‘อดีตนายกฯ สมชาย’ เชื่อ ‘ทักษิณ’ จงรักภักดีเทิดทูนสถาบันเป็นอย่างยิ่ง

‘อดีตนายกฯ สมชาย’ เชื่อ ‘ทักษิณ’ จงรักภักดีเทิดทูนสถาบันเป็นอย่างยิ่ง

‘อดีตนายกฯ สมชาย’ เชื่อ ‘ทักษิณ’ จงรักภักดีเทิดทูนสถาบันเป็นอย่างยิ่ง

วันศุกร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.02 น.

”อดีตนายกฯ สมชาย“  น้องเขยทักษิณ เชื่อ “ทักษิณ  ” จงรักภักดีเทิดทูนสถาบันเป็นอย่างยิ่ง ส่วนคดีชั้น 14  รพ.ตำรวจศาลพิจารณาอย่างไรเราก็เคารพ ด้านคดี “แพทองธาร” ในฐานะนายกฯ ทำเพื่อประโยชน์ของบ้านเมือง-อธิปไตยประชาชน ไม่เกี่ยวเรื่องการเสียดินแดน  ด้านศาลอาญา มีตร.ศาล  ตร.สน.พหลฯ  ตรึงกำลังเข้ม

วันที่ 22 สิงหาคม 2568 ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก  นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี  น้องเขยนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ก่อนร่วมรับฟังคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อ.1860/2567 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 8 เป็นโจทก์ฟ้องนายทักษิณ ชินวัตร เป็นจำเลย ฐานดูหมิ่นสถาบันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ กรณีเมื่อปี 2558 กรณีนายทักษิณ ให้สัมภาษณ์สื่อทีวีประเทศเกาหลีใต้ พาดพิงดูหมิ่นสถาบันเบื้องสูง ว่า ต้องรอฟังศาลว่าวินิจฉัยอย่างไร แต่ส่วนตัวเชื่อว่าท่านมีความจงรักภักดี เทิดทูนสถาบัน สวนศาลจะวินิจฉัยอย่างไรต้องรอฟังซึ่งเราเคารพในกระบวนการของศาล 

เมื่อถามย้ำว่าคำตัดสินคดีนี้จะเป็นไปในเชิงบวกใช่หรือไม่ นายสมชาย ระบุว่า จากที่ตนใกล้ชิดนายทักษิณพอสมควร เห็นว่าท่านเป็นคนที่จงรักภักดีและ เทิดทูลสถาบันสถาบันอย่างยิ่ง ส่วนศาลจะตัดสินอย่างไรต้องรอฟัง เราไม่สามารถไปก้าวล่วงได้ 

ส่วนมีความกังวลเกี่ยวกับคดีชั้น 14 รพ.ตำรวจหรือไม่ นายสมชาย ระบุว่า เรื่องดังกล่าวนี้ท่านก็ทำตามขั้นตอน เมื่อผ่านกระบวนการของศาล ก็เข้าสู่กระบวนการรับโทษ ซึ่งเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ว่าจะดำเนินการอย่างไร และหากศาลจะพิจารณาอย่างไรเราก็เคารพ เพราะถือว่าเป็นกระบวนการยุติธรรม แต่ส่วนตัวไม่สามารถออกความผิดได้ 

เมื่อถามว่ามีความเป็นห่วงในคดีของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีด้วยหรือไม่ ที่จะมีการนัดฟังวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญคำพิพากษาในวันที่ 29 สิงหาคม นี้นั้นนายสมชาย ระบุว่า อย่างที่ตนเคยบอก นางสาวแพทองธาร ทำเพื่อประโยชน์ของบ้านเมืองและประชาชน การรักษาอธิปไตยของคนไทยทุกคนรวมถึงตัวท่านด้วย ในฐานะผู้นำประเทศต้องรักษาเต็มที่อยู่แล้ว ไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเสียดินแดน เพราะทหารดูแลอยู่ แต่เมื่อเกิดเรื่องมาแล้วก็ต้องดำเนินการตามกฎกระบวนการที่กฎหมายตราไว้ พร้อมย้ำว่าหากศาลว่าอย่างไรก็ต้องเป็นไปตาม 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับบรรยากาศ ที่ศาลอาญา มีตำรวจศาลและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำศาล  ได้นำแผงเหล็กมากั้นเป็นรั้วบริเวณทางขึ้นด้านหน้าอาคารศาลอาญา โดยจะมีการกำหนดพื้นที่ทางเข้า-ออก และมีตำรวจศาล ตำรวจสน.พหลโยธิน มาดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยอย่างเข้มงวดในช่วงเช้า

ขณะเดียวกันศาลอาญาได้กำหนดจุดไว้เฉพาะสำหรับสื่อมวลชนที่มารอทำข่าวและถ่ายภาพ โดยสื่อที่เป็นช่างภาพต้องเขียนใบขออนุญาตและติดบัตรสื่อชั่วคราวของศาลอาญาด้วย จะไม่อนุญาตให้ไปจุดอื่นเกินกว่าที่ศาลจัดไว้ 

ทั้งนี้จะมี เจ้าหน้าที่ศาลอาญาไปแจ้งให้ปฏิบัติตามข้อกำหนด รวมทั้งไม่ให้อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าฟังในห้องพิจารณาคดี

‘หมอวรงค์’วิเคราะห์เหตุยกเลิกประชุม สมช. เชื่อเป็นผลจากคลิปเสียง’อุ๊งอิ๊งค์’คุย’ฮุนเซน’

'หมอวรงค์'วิเคราะห์เหตุยกเลิกประชุม สมช. เชื่อเป็นผลจากคลิปเสียง'อุ๊งอิ๊งค์'คุย'ฮุนเซน'

‘หมอวรงค์’วิเคราะห์เหตุยกเลิกประชุม สมช. เชื่อเป็นผลจากคลิปเสียง’อุ๊งอิ๊งค์’คุย’ฮุนเซน’

วันศุกร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 09.51 น.

วันที่ 22 สิงหาคม 2568 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “วรงค์ เดชกิจวิกรม – Warong Dechgitvigrom” ระบุว่า #ทำไมยกเลิกประชุมสมช

มีสื่อสำนักหนึ่ง ตั้งคำถามลอยๆเกี่ยวกับการยกเลิกการประชุม สภาความมั่นคงแห่งชาติ หลังคุยโทรศัพท์กับฮุนเซน ซึ่งน่าจะเป็นประเด็นซักถามในศาลรัฐธรรมนูญ

สิ่งที่ผมเขียน คือการวิเคราะห์ของผม ไม่เกี่ยวกับใครจะชี้แจงอะไร ในศาลรัฐธรรมนูญอย่างไร

ต้องยอมรับว่า ประเด็นที่อุ๊งอิ๊งคุยกับฮุนเซนทางโทรศัพท์ 15 มิถุนายน 2568 ที่ฮุนเซนไม่พอใจคือการปิดเปิดด่าน รวมทั้งอุ๊งอิ๊งอธิบายฮุนเซนถึงมาตรการ ที่เกี่ยวข้องกับการตัดไฟฟ้าตัดเน็ต
ประเด็นเรื่องปิดเปิดด่าน แม้อุ๊งอิ๊งจะบอกฮุนเซนว่า เป็นเรื่องของกระทรวงกลาโหม เป็นเรื่องของทหาร แต่อำนาจนี้เป็นมติที่สมช. มอบอำนาจให้กองทัพบก เมื่อคราวประชุมสมช. วันที่ 6มิถุนายน 2568 และในวันที่7มิถุนายน ผบ.ทบ. ได้มอบอำนาจนี้ให้กับผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี และผู้บัญชาการกองกำลังบูรพาพิจารณา เรื่องปิดเปิดด่านนี้

ส่วนเรื่องการตัดไฟตัดเน็ต ที่อุ๊งอิ๊งอธิบายให้ฮุนเซน น่าจะเป็นผมจากเอกสารทางฝ่ายทหาร ลงวันที่ 9 มิถุนายน 2568 ต้องการเสนอเข้าให้สมช.พิจารณา ที่จะมีการประชุมในวันที่16 มิถุนายน 2568 ในการพิจารณาให้ตัดไฟตัดเน็ตของกัมพูชา

ถ้าเราวิเคราะห์ ประเด็นที่อุ๊งอิ๊งพูดคุยกับฮุนเซน ทางโทรศัพท์ 15มิถุนายน 2568 ซึ่งฟังน้ำเสียงแล้วฮุนเซนไม่พอใจทั้งสองเรื่อง แต่เรื่องปิดเปิดด่านไม่พอใจมากกว่า การที่ไม่มีการประชุมสมช. ในวันที่16 มิถุนายน 2568 จึงน่าจะเป็นผลจากการพูดคุยกับฮุนเซน ทั้งสองเรื่องนี้ แม้จะมีการตั้งศบ.ทก.หรือทีมไทยแลนด์ขึ้นมา แต่ก็ไม่มีอำนาจเท่าสมช.

ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า การยกเลิกการประชุมสมช. วันที่ 16 มิถุนายน 2568 น่าจะเป็นผลจากการพูดโทรศัพท์กับฮุนเซน เพื่อแยกอุ๊งอิ๊งออกมา ขอบอกก่อนครับว่า นี่คือการวิเคราะห์ข้อเท็จจริง ไม่เกี่ยวกับใครจะตอบอย่างไรในศาลรัฐธรรมนูญ ส่วนผลจะเป็นเช่นไร ให้วิเคราะห์จากภาษากายของอุ๊งอิ๊งครับ

5 โอกาสทอง ‘อุ๊งอิ๊งค์’ ควรลาออก ก่อนศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน

5 โอกาสทอง 'อุ๊งอิ๊งค์' ควรลาออก ก่อนศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน

5 โอกาสทอง ‘อุ๊งอิ๊งค์’ ควรลาออก ก่อนศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน

วันศุกร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 09.05 น.

วันที่ 21 สิงหาคม 2568 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า  “เทพไท – คุยการเมือง”

5 โอกาสของ อุ๊งอิ๊ง จะลาออกได้

จากกรณีคลิปเสียงหลุดของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กับสมเด็จฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง จนนำไปสู่การยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ในกรณีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และการฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง จนมีข้อเรียกร้องให้นางสาวแพทองธารแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง ซึ่งเป็นโอกาสที่นางสาวแพทองธาร สามารถจะแสดงความรับผิดชอบโดยการลาออก หรือยุบสภา ได้ถึง5ครั้ง

ครั้งแรก เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2568 วันที่คลิปเสียงหลุด มีการเผยแพร่บนสื่อโซเชียล นางสาวแพทองธารก็ออกมายอมรับว่าเป็นคลิปเสียงของตัวเองจริง ได้พูดคุยกับสมเด็จฮุนเซนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้พูดถึงความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา เป็นเจตนาดี ไม่ควรจะถือสา ซึ่งในวันนั้นถ้าหากนางสาวแพทองธาร มีสปิริต มีความรับผิดชอบทางการเมือง และเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ยึดถือแบบอย่าง หรือมารยาททางการเมืองแบบนักการเมืองตะวันตก ก็ควรจะประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หรือยุบสภา เพื่อแสดงความรับผิดชอบได้ในทันที

ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2568 นางสาวแพทองธารออกมาแถลงข่าว ยืนยันว่าตัวเองไม่ได้ทำให้ประเทศเสียหาย และบอกว่าสิ่งที่ได้ทำไปตัวเองไม่ได้ประโยชน์อะไร ไม่ได้ทำให้ประเทศไทยเสียหาย พร้อมที่จะยืนยันและพร้อมที่จะอธิบายถ้าหากว่าจำเป็นต้องอธิบายเรื่องนี้ต่อสังคม เมื่อนางสามแพทองธารบอกว่าตัวเองไม่ผิด ประเทศชาติไม่เสียหาย การที่จะพิสูจน์ว่านางสาวแพทองธารผิดหรือไม่ ประเทศชาติเสียหายหรือไม่ ต้องใช้ผลการเลือกตั้งประชาชนเป็นผู้ตัดสิน นางสาวแพทองธารควรจะยุบสภาคืนอำนาจให้กับประชาชน ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน ถ้านางสาวแพทองธารไม่ผิด ประเทศไม่เสียหาย ประชาชนก็เลือกนางสาวแพทองธารเข้ามาอีก

ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องของส.ว. และมีคำสั่งให้นางสาวแพทองธารหยุดปฎิบัติหน้าที่ น่าจะเป็นโอกาสที่นางสาวแพทองธารลาออกได้อย่างสง่างาม เพราะสามารถอธิบายเหตุผลได้ว่า เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่แล้ว เพื่อไม่ให้การบริหารราชการแผ่นดินหยุดชะงักหรือมีปัญหา ขอแสดงความรับผิดชอบโดยการลาออก เพื่อให้มีนายกรัฐมนตรีคนใหม่ข้ามาบริหารประเทศ

ครั้งที่ 4 วันที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันเกิดของนางสาวแพทองธาร ต้องไปไต่สวนพยานที่ศาลรัฐธรรมนูญ ก็เป็นโอกาสหนึ่ง ที่นางสาวแพทองธารสามารถแสดงออก ด้วยการลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพื่อเป็นของขวัญให้กับประชาชนคนไทยในวันเกิด จะได้ปลดปล่อยตัวเองให้ตัวเองได้พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ไม่ต้องทนทุกข์ ไม่ต้องเครียด ไม่ต้องกังวล และเป็นโอกาสที่ทำให้ตัวเองหลุดพ้นจากคดีไปด้วย

ครั้งที่ 5 น่าจะเป็นครั้งสุดท้าย ที่นางสาวแพทองธาร สามารถที่จะลาออกได้ก่อนวันที่ 29 สิงหาคม วันกำหนดที่ศาลนัดฟังคำวินิจฉัย นางสาวแพทองธารสามารถเขียนใบลาออกได้ตลอดเวลา จนถึงวันที่ 28 สิงหาคม ถ้าหากว่านางสาวแพทองธาร จะแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองโดยการลาออก ยังไม่สายเกินไปและเชื่อว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุดของนางสาวแพทองธาร

ผมจึงสนับสนุนให้นางสาวแพทองธาร ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก่อนถึงวันศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยครับ

‘อดีตบิ๊กข่าวกรอง’ฟันธง! คดีคลิปเสียง’อิ๊งค์’ ไม่ว่าผลตัดสินจะเป็นอย่างไร ‘บรรทัดฐานใหม่’กำลังจะเกิด

'อดีตบิ๊กข่าวกรอง'ฟันธง! คดีคลิปเสียง'อิ๊งค์' ไม่ว่าผลตัดสินจะเป็นอย่างไร 'บรรทัดฐานใหม่'กำลังจะเกิด

‘อดีตบิ๊กข่าวกรอง’ฟันธง! คดีคลิปเสียง’อิ๊งค์’ ไม่ว่าผลตัดสินจะเป็นอย่างไร ‘บรรทัดฐานใหม่’กำลังจะเกิด

วันศุกร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 08.53 น.

วันที่ 22 สิงหาคม 2568 นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก Nantiwat Samart ระบุว่า บรรทัดฐาน

ไม่ว่าจะตัดสินอย่างไรจะเกิดบรรทัดฐานใหม่

ออดอ้อนคนต่างชาติช่วยหน่อย

รัฐบาลตกต่ำ ถูกไล่ไปเป็นนายกต่างชาติ

อย่าไปฟังแม่ทัพเป็นฝ่ายตรงข้ามกับเรา

อยากได้อะไรจัดให้หมด

หากพูดอย่างนี้ไม่ผิด​

เพราะยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นจริง

สนุกละซิ

แต่ถ้าตัดสินว่าผิด

ผู้นำคนต่อๆไป​ จะเจรจาความเมืองกับใคร

ต้องระมัดระวังการติดต่อทางโทรศัพท์

จะพูดพล่อยๆไม่ได้​ พูดเล่นหยอกล้อไม่ได้

จะมาใช้เทคนิคเจรจาไม่ได้

ถอดรหัสภาษากาย! ‘ท่าทางในศาล’บอกเล่าความเปราะบาง-ความกลัวที่ซ่อนอยู่

ถอดรหัสภาษากาย! 'ท่าทางในศาล'บอกเล่าความเปราะบาง-ความกลัวที่ซ่อนอยู่

ถอดรหัสภาษากาย! ‘ท่าทางในศาล’บอกเล่าความเปราะบาง-ความกลัวที่ซ่อนอยู่

วันศุกร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 08.28 น.

