‘รุจิระ บุนนาค’ชี้ข้อตกลงภาษีแลกหมูมะกันทะลักเข้าไทยอาจทำเกษตรกรไทยล้มละลาย

'รุจิระ บุนนาค'ชี้ข้อตกลงภาษีแลกหมูมะกันทะลักเข้าไทยอาจทำเกษตรกรไทยล้มละลาย

‘รุจิระ บุนนาค’ชี้ข้อตกลงภาษีแลกหมูมะกันทะลักเข้าไทยอาจทำเกษตรกรไทยล้มละลาย

วันศุกร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.26 น.

‘รุจิระ บุนนาค’ชี้ข้อตกลงภาษีแลกหมูมะกันทะลักเข้าไทยอาจทำเกษตรกรไทยล้มละลาย

วันที่ 22 สิงหาคม 2568 รุจิระ บุนนาค เจ้าของคอลัมนิสต์ “กฎ กติกา ธุรกิจ” ของหนังสือพิมพ์แนวหน้า ได้เขียนคอลัมนิสต์ ในหัวข้อ “หมูมะกัน ทะลักเข้าไทย” ว่า (คลิกอ่านต้นฉบับ)

การเจรจาต่อรองภาษีทรัมป์ ระหว่างไทย-สหรัฐ ของคณะทำงานของกระทรวงการคลัง (Team Thailand) ภายใต้การนำของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เข้าเจรจาลดอัตราภาษีนำเข้าสหรัฐของสินค้าไทยในภาพรวม จากเดิม 36% ลดเหลือ 19% ซึ่งสหรัฐประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2568

อัตราภาษี 19% นี้ เมื่อเป็นข่าวราวกับเป็นความสำเร็จของคณะทำงานฝ่ายไทย ในขณะเดียวกันสื่ออเมริกันได้เสนอข่าวว่าเป็น ความสำเร็จของประธานาธิบดีทรัมป์ ที่กดดันให้ทั้งไทยและกัมพูชาหยุดยิง โดยใช้อัตราภาษีนำเข้าสหรัฐเป็นตัวต่อรอง

แต่เมื่อพิจารณาถึงอัตราภาษีนำเข้าสหรัฐใหม่ ที่ใช้บังคับกับหลายประเทศในภูมิภาคแถบนี้จะเห็นว่าส่วนใหญ่อยู่ในอัตราระดับเดียวกัน แสดงว่าสหรัฐมีอัตราภาษีที่เป็นคำตอบในใจอยู่แล้ว

อัตราภาษี 19% ที่ไทยได้มานี้ต้องแลกกับการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐหลายรายการ โดยไทยต้องยกเว้นการเก็บภาษีนำเข้าจากสหรัฐ

หนึ่งในรายการสินค้านำเข้าจากสหรัฐที่ได้รับยกเว้นภาษีซึ่งเป็นที่รับรู้ว่าจะก่อให้เกิดปัญหาตามมาในประเทศไทยมากมาย ได้แก่ เนื้อหมู และเครื่องในหมู

ผลกระทบที่เกิดขึ้นมีผลต่อเกษตรกรไทยผู้เลี้ยงหมู เพราะเนื้อหมูจากสหรัฐ เป็นการผลิตแบบเชิงอุตสาหกรรมจำนวนมาก (Mass Product) รวมทั้งมีแหล่งผลิตอาหารเลี้ยงสุกรครบวงจรในราคาถูก โดยเฉพาะ ข้าวโพด ย่อมได้เปรียบ ทำให้การเลี้ยงหมูสามารถทำได้เป็นจำนวนมาก จนเกินความต้องการในสหรัฐ สามารถส่งออกได้เป็นจำนวนมากอีกทั้งราคาเนื้อหมูสหรัฐถูกกว่าราคาเนื้อหมูของไทยเป็นอย่างมาก

ในขณะที่ประเทศไทย ผู้เลี้ยงหมูมีกำลังผลิตได้เพียงพอกับความต้องการภายในประเทศเท่านั้นไม่ได้ทำเป็นอุตสาหกรรม จำนวนมาก (Mass Product) แบบสหรัฐ

ผู้เลี้ยงหมูชาวไทย ยังต้องซื้อข้าวโพด ซึ่งเป็นอาหารสำคัญในการเลี้ยงหมู ในอัตรากิโลกรัมละ 9.00-9.10 บาท โดยประมาณ และไม่สามารถหาซื้อได้ในราคาที่ต่ำกว่านี้ เพราะรัฐบาลไทยพยุงราคาข้าวโพดไม่ต่ำกว่าระดับนี้ เพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด จึงทำให้ผู้เลี้ยงหมูชาวไทยมีต้นทุนในการผลิตที่สูงกว่าผู้เลี้ยงหมูสหรัฐ

ประเด็นที่สำคัญยังมีอีกว่า ประเทศไทยห้ามใช้สารเร่งเนื้อแดง (Ractopamine) ในการเลี้ยงหมูตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค เพราะมีผลต่อปัญหาสุขภาพของผู้บริโภคในเรื่องความดันหัวใจ และหลอดเลือด

