พลังนวัตกรรมไทย! ‘กองทัพอากาศ’ทดสอบ Kamikaze Drone รุ่นใหม่

พลังนวัตกรรมไทย! 'กองทัพอากาศ'ทดสอบ Kamikaze Drone รุ่นใหม่

พลังนวัตกรรมไทย! ‘กองทัพอากาศ’ทดสอบ Kamikaze Drone รุ่นใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.00 น.

พลังนวัตกรรมไทย! กองทัพอากาศทดสอบ Kamikaze Drone รุ่นใหม่ สนับสนุนกำลังรบภาคพื้นดิน “ผอ.ศวอ.ทอ.”ร่วมคณะตรวจเยี่ยมการทดสอบงานวิจัยและพัฒนา Kamikaze Drone

พลอากาศโท บุญเลิศ อันดารา ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีการบินและอวกาศ กองทัพอากาศ ร่วมตรวจเยี่ยมการทดสอบงานวิจัยและพัฒนา Kamikaze Drone เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติทางยุทธวิธีให้กับกำลังทางบก ของกองบัญชาการกองทัพไทย โดยมี พลเอก มนัส จันดี เสนาธิการทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย เป็นประธาน ในการนี้กองทัพอากาศ โดยโรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราชและ กรมสรรพาวุธทหารอากาศ ได้นำผลงานวิจัยอากาศยานไร้คนขับโจมตีพลีชีพพิสัยใกล้ KB-2E/M Striker เข้าร่วมทดสอบ ณ สนามยิงปืน ศูนย์การทหารปืนใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี เมื่อวันที่ วันที่ 20 – 21 สิงหาคม 2568

Kamikaze Drone KB-2E/M Striker คือ ก้าวสำคัญของการวิจัยไทย ตอกย้ำความพร้อมของกองทัพอากาศ/กองทัพไทย ในการพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ให้ทันสมัยด้วยฝีมือคนไทย และพร้อมยืนหยัดเคียงข้างนักรบทุกสมรภูมิ เพื่อความมั่นคงของชาติ

– 006
 

‘มาริษ’เยือนสวีเดนเป็นสักขีพยานซื้อ’กริพเพน’ พร้อมแจงยุโรปยัน’ไทยรักสงบ’

'มาริษ'เยือนสวีเดนเป็นสักขีพยานซื้อ'กริพเพน' พร้อมแจงยุโรปยัน'ไทยรักสงบ'

‘มาริษ’เยือนสวีเดนเป็นสักขีพยานซื้อ’กริพเพน’ พร้อมแจงยุโรปยัน’ไทยรักสงบ’

วันอาทิตย์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.49 น.

‘มาริษ’เยือนสวีเดนทางการ เป็นสักขีพยานซื้อบินรบ “Grippen” ใช้โอกาสเปิดหลักฐานแจงยุโรป ยัน “ไทยรักสงบ” ใช้กำลังสมส่วนป้องกันตัวเอง-แฉกัมพูชาละเมิดกม.ระหว่างประเทศ

24 สิงหาคม 2568 นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ในโอการเดินทางเยือนราชอาณาจักรสวีเดนอย่างเป็นทางการ ตามคำเชิญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสวีเดน เพื่อเป็นสักขีพยานในการลงนามซื้อเครื่องบินรบ Grippen E/F ของกองทัพอากาศ กับบริษัท Saab จะได้มีโอกาสพูดคุยกับทางการสวีเดนในการมีความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ และมีการหารือทวิภาคีกับนางมารีอา มัลเมอร์ สเตเนอร์การ์ด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสวีเดน โดยจะใช้โอกาสนี้พูดคุยทำความเข้าใจสถานการณ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาด้วย

นายมาริษ เผยว่า สวีเดนเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ให้ความสำคัญเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นอย่างมาก ดังนั้นจะใช้โอกาสนี้ยืนยันว่ามาตรการต่างๆ ที่ประเทศไทยใช้ในการแก้ปัญหากัมพูชาตั้งแต่แรกเริ่ม เรามุ่งเน้นการใช้การเจรจาสองฝ่ายหรือทวิภาคี หลีกเลี่ยงการใช้กำลัง และแสดงความต้องการแก้ปัญหาชายแดนไทยกัมพูชาโดยสันติและจริงใจระหว่างกันมาโดยตลอด โดยได้เตรียมหลักฐานเพื่อนำมาชี้แจงให้รับฟังด้วย

“การที่เราถูกกัมพูชาละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน ทำให้เราต้องตอบโต้เพื่อป้องกันตนเอง (Self Defense) ตามมาตรา 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติ ให้เขาสบายใจว่าการปฏิบัติการทางทหารของเราสอดคล้องกับนโยบายด้านการต่างประเทศ เราเป็นประเทศที่รักสันติ เราทำทุกอย่างตามกฎหมายระหว่างประเทศและกฎบัตรสหประชาชาติ“

นายมาริษ กล่าวว่า เราเป็นประเทศที่รักสันติ การปฏิบัติการทางทหารของเราจำกัดวงเพื่อลดทอนศักยภาพทางทหารของกัมพูชาอย่างจำกัดวงความเสียหายเท่านั้น จะเห็นได้ว่าไม่มีประเทศในตำหนิหรือแทรกแซงการปฏิบัติการทางทหารเลย ตนมุ่งหน้าเดินสายเพื่อชี้แจงกับทุกประเทศว่า ”การใช้กำลังทางทหารของเราได้สัดส่วนกับความเป็นจริงและไม่มีเป้าหมายเพื่อทำลายล้าง“ หลักฐานทุกอย่างยืนยันว่าประเทศไทยปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ ข้อตกลงระหว่างประเทศ และกฎบัตรของสหประชาชาติ