วันที่ 22 สิงหาคม 2568 นายอัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก “เอ็ดดี้ อัษฎางค์” ระบุว่า “ภาษากาย” ในศาล 

#อัษฎางค์ยมนาค #อ่านเกมอำนาจ

งานวิจัยและบทความเกี่ยวกับ “ภาษากาย” (demeanor evidence) ในศาล พบว่าภาษากายหมายถึงข้อมูลที่สื่อสารออกมาผ่านท่าทาง สีหน้า และการเคลื่อนไหวของร่างกายโดยที่ไม่ใช่คำพูดโดยตรง ซึ่งสามารถนำมาใช้อ่านหรือประเมินความน่าเชื่อถือของพยานหรือผู้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้
โดยมีประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับภาษากายในชั้นศาล ดังนี้

 • การใช้ภาษากายในการจับโกหกพยานในชั้นศาลมักอาศัยสัญญาณบางอย่าง เช่น ไม่สบตา เอามือกุมส่วนต่างๆ ของร่างกาย หรือแสดงท่าทางลุกลี้ลุกลน แต่ระดับความน่าเชื่อถือของการใช้ภาษากายนี้ยังเป็นที่ถกเถียง เพราะหลายงานวิจัยพบว่ามีข้อจำกัดและอาจตีความผิดได้

 •“ความเครียด” และ “การโกหก” มักทำให้เกิดอาการกายภาพใกล้เคียงกัน

 • ทฤษฎี Cognitive Load ระบุว่า การโกหกต้องใช้พลังสมองมากกว่าพูดความจริง เพราะต้อง “กดความจริง – สร้างเรื่องใหม่ – ทำให้สมเหตุสมผล” งานวิจัยเลยพบว่าคนโกหกมักมีภาษากายสะดุด แต่คนพูดความจริงในศาลก็มี cognitive load เช่นกัน เพราะเขากำลัง “กดความกลัว – คุมคำพูด – สู้กับการถูกซัก” ทำให้ร่างกายก็เกร็งไม่ต่างจากคนโกหก

 • นักจิตวิทยาพบว่า ท่าทางลักษณะนี้ไม่สามารถใช้แยก “โกหก/พูดจริง” ได้แน่นอน แต่สะท้อนระดับความกดดันทางอารมณ์

 • ภาษากายช่วยให้ผู้พิพากษา ทนาย และคณะลูกขุน สามารถตีความอารมณ์ ความรู้สึก สถานะความมั่นใจ หรือความเครียดของผู้เข้าสู่กระบวนการศาลได้ ซึ่งส่งผลต่อการประเมินความน่าเชื่อถือและความสมจริงของถ้อยคำที่กล่าว

 • ท่าทางการยืนกุมมือแน่น สีหน้าตึงเครียด และการกัดริมฝีปาก สะท้อนสภาวะ เปราะบางทางจิตใจ ของผู้นำเมื่อถูกนำเข้าสู่บริบทที่ตนไม่สามารถควบคุมได้เต็มที่ (courtroom setting) ซึ่งต่างจากเวทีการเมืองที่ผู้นำเป็นฝ่าย “กำหนด narrative” ได้เอง ดังนั้น  ภาษากายในศาลบ่งบอกถึงภาวะผู้นำที่เปราะบาง

 • ภาษากายของ แพทองธาร ที่มีพฤติกรรม “ยืนกุมมือแน่น ปลายนิ้วชี้ชนกัน” เป็นสัญญาณของความพยายามควบคุมอารมณ์อย่างเต็มที่ แต่ก็สะท้อนถึง “การขาดความมั่นใจ” และ “ความพยายามสร้างความมั่นคง” ท่ามกลางสถานการณ์ที่ควบคุมไม่ได้ สอดคล้องกับทฤษฎีที่ว่าในสถานการณ์ที่บุคคลรู้สึกถูกจำกัดอำนาจหรือถูกบีบคั้น จะเกิดความเครียดด้านจิตใจที่ส่งผ่านเป็นสัญญาณภาษากายอย่างชัดเจน

• สัญญาณทั่วไปในทฤษฎีภาษากายที่แสดงถึงความเครียดและความพยายามปกปิดอารมณ์ภายในที่ว้าวุ่นใจ ซึ่งรวมถึงอาการวิตกกังวลหรือความกลัวที่อาจทำให้บุคคลแสดงออกผ่านภาษากายโดยไม่รู้ตัว

• กรณีนี้ยังสะท้อนความเป็นจริงที่ว่าผู้นำระดับสูง แม้จะดูมีความมั่นใจในสถานการณ์ทั่วไป แต่เมื่อต้องเจอสถานการณ์ที่กลายเป็น “ถูกตรวจสอบ” และ “ถูกกล่าวหา” ในศาล ความเปราะบางภายในจิตใจและแรงกดดันจะถูกแสดงออกมาอย่างเด่นชัดผ่านภาษากายและอารมณ์

• งานวิจัยด้าน political psychology ชี้ว่า ผู้นำเมื่อถูกตรวจสอบหรือตกเป็นจำเลย มักสะท้อนอารมณ์ผ่านภาษากายชัดเจนกว่าสถานการณ์ทั่วไป

• งานวิจัยทางจิตวิทยาการเมืองสนับสนุนว่าอารมณ์ของผู้นำในสถานการณ์วิกฤติ ส่งผลต่อความรุนแรงของสถานการณ์และการตัดสินใจทางนโยบาย

• ในมิติรัฐศาสตร์ ภาษากายในศาลไม่เพียงสะท้อนสภาพจิตใจ แต่ยังส่งผลต่อ การเมืองการรับรู้ (politics of perception) ผู้สนับสนุน อาจมองว่าเป็นสัญญาณของ “ความเข้มแข็งที่อดทนต่อแรงกดดัน” ในขณะที่ ฝ่ายตรงข้าม อาจตีความว่า “เป็นความอ่อนแอหรือกลัวความผิด” ซึ่งนี่คือสิ่งที่เรียกว่า framing battle ภาษากายเดียวกันถูกตีความคนละทาง ขึ้นอยู่กับ narrative ที่แต่ละฝ่ายสร้าง

• ในทางจิตวิทยาการเมือง ผู้นำที่เผชิญวิกฤติและถูกตรวจสอบ หากสามารถเปลี่ยน “เปราะบาง” ให้เป็น “ความจริงใจ” (authenticity) จะกลับกลายเป็นจุดแข็งในสายตาประชาชน
ผู้นำทางการเมือง เมื่อถูกดึงเข้าสู่สนามศาล จะถูกเปิดเผยด้าน “มนุษย์ธรรมดา” มากกว่าด้าน “ผู้นำที่มั่นคง” ภาษากายจึงกลายเป็นหน้าต่างที่ทำให้เห็นว่า อำนาจทางการเมือง ไม่ได้อยู่เหนือ อำนาจทางกฎหมาย และความเปราะบางของผู้นำสามารถกลายเป็นทั้งจุดอ่อนเชิงการเมือง หรือจุดแข็งเชิงความจริงใจ ขึ้นอยู่กับว่าถูก framing อย่างไรในสายตาสังคม

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘แพทองธาร’ ในห้วงตึงเครียด ภาษากายที่สะท้อนแรงกดดัน (ชมคลิป)

อย่าหลงประเด็น! ‘อ.ไชยันต์’ สวน ‘วีรพัฒน์’ ไม่ใช่ทุกเรื่องที่นักการเมืองทำ จะให้ปชช.ตัดสินในการเลือกตั้ง

อย่าหลงประเด็น! ‘อ.ไชยันต์’ สวน ‘วีรพัฒน์’ ไม่ใช่ทุกเรื่องที่นักการเมืองทำ จะให้ปชช.ตัดสินในการเลือกตั้ง

อย่าหลงประเด็น! ‘อ.ไชยันต์’ สวน ‘วีรพัฒน์’ ไม่ใช่ทุกเรื่องที่นักการเมืองทำ จะให้ปชช.ตัดสินในการเลือกตั้ง

วันศุกร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 08.07 น.

วันที่ 22 สิงหาคม 2568 ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า การที่คุณวีรพัฒน์ ปริยวงศ์ เสนอว่า  ให้ประชาชนตัดสินเรื่องคลิปคุณแพผ่านการเลือกตั้งนั้น

คำถามที่ตามมาคือ เรื่องคลิป -การโทรศัพท์คุยกับฮุนเซน พร้อมกับคำพูดและข้อเสนอ เป็นนโยบายของพรรค/รัฐบาล หรือเป็นการกระทำส่วนตัว ?

เหมือนกับสมัยที่คุณทักษิณขายหุ้นของครอบครัว เป็นเรื่องส่วนตัวหรือนโยบายพรรคไทยรักไทย ?