ในขณะที่สหรัฐไม่มีข้อห้ามในการใช้สารเร่งเนื้อแดงในการเลี้ยงหมูแต่อย่างใด

ที่น่าเป็นห่วงคือ คนไทยบริโภคเนื้อหมูที่นำเข้าจากสหรัฐแล้ว ยังบริโภคเครื่องในด้วย หากนำเข้าเนื้อหมูและเครื่องในจากสหรัฐ สารเร่งเนื้อแดงจะสะสมอยู่ที่ ตับ และไตของหมูเป็นจำนวนมาก เมื่อรับประทานเข้าไปจะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและโรคเรื้อรังอื่นๆ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ซึ่งสังคมไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้ว

นอกจากนี้ การเลี้ยงหมูในสหรัฐ ยังใช้สารเร่งโตเร็ว ทำให้ต้นทุนในการเลี้ยงหมูต่ำ เนื้อหมูจึงมีราคาถูกมาก สารเร่งโตเร็วมีผลกระทบต่อสุขภาพผู้บริโภคอีกเช่นกัน

การนำเข้าเนื้อหมู และเครื่องในหมูจากสหรัฐ จะทำให้ผู้เลี้ยงหมูในประเทศไทยประสบปัญหาอย่างหนักในระยะเวลาอันใกล้ เพราะจะไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับหมูที่นำเข้าจากสหรัฐอาจถึงขั้นขาดทุน เลิกกิจการ หรือล้มละลายในที่สุด ซึ่งจะกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของไทยโดยส่วนรวมด้วย

ที่ผ่านมา คณะเจรจาฝ่ายไทยควรพิจารณาปัญหาให้รอบด้าน และไม่รีบผลีผลามตกลงกับสหรัฐโดยไม่คำนึงถึงสิ่งที่จะตามมาในอนาคต

รัฐบาลไทยควรรีบกำหนดมาตรการรองรับในเรื่องผลกระทบจากการนำเข้าเนื้อหมูและเครื่องในจากสหรัฐ ไม่ว่าจะเป็น มาตรการให้ความช่วยเหลือแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูชาวไทย หรือการจำกัดปริมาณหรือโควตาเนื้อหมูและเครื่องในที่นำเข้าจากสหรัฐ

เรื่องปัญหาการนำเข้าเนื้อหมูและเครื่องในหมูจากสหรัฐ อาจเป็นเพียงหนึ่งในหลายๆ ปัญหาที่จะตามมา และเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจไทยโดยไม่คาดคิด

‘พายัพ’สับ‘เทพไท’ชี้นำศาลใช้อคติสร้างวาทกรรมโจมตี‘แพทองธาร’

‘พายัพ’สับ‘เทพไท’ชี้นำศาลใช้อคติสร้างวาทกรรมโจมตี‘แพทองธาร’

‘พายัพ’สับ‘เทพไท’ชี้นำศาลใช้อคติสร้างวาทกรรมโจมตี‘แพทองธาร’

วันศุกร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.11 น.

‘พายัพ’สับ‘เทพไท’ชี้นำศาลใช้อคติสร้างวาทกรรมโจมตี‘แพทองธาร’ซัดพวกทุจริตเลือกตั้ง ไร้ความชอบธรรมมาวิจารณ์คนอื่นเสียๆหายๆ

22 สิงหาคม 2568 นายพายัพ ปั้นเกตุ อดีต สส.สิงห์บุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวกรณีนายเทพไท เสนพงษ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ พยายามโจมตี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ และรมว.วัฒนธรรม ขึ้นไต่สวนต่อศาลรัฐธรรมนูญ คดีคลิปเสียงสนทนากับนายฮุน เซน อดีตนายกฯ กัมพูชา ในเชิง “ถ้าอุ๊งค์อิ๊งค์รอด ประเทศไม่รอด แต่ถ้าอุ๊งค์อิ๊งค์ไม่รอด ประเทศรอด” ว่า เรื่องนี้เหมือนนายเทพไทต้องการสื่อสารกับศาลรัฐธรรมนูญมากกว่าสื่อสารกับสังคม เป็นการกระทำที่สุ่มเสี่ยงที่จะกดดันการทำงานของศาลรัฐธรรมนูญ นายเทพไทรู้อยู่ว่าคดีกำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ก็พยายามชี้นำด้วยวิธีการที่อ้างว่าเป็นการวิเคราะห์แสดงความเห็น ด้วยการสร้างวาทกรรมที่เต็มไปด้วยอคติ

