8 ปีที่รอคอย! ‘วีนา ปวีนา ซิงห์’ คว้ามิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2025

8 ปีที่รอคอย! ‘วีนา ปวีนา ซิงห์’ คว้ามิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2025

8 ปีที่รอคอย! ‘วีนา ปวีนา ซิงห์’ คว้ามิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2025

วันอาทิตย์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.36 น.

เริ่มต้น New Era ใหม่อย่างอลังการกับการประกวดรอบตัดสิน “Final Competition” ของเวทีเฟ้นหาสาวงามระดับโลก “Miss Universe Thailand 2025” ที่ถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในค่ำคืนของวันที่ 23 สิงหาคม ณ MGI Hall ชั้น 6 ศูนย์การค้า Bravo Bkk

พร้อมกับผู้ครองมงกุฏคนใหม่ “วีนา ปวีนา ซิงห์” มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2025 สาวงามที่มีคุณสมบัติครบถ้วน ติ๊กถูกทั้ง 3 E Elegance, Empowering และ Entertainment ที่มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ในยุคของ “บอสณวัฒน์ อิสรไกรศีล” ตามหา ท่ามกลางความตื้นตันของแฟนคลับที่ต่างแสดงความยินดีกับวีนา ที่สามารถเดินตามฝันสำเร็จ แม้จะใช้เวลามากกว่า 8 ปี ในการประกวดทั้งหมด  4 ครั้ง ในขณะที่ “แพรว แพรววณิชยฐ์ เรืองทอง” คว้าตำแหน่งรองชนะเลิศอันดับ 1 ไปอย่างฉิวเฉียด และรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ “เดล นฤมล พิมพ์ภักดี”

ความอลังการเริ่มต้นขึ้นด้วย Opening Show จากวงออร์เคสตรา พร้อมซีนเปิดตัวผู้เข้าประกวดทั้ง 77 จังหวัดในชุดเดรสสั้นสีขาว โดยแต่ละคนออกมาโชว์สเต็ปแดนซ์ชนิดที่น้อยแต่มาก จากนั้นสาวงามแต่ละจังหวัดจะออกมาแนะนำตัวในจริตแบบจักรวาล! ที่เรียกเสียงกรี๊ดกระหึ่มจากคนทั้งฮอลล์

ครั้งนี้เป็นการรับหน้าที่พิธีกรประจำเวทีมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ครั้งแรกของ “แมทธิว ดีน” พิธีกรคู่บุญประจำ MGI ที่รับบทพิธีกรคู่กับไอคอนประจำจักรวาล “นาตาลี เกลโบวา” มิสยูนิเวิร์ส 2005 ขวัญใจคนไทย

ก่อนที่แฟนๆ จะได้ลุ้นกับการประกาศผู้เข้ารอบในลำดับถัดไปนั้น พิธีกรประกาศผู้ที่ได้รับรางวัลพิเศษจากสปอนเซอร์ ประกอบไปด้วยรางวัล Best National Costume ได้รับเงินรางวัล 100,000 บาท ได้แก่ มิสยูนิเวิร์ส จันทบุรี ขณะที่รองชนะเลิศอีก 4 อันดับ ได้แก่ มิสยูนิเวิร์ส กรุงเทพมหานคร, ภูเก็ต, พิจิตร และนราธิวาส Miss Spark Of effort ได้แก่ มิสยูนิเวิร์ส สระแก้ว Best Tiktok Content Creator By Namju Rachi ได้แก่ มิสยูนิเวิร์ส กรุงเทพมหานคร นางงามผิวสวยออร่า By Namju Rachi ได้แก่ มิสยูนิเวิร์ส สระบุรี Kathy Power Of Universe ได้แก่ มิสยูนิเวิร์ส สระบุรี Miss Beleaf Natural ได้แก่ มิสยูนิเวิร์ส ปทุมธานี Friend Of Glass Skin ได้แก่ มิสยูนิเวิร์ส สระบุรี

หลังจากนั้นเป็นการประกาศผล 18 คนสุดท้าย จากผู้ที่ได้รับรางวัลฟาสต์แทร็ก 3 คน ประกอบไปด้วย Best Seller Award ได้แก่ มิสยูนิเวิร์ส สระบุรี Inspire U To the Universe Award ได้แก่ มิสยูนิเวิร์ส สุราษฎร์ธานี Popular Vote ได้แก่ มิสยูนิเวิร์สกรุงเทพมหานคร โดยสาวงามผู้เข้ารอบอีก 15 คนได้แก่ มิสยูนิเวิร์ส นครนายก, เชียงใหม่, นครศรีธรรมราช, พังงา, ภูเก็ต, สงขลา, สมุทรสงคราม, สุพรรณบุรี, สมุทรปราการ, นครปฐม, ขอนแก่น, ประจวบคีรีขันธ์, เพชรบุรี, ปทุมธานี และ ลพบุรี

จากนั้นสาวงามผู้เข้ารอบทั้ง 18 คน มาประชันความฮอตกันต่อในรอบชุดว่ายน้ำ “Swimsuit Competition” โดยผู้เข้าประกวดปรากฏตัวในชุดว่ายน้ำทูพีชสุดแซ่บ ที่โชว์ให้เห็นถึงเรือนร่างสวย ยิ่งประกอบกับจริตนางพญาของแต่ละคนในทุกสเต็ป ยิ่งเสริมเสน่ห์และความเซ็กซี่มากขึ้นไปอีกจนทะลักล้นเวที ชนิดที่ว่าร้อนแรงไม่กลัวฝนเลยทีเดียว และรางวัล Best In Swimsuit ก็ตกเป็นของ มิสยูนิเวิร์ส กรุงเทพมหานคร พร้อมกับประกาศผลผู้เข้ารอบ 10 คนสุดท้าย ได้แก่ มิสยูนิเวิร์ส ปทุมธานี, ภูเก็ต, สุพรรณบุรี, ลพบุรี, นครนายก, สระบุรี, นครศรีธรรมราช, พังงา, กรุงเทพมหานคร และสงขลา

เวทีประกวดเริ่มร้อนแรงขึ้น เมื่อสาวงามทั้ง 10 คน แปลงโฉมจากสาวแซ่บมั่นใจกลายเป็น สาวสวยติดแกลม สง่างามในรอบ “ชุดราตรี” พร้อมกับโชว์สุดพิเศษจาก “เจมีไนน์ นรวิชญ์ ฐิติเจริญรักษ์” และ “โฟร์ท ณัฐวรรธน์ จิโรชน์ธิกุล” ในเพลง Priceless ซึ่งเป็นโชว์พิเศษที่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ชมเป็นอย่างมาก ทั้งความสวยงามของโปรดักชัน แสง สี เสียง รวมถึงเพลงประกอบที่เพิ่มความหรูหรา ตระการตาด้วยวงออร์เคสตรา เสริมให้สาวงามในชุดราตรีโดดเด่นในค่ำคืนของจักรวาลเป็นที่สุด ตามมาด้วยการประกาศรางวัลพิเศษ 2 รางวัล ได้แก่ Best In Evening Gown ได้แก่ มิสยูนิเวิร์ส ลพบุรีและ Miss Photogenic ได้แก่ มิสยูนิเวิร์ส อุตรดิตถ์

แล้วก็มาถึงช่วงเวลาระทึกใจกับการประกาศผลผู้ผ่านเข้ารอบ 5 คนสุดท้าย ได้แก่ มิสยูนิเวิร์ส สระบุรี, ปทุมธานี, กรุงเทพมหานคร, ภูเก็ต และนครศรีธรรมราช ในขณะที่ มิสยูนิเวิร์ส ลพบุรี, สงขลา, พังงา, นครนายก และสุพรรณบุรี ได้รับรางวัล รองชนะเลิศอันดับ 4 ไปโดยปริยาย

