายทอดบทเรียนเรื่องมาตรฐานอาชีพ ความปลอดภัยของพลเรือน และความร่วมมือข้ามภาคส่วน สถานศึกษาควรต่อยอดกระแสสนับสนุนประเด็น “เยาวชนเรียนรู้ประวัติศาสตร์และความกล้าหาญของบรรพบุรุษ” ที่อยู่ระดับสูง (79.3%) ให้กลายเป็นหลักสูตรพลเมืองสากลที่เชื่อมคุณค่าความรักชาติ เข้ากับกติกาสากลและสิทธิมนุษยชน พร้อมส่งเสริมอาสาสมัครเชิงระบบเพื่อแปลง “ความสุขจากการช่วยเหลือเยียวยา” ให้เป็นโครงข่ายถาวรรับมือได้ทุกสถานการณ์

นอกจากนี้ การสื่อสารสาธารณะควรขยายภาพ “สามัคคีของคนไทยเมื่อเกิดวิกฤต” (82.9% ในหมวดภูมิใจ และ 86.1% ในหมวดความสุข) ให้เป็นคุณค่าประจำวัน ไม่ใช่เฉพาะยามเหตุการณ์ตึงเครียด ในระดับปฏิบัติการ ประเด็นที่ได้รับการเห็นพ้องสูงสุดอย่าง “ยึดคืนแผ่นดินไทยได้” (94.3%) และ “กล้าหาญปกป้องมาตุภูมิ” (91.2%) ควรถูกเล่าเรื่องควบคู่มาตรการลดความสูญเสียของทั้งทหารและประชาชน ตลอดจนความร่วมมือไทย-กัมพูชาในมิติชายแดนสมัยใหม่ เพื่อให้ความภูมิใจ ความสุข ความไว้วางใจแปรรูปเป็น “สันติภาพที่มีศักดิ์ศรี” อย่างยั่งยืนในระยะยาว

โค่น’ตระกูลฮุน’? หาก’สมรังสี’ตั้งรบ.พลัดถิ่น ‘กัมพูชา’อาจกลายเป็นยูเครน 2​

โค่น'ตระกูลฮุน'? หาก'สมรังสี'ตั้งรบ.พลัดถิ่น 'กัมพูชา'อาจกลายเป็นยูเครน 2​

โค่น’ตระกูลฮุน’? หาก’สมรังสี’ตั้งรบ.พลัดถิ่น ‘กัมพูชา’อาจกลายเป็นยูเครน 2​

วันอาทิตย์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 21.02 น.

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2568 นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก Nantiwat Samart ระบุว่า ยูเครน​ 2​

ถามว่า​ กัมพูชามีโอกาสจะเป็นยูเครน​ 2​ ?

ตอบว่าน่าเป็นห่วง​ คนหน้ามืด​ หมดหวัง
จะจมน้ำตาย​ เจอขอนไม้ลอยน้ำก็คว้าหมด
หมดหวังจากจีน​ ก็กลับหลังหาอเมริกา
สองมหาอำนาจที่กำลังขัดแย้งแข่งกันทุกเรื่อง
ซบอเมริกา​ ให้ใช้ท่าเรือเรียมที่จีนสร้าง
ทั้งๆที่เงินงบประมาณครึ่งประเทศมาจากจีน

ซับซ้อนมากขึ้นเมื่อสมรังสีจะตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น
ได้รับเสียงสนับสนุนจากเขมรต่างแดน
หากฝรั่งถือหางดันหลังสมรังสี​ให้ขึ้นมา
โค่นล้มตระกูลฮุน​ สงครามกลางเมืองเห็นไวๆ
จากที่จนอยู่แล้ว​ เขมรจะยิ่งจมดิน
ผลร้ายการจากสงครามกลางเมืองในเขมร
ไทยต้องเดือดร้อนด้วยอย่างแน่นอน

โฆษก ทบ.โต้เดือดกัมพูชา ใช้’สงครามจิตวิทยา’บิดเบือนข้อเท็จจริง

โฆษก ทบ.โต้เดือดกัมพูชา ใช้'สงครามจิตวิทยา'บิดเบือนข้อเท็จจริง

โฆษก ทบ.โต้เดือดกัมพูชา ใช้’สงครามจิตวิทยา’บิดเบือนข้อเท็จจริง

วันอาทิตย์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 20.40 น.

