Unknown's avatar

About SoClaimon

สุทิน คล้ายมนต์; Sootin Claimon; สอ คล้ายมนต์; SoClaimon; Bangkok Thailand; KU23,1963; NCSU USA,1974; SoilFertilizer; ชมรมดินปุ๋ยบนเว็บ; ทำบล็อกแรก วันที่ 26 กันยายน 2552 เวลา 17.48 น.

หนุนราคาน้ำมันลดลง! เอกนิติ เชื่อ สหรัฐฯ-อิหร่าน เซ็นยุติสงคราม ส่งผลดี

หนุนราคาน้ำมันลดลง! เอกนิติ เชื่อ สหรัฐฯ-อิหร่าน เซ็นยุติสงคราม ส่งผลดี

หนุนราคาน้ำมันลดลง! เอกนิติ เชื่อ สหรัฐฯ-อิหร่าน เซ็นยุติสงคราม ส่งผลดี

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.17 น.

“เอกนิติ”เชื่อ”สหรัฐฯ-อิหร่าน”ลงนามยุติสงคราม ส่งผลดีต่อบรรยากาศการลงทุนและภาพรวมเศรษฐกิจ พร้อมช่วยหนุนราคาน้ำมันลดลง

18 มิถุนายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวถึงกรณี ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ และประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน ผู้นำอิหร่าน ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อยุติสงคราม ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยอย่างไร ว่า รัฐบาลต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด แต่ช่วงที่ผ่านมาเศรษฐกิจโลกยังมีความผันผวนตลอดเวลา จึงยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แต่เชื่อว่า เมื่อสงครามยุติลง ภาพบรรยากาศการลงทุนและเศรษฐกิจน่าจะดีขึ้น

นายเอกนิติ กล่าวว่า จากการวิเคราะห์โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในตะวันออกกลาง ในส่วนแหล่งผลิตใหญ่ถูกทำลายไปเยอะ แต่คิดว่า ในภาพรวมบรรยากาศทางเศรษฐกิจน่าจะดีขึ้น แต่ผลกระทบเชิงพื้นฐานต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

อย่างไรก็ตาม นายเอกนิติ ระบุว่า สำหรับผลกระทบราคาน้ำมัน ก็อาจปรับลงในระยะสั้น แต่อาจไม่ลงไปเยอะเท่าเหมือนเดิม เพราะโครงสร้างพื้นฐานทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติถูกทำลายไปเยอะ กว่าจะฟื้นมาได้คงใช้เวลา 2 – 3 ปี เพราะฉะนั้นในเชิงเศรษฐกิจต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

เมื่อถามว่า กรณีพระราชกําหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ยังคงต้องเดินหน้าต่อหรือไม่ นายเอกนิติ ไม่ตอบคำถามดังกล่าว เมื่อถามต่อว่า เงินที่กู้มาแล้วจะทําอย่างไร นายเอกนิติ ตอบว่า “ไม่น่ามีปัญหา”

สยบรอยร้าว! ‘พิพัฒน์’ ยันไร้เกาเหลา ‘อนุทิน’ ยึดคืน ‘อีอีซี’ ย้ำคุยนายกฯทุกเรื่อง

สยบรอยร้าว! ‘พิพัฒน์’ ยันไร้เกาเหลา ‘อนุทิน’ ยึดคืน ‘อีอีซี’ ย้ำคุยนายกฯทุกเรื่อง

สยบรอยร้าว! ‘พิพัฒน์’ ยันไร้เกาเหลา ‘อนุทิน’ ยึดคืน ‘อีอีซี’ ย้ำคุยนายกฯทุกเรื่อง

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.15 น.

พิพัฒน์ ย้ำ ภท.ไม่มีร้าวฉาน ปม โดนนายกฯ ยึดอีอีซี บอกถึงช่วงเปลี่ยนผ่านดึงนักลงทุน ขอโฟกัสงานก.คมนาคม เผยคุยกับ”อนุทิน”แล้วทุกมิติ

วันที่ 18 มิถุนายน 2569 เวลา 13.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี  และรมว.คมนาคม เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยก่อนการประชุมเวลา 13.16 น. นายพิพัฒน์ ให้สัมภาษณ์กรณีมีการมองว่านายพิพัฒน์โดนนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ยึดสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)ไปกำกับดูแลเอง ว่า ตนกำกับอีอีซีมาได้ระยะเวลาหนึ่ง ตั้งแต่สมัยรัฐบาลนายอนุทิน 1 ที่เป็นเสียงข้างน้อย และเมื่อมีการเลือกตั้งนายอนุทินก็กลับมาดำรงตำแหน่งนายกฯอีกครั้ง  ซึ่งตนได้อาสาเข้ามาดูแลเรื่องอีอีซี ตั้งแต่รัฐบาลแรกและรัฐบาลที่สอง แต่จากการที่มีการประชุมไปแล้ว 3-4 ครั้ง เชื่อว่าในเรื่องของพื้นฐานกฎหมาย ที่มีการคั่งค้างมาจากหลายรัฐบาลในอดีตได้รับการอนุมัติจากบอร์ดบริหารเป็นที่เรียบร้อย

ตนจึงหารือกับนายกฯ ซึ่งนายกฯก็เห็นด้วยว่าหลังจากนี้ควรจะเป็นเรื่องของการไปดึงผู้มาลงทุนในอีอีซี ซึ่งในส่วนนี้ได้มีการตกลงกันว่านายกฯ รับเรื่องนี้กลับคืนไป  โดยเฉพาะในขณะนี้เรื่องของกระทรวงคมนาคม เรามีโปรเจกต์ใหญ่ๆ ที่ต้องให้การสนับสนุนอีอีซีอีกหลายเรื่อง  ตนจึงคิดว่าขอกลับมาโฟกัสที่กระทรวงคมนาคมน่าจะเหมาะสมกว่า ไม่เช่นนั้นหากเราทำงาน 2 ทางกลัวว่าสุดท้ายแล้วจะไม่สำเร็จสักทาง และด้วยความเป็นมืออาชีพของนายกฯ และมีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศตลอด คิดว่านายกฯมีโอกาสได้เจรจากับผู้ประกอบการ และนักลงทุนในต่างประเทศ เพื่อเชิญชวนมาลงทุนในพื้นที่อีอีซี คือประเด็นที่สำคัญที่สุด

“อย่างกรณีที่ถามกันว่าประเด็นนี้จะกลายเป็นความร้าวฉานในพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ ผมเองเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของนายกฯ และผมอยู่กับพรรคภูมิใจไทยมาโดยตลอด อะไรที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ เราต้องน้อมรับในทุกเรื่อง แต่ที่จะมีการเสี้ยมกันว่าผมสบายใจหรือไม่ เป็นการถูกยึดคืนหรือไม่ ต้องบอกว่าก่อนที่เหตุการณ์จะเกิดขึ้นผมและนายกฯได้หารือกันเป็นที่เรียบร้อยกันไปก่อนแล้ว ผมจึงอยากออกมาชี้แจงให้ทราบ และขอยืนยันว่าในพรรคภูมิใจไทยเราไม่มีอะไรที่ไม่พูดคุยกัน เราพูดคุยกันทุกมิติ โดยเฉพาะผมกับนายกฯ ” นายพิพัฒน์ กล่าว

เดือดรอบ 2 ‘ศุภชัย’ วอล์กเอาต์อีก ซัด ‘ไอซ์-โรม-เท้ง’ ตั้งเซ็ตอัพล้ม TH-AI PASSPORT ‘ชาดา’ ท้า ปชน.แน่จริงยื่น ป.ป.ช.เลย

เดือดรอบ 2  ‘ศุภชัย’ วอล์กเอาต์อีก ซัด ‘ไอซ์-โรม-เท้ง’ ตั้งเซ็ตอัพล้ม TH-AI PASSPORT  ‘ชาดา’ ท้า ปชน.แน่จริงยื่น ป.ป.ช.เลย

เดือดรอบ 2 ‘ศุภชัย’ วอล์กเอาต์อีก ซัด ‘ไอซ์-โรม-เท้ง’ ตั้งเซ็ตอัพล้ม TH-AI PASSPORT ‘ชาดา’ ท้า ปชน.แน่จริงยื่น ป.ป.ช.เลย

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.56 น.