หลังจากนั้นเข้าสู่รอบตอบคำถาม รอบการประกวดที่เปรียบเสมือนไอคอนของเวทีมิสยูนิเวิร์ส อีกหนึ่งบททดสอบในการเฟ้นหาผู้ที่เหมาะสมกับมงกุฏ เพื่อให้ผู้เข้าประกวดได้ชิงไหวพริบ ฟาดฟันทัศนคติ กับคำถามที่ว่า

“ในยุคปัจจุบันนี้เทคโนโลยีอย่างหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอกำลังเข้ามาแทนที่การทำงานของมนุษย์มากขึ้นทุกวัน คุณคิดว่ามนุษย์ยังมีคุณค่าใดที่เทคโนโลยี หรือเอไอไม่อาจแทนที่ได้ และคุณคิดว่าจะใช้คุณค่านั้นเพื่อนำพาตัวเองและสังคมก้าวต่อไปข้างหน้าอย่างไร”

ซึ่ง วีนา ตอบว่า “คุณค่าที่วีนาอยากจะนำเสนอ คือคุณค่าของจริยธรรมค่ะ วีนามองว่าเอไอถูกนำมาใช้ในทางที่ผิดเยอะมาก ถ้าเราทุกคนปลูกฝังเรื่องจริยธรรมตั้งแต่เด็ก ประเทศไทยจะมีคอรัปชั่นน้อยลง มีแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์จากการใช้ปัญญาประดิษฐ์น้อยลง และวีนามองว่าหากเราปลูกฝังด้านจริยธรรมผ่านการศึกษาให้กับคนทุกรุ่น ทุกวัย ประเทศไทยจะเดินไปข้างหน้า และเราจะอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุขโดยไม่มีอาชญากรรมทางด้านไซเบอร์ค่ะ”

ประกาศผลผู้เข้ารอบ 3 คนสุดท้าย ได้แก่ เดล นฤมล พิมพ์ภักดี มิสยูนิเวิร์ส ภูเก็ต, แพรว แพรววณิชยฐ์ เรืองทอง มิสยูนิเวิร์ส กรุงเทพมหานคร และ วีนา ปวีนา ซิงห์ มิสยูนิเวิร์ส สระบุรี  ตามคาด ในขณะที่ พลอย อมองดีน กลาสเซ่ต์ มิสยูนิเวิร์ส ปทุมธานี และ กิ๊ฟ กมลพร ทองพล มิสยูนิเวิร์ส นครศรีธรรมราช ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 3 ไปครอง

ทั้งสามสาวต้องตอบคำถามชิงมงอีกครั้ง กับคำถามที่ว่า… “ประเทศไทยกำลังจะเปิดบ้านต้อนรับนางงามกว่า 130 ประเทศทั่วโลกในการประกวดมิสยูนิเวิร์สครั้งที่ 74 ในเดือนพฤศจิกายนนี้ หากคุณต้องการส่งข้อความสั้น ๆ ที่สะท้อนถึงความเป็นไทยให้ผู้เข้าประกวดได้รับรู้จุดเด่นของความเป็นไทย คุณจะพูดอะไร”

วีนา ตอบคำถามที่ทำให้มงลงว่า “สิ่งแรกที่วีนาจะพูดคือ ยินดีต้อนรับสู่เมืองแห่งวัฒนธรรม ประเทศไทยมีประเพณีเยอะแยะมากมาย ที่สำคัญอาหารอร่อย คนยิ้มแย้ม เป็นเมืองแห่งสยามเมืองยิ้ม เรายินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกเพศ ทุกวัย มีฮับที่จะให้บริการทุกคนอย่างเต็มที่ มาเที่ยวประเทศไทยกันเถอะค่ะ เพราะคุณจะได้รับแต่ความสนุก สุขใจ พร้อมกับรอยยิ้มกลับไปที่บ้านของคุณ”

ปิดช่วงสุดท้ายด้วยโชว์สุดเซอร์ไพรส์ที่เรียกน้ำตาจากแฟน ๆ นางงามทันทีที่ เจมีไนน์-โฟร์ท เปล่งเสียงร้องในเพลง “หนึ่งในร้อย” บทเพลงในตำนานประจำเวทีมิสยูนิเวิร์ส พร้อมกับการปรากฏตัวของ 3 คนสุดท้าย เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งโมเมนต์ที่สร้างความประทับใจให้กับแฟน ๆ นางงาม

และวินาทีสำคัญที่ทำให้ทั้งฮอลล์แทบหยุดหายใจ เมื่อพิธีกรได้ประกาศผู้ได้ครองมงกุฏมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2025 คือ มิสยูนิเวิร์ส สระบุรี  ท่ามกลางความตื้นตันใจของแฟนๆ นางงาม

เรียกได้ว่าเป็นการคัมแบ็กเวทีนางงามที่สวยสมคง ทรงคุณค่า ในยุคของการเปลี่ยนผ่าน ร่วมส่งแรงเชียร์และกำลังให้กับ “วีนา ปวีนา ซิงห์” มิสยูนิเวิร์ส ไทยแลนด์ คนใหม่ของประเทศไทยไปสู่จักรวาลกับการประกวดมิสยูนิเวิร์ส 2025 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ปลายปีนี้

Science Update : แอ่งอะพอลโลบนดวงจันทร์ก่อตัว 4,160 ล้านปีก่อน

Science Update : แอ่งอะพอลโลบนดวงจันทร์ก่อตัว 4,160 ล้านปีก่อน

Science Update : แอ่งอะพอลโลบนดวงจันทร์ก่อตัว 4,160 ล้านปีก่อน

วันอาทิตย์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ทีมนักวิจัยจากจีนและนานาชาติสามารถกำหนดอายุของ อะพอลโล เบซิน (Apollo Basin) หรือแอ่งอะพอลโล ซึ่งเป็นหลุมอุกกาบาตขนาดใหญ่ด้านไกลของดวงจันทร์ ว่า น่าจะก่อตัวขึ้นเมื่อราว 4,160 ล้านปีก่อน จากการศึกษาตัวอย่างหินที่ได้จากภารกิจ ฉางเอ๋อ-6 (Chang’e-6) ของจีนเมื่อปีที่แล้ว โดยผลการวิจัยเผยแพร่ในวารสาร Nature Astronomy

การค้นพบครั้งนี้มีความสำคัญ เพราะช่วยไขปริศนาเกี่ยวกับช่วง Late Heavy Bombardment (LHB) หรือยุคที่ดวงจันทร์และระบบสุริยะเผชิญการชนถี่ ๆ จากดาวเคราะห์น้อยในระยะแรก นักวิทยาศาสตร์เคยถกเถียงกันมานานว่าการชนลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป หรือเกิดการพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงราว 3.8–4 พันล้านปีก่อน

ตัวอย่างหินที่ตรวจสอบมีขนาดเพียง 150–350 ไมโครเมตร แต่เป็น เศษหินหลอมเหลวจากการชน ที่สามารถทำหน้าที่เสมือนนาฬิกาทางธรณีวิทยาได้อย่างแม่นยำ ผลการวิเคราะห์บ่งชี้ว่า แอ่งอะพอลโล เกิดขึ้นเร็วกว่าที่เคยเชื่ออย่างน้อย 100 ล้านปี และยืนยันว่าการชนมีแนวโน้มลดลงเรื่อย ๆ ไม่ได้เกิด “พีค” แบบฉับพลัน