โฆษก ทบ.โต้เดือดกัมพูชา ใช้สงครามจิตวิทยา บิดเบือนข้อเท็จจริง ชี้ไทยยึดมั่นข้อตกลงหยุดยิง เปิดเผยข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ต่อประชาคมโลก ชี้คนไทยเคียงค้างทหาร ไม่มีจัดตั้ง

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2568 จากกรณีสำนักงาน Fresh News ของกัมพูชา ได้เผยแพร่ถ้อยแถลงของ นายเพน โบนา รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี/หัวหน้าโฆษกรัฐบาลกัมพูชา เกี่ยวกับความคืบหน้าการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงกัมพูชา – ไทย โดยสรุปเป็น 4 ประเด็น ดังนี้

1.ความเป็นเอกภาพอันแน่นแฟ้นของชาวกัมพูชา ทำให้ “สงครามจิตวิทยา” และกลอุบายข้อมูลเท็จที่ฝ่ายไทยพยายามใช้เพื่อบ่อนทำลายขวัญกำลังใจของประชาชน ต้องล้มเหลวโดยสิ้นเชิง

2.กัมพูชายังคงเดินหน้าปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงกับไทย ผ่านการประชุม GBC และ RBC ซึ่งมีผลเชิงบวกอย่างต่อเนื่อง และยึดมั่นในแนวทางสันติวิธี

3.การดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิงอยู่ภายใต้สายตาของประชาคมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐฯ จีน มาเลเซีย รวมถึงคณะทูตและผู้แทนฝ่ายทหารจากต่างประเทศ

4.ความเป็นหนึ่งเดียวของชาวกัมพูชาทั้งในและนอกประเทศ ที่ร่วมกันชูธงชาติและส่งเสียงสนับสนุนอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน พร้อมชื่นชมกองทัพและกองกำลังติดอาวุธทุกหน่วยที่ปกป้องประเทศอย่างแข็งขัน

ล่าสุด พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมาชี้แจงตอบโต้ว่า ประการแรก ประเทศไทยไม่เคยใช้ “สงครามจิตวิทยา” ต่อกัมพูชา ตรงกันข้ามคือฝ่ายกัมพูชาที่เป็นผู้ใช้วิธีการดังกล่าว ทั้งในรูปแบบการโฆษณาชวนเชื่อและการเผยแพร่ข้อมูลที่บิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้ตนเอง ขณะที่ประเทศไทยยึดมั่นเพียงการนำเสนอข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบและพิสูจน์ได้ ไม่เคยใช้วิธีการที่เป็นการบิดเบือนหรือสร้างความเข้าใจผิด ที่สำคัญไทยมีเสรีในการนำเสนอข่าว พร้อมเปิดให้สำนักข่าวทั้งในและต่างประเทศเข้าทำข่าวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทราบว่าทางกัมพูชาอาจไม่ให้ความสำคัญ โดยดูจากสื่อภายในประเทศกัมพูชาเอง ที่ยังถูกควบคุมและห้ามนำเสนอข่าวข้อเท็จจริงต่อประชาชนกัมพูชา

ประการที่สอง เกี่ยวกับการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง ไทยได้แสดงความจริงใจและยึดมั่นในทุกข้อตกลงมาโดยตลอด การประชุมผ่านกลไก GBC และ RBC ถือเป็นช่องทางสำคัญที่ไทยยืนยันพร้อมใช้เพื่อแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี แต่ข้อเท็จจริงในพื้นที่แสดงให้เห็นว่ากัมพูชามักเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลง เช่น การเคลื่อนไหวของกำลังทหารในพื้นที่อธิปไตยไทย การลอบวางทุ่นระเบิด และการขัดขวางการทำงานของคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นอย่าง ต่อเนื่อง ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ล่าสุดยังมีการพยายามบิดเบือนผลการประชุม RBC ในวันที่ 22 ส.ค.68 ที่ผ่านมา ซึ่งฝ่ายไทยได้ประท้วงไปแล้ว สิ่งเหล่านี้สะท้อนชัดว่ากัมพูชาไม่ได้มีความจริงใจจะปฏิบัติตามที่กล่าวอ้าง

ประการที่สาม ในประเด็นที่กัมพูชาระบุว่าการหยุดยิงอยู่ภายใต้สายตาประชาคมโลกนั้น โฆษกกองทัพบก ชี้แจงว่า ไทยเองได้ให้ความสำคัญสูงสุดต่อการสื่อสารกับต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นองค์การระหว่างประเทศ คณะทูต หรือผู้แทนกองทัพจากนานาชาติ โดยไทยนำเสนอข้อมูลตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดว่าไทยเป็นฝ่ายรุกราน ทั้งนี้ นอกจากฝ่ายไทยจะใช้การสื่อสารด้วยการประท้วงและชี้แจงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้ว ยังแสดงให้สังคมโลกเห็นถึงหลักฐานเชิงประจักษ์ต่างๆ ในพื้นที่ ทั้งทุ่นระเบิดที่พบ และพื้นที่พลเรือนที่เสียหาย ที่ไม่สามารถบิดเบือนได้