‘ศุภชัย’ คัมแบ็คป่วนรอบ2! ซัด ‘ไอซ์-โรม-เท้ง’ ตั้งเซ็ตอัพจ้องเล่นงาน ‘TH-AI PASSPORT’ ก่อนวอล์กเอ้าท์อีกครั้ง ด้าน ‘ชาดา’ จวก ‘ปชน.’ ด้อยค่าโครงการของรัฐบาล รับโง่ด้านไอที ขอลาไปหาหมอ ขณะที่ ‘เท้ง’ แจงเหตุโร่เข้าร่วมประชุมอยากถาม ‘ป.ป.ช.’ โครงการนี้มีคุยกันเบื้องหลัง-มีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ ร้อนถึง  ‘ไอซ์ รักชนก’ ทนไม่ไหวถึงกับฝาก ’ชาดา‘ ไปบอก ‘อนุทิน’ คน ‘ภท.’ ขวางจนไม่ราบรื่น

วันที่ 18 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 11.30 น. ที่รัฐสภา ในช่วงระหว่างการประชุมของคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ศึกษาการจัดทำ และติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร เพื่อตรวจสอบโครงการ TH-AI PASSPORT ยังคงมีความวุ่นวายเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหลังจากทางปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้ชี้แจงเสร็จ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กทม. พรรคประชาชน ในฐานะประธานกมธ.ฯ ได้ขอให้เจ้าหน้าที่ร่างทีโออาร์ ทำการชี้แจงรายละเอียด ซึ่งในช่วงจังหวะนั้น นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะกมธ.ฯ ที่กลับเข้ามาในห้องประชุม พยายามยกมือเพื่อขอพูด แต่ด้านนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานกมธ.การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาฯ ที่เข้าร่วมประชุมอีกคณะ กล่าวว่า ขอให้กระบวนการประชุมดำเนินการก่อน โดยนายศุภชัย กล่าวว่า ขอพูดแค่ 2 นาที แล้วจะออกเลย ขณะที่นายรังสิมันต์ พยายามคัดค้าน โดยแจ้งว่าขอให้รอ

ทำให้นายศุภชัย ระบุว่า ตนจะไม่ประชุมร่วมแล้ว พูดเสร็จจะเดินทางออกจากห้องประชุมเลย

“ผมจะไม่มีคำถามกับผู้ที่เข้ามาชี้แจงในวันนี้ เพราะผมได้ข้อสรุปอย่างหนึ่งว่า พวกท่านได้เซ็ตอัพกันมา โดยมีการเชิญผู้นำฝ่ายค้านเป็นเซ็ตอัพให้กับพรรคประชาชน ให้มาซัดเรื่องนี้ ผมขอบอกว่าผมไม่ขอร่วมสังฆกรรมด้วย ในกรณีนี้” นายศุภชัย กล่าว

จากนั้นนายศุภชัย ได้ลุกขึ้นออกจากห้องทันที

ขณะที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ที่ได้เข้าร่วมประชุมในภายหลังได้ลุกขึ้นขอชี้แจงว่า ตนได้ติดตามไลฟ์สดผ่านสื่อมวลชนและมีข้อสงสัยที่อยากจะถาม โดยตนพึ่งได้ส่งข้อความมายังประธานเพื่อขออนุญาตเข้าห้องประชุมเมื่อสักครู่ที่ผ่านมา

ส่วนประเด็นสำคัญในวันนี้ถ้าหากถามปลัดกระทรวงดีอีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีตอบเป็นคำตอบในทิศทางเดียวกันคือ ทุกอย่างเป็นไปตามระเบียบแต่อย่าลืมว่าเรามีหน่วยงาน ป.ป.ช. ขึ้นมาทำการตรวจสอบการคอรัปชั่น เพื่อให้การดำเนินโครงการถูกต้องตามระเบียบ ซึ่งเรารู้ดีว่าอาจจะเป็นเรื่องของการให้ผลประโยชน์ทับซ้อน

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า จึงขอตั้งคำถามกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในห้องประชุมนี้อย่างเช่น ป.ป.ช. ขอถามผู้อำนวยการสำนักมาตรการป้องกันการทุจริต ว่า ถ้าพิจารณาตามข้อเท็จจริงด้วยสามัญสำนึก จากไทม์ไลน์ที่สังคมได้เห็นร่วมกัน พบว่าเคยมีแอพพลิเคชั่นจากเอกชน ใน App Store ซึ่งเนื้อหามีลักษณะเหมือนกันกับโครงการ TH-AI Passport โดยขณะนี้แอพพลิเคชั่นนั้นได้ถูกลบไปแล้ว อีกทั้งพบว่าทีโออาร์มีการเปลี่ยนแปลงซึ่งอาจเป็นไปได้หรือไม่ว่าทีโออาร์มีการล็อกสเปกขึ้น หรือมีความพยายามที่จะเขียนให้มีรายละเอียดที่มีความหมายคล้ายกันกับอีกหนึ่งกระทรวง รวมถึงภาพที่ปรากฎต่อสาธารณะว่าคนที่เป็นเจ้าของธุรกิจอาจจะมีความเกี่ยวข้องโดยทางอ้อม มีความสัมพันธ์หรือมีอำนาจในโครงการนี้ หรือไม่ อยากสอบถามตัวแทนจาก ป.ป.ช. ว่าหากพิจารณาจากสามัญสำนึกในกรณีแบบนี้สามารถสงสัยได้หรือไม่ว่า มีการคุยกันเบื้องหลังหรือมีผลประโยชน์ทับซ้อน

จากนั้นนายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ได้ยกมือและขอออกจากห้องประชุม เพราะมีความจำเป็นทีจะต้องไปหาหมอ ก่อนจะพูดในที่ประชุมว่า ตัวเองไม่มีความรู้เรื่องคอมพิวเตอร์ ตนโง่ในเรื่องนี้ และไม่อยากจะฉลาดในเรื่องนี้ ตนไม่รู้ว่าโครงการ TH-AI Passport มีประโยชน์อะไรกันแน่ แต่ทุกคนก็ได้วิจารณ์กันไป เชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ ก็ยังไม่รู้ว่าประโยชน์ของโครงการนี้คืออะไร 

“ตอนนี้เหมือนกับว่าพรรคประชาชน กำลังด้อยค่าโครงการของรัฐบาล ถ้าโครงการนี้มีเงื่อนงำจริง และมีการทำผิดหรือทุจริตจริง ไม่ต้องเรียกมาประชุม ไม่ต้องตั้งคำถาม ให้รวบรวมไปยื่น ป.ป.ช. และก่อนยื่นขอให้แถลงต่อสังคม” นายชาดา กล่าว

นายชาดา กล่าวด้วยว่า ถ้าโครงการนี้มีการกระทำที่ทุจริตจริง ตนก็พร้อมที่จะให้ความร่วมมือในการตรวจสอบ ยืนยันว่าตนคงไม่เอาอนาคตทางการเมืองมาเสี่ยง จะไม่ร่วมทำลายประเทศอย่างแน่นอน ส่วนเรื่องของหน้าจอ ของบริษัทแพลนบี เรื่องนี้ยอมรับว่าผู้บริหารแพลนบีนั้น มีความเกี่ยวข้องกับทางพรรคภูมิใจไทยจริง แต่ในกรณีที่มีการล็อกสเปกหรือไม่นั้น อยากให้พรรคประชาชนเก็บข้อมูลต่างๆ แล้วยื่นต่อ ป.ป.ช.ให้ดำเนินการ ไม่ต้องมาประชุมฟันตามนั้นได้เลยทำให้เต็มที่