แต่คุณทักษิณดันยุบสภาและอ้างว่า ให้ประชาชนตัดสิน ทั้งๆที่ยังคุมเสียงข้างมากในสภาได้สามร้อยกว่าเสียงในห้าร้อย

ไม่ใช่ทุกเรื่องที่นักการเมืองทำ จะให้ประชาชนตัดสินโดยการเลือกตั้ง

หวังว่า ผู้มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาตัดสิน จะไม่หลงประเด็น
———
ป.ล. 

ขอขอบคุณ คุณ  #RojjanasakKunphong

ที่สรุปให้เข้าใจได้ง่ายในประโยคเดียว

“เหมือนบอกว่าทำผิดกฎหมายแล้วตัดสินด้วยการ vote เลย”

‘กัมพูชา’มาประชุมวงเลขาRBCเที่ยงคืน ขอเวลากว่า 1 ชม. ตรวจเอกสาร

‘กัมพูชา’มาประชุมวงเลขาRBCเที่ยงคืน ขอเวลากว่า 1 ชม. ตรวจเอกสาร

‘กัมพูชา’มาประชุมวงเลขาRBCเที่ยงคืน ขอเวลากว่า 1 ชม. ตรวจเอกสาร

วันศุกร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 07.50 น.

วันที่ 22 สิงหาคม 2568 เมื่อช่วงกลางดึกที่ผ่านมา กองทัพภาคที่ 1 และ คณะผู้แทนฝ่ายกัมพูชา ได้ประชุมร่วมกันที่ สโมสรนายทหาร มณฑลทหารบกที่ 19 ค่ายสุรสิงหนาท ในเวลาประมาณ 00:05 น. และได้ใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมงในการตรวจสอบเอกสารร่วมกับฝ่ายไทย ก่อนที่การประชุมจะเริ่มขึ้นในเวลา 01:15 น.

การประชุมในครั้งนี้เป็นการหารือร่วมกันระหว่าง กองเลขานุการฝ่ายไทย นำโดย พลตรี สุรวิชญ์ แดงจันทร์ เสนาธิการกองทัพภาคที่ 1 และ กองเลขานุการฝ่ายกัมพูชา นำโดย พลโท ซอ กึมปะ รองผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 5

ผลสรุปการประชุมจะถูกนำเสนอใน การประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ในช่วงเช้าวันนี้ โดยมีแม่ทัพภาคที่ 1 เป็นผู้แถลงสรุปผลการเจรจาต่อสื่อมวลชนต่อไป

ส่วนการประชุม RBC ชุดใหญ่จะมีการประชุมกันในเวลา 09.00 น. วันนี้ (22 สิงหาคม) ซึ่งตามกำหนด จะมีพล.ท.อมฤต บุญสุยา แม่ทัพภาค 1 เป็นประธานฝ่ายไทยและมี พล.อ.ซอมโอน ผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 5 เป็นประธานฝ่ายกัมพูชา

ใครกันแน่ที่รุกราน? ซัดชาวกัมพูชาประท้วงบน’แผ่นดินไทย’ ชี้เนรคุณประเทศที่เคยช่วยเหลือ

ใครกันแน่ที่รุกราน? ซัดชาวกัมพูชาประท้วงบน'แผ่นดินไทย' ชี้เนรคุณประเทศที่เคยช่วยเหลือ

ใครกันแน่ที่รุกราน? ซัดชาวกัมพูชาประท้วงบน’แผ่นดินไทย’ ชี้เนรคุณประเทศที่เคยช่วยเหลือ

วันศุกร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 07.40 น.

วันที่ 22 สิงหาคม 2568 ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊ก “ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ – Dr.Samart Ratchapolsitte” ระบุว่า ตะโกนลั่นชายแดน! ทั้งที่ยืนบนแผ่นดินไทย ใครคือผู้รุกราน?

ชาวกัมพูชากลุ่มหนึ่งรวมตัวกันประท้วงที่ชายแดนบ้านหนองจาน จ.สระแก้ว อ้างว่าทหารไทยนำลวดหนามไปกั้นรุกล้ำในดินแดนของเขา จนเขาไม่สามารถกลับเข้าบ้านได้

แต่ข้อเท็จจริงก็คือพื้นที่ดังกล่าวเป็น “ดินแดนไทย” มาโดยตลอด มีหลักเขต มีแผนที่ และมีประวัติศาสตร์การครอบครองอย่างชัดเจน อีกทั้ง พื้นที่ที่ตั้งรั้วนั้น อยู่ในเขตไทย 100% และการติดตั้งรั้ว

ลวดหนามถือเป็นแนวป้องกันสำคัญ ทั้งเพื่อสกัดการลักลอบข้ามแดน และเพื่อความปลอดภัยของผู้คนตามแนวชายแดน

ที่สำคัญ กลุ่มคนเหล่านี้จำนวนไม่น้อยเคยลี้ภัยเข้ามาอาศัยในแผ่นดินไทยในยามเดือดร้อน แต่เมื่อสถานการณ์คลี่คลายกลับไม่ยอมออกไป วันนี้กลับมายืนตะโกนใส่หน้าทหารไทยว่ารุกล้ำแผ่นดินเขมร 

ถามหน่อยเถอะ… รุกล้ำยังไง ในเมื่อผืนแผ่นดินที่คุณยืนตะโกนอยู่ก็เป็นผืนแผ่นดินไทย?

นี่คือการ “เนรคุณ” ต่อแผ่นดินที่เคยช่วยเหลือพวกเขาอย่างแท้จริง

“หนองจานคือแผ่นดินไทย” ไม่ว่ากี่ปี ไม่ว่ากี่เหตุการณ์ ความจริงนี้ไม่เคยเปลี่ยน และจะไม่มีวันเปลี่ยน บ้านหนองจานตั้งอยู่ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จ.สระแก้ว มีหลักเขต 46-47 เป็นพิกัด

ยืนยันอธิปไตยไทยมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ผ่านการสำรวจร่วมกับฝรั่งเศสและกัมพูชา

ในช่วงสงครามเขมรแดง คลื่นผู้ลี้ภัยชาวกัมพูชาจำนวนมากอพยพเข้ามาในฝั่งไทย ไทยเปิดค่ายรับผู้ลี้ภัยในพื้นที่ชายแดนหลายแห่งในปี 2522 ให้ทั้งที่พักพิง อาหาร น้ำ และยาเพื่อความอยู่รอด

ไทยช่วยให้พวกเขาได้ใช้ชีวิตอย่างปกติสุขนานนับสิบปี แต่หลังสงครามสงบ บางส่วนกลับบ้านไป บางส่วนกลับตั้งถิ่นฐานถาวรรุกล้ำเข้ามาในดินแดนไทย

ด้วยเหตุนี้ การกล่าวหาว่าทหารไทยรุกล้ำจึงเป็นการบิดเบือนเพื่อสร้างกระแส

คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ ทำไมคนกลุ่มนี้จึงไม่รู้จักบุญคุณไทย ทั้งที่เคยลี้ภัยและได้รับความช่วยเหลือเป็นอย่างดี? 

ถ้าไม่รู้จักบุญคุณ ไม่เคารพประวัติศาสตร์ ไม่เคารพความจริง แล้วใครกันแน่คือผู้รุกราน?

มองต่ำ-เม้มปาก’สู้คดีคลิปเสียง ‘อิงค์’เครียดจัด ลุ้นระทึก!29ส.ค.นัดวินิจฉัยชี้ขาด

มองต่ำ-เม้มปาก’สู้คดีคลิปเสียง ‘อิงค์’เครียดจัด ลุ้นระทึก!29ส.ค.นัดวินิจฉัยชี้ขาด

มองต่ำ-เม้มปาก’สู้คดีคลิปเสียง ‘อิงค์’เครียดจัด ลุ้นระทึก!29ส.ค.นัดวินิจฉัยชี้ขาด

วันศุกร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มองต่ำ-เม้มปาก’สู้คดีคลิปเสียง ‘อิงค์’เครียดจัด ลุ้นระทึก!29ส.ค.นัดวินิจฉัยชี้ขาด สั่งแถลงปิดคดีเร็วขึ้น25ส.ค. ‘อดีตสว.’ชี้คดีคลิปหนักมาก แนะ‘อิ๊งค์’ลาออกก่อนตัดสิน