ประการสุดท้าย โฆษกกองทัพบกขอขอบคุณประชาชนไทยทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ได้แสดงออกถึงการยืนหยัดเคียงข้าง และให้การสนับสนุนกองทัพ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยผู้ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติ รวมถึงรัฐบาล ในรูปแบบที่เป็นไปตามธรรมชาติ โดยไม่มีลักษณะการแสดงแสดงออกในเชิงจัดตั้งขึ้นเพื่อหวังผลในเชิงจิตวิทยาแต่อย่างใด ซึ่งเสียงสนับสนุนจากทุกภาคส่วนในสังคมไทยเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงพลังความสามัคคีและความรักชาติของคนไทยอย่างชัดเจน

ผบ.ทอ.เตรียมเซ็นสัญญาซื้อเครื่องบินขับไล่’กริพเพน’พรุ่งนี้

ผบ.ทอ.เตรียมเซ็นสัญญาซื้อเครื่องบินขับไล่'กริพเพน'พรุ่งนี้

ผบ.ทอ.เตรียมเซ็นสัญญาซื้อเครื่องบินขับไล่’กริพเพน’พรุ่งนี้

วันอาทิตย์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 20.32 น.

ผบ.ทอ.เตรียมเซ็นสัญญาซื้อเครื่องบินขับไล่กริพเพนพรุ่งนี้ ชี้แม้มีฝูง 2 ไม่ได้ทำ ทอ.ใหญ่ขึ้น ปริมาณเครื่องน้อยลง แต่ประสิทธิภาพมากขึ้น ขอบคุณออกแบบผ้าไทยสุรินทร์ ลายแม่ย่านางกริพเพน เป็นกำลังใจให้ลูกทัพฟ้า

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2568 ที่ประเทศสวีเดน เวลา 14.10 น.ตามเวลาท้องถิ่น พลอากาศเอก พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผู้บัญชาการทหารอากาศ กล่าวถึงความพร้อมในการเซ็นสัญญาโครงการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่กริพเพน ว่า เซ็นสัญญาวันพรุ่งนี้ เวลาประมาณ 12.00 น.ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งจะมีทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายสวีเดน และมี นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของไทย เป็นสักขีพยานในการลงนามจัดซื้อแบบจีทูจี และกองทัพอากาศก็จะมีการลงนามในส่วน FMV (องค์การบริหารจัดการ ยุทธภัณฑ์ทางทหารสวีเดน) กับบริษัท Saab สวีเดน ในส่วนของ offset policy

เมื่อถามว่า เมื่อกองทัพอากาศเซ็นสัญญาแล้ว มีกริพเพนฝูง 2 โฉมหน้าของกองทัพอากาศไทยจะเปลี่ยนไปอย่างไร ผบ.ทอ.กล่าวว่า เราจัดเครื่องบินมาทดแทน F-16 ที่กองบิน 1 โคราช พร้อมมองว่าโดยภาพรวมขนาดกองทัพอากาศไม่ได้ใหญ่ขึ้น แต่จะเล็กลงด้วยซ้ำ และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งเราคำนึงอยู่ตลอดเวลาว่า แม้ปริมาณน้อยลง แต่คุณภาพจะมากขึ้น อยู่ที่ขีดความสามารถ และจำนวน โดยมีประสิทธิภาพได้ดีกว่าเดิมด้วยซ้ำ

เมื่อถามว่า มีอะไรอยากบอกกับคนไทยหรือไม่ เพราะลุ้นกับการเซ็นสัญญาในครั้งนี้ ผบ.ทอ.กล่าวว่า กองทัพอากาศทำในเรื่องความมั่นคงเป็นวัตถุประสงค์หลัก รวมถึง offset policy ที่จะสร้างคุณค่าให้ประเทศ ทั้งการถ่ายทอดเทคโนโลยีเป็นสิ่งสำคัญ และการจ้างงานเป็น skill labour มีค่าแรงสูง เป็นโครงการนำร่องที่มีประโยชน์ และมีคุณค่าสูง เป็นคุณค่าในภาพรวมทั้งหมด

ผบ.ทอ.ยังกล่าวขอบคุณที่มีการออกแบบผ้าไทยสุรินทร์ ลายแม่ย่านางกริพเพน ถือเป็นพลังที่เกิดจากประชาชนคนไทย และเป็นกำลังใจให้กับน้องๆ นักบิน และกำลังพลกองทัพอากาศ เพราะนอกจากกริพเพนแล้ว ยังมีเครื่องบิน F-16 ที่ปฏิบัติภารกิจเคียงคู่กันมาอย่างเข้มแข็งตลอดเวลา และยังมีเครื่องบินรุ่นอื่น ที่พร้อมปฎิบัติภารกิจ แต่ไม่ได้พูดถึง ทั้งในส่วนกองบิน 21 กองบิน 23 เครื่อง Alpha Jet เครื่อง F-5 และเครื่องบินทุกเครื่องมีความพร้อม โดยยืนยันเพื่อปกป้องอธิปไตยไทยเท่านั้น การปฏิบัติภารกิจทุกอย่างปฏิบัติภายใต้กรอบกฎบัตรสหประชาชาติในการปกป้องอธิปไตยไทย ยืนยันว่ามีความพร้อม ซึ่งตนอาจพูดบ่อยหน่อย แต่ยืนยันในความพร้อมของกองทัพอากาศ

– 006

โฆษก ทบ.แนะจับตา ข้อตกลงกลไกทวิภาคีไทย-กัมพูชา อาจไม่นำสู่การปฏิบัติเป็นรูปธรรม

โฆษก ทบ.แนะจับตา ข้อตกลงกลไกทวิภาคีไทย-กัมพูชา อาจไม่นำสู่การปฏิบัติเป็นรูปธรรม

โฆษก ทบ.แนะจับตา ข้อตกลงกลไกทวิภาคีไทย-กัมพูชา อาจไม่นำสู่การปฏิบัติเป็นรูปธรรม

วันอาทิตย์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 20.00 น.

โฆษก ทบ.แนะจับตา ข้อตกลงกลไกทวิภาคีไทย-กัมพูชา อาจไม่นำสู่การปฏิบัติเป็นรูปธรรม ชี้ 10 ปี”กัมพูชา”ละเมิด MOU นับร้อยครั้ง รวมถึงข้อตกลงหยุดยิง ยันคุม 18 เฉลยศึก ยึดกฎหมายสากล

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2568 จากกรณีสำนักข่าว Fresh News ของกัมพูชา รายงานว่า พลโท (หญิง) มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ได้แถลงความคืบหน้าเกี่ยวกับสถานการณ์ภายหลังข้อตกลงหยุดยิง โดยระบุว่า “ฝ่ายกัมพูชายังคงยึดมั่นในการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด และมีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรมต่อเนื่องจากการประชุม GBC ซึ่งสะท้อนถึงเจตจำนงร่วมกันในการรักษาสันติภาพ ตัวอย่างที่ชัดเจน ได้แก่ การประชุม RBC ระหว่างภูมิภาคทหารที่ 3 ของกัมพูชากับกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราดของไทย เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2568 และการประชุมระหว่างภูมิภาคทหารที่ 5 ของกัมพูชากับกองทัพภาคที่ 1 ของไทย เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 ซึ่งสะท้อนถึงการที่ทั้งสองฝ่ายให้ความเคารพและปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง พร้อมเรียกร้องให้ฝ่ายไทยเร่งรัดการส่งตัวทหารกัมพูชาทั้ง 18 นาย กลับประเทศ โดยกล่าวหาว่าทหารไทยได้จับกุมโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย”

ล่าสุด พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ชี้แจงว่า “ฝ่ายไทยมีความมุ่งมั่นที่จะร่วมมือกับประเทศสมาชิกอาเซียน รวมถึงพันธมิตรและองค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง เพื่อยืนยันว่าฝ่ายไทยได้ปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด และยึดหลักการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี ภายใต้กรอบของกฎหมายระหว่างประเทศ กฎบัตรสหประชาชาติ และกฎบัตรอาเซียน ซึ่งไทยได้ยึดถือและปฏิบัติมาโดยตลอดจนเป็นที่ประจักษ์ ก่อนเกิดเหตุความตึงเครียดที่ผ่านมา

แม้ว่าหลายฝ่ายยังคงมีความกังวลว่า การประชุมทวิภาคีในระดับต่างๆ อาจเป็นเพียงการตกลงกันในเอกสารเพื่อภาพลักษณ์ต่อสายตาต่างประเทศเท่านั้น โดยสิ่งที่ตกลงกันไว้อาจไม่เป็นผลในเชิงรูปธรรมอย่างแท้จริง เช่นเดียวกับในอดีตกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ที่กัมพูชาละเมิดบันทึกความเข้าใจ (MOU) นับร้อยครั้ง กระทั่งล่าสุด กัมพูชายังคงไม่สามารถปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงได้อย่างสมบูรณ์ โดยเฉพาะในประเด็นทุ่นระเบิดและการบิดเบือนข่าวสารเพื่อคุกคามและทำร้ายฝ่ายไทย จึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ถึงความกังวลต่อกรณีดังกล่าว ซึ่งหลังจากนี้ไปคงต้องติดตามดูว่าสิ่งที่ได้ตกลงกันไว้แล้วในหลักการเบื้องต้นนั้น จะสามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริงหรือไม่ต่อไป

สำหรับกรณีเชลยศึก ยืนยันว่าการปฏิบัติของฝ่ายไทยเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย และสอดคล้องกับหลักมนุษยธรรมสากล อีกทั้งก่อนหน้านี้ คณะกรรมการกาชาดสากล (ICRC) ได้เข้าเยี่ยมเชลยศึกทหารกัมพูชา 18 นาย เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงไม่มีความน่ากังวลใดๆ

กกต.ประกาศชื่อ’สง่า-สุทัศน์’ ผู้สมัครรับเลือกตั้งซ่อม สส.เชียงราย เขต 7

กกต.ประกาศชื่อ'สง่า-สุทัศน์' ผู้สมัครรับเลือกตั้งซ่อม สส.เชียงราย เขต 7

กกต.ประกาศชื่อ’สง่า-สุทัศน์’ ผู้สมัครรับเลือกตั้งซ่อม สส.เชียงราย เขต 7

วันอาทิตย์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 19.30 น.

กกต.ประกาศรายชื่อ”สง่า-สุทัศน์” เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.เชียงราย เขตเลือกตั้งที่ 7 หลังตรวจสอบคุณสมบัติ ไม่มีต้องห้ามในการลงสมัครรับเลือกตั้ง

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2568 ผู้อํานวยการการเลือกตั้งประจําเขตเลือกตั้งที่ 7 จังหวัดเชียงราย ตรวจสอบหลักฐานการสมัคร คุณสมบัติของผู้สมัครและสอบสวนแล้ว เห็นว่า เป็นผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามเป็นผู้มีสิทธิสมัคร รับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จึงประกาศรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย เขตเลือกตั้งที่ 7 แทนตําแหน่งที่ว่าง จํานวน 2 คน ได้แก่ นายสง่า พรมเมือง พรรคเพื่อไทย (พท.) หมายเลข 1 และ นายสุทัศน์ ยาละ พรรคประชาชน (ปชน.) หมายเลข 2

ทั้งนี้ การประกาศรายชื่อผู้สมัครดังกล่าวเป็นไปตามมาตรา 46 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งกําหนดให้ผู้อํานวยการ การเลือกตั้งประจําเขตเลือกตั้งต้องตรวจสอบเอกสารและหลักฐานการสมัครว่าถูกต้องและครบถ้วนแล้ว ออกหลักฐานการรับสมัคร และประกาศรายชื่อภายใน 7 วัน นับแต่วันปิดรับสมัคร ณ ที่เลือกตั้ง หรือบริเวณใกล้เคียง กับที่เลือกตั้ง หรือสถานที่อื่นที่เห็นสมควร เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้โดยเปิดเผย โดยประกาศต้องมี ชื่อ-สกุล รูปถ่าย พรรคการเมืองที่สังกัด และหมายเลขประจําตัวผู้สมัครที่จะใช้ในการออกเสียงลงคะแนน

พร้อมกันนี้ สํานักงาน กกต.ขอเชิญชวนประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่ 7 จังหวัดเชียงราย ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน 2568 เวลา 08.00 – 17.00 น.ที่หน่วยเลือกตั้งที่มีชื่อ

สำหรับการเลือกตั้ง สส.เขตเลือกตั้งที่ 7 ประกอบด้วย อําเภอแม่จัน (เฉพาะตําบลจันจว้า และตําบลจันจว้าใต้) อําเภอเชียงแสน อําเภอดอยหลวง อําเภอเชียงของ (เฉพาะตําบลครึ่ง ตําบลศรีดอนชัย ตําบลริมโขง ตําบลเวียง ตําบลสถาน และตําบลห้วยซ้อ) และอําเภอเวียงแก่น

– 006