ก่อนออกจากห้องประชุมนายชาดา ได้เดินมาหา น.ส.รักชนก เพื่อจะขอไปจากห้องประชุม โดยน.ส.รักชนก พูดกับนายชาดาว่า วันนี้คนของพรรคภูมิใจไทย ขัดขวางการประชุม ทำให้ไม่ราบรื่น ฝากเอาเรื่องนี้ไปบอกนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทยด้วย

ชัยชนะ ลั่น สั่งย้ายผู้ว่าฯภูเก็ต แค่ละครลิงตบตา จี้ อนุทิน เอาจริง ปราบผู้มีอิทธิพลในพื้นที่

ชัยชนะ ลั่น สั่งย้ายผู้ว่าฯภูเก็ต แค่ละครลิงตบตา จี้ อนุทิน เอาจริง ปราบผู้มีอิทธิพลในพื้นที่

ชัยชนะ ลั่น สั่งย้ายผู้ว่าฯภูเก็ต แค่ละครลิงตบตา จี้ อนุทิน เอาจริง ปราบผู้มีอิทธิพลในพื้นที่

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.42 น.

“ชัยชนะ”  ตั้งฉายา “โยกย้ายละครลิง”  หลัง ย้ายผู้ว่า-รอง ภูเก็ต จี้ นายกฯเอาจริงปราบผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ ลั่น สส.ปชน.บอกชัดแล้วยังไม่จัดการ ถาม ต้องให้เขาตายก่อนหรือ ลั่น ทุกชีวิตไม่ควรมีใครถูกข่มขู่ 

วันที่ 18 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา นายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  กล่าวถึงการโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดและรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ว่า ฝากถึงนายกรัฐมนตรีการแก้ปัญหาผู้มีอิทธิพลหาดฟรีด้อมและที่อื่น ๆ ในจังหวัดภูเก็ต การโยกย้ายข้าราชการเป็นเรื่องปลายเหตุต้นเหตุที่รัฐบาล ควรต้องเร่งแก้ไขให้เร็วกว่าการโยกย้ายข้าราชการ จากได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนและ สส.ภูเก็ตของพรรคประชาชน คือการตรวจสอบข้อเท็จจริงและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดกับผู้มีอิทธิพลคนนั้น
การเพิกถอนโฉนด 2 แปลงของหาดฟรีด้อมจำนวน 15 ไร่ แต่ก็ยังมีการไปเก็บผลประโยชน์จากหาดนี้ เรื่องนี้แม้จะมีการโยกย้ายทางราชการแล้วนายกรัฐมนตรีต้องตรวจสอบว่าเจ้าหน้าที่รัฐคนไหนที่มีส่วนร่วมกับเรื่องนี้บ้าง และผู้มีอิทธิพลที่มีการกล่าวถึง หรือมีการร้องเรียนถึงหน่วยงานของรัฐเข้าไปตรวจสอบอย่างเคร่งครัดแล้วหรือยัง อย่าตรวจสอบการกระทำความผิดเฉพาะประมวลกฎหมายอาญาเพียงอย่างเดียว ฝากให้ตรวจสอบถึงเส้นเงินการฟอกเงิน การได้มาของทรัพย์สินถูกต้องหรือไม่ 

นายชัยชนะ ยังกล่าวว่า การโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดและรองผู้ว่าราชการจังหวัดไม่ใช่บทลงโทษ ในตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดต้องใช้มติ ครม. ถ้าย้ายไปเป็นอธิบดีหรือรองปลัดกระทรวงก็ถือว่าเป็นระนาบเดียวกัน การย้ายรองผู้ว่าจากภูเก็ตไปอยู่นครศรีธรรมราชก็ถือว่าระนาบเดียวกัน แต่ถ้าย้ายจากรองผู้ว่าฯเป็นผู้ตรวจกรม อันนี้ชัดเจนว่า เป็นการเก็บเข้ากรุไม่มอบหมายงาน แต่การที่ย้ายจากจังหวัดหนึ่งไปอีกจังหวัดหนึ่ง ก็มีอำนาจหน้าที่ในการทำงานบริหารราชการเหมือนเดิม ถ้าวันนี้รองซีฟู้ดมีการกระทำความผิดจริง และมีการพิสูจน์ได้จริงว่ามีส่วนโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดจริงบทลงโทษขั้นสูงสุดคือย้ายเข้ามาเป็นผู้ตรวจกรมฯ ผู้ตรวจราชการของกระทรวง แต่นี่เป็นเพียงการปรับเปลี่ยนในระนาบเดียวกันไม่มีผลอะไร แต่งเรื่องนี้นายกรัฐมนตรีควรแก้ปัญหาให้ตรงจุดได้ปราบปรามผู้มีอิทธิพลแล้วหรือไม่ เรื่องที่ สส.พรรคประชาชน ถูกขู่คำร้ายขู่ฆ่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรได้จัดการแล้วหรือไม่ เรื่องที่ดินที่มีการบุกรุกของผู้มีอิทธิพลบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้มีการแก้ไขแล้วหรือยัง นี่เป็นส่วนสำคัญที่ต้องทำมากกว่าการโยกย้ายข้าราชการ

เมื่อถามว่าภายหลังการโยกย้ายผู้ว่าฯกรรมาธิการของพรรคภูมิใจไทยบางคณะ เตรียมลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงมองอย่างไรนั้น นายชัยชนะ กล่าวว่า กรรมาธิการ 35 คณะอย่าไปแบ่งว่าเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาล ถ้าตนเป็นกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ ป.ป.ช. หรือ ปปง. ตนก็ลงไปตรวจสอบเพราะเรื่องนี้เป็นเหตุถึงขั้นเหตุถึงขั้นขู่จะเอาชีวิต คนระดับชาติตัวแทนของประชาชนระดับชาติ แต่ไม่ว่าจะเป็นตัวแทนระดับท้องถิ่นหรือระดับชาติก็สำคัญทั้งหมด ถ้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ลงไปก็คงไม่ใช่  ดังนั้นจึงมองว่าในซีกของนิติบัญญัติ ก็ทำหน้าที่ฝ่ายตรวจสอบไปแต่ในซีกฝ่ายบริหารที่บริหารราชการแผ่นดินอยู่ ก็ดำเนินตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดด้วยเช่นกัน เพราะรัฐบาลต้องเร่งใช้กฎหมายกับผู้มีอิทธิพลคนดังกล่าว และจะต้องตรวจสอบไปถึงขั้นการใช้โรทศัพท์ ว่ามีการพูดคุยกับนักการเมืองแกนนำคนไหนบ้าง ถ้ามีการใช้โทรศัพท์จริง ต้องหาว่ามีการช่วยเหลือกันจริงหรือไม่ ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนมีการโยกย้ายข้าราชการ เพราะการโยกย้ายข้าราชการเป็นการแก้ต่าง 

เมื่อถามว่าการโยกย้ายดังกล่าวเป็นการสร้างภาพหรือไม่นายชัยชนะ กล่าวว่า ไม่กล้ามองว่าเป็นการสร้างภาพ แต่คงเป็นหนังสั้นเหมือนในโซเชียลมีเดียที่ดูฟรี ” ผมให้ฉายาว่าโยกย้ายละครลิงตบตาประชาชนผมมองแค่นั้นจริง ๆ ” 

นายชัยชนะ กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ใช่การปรับอิทธิพลในพื้นที่ ถ้าใช้คำว่าปราบอิทธิพลการโยกย้ายผู้ว่าฯและรองผู้ว่าฯ แปลว่าเขาคือผู้มีอิทธิพลใช่หรือไม่ ผู้มีอิทธิพลไม่ใช่ข้าราชการประจำ แต่คือบุคคลที่ สส.พรรคประชาชนกล่าวถึงแล้วว่าโดนขู่ฆ่า 