ภารกิจฉางเอ๋อ-6 ถือเป็นครั้งแรกที่มนุษย์นำตัวอย่างหินกว่า 1.93 กิโลกรัม จากด้านไกลของดวงจันทร์กลับมายังโลก โดยก่อนหน้านี้ งานวิจัยอีกชิ้นจากตัวอย่างเดียวกันยังชี้ว่า South Pole–Aitken Basin ก่อตัวเมื่อ 4,250 ล้านปีก่อน ซึ่งทั้งหมดนี้กำลังช่วยต่อยอดความเข้าใจเกี่ยวกับวิวัฒนาการระหว่างโลกกับดวงจันทร์ และกำเนิดของระบบสุริยะในยุคแรกเริ่ม

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

วันอาทิตย์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหกรรมกีฬาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์

ชมบรรยากาศการแข่งขันมหกรรมกีฬาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์โลก หรือ World Humanoid Robot Games ครั้งแรกของโลก ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน มีผู้เข้าร่วมกว่า 280 ทีม จาก 16 ประเทศ ทั้งในเอเชีย ยุโรป และสหรัฐฯ ส่งหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ลงแข่งขันกีฬาและชิงชัยความสามารถต่างๆ รวม 26 ประเภท นอกจากเราจะได้เห็นความสามารถ เทคโนโลยี และพัฒนาการด้านต่างๆ ของหุ่ยนต์ฮิวแมนนอยด์แล้ว งานนี้เปิดโอกาสให้เยาวชน นักพัฒนา และนักวิจัยจากทั่วโลกได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวคิดสร้างสรรค์เกี่ยวกับหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์อีกด้วย

คุยกัน7วันหน : ปรากฎการณ์ ‘ฟ้ารั่ว’ (cloudburst) ทำฝนถล่มหนักในปากีสถาน-อินเดีย

คุยกัน7วันหน :  ปรากฎการณ์ ‘ฟ้ารั่ว’ (cloudburst) ทำฝนถล่มหนักในปากีสถาน-อินเดีย

คุยกัน7วันหน : ปรากฎการณ์ ‘ฟ้ารั่ว’ (cloudburst) ทำฝนถล่มหนักในปากีสถาน-อินเดีย

วันอาทิตย์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดฝนตกหนักชนิดไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จนเกิดน้ำท่วมฉับพลันครั้งใหญ่และดินโคลนถล่มในแถบเอเชียใต้ ทั้งในปากีสถานและอินเดีย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวมกันแล้วมากกว่า 450 ราย และสร้างความเสียหายต่อพื้นที่ประสบภัยมหาศาล ภาษาอังกฤษเรียกปรากฎการณ์ฝนตกหนักเช่นนี้ว่า ‘คลาวด์เบิร์สต์’ (cloudburst)

มันคืออะไร ส่งผลกระทบมากแค่ไหน แล้วเราควรรับมือกับมันอย่างไร?

เหตุการณ์ฝนตกหนักเฉียบพลัน หรือ ‘คลาวด์เบิร์สต์’ (cloudburst)  สื่อบางสำนักอาจใช้คำว่า ‘เมฆระเบิด’ แปลตรงตัวมาจากภาษาอังกฤษ แต่เราขอใช้ความว่า ‘ฟ้ารั่ว’ ซึ่งน่าจะตรงกับคำแบบไทยๆ มากกว่า กำลังสร้างความปั่นป่วนวุ่นวายในพื้นที่ภูเขาของอินเดียและปากีสถาน โดยมีน้ำฝนปริมาณมากตกลงมาในระยะเวลาอันสั้นและในพื้นที่จำกัด ซึ่งปรากฏการณ์น้ำท่วมรุนแรงเฉียบพลันนั้นได้คร่าชีวิตผู้คนในทั้งสองประเทศไปจำนวนมาก เฉพาะในปากีสถาน มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 440 คน ฝนที่ตกหนักและแรงทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน ดินถล่ม และโคลนถล่ม ก้อนหินขนาดใหญ่ที่ตกลงมาจากพื้นที่ลาดชันพังทลายลงมาตามน้ำ ทำลายบ้านเรือนและหมู่บ้านจนพังทลายเหลือแต่ซากปรักหักพัง

ส่วนรัฐอุตตราขัณฑ์ ภาคเหนือของอินเดีย ก็เผชิญฝนตกหนักในลักษณะนี้ไปเมื่อต้นช่วงเดือนที่ผ่านมา โทรทัศน์ท้องถิ่นรายงานภาพน้ำไหลทะลักลงมาจากภูเขาและซัดเข้าสู่ธาราลี หมู่บ้านในเทือกเขาหิมาลัย ซึ่งในปี 2556 มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 6,000 คน และหมู่บ้าน 4,500 แห่งได้รับผลกระทบเมื่อเกิดฝนตกหนักเฉียบพลันในลักษณะเดียวกันในรัฐนี้

ศาสตราจารย์กิตติคุณ จอห์นนี เฉิน คณะพลังงานและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยซิตียูนิเวอร์ซิตีออฟฮ่องกง อธิบายให้เข้าใจอย่างง่าย ๆ ว่า สาเหตุที่เรียกว่า ‘เมฆระเบิด’ เพราะมีฝนจำนวนมากตกลงมาจากเมฆในเวลาสั้น ๆ อาจจะราว 10-20 นาที แท้จริงแล้ว cloudburst คือ พายุฝนฟ้าคะนองที่สะสมละอองน้ำไว้เป็นจำนวนมากแล้วกลายเป็นฝน ตกกระหน่ำในช่วงเวลาสั้น ๆ คล้ายกับการระเบิด ยิ่งเป็นพื้นที่เทือกเขา คลาวด์เบิร์สต์ยิ่งมีความรุนแรง เนื่องจากอากาศร้อนจะยิ่งลอยตัวสูงขึ้นจากการปะทะกับเทือกเขา ส่งผลให้พายุฝนฟ้าคะนองเกิดได้เร็วขึ้นและรุนแรงขึ้น เมื่อกลายเป็นฝน จึงตกกระหน่ำรุนแรงมากยิ่งขึ้นไปอีก

อย่างเหตุการณ์ฝนตกหนักแบบไม่ลืมหูลืมตา ที่เกิดขึ้นในเขตบูเนอร์ พื้นที่แถบเทือกเขาห่างไกลในจังหวัดไคเบอร์ปักตุนควา ทางตะวันตกเฉียงเหนือของปากีสถาน ที่ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 400 ราย และยังสูญหายอีกกว่า 200 คน เกิดจากฝนที่ตกหนักเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว ปริมาณน้ำฝนกว่า 150 มิลลิเมตรภายในเวลาเพียง 1 ชั่วโมงเศษ ตรงกับเกณฑ์ฝนตกหนักเฉียบพลันแบบฟ้ารั่ว เกิดขึ้นเมื่อมีปริมาณฝนจำนวนมากตกลงมาในช่วงเวลาสั้น ๆ โดยปกติจะมากกว่า 100 มิลลิเมตรภายในหนึ่งชั่วโมง และเกิดขึ้นในพื้นที่จำกัดประมาณ 30 ตารางกิโลเมตร มีผลกระทบที่ทำลายล้างและก่อให้เกิดความเสียหายอย่างกว้างขวาง เพราะปริมาณฝนตกลงมามหาศาลในระยะเวลาสั้นๆ นั้น อาจเทียบเท่ากับปริมาณน้ำฝนที่โดยปกติแล้ว ตกในระยะเวลานานนับเดือน หรือหลายเดือน หรือทั้งฤดูฝนตกปกติ เหตุการณ์นี้เปรียบเสมือนเมฆระเบิดที่ปล่อยปริมาณน้ำฝนทั้งหมดออกมาพร้อมกัน คล้ายกับระเบิดฝน