“อาวุธที่เราใช้ยืนยันได้ว่าเราทำเพื่อป้องกันตัวเอง ขณะที่กัมพูชาใช้อาวุธเพื่อโจมตีระยะไกล ไม่สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ เป็นการโจมตีเป้าหมายทางพลเรือน รวมถึงการใช้ทุนระเบิดสังหารบุคคล การปฏิบัติการสงครามข่าวสาร ใช้ความเห็นสาธารณะ ชวนเชื่อทัศนคติของสังคมให้เกิดความเข้าใจผิดระหว่างกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายประเทศยอมรับไม่ได้“ นายมาริษ กล่าว

‘จิรายุ’แจงคลิปบอกนายกฯ’นั่งลงลูก’เป็นคลิปตกแต่งเสียง ยันตุลาการศาลฯ พูดชัด’นั่งลงครับ’

'จิรายุ'แจงคลิปบอกนายกฯ'นั่งลงลูก'เป็นคลิปตกแต่งเสียง ยันตุลาการศาลฯ พูดชัด'นั่งลงครับ'

‘จิรายุ’แจงคลิปบอกนายกฯ’นั่งลงลูก’เป็นคลิปตกแต่งเสียง ยันตุลาการศาลฯ พูดชัด’นั่งลงครับ’

วันอาทิตย์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.27 น.

‘จิรายุ’แจงคลิปบอกนายกฯ’นั่งลงลูก’เป็นคลิปตกแต่งเสียง มอง’ชวน’อาจฟังคลิปที่บิดเบือน ยันตุลาการศาลฯ พูดชัด’นั่งลงครับ’ เตือน ปชช.บิดเบือนข้อมูลใส่ร้าย อย่าโพสต์ ไม่ชัวร์ อย่าแชร์

เมื่อวันที่ 24 ส.ค.2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี อดีตประธานคณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการฯ  กล่าวถึง กรณีมีการบิดเบือนคำพูดในวันสืบพยานของนายกรัฐมนตรี โดยหลังจากนายกฯ กล่าวคำสาบานตนแล้ว ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญท่านหนึ่งได้กล่าวคำว่า “นั่งลงครับ” แต่กลับมีกระบวนการนำไปบิดเบือนและตกแต่งเสียง โดยกล่าวหาว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพูดว่า “นั่งลงลูก“ ซึ่งเป็นการบิดเบือน

ขณะเดียวกัน ยังพบว่าอดีตประธานรัฐสภา นายชวน  หลีกภัย ได้สัมภาษณ์ให้ความเห็นในกรณีดังกล่าวหลายประเด็น ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่า นายชวน หลีกภัย อาจจะยังไม่ได้ฟังคลิปเต็มๆ จริงๆ ในวันดังกล่าว หรือไม่ก็อาจจะได้ฟังจากคลิปที่ถูกบิดเบือนและตกแต่ง  ซึ่งความเป็นจริงการบันทึกเสียงทั้งหมดหรือการกล่าวบนบัลลังก์ คนที่นั่งอยู่ในห้องพิจารณาก็ได้ยินตรงกันว่า ”นั่งลงครับ“ ทั้งสิ้น

ทั้งนี้ ตนในฐานะเคยดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการกิจการศาลองค์กรอิสระ องค์กรอัยการ ฯติดตามการทำงานกระบวนการยุติธรรมมาโดยตลอด ไม่มีเหตุผลใดๆ ในกระบวนการยุติธรรมที่จะใช้คำพูดในลักษณะเช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นศาลใหนก็ตาม 

‘ภูมิธรรม’สั่งผู้ว่าฯทั่วประเทศ ติดตามสถานการณ์พายุโซนร้อน’คาจิกิ’

'ภูมิธรรม'สั่งผู้ว่าฯทั่วประเทศ ติดตามสถานการณ์พายุโซนร้อน'คาจิกิ'

‘ภูมิธรรม’สั่งผู้ว่าฯทั่วประเทศ ติดตามสถานการณ์พายุโซนร้อน’คาจิกิ’

วันอาทิตย์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.02 น.

“ภูมิธรรม”สั่งการผู้ว่าฯทั่วประเทศ และ กทม.ติดตามสถานการณ์พายุโซนร้อนกำลังแรง”คาจิกิ” เตรียมพร้อมดูแลช่วยประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เปิดเผยถึงสถานการณ์พายุโซนร้อนกำลังแรง “คาจิกิ (KAJIKI)” ซึ่งกระทรวงมหาดไทยโดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้ติดตามและประเมินร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพบว่า ขณะนี้ พายุโซนร้อนกำลังแรง “คาจิกิ (KAJIKI)” บริเวณทะเลจีนใต้ตอนบนอยู่ห่างจากเมืองดองฮอย ประเทศเวียดนาม ประมาณ 570 กิโลเมตร กำลังเคลื่อนตัวทางตะวันตกด้วยความเร็ว 20 กม./ชม. และมีแนวโน้มจะมีกำลังแรงขึ้นได้อีกเมื่อเคลื่อนเข้าสู่อ่าวตังเกี๋ย และจะอ่อนกำลังลงตามลำดับหลังจากเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศเวียดนามตอนบนช่วงวันที่ 25 – 26 ส.ค.68