” วันที่เขาไปยื่นหนังสือกลับไม่ฟังเขา วันนี้มาฟังเขาวันนี้ถ้าเขาตายแล้วเขาเสียชีวิตแล้ว ผมบอกทุกชีวิตไม่ว่าจะเป็นสส.รัฐบาล หรือสส. ฝ่ายค้านก็โดนข่มขู่แบบนี้ไม่ได้เพราะเขาทำหน้าที่ตัวแทนประชาชน ” นายชัยชนะกล่าว

กลุ่มผู้ถือหุ้น BCP ร้อง กมธ.การเงิน สอบดีลซื้อคลังน้ำมันเพชรบุรี 9 พันล้าน ลุ้นดีเอสไอ รับเป็นคดีพิเศษ

กลุ่มผู้ถือหุ้น BCP ร้อง กมธ.การเงิน สอบดีลซื้อคลังน้ำมันเพชรบุรี 9 พันล้าน ลุ้นดีเอสไอ รับเป็นคดีพิเศษ

กลุ่มผู้ถือหุ้น BCP ร้อง กมธ.การเงิน สอบดีลซื้อคลังน้ำมันเพชรบุรี 9 พันล้าน ลุ้นดีเอสไอ รับเป็นคดีพิเศษ

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.30 น.

“ดิษเดช” ร้อง “กมธ.การเงินฯ ”​ สอบดีลซื้อคลังน้ำมันเพชรบุรี 9 พันล้านบาท ตั้งข้อสงสัยราคาอาจสูงเกินจริง ด้าน “กรณ์” ชี้ กระบวนการซื้อ บ.เอเชียลิ้งค์ฯ พิรุธ ซื้อในราคาที่แพงมาก เตรียมนำผู้ร้องแจงวันนี้ เผย สัปดาห์นี้ลุ้นดีเอสไอ รับเป็นคดีพิเศษ เพื่อสอบเส้นทางการเงินผู้เกี่ยวข้อง

เมื่อเวลา 11.00 น.  วันที่ 18 มิถุนายน ที่รัฐสภา นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และกรรมาธิการ (กมธ.) การเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร รับหนังสือจากกลุ่มเครือข่ายผู้ถือหุ้นรายย่อย บมจ.บางจาก เพื่อติดตามผลการสอบสวน กรณีซื้อขายโครงการคลังน้ำมัน โยงเครือข่ายทุนเทา 

โดยนายดิษเดช หิรัญจิรคุณ ผู้ประสานงานผู้ถือหุ้นรายย่อย BCP และผู้ประสานงานเครือข่ายปกป้องประโยชน์ผู้ถือหุ้นรายย่อยในตลาดทุนไทย กล่าวว่า เครือข่ายปกป้องผู้ถือหุ้นรายย่อยในตลาดหลักทรัพย์ ค่อนข้างมีความกังวล เพราะที่ผ่านมามีกระแสเรื่องทุนเทา เข้ามาเป็นจำนวนมาก ผู้ถือหุ้นและประชาชนก็มีความกังวล จึงมายื่นหนังสือให้กับทางพรรคประชาธิปัตย์ โดยข้อมูลที่เตรียมมาในวันนี้เครือข่ายได้รับผลกระทบและเสียหาย จึงอยากให้ตรวจสอบการดำเนินการการจัดซื้อคลังน้ำมันจังหวัดเพชรบุรี เป็นบริษัทลูกของบางจาก อาจเป็นการซื้อขายที่มีราคาแพงเกินจริง เพราะเมื่อปี 2553 ได้มีผู้เสนอขายต่อบริษัทลูกของบริษัทบางจาก ในราคาเพียง 3 พันล้านบาท แต่เนื่องจากไม่คุ้มค่าต่อการลงทุนจึงไม่ได้มีการซื้อขาย ต่อมาในปี 2555 บริษัทดังกล่าว ได้มีการซื้อขายคลังน้ำมันดังกล่าว ในราคา 9 พันล้านบาท และภายหลังการซื้อขาย 3 เดือน มูลค่าทางบัญชีของคลังน้ำมันดังกล่าวเหลือเพียง 6,550 ล้านบาท จึงทำให้เกิดข้อสงสัยและเกิดคลานแคลงใจของประชาชน เป็นการซื้อขายที่แพงเกินจริงหรือไม่ อาจไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน มีผู้ถือหุ้นหลายรายเกิดความสงสัยต่อการ ดำเนินการเพื่อซื้อขายอาจมีการจัดทำหรือร่วมกันจัดทำ ในลักษณะสมคบกัน เพื่อตั้งมูลค่าทรัพย์สินที่จะซื้อขายให้มีมูลค่าสูงเกินจริง เพื่อให้ผู้ใดผู้หนึ่งได้รับประโยชน์ในการซื้อขาย และอาจทำให้ผู้ได้รับประโยชน์ในส่วนต่างจากการซื้อขายนั้นหรือไม่ และเป็นการสร้างความเสียหายต่อตลาดทุนไทยหรือไม่ จึงขอให้ดำเนินการตรวจสอบเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริง 

นายดิษเดช กล่าวว่า ข้อเท็จจริงในการซื้อขายคลังน้ำมัน 9 พันล้านบาท เป็นการซื้อขายโดยผู้ใด มีผู้ใดเป็นผู้เสนอ เข้าสู่การพิจารณาเพื่อให้เกิดการซื้อขาย ขั้นตอนการพิจารณาราคาก่อนอนุมัติซื้อขาย มติการอนุมัติให้ซื้อขาย ขั้นตอนการซื้อขาย สัญญาการซื้อขาย การชำระราคาธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขาย ใครบ้างที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายนี้ รวมทั้งตรวจสอบเส้นทางธุรกรรมทางการเงินในการซื้อขายว่ามีเส้นเงินไปถึงผู้ใด และให้ตรวจสอบว่าทรัพย์สินหลังจากซื้อขายแล้ว กลับมีมูลค่าทางบัญชีลดเหลือเพียง 6,550 ล้านบาท โดยมีส่วนต่างจากราคาซื้อขายจำนวน 2,450 ล้านบาท อาจเป็นการซื้อขายทรัพย์สินที่แพงเกินจริงหรือไม่ และให้ตรวจสอบว่ามีผู้ใดผู้หนึ่งหรือหลายคนดำเนินการสมคบกันสร้างมูลค่าทรัพย์ ที่ซื้อขายให้สูงเกินจริงเพื่อให้เกิดการซื้อขายหรือไม่ รวมถึงให้ตรวจสอบว่าหากมีการซื้อขายที่แพงเกินจริง และมีผู้ใดผู้หนึ่งได้รับประโยชน์ในส่วนต่างที่เกิดขึ้น ธุรกรรมที่เกิดจากการดำเนินการดังกล่าวทั้งหมด เป็นถือธุรกรรมอันต้องสงสัยที่เป็นมูลฐานฟอกเงินหรือไม่ และให้ตรวจสอบว่าเป็นการเข้าข่ายองค์กรอาชญากรรม ที่มีผู้ร่วมวางแผนการแบ่งงานหน้าที่กันทำเพื่อให้เกิดประโยชน์ส่วนต่างหรือไม่ 