นายพายัพ กล่าวต่อว่า สิ่งที่นายเทพไททำสะท้อนวิธีคิดแบบที่สังคมขนานนามว่าเป็นสลิ่ม คือใช้ความเกลียดชังนำหน้าทุกอย่าง หากพิจารณาความตั้งใจของนายกฯ ในการเจรจากับนายฮุนเซน คือความต้องการที่จะหาหนทางแก้ไขปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา โดยนายกฯ ได้ยืนยันโดยตลอดการพูดคุยว่าจะนำสิ่งที่พูดคุยกันไปหารือกับฝ่ายความมั่นคงและกองทัพเพื่อพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง อีกทั้งการเจรจาอย่างไม่เป็นทางการนั้น ผู้นำประเทศที่มีปัญหาความขัดแย้งเขาทำกันทั้งโลก ส่วนที่ผิดปกติคือการที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแอบบันทึกเสียงการสนทนาแล้วนำมาเผยแพร่ต่างหาก ซึ่งในส่วนนี้นายเทพไทมองไม่เห็นความผิดปกติ แต่กำลังเกาะคลิปเสียงนั้นมาโจมตีให้ร้ายและหวังโค่นล้มรัฐบาล

“คนอย่างนายเทพไททำอะไรมาบ้าง คนในสังคมรู้ดี อยู่ในพรรคประชาธิปัตย์ก็มีหน้าที่แค่เป็นวอลเปเปอร์และโทรโข่งให้กับคนอย่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ ที่สั่งสลายการชุมนุม จนประชาชนบาดเจ็บและเสียชีวิต และหมดอนาคตการเมือง ส่วนตัวนายเทพไทเองก็ถูกศาลพิพากษาจำคุก เพราะทุจริตเลือกตั้งไม่ใช่หรือ แล้วคนแบบนี้มีความชอบธรรมอะไรมาวิพากษ์วิจารณ์คนอื่นในทางเสียๆ หายๆ ใช้ความต้องการส่วนตัวของตัวเองชี้นำสังคม และอาจเข้าข่ายชี้นำการทำงานของศาลอีกด้วย แต่ละเรื่องไม่มีอะไรดีต่อสังคม ประเทศและประชาชนเลย” นายพายัพ กล่าว

เปิดเหตุผล! ศาลยกฟ้อง’ทักษิณ’ คดี ม.112

เปิดเหตุผล! ศาลยกฟ้อง'ทักษิณ' คดี ม.112

เปิดเหตุผล! ศาลยกฟ้อง’ทักษิณ’ คดี ม.112

วันศุกร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.09 น.

เปิดเหตุผลศาลยกฟ้องทักษิณชี้ ไม่ได้กล่าวถึงสถาบันฯ ชี้ คนฟังเข้าใจได้ว่าพาดพิง สุเทพกับพวกพยานหลักฐานของโจทก์ไม่สมกับภาระการพิสูจน์

วันที่ 22 สิงหาคม 2568 ภายหลังศาลอาญา อ่านคำพิพากษาในคดีดูหมิ่นสถาบันฯ หมายเลขดำ อ.1860/2567 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 8 เป็นโจทก์ฟ้องนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลยในความผิดฐานดูหมิ่นสถาบันฯ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 จากกรณีการให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศเมื่อปี 2558 ซึ่งนายทักษิณ เดินทางมาฟังคำพิพากษาด้วยตนเอง

หลังศาลอ่านคำพิพากษากว่า 1 ชั่งโมง โดยมีรายงานว่า ศาลมีคำวินิจฉัยว่า การทำคลิปให้สัมภาษณ์ที่เต็มหรือมากกว่าคลิปวิดีโอเป็นเพียงบางส่วนของคำให้สัมภาษณ์ซึ่งมีถ้อยคำที่จำกัด ซึ่งศาลเชื่อว่ามีคำสัมภาษณ์จริงที่มีมากกว่านี้ คลิปที่มีมาเป็นเพียงบางส่วน โดยโจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าคลิปตัดต่อหรือไม่ และคำพูดของจำเลยไม่ได้เจาะจงถึงพระมหากษัตริย์ จึงยกผลประโยชน์ให้จำเลย พิพากษายกฟ้อง

โดย ศาลอาญาพิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์และจำเลยแล้ว เห็นว่า สำหรับความผิดฐานร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ เห็นควรวินิจฉัยก่อนว่า จำเลยเป็นผู้ให้สัมภาษณ์กับนักข่าวตามคลิปวิดีโอ โดยมีเนื้อหาของข้อความตามคำฟ้องหรือไม่ 

โจทก์มีพยานซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและพยานปากนายอนันต์ เหล่าเลิศวรกุล มาเบิกความยืนยันว่าดูคลิปวิดีโอ แล้วเห็นว่าเป็นการกล่าวถ้อยคำให้สัมภาษณ์จำเลยจริง แม้โจทก์ไม่มีคลิปให้สัมภาษณ์ของจำเลยฉบับเต็มมาเป็นหลักฐาน 