จากอิทธิพลพายุดังกล่าวคาดว่า จะทำให้ประเทศไทยมีฝนเพิ่มมากขึ้น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่กับมีลมแรงบริเวณภาคอีสานตอนบน ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ในช่วงวันที่ 24 – 27 ส.ค.68

นายภูมิธรรม กล่าวว่า ตนได้สั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด ในฐานะผู้อำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด รวมถึงกรุงเทพมหานคร ได้ประสานการทำงานและติดตามสถานการณ์ร่วมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในฐานะกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลางอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง พร้อมทั้งมอบหมายให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้ตั้ง War room ร่วมกับทุกจังหวัด เพื่อประเมินสถานการณ์และหากประเมินแล้วพบว่าสถานการณ์จะทวีความรุนแรงในพื้นที่ใด ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะผู้อำนวยการจังหวัด สั่งการนายอำเภอในฐานะผู้อำนวยการอำเภอ รวมถึงผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในฐานะผู้อำนวยการท้องถิ่น ดำเนินการตามแผนเผชิญเหตุซึ่งได้มีการทบทวนและซักซ้อมอย่างต่อเนื่อง ทั้งการอพยไปยังพื้นที่ปลอดภัย การดูแลอาหารการกิน ปัจจัย 4 สำหรับพื้นที่ที่มักพบกับสถานการณ์น้ำท่วมซ้ำซาก ขอให้ได้มีการเตรียมความพร้อมทั้งการขุดลอกและกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ สำหรับพื้นที่ที่มีการติดตั้งป้ายขนาดใหญ่ หรือวัตถุที่มีความสูงตามกฎหมายว่าด้วยอาคาร ให้ประสานกับเจ้าของตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรง หากพบว่ามีโอกาสได้รับผลกระทบและสร้างความเสียหายต่อประชาชน ให้เร่งทำการรื้อถอน

นายภูมิธรรม กล่าวอีกว่า นอกจากนี้หากเกิดฝนตกหนักหรือฝนตกสะสมปริมาณมาก อาจส่งผลกระทบทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม ให้ประสานกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ได้สื่อสารสร้างการรับรู้ผ่านหอกระจายข่าวและทุกช่องทางสื่อสารของหมู่บ้าน/ชุมชน เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง และปฏิบัติตนตามคำแนะนำของภาครัฐ รวมทั้งสร้างความรับรู้ระมัดระวังข่าวปลอมที่อาจเกิดขึ้นจากผู้ไม่ประสงค์ดีในพื้นที่ด้วย

“ในส่วนจังหวัดที่มีพื้นที่ติดทะเล ทั้งฝั่งอันดามันและอ่าวไทย ให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากพบว่ามีคลื่นสูง ให้ดำเนินการตามแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ทั้งการปักธงสัญลักษณ์ห้ามนักท่องเที่ยวหรือประชาชนเล่นน้ำ การพิจารณาเดินเรือทั้งเรือโดยสาร เรือประมง และหากแนวโน้มสถานการณ์รุนแรง และพบว่าได้มีเรือออกไปจากฝั่งแล้ว ขอให้ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้นำพาเรือเข้าสู่พื้นที่ปลอดภัย” นายภูมิธรรม กล่าว

นายภูมิธรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงมหาดไทยมีความห่วงใยพี่น้องประชาชน พร้อมทั้งดำเนินการร่วมกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนทุกพื้นที่ในการดูแลป้องกันความปลอดภัยจากสาธารณภัยอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งนี้ หากพี่น้องประชาชนต้องการติดตามข้อมูลข่าวสารสามารถสอบถามข้อมูลหรือขอรับความช่วยเหลือผ่านสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง

บังเอิญเจอกัน! ‘เศรษฐา’ชวน’อิ๊งค์’ดื่ม best selling….Dirty

บังเอิญเจอกัน! 'เศรษฐา'ชวน'อิ๊งค์'ดื่ม best selling....Dirty

บังเอิญเจอกัน! ‘เศรษฐา’ชวน’อิ๊งค์’ดื่ม best selling….Dirty

วันอาทิตย์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.40 น.

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2568 นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความและทวิตผ่าน X พร้อมภาพที่ถ่ายร่วมกับ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรมว.วัฒนธรรม , นายปิฎก สุขสวัสดิ์ สามีนายกฯ และ น.ส.ชนัญดา ทวีสิน ลูกสาวนายเศรษฐา โดยระบุว่า “เจอกันโดยบังเอิญที่สยามพารากอน เลยชวนท่านนายกฯ มาดื่มกาแฟที่ Beans ผมเลยถือโอกาสทานเครื่องดื่มยอดนิยม best selling….Dirty”

– 006

‘อนุสรณ์’เชื่อมั่น’นายหญิงอิ๊งค์’ ขอทุกฝ่ายอย่ากดดันศาลฯ ตัดสินปมคลิปเสียง 29 ส.ค.นี้

'อนุสรณ์'เชื่อมั่น'นายหญิงอิ๊งค์' ขอทุกฝ่ายอย่ากดดันศาลฯ ตัดสินปมคลิปเสียง 29 ส.ค.นี้

‘อนุสรณ์’เชื่อมั่น’นายหญิงอิ๊งค์’ ขอทุกฝ่ายอย่ากดดันศาลฯ ตัดสินปมคลิปเสียง 29 ส.ค.นี้

วันอาทิตย์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.07 น.