ศ.กิตติคุณเฉินอธิบายว่า เหตุที่ปรากฎการณ์ ‘เมฆระเบิด’ ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและดินถล่ม ปัจจัยแรกเกิดจากฝนตกลงมาเร็วมากจนแม่น้ำลำคลองรองรับไม่ทันจึงเกิดน้ำท่วมฉับพลัน  ปัจจัยที่สอง เกิดจากหลายพื้นที่มีการตัดไม้ทำลายป่า ดินที่ไม่มีต้นไม้ปกคลุมจึงถูกน้ำฝนชะจนถล่มลงมา

มีหลายปัจจัยที่ทำให้เกิดฝนตกหนักเฉียบพลัน เช่น อากาศอุ่นและชื้นที่ลอยตัวขึ้นสู่ที่สูง ความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศที่สูง, ความกดอากาศต่ำ ความไม่เสถียรของชั้นบรรยากาศ และการก่อตัวของเมฆแบบการพาความร้อน (convective cloud) โดยอากาศชื้นถูกบังคับให้ลอยตัวขึ้นเมื่อปะทะกับเนินเขาหรือภูเขา อากาศที่ลอยตัวขึ้นนี้จะเย็นตัวลงและกลั่นตัวกลายเป็นหยดน้ำ เกิดเป็นเมฆที่มีขนาดใหญ่ หนาแน่น และสามารถทำให้เกิดฝนตกหนักได้

เนินเขาหรือภูเขาทำหน้าที่เสมือนกำแพงกั้น และมักจะดักเมฆเหล่านี้ไว้ ทำให้เมฆไม่สามารถกระจายตัวหรือเคลื่อนที่ไปได้ง่าย ๆ กระแสอากาศที่พัดขึ้นอย่างรุนแรงยังช่วยพยุงความชื้นเอาไว้ภายในเมฆ ซึ่งจะชะลอไม่ให้ฝนตกลงมาในทันที แต่เมื่อเมฆไม่สามารถกักเก็บความชื้นที่สะสมไว้ได้อีกต่อไป เมฆก็จะแตก และปล่อยน้ำฝนทั้งหมดออกมาพร้อมกัน

ทั้งอินเดียและปากีสถานมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม โดยฝนตกหนักเฉียบพลัน พร้อมเกิดขึ้นในสภาพที่มีความชื้น มรสุม และภูเขา ซึ่งหลายภูมิภาคของอินเดียและปากีสถานมีครบทั้งสามปัจจัยนี้ ทำให้พื้นที่เหล่านี้มีความเสี่ยงต่อการเกิดเหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรงเช่นนี้ โดยเทือกเขาหิมาลัย การาโกรัม และฮินดูกูช ล้วนเป็นที่ตั้งของยอดเขาที่สูงและมีชื่อเสียงที่สุดในโลก ทอดตัวยาวผ่านหลายประเทศ รวมถึงอินเดียและปากีสถาน ขณะที่ความถี่ของฝนตกหนักเฉียบพลันในสองประเทศแถบเอเชียใต้นี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากบรรยากาศที่อุ่นขึ้นสามารถกักเก็บความชื้นได้มากขึ้น ซึ่งสร้างเงื่อนไขให้เกิดฝนที่ตกอย่างรุนแรงและฉับพลัน

ภูมิภาคเอเชียใต้ โดยทั่วไปมีฤดูมรสุมสองช่วง ช่วงแรกมักเกิดขึ้นระหว่างเดือนมิถุนายนถึงกันยายน โดยฝนจะเคลื่อนตัวจากตะวันตกเฉียงใต้ไปยังตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนอีกช่วงหนึ่งเกิดประมาณเดือนตุลาคมถึงธันวาคม และเคลื่อนตัวในทิศทางตรงกันข้าม แต่ด้วยปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เพิ่มขึ้นในบรรยากาศ ทำให้รูปแบบฝนเหล่านี้เริ่มคลาดเคลื่อนจากเดิม สาเหตุคือ อากาศที่อุ่นขึ้นสามารถกักเก็บความชื้นจากทะเลอาหรับและมหาสมุทรอินเดียได้มากขึ้น และฝนที่สะสมไว้จึงมักเทลงมาอย่างรวดเร็วและรุนแรงในคราวเดียว ซึ่งหมายความว่า ฤดูมรสุมในปัจจุบันไม่ใช่ฝนตกต่อเนื่องเหมือนในอดีต แต่กลายเป็นช่วงเวลาของน้ำท่วมหนักสลับกับช่วงแล้ง

ฝนตกหนักเฉียบพลัน เป็นปรากฏการณ์ที่คาดการณ์ได้ยาก เนื่องจากมีขนาดเล็ก ระยะเวลาสั้น เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน และเกี่ยวข้องกับกลไกในบรรยากาศที่ซับซ้อน แต่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ฝนตกหนักเฉียบพลันมีแนวโน้มเกิดเพิ่มมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ขณะเดียวกัน ความเสียหายจากพายุที่เกี่ยวข้องก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน เนื่องจากการพัฒนาเมืองในพื้นที่ภูเขาโดยขาดการวางแผน

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้กระตุ้นปัจจัยที่ก่อให้เกิดฝนตกหนักเฉียบพลันโดยตรง โดยเฉพาะในปากีสถาน โดยทุก ๆ การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิ 1 องศาเซลเซียส จะทำให้อากาศสามารถกักเก็บความชื้นได้มากขึ้นราวร้อยละ 7 ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดฝนตกหนักในระยะเวลาสั้นๆ

ศ.กิตติคุณเฉินเตือนว่า ฝนตกหนักเป็นสิ่งที่พยากรณ์ได้ยากมาก สาเหตุหนึ่งเพราะเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นแบบสุ่มพื้นที่ ประกอบกับมนุษย์ยังไม่มีความรู้มากเพียงพอเกี่ยวกับกระบวนการทั้งหมดที่ทำให้ฝนตกหนัก สิ่งที่นักอุตุนิยมวิทยาสามารถทำได้ คือ การพยากรณ์ฝนตกหนักในระยะสั้น แต่ในระยะยาวที่เราทราบอยู่แล้วว่า มีโอกาสที่จะเกิดฝนตกหนักมากยิ่งขึ้น จึงควรต้องดำเนินยุทธศาสตร์ในการลดโอกาสที่จะเกิดน้ำท่วมและผลกระทบที่เกี่ยวข้อง

Health News : เจ้าของสถิติอายุยืนที่สุดในโลกมีอายุครบ 116 ปี

Health News : เจ้าของสถิติอายุยืนที่สุดในโลกมีอายุครบ 116 ปี

Health News : เจ้าของสถิติอายุยืนที่สุดในโลกมีอายุครบ 116 ปี

วันอาทิตย์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เอเธล คาเทอร์แฮม เจ้าของสถิติผู้ที่มีอายุยืนที่สุดในโลกที่ยังมีชีวิตอยู่ ของกินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ดส์ มีอายุครบ 116 ปีในวันนี้ หลังจากได้เป็นเจ้าของสถิติผู้ที่มีอายุยืนที่สุดในโลกที่ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งได้รับการรับรองจาก กินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ดส์ ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ตามหลังการเสียชีวิตของ อินาห์ การาบาร์โร ลูกัส แม่ชีชาวบราซิล ที่เสียชีวิตเมื่อวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา ด้วยวัย 116 ปี กับอีก 326 วัน