แต่เมื่อพยานโจทก์ต่างยืนยันว่าคลิปวิดีโอเป็นคลิปให้สัมภาษณ์ของจำเลยบางช่วงบางตอน และพยานโจทก์เห็นว่าสามารถนำมาใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีได้ ส่วนที่จำเลยอ้างว่าเป็นการตัดต่อคลิปวิดีโอ ไม่ปรากฏว่าเป็นการตัดต่อในส่วนใดและส่วนไหนไม่ถูกต้องหรือไม่ตรงกับความจริง จึงเป็นการกล่าวอ้างโดยไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือได้มาสนับสนุนหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ ประกอบกับจำเลยยังเบิกความตอบโจทก์ถามค้านรับว่า บุคคลและเสียงในคลิปวิดีโอ เป็นจำเลย พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยให้สัมภาษณ์นักข่าวที่สาธารณรัฐเกาหลี ตามคลิปวิดีโอโดยมีเนื้อหาของข้อความตามคำฟ้อง ไม่ได้เป็นการตัดต่อหรือเสริมแต่งเพื่อใส่ความให้ร้ายจำเลย 

ในส่วนของข้อความที่จำเลยให้สัมภาษณ์ตามฟ้องนั้นเป็นการพูดหรือแสดงหรือพาดพิงหรือทำให้เข้าใจได้ว่าเป็นการกล่าวถึง พระบาทสมเด็จพระเจ้่อยู่หัวรัชกาลที่ 9 อันมีลักษณะเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อองค์พระมหากษัตริย์หรือไม่ 

เห็นว่า ข้อความที่จะถือว่าเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทนั้น จะต้องได้ความว่าการใส่ความนั้นระบุถึงตัวบุคคลผู้ถูกใส่ความ หรือเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงที่รู้ได้แน่นอนว่าบุคคลที่ถูกใส่ความเป็นใคร หรือหากไม่ระบุถึงผู้ที่ถูกใส่ความโดยตรงการใส่ความนั้นก็ต้องได้ความว่าหมายถึงบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ

ส่วนการดูหมิ่น ต้องพิจารณาว่าถ้อยคำที่กล่าวเป็นการดูถูกเหยียดหยาม หรือสบประมาทผู้ที่ถูกกล่าวถึงขนาดทำให้อับอายหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้นก็ถือได้ว่าเป็นการดูหมิ่นแล้ว อีกทั้งความผิดฐานหมิ่นประมาทและดูหมิ่นผู้อื่นด้วยการใช้ข้อความหรือคำพูด ก็ต้องพิจารณาด้วยว่า เมื่อวิญญูชนโดยทั่วไปได้พบเห็น หรือได้อ่านหรือได้ยินข้อความนั้นแล้ว จะส่งผลให้ผู้ถูกกระทำเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังหรือไม่ เมื่อพิจารณาข้อความหรือถ้อยคำให้สัมภาษณ์ของจำเลยมิได้ใช้คำว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่9”  โดยตรง และไม่ได้ใช้ถ้อยคำสรรพนามที่อ้างถึงบุคคลที่สามโดยมีคำราชาศัพท์หรือถ้อยคำที่สามารถระบุเฉพาะเจาะจงให้เข้าใจได้ว่าหมายถึงพระมหากษัตริย์แต่อย่างใด หากแต่ใช้คำสรรพนามบุรุษที่ 3 ว่า “เขา” เรียกแทนบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือบุคคลอื่นหลายคนรวมกัน และยังมีคำว่า “องคมนตรี” “ทหาร” “Palace Circle” และ “คนในวัง” ล้วนแต่อยู่ในประโยคคำให้สัมภาษณ์ของจำเลย 

เห็นว่า พยานโจทก์ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาที่โจทก์นำมาเป็นพยานเพียงปากเดียว กับพยานบุคคลภายนอกที่โจทก์อ้างมา ล้วนแต่เข้าร่วมชุมนุมขับไล่จำเลยทางการเมือง อันส่อแสดงให้เห็นว่าเป็นผู้มีอคติต่อจำเลย จึงมีข้อสงสัยถึงความเป็นกลางและต้องรับฟังด้วยความระมัดระวัง พยานบุคคลดังกล่าวของโจทก์จึงไม่อาจแสดงให้เชื่อได้ว่า วิญญชนทั่วไปจะตีความข้อความที่จำเลยกล่าวไปในลักษณะที่พยานเหล่านั้นเข้าใจ ส่วนพยานที่เป็นเจ้าพนักงานตำรวจของโจทก์ก็ต้องรับฟังด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากพยานเบิกความตอบคำถามค้านสอดคล้องกันว่า ในระหว่างการดำเนินคดีกับจำเลยนั้น 

ความจริงพยานต่างเห็นว่าพยานหลักฐานไม่เพียงพอที่จะสั่งฟ้องจำเลยได้ เพราะคลิปวิดีโอของกลางไม่อาจยืนยันได้ว่าเป็นต้นฉบับ ทั้งไม่สามารถสืบหาบุคคลที่นำคลิปลงเผยแพร่ในระบบคอมพิวเตอร์ ประกอบกับเมื่อพิจารณาเพจแอปพลิเคชันเฟซบุ๊กและเว็บไซต์ยูทูบ ที่นำคลิปวิดีโอให้สัมภาษณ์ของจำเลยมาเผยแพร่ลงในระบบคอมพิวเตอร์ 