นายดิษเดช กล่าวว่า ให้ศึกษาตรวจสอบกรณีทุนข้ามชาติทุกกลุ่ม ที่ได้อาศัยกลไกการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อเข้าซื้อหุ้นว่าเป็นการนำเงินที่ชอบด้วยกฎหมายมาลงทุนหรือไม่ และอยากให้ตรวจสอบว่าใครเป็นผู้ชักนำกลุ่มทุนดังกล่าวเข้ามา เกี่ยวข้องกับผู้บริหารบางจากคนใดหรือไม่ หากพบว่ามีการกระทำที่ไม่ถูกต้องหรือพบว่าผู้ใดมีการกระทำความผิด ต้องส่งเรื่องดำเนินการทางกฎหมายตามอำนาจหน้าที่ ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายเกิดขึ้น และไม่ให้เกิดผลกระทบในวงกว้างต่อตลาดทุนไทย

ด้านนายกรณ์ กล่าวว่า ขอบคุณเครือข่ายปกป้องผู้ถือหุ้นรายย่อย ที่สะท้อนความเดือดร้อนของผู้ถือหุ้นรายย่อยจำนวนมาก ที่ถือหุ้นอยู่ในบริษัทบางจากจำกัดมหาชน ส่วนการเข้าไปซื้อ กิจการคลังน้ำมันเพชรบุรี โดยบริษัทลูกของบางจาก หรือบริษัทเอเชียลิ้งค์เทอร์มินอล มีการกล่าวขานกันมาหลายครั้งในรัฐสภา เพราะมีข้อพิรุธและตัวละครที่เกี่ยวข้องจำนวนจำนวนมาก ที่ทำให้สังคมมีสิทธิ์สงสัย ซึ่งเป็นพฤติกรรมซื้อ-ขายในตลาดทุนนอกจากทำให้ผู้ถือหุ้นรายย่อยเสียหาย ยังมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์บรรยากาศการลงทุนโดยรวม โดยเฉพาะเกิดขึ้นในบริษัทที่มียุทธศาสตร์สำคัญของประเทศ คือ บริษัทโรงกลั่นน้ำมันบางจาก 

“เรื่องนี้เนื่องจากมีความสำคัญระดับประเทศ และเป็นเรื่องที่ไม่อยากมีประเด็นการเมืองเข้ามาเกี่ยวโยง หลังจากแถลงข่าว จะพาคณะเครือข่ายปกป้องประโยชน์ผู้ถือหุ้นรายย่อยประเทศไทย ไปนำเสนอคำร้องให้กับนายจุติ ไกรฤกษ์ ในฐานะประธานกรรมาธิการการเงินการคลัง และวันนี้ในการประชุมกรรมาธิการมีตัวแทนจาก สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)  คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ร่วมด้วยจะนำเสนอโดยเร็วเพื่อให้หน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการสอบสวนข้อมูลเพิ่มเติมทันที” นายกรณ์ กล่าว

นายกรณ์ กล่าวว่า ผู้ร้องยื่นร้องเรียนที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ​ (ดีเอสไอ) ปปง. ก.ล.ต. ซึ่งคาดว่าภายในสัปดาห์นี้ทางดีเอสไอ จะมีมติอย่างใดอย่างหนึ่งที่จะรับเรื่องเป็นคดีพิเศษ ส่วนตัวมองว่าเป็นเรื่องที่เหมาะสม พร้อมกับตั้งข้อสังเกตว่าการเข้าซื้อกิจการคลังน้ำมันเพชรบุรี โดยบริษัทลูกของบางจาก มีประเด็นมากมายที่มีพิรุธ และบางจากแถลงหลายครั้งว่าเป็นบริษัทที่ต้องการต่อสู้ทุนเทา แต่ขณะนี้กลับมีทุนเทาถือหุ้นอยู่ 

นายกรณ์ กล่าวว่า ไทม์ไลน์การซื้อบริษัทลูกของบางจากที่มีการลงมติของคณะกรรมการในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2565 แต่บริษัทที่จะไปซื้อหรือเอเชียลิ้งค์ มีการจดทะเบียนหนึ่งเดือนหลังจากนั้น คือวันที่ 16 ธันวาคม 2565 หมายถึงการลงมติเพื่อซื้อหุ้นบริษัทก่อนที่จะมีการจดจัดตั้งบริษัท สะท้อนให้เห็นว่ามีความไม่ปกติ และที่จะเข้าไปซื้อบริษัทที่เพชรบุรียังไม่มีข้อมูลถึงผลกำไรขาดทุนบริษัทเป้าหมายที่จะซื้อ หรือไม่มีข้อ มูลทางการเงินใดให้คณะกรรมการที่จะพิจารณาตัดสินใจ แต่มีมติที่จะเข้าไปซื้อในราคาแพงมาก 9,000 ล้านบาท 

“จากการสืบสวนเพิ่มเติมของพรรคประชาธิปัตย์ในเรื่องนี้ พบว่าในกระบวนการตัดสินใจการเข้าไปซื้อ มีความไม่ชอบมาพากลเยอะ ที่ควรได้รับการสืบสวนโดยเร็วโดยหน่วยงานที่รับผิดชอบ” นายกรณ์ กล่าว

นายกรณ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ที่บริษัทบางจากมีหุ้นบางส่วนถูกยึดอายัดไปแล้ว โดย ปปง. ดำเนินการ ด้วยเหตุเกี่ยวโยงกับการฟอกเงินข้ามชาติของนายเบน สมิธ ส่วนบริษัทลูกที่ใช้ในการซื้อคลังน้ำมันจังหวัดเพชรบุรี มีหุ้นบางส่วนที่ถูกยึดอายัดไปแล้วเช่นกัน โดยมีการซื้อขายคลังน้ำมันในจังหวัดเพชรบุรีในราคาที่สูงเกินจริงผ่าน “เสี่ยตือ” ซึ่งหากไปดูคณะกรรมการ บริษัทที่ดำเนินการซื้อขายกิจการคลังน้ำมันที่เพชรบุรีที่นั่งอยู่ก็จะถึงบางอ้อ ยืนยันพรรคประชาธิปัตย์หน้าทำตามหน้าที่ที่จะขอความร่วมมือจากหน่วยงานที่รับผิดชอบในการตรวจสอบให้ถึงแก่นของปัญหา หากดีเอสไอ และ ปปง. รับเรื่องก็จะสามารถติดตามเส้นทางการเงินได้ และจะทำให้เห็นว่ามีใครเกี่ยวข้องบ้าง 

พลพีร์-วรศิษฎ์ นั่งหัวโต๊ะมอบนโยบาย ปูพรมตรวจเอกสารสิทธิ์ทุกเกาะทั่วไทย

พลพีร์-วรศิษฎ์ นั่งหัวโต๊ะมอบนโยบาย  ปูพรมตรวจเอกสารสิทธิ์ทุกเกาะทั่วไทย

พลพีร์-วรศิษฎ์ นั่งหัวโต๊ะมอบนโยบาย ปูพรมตรวจเอกสารสิทธิ์ทุกเกาะทั่วไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.21 น.