ศาลรธน.ไต่สวนพยาน 2 ปากคดีคลิปเสียง“อิ๊งค์” สนทนา“ฮุนเซน”โดย“แพทองธาร”ยิ้มแย้มเดินทางมาตามนัดมี“พี่สาว-สามี”มาให้กำลังใจศาลเริ่มไต่สวน“เลขาฯสมช.”ปากแรกต่อด้วย “อิ๊งค์”ศาลย้ำเป็นความลับความมั่นคงประเทศ ไม่อนุญาตถ่ายทอดภาพและเสียง ห้ามผู้เข้าฟังเผยแพร่ข้อมูลไต่สวน-บิดเบือนข้อกฎหมายทำสังคมสับสน ศาลใช้เวลาไต่สวน2ชม.เสร็จแล้ว สั่งส่งแถลงปิดคดีเร็วขึ้นเป็น 25ส.ค.พร้อมนัดลงมติวินิจฉัยชี้ชะตาคดี29ส.ค.นี้‘อดีตสว.สมชาย’ชี้คดีหนักมากกว่าทุกอดีตนายกฯ จี้ขอให้‘แพทองธาร’ลาออกก่อนศาลตัดสิน

เมื่อเวลา 09.00น.วันที่ 21สิงหาคม2568 ที่ศาลรัฐธรรมนูญ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรมว.วัฒนธรรม ในฐานะผู้ถูกร้องคดี กรณีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุน เซน เดินทางถึงศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมกับนพ.พรหมมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้ติดตามผู้ถูกร้อง เพื่อให้ปากคำตามที่ศาลนัดไต่สวนพยานบุคคล 2 ปาก มีนายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช อดีตรมว.วัฒนธรรม มารอรับประตูทางเข้าศาล

อิ๊งค์’แต่งดำถึงศาลรธน.ยังยิ้มแย้ม

โดย น.ส.แพทองธาร สวมชุดสูทเสื้อกางเกงสีดำ มีสีหน้าสดชื่น หน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ยกมือไหว้ทักทายสื่อมวลชนและพูดคุยกับบุคคลใกล้ชิดอย่างเป็นกันเอง โดยผู้สื่อข่าวถาม น.ส.แพทองธาร ว่ากำลังใจยังดีอยู่หรือไม่ โดยนายกฯหันมายิ้ม โดยไม่ได้ตอบคำถาม

ก่อนที่เซ็นชื่อในฐานะพยานและตรวจสัมภาระสิ่งของตามขั้นตอนและฝากกระเป๋า โทรศัพท์มือถือ ไอแพด ไว้กับเลขาฯส่วนตัว โดยนำเพียงปากกาติดตัวเข้าห้องพิจารณาคดี โดยก่อนเดินเข้าห้องพิจารณาคดีได้พูดคุยกับนายปิฎก สุขสวัสดิ์ สามี และน.ส.พิณทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ พี่สาว ที่มาให้กำลังใจและเป็นผู้รับฟังการพิจารณาคดี โดยทั้งคู่ฝากอุปกรณ์สื่อสารไว้เช่นเดียวกัน

จากนั้น เวลา 10.00น.นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในฐานะพยาน เดินทางมาถึงศาลโดยเซ็นชื่อและตรวจสัมภาระก่อนเข้าห้องพิจารณาคดี

ศาลรธน.เริ่มไต่สวนคดีคลิปเสียง

เวลา10.30น.ที่อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ถนนแจ้งวัฒนะ กทม. ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญออกนั่งบัลลังก์ไต่สวนพยานบุคคลกรณีที่ประธานวุฒิสภา ส่งคำร้องของ สว.จำนวน 36 คน ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่าความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 106 (4) และ (5) หรือไม่ เนื่องจากไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงจากกรณีคลิปเสียงบทสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร และ สมเด็จฯ ฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา

ย้ำเป็นความมั่นคงปท.ห้ามถ่ายทอด

โดยนายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ชี้แจงกระบวนการพิจารณาว่าวันนี้เป็นการนัดไต่สวนพยานบุคคลที่เรียกมาให้ถ้อยคำในคดีที่ประธานวุฒิสภาส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคสาม มาตรา 82 ว่าความเป็นนายกรัฐมนตรีของน.ส.แพทองธาร ชินวัตร สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่

ทั้งนี้ ศาลไม่อนุญาตให้มีการถ่ายทอดภาพและเสียงในการไต่สวน เนื่องจากพยานบุคคลที่มาให้ถ้อยคำเป็นพยานคู่ และเป็นคดีที่เป็นความลับเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ ห้ามไม่ให้ผู้เข้ารับฟังการไต่สวนของศาลรัฐธรรมนูญนำข้อความการไต่สวนออกไปเผยแพร่และห้ามไม่ให้บิดเบือนข้อเท็จจริง หรือข้อกฎหมายในลักษณะการสร้างความเข้าใจผิดต่อสาธารณชน

ไต่สวน‘เลขาฯสมช.’ปากแรกก่อนอิ๊งค์

จากนั้นเจ้าหน้าที่ศาลได้มีการรายงานผู้มาศาลของคู่กรณีว่า ฝ่ายผู้ร้องทางประธานวุฒิสภามอบฉันทะให้ผู้แทนมาศาลประกอบด้วย 1. พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา สมาชิกวุฒิสภา 2.พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร สว.3.นายชนินทร์ แก่นหิรัญ 4.นายตฤณ แก่นหิรัญ 5.นายอมร สุวรรณโรจน์ส่วนผู้ถูกร้อง คือ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ และพยานบุคคล คือ นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ

จากนั้นนายนครินทร์แจ้งว่าในการไต่สวนศาลได้มอบหมายให้นายวิรุฬห์ แสงเทียน และนายนภดล เทพพิทักษ์ เป็นผู้ดำเนินการไต่สวนและมีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญท่านอื่นร่วมซักถาม หากฝ่ายผู้ร้องหรือทนายต้องการซักถามพยานจะต้องได้รับการอนุญาตจากองค์คณะตุลาการศาลก่อน

โดยนายวิรุฬห์ได้ขอไต่สวนนายฉัตรชัยเป็นปากแรกและขอให้น.ส.แพทองธารออกไปรอด้านนอก

ต่อมาเวลาประมาณ 11.35 น. น.ส.แพทองธาร ได้เข้าไปที่คอกพยาน และเริ่มถูกไต่สวนแล้ว

ศาลไต่สวนพยาน2ปากเสร็จแล้ว

เวลา 13.02น.ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลังศาลรัฐธรรมนูญได้ไต่สวนพยาน 2 ปาก น.ส.แพรทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.วัฒนธรรม และนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) แล้วเสร็จในคดีคลิปเสียงบทสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร และสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ซึ่งใช้เวลา 2 ชั่วโมงกว่า

จากนั้นนายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญได้ย้ำตอนหนึ่งระหว่างอ่านรายงานกระบวนวิธีพิจารณาคดีว่าคดีเสร็จการไต่สวน ศาลบันทึกการไต่สวนไว้ด้วยอุปกรณ์บันทึกเสียง และภาพบันทึกเสียง ห้ามมิให้ผู้เข้าฟังการไต่สวนของศาลรัฐธรรมนูญ นำข้อมูลการไต่สวนไปเผยแพร่ และห้ามไม่ให้บิดเบือนข้อเท็จจริง หรือข้อกฎหมายที่สร้างความเข้าใจผิดแก่สาธารณชนเกิดความเข้าใจผิด

25สค.ส่งแถลงปิดคดี-นัดชี้ชะตา29สค.

และตามที่ศาลได้สั่งให้คู่กรณียื่นคำแถลงปิดคดีในวันที่ 27 สิงหาคม2568 และนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือและลงมติในวันที่ 29 สิงหาคม เวลา 09.30 น.และอ่านคำวินิจฉัยให้คู่กรณีฟังในเวลา 15.00 น.นั้น

พิจารณาแล้วเห็นว่าตุลาการแต่ละท่านมีเวลาทำคำวินิจฉัยส่วนตนเพียง 1 วันเพื่อให้การวินิจฉัยของศาลเป็นไปอย่างรอบคอบและครบถ้วน อาศัยอำนาจตามพ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ 2561 มาตรา 31ให้คู่กรณียื่นคำแถลงปิดคดีเสนอต่อศาลภายในวันที่ 25 สิงหาคม หากไม่ยื่นถือว่าไม่ติดใจยื่น ส่วนการนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือและลงมติและนัดฟังคำวินิจฉัยให้เป็นไปตามกำหนดเดิม

สีหน้า’อิ๊งค์’อาการเครียดหนัก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในระหว่างที่ศาลได้อ่านกระบวนวิธีพิจารณานั้น กล้องได้จับภาพมาที่สีหน้าของน.ส.แพทองธาร นายกรัฐมนตรี ซึ่งสังเกตได้ว่ามีสีหน้าค่อนข้างเคร่งเครียด กระพริบตาถี่ มองต่ำ เม้มปากตลอดเวลาและกุมมือไว้ด้านหน้า พร้อมทั้งบีบนิ้วโป้ง