เอเธล คาเทอร์แฮม เกิดเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 1909 เคยไปใช้ชีวิตอยู่ที่อินเดียและฮ่องกง ถือเป็นชาวอังกฤษที่อายุยืนที่สุดที่ยังมีชีวิตอยู่ และเป็นชาวอังกฤษคนสุดท้ายที่เกิดในช่วงต้นศตวรรษ 1990 ที่ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน เธอยังคงขับรถเองจนถึงตอนอายุ 97 ปี และรอดชีวิตมาได้แม้จะป่วยหนักในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในปี 2020 ตอนที่อายุ 110 ปี

ทุกวันนี้ คาเทอร์แฮมยังคงใช้ชีวิตกับครอบครัวที่บ้านในเมืองเซอร์เรย์ ประเทศอังกฤษ โดยมีหลานสาว 3 คนและเหลนอีก 5 คน เธอเคยบอกถึงเคล็ดลับที่ช่วยให้มีอายุยืนยาว คือได้ทำงานอดิเรกที่ชอบ ซึ่งนั่นก็คือการเล่นไพ่บริดจ์ และพบเจอเพื่อนใหม่จากงานอดิเรกที่ทำเป็นกิจวัตร

เคียงข้างสังคมไทย CPF ชวนคนไทย ร่วมฟื้นฟู รพ.ชายแดน ‘ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้’

เคียงข้างสังคมไทย CPF ชวนคนไทย ร่วมฟื้นฟู รพ.ชายแดน ‘ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้’

เคียงข้างสังคมไทย CPF ชวนคนไทย ร่วมฟื้นฟู รพ.ชายแดน ‘ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้’

วันอาทิตย์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เดินหน้าสานต่อพันธกิจเพื่อสังคม จัดกิจกรรม “ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้” เพื่อนำรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายร่วมสมทบทุนซ่อมแซมอาคารโรงพยาบาลที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา

กิจกรรมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20–22 สิงหาคม 2568 ณ โถงชั้น 1 และหน้าอาคาร ซี.พี.ทาวเวอร์ สีลม เชิญชวนประชาชนมาร่วมเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพมาตรฐานสากล พร้อมส่งต่อพลังแห่งการให้ สนับสนุนภารกิจดูแลสุขภาพและชีวิตของพี่น้องคนไทยในพื้นที่ชายแดน

ประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟ ยืนหยัดเคียงข้างคนไทยในทุกสถานการณ์ ตามหลักปรัชญา 3 ประโยชน์ของเครือซีพี เราขอร่วมเป็นพลังสนับสนุนการฟื้นฟูโรงพยาบาลชายแดน เชื่อมั่นว่าความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจะช่วยให้โรงพยาบาลกลับมาให้บริการประชาชนได้อย่างเต็มกำลังอีกครั้ง

ซีพีเอฟ ตระหนักถึงบทบาทสำคัญของโรงพยาบาล ในฐานะศูนย์กลางการดูแลสุขภาพของชุมชน จึงเดินหน้าจัดกิจกรรมดังกล่าว เพื่อตอกย้ำเจตนารมณ์เคียงข้างสังคมไทย พร้อมเชิญชวนประชาชนร่วมบริจาคโดยตรง เพื่อเติมพลังใจและเสริมศักยภาพให้โรงพยาบาลกลับมาเปิดให้บริการได้อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดน 7 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว จันทบุรี และตราด

ที่ผ่านมา ซีพีเอฟ ได้ต่อยอดกิจกรรม “ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้” โดยมอบเงินสนับสนุนให้แก่โรงพยาบาลรามาธิบดี เพื่อฟื้นฟูอาคารหลักที่ได้รับความเสียหายจากเหตุเพลิงไหม้ และช่วยเหลือโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหว

ซีพีเอฟ เชื่อมั่นว่า…ทุกการให้ คือพลังที่ยิ่งใหญ่ ขอเชิญชวนคนไทยทุกท่านร่วมแรงร่วมใจ ส่งต่อ “พลังแห่งการให้” เคียงข้างโรงพยาบาลชายแดน ก้าวผ่านวิกฤตไปด้วยกัน

จากห้องเรียนสู่สังคมเทคโนโลยียั่งยืน ‘Samsung Innovation Campus 2025’ สร้างพลเมืองเท่าทันดิจิทัล

จากห้องเรียนสู่สังคมเทคโนโลยียั่งยืน ‘Samsung Innovation Campus 2025’ สร้างพลเมืองเท่าทันดิจิทัล

จากห้องเรียนสู่สังคมเทคโนโลยียั่งยืน ‘Samsung Innovation Campus 2025’ สร้างพลเมืองเท่าทันดิจิทัล

วันอาทิตย์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ปัจจุบันการพัฒนาทักษะดิจิทัลได้กลายเป็นพื้นฐานที่จำเป็นของอนาคต และเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความยั่งยืนให้กับสังคมโดยรวม ซัมซุง เดินหน้ายกระดับทักษะดิจิทัลแก่เยาวชนไทยในโครงการ Samsung Innovation Campus 2025” จุดประกายความคิดสร้างสรรค์และสร้างโอกาสสำหรับอนาคตที่ดีกว่า ผ่านโปรแกรมการเรียนการสอนที่เน้นการทำจริง เพื่อปู่ทางเยาวชนให้พร้อมก้าวสู่ยุคดิจิทัลอย่างยั่งยืน  โดยในปี 2568 มีจำนวนนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาเข้าร่วมโครงการมากถึง 6,501 คน พร้อมเปิดมุมมองคุณครูและนักเรียนจากโรงเรียนฤทธิยะวรรณาลัย ผ่านเรื่องราวความประทับใจที่ได้นำความรู้จากโครงการไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน

นายสิทธิโชค นพชินบุตร President of Mobile Experience Division บจก.ไทยซัมซุงฯ เผยว่า โครงการ Samsung Innovation Campus สะท้อนความมุ่งมั่นของซัมซุงในฐานะผู้นำด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมระดับโลก ภายใต้พันธกิจเพื่อสังคม Together for Tomorrow, Enabling People – มุ่งสร้างพลังคน มุ่งสร้างอนาคตที่ดีร่วมกัน เพื่อพัฒนาทักษะดิจิทัลให้เยาวชนไทยอย่างเท่าเทียม ผ่านการเรียนรู้ที่นำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน และสร้างนวัตกรรมเพื่อผู้คนและสังคม โครงการนี้ดำเนินแล้วกว่า 40 ประเทศ เข้าถึงเยาวชนกว่า 35,000 คนทั่วโลก และในประเทศไทยได้ขยายสู่โรงเรียน 11 แห่ง ครอบคลุม 9 จังหวัด พัฒนานักเรียนกว่า 6,500 คนให้พร้อมก้าวสู่อนาคตดิจิทัลอย่างยั่งยืน

ครูน้อย – ประนอม ศุภศร ครูผู้สอนวิชาการคำนวณ รร.ฤทธิยะวรรณาลัย มองว่า จุดเด่นโครงการ SIC คือ การส่งเสริมด้านการพัฒนาทักษะ การคิดวิเคราะห์ และการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ที่เน้นการเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติทำให้นักเรียนมีความคิดสร้างสรรค์ กล้าแสดงออก ทำงานเป็นทีม และมีทัศนคติที่ดีต่อเทคโนโลยีมากขึ้น อีกทั้งตั้งเป้าหมายจะนำเทคโนโลยีไปใช้ในอนาคต หลังจากที่ครูได้นำความรู้จากการอบรม เช่น แนวคิดการคิดเชิงคำนวณมาประยุกต์ใช้ในการสอน โดยโครงการนี้ก็ช่วยเปิดโลกการสอนใหม่ๆ ให้ครูได้เรียนรู้การใช้เทคโนโลยีมาช่วยออกแบบกิจกรรมกระตุ้นให้นักเรียนใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหา และออกแบบบทเรียนที่ตอบโจทย์ผู้เรียนมากขึ้น ทำให้บรรยากาศในห้องเรียนสนุก เด็กมีส่วนร่วม และรู้สึกภูมิใจที่ได้สร้างสรรค์ผลงานของตัวเอง