‘พลพีร์-วรศิษฎ์’ นั่งหัวโต๊ะมอบนโยบาย ‘ผู้ว่าฯภูเก็ต-ส่วนราชการ’ สั่งรีเซ็ตทุกปัญหาเร่งคืนแผ่นดินไทยให้คนไทย นำร่องลุยปูพรมเช็คเอกสารสิทธิ์ทุกเกาะทั่วไทย ดัน ‘ผู้ประกอบการ’ จับส่วยเข้าระบบถูกกฎหมาย

วันที่ 18 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ศาลาว่าการจังหวัดภูเก็ต นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย และนายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประชุมมอบนโยบายในสังกัดกระทรวงมหาดไทย และส่วนราชการในสังกัด โดยมีนายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เข้าร่วมประชุม

นายพลพีร์ กล่าวภายหลังการประชุมว่า วันนี้มาประชุมกับผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตและอธิบดกรมป่าไม้ สิ่งที่ตนได้มอบนโยบายไป คือเราต้องทวงพื้นที่ของคนไทยให้กับคนไทยก่อน โดยพบว่ามีกว่า 200 บริษัทในจังหวัดภูเก็ต ที่เป็นของชาวต่างชาติ ซึ่งจะให้ทางกรมที่ดินประสานกับทางจังหวัดให้ดำเนินคดีทั้งทางอาญาและทางแพ่ง ซึ่งในพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ อย่างเช่นหาดต่างๆที่เราได้ไปลงพื้นที่เมื่อวานนี้ (17 มิถุนายน 2569) ซึ่งส่วนตัวจะมีข้อสงสัยว่าในหมุดที่ดินและเอกสารสิทธิ์ต่างๆเกิดขึ้นมาได้อย่างไร โดยจะให้ทางกรมที่ดินไปตรวจสอบอีกครั้ง และรายงานความคืบหน้ามาภายหลัง ทั้งนี้ยังได้มีการประสานกับกรมป่าไม้ ทั้งหมดให้ไปสำรวจพื้นที่ในจังหวัดภูเก็ตทั้งหมดรวมถึงจังหวัดใกล้เคียงที่เป็นจังหวัดท่องเที่ยวว่ามีพื้นที่ไหนที่มีการบุกรุกและออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบ แล้วจะให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรายงานมาที่กระทรวงมหาดไทย โดยจะเป็นคนดูแลเกี่ยวกับเรื่องนี้ เฮ้อที่จะรู้ว่ามีการบุกรุกจริงหรือไม่ ก่อนจะมีมาตรการอื่นๆเพิ่มเติมต่อไป 

นายพลพีร์ ยังกล่าวถึงปัญหาบ่อขยะซึ่งเป็นปัญหาสำคัญในจังหวัดภูเก็ต โดยนายวรศิษฎ์ ก็มีหลายข้อเสนอที่จะมาช่วยในการลดขยะ รวมถึงวิธีการจัดการบริหาร ซึ่งเราจะลงพื้นที่ไปดูในเรื่องนั้นด้วย รวมถึงยังเป็นห่วงในเรื่องของผู้ประกอบการ ซึ่งจากการลงพื้นที่เมื่อคืนนี้ ที่บริเวณถนน walking street ป่าตอง ก็อาจจะมีทั้งถูกบ้างและผิดบ้าง จึงต้องดูในเรื่องของระเบียบโซนนิ่งและกฎกระทรวงว่าสอดคล้องกับปัจจุบันหรือไม่ และสาเหตุที่ผู้ประกอบการไม่สามารถเข้าระบบได้ จะสามารถแก้ไขได้ด้วยวิธีใด ซึ่งนายวรศิษฎ์ได้ให้นโยบายและแนวคิด และทางรองอธิบดีกรมการปกครอง รวมถึงหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง จะไปดูข้อบังคับต่างๆของกระทรวง และพระราชบัญญัติต่างๆที่เกี่ยวข้องเพราะเราอยากให้ภูเก็ตเป็นเมืองเศรษฐกิจที่ดี และเราก็รู้ว่าภาษีรายได้ของจังหวัดภูเก็ตมีมหาศาล และเป็นกลไกสำคัญของสร้าง ภาษีให้กับประเทศ เพราะภาษีส่วนใหญ่ที่นำมาใช้กับรัฐบาลก็มาจากจังหวัดภูเก็ต และเราก็พยายามจะทำให้จังหวัดภูเก็ตมีความอบอุ่นให้จังหวัดภูเก็ตกลับมาสดใสอีกครั้งหนึ่ง แต่ทั้งหมดต้องอยู่ภายใต้ระเบียบอะไรที่ผิดกฎหมายเราไม่ได้ปล่อยวาง 

เมื่อถามถึงกรณีที่ถามว่าภาพที่ปรากฏออกไปสู่สังคมเป็นภาพการล้างบางผู้บริหารระดับสูงของจังหวัด โดยการมาลงพื้นที่ในครั้งนี้ได้มีการติดตามข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับส่วยในจังหวัดภูเก็ตอย่างไร นายพลพีร์ กล่าวว่า ข้าราชการในจังหวัดภูเก็ตเป็นข้าราชการน้ำดีทุกท่าน อย่างนายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ก็ถือว่าเป็นผู้ที่มีประสบการณ์เคยดำรงตำแหน่งในระดับอธิบดีมาแล้วด้วย จึงอยากบอกว่าข้าราชการที่อยู่ในกระแสข่าว ยังไม่ได้มีมีความผิด 

“ฉะนั้นกระบวนการในการตรวจสอบและหาข้อมูล เราจะดำเนินการไป แต่ภูเก็ตจะมาหยุดในเรื่องแค่นี้ไม่ได้เพราะภูเก็ตมีประชาชนที่กำลังลำบาก ทั้งการทำมาหากินและการเตรียมตัวในช่วงโลวซีซั่นเพื่อเตรียมตัวรับนักท่องเที่ยวอีกทั้งปัญหามลภาวะและมลพิษต่างๆ จึงไม่อยากไปโฟกัสว่าใครผิดใครถูก แต่การที่ตนมาที่นี่เราไม่ได้มารื้อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันคืออะไร แต่เรามาเพื่อต้องการรีเซ็ทภูเก็ต เป็นจังหวัดที่น่าอยู่ น่ามาและน่าเที่ยวซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุด คือประชาชนผู้ประกอบการ และข้าราชการในพื้นที่ จะต้องกลับมาสดใสกว่าเดิม ทำให้ภูเก็ตเป็นฮับของการท่องเที่ยวให้กับประเทศไทยอีกครั้ง“ นายพลพีร์ กล่าว

นายพลพีร์ กล่าวอีกว่า เรื่องของการตรวจสอบ ตามมาตรการต่างๆที่มีกรมการปกครองก็จะทำไป ในเรื่องของการโยกย้าย หากเราจมอยู่กับปัญหาทุกวัน ก็อาจจะมองไม่เห็นอีกมิติหนึ่ง ฉะนั้นการนำคนใหม่เข้ามาอาจจะเห็นมิติอื่นที่คนที่เคยอยู่อาจจะไม่เห็น 

“อย่างผมมาจากอีสาน ท่านวรศิษฎ์ มาจากสตูล อาจจะไม่มีเคมีกับเกาะหรือจังหวัดภูเก็ตเลย แต่วันนี้ผมมีไอเดียก็เลยหารือกับทุกท่าน เกี่ยวกับวิธีการจัดการการบริหารและการทำให้ถูกกฎหมายรวมถึงการอำนวยความสะดวกว่าควรจะทำอย่างไร ฉะนั้นบางทีเราเอาคนที่เฟรชอายเข้ามาดู ว่าจะเป็นอย่างไร วันหนึ่งท่านเซมเบ้ก็อาจจะกลับมาที่นี่ก็ได้ หรือวันนึงรองผู้ว่าฯทั้งสองท่าน อาจจะต้องกลับไปในจังหวัดที่เคยอยู่ หรือจังหวัดอื่นก็ได้ แต่วันนี้คิดว่าเราเอาแนวคิดและมุมมองใหม่ เข้ามาดูว่าช่วยเหลือภูเก็ตได้อย่างไร“ นายพลพีร์ กล่าว