พบว่าบุคคลที่นำมาเผยแพร่ซึ่งเป็นคนที่ได้รับฟังคลิปวิดีโอมาตั้งแต่แรก ล้วนเข้าใจตรงกันว่าจำเลยให้สัมภาษณ์โจมตีการยึดอำนาจและรัฐประหาร โดยพาดพิงถึงนายสุเทพกับนายทหารชั้นผู้ใหญ่ และองคมนตรีเท่านั้น 

ไม่ได้เข้าใจว่าถ้อยคำให้สัมภาษณ์นั้นจะพาดพิงหรือสื่อความหมายหรืออ้างว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงอยู่เบื้องหลังการปฏิวัติรัฐประหาร พยานหลักฐานทั้งหมดที่โจทก์นำสืบมา จึงยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังว่า จำเลยกล่าวข้อความตามคำฟ้องโดยเจตนาหมายถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 หรือเมื่อวิญญูชนทั่วไปได้พบเห็นหรืออ่านข้อความที่จำเลยกล่าวแล้วจะเข้าใจได้ว่าหมายถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9

ในขณะที่การสืบพยานหลักฐานของโจทก์ไม่สมกับภาระการพิสูจน์ในคดีอาญาว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมาจึงไม่อาจรับฟังลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันหมิ่นประมาทหรือดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ตามฟ้อง 

สำหรับข้อหาร่วมกันแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องแต่มิได้นำพยานหลักฐานใดๆมานำสืบเกี่ยวกับข้อหานี้เลย จึงรับฟังไม่ได้

สำหรับความผิดฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรตามประมวลกฎหมายอาญาหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพยานหลักฐานโจทก์รับฟังไม่ได้ว่า คำให้สัมภาษณ์ของจำเลยเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ จำเลยจึงไม่มีความผิดในข้อหานี้

ขณะที่ นายวิญญัติ ทนาย ความเปิดเผยว่า ศาลพิพากษายกฟ้อง โดยศาลพิจารณา หลากหลายประเด็นซึ่งศาลพิจารณาการพิสูจน์หลักฐาน การชั่งน่ำหนักในการพิจารณา บางส่วนบางตอน การพิสูจน์ ทางนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งไม่ได้พิสูจน์ชัดเจน โดยศาลฟังด้วยความระมัดระวัง  รวมทั้งคำพูด หลักไวยากรณ์ ประธานกิรยา กรรม 

โดยนายทักษิณไม่ได้ระบุชัดเจนว่าเป็นใคร มีเพียงคำว่า “เขา” แม้ส่วนพยานโจทก์ จะไม่มีความน่าเชื่อถือ ลักษณะ อคติ  พยานไม่เป็นกลาง นึกถึงขึ้นมาเอง ตามหลักพจนานุกรม ไม่ได้เจาะจงว่า เป็นพระมหากษัตริย์  พิพากษายกฟ้องทุกข้อหา  

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญดุษฎีมาลา เข็มศิลปวิทยา ให้ผู้ทรงคุณวุฒิ 6 ราย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญดุษฎีมาลา เข็มศิลปวิทยา ให้ผู้ทรงคุณวุฒิ 6 ราย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญดุษฎีมาลา เข็มศิลปวิทยา ให้ผู้ทรงคุณวุฒิ 6 ราย

วันศุกร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.00 น.

วันที่ 22 สิงหาคม 2568 เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พระบรมราชโองการ ประกาศ เรื่อง พระราชทานเหรียญดุษฎีมาลา เข็มศิลปวิทยา ประจำปี 2567 ความว่า

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานเหรียญดุษฎีมาลา เข็มศิลปวิทยา ประจำปี 2567 ให้แก่ผู้ทรงคุณวุฒิในทางศิลปวิทยา จำนวน 6 ราย ดังนี้

สาขาวิทยาศาสตร์

นายสุชาติ อุปถัมภ์

สาขาวิศวกรรมศาสตร์

นายเฉลิมชนม์ สถิระพจน์

สาขาแพทยศาสตร์

นางสาวอรินทยา พรหมินธิกุล

สาขามนุษยศาสตร์ (โบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์)

นางสาวรัศมี ชูทรงเดช

สาขาแพทยศาสตร์ (เภสัชศาสตร์)

นายวันชัย ดีเอกนามกูล

สาขาแพทยศาสตร์ (ทันตแพทยศาสตร์)

ท่านผู้หญิงเพ็ชรา เตชะกัมพุช

ประกาศ ณ วันที่ 4 สิงหาคม พุทธศักราช 2568 เป็นปีที่ 10 ในรัชกาลปัจจุบัน

ไต่สวนสีดำ!ความมั่นคงในความเชื่อถือผลการตัดสินของ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’พังทลาย

ไต่สวนสีดำ!ความมั่นคงในความเชื่อถือผลการตัดสินของ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’พังทลาย

ไต่สวนสีดำ!ความมั่นคงในความเชื่อถือผลการตัดสินของ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’พังทลาย

วันศุกร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.00 น.