‘อนุสรณ์’เชื่อมั่น’นายหญิงอิ๊งค์’ ขอทุกฝ่ายอย่ากดดันศาลฯ ตัดสินปมคลิปเสียง 29 ส.ค.นี้ ขอน้อมรับผลที่ออกมา

เมื่อวันที่ 24 ส.ค.2568  นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินคดีคลิปเสียงของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมวันที่ 29 ส.ค.หลายฝ่ายมองว่าหากน.ส.แพทองธารรอด แล้วจะเจอม็อบต้านหรือไม่ว่า หากวิเคราะห์แบบนี้เป็นการไปกดดันการทำหน้าที่ของตุลาการศาลฯ ไม่ควรวิจารณ์ ตนมองว่าทุกคนควรทำหน้าที่อย่างเต็มที่ เช่น ศาลพิจารณาคดีอย่างตรงไปตรงมา ทำหน้าที่อย่างเต็มที่เรื่องเนื้อหา การวินิจฉัย ด้านผู้ถูกร้องอย่างน.ส.แพทองธารใช้สิทธิของตัวเองส่งเอกสารแถลงปิดคดี ส่วนผลออกมาเป็นอย่างไรสังคมต้องยอมรับ และเดินหน้าต่อ ไม่ควรวิจารณ์ 

“ปกติม็อบออกมาอยู่แล้ว เพราะคนจะประท้วงจ้องหาเหตุประท้วงอยู่แล้ว เป็นสิทธิที่พึงทำได้ก็ทำ แต่ต้องชุมนุมในกรอบ ไม่ลิดรอนสิทธิผู้อื่น ดังนั้นสังคมควรจะเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายทำหน้าที่เต็มที่ ส่วนผลออกมาอย่างไรน้อมรับ แต่ไม่ควรวิเคราะห์กดดัน” นายอนุสรณ์ กล่าว

เมื่อถามว่ามีแนวทางรับมือหรือไม่ นายอนุสรณ์ กล่าวว่า การชุมนุมมีมาตลอด ตนในฐานะรองประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ก็เคารพความเคลื่อนไหวตามสิทธิรัฐธรรมนูญ ไม่ได้เตรียมการรับมืออะไร

‘พท.’เรียงหน้ารับลูก‘สัญญาณดี’ขี้ชะตาคดีนายกฯ 29 ส.ค.นี้ หยันไร้สาระโหมชื่อ‘บิ๊กตู่-อนุทิน’

‘พท.’เรียงหน้ารับลูก‘สัญญาณดี’ขี้ชะตาคดีนายกฯ 29 ส.ค.นี้ หยันไร้สาระโหมชื่อ‘บิ๊กตู่-อนุทิน’

‘พท.’เรียงหน้ารับลูก‘สัญญาณดี’ขี้ชะตาคดีนายกฯ 29 ส.ค.นี้ หยันไร้สาระโหมชื่อ‘บิ๊กตู่-อนุทิน’

วันอาทิตย์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.13 น.

‘พท.’เรียงหน้ารับลูก‘สัญญาณดี’ขี้ชะตาคดีนายกฯ 29 ส.ค.นี้ หยันไร้สาระโหมชื่อ‘บิ๊กตู่-อนุทิน’ ไว้ใจพรรคร่วมฯไม่มีโดนตลบหลัง

เมื่อวันที่ 24 ส.ค.2568 นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวถึงกรณีนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย แสดงความเชื่อมั่นจะมีข่าวดีในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยถอดถอนน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในวันที่ 29 ส.ค.ว่า พรรคเพื่อไทยยังเชื่อมั่นว่าเป็นไปตามนั้น สส.เพื่อไทยทุกคนมั่นใจนายกฯ ไม่ได้ทำผิดในคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ไม่มีเจตนาร้ายต่อประเทศไม่ได้อยากให้ไทยรบกับกัมพูชา สส.ยืนยันว่า นายกฯ จะไม่ลาออกจากตำแหน่งก่อนถึงวันตัดสินคดี ไม่ได้ทำผิดจะลาออกทำไม สส.พร้อมให้กำละงใจนายกฯและเชื่อว่า ยังมีศักยภาพเพียงพอที่จะทำงานต่อได้ แต่มีคนปล่อยข่าวมาตลอด เเป็นจินตนาการของฝ่ายตรงข้าม

เมื่อถามว่าพรรคเพื่อไทยเตรียมรับมืออย่างไร หากผลคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญออกมาทางลบ นายกฯ ต้องหลุดจากตำแหน่ง นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า กรณีนั้นค่อยมาว่ากันอีกทีเมื่อถึงเวลา เรายังเชื่อมั่นนายกฯ ไม่มีความผิด

เมื่อถามว่าหากผลคำวินิจฉัยเป็นทางลบ แคนดิเดตนายกฯ ที่จะถูกเสนอชื่อเป็นนายกฯ คนใหม่ ต้องเป็นชื่อนายชัยเกษม นิติสิริ จากพรรคเพื่อไทย คนเดียวใช่หรือไม่ นายวิสุทธิ์ ตอบว่า แน่นอนต้องเป็นชื่อนายชัยเกษมไม่มีเปลี่ยนเป็นคนอื่น ส่วนกระแสข่าวที่มีชื่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี อดีตนายกรัฐมนตรี หรือนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย มาเป็นแคนดิเดตนายกฯ ด้วยนั้น จะเอาชื่อคนอื่นมาทำไม เป็นเรื่องไร้สาระ ใครไม่ชอบนายกฯ ก็มักออกมาพูดแบบนี้ ไม่เคยคิดบวก