เมื่อถามว่าจะทำอย่างไรไม่ให้ประชาชนเข้าไปสู่ในระบบการจ่ายส่วย และหันมาที่ภาครัฐแทน นายพลพีร์ กล่าวว่า ถ้าวันนี้ทุกคนทำธุรกิจถูกต้องตามกฏหมาย มันไม่มีใครไปรีดไถท่านได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้เราจะยอมรับกันหรือไม่ ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัดบางคนก็เทาๆ บางคนก็ดำเลย หรือบางคนก็ไม่อยากจะเข้าระบบเลย ฉะนั้นเป็นสิ่งที่นายกรัฐมนตรีและพวกตนรับไม่ได้ ซึ่งเราก็พยามจะทำให้ทุกคนเข้ามาอยู่ในระบบ โทรหากอยู่ในระบบแล้วก็ไม่มีใครสามารถทำอะไรได้ แต่วันนี้ทุกคนต้องเดินมากับพวกตน ทั้งนี้การเดินทางลงพื้นที่เมื่อคืนนี้ (17มิ.ย.)ตนได้ไปถามผู้ประกอบการว่าการท่องเที่ยวรวมถึงใบอนุญาตเป็นอย่างไร และมีการเสียภาษีหรือไม่ ฉะนั้นข้อมูลของทุกคนหากเห็นว่าล้าหลังก็ต้องแก้ไข เราไม่ได้แก้ให้ภูเก็ตแต่เราแก้ให้ประเทศไทย จึงเป็นสิ่งที่พวกเราต้องมาเก็บข้อมูล

นายพลพีร์ กล่าวต่อว่า วันนี้ในช่วงบ่ายจะมีคลินิกของกรมการปกครองที่จะมาอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน เพื่อให้ข้อมูลกับผู้ประกอบการซึ่งข้อมูลเหล่านี้ผู้ตนจะ ลงพื้นที่ไปเองและข้อมูลเหล่านี้ก็จะเป็นหลักให้กับพวกตนได้ไปกลั่นกรองและคิด ว่าสิ่งที่ต้องปรับหรือแก้ หรือสิ่งใดที่รัฐบาลควรต้องทำและต้องบูรณาการร่วมกันจริงๆ

“ขอพี่น้องชาวภูเก็ตอย่างเดียวครับ ผมอยากให้ท่านกลับมามีศรัทธากับกระทรวงมหาดไทย ผมอยากให้พวกท่านเชื่อผมว่าผมมาอำนวยความสะดวกให้กับพวกท่านจริงๆ ไม่ว่าเมื่อวานมะรืนหรืออาทิตย์ที่แล้วจะเป็นอย่างไร ผมไม่ทราบแต่นับหนึ่งวันนี้ พวกเรามีความตั้งใจที่จะมาช่วยเหลือ มาช่วยอำนวยความสะดวกให้กับพวกท่านได้อยู่อย่างมีความสุขทำธุรกิจอย่างถูกกฎหมายไม่มีใครมารีดไถนี่คือเป้าหมายและสิ่งที่พวกผมจะต้องมาจัดการที่นี่และที่อื่นทั่วประเทศ และขออย่าหมดหวังกระทรวงมหาดไทยบำบัดทุกข์บำรุงสุขอยู่แล้ว และอยากให้กลับมาเชื่อมั่นว่าของข้าราชการภายใต้สังกัดกระทรวงมหาดไทย ประสบการณ์ท่านอาจจะไม่ดี แต่เชื่อผมเถอะครับว่าต่อจากนี้พวกท่านจะรักกระทรวงมหาดไทยมากกว่านี้“ นายพลพีร์ กล่าว

เมื่อถามถึงรายชื่อ 200 บริษัทที่ถือครองโดยชาวต่างชาติ นายพลพีร์ กล่าวว่า ได้ไปเช็คในบริษัทนิติบุคคลต่างๆ ที่มีการจดทะเบียนผ่านกระทรวงพาณิชย์ ที่อาจจะมีการไปเปลี่ยนชื่อผู้ถือหุ้น โดยเบื้องต้นที่ตนได้ไปเช็คมาเราสามารถเช็คได้กว่า 200 บริษัทกับทางนิติบุคคลซึ่งทั้ง 200 บริษัทก็มีพื้นที่ครอบครองในจังหวัดภูเก็ต แต่ยังไม่สามารถแจ้งได้ว่าเป็นบ้านหรือที่ดิน ทั้งนี้ทั้งนั้นทางด้านประเทศไทยเป็นของคนไทย

ศุภชัย แจงเมินร่วมสังฆกรรมตรวจสอบ TH-AI Passport ซัด ‘ไอซ์-โรม’ ใช้วิธีการแบบเด็กๆเอาสองหัวชนกัน

ศุภชัย แจงเมินร่วมสังฆกรรมตรวจสอบ TH-AI Passport ซัด ‘ไอซ์-โรม’ ใช้วิธีการแบบเด็กๆเอาสองหัวชนกัน

ศุภชัย แจงเมินร่วมสังฆกรรมตรวจสอบ TH-AI Passport ซัด ‘ไอซ์-โรม’ ใช้วิธีการแบบเด็กๆเอาสองหัวชนกัน

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.08 น.

‘ศุภชัย’ แจงเมินร่วมสังฆกรรมตรวจสอบ TH-AI Passport ซัด ‘ไอซ์-โรม’ ใช้วิธีการแบบเด็กๆเอาสองหัวชนกัน ตะแบงใช้ กมธ.เป็นเครื่องมือบดขยี้ เหน็บ ‘ประธาน กมธ.’ ไม่ใช่ ‘ประธานบริษัท’ ลั่นไม่ส่ง ’ประธานสภาฯ‘ ชี้ขาดเป็นอำนาจใครตรวจสอบ แต่แค่อยากให้ยึดหลักกม.

วันที่ 18 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 10.15 น. ที่รัฐสภา นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์กรณีเดินออกจากห้องประชุมคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ และกมธ.การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร หลังประท้วง น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธาน กมธ.ติดตามงบ ฯ และนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธาน กมธ. การกฎหมายฯว่า เหตุผลที่ตนตัดสินใจออกมาจากห้องประชุม ตนเข้าใจประธานทั้ง2คนของพรรคประชาชนที่ต้องการบดขยี้เรื่องโครงการ TH-AI Passport ซึ่งทางกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) ก็พร้อมที่จะชี้แจงไม่มีปัญหา แต่วันนี้ที่ตนได้แสดงจุดยืนคือ กมธ.กฎหมายฯ ไม่มีอำนาจและหน้าที่ใดๆ ในการพิจารณาเรื่องนี้ ซึ่งถ้าหากเรื่องนี้อยู่ในเรื่องของกมธ.ติดตามงบฯ หรือ กมธ.การศึกษาฯ ก็ว่าไป แต่การให้กมธ.การกฎหมาย มาพิจารณาร่วมตนคิดว่าประธาน กมธ.การกฎหมายฯ อาจจะได้รับเรื่องที่ยังคลุมเครืออยู่ ซึ่งยังไม่มีมติเห็นด้วยออกมา เป็นการดำเนินการเพียงลำพัง นอกจากนี้การประชุมร่วมกันในลักษณะนี้ต้องมีขั้นตอนตามกฎหมาย ตามข้อบังคับ ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบจาก นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร และยังมีขั้นตอนมากมาย และตนมองว่าทุกอย่างยังดูคลุมเครือ

“การคลุมเครือแบบนี้ ผมต้องการให้ กมธ.กฎหมาย ฯ ซึ่งเป็น กมธ.อันดับหนึ่ง ของสภาผู้แทนราษฎร อย่าทำเป็นเล่น โดยผมได้พูดว่า I deal process หลักยุติธรรม ต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย แต่ผมไม่ว่านายรังสิมันต์ หรือ น.ส.รักชนก หรอก แต่ถ้าหากอยากจะมาเล่นเรื่องนี้ ผมก็ไม่ว่า แต่วิธีการเล่นเอาแบบเด็กๆ เอาหัวสองหัวมาชนกัน ไอ้เนี่ย เด็ก และอย่ามาใช้ กมธ.เป็นเครื่องมือ การเป็นประธาน กมธ. ไม่ใช่เจ้าของประธานบริษัท มันมีพรรคการเมืองหลายพรรคเข้ามาร่วม มันต้องเป็นมติร่วมกัน ผมจึงได้แสดงจุดยืนถ้าผิดข้อบังคับ ก็อาจจะผิดจริยธรรม หากผิดจริยธรรมก็ถูกพ้นการเป็น สส. ผมขอไม่ร่วมสังฆกรรมด้วย และไม่เห็นด้วยที่จะให้ กมธ.การกฎหมายประชุมเรื่องนี้ แต่ผมจะเข้าไปฟังเล่นๆ จิบน้ำชา จิบกาแฟ ก็ไม่เป็นไร ผมไปนั่งดูประธาน 2 ประธาน กมธ. ดำเนินการประชุมแบบข้ามหัว ซึ่งมั่วกันแบบนี้ ประเทศไทยจึงติดกับเล่นๆอยู่แบบนี้” นายศุภชัย กล่าว