ไต่สวนสีดำ!ความมั่นคงในความเชื่อถือผลการตัดสินของ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’พังทลาย

22 สิงหาคม 2568 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (อดีต กกต.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “ปั่นไปไหน – สมชัย ศรีสุทธิยากร” ระบุว่า…

ไต่สวนสีดำ

การปิดห้องไต่สวน โดยอ้างเนื้อหามีส่วนเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาตินั้น น่าจะเป็นผลเสียต่อตัวตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และทำให้ความไม่วางใจ ไม่เชื่อมั่นในการทำงานของศาลรัฐธรรมนูญมีมากขึ้นกว่าเดิม

หากจะอ้างเหตุผลความมั่นคง การไต่สวนตัวเลขาธิการสภาความมั่นคงน่าจะเป็นส่วนเดียวที่จัดให้เป็นการไต่สวนลับ และควรเชิญทุกคนที่ไม่เกี่ยวข้องออกจากห้อง ไม่ใช่แค่ให้แพทองธารไปรออีกห้องแค่คนเดียว

ส่วนการไต่สวนนายกแพทองธารนั้น เป็นประเด็นสาธารณะที่สมควรให้คนไทยทั้งประเทศรับรู้ถึงเหตุผลในหลายเรื่องที่คนไทยยังคลางแคลงใจ เช่น ทำไมเรียกแม่ทัพภาค 2 ว่าเป็นฝ่ายตรงข้าม ทำไมใจดีกับฮุน เซ็นโดยพูดว่าอยากได้อะไรให้บอกหลาน  ที่พูดไปทั้งหมดเพื่อไม่ให้คนไทยไล่ไปเป็นนายกเขมรหรือพูดเพื่อประเทศชาติกันแน่

คำถามเหล่านี้ ถึงฟังถ่ายทอดกันทั้งประเทศก็ไม่ได้มีผลอะไรต่อความมั่นคงของประเทศ หากเป็นความมั่นคง ก็คงเป็นความมั่นคงเฉพาะตำแหน่งนายกของคุณแพทองธารเท่านั้น

แต่ที่รับรู้ หลังจากที่เลือกแนวทางไต่สวนสีดำ ความมั่นคงในความเชื่อถือผลการตัดสินของศาลพังทลายไปแล้วส่วนหนึ่ง 

ไม่เชื่อก็ไปทำโพลถาม และปีหน้าหวังว่าอย่าได้คะแนนความโปร่งใสมาเป็นที่หนึ่งของประเทศแบบ สตง. ปีนี้ล่ะ

ขำกลิ้ง !!

ด่วน! ศาลยกฟ้อง’ทักษิณ’ พ้นผิดคดีมาตรา112

ด่วน! ศาลยกฟ้อง'ทักษิณ' พ้นผิดคดีมาตรา112

ด่วน! ศาลยกฟ้อง’ทักษิณ’ พ้นผิดคดีมาตรา112

วันศุกร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.47 น.

วันที่ 22 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 10.00 น.ที่ห้องพิจารณาคดี 902 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีดูหมิ่นสถาบันหมายเลขดำ อ.1860/2567 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 8 เป็นโจทก์ฟ้องนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลยในความผิด ฐานดูหมิ่นสถาบันตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ความผิดเกี่ยวกับพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560
กรณีเมื่อปี 2558 นายทักษิณ ได้ให้สัมภาษณ์สื่อทีวีประเทศเกาหลีใต้ พาดพิง ดูหมิ่นสถาบันฯ จำเลยให้การปฏิเสธ และได้รับการประกันตัว

ทั้งนี้ ศาลได้สืบพยานฝ่ายโจทก์ – จำเลย จนแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 16  กรกฎาคมที่ผ่านมา และนัดฟังคำพิพาษาคดีนี้ตามวัน – เวลา ดังกล่าว

คดีนี้ฝ่ายนายวิญญัติ ชาติมาตรี ทนายความนายทักษิณ จำเลย ได้นำพยานเข้าสืบหักล้างพยานหลักฐานโจทก์  รวม 3 ปาก คือ นายทักษิณ ชินวัตร , นายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี และนายธงทอง จันทรางศุ อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม เข้าเบิกความ

ต่อมาเมื่อเวลา 09.30 น. นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ พร้อมด้วยนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ และนายวิญญัติ ชาติมาตรี ทนายความของนายทักษิณ ได้เดินทางมาถึงศาล ก่อนขึ้นไปรอเพื่อรับฟังคำพิพากษา

ล่าสุด มีรายงานว่า ศาลอาญาได้พิจารณายกฟ้อง นาย ทักษิณ ชินวัตร จากข้อหาประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

‘วิโรจน์’ลาออกประธาน กมธ.ทหาร เตรียมใจเป็น 1 ใน 44 สส.อดีตก้าวไกล

‘วิโรจน์’ลาออกประธาน กมธ.ทหาร เตรียมใจเป็น 1 ใน 44 สส.อดีตก้าวไกล

‘วิโรจน์’ลาออกประธาน กมธ.ทหาร เตรียมใจเป็น 1 ใน 44 สส.อดีตก้าวไกล

วันศุกร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.27 น.