ยิ้มรับแฟนคลับตะโกนให้กำลังใจ

หลังจากศาลรัฐธรรมนูญไต่สวนพยาน 2 ปาก เสร็จสิ้น เวลา 13.25น. คู่กรณีทั้ง 2 ฝ่ายและบุคคลที่ได้รับอนุญาตให้เข้าฟังได้เดินทางกลับทันทีไม่ให้สัมภาษณ์

จากนั้น เมื่อน.ส.แพทองธารออกจากห้องพิจารณาคดีและเตรียมที่จะเดินทางกลับนั้นเริ่มมีสีหน้ายิ้มแย้มโดยบรรยากาศชั้นล่างพบว่ามีแฟนคลับจากจังหวัดศรีสะเกษได้เตรียมกรอบรูปหลวงปูทวด พร้อมพวงมาลัยมามอบให้นายกรัฐมนตรีซึ่งนายกรัฐมนตรีได้หยุดตรงหน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมถวายความเคารพ

ก่อนทักทายกับแฟนคลับที่มารอให้กำลังใจซึ่งแฟนคลับที่นำกรอบรูปหลวงปู่ทวดมาให้ระบุว่า”หลวงปูทวดจะช่วยส่งเสริมให้แคล้วคลาดปลอดภัย” และระหว่างนั้นได้มีเสียงตะโกนเรียก”นายกรัฐมนตรีหญิงในดวงใจ สู้ๆ”ซึ่งนายกฯหันมาสวัสดีแฟนคลับ พร้อมโบกมือให้ แต่ไม่ได้เดินมารับภาพหลวงปู่ทวดและพวงมาลัย เมื่อผู้สื่อข่าวได้สอบถามว่ามีกำลังใจในเรื่องนี้ดีไหมเรื่องคดีได้ทำเต็มที่แล้วใช่หรือไม่ น.ส.แพทองธารก็ได้พยักหน้ารับ ก่อนจะขึ้นรถเดินทางกลับโดยไม่ให้สัมภาษณ์ใดๆ

สมชาย’รอฟังศาลไต่สวนคดีคลิป

ในช่วงเช้า นายสมชาย แสวงการ อดีต สว.และคณะ เดินทางมาที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญเพื่อเข้าฟังการไต่สวนน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)ตามที่ศาลอนุญาตศาลนัดไต่สวน คดีคลิปเสียง

นายสมชาย ให้สัมภาษณ์ว่าการมาฟังไต่สวนเพราะยื่นคำร้องว่าอยากให้ศาลถ่ายทอดสด แต่อาจมีข้อจำกัดบางประการ ศาลก็กรุณาให้พวกตนที่ยื่นคำร้องไว้ก่อนได้เข้าฟังและอาจยื่นคำร้องเพิ่มเติมบางส่วนและขอเข้าฟังคำวินิจฉัยวันที่29สงค.ด้วยส่วนการถ่ายทอดสดบางส่วนศาลคงอนุญาตสื่อ แต่เชื่อมั่นว่าการไต่สวนวันนี้ ทั้งฝ่ายผู้ถูกร้องหรือเลขาธิการสมช.เป็นพยานผู้ถูกร้องให้การตรงไปตรงมากับศาล ศาลมีประเด็นรับคำร้องจากสว.ก็ดีไต่สวนจากประเด็นอื่นจากผู้เชี่ยวชาญของท่านก็ดี คนกลางก็ดี ประกอบกับคำแถลงของนายกฯแล้ว ท่านคงมีคำถามเพิ่มเติม เช่นเดียวกับเรามีคำถามเพิ่มเติม เราไม่ใช่ผู้ร้อง เป็นผู้สังเกตการณ์เพื่อติดตามไว้ใช้ในทางกฎหมาย สอนหนังสือ เราก็เป็นผู้หนึ่งที่ยื่นดำเนินคดีที่กองบัญชาการสอบสวนกลาง ได้ประกอบข้อร้องเรียนหรือสำนวนต่อไป

หวังเลขาสมช.แจงความมั่นคงของปท.

เมื่อถามคาดว่าประเด็นนายกฯถูกไต่สวนอะไรบ้าง นายสมชาย กล่าวว่าคาดเดานะคิดว่าจากประสบการณ์ศาล คงซักถามประเด็นความมั่นคงที่เลขาธิการสมช.มาศาลเป็นหนึ่งใน 5 คนที่ผู้ถูกร้องอ้างถึงว่ามีกระทบความมั่นคงชายแดนหรือไม่อย่างไร เหตุการณ์ 6 มิถุนายน2568 ประชุม สมช.และมอบหมายให้ ผบ.เหล่าทัพดำเนินการ บังเอิญ 15 มิถุนายน น.ส.แพทองธาร โทรศัพท์หาฮุน เซน หลังจากนั้น 16 มิถุนายน บอกว่า ไทยจะยอมเปิดด่าน หลังจากนั้นฮุน เซน ปล่อยคลิปวันที่ 18 มิถุนายน ต่อมา น.ส.แพทองธารยอมรับฝ่ายความมั่นคงยอมรับ ที่ประชาชนทั้งประเทศเห็นโดยเฉพาะที่อยู่ชายแดนเห็น

นายสมชาย ย้ำว่า คลิปนี้ทำให้เกิดข้อพิพาทโจมตีไปมาระหว่างผู้นำ 2 ตระกูล นำไปสู่การเคลื่อนกำลังทหารเข้าปะทะกัน ประชาชนล้มตาย ทหารต้องสู้รบ มาจากคลิปนี้แหละ ส่วนตัวอยากฟังว่า ในส่วนความมั่นคงที่เลขาธิการ สมช.แจกแจงศาล เป็นไปเพื่อประโยชน์ความมั่นคงของชาติอย่างไร เชื่อมั่นว่าเลขาธิการสมช.ดูแลความมั่นคงของประเทศ ไม่ใช่ดูแลความมั่นคงของนักการเมือง คิดว่าคงตอบศาลตรงไปตรงมา

ชี้คดีหนักมากแนะอิ๊งค์ลาออกก่อนตัดสิน

“ท่านก็โชคดี ถ้าท่านลาออกก่อน ศาลก็จะจำหน่ายคดี ท่านก็จะปลอดภัย ถ้าท่านไม่ลาออกในวันเกิด ยังมีเวลาอีก 7 วัน ก่อนถึง 29 สิงหาคม ยังมีเวลาตัดสินใจได้ แต่แนะนำในฐานะคนมาศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งผู้ร้อง ผู้ถูกร้องและผู้แก้ต่าง เชื่อว่าศาลท่านให้ความยุติธรรมแน่ เพราะฉะนั้นถ้าคุณแพทองธารเชื่อมั่นในข้อมูลก็อยู่ต่อ รอศาลวินิจฉัย แต่ผมเชื่อว่าผลจะออกมาแบบคดีนายกฯที่ผ่านมาเพราะผมมีส่วนร่วมตั้งแต่คดีคุณสมัคร สุนทรเวช คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร คุณเศรษฐา ทวีสิน 3 คดีมัดรวมกันความหนักเบายังน้อยกว่าคดีคุณแพทองธารเกินครึ่ง ดังนั้นคดีคุณแพทองธารหนักมาก แนะนำวันเกิดขอให้ลาออก”นายสมชาย กล่าว

ส่อแวว’อิ๊งค์’รอด/เชื่อแผ่นดินลุกเป็นไฟ

ด้านผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กArnondSakworawichระบุว่า “เลื่อนไวขึ้นนี่น่ากลัว ท่าทางอุ๊งอิ๊งจะรอด แผ่นดินจะลุกเป็นไฟ บางทีคนก่อเหตุให้แผ่นดินลุกเป็นไฟ จะไม่รอดนะครับ”

อ้วน’อวยพรวันเกิด‘อิ๊งค์’ขึ้นศาลราบรื่น

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีได้มีการพูดคุยกับน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเนื่องในวันคล้ายวันเกิดหรือไม่ว่าได้คุยกันบ้าง โดยเมื่อช่วงเช้าได้ส่งความปรารถนาดี และอวยพรท่านให้มีความสุข คุณพระรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพให้พรกับท่าน ในการทำให้พบกับความสุขความเจริญ เอาชนะภยันตรายทั้งปวง และขอให้การขึ้นศาลในวันนี้ราบรื่น ทุกฝ่ายเข้าใจถึงความจริงใจ และความตั้งใจจริงของนายกฯ ที่พยายามทำประโยชน์ให้กับประเทศ

นายภูมิธรรม ยอมรับว่าตนยังไม่ได้พูดกับน.ส.แพทองธารถึงการไปขึ้นศาล เพียงแต่ส่งคำอวยพรไปให้ เมื่อวานได้พูดคุยกันเรื่องอื่น

เชื่อชี้แจงได้ย้ำจริงใจแก้ปัญหาชายแดน

เมื่อถามว่า ได้มีการสอบถาม น.ส.แพทองธาร ถึงการเตรียมตัวไปขึ้นศาลวันนี้หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ไม่ได้คุย เป็นหน้าที่ของท่านเอง ท่านรู้ดีที่สุด เพราะเรื่องนี้ชัดเจนอยู่แล้วว่าท่านมีความตั้งใจ ซึ่งเชื่อว่าไม่มีอะไรกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของประเทศ และเชื่อว่าเป็นความตั้งใจพยายามแก้ปัญหาด้วยการพูดเพื่อให้ประเทศได้ประโยชน์สูงสุด และไม่เกิดความรุนแรง และไม่ให้มีการใช้อาวุธหํ่าหั่นกัน เพราะจะเป็นภัยต่อประชาชนในชายแดน รวมถึงกำลังทหารทั้งหมดที่กำลังรักษาผลประโยชน์ของประเทศ ดังนั้น เชื่อว่าสิ่งเหล่านี้ชัดเจนว่าจะสามารถชี้แจงและทำความเข้าใจกับทุกภาคส่วนได้ จะได้ตัดสินใจนายกฯ ด้วยความเมตตา และความเข้าใจในสิ่งที่นายกฯ แสดงออกตนเชื่อในความบริสุทธิ์ของนายกฯมั่นใจว่านายกฯ ชี้แจงต่อศาลได้

เมื่อถามว่า ที่ผ่านมาส่วนใหญ่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยตามเจตนาหรือข้อกฎหมาย นายภูมิธรรม กล่าวว่า ตนไม่ทราบ เพราะไม่ใช่นักกฎหมาย ให้ไปถามนักกฎหมายหรือคณะกรรมการกฤษฎีกาดีกว่า

ลั่นใครปล่อยข่าวปมวิ่งเต้นรับผิดชอบเอง

เมื่อถามว่า มีกระแสข่าวว่าผลของคดีนี้จะออกมาเป็นมติ 5 ต่อ 4 จะส่งผลต่อการพิจารณาคดีนี้หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ต้องถามว่าใครเป็นคนเอาเรื่องตัวเลขนี้ออกมา ซึ่งสื่ออาจจะคิดว่ากรนำเสนอแบบนี้จะเป็นกดดันขึ้นมาได้ ซึ่งตนไม่มีความเห็น เมื่อถามย้ำว่า มีกระแสข่าวว่ามีความพยายามไปวิ่งเต้นคดีนี้ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ตนไม่ฟังที่เป็นข่าวเล่าลือ ใครเที่ยวออกข่าวหรือพูดอะไร ก็ไปรับผิดชอบเอาเอง

ข้องใจมาถามอย่าพูดออกอากาศ ‘อ้วน’ซัด‘โรม’! ฉะรบ.ออมมือไม่ฟ้องศาลICC

ข้องใจมาถามอย่าพูดออกอากาศ ‘อ้วน’ซัด‘โรม’! ฉะรบ.ออมมือไม่ฟ้องศาลICC

ข้องใจมาถามอย่าพูดออกอากาศ ‘อ้วน’ซัด‘โรม’! ฉะรบ.ออมมือไม่ฟ้องศาลICC

วันศุกร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ข้องใจมาถามอย่าพูดออกอากาศ ‘อ้วน’ซัด‘โรม’! ฉะรบ.ออมมือไม่ฟ้องศาลICC กมธ.ความมั่นคงถกลับ บิ๊กเล็ก-กต.-รองมทภ.2 ยันสบายใจได้-ไร้ปะทะ

ภูมิธรรม”สอนมวย“โรม” สงสัยมาคุยตรงๆ จะชี้ให้เห็นว่าอะไรสำคัญหรือไม่สำคัญ อย่าถามออกสื่อหวังผลการเมืองเพราะเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไม่คุยออกสื่อด้าน“รังสิมันต์” เผย ปิดห้องคุยลับ “บิ๊กเล็ก-รองมทภ.2- กต.”เปิดใจตรงไปตรงมาพบสถานการณ์ชายแดนยังสบายใจได้ ไม่มีแนวโน้มขัดกันทางอาวุธเร็วนี้ ชี้รัฐบาลยังไม่ปิดประตูฟ้องศาลอาญาระหว่างประเทศ แต่ต้องพูดคุย เล็ง หาวิธี End Game ให้ได้

เมื่อวันที่ 21สิงหาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์กรณีนายรังสิมันต์ โรม ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทยยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศสภาผู้แทนราษฎร ระบุ รัฐบาลยั้งมือไม่ฟ้องผู้นำกัมพูชาต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ (ไอซีซี) เพราะเกี่ยวโยงกับผลประโยชน์ของผู้นำทั้ง 2 ประเทศหรือไม่ว่า ต้องถามนายรังสิมันต์ โรม พูดในฐานะประธานกมธ.หรือพูดในฐานะนายรังสิมันต์ โรม ถ้าพูดในฐานะประธานกมธ.ก็น่าจะเข้าใจ หลายเรื่องเป็นข้อเท็จจริงที่เป็นประโยชน์ ไม่ใช่มานั่งตั้งคำถามแบบนี้ เพราะเรื่องนี้ข้อเท็จจริงก็ว่าไปอย่างหนึ่ง แต่อีกหลายเรื่อง ไม่ใช่แค่หยิบประเด็นใดประเด็นหนึ่งมาตัดสินใจได้ เรื่องนี้เกี่ยวพันกับผลประโยชน์ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ กับอะไรหลายอย่าง ควรจะเข้าใจในฐานะนักการเมืองที่มีคุณภาพ ไม่ใช่หวังผลการเมืองที่ก่อให้เกิดความไม่เข้าใจ

ฉะ“โรม”สงสัยมาถามอย่าพูดออกอากาศ

“ถ้าคุณรังสิมันต์ไม่มั่นใจ หรือสงสัยอย่าถามออกอากาศ มาถามผมได้ มาพบได้ บอกได้เลย ชี้แจงให้เข้าใจว่าเรื่องไหนสำคัญไม่สำคัญ แล้วทำไมการพูดจึงไม่ควรพูดออกอากาศ ในเรื่องที่เป็นคดีความระหว่างประเทศ และเป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ถ้าเป็นนักการเมืองที่เข้าใจควรเข้าใจสิ่งนี้” นายภูมิธรรมกล่าว

ความสัมพันธ์ระหว่างปท.ไม่พูดผ่านสื่อ

ผู้สื่อข่าวถามว่า ผลสรุปของผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (ไอโอที) ที่ลงพื้นที่สำรวจความเสียหายในอ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ จะมีผลสรุปออกมาอย่างไร นายภูมิธรรมกล่าวว่า เพิ่งเริ่มต้นทำงาน ให้เขาทำก่อน ถ้าพบหลักฐานหรืออะไรที่สำคัญ ตนคิดว่าเขาคงไม่เที่ยวมาออกข่าว เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน โดยวันที่ 10 กันยายน.ประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (จีบีซี) ติดขัดตรงไหนไปพูดกันตรงนั้น และชัดเจนเมื่อไหร่ได้ข้อสรุปอย่างไรก็จะออกมา การทำงานของรัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้เอาข่าวลือ หรือพูดไปโดยยังไม่ยืนยัน หรือมีมติ เพราะทุกอย่างต้องพูดอย่างระมัดระวัง เราไม่ได้ปรารถนาจะไปใส่ร้ายป้ายสีใคร ต้องการเอาข้อเท็จจริงและความจริงออกมา และจีบีซีจะเป็นเรื่องระดับทวิภาคีคุยกัน ซึ่งมีการพูดคุยระดับรัฐมนตรี และมีผู้สังเกตการณ์ร่วมด้วยอยู่แล้ว ถือเป็นเวทีที่ดีที่สุด เขาไม่พูดเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศผ่านสื่อ

โรม”ถกลับ“บิ๊กเล็ก-กต.-รองมทภ.2”

ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎรมีนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน เป็นประธานนานกว่า 3 ชั่วโมง พิจารณาวาระการประชุมเรื่องติดตามความคืบหน้าการคลี่คลายความขัดแย้งตามแนวชายแดนระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา โดยเชิญ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม พล.ต.ณัฎฐ์ ศรีอินทร์ รองแม่ทัพภาคที่ 2 และนายรัศม์ ชาลีจันทร์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศมาเข้าให้ข้อมูล โดยให้เป็นการประชุมลับ

เปิดใจคุย-สบายใจไร้แนวโน้มปะทะ

นายรังสิมันต์เผยว่า เป็นการพูดคุยที่ต้องยอมรับว่าค่อนข้างเปิดใจกันมาก เพราะเป็นการประชุมลับ ข้อมูลที่มีการพูดคุยกันเป็นข้อมูลที่ตรงไปตรงมา ซึ่งยอมรับว่าลำบากใจในการตอบสื่อว่ามีอะไรบ้าง หลายอย่างเป็นข้อมูลที่ค่อนข้างละเอียดอ่อน แต่ด้านหนึ่งตนอยากให้ทุกฝ่ายในสังคมสบายใจว่าเรายังมองไม่เห็นแนวโน้มการขัดกันทางอาวุธในเร็วนี้ ดังนั้น บรรยากาศอาจยังไม่ได้น่าเป็นห่วงเรื่องการปะทะกันทางอาวุธ

แต่ถามว่ายังมีความตึงเครียดหรือไม่ ก็ยังมี ซึ่งมีการให้คำแนะนำหลายประการในการที่จะพูดคุยและหาแนวทางว่าจะทำอย่างไรเพื่อลดความตึงเครียด ซึ่งอาจยังไม่มีข้อสรุปออกมาเป็นรูปธรรม นอกเหนือไปจากการพูดคุย ในวงประชุมต่างๆ ทั้งการประชุมคณะกรรมการเขตแดนร่วม (JBC) การประชุมคณะกรรมการชายแดนภูมิภาค (RBC) และ การประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไประหว่างไทยและกัมพูชา (GBC) โดยวงประชุมเรายังไม่สามารถตอบได้ว่าจะมีข้อสรุปอย่างไรเพราะยังไม่เกิดขึ้น แต่พยายามให้ข้อมูลและรับฟังถึงข้อจำกัดของทุกฝ่าย โดยเฉพาะการประชุม RBC เราคงต้องไปติดตามกัน

รบ.ไม่ปิดทางฟ้องICCพร้อมหาวิธีปิดเกม

“ ยืนยันว่าการพูดคุยวันนี้กมธ.ความมั่นคงฯทำงานกับฝ่ายความมั่นคง พล.อ.ณัฐพล กองทัพ หรือกระทรวงการต่างประเทศ เรามีบรรยากาศทำงานที่ยอดเยี่ยม และเราพยายามให้เกิดการบูรณาการกันของทุกฝ่ายเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งนี้ อย่างไรก็ตามกำลังมองไปถึงหาวิธีการ End Game ของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งสุดท้ายต้องมีจุดจบ เพียงแต่ต้องประเมินและพูดคุยกันอีกครั้งหนึ่งว่าจะจบอย่างไร”โรมระบุ

ผู้สื่อข่าวถามว่าได้พูดคุยถึงเรื่องข้อเสนอการฟ้องศาลอาญาระหว่างประเทศหรือ ICC หรือไม่ นายรังสิมันต์กล่าวว่า คุยกัน แต่ยังไม่สามารถลงรายละเอียดได้ เพราะบางอย่างมีความละเอียดอ่อน ซึ่งแนวโน้มเราพยายามเสนอช่องทางต่างๆ และเรายืนยันกับรัฐบาลว่ารัฐบาลต้องใช้ทุกช่องทางแก้ปัญหาเรื่องนี้ เรายังมองว่าเรื่องกลไก ICC เป็นกลไกที่สำคัญ ซึ่งรัฐบาลไม่ได้ปิดประตูเรื่องนี้ ตนคิดว่าจะต้องพูดคุยกันมากขึ้น

ทางกมธ.ความมั่นคงฯ จะประชุมเรื่อง ICC วันที่ 5 กันยายน และเชิญนักวิชาการมาพูดคุยเพราะยังมีมุมมองที่แตกต่างถึงวิธีการซึ่ง ICC เป็นกลไกที่สามารถใช้ได้ ส่วนวันที่ 4 ก.ย. จะประชุมเพื่อถอดบทเรียนดำเนินการนำไปสู่การวางแผนสนับสนุนความมั่นคงที่เปลี่ยนไปตามแนวชายแดน เพราะต้องยอมรับว่าแนวชายแดนไม่เหมือนเดิมอีกแล้วย้ำว่า การประชุมกมธ.ครั้งนี้เปิดใจกันมากเราได้เห็นถึงข้อจำกัดและข้อท้าทาย ซึ่งตนยืนยันว่าการปะทะกันทางอาวุธไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ง่ายในตอนนี้

ซ่อมบ้าน4จว.ชายแดนแล้ว60%

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา (ศบ.ทก.) รายงานความคืบหน้าการติดตามการให้การช่วยเหลือประชาชน และบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย – กัมพูชา โดยดำเนินการซ่อมแซมแล้วเสร็จกว่า 400 หลังคาเรือน จากทั้งสิ้น 705 หลังคาเรือน ซึ่งที่เหลืออยู่ระหว่างดำเนินการซ่อมแซมที่ได้รับความเสียหายไม่มากนักประมาณ 200หลังคาเรือน ทั้งนี้ อธิบดีกรมการปกครองได้รับรายงานจากฝ่ายปกครองในพื้นที่ในจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากอาวุธของกัมพูชาที่ยิงถล่มเข้าสู่บ้านเรือนประชาชน โดยรัฐบาลกำชับให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้การซ่อมแซมบ้านเรือนพี่น้องประชาชน รวมทั้งลงพื้นที่สำรวจ และประเมินค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมเพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนที่บ้านเรือนได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา

ทั้งนี้ รัฐบาลอำนวยความสะดวกในการใช้งบประมาณจากหลายภาคส่วน อาทิ กระทรวงมหาดไทย โดย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย/กองทุนสำนักนายกฯ สภากาชาดไทย และเงินบริจาค พบว่าบ้าน/ที่อยู่อาศัยประจำ ได้รับความเสียหายในพื้นที่ 4 จังหวัด จำนวน 705 หลัง เสียหายทั้งหลัง (เกิน 70%) รวมจำนวน 41 หลัง เสียหายมาก (30 – 70 %) รวมจำนวน 65 หลัง เสียหายน้อย (น้อยกว่า 30%) รวมจำนวน 599 หลัง (ณ วันที่ 19 สิงหาคม 2568 เวลา 18.00 น.) รวมดำเนินการซ่อมแซมแล้วเสร็จไปแล้วกว่า 60% อยู่ระหว่างดำเนินการซ่อมแซม 374 หลัง แยกเป็นรายจังหวัด ได้แก่ จังหวัดศรีสะเกษ 445 หลัง (ซ่อมแซมแล้วเสร็จ 134 หลัง คงเหลือ 311 หลัง) จังหวัดอุบลราชธานี 139 หลัง (ซ่อมแซมแล้วเสร็จ 129 หลัง คงเหลือ 10 หลัง) จังหวัดสุรินทร์ 107 หลัง (ซ่อมแซมแล้วเสร็จ 58 หลัง คงเหลือ 49 หลัง) จังหวัดบุรีรัมย์ 14 หลัง (ซ่อมแซมแล้วเสร็จ 10 หลัง คงเหลือ 4หลัง)

รบ.ยันงดเก็บค่าไฟ-น้ำพื้นที่อพยพ

ส่วนการนำเสนอข่าวชาวบ้านในพื้นที่อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ ที่อพยพกลับจากศูนย์พักพิงภายหลังสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา และได้รับใบแจ้งค่าไฟฟ้าจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค นั้น ขอยืนยันว่านายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย มีข้อสั่งการงดเว้นเก็บค่าไฟและค่าน้ำประจำเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม 2568 ในพื้นที่ประกาศเป็นพื้นที่อพยพไปแล้ว ดังนั้น ผู้ใช้ไฟฟ้าในพื้นที่ จึงไม่ต้องชำระค่าไฟฟ้าในใบแจ้งค่าไฟฟ้า หากกรณีชำระแล้ว กฟภ.จะดำเนินการคืนเงินโดยนำไปหักจากค่าไฟฟ้าในเดือนถัดไปได้ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โทร.1129 PEA Contact Center ตลอด24ชั่วโมง