การได้เข้าร่วมโครงการฯ ทำให้ครูได้พัฒนศักยภาพอย่างรอบด้าน นำความรู้และเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้อย่างมั่นใจ ในยุคที่โลกเปลี่ยนเร็ว มีทั้ง AI และเครื่องมือใหม่ๆ อย่าง ChatGPT หรือ Gemini ซึ่งทำให้เด็กสามารถสร้างงาน เช่น สติกเกอร์หรือโมเดลได้เอง วันนี้เราไม่ได้สอนแค่ให้เด็กใช้โปรแกรม แต่สอนให้เขาคิด วิเคราะห์ และแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง โดยหัวใจของการสอนยุคใหม่ คือ ให้เด็กได้ลงมือทำจริง และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น การวางแผนเดินทาง การแก้ปัญหา หรือการใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนาตนเอง โครงการนี้จึงไม่ใช่แค่การอบรม แต่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ทั้งครูและนักเรียนเติบโตไปพร้อมกัน ครูน้อยกล่าว

ด้าน ด.ญ. ชิณาณา นิลคำ นักเรียนชั้นมัธยมปีที่ 1 รร.ฤทธิยะวรรณาลัย บอกว่า การเรียนรู้ในโครงการ SIC เน้นการลงมือปฏิบัติจริง ทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความสนุก ช่วยให้มีความเข้าใจมากขึ้น ทั้งวิชาการคำนวณ การเขียนโปรแกรมภาษา Python และทักษะพื้นฐานการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่สามารถนำมาช่วยแบ่งเบาภาระในการเรียนและในชีวิตประจำวันได้หลายอย่าง เช่น การช่วยเขียนเรียงความ การสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติม เป็นต้น แต่ AI ก็มีผลเสียแฝงอยู่ด้วย ดังนั้น หากจะนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ก็ต้องรู้จักข้อดีและข้อเสียอย่างละเอียด โดยสิ่งที่ได้เรียนรู้เพิ่มเติมคือ การแยก AI กับสิ่งที่เป็นจริง ทำให้รู้จักสังเกต และพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ เพื่อไม่ให้ถูกหลอก อีกทั้งนำไปใช้ในทางที่ถูกต้อง นอกจากนี้ ยังได้ทักษะในการพรีเซนต์เพิ่มเติมอีกด้วย

หนูสนใจเรียนรู้เรื่องเทคโนโลยีเพิ่มเติมอยู่ตลอดเวลา เพราะเป็นผลดีต่อทั้งวันนี้และในอนาคต ตอนนี้ AI พัฒนาขึ้นทุกวัน คิดว่าต้องได้ใช้แน่ๆ โดยเฉพาะในอาชีพทนายที่เป็นความฝันของหนู ซึ่งต้องมีการสืบค้นข้อมูล หรือข้อกฎหมายมากมาย แม้การก้าวสู่ยุคดิจิทัลจะมีข้อดี ทำให้เรามีเครื่องมืออำนวยความสะดวกมากขึ้น แต่ก็มีข้อเสีย เช่น ทำให้เด็กติดจอและสมาธิสั้น มีการหลอกลวงทางออนไลน์ จึงอยากให้เพื่อนๆ รู้จักใช้เทคโนโลยีในทิศทางที่ดีมีประโยชน์ต่อการเรียนและในชีวิตประจำวัน

ปิดท้ายที่มุมมองของ ด.ช.กรณพัฒน์ เกิดนาวี นักเรียนชั้นมัธยมปีที่ 1  รร.ฤทธิยะวรรณาลัย  บอกว่า ก่อนหน้านี้มองว่าเทคโนโลยีเป็นเรื่องยากและไม่ค่อยเข้าใจมากนัก แต่ตอนนี้มีความสนใจและมองเห็นประโยชน์ของเครื่องมือดิจิทัลชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะการนำ AI มาใช้ในการเรียนและในชีวิตประจำวัน โดยใช้เป็นแหล่งค้นคว้าหาข้อมูลและความรู้เพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม การใช้ AI ต้องแยกให้ได้ว่าอะไรจริงหรือถูกสร้างขึ้น ซึ่งการเรียนในโครงการดังกล่าวทำให้รู้วิธีสังเกต การรู้จักกลั่นกรองข้อมูล นอกจากนี้ ยังสอนการใช้งานเครื่องมืออย่าง Python รวมทั้งเทคโนโลยีใหม่ๆ ทั้งนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือ ช่วยพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ

จากการเรียนที่ได้ลงมือปฏิบัติจริง ทำให้รู้สึกสนุกและเข้าใจสิ่งที่เรียนรู้มากขึ้น ขอให้ทำโครงการต่อไปเรื่อยๆ เพราะช่วยเสริมทักษะให้เด็กได้จริงๆ ในอนาคตผมอยากเป็นทหารหรือตำรวจไซเบอร์ เพื่อจะได้ช่วยเหลือผู้คนจากภัยคุกคามบนโลกออนไลน์ ซึ่งสิ่งที่ได้เรียนรู้จะมีการต่อยอดนำใช้ในอาชีพอย่างแน่นอน อยากฝากทุกคนว่าเทคโนโลยีมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ต้องใช้อย่างมีจริยธรรมและไม่เบียดเบียนผู้อื่น

โครงการ Samsung Innovation Campus 2025 ไม่เพียงมอบความรู้ด้านดิจิทัลให้กับเยาวชน แต่ยังปลูกฝังทักษะคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และการใช้เทคโนโลยีอย่างรู้เท่าทัน เพื่อให้ก้าวสู่อนาคตอย่างมั่นใจ เสียงสะท้อนจากทั้งครูและนักเรียนคือหลักฐานที่แสดงถึงพลังของการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำจริง ซึ่งซัมซุงเชื่อมั่นว่าจะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างพลเมืองดิจิทัลคุณภาพ พร้อมขับเคลื่อนสังคมไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืน

ตะลอนเที่ยว : เพราะมีทหารหาญ ประเทศไทยจึงมีเอกราชอธิปไตย

ตะลอนเที่ยว : เพราะมีทหารหาญ ประเทศไทยจึงมีเอกราชอธิปไตย

ตะลอนเที่ยว : เพราะมีทหารหาญ ประเทศไทยจึงมีเอกราชอธิปไตย

วันอาทิตย์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

แผ่นดินไทยร่มเย็นเป็นสุขสงบได้ เพราะคนไทยรักสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน โดยมีศูนย์รวมใจคนไทยคือสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ แต่เมื่อมีข้าศึกศัตรูรุกรานแผ่นดินบ้านเกิดเมืองนอนของเรา คนไทยช่วยกันปกบ้านป้องเมืองให้รอดพ้นภัยจากอริราชศัตรู แต่ที่สำคัญนั้นประเทศไทยมีบุคคลสำคัญกลุ่มหนึ่งช่วยดูแลรักษาบ้านเมืองด้วยการเสียสละได้แม้ชีวิต เพื่อให้บ้านเมือง และประชาชนในแนวหลังมีชีวิตสุขสงบ คนสำคัญนั้นคือทหารหาญ ผู้ปกป้องคุ้มกันภัยอันตรายจากข้าศึก มิให้เข้ามาแผ้วพาลทำลายความสุขสงบของคนไทยและแผ่นดินไทย
ในยามศึกสงครามเช่นนี้ คนไทยตระหนักถึงความสำคัญและจำเป็นของทหารเป็นอย่างดี คนไทยที่มีสติสัมปชัญญะครบถ้วนบริบูรณ์ และมีสติปัญญากล้าแข็ง ต่างรู้ซึ้งว่าทหารช่วยรักษาเอกราชของประเทศไทย ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะมี ส.ส. ปัญญานิ่มบางจำพวกชอบแสดงความโง่ด้วยการพูดโง่ ๆ ว่ามีทหารไปเพื่ออะไร มีทหารไปทำไม ยุคนี้ไม่มีใครทำสงครามกันแล้ว แต่ที่โง่บัดซบยิ่งกว่าคือ ส.ส. ไร้สมองบางคนพล่ามว่า ทหารไทยรบกับใครก็ไม่มีวันชนะ ซึ่งการพูดเช่นนั้นคือการแสดงความโง่บัดซบโดยแท้ของ ส.ส. เหล่านั้นโดยแท้
วันนี้ ยามนี้ เวลานี้ ทุกคนในประเทศไทยรู้และเข้าใจตรงกันแล้วว่ากัมพูชาจงใจรุกรานประเทศไทย ส่วนอะไรคือมูลเหตุของปัญหา เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปดูต้นตอความขัดแย้งระหว่างทักษิณ ชินวัตร ผู้ต้องการมีอำนาจรัฐไปจนวันตาย กับฮุนเซน ผู้ครองอำนาจรัฐแห่งกัมพูชามาเกือบ 4 ทศวรรษ ความขัดแย้งของคนทั้งสองนำความวิบัติพินาศมาสู่สังคมไทยโดยแท้ ดังพบว่ามีการสู้รบกันระหว่างทหารไทยกับกัมพูชา อันเนื่องมาจากกัมพูชาจงใจรุกรานแผ่นดินไทย 
การรุกรานโดยกัมพูชาทำให้พลเรือนไทยกว่า 10 คนต้องล้มตาย และบาดเจ็บสาหัสหลายสิบคน เพราะจรวดและระเบิดที่ยิงมาจากกัมพูชา แล้วยังทำให้พลเรือนไทยต้องพลัดที่นาคาที่อยู่อีกหลายแสนคน (ประมาณ 3 แสนคน) และทำให้ทหารไทยต้องตายไปแล้ว 15 นาย บาดเจ็บสาหัสอีกหลายสิบนาย 
ความเสียหายต่อประเทศไทยที่ประมาณค่ามิได้อันเกิดจากการกระทำโดยฝ่ายกัมพูชา ทำให้คนไทยเห็นถึงความสำคัญและความจำเป็นของการมีทหาร และมีกองทัพ แล้วเมื่อยิ่งได้ทราบถึงความเสียสละอย่างยิ่งใหญ่ของทหารหาญที่ปฏิบัติภารกิจป้องกันประเทศแล้ว ก็ยิ่งทำให้คนไทยขอบคุณในความกล้าหาญและเสียสละของทหารที่สู้รบป้องกันประเทศมากยิ่งขึ้น ดังนั้น คนไทยจึงพร้อมใจร่วมกันจัดหาสิ่งของต่าง ๆ เพื่อส่งมอบให้ทหาร อาทิ อาหารแห้ง ยารักษาโรค ของใช้ในชีวิตประจำวัน แม้กระทั่งชุดห้ามเลือด ลวดสนามหีบเพลง โดรน เสื้อผ้าชุดชั้นใน ถุงเท้า กางเกงใน แป้งเย็น ผ้าเย็น ยากันยุง แม้กระทั่งเข้าไปช่วยสร้างบังเกอร์ให้ทหาร และจัดหาสิ่งของต่าง ๆ ให้ทหาร เพียงแค่ขอให้ทหารบอกว่าว่าต้องการสิ่งใด ก็ยินดีช่วยจัดหาให้โดยพลัน เพราะต้องการสนับสนุนทหาร และเพื่อบอกว่าขอบคุณทหารที่เสียสละเพื่อชาติและเพื่อคนไทย
ภาพที่นำเสนอในวันนี้คือภาพที่ทหารหาญของเราส่งมาจากชายแดน เพื่อยืนยันว่าทหารทุกคนพร้อมรักษาดินแดนไทย แต่ Mr.  Flower ขออนุญาตปิดบังใบหน้า และปิดบังรายละเอียดสถานที่เพื่อความปลอดภัยของทหาร และพร้อมกันนี้ก็นำเสนอภาพการสนับสนุนโดยแนวหลังจากภาคส่วนต่าง ๆ ที่ส่งข้าวของไปให้ทหารในแนวหน้า รวมถึงการตั้งใจทำอาหารใหม่ ๆ สด ๆ เลี้ยงทหารผู้บาดเจ็บที่เข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล และขอขอบคุณคุณหมอ และคุณพยาบาลที่ให้การรักษาพยาบาลทหารผู้บาดเจ็บสาหัสจากการสู้รบเพื่อรักษาอธิปไตยของไทย
Mr. Flower แจ้งกับทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ในแนวหน้าว่า หากสถานการณ์สงบลงแล้ว จะขออนุญาตพาผู้อ่านหนังสือพิมพ์แนวหน้าไปเยี่ยมเยียนให้กำลังใจทหารถึงฐานปฏิบัติการ เพื่อให้ได้รับทราบว่าชีวิตประจำวันของทหารในแนวหน้ายากลำบากมากเพียงใด เราทุกคนรอให้สถานการณ์สงบลงโดยเร็ว และขอให้ทหารไทยที่ปฏิบัติหน้าที่ในแนวหน้าปลอดภัย แคล้วคลาดจากภยันตรายทั้งปวง และขอบอกทหารที่ทำหน้าที่ในแนวหน้าทุกคน และทหารทุกหน่วยว่า คนไทยไม่ลืมบุญคุณของทหารหาญ 
หากคุณผู้อ่านแนวหน้าสนใจร่วมบริจาคสิ่งของ อาหารแห้ง ขนม ยารักษาโรคชนิดยาสามัญประจำบ้าน แป้งเย็น ผ้าเปียก เสื้อยืดชั้นใน กางเกงใน ถุงเท้า แปรงสีฟัน ยาสีฟัน สบู่ ยาทากันยุง หรือของอื่นใดที่คุณเห็นว่าเป็นประโยชน์กับทหารชายแดน โปรดนำไปฝากที่หนังสือพิมพ์แนวหน้า ซอยวิภาวดี 66 ถนนวิภาวดีรังสิต โดยเขียนบนกล่องว่าส่งถึง Mr. Flower เพื่อฝากให้ทหารชายแดน หรือหากต้องการไปเยี่ยมให้กำลังใจทหารบาดเจ็บ โปรดติดต่อ 091 7233615 