‘วิโรจน์’ลาออกประธาน กมธ.ทหาร เตรียมใจเป็น 1 ใน 44 สส.อดีตก้าวไกล เปรยเวทีการเมืองอาจไม่ยาวนัก

22 สิงหาคม 2568 นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เมื่อคืนวันที่ 21 ส.ค.68 ระบุว่า…

สองปีเต็มที่ได้ทำหน้าที่ประธานคณะกรรมาธิการการทหาร วันนี้ถึงเวลาส่งไม้ต่อให้กับประธานคนใหม่ด้วยหัวใจ

ครบสองปีเต็ม ที่ผมได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่ง ประธานคณะกรรมาธิการการทหาร

เมื่อวันแรกที่เข้ามารับตำแหน่ง ผมได้ตั้งใจเอาไว้ว่า ผมจะขอทำหน้าที่นี้เพียงสองปีเท่านั้น และเมื่อครบกำหนด ผมจะส่งไม้ต่อให้ผู้อื่น เพื่อเปิดโอกาสให้คนอื่นได้เข้ามารับหน้าที่สำคัญนี้

ผมเป็นหนึ่งในกลุ่ม 44 ส.ส. ที่ต่างก็เตรียมใจว่า เวลาในเวทีการเมืองอาจไม่ยาวนัก จึงเห็นว่าการรู้จักวางอำนาจลง แล้วกลับมาเป็นกรรมาธิการธรรมดาคนหนึ่งที่คอยให้คำปรึกษาและสนับสนุนประธานคนใหม่ อาจจะเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมมากกว่า ประธานคนใหม่อาจเลือกสานต่อสิ่งที่ผมทำไว้ หรืออาจจะมีแนวทางที่แตกต่าง ซึ่งทั้งหมดก็เป็นเรื่องปกติของการทำงานในระบอบประชาธิปไตย

วันนี้ (21 ส.ค. 68) ผมจึงได้ตัดสินใจขอพ้นจากตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการการทหาร และเป็นวันเดียวกันที่คณะกรรมาธิการการทหารได้ต้อนรับประธานคนใหม่ คือ ส.ส.เอกราช อุดมอำนวย โดยมี ส.ส.จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ เป็นเลขานุการ และมีรองประธานในสัดส่วนพรรคประชาชนอีกสองท่าน คือ ส.ส.ชยพล สท้อนดี และ ส.ส.เชตวัน เตือประโคน

ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ผมได้ทำหน้าที่ประธานอย่างเต็มกำลังและตั้งใจที่สุด หวังว่าผลงานที่ผ่านมา จะสร้างความพึงพอใจแก่ทุกท่านได้บ้าง หากมีสิ่งใดบกพร่อง ผมขออภัยจากใจจริง และจะน้อมรับไว้เพื่อพัฒนาตนเองในการทำหน้าที่อื่นต่อไป

สำหรับความกรุณา มิตรภาพ และน้ำใจที่ทุกท่านมอบแก่ผม ผมใคร่ขอให้ทุกท่านมอบสิ่งเหล่านี้ต่อไปยังประธานคนใหม่ เลขานุการคนใหม่ และรองประธานคนใหม่ด้วยครับ

สุดท้ายนี้ ผมขอขอบคุณที่ปรึกษาทุกท่าน ได้แก่ อาจารย์สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี, นาวาโท ดร.กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ, คุณอนาลโย กอสกุล, คุณศุภศิษฏ์ นิ่มสุวรรณ, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อาทิตย์ ทองอินทร์, คุณอดิศักดิ์ สายประเสริฐ และอีกหลายท่านที่ไม่อาจเอ่ยนามได้ครบถ้วน ที่ได้ให้ความช่วยเหลือแก่การทำงานของคณะกรรมาธิการการทหารด้วยความทุ่มเทตลอดมา

ผมคงไม่กล่าวคำอำลาใด ๆ เพราะผมยังคงอยู่ตรงนี้ ในฐานะกรรมาธิการการทหารคนหนึ่ง ที่พร้อมสนับสนุนการทำงานของประธานและคณะผู้บริหารชุดใหม่ ด้วยความขยันและตั้งใจเช่นเดิมครับ

‘ภูมิใจไทย’ลุยดันต่อถกยกเลิก‘MOU43-44’ในสภาฯ กระตุกเพื่อนสมาชิกอย่าเพิ่งรีบปิดประชุม

‘ภูมิใจไทย’ลุยดันต่อถกยกเลิก‘MOU43-44’ในสภาฯ กระตุกเพื่อนสมาชิกอย่าเพิ่งรีบปิดประชุม

‘ภูมิใจไทย’ลุยดันต่อถกยกเลิก‘MOU43-44’ในสภาฯ กระตุกเพื่อนสมาชิกอย่าเพิ่งรีบปิดประชุม

วันศุกร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.15 น.