เมื่อถามว่า ยังไว้ใจพรรคร่วมรัฐบาลได้ใช้หรือไม่ว่าจะไม่ตลบหลังไปสนับสนุนแคนดิเดตนายกฯ คนอื่นที่ไม่ใช่พรรคเพื่อไทย นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า ไว้ใจได้ มั่นใจไม่มีการตลบหลังพรรคเพื่อไทย ที่ผ่านมาพรรคร่วมรัฐบาลก็โหวตลงมติทุกเรื่องไปในทิศทางเดียวกันตลอด อย่างการลงมติงบประมาณรายจ่ายปี 2569 เสียงโหวตรัฐบาลก็ไปทางเดียวกัน ไม่มีปัญหา แม้รัฐบาลจะมีเสียงปริ่มน้ำก็ไว้ใจกันได้ คอยประคองกันไป

ARDA ผนึกกำลังงานวิจัย ยกระดับมาตรฐานเกษตรไทยสู่ตลาด EU

ARDA ผนึกกำลังงานวิจัย ยกระดับมาตรฐานเกษตรไทยสู่ตลาด EU

ARDA ผนึกกำลังงานวิจัย ยกระดับมาตรฐานเกษตรไทยสู่ตลาด EU

วันจันทร์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDA จับมือ 9 หน่วยงานภาครัฐและเอกชน จัดงาน “Kick-off ยกระดับสินค้าและผลิตภัณฑ์เกษตรไทยรองรับระเบียบ EUDR” เพื่อเดินหน้าความร่วมมืออย่างเป็นทางการในการเตรียมความพร้อมกระบวนการผลิตสินค้าเกษตรของไทยให้สอดรับ European Union Deforestation-free Regulation (EUDR) ซึ่งจะเริ่มบังคับใช้เต็มรูปแบบในช่วงปลายปีนี้ พร้อมเปิดตัว 9 โครงการวิจัยนำร่อง ที่ ARDA สนับสนุนทุนวิจัย เพื่อใช้เป็นกลไกสำคัญในการผลักดันให้ภาคเกษตรไทยสามารถปฏิบัติตามมาตรฐานใหม่ของ EU อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีฯ

จากข้อมูลของ FAO และ UNEP (2020) ระบุว่าพื้นที่ป่าดั้งเดิมของโลกเหลือเพียง 31% ของพื้นที่ทั้งหมด และช่วงปี 2015–2020 โลกสูญเสียป่าไม้ปีละกว่า 10 ล้านเฮกตาร์ รวมแล้วกว่า 80 ล้านเฮกตาร์ตั้งแต่ปี 1990 เพื่อแก้ปัญหานี้สหภาพยุโรป (EU) จึงออกกฎระเบียบ EUDR เมื่อ 29 มิถุนายน 2566 กำหนดว่า…

“สินค้าที่นำเข้า EU ต้องพิสูจน์ได้ว่าไม่เกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่า มีระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ถึงแหล่งผลิตที่ชัดเจน และผลิตอย่างถูกต้องตามกฎหมายของประเทศต้นทาง”

นายประยูร อินสกุล  ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ถึงแม้ประเทศไทยจะถูก EU จัดให้อยู่ในประเทศกลุ่มความเสี่ยงต่ำ แต่การปรับตัวให้สอดคล้องกับกฎระเบียบ EUDR ยังเป็นเรื่องท้าทายและโอกาสสำคัญที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ความสำคัญ

เนื่องจากข้อมูลของสหประชาชาติ (UN Comtrade Database) พบว่า ในปี 2567 มีการส่งออกสินค้าเกษตร 7 กลุ่ม ได้แก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน กาแฟ ถั่วเหลือง โกโก้ โค และไม้ ไปยัง EU มูลค่ารวมกว่า 1.85 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 6.49 หมื่นล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการ SMEs และเกษตรกรรายย่อย โดยเฉพาะยางพาราที่มีสัดส่วนกว่า 90% ดังนั้นการเตรียมความพร้อมจึงไม่เพียงรักษาตลาดที่อาจกระทบโดยตรงต่อรายได้และศักยภาพในการแข่งขันของไทยในตลาดยุโรป แต่ยังเป็นการอนุรักษ์ป่าไม้และยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมของไทยอีกด้วย

ปลัดกระทรวงเกษตรฯ กล่าวต่อไปว่า ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของประเทศไทยที่ได้รวมนักวิจัยที่มีความเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ มาร่วมดำเนินโครงการวิจัยภายใต้แผนงานมุ่งเป้าฯ EUDR ใน 6 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1.ระบบตรวจสอบย้อนกลับ (traceability system) ตลอดห่วงโซ่อุปทาน 2.แพลตฟอร์ม Geolocation สำหรับตรวจสอบพื้นที่ปลูกว่าปลอดจากการบุกรุกป่า 3.ระบบจัดเก็บข้อมูลรองรับการยื่น Due Diligence Statement (DDS) ผ่านระบบของ EU 4.การศึกษากรอบกฎหมายและข้อเสนอเชิงนโยบาย 5.การวิเคราะห์ตลาดสินค้า EUDR และท่าทีประเทศคู่ค้าในอาเซียนและ EU และ 6.การสร้างความรู้ความเข้าใจกับเกษตรกรเกี่ยวกับ EUDR

ด้าน ดร.วิชาญ อิงศรีสว่าง ผู้อำนวยการ ARDA กล่าวว่า ARDA ได้เสนอหัวข้อประเด็นมุ่งเป้าเรื่อง EUDR เพื่อเตรียมการให้เกษตรกรและผู้ประกอบการมีความพร้อมเมื่อสหภายุโรปบังคับใช้กฎระเบียบนี้ โดยกองทุน ววน. เห็นความสำคัญและความจำเป็นจึงเห็นชอบให้ ARDA มาขับเคลื่อนเรื่องดังกล่าว โดย ARDA ได้เชื่อมโยงนโยบายและผลลัพธ์จากงานวิจัยสู่การปฏิบัติจริง เช่น ระบบ GIS และ Remote Sensing สำหรับตรวจสอบและยืนยันพิกัดแปลงเพาะปลูก ระบบ Traceability แบบ End-to-End สำหรับติดตามสินค้าเป็นล็อตตั้งแต่ฟาร์มถึงปลายทาง และความพร้อมในการยื่น Due Diligence Statement (DDS) แบบเรียลไทม์ รวมถึงแอปพลิเคชันสำหรับเกษตรกรรายย่อย เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถส่งออกสินค้าผ่านกฎระเบียบ EUDR ภายใต้กรอบเวลาที่กำหนดได้อย่างมั่นใจ

สำหรับประเทศไทย ARDA ได้สนับสนุนทุนวิจัยให้มกอช. เพื่อจัดทำกรอบนโยบายระดับชาติ หรือ National policy framework เพื่อให้คณะกรรมการ EUDR ระดับชาติเห็นชอบ และใช้เป็นแนวทางปฏิบัติให้สอดคล้องกับกฎระเบียบ EUDR ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญประเทศ และเพื่อเดินหน้ารับมือกับความท้าทายต่อการปรับตัวของภาคการเกษตรไทย ARDA ได้เปิดตัว 9 โครงการวิจัยที่ให้การสนับสนุนทุนวิจัยล่าสุดเพื่อร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงานให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น ได้แก่ 1.โครงการการออกแบบระบบเตรียมความพร้อมสินค้าเกษตรตลอดห่วงโซ่อุปทาน – มหาวิทยาลัยรังสิต ​2.โครงการพัฒนาระบบนำเข้า – ส่งออกตามมาตรฐาน EUDR – สมาคมอุตสาหกรรมดิจิทัลไทย ​3.โครงการจัดทำแพลตฟอร์ม Geolocation ตรวจสอบพื้นที่ปลูกที่ปราศจากการตัดไม้ทำลายป่า – บริษัท จีไอเอส จำกัด

4.โครงการวิเคราะห์ตลาดสินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปยัง EU – บริษัท แอคเซส ยุโรป จำกัด ​5.โครงการศึกษาอุปสรรคทางกฎหมายในการส่งออกสินค้าและผลิตภัณฑ์ภายใต้กฎระเบียบ EUDR –  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 6.โครงการเสริมศักยภาพผู้เกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทานปาล์มน้ำมัน – กรมวิชาการเกษตร 7.โครงการการศึกษาระบบยืนยันความถูกต้องทางกฎหมายของไม้ไทยสำหรับส่งออก – จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 8.โครงการทวนสอบข้อมูลเกษตรกรและพิกัดแปลงเกษตรกรรมในเขตปฏิรูปที่ดิน – สำนักงานปฏิรูปที่ดิน และ 9.โครงการการวิจัยและปรับปรุงข้อมูลผังแปลงเกษตรกรรมดิจิทัลให้ถูกต้องตามกฎระเบียบ EUDR – กรมส่งเสริมการเกษตร

“EUDR ไม่ใช่กำแพงการค้า แต่คือโอกาสครั้งใหญ่ในการยกระดับเกษตรไทยสู่มาตรฐานสากล การพัฒนางานวิจัยครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการปรับตัวตามกฎใหม่ แต่คือการพลิกโฉมสินค้าเกษตรไทยให้พร้อมแข่งขันบนเวทีโลกอย่างยั่งยืน ARDA พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทย ด้วยหลักวิทยาศาสตร์ งานวิจัย และนวัตกรรม ที่เชื่อมโยงทุกภาคส่วน เพื่อให้ไทยก้าวผ่านกฎระเบียบ EUDR ได้อย่างมั่นใจ” ผู้อำนวยการ ARDA กล่าวทิ้งท้าย

24 รร.สพฐ.- หอการค้าพิจิตร เซ็น MOU’โรงเรียนร่วมพัฒนา’

24 รร.สพฐ.- หอการค้าพิจิตร เซ็น MOU'โรงเรียนร่วมพัฒนา'

24 รร.สพฐ.- หอการค้าพิจิตร เซ็น MOU’โรงเรียนร่วมพัฒนา’

วันอาทิตย์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.53 น.

สพฐ. ผนึกกำลัง หอการค้าจังหวัดพิจิตร – มูลนิธิใจกระทิง ลงนาม MOU “โรงเรียนร่วมพัฒนา” 24 โรงเรียน สร้างโอกาสทางการศึกษาเด็กไทย

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มอบหมายให้ นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือ โครงการ “โรงเรียนร่วมพัฒนา” (Partnership School Project) ระหว่าง หอการค้าจังหวัดพิจิตร มูลนิธิใจกระทิง กับ โรงเรียนในกลุ่มโรงเรียนคุณภาพ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิจิตร (สพป.พิจิตร) เขต 1, เขต 2 และสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิจิตร (สพม.พิจิตร) รวมจำนวน 24 โรงเรียน ร่วมด้วย นางสาวธนียา นัยพินิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร นางสาวนุชรี อยู่วิทยา รองประธานมูลนิธิใจกระทิง นายจาตุรนต์  เหลืองสว่าง ประธานหอการค้าจังหวัดพิจิตร พร้อมทั้งผู้บริหารมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี ผู้บริหารส่วนราชการ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุมแฮปปี้คอนเวนชั่น ฮอลล์ อาคารศูนย์การค้าแฮปปี้ พลาซ่า จังหวัดพิจิตร เมื่อวันที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา

นายภูธร กล่าวว่า โครงการ “โรงเรียนร่วมพัฒนา” หรือ Partnership School Project ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือในรูปแบบการมีส่วนร่วมเพื่อการพัฒนาการศึกษาไทย สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ภายใต้การกำกับของ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่มุ่งยกระดับคุณภาพการศึกษาและสร้างโอกาสทางการเรียนรู้อย่างเท่าเทียม เนื่องจากการศึกษาเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ การยกระดับระบบการศึกษาที่มีคุณภาพจึงไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม โดยการศึกษาที่มีคุณภาพจะเกิดขึ้นได้จากการที่เครือข่ายการศึกษาร่วมกันขับเคลื่อน ยกระดับคุณภาพ ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสทางการศึกษา พัฒนาผู้เรียนอย่างรอบด้าน และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน เพื่อก่อให้เกิดต้นแบบการพัฒนาการศึกษาที่ยั่งยืน

“ ในนามของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ขอขอบคุณผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา ขอบคุณหอการค้าจังหวัดพิจิตร มูลนิธิใจกระทิง ที่ให้ความอนุเคราะห์และความร่วมมือในการขับเคลื่อนโครงการ ความตั้งใจของท่านนับเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการนี้ให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ และเชื่อมั่นว่าความร่วมมือในครั้งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ก่อให้เกิดการทำงานร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม ‘ร่วมพัฒนา’ และ ‘ขยายผล’ จะสามารถยกระดับการศึกษาของประเทศได้ และเป็นต้นแบบที่สำคัญในการพัฒนาที่ครอบคลุม ยั่งยืน และเป็นพลังนำพาการศึกษาไทยให้ก้าวไปทัดเทียมนานาประเทศต่อไป” ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. กล่าว

โครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา เป็นโครงการที่ สพฐ.เปิดโอกาสให้ภาครัฐและภาคเอกชนได้ร่วมกันบริหารจัดการศึกษา โดยมุ่งหวังให้สถานศึกษาเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สามารถพัฒนาเด็กและเยาวชน ให้มีศักยภาพรอบด้าน พร้อมเติบโตไปเป็นกำลังสำคัญของชาติ สอดคล้องกับเป้าหมายการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่มุ่งเน้นการพัฒนาผู้เรียนให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ให้ความสำคัญกับการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ควบคู่ไปกับการกระจายอำนาจ และการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ซึ่งความร่วมมือนี้ มีเป้าหมายเพื่อให้เด็กไทยได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ โดยมีเครือข่ายสถานศึกษาเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ ที่สอดคล้องกับความต้องการและเหมาะสมของพื้นที่ พร้อมได้รับการสนับสนุนทรัพยากร องค์ความรู้ จากทุกภาคส่วน

สำหรับ 24 โรงเรียน ที่เข้าร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา กับ หอการค้าจังหวัดพิจิตร และมูลนิธิใจกระทิง ประกอบด้วย สังกัด สพป.พิจิตร เขต 1 ได้แก่ โรงเรียนเนินหัวโล้หนองยางพิทยาคม โรงเรียนบ้านหนองโสน โรงเรียนบึงบัวพิทยาคม โรงเรียนวัดคลองโนน โรงเรียนอนุบาลโพธิ์ประทับช้าง (ทุ่งใหญ่) โรงเรียนอนุบาลสากเหล็ก สังกัด สพป.พิจิตร เขต 2 ได้แก่ โรงเรียนบ้านโป่งวัวแดง โรงเรียนวังก้านเหลือง โรงเรียนวัดเขาทราย โรงเรียนอนุบาลตะพานหิน (วังสำโรง) โรงเรียนอนุบาลบางมูลนาก ราษฎร์อุทิศ โรงเรียนอนุบาลโพทะเลรัฐบำรุง และ สังกัด สพม.พิจิตร ได้แก่ โรงเรียนเขาทรายทับคล้อพิทยา โรงเรียนดงเจริญพิทยาคม โรงเรียนดงเสือเหลืองพิทยาคม โรงเรียนโพธิ์ไทรงามวิทยาคม โรงเรียนโพธิธรรมสุวัฒน์ โรงเรียนวชิรบารมีพิทยาคม โรงเรียนวังตะกูราษฎร์อุทิศ โรงเรียนวังทรายพูนวิทยา โรงเรียนวังสำโรงวังหว้า โรงเรียนสระหลวงพิทยาคม โรงเรียนสากเหล็กวิทยา และ โรงเรียนหนองโสนพิทยาคม.

พายุโซนร้อน “คาจิกิ” ทวีกำลังแรงเป็น “พายุไต้ฝุ่น” เตรียมถล่มเวียดนามและภาคเหนือของไทย

พายุโซนร้อน "คาจิกิ" ทวีกำลังแรงเป็น "พายุไต้ฝุ่น" เตรียมถล่มเวียดนามและภาคเหนือของไทย

24 ส.ค. 2568 11:47 น.

