ภูเขาไฟคีเลาเวอาในฮาวาย ปะทุเป็นครั้งที่ 31 นับตั้งแต่เดือนธันวาคม

ภูเขาไฟคีเลาเวอาในฮาวาย ปะทุเป็นครั้งที่ 31 นับตั้งแต่เดือนธันวาคม

24 ส.ค. 2568 11:09 น.

ภูเขาไฟคีเลาเวอาในฮาวาย ปะทุเป็นครั้งที่ 31 นับตั้งแต่เดือนธันวาคม

ภูเขาไฟคีเลาเวอา ในรัฐฮาวายของสหรัฐฯ ได้ปะทุขึ้นอีกครั้ง โดยพ่นลาวาเป็นแนวโค้งสูงกว่า 30 เมตรสู่ท้องฟ้า ซึ่งนับเป็นการปะทุครั้งที่ 31 ของภูเขาไฟแห่งนี้ นับตั้งแต่เดือนธันวาคมที่ผ่านมา 

ภูเขาไฟคีเลาเวอา (Kilauea) ซึ่งตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติภูเขาไฟฮาวายได้ปะทุขึ้นอีกครั้งเมื่อวันศุกร์ ( 22 ส.ค.) ที่ผ่านมา โดยพ่นลาวาเป็นแนวโค้งสูงกว่า 30 เมตรสู่ท้องฟ้าและไหลครอบคลุมพื้นที่ส่วนหนึ่งของปากปล่องภูเขาไฟ ซึ่งนับเป็นการปะทุครั้งที่ 31 ของภูเขาไฟแห่งนี้ตั้งแต่เดือนธันวาคมที่ผ่านมา 

การปะทุครั้งนี้เริ่มขึ้นที่ปล่องทางเหนือที่มีการพ่นลาวาอย่างต่อเนื่อง และหลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมงลาวาเริ่มล้นออกมา ก่อนที่ในเวลาต่อมาจะเริ่มพ่นลาวาในลักษณะน้ำพุ แรงปะทุทั้งหมดเกิดขึ้นภายในปากปล่องภูเขาไฟเท่านั้น จึงไม่มีรายงานความเสียหายต่อที่พักอาศัยของประชาชน

การปะทุครั้งนี้เปิดโอกาสให้ทั้งประชาชนในท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวที่โชคดีได้เข้าชมปรากฏการณ์ธรรมชาติอย่างใกล้ชิดจากอุทยานแห่งชาติภูเขาไฟฮาวาย นอกจากนี้ คาดว่าจะมีผู้คนอีกหลายแสนคนเฝ้าติดตามชมผ่านการถ่ายทอดสดที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ซึ่งจัดทำขึ้นโดยสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกา ที่ติดตั้งกล้องไว้ 3 จุด

จานิซ เว่ย อาสาสมัครของหน่วยงานอุทยานแห่งชาติฮาวาย กล่าวว่า ทุกครั้งที่เธอได้รับข่าวว่าลาวาเริ่มปะทุ เธอมักจะรีบไปถ่ายภาพและวิดีโอของปากปล่องภูเขาไฟฮาเลมาอูมาอู (Halemaumau Crater) ซึ่งตามความเชื่อของชาวฮาวายพื้นเมืองเป็นบ้านของเทพธิดาแห่งภูเขาไฟ “เปเล่” เธอเล่าว่าเมื่อลาวาพุ่งสูงขึ้นเหมือนน้ำพุ จะได้ยินเสียงดังเหมือนเครื่องยนต์เจ็ทหรือคลื่นทะเลที่ซัดเข้าฝั่ง และยังสามารถสัมผัสถึงความร้อนของมันได้จากระยะไกลกว่า 1 ไมล์

เคน ฮอน นักวิทยาศาสตร์ผู้ดูแลหอสังเกตการณ์ภูเขาไฟฮาวาย อธิบายว่า แม็กมาที่อยู่ภายใต้ปากปล่องภูเขาไฟฮาเลมาอูมาอูได้รับแม็กมาจากใต้พื้นโลกโดยตรงในอัตราประมาณ 3.8 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทำให้ห้องแม็กมาขยายตัวเหมือนลูกโป่งและดันแม็กมาขึ้นไปสู่ห้องที่อยู่ด้านบน จากนั้นจึงถูกผลักดันขึ้นสู่พื้นผิวผ่านรอยแตกต่างๆ

นายฮอนกล่าวว่า แม็กมาได้ใช้เส้นทางเดิมในการขึ้นสู่พื้นผิวมาตั้งแต่เดือนธันวาคม ทำให้การปะทุครั้งแรกและครั้งต่อๆ มาเป็นส่วนหนึ่งของการปะทุเดียวกัน การพ่นลาวาแบบน้ำพุนั้นเกิดจากการที่แม็กมาซึ่งมีแก๊สละลายอยู่ภายใน เดินทางขึ้นสู่พื้นผิวผ่านปล่องแคบๆ เหมือนท่อ ซึ่งเมื่อความดันเพิ่มขึ้นจะดันแม็กมาที่หมดแก๊สแล้วออกไป คล้ายกับการเขย่าขวดแชมเปญก่อนเปิดจุก

นี่เป็นครั้งที่สี่ในรอบ 200 ปี ที่ภูเขาไฟคีเลาเวอาพ่นลาวาในลักษณะน้ำพุหลายครั้งติดต่อกัน ซึ่งรูปแบบการปะทุนี้เคยเกิดขึ้นในปี 1959 และ 1969 รวมถึงการปะทุที่เริ่มขึ้นในปี 1983 ซึ่งมีถึง 44 ครั้ง แต่กินเวลานานถึงสามปี และเกิดขึ้นในพื้นที่ห่างไกลทำให้มีผู้คนได้ชมไม่มากนัก

นักวิทยาศาสตร์ยังไม่ทราบว่าการปะทุครั้งปัจจุบันจะสิ้นสุดลงเมื่อใดหรือจะเปลี่ยนแปลงรูปแบบไปอย่างไร การปะทุเมื่อปี 1983 แม็กมาได้สร้างแรงดันมากพอจนภูเขาไฟคีเลาเวอาเปิดปล่องระบายที่ความสูงต่ำลง และเริ่มพ่นลาวาอย่างต่อเนื่องจากจุดนั้นแทนที่จะเป็นการพ่นตามช่วงเวลาที่ความสูงเดิม และการปะทุครั้งนั้นได้ดำเนินไปในหลายรูปแบบเป็นเวลาสามทศวรรษก่อนจะสิ้นสุดลงในปี 2018

ปรากฏการณ์ที่คล้ายกันอาจเกิดขึ้นอีกครั้ง หรือการปะทุครั้งปัจจุบันอาจจะหยุดลงหากปริมาณแม็กมาที่ส่งขึ้นมาหมดลง อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ประมาณ 2-3 วัน หรืออาจจะถึงหนึ่งสัปดาห์ ว่าลาวาจะปะทุเมื่อใด ด้วยความช่วยเหลือจากเซ็นเซอร์รอบภูเขาไฟที่ตรวจจับการสั่นสะเทือนของแผ่นดินและการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยของพื้นดิน ซึ่งบ่งชี้ถึงการขยายตัวหรือยุบตัวของแม็กมาที่อยู่ใต้ดิน

“คิม จอง อึน” คุมการทดสอบขีปนาวุธต่อต้านอากาศยาน 2 ชนิดใหม่

"คิม จอง อึน" คุมการทดสอบขีปนาวุธต่อต้านอากาศยาน 2 ชนิดใหม่

24 ส.ค. 2568 10:26 น.