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower

แหวกฟ้าหาฝัน : เที่ยวชม Aegina กรีซ

แหวกฟ้าหาฝัน : เที่ยวชม Aegina  กรีซ

แหวกฟ้าหาฝัน : เที่ยวชม Aegina กรีซ

วันอาทิตย์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ไปเยือนกรีซ ร้อยทั้งร้อยไม่ได้ต้องการเที่ยวแค่เอเธนส์ เป้าหมายใหญ่มักอยู่ตามเกาะต่าง ๆ หากมีเวลาน้อย นักท่องเที่ยวอาจเลือกเกาะใกล้ ๆ กับเอเธนส์ โดยอาจเลือกซื้อทัวร์เพื่อไปเที่ยว 3 เกาะใกล้ ๆ กับเอเธนส์ในคราวเดียว หรือเลือกเที่ยวเกาะเดียวที่เดินทางง่าย อาทิ Aegina เพื่อให้ได้บรรยากาศหรือประสบการณ์การนั่งเรือไปเกาะ แล้วแต่จริตของแต่ละคน ข้อเสียของการเลือก 3 เกาะคือ นักท่องเที่ยวจะเสียเวลากับการขึ้นลงเรือ และได้มีโอกาสเดินเล่นรอบเกาะน้อยมาก เพียงแค่ที่ละ 1-2 ชั่วโมงเท่านั้น แต่หากเลือกเดินทางเพียงแค่เกาะเดียว เกาะที่ควรเลือกคือ Aegina ทั้งนี้เพราะเกาะนี้ใช้เวลาเดินทางจากเอเธนส์ไม่นานมากเพียงชั่วโมงกว่า ๆ แล้วแต่เรือที่นั่งท่องเที่ยวเลือก มีเรือออกแต่เช้าและกลับในเวลาค่อนข้างเย็น นักท่องเที่ยวสามารถที่จะใช้เวลาในเกาะได้อย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเกาะนี้ค่อนข้างเล็ก สถานที่ท่องเที่ยวจึงมิได้มีมากมาย แต่มีทั้งสถาปัตยกรรมเก่าแก่โบราณ ชายหาด ร้านค้า ร้านขายของที่ระลึก และร้านอาหารจึงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากระดับหนึ่ง

Aegina เกาะที่ห่างจากเอเธนส์เพียงแค่ 27 กิโลเมตรนี้มีเรือออกจากท่า Piraeus หลายแบบจากหลายบริษัทแทบทุกครึ่งถึง 1 ชั่วโมงโดยเริ่มตั้งแต่ 8 โมงเช้าเรื่อยไป ระยะเวลาเดินทางก็แล้วแต่ความสะดวกของนักท่องเที่ยว ชนิดของเรือโดยมีตั้งแต่ 40 นาทีถึง 1 ชั่วโมง 25 นาที ราคาก็แตกต่างกันตามแต่นักท่องเที่ยวจะเลือกว่าจะเดินทางเวลาไหน เรือแบบไหน ชั้นเรือแบบไหนโดยราคาต่ำสุดอยู่ที่ 10 ยูโร การเดินทางไปยังเกาะนี้ก็เหมือนกับการเดินทางด้วยรถไฟในยุโรป เพียงแต่นักท่องเที่ยวต้องเผื่อเวลาค่อนข้างมาก เพราะการเช็คอินขึ้นเรือใช้เวลานานกว่าการเดินทางด้วยรถไฟ และต้องดูว่าเรือที่ซื้อขึ้นที่ประตูไหนของท่า Piraues หากนักท่องเที่ยวซื้อตั๋วล่วงหน้าไว้ก่อนก็อาจไม่ต้องเผื่อเวลามากนัก แต่หากจะไปซื้อที่ท่าเรือเลยในวันเดินทางซึ่งก็สามารถทำได้อาจยิ่งต้องเผื่อเวลา เพราะไม่เพียงจะต้องหาห้องขายตั๋ว ยังต้องหาประตูที่จะลงด้วย  เนื่องจากการเดินทางเรืออาจไม่สะดวกสบายเท่ารถโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เมาเรือ คำแนะนำของการเดินเรือที่ปลอดภัยก็คือ นั่งเรือที่ลำใหญ่ ๆ ไว้ก่อน และอาจต้องเตรียมยาแก้เมาเรือที่ชื่อว่า Dramamine เผื่อไว้ด้วย  หากนักท่องเที่ยวเมาเรือเสียก่อนจะไปถึง พอลงจากเรือจะมึนงงถึงขั้นอาเจียนเลยไม่ต้องเที่ยวกันพอดี

Aegina หนึ่งในหมู่เกาะ Saronic ในอ่าว Saronic อยู่ห่างจากกรุงเอเธนส์ 27 กิโลเมตร ชื่อของเกาะมาจากชื่อของมารดาของ Aeacus วีรบุรุษในตำนานของกรีซ เกาะนี้มีมาตั้งแต่สมัยยุคทองแดงตอนต้นโดยเป็นถิ่นที่อยู่ของชาว Kolonna ซึ่งมีสถาปัตยกรรมหลงเหลืออยู่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของเกาะในปัจจุบัน ที่นี่เป็นถิ่นที่อยู่เรื่อยมาจนถึงยุคทองแดงตอนกลางซึ่งทราบได้จากการขุดพบเซรามิคในช่วงปี 1700-1500 ปีก่อนคริสต์กาลที่ปัจจุบันถูกจัดแสดงอยู่ที่ British Museum กรุงลอนดอน เกาะที่มีพื้นที่ 87 ตารางกิโลเมตรนี้มีพื้นที่ของภูเขาไฟระเบิดที่สงบแล้วมากถึง 2/3 พื้นที่ส่วนหนึ่งของเกาะมีความอุดมสมบูรณ์สามารถเพาะปลูกพืชได้หลายชนิด อาทิ ฝ้าย มะกอก องุ่น มะเดื่อ แต่พืชที่มีชื่อเสียงที่สุดและเป็นพืชเศรษฐกิจของเกาะคือ ถั่วพิทาชิโอ

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนเกาะนี้อาจเลือกทำกิจกรรมได้หลากหลายขึ้นอยู่กับเวลาและจริต นักท่องเที่ยวที่พอมีเวลาอาจเลือกไปถึง Temple of Aphaia การเดินทางไป Temple นี้ด้วยรถสาธารณะค่อนข้างใช้เวลาและต้องรอเป็นรอบ หากนักท่องเที่ยวไม่มีเวลา อาจเลือกทำแค่เข้าโบสถ์ Saint Nicholas the Thalassinos ริมท่าเรือ แล้วเดินเล่นในเมืองตามตรอกซอกซอยเพื่อชมร้านค้าที่ขายของพื้นเมือง และถั่วพิทาชิโออันเลื่องชื่อ ก่อนเดินไปทางทิศตะวันตกเพื่อเยือน Klima Beach แล้วย้อนกลับมากินอาหารพื้นเมืองหรืออาหารทะเลหน้าเกาะก่อนเดินทางกลับ

DMT ส่งต่อความห่วงใย ส่งของให้แก่เหล่าทหารชายแดนไทย

DMT ส่งต่อความห่วงใย ส่งของให้แก่เหล่าทหารชายแดนไทย

DMT ส่งต่อความห่วงใย ส่งของให้แก่เหล่าทหารชายแดนไทย

วันอาทิตย์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พลาดิสัย ใจทัศน์กุล  ผจก.แผนกสื่อสารองค์กรและกิจกรรมเพื่อสังคม บมจ.ทางยกระดับดอนเมือง  หรือ DMT เป็นตัวแทนบริษัทส่งมอบสิ่งของที่จำเป็นสำหรับการปฏิบัติหน้าที่ อาทิ น้ำดื่ม สินค้าอุปโภคบริโภคและหน้ากากกันกลิ่นให้กับทหารที่ประจำการอยู่ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อเป็นการสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของกำลังทหาร พร้อมทั้งส่งกำลังใจในฐานะพลังภาคีจากภาคเอกชนที่พร้อมยืนเคียงข้างและร่วมสร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศชาติ โดยมี พล.ร.ต. ปิยะศักดิ์ นิลนิมิตร รองเจ้ากรมกิจการพลเรือนทหาร เป็นตัวแทนรับ ณ สำนักงานจเรทหาร กรมกิจการพลเรือนทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย