รัฐบาล ยืนยัน ไม่มีการเรียกประชุมรัฐสภา ประกาศสงครามกับกัมพูชา

รัฐบาล ยืนยัน ไม่มีการเรียกประชุมรัฐสภา ประกาศสงครามกับกัมพูชา

รัฐบาล ยืนยัน ไม่มีการเรียกประชุมรัฐสภา ประกาศสงครามกับกัมพูชา

วันศุกร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.24 น.

“รัฐบาล”ยืนยัน“ไม่มีการเรียกประชุมรัฐสภาประกาศสงครามกับกัมพูชา” ย้ำสภาฯประชุม สว.สส.ทุกวันจันทร์-พฤหัสเป็นปรกติอยู่แล้ว ขอประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวเท็จบิดเบือน วอน”กัมพูชา”ยึดข้อตกลง 7 สค. ต้องไม่ปล่อยเฟคนิวส์ กระทบสันติภาพในภูมิภาค

วันที่ 22 สิงหาคม 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา (ศบ.ทก.)  กล่าวว่า ตามที่มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอจากเพจ Bong Ah Run ซึ่งอ้างอิงข้อมูลจากสื่อท้องถิ่นในกัมพูชา ระบุว่า ประเทศไทยจะมีการประชุมรัฐสภาเพื่อประกาศภาวะสงครามกับกัมพูชานั้น  รัฐบาลขอยืนยันว่า “ไม่เป็นความจริง” เป็นการจงใจสร้าง “เฟคนิสว์” ข่าวเท็จบิดเบือนข้อมูลอย่างร้ายแรง โดยหวังสร้างความเข้าใจผิดต่อประชาชนและประชาคมโลก

ทั้งนี้รัฐบาลยืนยันว่า

1)ประเทศไทยไม่มีการเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อประกาศสงครามกับประเทศใดๆหรือกับประเทศกัมพูชา และไม่มีการดำเนินการใด ๆ ที่จะนำไปสู่ภาวะสงครามอีกทั้ง การประชุมรัฐภาของไทยเป็นไปตามปรกติตามสมัยประชุมที่จะมีการประชุม สมาชิกวุฒิสภา ทุกวันจันทร์ และอังคาร ส่วนสภาผู้แทนราษฎรจะประชุมในวันพุธ และพฤหัสในทุกสัปดาห์อยู่แล้ว  

2) การกล่าวหาว่าไทย “ไม่ต้องการสันติภาพ” หรือ “จะโจมตีกัมพูชา” เป็นการป้ายสีที่บิดเบือน อย่างเลวร้าย และอาจสร้างผลเสียหายต่อการแก้ไขความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

3) ไทยยึดมั่นในหลักการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี ผ่านกลไกทวิภาคี ทุกมิติ

ทั้งนี้ ประเทศไทยมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาชายแดน อย่างสร้างสรรค์ และพร้อมเข้าร่วมการประชุมในทุกเวทีความร่วมมือ รวมถึงการผลักดันการเก็บกู้ทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง โดยคาดหวังให้ฝ่ายกัมพูชาจะเข้าร่วมการหารือด้วยความจริงใจเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเป็นการยั่วยุที่สร้างความตึงเครียดต่อการเดินหน้าไปสู่สันติภาพ ระหว่างทั้งสองประเทศและในภูมิภาค

“รัฐบาลขอความร่วมมือจากประชาชน อย่าหลงเชื่อ แชร์ หรือส่งต่อข้อมูลที่ไม่ได้รับการตรวจสอบ หากพบข้อมูลที่น่าสงสัย ขอให้ตรวจสอบกับหน่วยงานรัฐหรือช่องทางราชการที่เกี่ยวข้องก่อนเผยแพร่ เนื่องจากการบิดเบือนข่าวสาร จะเป็นอันตรายต่อประชาชน โดยประเทศไทยยังคงยึดมั่นสันติวิธีและความร่วมมือ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในภูมิภาค  อีกทั้งหน่วยงานราชการได้ตรวจสอบอย่างต่อเนื่องและได้ดำเนินคดีกับผู้จงใจสร้างข่าวเท็จ และนำไปเผยแพร่ต่อ จำนวนมากแล้ว” นายจิรายุกล่าว

‘พล.อ.ณัฐพล’ชี้เป็นสัญญาณดี เขมรตอบรับร่วมมือเก็บกู้ทุ่นระเบิด-ปราบสแกมเมอร์

'พล.อ.ณัฐพล'ชี้เป็นสัญญาณดี เขมรตอบรับร่วมมือเก็บกู้ทุ่นระเบิด-ปราบสแกมเมอร์

‘พล.อ.ณัฐพล’ชี้เป็นสัญญาณดี เขมรตอบรับร่วมมือเก็บกู้ทุ่นระเบิด-ปราบสแกมเมอร์

วันศุกร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.23 น.

‘พล.อ.ณัฐพล’ชี้เป็นสัญญาณจากส่วนกลาง มีแนวโน้มที่ดี เขมรตอบรับ ร่วมมือไทยเก็บกู้วัตถุ ปราบสแกมเมอร์ ตั้งทีบีซีคุยระดับท้องถิ่น แต่ยังไม่เชื่อใจทั้งหมดขอประเมินช่วงต่อไป หวังประชุมอาร์บีซี ทัพภาคที่ 2 จะพัฒนาขึ้น

เมื่อวันที่ 22 ส.ค.2568 ที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณี การประชุมอาร์พีซี ไทย-กัมพูชา ฝั่งกองทัพภาคที่ 1 ที่เห็นพ้อง 13 ข้อตกลงหยุดยิง จีบีซีโดยทางกัมพูชา ตอบรับ 2 ข้อเสนอ เก็บกู้ทุ่นระเบิด ปราบสแกมเมอร์ ว่า แน่นอนเป็นการส่งสัญญาณที่ดี ตามที่ตนเคยบอกไว้กับสื่อมวลชน และประชาชนอยู่แล้วว่า ฝ่ายกัมพูชาในระดับนโยบาย ช่วงที่ตนไปประชุม จีบีซี ที่ประเทศมาเลเซีย มีความจริงใจที่จะคุยในแบบทวิภาคี แต่ตนก็ต้องมาประเมินในขั้นของการพูดคุยในระดับ อาร์บีซี ซึ่งทีมพูดคุยอาร์บีซีของฝั่งกัมพูชา จะมีอยู่ทีมเดียว ต้องรอคุยทีละพื้นที่ โดยเมื่อวันที่ 15-16 ส.ค. ฝั่งกัมพูชาได้มีการประชุมร่วมกับที่กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด ที่ จ.ตราด และในวันนี้ 21-22 ส.ค. มีการประชุม กับทางกองทัพภาคที่ 1 ที่ จ.สระแก้ว และในวันที่ 25-27 ส.ค. จะไปประชุมในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 จึงมีความแตกต่างจากของเรา ที่ใช้คนละหน่วยในการพูดคุย 

ดังนั้นการพัฒนาการพูดคุยจาก จ.ตราด มาถึง จ.สระแก้ว คงตีความได้ว่าเป็นการพัฒนาจากส่วนกลาง แสดงว่ามีแนวโน้มเป็นไปในแนวทางที่ดี ซึ่งเราไม่ได้คาดหวังความสำเร็จในเวลาอันสั้น เพราะการพูดคุยการหยุดยิงในหลายประเทศใช้ระยะเวลานานเป็นปี ทาง ศบ.ทก. และ จีบีซี ก็คิดว่าจะต้องใช้เวลาซักระยะหนึ่งคงไม่เร็ว แต่ผ่านมา15 วัน แล้วมาถึงจุดนี้ได้ ส่วนตัวตนคิดว่าทำได้เร็ว แม้นว่าจะยังไม่เกิดผลเป็นรูปธรรมก็ตาม แต่ขอให้กัมพูชา เข้ามาสู่การพูดคุย เพราะช่วงเวลาที่ผ่านมารัฐบาล และ ศบ.ทก. มีความเป็นห่วงว่าทางกัมพูชาไม่เข้ามาสู่การพูดคุย แต่ปัจจุบันนี้ทางกัมพูชาได้เข้ามาสู่ เจบีซี จีบีซี และอาร์บีซี แล้ว

“การประชุมอาร์บีซี ในวันนี้ ในที่ประชุมยังมีการเสนอให้ตั้งคณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่น ไทย-กัมพฟูชา (ทีบีซี) ขึ้นมาอีก เป็นการพูดคุยระดับพื้นที่ เป็นสิ่งที่ผมมองว่า เป็นสิ่งที่ดี แต่ต้องดูไปเรื่อยๆ ไม่ใช่ว่าปักใจเชื่อไปเลย ต้องประเมินผลเป็นระยะ แต่อย่างไรก็ถือว่ามีความคืบหน้าที่ดี”

เมื่อถามว่าจากการพูดคุยจากสองพื้นที่นี้แล้วในการพูดคุยของทางกองทัพภาค 2 มีแนวโน้มไปในทางที่ดี ใช่หรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ก็ต้องดูกันต่อไป เพราะว่าสัญญาณจะมาจากส่วนกลาง เรารอดูการพูดคุยของกองทัพภาคที่ 2 ถ้าดีขึ้นเพิ่มมากกว่านี้อีก แสดงว่านโยบายจากส่วนกลางได้ขับเคลื่อนให้มาเป็นแบบนี้ 

ส่วนกรณีที่นายนง ซากาล โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา ออกมาพูดในเรื่องของความร่วมมือกับไทยในการเก็บกู้วัตถุระเบิดนั้น เป็นสัญญาณจากส่วนกลางใช่หรือไม่ พล.อ.ณัฐพล ระบุว่า ใช่ เราพยายามทำบรรยากาศให้ดีขึ้น แต่ในบรรยากาศที่มีความหวาดระแวง ที่มีการยั่วยุ เราก็ต้องทำความเข้าใจกัน อย่างในวันนี้ การประชุมของกองทัพภาคที่1 เป็นผลประชุมที่ดีมาก เพราะมีการตั้งชุดประสานงานติดต่อกันต่อไป หากมีความไม่เข้าใจกัน มีการปฏิบัติในลักษณะการยั่วยุ ผู้ประสานงานก็ต้องมาคุยกัน ตนอยากให้เกิดบรรยากาศแบบนี้ในกองทัพภาคที่ 2 ด้วย 

เมื่อถามว่าทางกัมพูชา ยังไม่ตอบรับในเรื่องของการจัดระเบียบชายแดนเพราะต้องไปคุยในระดับที่สูงกว่านี้ พล.อ.ณัฐพล กล่าว เรื่องนี้คงเป็นในขั้นต่อไป เพราะการประชุมไม่จำเป็นที่จะประชุมครั้งเดียวจบ ก็อาจจะมีการประชุมครั้งต่อไปอีก เพราะฉะนั้นรายละเอียดอะไร ที่ประชาชนต้องการ ขอให้สื่อสารผ่านสื่อมวลชนมา ทางศบ.ทก. และ จีบีซี จะเก็บรวบรวมข้อมูลไว้ แล้วแจ้งให้ทาง อาร์บีซีดำเนินการต่อไป 

‘แม่ทัพภาคที่ 1’เปิดใจครั้งแรก แจงยิบช่วงรบไทย-กัมพูชา ยันคำนึงถึงศักดิ์ศรี-ผลประโยชน์ชาติ

‘แม่ทัพภาคที่ 1’เปิดใจครั้งแรก แจงยิบช่วงรบไทย-กัมพูชา ยันคำนึงถึงศักดิ์ศรี-ผลประโยชน์ชาติ

‘แม่ทัพภาคที่ 1’เปิดใจครั้งแรก แจงยิบช่วงรบไทย-กัมพูชา ยันคำนึงถึงศักดิ์ศรี-ผลประโยชน์ชาติ

วันศุกร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.03 น.

‘แม่ทัพภาคที่ 1’เปิดใจครั้งแรก แจงยิบใช้หลัก‘3 ยุทธ’ในพื้นที่รับผิดชอบช่วงรบไทย-กัมพูชา ยันคำนึงถึงศักดิ์ศรี-รักษาผลประโยชน์ของประเทศ ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นกองทัพภาคที่ 1

22 สิงหาคม 2568 ที่ ร.12 พัน.3 ผู้สื่อข่าวรายงานหลังแถลงผลการประชุม RBC พลโท อมฤต บุญสุยา แม่ทัพภาคที่ 1 ได้ชี้แจงปมต่างๆที่เป็นประเด็นข่าว 4 ประเด็น โดยยืนยันว่ากองทัพภาคที่ 1 ใช้แผนที่ 1 : 50,000 เช่นเดียวกับกองทัพภาคที่ 2 แต่ลักษณะพื้นที่มีความแตกต่างกัน เพราะกองทัพภาคที่ 2 มีลักษณะภูมิประเทศเด่นชัด เป็นแนวเทือกเขาพนมดงรัก บางจุดมีหน้าผาชัดเจนเป็นป่าเขา ต่างกับพื้นที่ภาคที่ 1 ซึ่งเต็มไปด้วยชุมชนขนาดใหญ่ของทั้ง 2 ฝั่ง ลักษณะดินต่อดิน ยกเว้นบางช่วงที่อาจเป็นแนวคลอง ได้แก่ คลองลึก ยืนยันว่าตลอดแนวหลักเขตตั้งแต่ 28-51 กำลังพลกองทัพภาคที่ 1 สามารถดูแลได้ทั้งหมด พร้อมได้ภาพสดจากกล้องและโดรน เพื่อให้สื่อมวลชนได้เห็นถึงกำลังพลที่รักษาหลักเขตทั้งหมด

พลโท อมฤต ยอมรับว่า ยังมีบางหลักเขตที่ฝ่ายกัมพูชาไม่ยอมรับ จึงเป็นที่มาของเอ็มโอยู 43 (MOU 43) ที่ทำไว้ระหว่างรัฐบาล ได้รับความยินยอมจากทั้ง 2 ประเทศตรงกันว่าในจุดที่ตกลงไม่ได้จะไม่มีการเข้าไปเปลี่ยนแปลงใดๆให้เกิดขึ้น อีกทั้งปัจจุบันเรามีเครื่องมือที่ทันสมัย ชัดเจน แม่นยำ โปร่งใส เป็นที่ยอมรับของทั้งสองประเทศ สำหรับขั้นตอนต่อไปก็จะเป็นระดับนโยบายที่เราจะทำต่อไป

สำหรับการปฏิบัติในพื้นที่ของกองทัพภาคที่ 1 สถานการณ์ความตึงเครียดเกิดในพื้นที่ภาคที่ 2 ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ปี 68 มีการยั่วยุมาตลอด ตั้งแต่การร้องเพลงชาติที่ประสาทตาเมืองธม เหตุการณ์ที่ช่องบก และการวางระเบิด เหตุการณ์ความรุนแรงยกระดับมากยิ่งขึ้น จนมีการปฏิบัติการทางทหาร วันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา ทั้ง 2 ฝ่ายมีการเพิ่มเติมกำลังพลและยุทโธปกรณ์

ในส่วนกองทัพภาคที่ 1 มีการเคลื่อนย้ายกำลังครบทุกหน่วย ภายในวันที่ 25 กรกฎาคม และเข้าปฏิบัติพื้นที่เป้าหมายในช่วงเช้าวันที่ 26 กรกฎาคม เสร็จสิ้น โดยไม่มีการโต้ตอบจากฝ่ายตรงข้าม เป็นเพราะกำลังรบของฝ่ายไทยในพื้นที่กองทัพภาคที่ 1 มีกำลังรบสูงกว่าฝ่ายกัมพูชา 

นอกจากนี้สิ่งที่คำนึงถึงตลอด คือ หากมีการเปิดพื้นที่รบเพิ่มจากพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 ก็จะกลายเป็นการประกาศสงคราม และหากเป็นสงคราม จะมีความวุ่นวายตามมาอีกมากมาย ทั้งการระดมสรรพกำลัง การควบคุมต่างๆ ที่สำคัญคือประชาชนจะเดือดร้อนหมด เช่นในพื้นที่ภาคอีสานที่มีการอพยพประชาชนนับ 100,000 คน แต่ในพื้นที่ภาคตะวันออกมีการเตรียมและอพยพแต่ไม่มากเท่า เพราะเราได้คำนึงตลอดถึงความเดือดร้อนของประชาชน ในส่วนนี้ประชาชนที่อยู่ตอนในหรือคนในกรุงเทพฯ อาจไม่เข้าใจ

“ยืนยันว่า การปฏิบัติการของกองทัพภาคที่ 1 ช่วยยับยั้งการไปเพิ่มเติมกำลังของฝ่ายกัมพูชา ในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2” แม่ทัพภาคที่ 1 กล่าว

แม่ทัพภาคที่ 1 ยังกล่าวถึงการปฏิบัติต่อพื้นที่บ้านหนองจาน ที่กำลังเป็นข่าวในขณะนี้ ว่า ได้พยายามผลักดันถอนทหารกัมพูชาออกไป โดยไม่มีการปะทะ หลังจากนั้นจึงมีการวางแนวลวดหนามเพื่อควบคุมพื้นที่ไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามกลับเข้ามา ยืนยันว่าการวางแนวลวดหนามเป็นหลักการรบ ป้องกันตนเอง มิใช่หลักเขตแดนตามที่เป็นข่าว และบ้านหนองจาน ระหว่างหลักเขตที่ 46 และ 47 ไม่มีหมุดหลักเขต เป็นพื้นที่ราบ จึงวางลวดหนามเพื่อป้องกันตนเอง

แม่ทัพภาคที่ 1 ยังกล่าวถึงการรักษาด่านต่างๆ ในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว ไม่เกี่ยวข้องกับจันทบุรีและตราด มีการปิดด่านก่อนที่จะมีสถานการณ์การสู้รบ ตามยุทธวิธีของ ศอ.ปชด. เป็นภารกิจปราบปรามยาเสพติด และสแกมเมอร์ การปฏิบัติการดังกล่าวถือเป็นการช่วยลดทอนขีดความสามารถ และปิดเส้นทางทางการเงินให้กับฝั่งกัมพูชา ทำให้ฝั่งกัมพูชาขาดกำลังบำรุง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อแก๊งสแกม เมอร์ ที่สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวไทยและสร้างผลกระทบไปทั่วโลก ตนถือว่าการปฏิบัติในส่วนนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ นอกจากหลักยุทธการและยุทธวิธี ที่ได้คำนึง อย่างรอบคอบตลอดมาในการดำเนินการของกองทัพภาคที่ 1

“กองทัพภาคที่หนึ่งยืนยันศักดิ์ศรีการรักษาประชาธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ และความปลอดภัยของประชาชนและทรัพย์สิน ไม่เกี่ยวกับผลประโยชน์ ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นในกองทัพภาคที่ 1” แม่ทัพภาคที่ 1 กล่าว

‘ชัยวุฒิ’เอามั่ง!! ได้ทีอัด’ช่อ’พูดจาไม่รับผิดชอบ ซัดมีแต่’ซี้ฮุนเซน’ที่ได้ประโยชน์จากสงคราม

'ชัยวุฒิ'เอามั่ง!! ได้ทีอัด'ช่อ'พูดจาไม่รับผิดชอบ ซัดมีแต่'ซี้ฮุนเซน'ที่ได้ประโยชน์จากสงคราม

‘ชัยวุฒิ’เอามั่ง!! ได้ทีอัด’ช่อ’พูดจาไม่รับผิดชอบ ซัดมีแต่’ซี้ฮุนเซน’ที่ได้ประโยชน์จากสงคราม

วันศุกร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.03 น.

‘ชัยวุฒิ’เอามั่ง!! ได้ทีอัด’ช่อ’ ไม่มีใครอยากเป็นฮีโร่แขนขาขาด-พูดจาไม่รับผิดชอบ ซัดมีแต่ซี้ฮุนเซนที่ได้ประโยชน์จากสงคราม ไม่ใช่ทหาร 

เมื่อวันที่ 22 ส.ค.2568 จากกรณีที่ น.ส.พรรณิการ์ วานิช แกนนำคณะก้าวหน้า ได้พูดเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ตอนหนึ่งว่า มีคนไม่อยากให้สงครามจบ เพราะช่วงเวลาที่เกิดสงคราม คือเวลาที่ตนเป็นฮีโร่หรือไม่

หลังจากเผยแพร่ออกไป ทำให้หลายฝ่ายในสังคมเกิดความไม่พอใจเป็นอย่างมาก ซึ่งทางด้านนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ระหว่างลงพื้นที่ จ.สิงห์บุรี ถึงกรณีดังกล่าวเช่นกัน โดยระบุว่า จากที่มีคนบางคนไปพูดทำนองว่าสงครามไม่อยากให้จบ ใช่ มีคนไม่อยากให้จบ เพราะอยากจะเป็นฮีโร่ หาประโยชน์จากสงคราม แต่ตนมองว่าอันนี้เป็นการพูดที่ไม่รับผิดชอบ ใช้ไม่ได้ ไม่มีใครอยากให้เกิดสงครามหรอก มีแต่คนเดือดร้อน แต่เมื่อเกิดแล้วเราก็อยากจะแก้ปัญหาให้เกิดสันติภาพให้เร็วที่สุด 

ส่วนทหารที่บอกว่าเกี่ยวกับการเมือง ปัญหาเกี่ยวกับผลประโยชน์ มันก็มีแต่คนในรัฐบาลนี่แหละที่หาผลประโยชน์จากสงคราม มันจะมีใคร ก็มีแต่รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง หรือว่าคนในรัฐบาลที่ไปเกี่ยวข้องกับเขมร เกี่ยวกับกัมพูชา คนที่สนิทกับฮุนเซนที่สร้างปัญหาไว้นั่นแหละ อาจจะได้ประโยชน์จากเรื่องนี้ แต่คนไทยทั้งประเทศไม่มีใครได้ประโยชน์หรอก มีแต่คนเขาเจ็บใจ เจ็บแค้นแทนทหารที่ต้องเสียชีวิต เสียแขนเสียขาไป ตอนนี้มีแต่คนอยากให้ชนะสงครามครั้งนี้ให้เด็ดขาด และจบสงครามให้เร็วที่สุด

‘เขา’คือใคร? ปริศนาที่ไม่คลี่คลาย ในคดี ม.112 ของ’ทักษิณ’

'เขา'คือใคร? ปริศนาที่ไม่คลี่คลาย ในคดี ม.112 ของ'ทักษิณ'

‘เขา’คือใคร? ปริศนาที่ไม่คลี่คลาย ในคดี ม.112 ของ’ทักษิณ’

วันศุกร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.20 น.

วันที่ 22 สิงหาคม 2568 นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีตส.ส.พัทลุง  โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก หลังจากนายทักษิณ ชินวัตร หลังศาลอาญา พิพากษายกฟ้อง ความผิดฐานดูหมิ่นสถาบันฯ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ.คอมพิเตอร์ พ.ศ.2560 จากกรณีการให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศเมื่อปี 2558

โดยระบุว่า เป็นปริศนาต่อไป????

-คุณทักษิณ ใช้คำว่า “ทหาร,องคมนตรี,คนในวัง”และใช้คำว่า“เขา” ศาลเห็นว่า คำว่า“เขา” ที่คุณทักษิณพูด มิได้หมายความถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย พิพากษายกฟ้อง

– ก็คงเป็นปริศนาต่อไป ว่า “เขา” ที่คุณทักษิณพูดหมายถึงใคร แต่ไม่ใช่คนแบบเราๆท่านๆแน่ เพราะเรามิใช่ ทหาร เรามิใช่คนในวัง และ เรามิใช่ องคมนตรี

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : เปิดเหตุผล! ศาลยกฟ้อง’ทักษิณ’ คดี ม.112

‘โฆษกอัยการ’เผยเป็นอำนาจ’อสส.’ อุทธรณ์คดีทักษิณ ม.112 หรือไม่?

'โฆษกอัยการ'เผยเป็นอำนาจ'อสส.' อุทธรณ์คดีทักษิณ ม.112 หรือไม่?

‘โฆษกอัยการ’เผยเป็นอำนาจ’อสส.’ อุทธรณ์คดีทักษิณ ม.112 หรือไม่?

วันศุกร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.04 น.

โฆษกอัยการฯเผยจะอุทธรณ์คดีทักษิณม. 112 หรือไม่ เป็นอำนาจ อสส.ต้องรออัยการเจ้าของสำนวนไปคัดคำพิพากษามาพิจารณาก่อน 

วันที่ 22 สิงหาคม 2568 นายศักดิ์เกษม นิไทรโยคโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด  เปิดเผยภายหลังศาลอาญามีคำพิพากษายกฟ้องคดี ม.112 นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่าหลังจากนี้พนักงานอัยการเจ้าของสำนวนจะต้องไปขอคัดถ่ายคำพิพากษาพร้อมคำเบิกความมาเพื่อพิจารณาทำความเห็นว่าควรยืายอุทธรณ์หรือไม่ไปยัง สำนักงานคดีอัยการสูงสุดพิจารณากลั่นกรอง และทำความเห็นต่อไป ยังรองอัยการสูงสุด(รองอสส.)ที่มีหน้าที่ดูแลในเรื่องนี้

ซึ่งรอง อสส. ก็จะทำความเห็นส่งไปให้อัยการสูงสุดเป็นผู้พิจารณาลำดับสุดท้ายว่าจะยื่นอุทธรณ์คดีต่อหรือไม่ภายใน 30 วันซึ่งหากครบกำหนดเเล้วอัยการสูงสุดยัง พิจารณายังไม่แล้วเสร็จก็ อาจจะมีการขยายระยะเวลาก็ได้ โดยปกติก็จะขอขยายครั้งละ 30 วัน 

สำหรับคดีนี้เป็นคดีนอกราชอาณาจักรผู้ที่มีอำนาจพิจารณายื่นอุทธรณ์จะเป็นอำนาจอัยการสูงสุด

เปิดผลประชุมRBC ‘กัมพูชา’รับเพิ่ม 3 ข้อเสนอ ปัดแก้ปัญหา MOU 43 โยนถก JBC แทน

เปิดผลประชุมRBC ‘กัมพูชา’รับเพิ่ม 3 ข้อเสนอ ปัดแก้ปัญหา MOU 43 โยนถก JBC แทน

เปิดผลประชุมRBC ‘กัมพูชา’รับเพิ่ม 3 ข้อเสนอ ปัดแก้ปัญหา MOU 43 โยนถก JBC แทน

วันศุกร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.56 น.