“คิม จอง อึน” คุมการทดสอบขีปนาวุธต่อต้านอากาศยาน 2 ชนิดใหม่

คิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ กำกับดูแลการทดสอบยิงขีปนาวุธต่อต้านอากาศยานรุ่นใหม่ 2 ประเภท ขณะที่กองทัพเกาหลีใต้และสหรัฐฯ ดำเนินการซ้อมรบร่วมกัน

สื่อของทางการเกาหลีเหนือรายงานเมื่อวันอาทิตย์ (24 ส.ค.) ว่า นายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุด ได้เดินทางไปควบคุมการทดสอบยิงขีปนาวุธต่อต้านอากาศยานชนิดใหม่ 2 ชนิดด้วยตนเอง ซึ่งเป็นการแสดงแสนยานุภาพทางทหารที่เพิ่มขึ้นในขณะที่กองทัพเกาหลีใต้และสหรัฐฯ กำลังดำเนินการซ้อมรบร่วมกัน

สำนักข่าวกลางเกาหลี (เคซีเอ็นเอ) ของทางการเกาหลีเหนือ ระบุว่า การทดสอบเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าขีปนาวุธดังกล่าวมีประสิทธิภาพในการรับมือกับภัยคุกคามทางอากาศ เช่น โดรนและขีปนาวุธร่อนได้จริง โดยนายคิมได้มอบหมายภารกิจสำคัญ ที่ไม่ได้ระบุรายละเอียดให้แก่นักวิทยาศาสตร์ด้านการป้องกันประเทศ ก่อนการประชุมทางการเมืองครั้งใหญ่ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงต้นปีหน้า

รายงานของสำนักข่าวเคซีเอ็นเอ ไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับชนิดของขีปนาวุธที่ทำการทดสอบหรือสถานที่ทดสอบอย่างเจาะจง และไม่มีการกล่าวถึงคำพูดใดๆ ของนายคิมที่พุ่งเป้าไปที่สหรัฐฯ หรือเกาหลีใต้

การทดสอบดังกล่าวมีขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่นายลี แจ มยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ เดินทางเยือนกรุงโตเกียวเพื่อประชุมสุดยอดกับนายชิเงรุ อิชิบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ซึ่งผู้นำทั้งสองได้ให้คำมั่นที่จะเสริมสร้างความร่วมมือทวิภาคีและไตรภาคีร่วมกับสหรัฐอเมริกา เพื่อรับมือกับความท้าทายร่วมกัน รวมถึงความทะเยอทะยานด้านนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ โดยนายลีมีกำหนดจะเดินทางต่อไปยังกรุงวอชิงตันในวันอาทิตย์ เพื่อประชุมสุดยอดกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ

รัฐบาลเกาหลีเหนือได้ปฏิเสธข้อเรียกร้องจากเกาหลีใต้และสหรัฐฯ หลายครั้งในการกลับมาเจรจาเพื่อลดโครงการอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธที่หยุดชะงักไปนาน เนื่องจากนายคิมยังคงให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์กับรัสเซีย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายต่างประเทศที่มุ่งขยายความสัมพันธ์กับประเทศที่เผชิญหน้ากับสหรัฐอเมริกา

นับตั้งแต่รัสเซียบุกยูเครน นายคิมได้ส่งกองกำลังทหารหลายพันนายและอาวุธจำนวนมาก รวมถึงปืนใหญ่และขีปนาวุธนำวิถี เพื่อสนับสนุนการทำสงครามของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน

เรื่องนี้ทำให้เกิดความกังวลว่ารัสเซียอาจจัดหาเทคโนโลยีที่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับกองทัพติดอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ โดยผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าระบบต่อต้านอากาศยานและเรดาร์ที่ล้าสมัยของเกาหลีเหนือเป็นพื้นที่ที่น่าจะมีการร่วมมือกัน

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลชุดก่อนของเกาหลีใต้เคยระบุเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วว่า รัสเซียได้จัดหาขีปนาวุธและอุปกรณ์อื่นๆ เพื่อช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบป้องกันภัยทางอากาศของเกาหลีใต้ แต่ไม่ได้ระบุรายละเอียดว่าจัดหาระบบใดให้บ้าง.

ที่มา CNA

แผ่นดินไหวขนาด 4.1 เขย่ารัฐยะโฮร์ มาเลเซีย สั่นสะเทือนหลายรัฐ ไม่มีรายงานความเสียหาย

แผ่นดินไหวขนาด 4.1 เขย่ารัฐยะโฮร์ มาเลเซีย สั่นสะเทือนหลายรัฐ ไม่มีรายงานความเสียหาย

24 ส.ค. 2568 10:11 น.

แผ่นดินไหวขนาด 4.1 เขย่ารัฐยะโฮร์ มาเลเซีย สั่นสะเทือนหลายรัฐ ไม่มีรายงานความเสียหาย

เช้าวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (24 ส.ค.) เกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 4.1 ในรัฐยะโฮร์ ประเทศมาเลเซีย ส่งผลให้ประชาชนในหลายรัฐรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือน

สำนักงานอุตุนิยมวิทยามาเลเซีย (MetMalaysia) รายงานผ่านเพจเฟซบุ๊ก ว่าเหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 06:13 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยมีศูนย์กลางอยู่ห่างจากเมืองเซกามัตไปทางทิศตะวันตก 5 กิโลเมตร ที่ระดับความลึก 10 กิโลเมตร

เจ้าหน้าที่ระบุว่า แรงสั่นสะเทือนจากเหตุการณ์ครั้งนี้สามารถรับรู้ได้ในพื้นที่ส่วนใหญ่ของรัฐยะโฮร์, รัฐเนอเกอรีเซ็มบีลัน, รัฐมะละกา และทางตอนใต้ของรัฐปะหัง ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยามาเลเซียยืนยันว่าจะเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และไม่มีความเสี่ยงที่จะเกิดสึนามิ

นายอนน์ ฮาฟิซ กาซี มุขมนตรีรัฐยะโฮร์ ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก ยืนยันว่ายังไม่มีรายงานความเสียหายหรืออุบัติเหตุในเมืองเซกามัต พร้อมทั้งระบุว่ารัฐบาลท้องถิ่นกำลังประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และแนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้สิ่งปลูกสร้างที่ไม่มั่นคง รวมถึงให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด

แม้ว่าประเทศมาเลเซียจะตั้งอยู่นอกเขตวงแหวนไฟแปซิฟิก แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าประเทศนี้ก็ไม่ได้ปลอดจากความเสี่ยงภัยแผ่นดินไหวโดยสมบูรณ์

นายอับดุล ราสิด จาอาปาร์ ประธานสถาบันธรณีวิทยามาเลเซีย (Institute of Geology Malaysia) ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเบอร์นามาเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาว่า แม้มาเลเซียจะไม่ได้อยู่ในแนวการปะทะกันของแผ่นเปลือกโลกหลัก แต่ก็เคยมีรายงานแผ่นดินไหวขนาดเล็กเกิดขึ้นในบางพื้นที่ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา

“แผ่นดินไหวเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ทั้งในแง่ของตำแหน่งและขนาด เช่นเดียวกับที่เคยเกิดแผ่นดินไหวขนาด 3.8 ที่เมืองบูกิตติงกี อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันคาบสมุทรมาเลเซียยังไม่มีความเสี่ยงที่จะเกิดแผ่นดินไหวรุนแรง” นายจาอาปาร์กล่าว

เขายังเสริมว่า ความเสี่ยงแผ่นดินไหวในรัฐซาบาห์นั้นสูงกว่า เนื่องจากตั้งอยู่ใกล้กับเขตที่มีความเคลื่อนไหวทางธรณีวิทยา

ทั้งนี้ มาเลเซียเคยเผชิญกับแผ่นดินไหวรุนแรงหลายครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัฐซาบาห์ ซึ่งเคยมีรายงานแผ่นดินไหวขนาด 6.0 และ 6.3 ในช่วงปี 1923, 1958, 1976 และ 2015 ส่วนในรัฐซาราวักเคยเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงที่สุดในขนาด 5.3 เมื่อปี 1994

สำหรับคาบสมุทรมาเลเซียก็เคยมีรายงานแผ่นดินไหวขนาด 1.6 ถึง 4.6 เกิดขึ้นระหว่างปี 1984 ถึง 2013 โดยมีจุดศูนย์กลางในหลายพื้นที่ เช่น บูกิตติงกี รัฐปะหัง, เขื่อนเคนยีร์ รัฐตรังกานู, กัวลาปิละห์ รัฐเนอเกอรีเซ็มบีลัน และเมืองมันจุงกับเตเม็งกอร์ ในรัฐเปรัก.

ที่มา CNA

เปิดสาเหตุ “พี่น้องเมเนนเดซ” ถูกปฏิเสธทัณฑ์บน แม้ได้ตัดสินโทษใหม่

เปิดสาเหตุ “พี่น้องเมเนนเดซ” ถูกปฏิเสธทัณฑ์บน แม้ได้ตัดสินโทษใหม่

24 ส.ค. 2568 10:00 น.

เปิดสาเหตุ “พี่น้องเมเนนเดซ” ถูกปฏิเสธทัณฑ์บน แม้ได้ตัดสินโทษใหม่

  • คณะกรรมาธิการทัณฑ์บนรัฐแคลิฟอร์เนียตัดสินใจปฏิเสธคำร้องขอปล่อยตัวก่อนกำหนดของพี่น้องเมเนนเดซ ฆาตกรชื่อดังซึ่งก่อเหตุสังหารบิดาและมารดาของตัวเองเมื่อ 36 ปีก่อน
  • เดิมทีพี่น้องคู่นี้ถูกตัดสินให้จำคุกตลอดชีวิต แต่มีการตัดสินโทษใหม่เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ลดโทษให้พวกเขาเหลือจำคุก 50 ปี และสามารถขอทำทัณฑ์บนเพื่อปล่อยตัวก่อนกำหนดได้
  • อย่างไรก็ตาม คณะกรรมาธิการทัณฑ์บนบกเหตุผลหลายข้อระหว่างการพิจารณา ที่ทำให้พวกเขาตัดสินใจปฏิเสธ รวมถึงพฤติกรรมการแหกกฎหลายครั้งของพี่น้องคู่นี้ขณะอยู่ในเรือนจำ

เอริก กับ ไลล์ เมเนนเดซ สองพี่น้องผู้ก่อเหตุสังหารพ่อแม่ของตัวเองด้วยการใช้อาวุธปืนกระหน่ำยิงพวกเขาหลายนัดในระยะประชิด ที่บ้านของพวกเขาในเมืองเบเวอร์ลี ฮิลส์ รัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อปี 2532 ถูกปฏิเสธการขอทำทัณฑ์บนเพื่อปล่อยตัวก่อนกำหนด หลังจากมีการตัดสินโทษใหม่เมื่อไม่กี่เดือนก่อน ทำให้พวกเขาได้สิทธิ์ในการขอทำทัณฑ์บนมา

ระหว่างการพิจารณา 2 วันของคณะกรรมาธิการทัณฑ์บนรัฐแคลิฟอร์เนีย สองพี่น้องถูกซักหลายข้อ และเจ้าหน้าที่ขอให้พวกเขาพูดอย่างตรงๆ เรื่องการทารุณที่พวกเขาได้รับในตอนเป็นเด็ก, ความเชื่อของพวกเขาที่นำไปสู่การฆาตกรรม กับความคิดหลังจากนั้น และการกระทำผิดต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างถูกจองจำ

พี่น้องเมเนนเดซถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตในปี 2539 จากการสังหารนายโฮเซ กับนางคิตตี เมเนนเดซ จนกลายเป็นคดีโด่งดังของสหรัฐฯ มาอย่างยาวนาน กระทั่งพวกเขาได้รับการสนับสนุนจากสังคมมากขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา หลังจากเรื่องราวของพวกเขาถูกนำไปทำเป็นสารคดีบนเน็ตฟลิกซ์ นำไปสู่การตัดสินโทษใหม่ในเดือนพฤษภาคม

การพิจารณาของคณะกรรมาธิการทัณฑ์บนนี้คือโอกาสใกล้เคียงที่สุดที่พวกเขาจะได้ออกจากคุก และสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างการพิจารณาก็ช่วยอธิบายว่าเหตุใด คณะกรรมาธิการจึงปฏิเสธการให้ทัณฑ์บนแก่พี่น้องคู่นี้

เอริก เมเนนเดซ ฟังการพิจารณาของคณะกรรมาธิการทัณฑ์บนผ่านทางออนไลน์ เมื่อ 21 ส.ค. 2568
เอริก เมเนนเดซ ฟังการพิจารณาของคณะกรรมาธิการทัณฑ์บนผ่านทางออนไลน์ เมื่อ 21 ส.ค. 2568

แอบใช้โทรศัพท์มือถือ

การแอบใช้โทรศัพท์มือถือขณะถูกคุมขังไม่ใช่เรื่องเล็ก นายโรเบิร์ต บาร์ตัน หนึ่งในกรรมาธิการทัณฑ์บนเน้นย้ำเรื่องนี้กับพี่น้องเมเนนเดซ ว่าการใช้โทรศัพท์มือถืออย่างผิดกฎหมายของพวกเขา ทำลายภาพลักษณ์การเป็นนักโทษชั้นดีที่พวกเขาพยายามสร้างขึ้นมา

มือถือที่ว่าอาจถูกใช้เพื่อสั่งการโจมตี, เคลื่อนย้ายยาเสพติดจากในคุก และประสานการโจมตีเจ้าหน้าที่ และการที่มีมือถืออยู่ในคุกหมายความว่า เจ้าหน้าที่ทัณฑสถานต้องมีลักลอบนำเข้าไป และกลุ่มแก๊งในเรือนจำก็อาจได้รับประโยชน์จากการเก็บค่าใช้โทรศัพท์

“สิ่งที่ผมได้จากการใช้โทรศัพท์และการเชื่อมต่อผมกับโลกภายนอกนั้น มีค่ามากกว่าผลที่ตามมาจากการถูกจับได้ว่าใช้โทรศัพท์” นายเอริก เมเนนเดซกล่าว โดยเขาบอกกับคณะกรรมาธิการว่า เขาใช้มือถือเพื่อพูดคุยกับภรรยา, ดูยูทูป, ฟังเพลง และดูหนังโป๊

ในการตัดสินปฏิเสธการขอทำทัณฑ์บนของเอริก นายบาร์ตันอธิบายว่า พฤติกรรมของเอริกนั้นคือการ “เห็นแก่ตัว” และเป็นสัญญาณว่า เขาเชื่อว่ากฎไม่ได้บังคับใช้กับเขา และเชื่อว่าผลลัพธ์จะสร้างความชอบธรรมให้แก่วิธีการ

ส่วนไลล์ เมเนนเดซ เพิ่งถูกจับได้ว่าใช้โทรศัพท์มือถือ 2 ครั้งเมื่อไม่นานมานี้ โดยครั้งล่าสุดคือในเดือนมีนาคม โดยไลล์อ้างว่า เขาให้ผู้คุมดูตลอดเวลาที่เขาคุยโทรศัพท์กับภรรยาและครอบครัว และขายเรื่องราวของพวกเขาแก่หนังสือพิมพ์แท็บลอยด์ เขาจึงมองว่าโทรศัพท์มือถือคืออุปกรณ์ส่วนตัว

ไลล์อ้างอีกว่า ในช่วงที่เขาถูกย้ายไปยังเรือนจำที่ซานดิเอโก ชีวิตแต่งงานของเขาอยู่ภาวะตึงเครียดมาก และเขาไม่อยากขาดการติดต่อกับภรรยา

“ผมกล่อมตัวเองให้เชื่อว่า การทำแบบนี้ไม่ได้ทำร้ายใคร มีแค่ตัวผมเองที่ละเมิดกฎ” ไลล์ เมเนนเดซกล่าว “ผมไม่คิดว่ามันจะส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการเรือนจำมากนัก”

ไลล์ เมเนนเดซ ฟังการพิจารณาของคณะกรรมาธิการทัณฑ์บนผ่านทางออนไลน์ เมื่อ 22 ส.ค. 2568
ไลล์ เมเนนเดซ ฟังการพิจารณาของคณะกรรมาธิการทัณฑ์บนผ่านทางออนไลน์ เมื่อ 22 ส.ค. 2568

สองพี่น้องไม่ใช่นักโทษชั้นดีอย่างที่คิด

ในบรรดาพี่น้องสองคน เอริก เมเนนเดซ ละเมิดกฎร้ายแรงมากกว่าไลล์ โดยคณะกรรมาธิการถามเอริกว่า เหตุใดเขาเอาตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้องกับกลุ่มแก๊งในเรือนจำที่ชื่อว่า “ทู ไฟเฟอส์” (Two Fivers) และช่วยพวกเขาในแผนการฉ้อโกงภาษีเมื่อช่วงประมาณปี 2556

เอริกอ้างว่า เขาเพียงพยายามเอาชีวิตรอดจากความรุนแรงอย่างยิ่งยวดในเรือนจำ ที่เพื่อนสนิทสามารถถูกแทงหรือถูกข่มขืนได้ “ผมตกอยู่ในความกลัวอย่างใหญ่หลวง ตอนที่ทูไฟเฟอส์มา และขอให้ผมช่วย ผมคิดว่านี่เป็นโอกาสดีที่จะเข้ากับพวกเขาและเพื่อเอาชีวิตรอด”

เอริกบอกอีกว่า เขาให้ความสำคัญกับการปกป้องตัวเองมากกว่ารักษากฎ เพราะในตอนนั้น เขาไม่มีความหวังจะได้ออกมา อนึ่ง พี่น้องเมเนนเดซถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตตั้งแต่ปี 2539 และเพิ่งได้รับการตัดสินโทษใหม่เมื่อ 13 พ.ค. 2565 ที่ผ่านมา ลดโทษเหลือจำคุก 50 ปี และได้สิทธิ์ในการขอทำทัณฑ์บนเพื่อออกจากคุกก่อนกำหนด

เอริกบอกด้วยว่า เขาเสพยาและแอลกอฮอล์ตลอดในช่วงแรกๆ ของการถูกจองจำ แต่เริ่มบรรเทาลงในปี 2556 ในวันเกิดของผู้เป็นมารดา

ส่วนไลล์ละเมิดกฎน้อยกว่า อย่างไรก็ตาม กรรมาธิการ จูเลีย มาร์แลนด์ ระบุว่า ไลล์ก็ยังแสดงให้เห็นบุคลิกภาพต่อต้านสังคมเช่น การหลอกลวง, การลดทอนความสำคัญของการกระทำผิด และการแหกกฎ ซึ่งซุกซ่อนอยู่ภายใต้ภาพลักษณ์ที่ดูดีของเขา และนักโทษที่แหกกฎ ก็มีโอกาสมากที่จะทำแบบเดียวกันในสังคมเช่นกัน

ไลล์ กับ เอริก เมเนนเดซ ระหว่างการไต่สวนเมื่อ 12 มี.ค. 2533
ไลล์ กับ เอริก เมเนนเดซ ระหว่างการไต่สวนเมื่อ 12 มี.ค. 2533

การสังหารมารดายังคงเป็นจุดติดขัด

กรรมาธิการทั้งสองคนแสดงความกังวลในประเด็นการฆาตกรรมนางคิตตี เมเนนเดซ ซึ่งนายบาร์ตันกล่าวว่า เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่า ณ ตอนนั้น เอริก เมเนนเดซ ขาดความเห็นอกเห็นใจในฐานะมนุษย์

“ผมไม่สามารถเอาตัวเองไปแทนที่คุณได้ ผมไม่รู้ว่าผมเคยโกรธใครถึงขั้นนั้นหรือเปล่า” บาร์ตันกล่าว “แต่นั่นก็ยังเป็นเรื่องน่ากังวล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมันดูเหมือนว่า ผู้เป็นมารดาก็เป็นเหยื่อในการใช้ความรุนแรงในครอบครัวเช่นเดียวกัน”

นายบาร์ตันบอกอีกว่า ในตอนก่อเหตุพี่น้องเมเนนเดซไม่ได้กำลังตกอยู่ในอันตรายต่อชีวิตอย่างปัจจุบันทันด่วน และสามารถขอความช่วยเหลือจากสมาชิกครอบครัวคนอื่นหรือไปหาตำรวจได้

ในส่วนของไลล์ น.ส.การ์แลนด์กล่าวว่า การยิงนางคิตตี เมเนนเดซ ปิดท้ายอีก 1 นัด คือความไร้หัวใจอย่างยิ่ง เธอยังเน้นย้ำพฤติกรรมของเขาที่พยายามปกปิดการกระทำผิด เช่น โกหกตำรวจและพยายามหลบเลี่ยงการดำเนินคดี ว่าเป็นเรื่องที่น่ากังวลเช่นกัน

แคลิฟอร์เนียอนุมัติทัณฑ์บนยาก

ก่อนหน้านี้ นายเกวิน นิวซัม ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย เคยออกคำสั่งให้คณะกรรมาธิการทัณฑ์บนประเมินความเสี่ยงของพี่น้องเมเนนเดซ เพื่อประกอบการพิจารณาคำร้องขอปล่อยตัวก่อนกำหนด

ผลการประเมินไม่มีการเปิดเผยให้สาธารณชนได้รับรู้ แต่นายนาธาน ฮอชแมน อัยการเขตลอส แอนเจลิส เคาน์ตี บอกในเดือนพฤษภาคมว่า พี่น้องเมเนนเดซถูกประเมินว่า เป็นนักโทษ “ความเสี่ยงระดับกลาง”

องค์กรนโยบายเรือนจำ (Prison Policy Initiative) เปิดเผยผลการวิเคราะห์ในปี 2565 ซึ่งชี้ว่า นักโทษความเสี่ยงระดับกลางในรัฐแคลิฟอร์เนียนั้น มีโอกาสได้รับทัณฑ์บนเพียง 22% ทำให้แคลิฟอร์เนียกลายเป็นหนึ่งในรัฐที่นักโทษได้ทัณฑ์บนยากที่สุด

ไลล์ กับ เอริก เมเนนเดซ ในชุดนักโทษ ขึ้นศาลเมื่อ 6 ส.ค. 2533
ไลล์ กับ เอริก เมเนนเดซ ในชุดนักโทษ ขึ้นศาลเมื่อ 6 ส.ค. 2533

สมาชิกครอบครัวยังหนุนสองพี่น้อง

ญาติของพี่น้องเมเนนเดซมากกว่า 10 คน พูดในการพิจารณาทัณฑ์บนเมื่อวันที่ 21-22 ส.ค.ที่ผ่านมา ว่า พวกเขาสนับสนุนให้ปล่อยตัวเอริกกับไลล์

นางเทเรซิตา บารอลต์ พี่สาวของโฮเซ เมเนนเดซ กล่าวว่า เธอกำลังจะตายจากมะเร็งระยะที่ 4 และอยากต้อนรับหลานๆ กลับบ้าน

“ฉันอยากพูดให้ชัดเจนว่า ถึงแม้ฉันจะรักน้องชายของฉัน แต่ฉันก็ให้อภัยเอริก” นางบารอลต์กล่าว “เอริกวางตัวด้วยความเมตตา, ซื่อสัตย์ และเข้มแข็ง ซึ่งมีจากความอดทนและความสุภาพ”

ด้านนาตาชา เลโอนาร์โด หลานของคิตตี เมเนนเดซ ให้คำมั่นกับคณะกรรมาธิการทัณฑ์บนว่า เธอจะมอบบ้านที่มอบความรักและความมั่นคงอย่างไม่มีเงื่อนไขให้แก่เขาที่โคโลราโด ที่เขาจะได้ใช้เวลากับครอบครัวและธรรมชาติ

หลังจากคณะกรรมาธิการมีคำตัดสิน สมาชิกครอบครัวของเมเนนเดซก็ออกแถลงการณ์แสดงความผิดหวัง แต่ก็ยังไม่หมดกำลังใจ “เรารู้ว่าพวกเขาเป็นคนดีที่ได้พยายามฟื้นฟูตัวเองและสำนึกผิด เรารักพวกเขาอย่างไม่มีเงื่อนไข และจะยืนหยัดเคียงข้างพวกเขาตลอดการเดินทางข้างหน้านี้”


ผู้เขียน : ทิตชนม์ สว่างศรี

ที่มา : cnn , bbc

ตำรวจอินเดียรวบแล้ว ชายอ้างเกิดเหตุข่มขืนฆ่าผู้หญิงนับร้อยในเมืองวัด

ตำรวจอินเดียรวบแล้ว ชายอ้างเกิดเหตุข่มขืนฆ่าผู้หญิงนับร้อยในเมืองวัด

24 ส.ค. 2568 06:13 น.