สัปดาห์หน้าต้องเห็นผล!‘ภูมิใจไทย’ลุยดันต่อถกยกเลิก‘MOU43-44’ในสภาฯ กระตุกเพื่อนสมาชิกอย่าเพิ่งรีบปิดประชุม-เลี่ยงประเด็นสำคัญ ควรแสดงความรับผิดชอบต่อปัญหามั่นคงของประเทศ

22 สิงหาคม 2568 นายภราดร ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการผลักดันให้มีการยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (MOU) ปี 2543 และ 2544 ระหว่างไทยกับกัมพูชาว่า พรรคภูมิใจไทย เห็นความจำเป็นที่จะต้องนำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาอย่างเร่งด่วน เนื่องจากเป็นเรื่องที่กระทบต่อ ความมั่นคงของชาติ โดยที่ผ่านมา แม้จะมีความพยายามผลักดันหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่ไปไหน เพราะสภาฯมีการปิดประชุมก่อน

“สัปดาห์หน้า เราจะเดินหน้าผลักดันเรื่องนี้อย่างจริงจัง หลังจากที่ได้ยื่นญัตติด่วนไปแล้ว ก็ถึงเวลาที่ต้องนำเข้าสู่การพิจารณาเพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติ สิ่งสำคัญคืออยากให้สภาเปิดพื้นที่ เปิดใจกว้าง รับฟังเสียงของผู้แทนราษฎรที่นำเรื่องสำคัญของชาติบ้านเมืองเข้าสู่การถกเถียง ยิ่งทำได้เร็วก็ยิ่งดี เพราะนี่คือเรื่องของประเทศ ไม่ใช่การเล่นการเมือง” นายภราดร กล่าว

นายภราดร กล่าวต่อว่า พฤติการณ์ของกัมพูชา ที่ไม่เคารพต่อข้อตกลงที่เคยให้ไว้กับฝ่ายไทยตลอดช่วงที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ และผลประโยชน์ของประเทศ ถึงเวลาแล้วที่ไทยจะต้องหยิบยกขึ้นมาหารือใหม่ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติ และควรเริ่มตั้งแต่วันนี้ ไม่ควรรอช้า

“ขอฝากไปถึงเพื่อนสมาชิกในสภาฯว่า อย่าเพิ่งเร่งปิดประชุม หรือเลี่ยงประเด็นสำคัญ แต่ควรแสดงความรับผิดชอบต่อปัญหาความมั่นคงที่กำลังเกิดขึ้น เพราะสิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่คืออนาคตของประเทศไทยทั้งประเทศ” นายภราดร กล่าว

‘ภูมิธรรม’มอบทนายร้องทุกข์เอาผิด’หมอวรงค์’ คดีหมิ่นประมาท ปมปราศรัย 2 สิงหา

'ภูมิธรรม'มอบทนายร้องทุกข์เอาผิด'หมอวรงค์' คดีหมิ่นประมาท ปมปราศรัย 2 สิงหา

‘ภูมิธรรม’มอบทนายร้องทุกข์เอาผิด’หมอวรงค์’ คดีหมิ่นประมาท ปมปราศรัย 2 สิงหา

วันศุกร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.13 น.

วันที่ 22 สิงหาคม 2568 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “วรงค์ เดชกิจวิกรม – Warong Dechgitvigrom” ระบุว่า ภูมิธรรม ให้ทนายไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ดำเนินคดีผมหมิ่นประมาท ที่ขึ้นปราศรัยเวทีรวมพลังแผ่นดิน 2 สิงหาคม..ทำไมคุณรู้สึกช้าจัง

โบกมือทักทายสื่อ! ‘ทักษิณ’ถึงศาลฟังคำพิพากษาคดี ม.112

โบกมือทักทายสื่อ! 'ทักษิณ'ถึงศาลฟังคำพิพากษาคดี ม.112

โบกมือทักทายสื่อ! ‘ทักษิณ’ถึงศาลฟังคำพิพากษาคดี ม.112

วันศุกร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.03 น.

22 ส.ค. 68 นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางมาที่ศาลอาญารัชดา เนื่องจากศาลนัดอ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ 1860/2567 ซึ่งพนักงานอัยการสำนักงานคดีอาญา 8 เป็นโจทก์ฟ้อง นายทักษิณ ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ม.112 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ จากกรณีให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศ เมื่อปี 2558 โดยเมื่อลงจากรถนายทักษิณ ได้โบกมือทักทายสื่อมวลชนและกลุ่มคนเสื้อแดง พร้อมสวมกอด น.ส.พินทองทา ชินวัตร บุตรสาว โดยไม่ให้สัมภาษณ์แต่อย่างใด

.-008