RBC ไทย-กัมพูชา ฝั่งกองทัพภาคที่ 1 เห็นพ้อง 13 ข้อตกลงหยุดยิง GBC ฝ่ายกัมพูชา ตอบรับ 3 ข้อเสนอ เก็บกู้ทุ่นระเบิด ปราบสแกมเมอร์ ตั้งชุดประสานงานร่วม แต่ไม่ตอบรับแก้ปัญหา MOU 43 ชี้ไม่อยู่ในอำนาจ RBC โยนถกวง JBC แทน

22 สิงหาคม 2568 ที่สโมสรสรนายทหาร มณฑลทหารบกที่ 19 พลโท อมฤต บุญสุยา แม่ทัพภาคที่ 1  นำแถลงสรุปผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย-กัมพูชา (RBC) ในระดับแม่ทัพ ฝั่งกองทัพภาคที่ 1 โดยทั้ง 2 ฝ่าย ตกลงด้วยดี ตอบรับ 13 ข้อตกลงหยุดยิง จากการประชุม GBC ที่ผ่านมา นอกจากนี้ที่ประชุมได้เห็นชอบเพิ่มเติม 3 ประเด็น จากที่ไทยเสนอ 4 ประเด็น คือ

1. ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน ดำเนินการร่วมมือกำจัดทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมโดยพิจารณาให้หารือร่วมกันในการประชุม GBC ครั้งต่อไป 

2. ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน ร่วมมือประสานงานกันแก้ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยให้ใช้เวทีมหาดไทยกัมพูชา หารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทย และเห็นควรให้เสนอหารือร่วมกัน GBC ครั้งต่อไป 

3. ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบ ให้มีกลไกแก้ปัญหา ด้วยการจัดตั้งชุดประสานงาน Coordination Group (CG) และคณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่น เพื่อเป็นกลไกรองรับคณะ RBC ในการแก้ไขปัญหาระดับพื้นที่

ส่วนข้อที่ 4 ในการแก้ไขปัญหาการละเมิด MOU43 ฝ่ายกัมพูชาขอให้ใช้กลไกอื่นในการหารือ เพราะไม่ได้อยู่ในอำนาจของ RBC โดยฝ่ายไทยยืนยันเสนอให้ฝ่ายกัมพูชาได้ทราบว่าเป็นพื้นที่ที่สำคัญ และได้แจ้งเจตนารมณ์ที่ชัดเจนของฝ่ายไทยในการแก้ไขปัญหา 

ทั้งนี้ แม่ทัพภาคที่ 1  ย้ำว่า เรื่องนี้กัมพูชาขอไปใช้กลไก JBC หรือคณะกรรมาธิการร่วมเขตแดนไทยกัมพูชาแทน แต่อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ก็ต้องเสนอผ่านกลไก GBC

‘วันนอร์’ชี้ยกฟ้อง‘ทักษิณ’คดี ม.112 แค่ศาลชั้นต้น ยังมีขั้นตอนอีก

‘วันนอร์’ชี้ยกฟ้อง‘ทักษิณ’คดี ม.112 แค่ศาลชั้นต้น ยังมีขั้นตอนอีก

‘วันนอร์’ชี้ยกฟ้อง‘ทักษิณ’คดี ม.112 แค่ศาลชั้นต้น ยังมีขั้นตอนอีก

วันศุกร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.38 น.

‘วันนอร์’เคารพศาลยกฟ้อง‘ทักษิณ’คดี ม.112 ไม่ขอวิจารณ์เหตุการณ์การเมืองหลังจากนี้เพราะไม่เกี่ยวกัน ‘ตุลาการ-นิติบัญญัติ’แยกกันทำหน้าที่ ชี้แค่ศาลชั้นต้น ยังมีขั้นตอนอีก

22 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภา นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึง กรณีศาลอาญายกฟ้อง นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีฐานความผิดดูหมิ่นสถาบันฯตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และความผิดเกี่ยวกับพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 2560 จากกรณีให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศเมื่อปี 2558 ว่า ต้องเคารพ คำวินิจฉัยของศาล และฝ่ายนิติบัญญัติไม่ได้เกี่ยวข้องอะไร เป็นเรื่องของนายทักษิณกับศาล เมื่อศาลยกฟ้อง หรือจะพิจารณาอย่างไรเป็นอำนาจหน้าที่ของฝ่ายตุลาการ ไม่เกี่ยวกับฝ่ายนิติบัญญัติ

ส่วนจะมองว่ามีนัยยะทางการเมืองอะไร และจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้หรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ในฐานะประธานสภาฯไม่สามารถพิพากษ์วิจารณ์ได้ เป็นเรื่องที่บ้านเมืองจะต้องมีกติกา เมื่อศาลได้วินิจฉัยไปแล้ว ก็เป็นเรื่องของฝ่ายตุลาการ เราก็ต้องรับฟัง แต่ขั้นตอนก็ยังมีอีก เพราะเป็นการพิจารณาของศาลชั้นต้นแต่ก็ต้องให้ความเคารพ ส่วนเหตุการณ์ของการเมืองก็เป็นเรื่องการเมืองไม่เกี่ยวกับเรื่องของคำวินิจฉัยของศาล ถ้าเราไปวิพากษ์วิจารณ์ คำวินิจฉัยของศาลบ้านเมืองก็จะยุ่งยาก ขอให้แยกกันทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติก็ทำหน้าที่ ด้านนิติบัญญัติให้ดี

‘วันนอร์’อ้างประสานงานผิดพลาด หลัง‘ไชยา’ปิดประชุมก่อนถกญัตติด่วน MOU43-44

‘วันนอร์’อ้างประสานงานผิดพลาด หลัง‘ไชยา’ปิดประชุมก่อนถกญัตติด่วน MOU43-44

‘วันนอร์’อ้างประสานงานผิดพลาด หลัง‘ไชยา’ปิดประชุมก่อนถกญัตติด่วน MOU43-44

วันศุกร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.32 น.

‘วันนอร์’อ้างประสานงานผิดพลาด หลัง‘ไชยา’ปิดประชุมก่อนถกญัตติด่วน MOU43-44 มั่นใจไม่ใช่เกมการเมือง​​ เหตุหน้าที่ประธาน​ต้องไม่มีใครสั่งปิดประชุมได้ เชื่อทำหน้าที่เป็นกลาง มีความคิดอิสระ

22 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภา นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ปิดการประชุมก่อนที่จะมีการพิจารณาญัตติด่วนเรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาบันทึกข้อตกลง MOU 43 และ 44 ของนายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สส.กระบี่ พรรคภูมิใจไทย ว่า เมื่อเช้าจากที่ได้สอบถามเลขาธิการสภาฯและรองเลขาธิการสภาฯ ทราบเป็นการประสานงานที่ผิดพลาด เข้าใจว่า​ เมื่อจบการรับทราบรายงานแล้ว จะเป็นเรื่องที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาเสร็จ​แล้ว​ แต่​กมธ.ตำรวจ​ ยังไม่พร้อมที่จะรายงาน​ ก็สามารถที่จะเข้าญัตติด่วนได้​ แต่เมื่อวาน​ (21 ส.ค.) มีการประสานงานระหว่างฝ่ายค้าน​ ฝ่ายรัฐบาลกับหน้าบัลลังก์ ผู้ทำหน้าที่ประธาน อาจจะเข้าใจผิดกันว่าหมดวาระแล้ว จึงปิดประชุม ซึ่งไม่มีการแจ้งให้ประธานในที่ประชุมทราบล่วงหน้า ว่า​ จะดำเนินการเรื่องอะไร​ ประธานก็อาจจะเข้าใจว่า ไม่มีเรื่องอะไรแล้ว​ เพราะเรื่องที่​ กมธ.พิจารณาเสร็จแล้ว​ ก็ไม่มีรายงานเข้ามา  ดังนั้น​ เป็นเรื่องเข้าใจผิดในการประสานงาน หากเลื่อนญัตติขึ้นมาพิจารณาก็ไม่มีปัญหาอะไร ทำให้ครั้งนี้เป็นบทเรียน  ว่า​ ต้องมีการประสานงานที่ชัดเจน จากวิปฝ่ายรัฐบาลและวิปฝ่ายค้าน

เมื่อถามว่านายไชยา​ เป็นผู้ไปรับหนังสือจากผู้ชุมนุมที่หน้าสภาฯด้วยตัวเอง จะสำคัญผิดในเรื่องนี้ได้อย่างไร นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า การรับหนังสือก็เป็นส่วนหนึ่ง​  ส่วนวาระการประชุมสภาก็เป็นไปตามระเบียบวาระการประชุม และย้ำว่าขณะนั้นไม่มีรายงานการศึกษาของ​ กมธ.แล้ว

“หากในช่วงนั้นมีการเสนอญัตติในเรื่องชายแดน หรือ MOU ก็คงจะพิจารณา แต่จากที่ทราบคือการประสานงานยังไม่มีความชัดเจน ถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความมั่นคงก็ต้องมีการประชุมลับ ฉะนั้นขอให้วิปทั้งสองฝ่ายประสานงานกันอย่างชัดเจน สัปดาห์หน้าวันพฤหัสบดีก็สามารถเสนอเข้ามาได้แต่ถ้า ไม่ประสานงานกันตนก็เสียดาย มองแล้วเป็นญัตติที่มีประโยชน์” นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าว

เมื่อถามว่ารองประธานสภาฯ มาจากพรรคเพื่อไทยอาจเป็นข้อครหาหรือไม่ว่าเป็นเกมการเมืองชิงปิดสภาฯ ไปก่อนมากกว่าเรื่องความผิดพลาดด้านการประสานงาน นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ไม่คิดว่าจะเป็นเกมการเมือง​ เพราะนายไชยา เป็นคนมีเหตุมีผลแล้ว​ มีความเห็นอิสระเคร่งครัดต่อการปฏิบัติหน้าที่​ อาจจะเข้าใจผิดจริงๆ เพราะเมื่อทำหน้าที่ตรงนั้นไม่มีเรื่องแล้วก็เห็นสมควรให้ปิด ไม่ได้รับคำสั่งให้ปิดประชุมสภา หากจะผิดพลาดอย่างไรก็เป็นความเข้าใจผิด ตนเองในฐานะประธานสภาก็ต้องขออภัย อย่างไรก็ตามในการประชุมครั้งหน้า ต้องแก้ไขในเรื่องนี้ให้ดียิ่งขึ้น เช่น​ กองการประชุมต้องประสานงานให้กับผู้ที่ทำหน้าที่ประธานในการประชุมให้ทราบทุกระยะ ซึ่งตนเชื่อมั่นในการทำหน้าที่ของนายไชยา ว่าทำหน้าที่เป็นกลาง

‘ภูมิธรรม’ยัน‘นายกฯ-คนในรัฐบาล’ไม่มีใครได้ประโยชน์ ปัดตอบจุดยืนปมยกเลิก MOU 43-44

‘ภูมิธรรม’ยัน‘นายกฯ-คนในรัฐบาล’ไม่มีใครได้ประโยชน์ ปัดตอบจุดยืนปมยกเลิก MOU 43-44

‘ภูมิธรรม’ยัน‘นายกฯ-คนในรัฐบาล’ไม่มีใครได้ประโยชน์ ปัดตอบจุดยืนปมยกเลิก MOU 43-44

วันศุกร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.24 น.

‘ภูมิธรรม’ไม่ตอบจุดยืนรัฐบาลปมยกเลิก MOU 43-44 ยันทำตามหลักการเพื่อประโยชน์สูงสุด ย้ำ‘นายกฯ-คนในรัฐบาล’ไม่มีใครได้ประโยชน์ ขอคนสงสัยคุยส่วนตัวกับส่วนที่เกี่ยวข้อง โยนถามสภาฯเองตั้งกรรมาธิการวิสามัญหรือไม่

22 สิงหาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงท่าทีของรัฐบาลต่อข้อเสนอของฝ่ายค้านต่อการยกเลิก MOU 43-44 ว่า เรื่องนี้ เราอย่าเพิ่งไปตัดสินใจอะไรเลย รัฐบาลไม่มีอะไรที่แอบแฝง และอย่าทำอะไรที่เป็นปัญหาเพราะ เป็นเรื่องที่ต้องไปคุยกัน คนที่มีปัญหาก็มาคุยกันได้ มีเหตุผลอะไร อย่างไร เพราะหากพูดในสาธารณะคนก็รู้หมด อะไรที่เป็นประโยชน์ไม่เป็นประโยชน์แค่ไหนต้องคุยกัน ตนอยากให้มาเจอ มาคุยกันเท่านั้นเอง จะคุยกับตน หรือกระทรวงการต่างประเทศก็ได้ เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่ผลประโยชน์ของนายกรัฐมนตรี ของตนหรือของใคร แต่เป็นเรื่องที่เราดูแลผลประโยชน์ของประเทศชาติอยู่แล้ว นี่คือจุดยืนที่มั่นคงที่จะไม่ยอมเสียอธิปไตย หรือความมั่นคงของประเทศชาติไป ดังนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย เกี่ยวข้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ และเกี่ยวข้องกับผลที่จะเกิดขึ้น ทุกคำถามที่สื่อถามมาหลายเรื่อง ก็บอกได้เพียงว่าจะทำให้ดีที่สุด ตนอยากให้สื่อไปศึกษาว่าอะไรเป็นประโยชน์หรือไม่เป็นประโยชน์ เพราะพูดไปบางทีก็เป็นปัญหา

เมื่อถามว่า แสดงว่าการพูดคุยไม่ควรมีธงให้ยกเลิก MOU 43-44 ใช่หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า พูดแล้ว ดีแล้ว และเราก็ตระหนักแล้ว ถ้าอยากรู้รายละเอียดลึกๆให้มาถาม แต่อย่าถามหน้าสื่อ ไปคุยกับคนหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องดีกว่า

เมื่อถามว่า นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เสนอตั้งกรรมาธิการวิสามัญศึกษายกเลิก MOU 43-44 นายภูมิธรรม กล่าวว่า เป็นเรื่องของสภาฯที่ต้องว่ากัน

เมื่อถามย้ำว่า จุดยืนของรัฐบาลต่อ MOU 43-44 เป็นอย่างไร นายภูมิธรรม กล่าวว่า เราไปถามตามหลักการของเราที่คิดว่าได้ประโยชน์สูงสุด และเรื่องนี้เป็นเรื่องของสภาฯ “อย่าเอาเรื่องของสภาฯมาถามผม ผมตอบแทนไม่ได้”

เมื่อถามว่า ทางสภาฯ ชิงปิดประชุมก่อนมีการพิจารณาเรื่อง MOU 43-44 นายภูมิธรรม กล่าวว่า เมื่อเช้านายไชยา พรหมา รองประธานสภาฯคนที่ 1 ได้ชี้แจงไปแล้วว่าไม่มีวาระ และว่ากันตามวาระ สภาฯ ไม่ใช่อยู่ๆ รองประธานสภาฯจะใส่วาระ ที่ไม่มีวาระเข้าไปได้ ดังนั้นก็ว่าไปตามกฎเกณฑ์ไม่มีอะไรแปลก อย่าไปสงสัยอะไรมาก