พายุโซนร้อน “คาจิกิ” ทวีกำลังแรงเป็น “พายุไต้ฝุ่น” เตรียมถล่มเวียดนามและภาคเหนือของไทย

พายุโซนร้อน “คาจิกิ” บริเวณทะเลจีนใต้ ได้ทวีกำลังเป็นพายุไต้ฝุ่น คาดว่าจะเคลื่อนตัวเข้าสู่เวียดนามวันจันทร์นี้ และจะอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชันเมื่อเคลื่อนตัวเข้าสู่ จ. น่าน ในวันอังคาร 

พายุโซนร้อน “คาจิกิ” (Kajiki) บริเวณทะเลจีนใต้ ได้ทวีกำลังเป็นพายุไต้ฝุ่น คาดว่าจะเคลื่อนตัวเข้าสู่ประเทศเวียดนามช่วงวันจันทร์นี้ (25 ส.ค.) ส่งผลให้พื้นที่ทางตอนเหนือและตอนกลางของเวียดนามต้องเผชิญกับลมกระโชกแรง คลื่นทะเลขนาดใหญ่ และฝนที่ตกหนักถึงหนักมาก ซึ่งอาจก่อให้เกิดน้ำท่วมและดินถล่มในหลายพื้นที่

เมื่อเวลา 16:00 น. ของวันเสาร์ที่ผ่านมา สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติของเวียดนามรายงานว่า ศูนย์กลางของพายุอยู่ห่างจากหมู่เกาะพาราเซลไปทางตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 230 กิโลเมตร โดยมีความเร็วลมสูงสุด 102 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

พายุคาจิกิกำลังเคลื่อนตัวไปทางตะวันตกเฉียงเหนือด้วยความเร็ว 25 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และมีแนวโน้มที่จะทวีกำลังแรงขึ้นขณะเคลื่อนตัวผ่านตอนใต้ของเกาะไหหลำของจีน ก่อนจะขึ้นฝั่งระหว่างจังหวัดทัญฮว้า และจังหวัดกว๋างจิในวันจันทร์นี้

ทางการเวียดนามได้ประกาศยกระดับความเสี่ยงจากภัยพิบัติในพื้นที่ชายฝั่งและตอนใน ตั้งแต่จังหวัดทัญฮว้าไปจนถึงตอนเหนือของจังหวัดกว๋างจิ โดยผู้เชี่ยวชาญด้านอุตุนิยมวิทยาชี้ว่า จังหวัดฮาติงห์และตอนเหนือของจังหวัดกว๋างจิเป็นพื้นที่ที่เปราะบางที่สุด

คาดว่าจะมีฝนตกหนักตั้งแต่คืนวันอาทิตย์ไปจนถึงวันอังคาร โดยพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำทางตอนเหนือ, ตอนใต้ของจังหวัดฟูเถาะ และพื้นที่ระหว่างแทงฮวา-เว้ จะมีปริมาณน้ำฝนสะสมอยู่ที่ 100-150 มิลลิเมตร และบางพื้นที่มีโอกาสสูงถึง 250 มิลลิเมตร ขณะที่พื้นที่ตั้งแต่จังหวัดแทงฮวาถึงตอนเหนือของจังหวัดกว๋างจิอาจมีปริมาณฝนสูงถึง 200-400 มิลลิเมตร และในกรณีที่รุนแรงอาจสูงกว่า 700 มิลลิเมตร นอกจากนี้ กรุงฮานอย เมืองดานัง และนครโฮจิมินห์ก็มีโอกาสเกิดฝนตกเช่นกัน

เจ้าหน้าที่ได้เร่งเตือนประชาชนให้เสริมความแข็งแรงของบ้านเรือน เตรียมพร้อมสำหรับการอพยพ และหลีกเลี่ยงการออกทะเล พายุคาจิกิเป็นพายุไต้ฝุ่นลูกที่ 5 ในทะเลจีนใต้ของปีนี้ ต่อจากพายุวิภาที่สร้างความเสียหายในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 รายและบาดเจ็บ 5 รายในเวียดนามตอนเหนือ

ขณะที่มณฑลไหหลำ และมณฑลกวางตุ้ง ทางตอนใต้ของจีนได้ประกาศเตือนภัย เนื่องจากพายุไต้ฝุ่นคาจิกิ  โดยคาดว่าจะทำให้เกิดลมกระโชกแรงและพายุฝน คณะกรรมการป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติมณฑลไหหลำ ระบุว่าได้ยกระดับการรับมือเหตุฉุกเฉินสำหรับการควบคุมน้ำท่วมและพายุไต้ฝุ่นขึ้นเป็นระดับ 2 ตอน 20.00 น. ของวันเสาร์ (23 ส.ค.) เนื่องจากคาดว่าจะมีลมแรงและฝนตกหนักในพื้นที่ทะเลและเกาะต่างๆ

ด้านกรมอุตุนิยมวิทยาของไทยคาดการณ์ว่า พายุคาจิกิ ซึ่งเป็นพายุหมุนเขตร้อนลูกที่ 13 ในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกเฉียงเหนือในปีนี้ จะอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชันเมื่อเคลื่อนตัวเข้าสู่จังหวัดน่านในวันอังคารนี้ (26 ส.ค.)  และอาจทำให้จังหวัดน่านมีฝนตกหนักถึง 200 มิลลิเมตร

กรมอุตุนิยมวิทยาไทยยังคงเตือนว่า ในช่วงวันจันทร์และวันอังคารนี้ ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยจะได้รับผลกระทบจากฝนที่ตกหนัก ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มต่ำได้.

ที่มา  VnExpress Xinhua