ตำรวจอินเดียรวบแล้ว ชายอ้างเกิดเหตุข่มขืนฆ่าผู้หญิงนับร้อยในเมืองวัด

ตำรวจอินเดียจับกุมชายผู้อ้างตัวเป็นอดีตภารโรงวัดดังในเมืองแห่งหนึ่งของรัฐกรณาฏกะ หลังเขาอ้างว่า ตนเองถูกบังคับให้ฝังศพผู้หญิงที่ถูกข่มขืนและฆาตกรรมนับร้อยศพในเมืองแห่งนี้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ตำรวจในประเทศอินเดียจับกุมตัวชายคนหนึ่ง ผู้ออกมาอ้างว่าเขาถูกบังคับให้ฝังร่างผู้หญิงที่ถูกข่มขืนและฆาตกรรมจำนวนหลายร้อยคนแล้ว หลังจากคำพูดของเขาทำให้เกิดความวุ่นวายในเมืองธรรมศาลา (Dharmasthala) เมืองศาสนาเล็กๆ ในรัฐกรณาฏกะ

เมืองธรรมศาลาเป็นที่ตั้งของวัดมัญชุนาถ สวามี (Manjunatha Swamy) อายุมากกว่า 100 ปี ดึงดูดผู้แสวงบุญให้เดินทางมาสักการะวันละหลายพันคน และเป็นศูนย์กลางการใช้ชีวิตของชาวเมือง

ความขัดแย้งทางการเมืองในรัฐกรณาฏกะ จัดตั้งทีมสืบสวนพิเศษ (SIT) ขึ้นมา เพื่อยืนยันคำกล่าวอ้างของชายคนนี้ อย่างไรก็ตาม ในวันเสาร์ที่ 23 ส.ค. 2568 เจ้าหน้าที่ของ SIT บอกกับสำนักข่าวบีบีซีว่า ชายคนนี้ถูกจับกุมตัวแล้ว ในข้อหาให้การเท็จ

ทั้งนี้ เมื่อช่วงต้นเดือนกรกฎาคม ชายปริศนาผู้นี้ยื่นคำร้องกับตำรวจ และปรากฏตัวต่อหน้าผู้พิพากษาเพื่อบันทึกคำให้การ โดยตัวตนของเขาถูกปิดเป็นความลับ และจนถึงตอนนี้ เขาปรากฏตัวต่อสาธารณะในสภาพแต่งกายสีดำทั้งตัว รวมถึงสวมฮูดและหน้ากากปิดบังใบหน้าด้วย

ในคำร้องดังกล่าว ชายผู้นี้อ้างว่า เขาทำงานเป็นภารโรงที่วัดมัญชุนาถ สวามี ตั้งแต่ปี 2538-2557 และอ้างว่าเขาถูกบังคับให้ฝังร่างเด็กหญิงกับหญิงสาวผู้ถูกข่มขืนและฆาตกรรมอย่างโหดร้ายจำนวนหลายร้อย

ชายคนนี้อ้างว่า เขาซ่อนตัวมาตั้งแต่ปี 2557 และออกมาเปิดเผยเรื่องนี้เพราะความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่คอยกระตุ้นเขาอยู่ตลอดเวลา โดยเขากล่าวหาผู้บริหารกับเจ้าหน้าที่วัดซึ่งไม่มีการเปิดเผยนามว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ แต่ทางวัดปฏิเสธว่าเป็นข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูลความจริง

ในตอนที่เขาถูกนำตัวขึ้นศาล เขาดึงกะโหลกศีรษะออกมาจากกระเป๋าแล้วบอกว่าเป็นของหนึ่งในศพที่เขาฝัง และเขาเพิ่งขุดขึ้นมาเมื่อไม่นานมานี้เพื่อใช้เป็นหลักฐาน

คำพูดของชายนิรนามผู้นี้ได้รับความสนใจจากสื่อท้องถิ่นอย่างมาก จนข่าวแพร่กระจายไปทั่วรัฐกรณาฏกะและรัฐอื่นๆ ทำให้คณะกรรมการสตรีของรัฐกรณาฏกะออกมาแสดงความกังวล จนสุดท้าย รัฐบาลก็ต้องตั้งทีมสืบสวนพิเศษ หรือ SIT ขึ้นมาเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง

ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ทีมเจ้าหน้าที่ดำเนินการขุดพื้นที่หลายจุด ทั้งในและนอกเมืองธรรมศาลา เพื่อยืนยันคำกล่าวอ้างของชายคนนี้ ซึ่งชี้จุดที่เขาอ้างว่าฝังศพไว้ทั้งหมด 13 จุด โดยมีบางจุดที่ยากต่อการเข้าถึง และถูกปกคลุมด้วยต้นไม้หนาทึบและเต็มไปด้วยงูพิษ

แหล่งข่าวใน SIT บอกกับบีบีซีว่า เจ้าหน้าที่พบชิ้นส่วนศพมนุษย์ รวมถึงกะโหลกศีรษะและชิ้นส่วนกระดูกอื่นๆ จำนวนเกือบ 100 ชิ้น ในสถานที่ 2 แห่ง และส่งชิ้นส่วนกระดูกไปตรวจสอบแล้ว เพื่อหาว่ากระดูกที่พบเป็นของใคร

อย่างไรก็ตาม นายวีเรนทรา เฮกเกด สว.อินเดียและหัวหน้าฝ่ายบริหารเมืองธรรมศาลากล่าวว่า พวกเขากำลังให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่กับการสืบสวน แต่เขาเชื่อว่าคำกล่าวอ้างของอดีตภารโรงผู้นี้นั้น “เป็นไปไม่ได้” และเมื่อการสืบสวนเสร็จสิ้น ความจริงก็จะถูกเปิดเผยออกมา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ช็อก ผู้ช่วยผู้กำกับซีรีส์ Emily in Paris เสียชีวิตกะทันหันขณะถ่ายทำ

ช็อก ผู้ช่วยผู้กำกับซีรีส์ Emily in Paris เสียชีวิตกะทันหันขณะถ่ายทำ

24 ส.ค. 2568 04:41 น.

ช็อก ผู้ช่วยผู้กำกับซีรีส์ Emily in Paris เสียชีวิตกะทันหันขณะถ่ายทำ

ผู้ช่วยผู้กำกับซีรีส์ Emily in Paris ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากบนเน็ตฟลิกซ์ เสียชีวิตกะทันหันระหว่างการถ่ายทำซีซั่น 5 ที่เมืองเวนิส ของอิตาลี

สำนักข่าว ลา รีพับบลิกา (La Repubblica) ของอิตาลีรายงานเมื่อ 23 ส.ค. 2568 ว่า นายดิเอโก โบเรลลา ผู้ช่วยผู้กำกับซีรีส์เรื่อง Emily in Paris เสียชีวิตอย่างกะทันหันที่โรงแรม โฮเทล ดานิเอลี ในเมืองเวนิส โดยหน่วยแพทย์ฉุกเฉินถูกเรียกไปยังโรงแรมในเวลาประมาณ 19.00 น.วันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (21 ส.ค.) แต่ไม่อาจช่วยชีวิตเขาไว้ได้

“เราเสียใจอย่างยิ่งที่ต้องยืนยันข่าวการจากไปของสมาชิกครอบครัวผู้ผลิตซีรีส์ ‘เอมิลี่ในปารีส’” โฆษกของ พาราเมาท์ เทเลวิชัน สตูดิโอ ซึ่งเป็นผู้ผลิตซีรีส์ดังกล่าวให้เน็ตฟลิกซ์ บอกกับสำนักข่าว บีบีซี “เราขอส่งแรงใจให้แก่ครอบครัวกับผู้เป็นที่รักของบุคคลผู้นี้ในช่วงเวลาที่ยากลำบากอย่างยิ่งนี้”

ด้าน ลา รีพับบลิกา รายงานว่า นายโบเรลลาเสียชีวิตหลังจากจู่ๆ ก็ล้มลงต่อหน้าเพื่อนร่วมงาน ในขณะที่พวกเขากำลังเตรียมตัวถ่ายทำฉากหนึ่งในซีซั่นที่ 5 ของซีรีส์

ทั้งนี้ Emily in Paris เป็นซีรีส์แนวโรแมนติกคอมเมดี้ ซึ่งเริ่มได้รับความนิยมอย่างสูงในช่วงการระบาดของไวรัสโควิด-19 ในปี 2563 โดยมีนักแสดงสาว ลิลี คอลลินส์ รับบท เอมิลี่ คูเปอร์ ผู้บริหารฝ่ายการตลาดชาวอเมริกัน ซึ่งย้ายไปทำงานที่ปารีส ก่อนที่ในซีซั่นที่ 4 ซึ่งออกอากาศเมื่อปี 2567 เอมิลี่จะย้ายไปกรุงโรม เมื่อเปิดสำนักงานใหม่

ซีรีส์เรื่องนี้ยังมีนักแสดงชั้นนำมากมาย ทั้ง ฟิลิปปินส์ ลีรอย-โบลิว แสดงเป็น ซิลวี, แอชลีย์ พาร์ก รับบทเป็น มินดี, ลูคัส บราโว แสดงเป็น แกเบรียล และลูเซียน ลาวิสเคานต์ รับบทเป็น อัลฟี

ซีซั่นที่ 5 ของ Emily in Paris มีกำหนดฉายในช่วงปลายปี 2568 แต่มีข่าวว่าการถ่ายทำถูกระงับชั่วคราวหลังการเสียชีวิตของนายโบเรลลา ทำให้ยังไม่แน่ชัดว่าจะมีการเลื่อนกำหนดการหรือไม่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

กิสเลน แม็กซ์เวลล์ ไม่เชื่อ “เอปสตีน” ปลิดชีพตัวเอง ยันไม่เคยเห็นทรัมป์ทำผิด

กิสเลน แม็กซ์เวลล์ ไม่เชื่อ “เอปสตีน” ปลิดชีพตัวเอง ยันไม่เคยเห็นทรัมป์ทำผิด

24 ส.ค. 2568 03:39 น.

กิสเลน แม็กซ์เวลล์ ไม่เชื่อ “เอปสตีน” ปลิดชีพตัวเอง ยันไม่เคยเห็นทรัมป์ทำผิด

(เครดิตภาพ AFP PHOTO / US DISTRICT COURT FOR THE SOUTHERN DISTRICT OF NEW YORK)

รัฐบาลสหรัฐฯ เผยบันทึกการสัมภาษณ์ กิสเลน แม็กซ์เวลล์ คนสนิทของ เจฟฟรีย์ เอปสตีน โดยเธอยืนยันว่าไม่เคยเห็นนายทรัมป์ประพฤติไม่เหมาะสม และไม่เชื่อว่าเอปสตีนจบชีวิตตัวเอง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 23 ส.ค. 2568 ว่า กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เปิดเผยบันทึกบทสนทนาและไฟล์เสียงการสัมภาษณ์ น.ส.กิสเลน แม็กซ์เวลล์ คนสนิทของ เจฟฟรีย์ เอปสตีน ผู้ต้องหาคดีทางเพศและค้ามนุษย์ ที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนก่อนออกมาแล้ว โดยเธอยืนยันว่า ไม่เคยเห็น โดนัลด์ ทรัมป์ หรืออดีตประธานาธิบดี บิล คลินตัน ประพฤติไม่เหมาะสม

รัฐบาลทรัมป์กำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักให้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับคดีของนายเอปสตีน ซึ่งเคยมีความสัมพันธ์อันดีกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แม้นายทรัมป์จะยืนยันว่า เขาตัดขาดกับชายคนนี้ตั้งแต่ปี 2547 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่เอปสตีนถูกแฉว่าล่วงละเมิดทางเพศผู้เยาว์ และว่าศัตรูทางการเมืองพยายามใช้เรื่องนี้ทำลายชื่อเสียงของเขา

น.ส.แม็กซ์เวลล์ให้สัมภาษณ์กับนาย ทอดด์ แบรนช์ รองอัยการสูงสุดสหรัฐฯ เมื่อเดือนกรกฎาคม จากภายในเรือนจำ โดยเธอยืนยันว่า “รายชื่อลูกค้า” ของเอปสตีนที่มีการพูดถึงกันอย่างมากในช่วงที่ผ่านมานั้น “ไม่มีอยู่จริง”

เธอบอกด้วยว่า ข้อกล่าวหาที่ว่าเจ้าชายแอนดรูว์ พระอนุชาของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร มีความสัมพันธ์ทางเพศกับหญิงที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะที่บ้านของแม็กซ์เวลล์นั้นเป็นเรื่องที่ “เป็นไปไม่ได้อย่างยิ่ง”

ทั้งนี้ แม็กซ์เวลล์กำลังรับโทษจำคุก 20 ปี ในข้อหาค้ามนุษย์เพื่อการค้าประเวณี และข้อหาทางเพศอื่นๆ แต่เธอกำลังหาทางขออภัยโทษจากโดนัลด์ ทรัมป์ และยื่นคำร้องต่อศาลสูงสุดให้กลับคำตัดสินของเธอแล้ว

ด้านทำเนียบขาวสหรัฐฯ ยืนยันว่า ไม่ได้กำลังหารือหรือมีการลดหย่อนโทษในคดีของแม็กซ์เวลล์

อย่างไรก็ตาม ไม่นานหลังจากการให้สัมภาษณ์กับนายแบรนช์ ซึ่งเคยเป็นอัยการส่วนตัวของนายทรัมป์ แม็กซ์เวลล์ก็ถูกย้ายจากเรือนจำในรัฐฟลอริดา ไปยังเรือนจำความมั่นคงต่ำแห่งใหม่ในรัฐเท็กซัส โดยไม่มีการเปิดเผยเหตุผลแน่ชัดว่าเหตุใดเธอจึงถูกย้าย

แม็กซ์เวลล์เปิดเผยอะไรบ้าง?

ในบันทึกการสนทนา ซึ่งมีความหนาประมาณ 300 หน้า และมีเนื้อหาบางส่วนถูกปกปิดเอาไว้ แม็กซ์เวลล์กล่าวว่า เธอเชื่อว่านายทรัมป์กับนายเอปสตีนเป็นมิตรกันในสถานการณ์ทางสังคมเท่านั้น ไม่ได้เป็นเพื่อนสนิทกัน

“จริงๆ แล้ว ฉันไม่เคยเห็นท่านประธานาธิบดีไปใช้บริการนวดรูปแบบใดๆ เลย” แม็กซ์เวลล์กล่าว สื่อถึงบริการนวดที่เหยื่อบางรายของเอปสตีนพูดถึง “ท่านประธานาธิบดีไม่เคยประพฤติไม่เหมาะสมกับใคร” “ในตอนที่ฉันอยู่กับเขา เขาเป็นสุภาพบุรุษในทุกๆ ด้าน”

ส่วนเรื่องโน้ตอวยพรวันเกิดอายุครบ 50 ปี ที่สื่อสหรัฐฯ รายงานว่านายทรัมป์เคยส่งให้นายเอปสตีนเมื่อปี 2546 แม็กซ์เวลล์ระบุว่า เธอจำไม่ได้ว่านายทรัมป์เคยส่งไป

แม็กซ์เวลล์ถูกถามเรื่องบุคคลที่มีชื่อเสียงหลายคนรวมถึง บิลล์ เกตส์, อีลอน มัสก์, เอฮุด บารัค อดีตนายกรัฐมนตรีอิสราเอล, โรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ รมว.สาธารณสุข, เควิน สเปซีย์ นักแสดงชื่อดัง, นางแบบสาว นาโอมิ แคมป์เบลล์ และเจ้าชายแอนดรูว์ โดยเธอปฏิเสธว่าไม่ได้แนะนำคนเหล่านี้ให้รู้จักกับเอปสตีน

ระหว่างการสัมภาษณ์ นายแบรนช์ได้ถามแม็กซ์เวลล์เรื่อง “รายชื่อลูกค้า” ของเอปสตีน ซึ่งกลายเป็นทฤษฎีสมคบคิดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ว่ามีรายชื่อลูกค้าที่เต็มไปด้วยชื่อของบุคคลระดับสูงและผู้มีชื่อเสียงมากมาย แต่ถูกเก็บซ่อนไว้โดยขบวนการ “ดีป สเตต” (deep state) หรือผู้มีอำนาจที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง เพื่อปกป้องคนเหล่านั้น

เจ้าหน้าที่หลายคนในรัฐบาลทรัมป์ รวมถึง นายคาช พาเทล ผู้อำนวยการสำนักงานสืบสวนกลาง (FBI) และนายแดน บอนจิโน รองผู้อำนวยการ FBI ต่างเคยพูดถึงรายชื่อลูกค้านี้ ก่อนจะถอนคำพูดในเวลาต่อมา และแม็กซ์เวลล์ยืนยันกับนายแบรนช์ว่า รายชื่อดังกล่าว “ไม่มีอยู่จริง”

แม็กซ์เวลล์ยังพูดเรื่องเจ้าชายแอนดรูว์ ผู้ต้องถอนตัวจากการปฏิบัติพระกรณียกิจของราชวงศ์อังกฤษ เนื่องจากความสัมพันธ์ของเขากับเอปสตีน

โดยก่อนหน้านี้ เจ้าชายแอนดรูว์เคยพูดว่า แม็กซ์เวลล์คือคนที่แนะนำให้เขารู้จักกับนายเอปสตีน แต่แม็กซ์เวลล์ยืนยันว่า เรื่องนั้นไม่เป็นความจริงอย่างสิ้นเชิง

ส่วนเรื่องข้อกล่าวหาที่ว่าเจ้าชายแอนดรูว์ มีความสัมพันธ์ทางเพศกับ เวอร์จิเนีย จุฟเฟร ซึ่งชื่อถูกลบออกจากบันทึกบทสนทนา ที่บ้านของแม็กซ์เวลล์นั้น อดีตคู่ขาของเอปสตีนรายนี้ยืนยันว่า ไม่เป็นความจริง โดยอ้างเรื่องขนาดบ้านของเธอ

และเมื่อถูกถามเรื่องรูปสุดฉาวที่เจ้าชายแอนดรูว์ถ่ายคู่กับจุฟเฟร โดยมีแม็กซ์เวลล์ยืนยิ้มด้านหลัง แม็กซ์เวลล์อ้างว่านั่นเป็นภาพปลอม

แม็กซ์เวลล์เปิดเผยด้วยว่า เธอรู้จักกับเอปสตีนครั้งแรกในปี 2534 ก่อนจะพัฒนาจะมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาว และถึงแม้ว่าความสัมพันธ์จะจบลงในเวลาต่อมา เอปสตีนก็ยังคงโอนเงินให้แม็กซ์เวลล์หรือบริษัทของเธอกว่า 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตั้งแต่ปี 2542 ถึง 2550

แม็กซ์เวลล์ยืนยันว่า เงินดังกล่าวไม่ใช่ค่านายหน้าจัดหาผู้เยาว์ตามที่ศาลกล่าวหา แต่ก็อธิบายไม่ได้ว่าเงินนี้คืออะไร โดยเธอระบุว่า เงินบางส่วนอาจถูกโอนเข้าบัญชีที่ควบคุมโดยนักบัญชีของเอปสตีน หรือเป็นเงินสินเชื่อที่เอปสตีนให้กับธุรกิจของเธอ พร้อมยืนยันว่า เธอกับเอปสตีนแทบไม่มีความสัมพันธ์ใดๆ ต่อกันอีก หลังจากปี 2553 จนถึงตอนที่เขาเสียชีวิต

อนึ่ง เอปสตีนเสียชีวิตภายในเรือนจำในรัฐนิวยอร์กเมื่อปี 2562 ขณะกำลังรอการไต่สวนคดีค้ามนุษย์เพื่อการค้าประเวณี โดยผลการสืบสวนอย่างเป็นทางการชี้ว่า เขาจบชีวิตตัวเอง แต่แม็กซ์เวลล์ไม่คิดอย่างนั้น

“ฉันไม่เชื่อว่าเขาจบชีวิตตัวเอง ไม่เชื่อเลย” แม็กซ์เวลล์กล่าว หลังจากนายแบรนช์ถาม แต่ก็พูดอย่างแบ่งรับแบ่งสู้ว่า เธอไม่มีเหตุผลใดๆ ให้เชื่อว่า เขาถูกฆ่าปิดปากเช่นกัน “ฉันคิดว่า หากนั่นเป็นสิ่งที่พวกเขาต้องการจริงๆ พวกเขาก็มีโอกาสมากมายตอนที่เขาไม่ได้อยู่ในคุก”

เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา มีข่าวรายงานว่า นายทรัมป์ได้รับแจ้งจากอัยการสูงสุด แพม บอนดี ว่าชื่อของเขาปรากฏอยู่ในเอกสารอย่างเป็นทางการในการสืบสวนคดีของนายเอปสตีน แต่นายทรัมป์ไม่เคยถูกกล่าวหาใดๆ เกี่ยวกับคดีนี้ และเขาประกาศในการหาเสียงเมื่อปีก่อนว่า จะเปิดเผยข้อมูลคดีเอปสตีนให้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม นายทรัมป์กลับลำหลังจากรับตำแหน่งได้ไม่กี่เดือน โดยระบุว่า คดีนี้จบไปแล้ว และกล่าวโจมตีนักข่าวกับกลุ่มผู้สนับสนุนตัวเขาเอง ที่คอยกดดันเขาเรื่องนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ไปรษณีย์อินเดีย-ยุโรประงับส่งพัสดุไปสหรัฐฯ ปมอัตราภาษี

ไปรษณีย์อินเดีย-ยุโรประงับส่งพัสดุไปสหรัฐฯ ปมอัตราภาษี

24 ส.ค. 2568 01:00 น.

ไปรษณีย์อินเดีย-ยุโรประงับส่งพัสดุไปสหรัฐฯ ปมอัตราภาษี

ไปรษณีย์กับบริการส่งพัสดุในหลายประเทศของยุโรปและอินเดีย ประกาศจะระงับการส่งพัสดุไปสหรัฐฯ ชั่วคราว เนื่องจากขาดความชัดเจนเรื่องอัตราภาษีนำเข้าใหม่ของสหรัฐฯ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า บริการส่งพัสดุในเยอรมนี, เดนมาร์ก, สวีเดน และอิตาลี ประกาศในวันเสาร์ที่ 23 ส.ค. 2568 ว่าจะระงับการส่งพัสดุเกือบทั้งหมดไปยังสหรัฐฯ โดยมีผลในทันที ขณะที่ไปรษณีย์ฝรั่งเศสกับออสเตรเลียจะทำแบบเดียวกันในวันจันทร์ ตามด้วยสหราชอาณาจักรในวันอังคาร

ด้านรัฐบาลอินเดียก็ระบุว่า พวกเขาจะระงับการส่งพัสดุไปยังสหรัฐฯ ชั่วคราวเช่นกัน เริ่มตั้งแต่วันจันทร์เป็นต้นไป แต่คำสั่งนี้จะไม่มีผลกับพัสดุประเภทจดหมาย, เอกสาร และของขวัญมูลค่าไม่เกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐ

การตัดสินใจดังกล่าวสืบเนื่องจากคำสั่งที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนามเมื่อเดือนกรกฎาคม ซึ่งกำหนดให้พัสดุมูลค่าไม่เกิน 800 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเดิมได้รับการงดเว้นจากภาษีนำเข้า จะต้องถูกเก็บภาษีด้วย เริ่มตั้งแต่ 29 ส.ค.เป็นต้นไป แต่ไม่รวมพัสดุประเภทจดหมาย, เอกสาร และของขวัญมูลค่าไม่เกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐ

กรอบความร่วมมือทางการค้าที่สหรัฐฯ กับสหภาพยุโรปตกลงกันเมื่อเดือนก่อน กำหนดให้สินค้า EU จำนวนมากที่นำเข้าสู่สหรัฐฯ จะถูกเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 15%

ทั้งนี้ องค์กรไปรษณีย์หลายแห่งในยุโรป ทั้ง Deutsche Post กับ DHL ของเยอรมนี, Postnord ของเดนมาร์ก และสำนักงานไปรษณีย์อิตาลี ระบุว่า พวกเขาตัดสินใจระงับการส่งพัสดุในตอนนี้เพราะไม่มั่นใจว่าของจะเข้าสู่สหรัฐฯ ก่อนวันที่ 29 ส.ค.หรือไม่ นอกจากนั้นยังมีความไม่ชัดเจนว่าอัตราภาษีใหม่ครอบคลุมสินค้าประเภทใดบ้างด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cbsnews

กลาโหมสหรัฐฯ เด้ง ผอ.หน่วยข่าวกรอง เซ่นปมประเมินผลการโจมตีอิหร่าน

กลาโหมสหรัฐฯ เด้ง ผอ.หน่วยข่าวกรอง เซ่นปมประเมินผลการโจมตีอิหร่าน

24 ส.ค. 2568 00:01 น.

กลาโหมสหรัฐฯ เด้ง ผอ.หน่วยข่าวกรอง เซ่นปมประเมินผลการโจมตีอิหร่าน

กลาโหมสหรัฐฯ สั่งปลดผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรอง ไม่กี่เดือนหลังประเมินว่า การโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ สร้างความเสียหายต่อโรงงานนิวเคลียร์อิหร่านเพียงเล็กน้อย ส่วนทางคำพูดของ โดนัลด์ ทรัมป์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 23 ส.ค. 2568 ว่า นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ไล่ พลโท เจฟฟรีย์ ครูส ออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานข่าวกรองกลาโหม (DIA) แล้ว เช่นเดียวกับผู้บัญชาการกองทัพอาวุโสอีก 2 คนก็ถูกปลดออกจากตำแหน่งในเพนตากอนด้วย

กระทรวงกลาโหมยังไม่เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับการไล่ออกครั้งนี้ แต่มันเกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากทำเนียบขาวสหรัฐฯ ตอบโต้ผลการประเมินของ DIA เรื่องผลกระทบจากการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ ต่อโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน

ย้อนกลับเมื่อเดือนมิถุนายน สหรัฐฯ ส่งเครื่องบินรบไปทิ้งระเบิดบังเกอร์บัสเตอร์ โจมตีโรงงานนิวเคลียร์ใต้ดินของอิหร่าน โดยโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมายืนยันว่า การโจมตีดังกล่าวสร้างความเสียหายต่อโรงงานทั้ง 3 แห่งอย่างหนัก และทำให้โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านถดถอยไปหลายปี

แต่หลังจากนั้น สื่อของสหรัฐฯ เผยแพร่งานการประเมินของ DIA ที่รั่วไหลออกมา ระบุว่า การโจมตีดังกล่าวทำให้โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านถดถอยไปเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น ส่งผลให้นายทรัมป์ออกมาตอบโต้อย่างรุนแรง ขณะที่ทำเนียบขาวก็ประกาศว่า การประเมินของ DIA นั้น “ผิดอย่างสิ้นเชิง”

ด้านนายเฮกเซธกล่าวที่การประชุมสุดยอดผู้นำนาโตในตอนนั้นว่า รายงานของ DIA จัดทำจากข้อมูลข่าวกรองคุณภาพไม่ดี และสำนักงานสืบสวนกลาง (FBI) กำลังตรวจสอบข้อเท็จจริงของการรั่วไหลของรายงาน

ทั้งนี้ DIA เป็นหน่วยงานในสังกัดของกระทรวงกลาโหม มีหน้าที่จัดหาข้อมูลข่าวกรองทางทหารเพื่อสนับสนุนปฏิบัติการต่างๆ แต่ไม่ได้ร่วมมือกับหน่วยข่าวกรองอื่นๆ ของสหรัฐฯ รวมถึงสำนักงานข่าวกรองกลาง หรือ ซีไอเอ (CIA)

สำนักข่าว รอยเตอร์ส ระบุด้วยว่านอกจากพลโทครูสแล้ว นายเฮกเซธยังปลดผู้บัญชาการทหารกองหนุนแห่งกองทัพเรือสหรัฐฯ กับผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการรบพิเศษของกองทัพเรือสหรัฐฯ ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’สั่งลุยจับแหล่งขายอาหารสัตว์เถื่อนในสุโขทัย ผิดหลายข้อหา

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'สั่งลุยจับแหล่งขายอาหารสัตว์เถื่อนในสุโขทัย ผิดหลายข้อหา

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’สั่งลุยจับแหล่งขายอาหารสัตว์เถื่อนในสุโขทัย ผิดหลายข้อหา

วันเสาร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.35 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์สั่งหน่วยเฉพาะกิจเข้าจับกุมแหล่งผลิตและจำหน่ายอาหารสัตว์โดยไม่มีใบอนุญาต ดำเนินคดีเข้มตาม พ.ร.บ.ควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ กำชับสารวัตรปศุสัตว์ไซเบอร์ตรวจสอบข้อมูลจากช่องทางจำหน่ายออนไลน์ หากพบจะดำเนินคดีทุกราย

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากนายสัตวแพทย์ทวี เกตุขุนทด ปศุสัตว์จังหวัดสุโขทัย ว่าเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แก่ สำนักงานปศุสัตว์เขต 6, ด่านกักกันสัตว์พิษณุโลก, สำนักงานปศุสัตว์อำเภอเมืองสุโขทัย และชุดเฉพาะกิจกรมปศุสัตว์ ได้เข้าตรวจสอบพื้นที่ ต.บ้านสวน อ.เมือง จ.สุโขทัย

การเข้าตรวจสอบครั้งนี้ เป็นผลจากที่สารวัตรปศุสัตว์ไซเบอร์ตรวจสอบข้อมูลว่า มีการจำหน่ายอาหารสัตว์ผ่านโซเชียลมีเดีย จึงนำมาสู่การหาที่ตั้งของแหล่งผลิตและจำหน่ายจนพบ ในการเข้าตรวจสอบสถานที่ พบผู้ประกอบการชายรายหนึ่ง ลักลอบผลิตและจำหน่ายอาหารสัตว์โดยไม่ได้รับอนุญาต เนื่องจากใบอนุญาตขายอาหารสัตว์หมดอายุ ซึ่งถือเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ. 2558 โดยสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสุโขทัยได้รวบรวมพยานหลักฐาน และเข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

จากการตรวจสอบเบื้องต้น การกระทำของผู้ประกอบการเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ. ควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ. 2558 ดังนี้

1. มาตรา 15 ผลิตเพื่อขาย หรือนำเข้าเพื่อขายอาหารสัตว์ควบคุมเฉพาะ ตามมาตรา 6 (1) ต้อง ได้รับใบอนุญาต  มีโทษตาม มาตรา 74 จำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

2. มาตรา 17 ขายอาหารสัตว์โดยไม่มี ใบอนุญาต มีโทษตามมาตรา 75 จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

3. มาตรา 56(4) ห้ามผู้ใดผลิตเพื่อขาย นำเข้าเพื่อขาย หรือขายอาหารสัตว์ที่ต้องขึ้นทะเบียนแต่มิได้ขึ้นทะเบียนไว้ มีโทษตามมาตรา 86 จำคุกตั้งแต่ 1 ปีถึง 5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 ถึง 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

คณะเจ้าหน้าที่ยังได้เก็บตัวอย่างเพื่อส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ หากผลการตรวจวิเคราะห์อาหารสัตว์ที่เก็บตัวอย่างมาพบว่ามี การใช้สารต้องห้าม จะมีการแจ้งข้อหาเพิ่มเติม และโทษจะเพิ่มสูงขึ้นตามมาตราที่เกี่ยวข้อง จากนั้นจึงนำตัวผู้กระทำความผิด พร้อมของกลางส่งดำเนินคดีที่สภ. สวนพริกไทย

อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวเพิ่มเติมว่า ภารกิจครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของนายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของสัตว์ทั้งปศุสัตว์และสัตว์เลี้ยง และการควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์อย่างเข้มงวด เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค โดยกรมปศุสัตว์จะควบคุมการผลิต นำเข้า และจำหน่ายอาหารสัตว์เลี้ยงอย่างเคร่งครัด ผู้ประกอบการต้องขออนุญาตให้ถูกต้อง หากพบการฝ่าฝืน จะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด

“กรมปศุสัตว์ยังได้มอบหมายให้สารวัตรปศุสัตว์ไซเบอร์ ตรวจสอบข้อมูลการจำหน่ายอาหารสัตว์ผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ หากพบว่า มีการโฆษณาหรือจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้รับอนุญาต จะถูกดำเนินคดีเช่นเดียวกัน” อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าว

พร้อมกันนี้ขอความร่วมมือจากประชาชน หากพบเห็นการผลิตหรือจำหน่ายอาหารสัตว์เถื่อน สามารถแจ้งข้อมูลและเบาะแสได้ผ่าน แอปพลิเคชัน DLD 4.0 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายได้ทันที