เมื่อถามว่าจะมีการหารือกับประธานสภาฯเรื่องนี้หรือไม่ นายศุภชัย กล่าวว่า ตามหลักการประชุมจะต้องมีการหารือก่อน แต่นี่เป็นการใช้วิธีซิกแซก เอาเรื่องเข้าไปที่ กมธ.นี้และผูกโยงเรื่องไปยัง กมธ.ติดตามงบฯ และ กมธ.กฎหมาย

นายศุภชัย กล่าวว่า บางทีความหมายของคำว่าสิทธิมนุษยชน ก็ไปดูคนที่อยู่ในคุก แต่วันนี้เรื่อง AI ก็กลายเป็นสิทธิมนุษยชนขึ้นมา แล้วเอาเข้าเป็นวาระการประชุม แบบนี้เรียกว่าตะแบง แต่ตนจะไม่ส่งเรื่องนี้ไปยังประธานสภาฯเพียงแค่อยากให้ยึดหลักกฎหมาย

นายศุภชัย ยังกล่าวถึงกรณีนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่มีกระแสข่าวถูกเชื่อมโยงในคดี Forexว่า ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฏหมาย แต่ตอนนี้ตนไม่รู้ว่าใครใช้อยู่ และไม่รู้ว่าใครใช้เป็นเครื่องมือ

‘รองปธ.กมธ.อุตสาหกรรม’ ข้องใจเหล็ก 4 หมื่นเส้นซินเคอหยวน ขู่หากเปิดโรงงานรอบใหม่โดยมิชอบ เจอกันแน่

‘รองปธ.กมธ.อุตสาหกรรม’ ข้องใจเหล็ก 4 หมื่นเส้นซินเคอหยวน ขู่หากเปิดโรงงานรอบใหม่โดยมิชอบ เจอกันแน่

‘รองปธ.กมธ.อุตสาหกรรม’ ข้องใจเหล็ก 4 หมื่นเส้นซินเคอหยวน ขู่หากเปิดโรงงานรอบใหม่โดยมิชอบ เจอกันแน่

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.17 น.

‘รองปธ.กมธ.อุตสาหกรรม’ ไล่บี้ ‘สมอ.’ ตามเหล็ก40,000กว่าเส้นของ ’ซิน เคอ หยวน‘ ที่ปล่อยออกไปขายทั้งหมดแล้วมาตรวจสอบ ขู่ หากเปิดโรงงานรอบใหม่โดยมิชอบ เจอดำเนินการทางกฎหมายแน่ ไม่สนว่าจะอยู่ในราชการหรือเกษียณไปแล้ว

วันที่ 18 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา นายกฤช ศิลปชัย สส.ระยอง พรรคประชาชน ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร แถลงกรณีที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมอนุญาตให้บริษัทซิน เคอ หยวน กลับมาเปิดอีกครั้ง ว่า จากที่ประธานกมธ.อุตสาหกรรม แถลงเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นการแถลงแบบกลางๆ แต่ตนในฐานะรองประธานกมธ.ฯเห็นว่า การชี้แจงของกรมโรงงานอุตสาหกรรม ตามข้อกฎหมายก็สามารถเปิดได้จริงๆ แต่ตนคิดว่า การอนุญาตให้เปิดทำให้เกิดข้อสงสัย และมีความไม่ชัดเจนหลายประการ โดยกรมโรงงานชี้แจงว่า กรณีมีคำสั่งให้ปรับปรุงการควบคุมคุณภาพเหล็กจาก กระบวนการผลิต ทางบริษัทซิน เคอ หยวน ได้มีการส่งกระบวนการผลิตที่เป็นไปตาม EIA มาให้กรมโรงงาน กรมโรงงานก็พิจารณาว่าถูกต้องถูกต้อง ซึ่งได้สอบถามไปยังสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม(สมอ.)แล้ว ทางสมอ.ยืนยันว่าเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด จึงถือว่าการแก้ไขปรับปรุงกระบวนการผลิตนั้นผ่าน 
  
นายกฤช กล่าวต่อว่า ตนมีข้อสงสัยว่า กระบวนการผลิตที่ทางโรงงานชี้แจง เป็นกระบวนการเดิม ที่ผลิตเหล็กออกมาแล้วมีปัญหา แต่อย่าใช้ข้อนี้อ้างว่ากระบวนการผลิตถูกต้องแล้ว จึงอยากสอบถามว่าคำสั่งที่ทางกรมโรงงานให้โรงงานปรับปรุงกระบวนการผลิต ไม่ว่าจะเป็นเตาปรุงน้ำเหล็ก ซึ่งไม่ได้มีการปรับปรุงเพราะทุกวันนี้ไม่มีเตาปรุงน้ำเหล็ก แต่ทางโรงงานให้เหตุผลว่าใช้วิธีการเติมสารบางอย่างเข้าไปในเตาหลอมเหล็ก อย่างไรก็ตามเราไม่เห็นความคืบหน้าที่จะปรับปรุงโรงงานดังกล่าวในอนาคต

นายกฤช กล่าวต่อว่า จากกรณีที่เกิดเหตุเพลิงไหม้โรงงานซิน เคอ หยวน ทางสมอ. ได้ไปตรวจสอบเหล็กพบว่าไม่ผ่านคุณภาพ ต่อมามีการแบ่งเหล็กเป็นล็อตๆ ซึ่งตนได้ข้อมูลจากหัวหน้าคณะที่ทำการตรวจสอบ คือหัวหน้าคณะสุดซอยชี้แจงว่า ตอนนั้นไม่ได้มีการอายัดเหล็กไว้ สงสัยว่าใครไปแบงค์ล็อตเหล็กออกมา ซึ่งในช่วงที่มีการยึดเหล็กไป40,000กว่าเส้น ซึ่งมีการแบ่งรัฐในการ ส่งตรวจในช่วงเดือนกันยายนปี 2568 และมีการถอนอายัดเหล็กช่วงกันยายนปี 2568 เช่นกัน สิ่งที่มีข้อสงสัยคือช่วงนั้นเป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล มาเป็นรัฐบาลอนุทิน 1 และเลขาสมอ.ก็เกษียณในปีนั้นด้วย จึงสงสัย ว่าสิ่งที่ทำเป็นการทิ้งทวนอะไรบางอย่างหรือไม่ เพราะไม่มีการชี้แจงอะไรออกมาเลย และเหล็ก 40,000 เส้น นั้นได้มีการจำหน่ายออกไปแล้ว ซึ่งสมอ.จะต้องไปตามต่อว่าเหล็ก 40,000เส้นนั้นไปไหน และมีคุณภาพจริงหรือไม่ 

นายกฤช กล่าวด้วยว่านอกจากนี้สมอ.ไม่ได้มีการชี้แจงเรื่อง คุณภาพเหล็กจากตึก สตง.ที่ถล่ม ที่ไม่ผ่านคุณภาพ จึงสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น และตัวอย่างเหล็กที่ทางกรมโรงงานไปตรวจทางสมอ.ก็ยอมรับ ว่าเป็นเหล็กที่จัดเตรียมไว้ให้ตรวจ ซึ่งเป็นธรรมดาที่โรงงานจะต้องนำเหล็กที่มีคุณภาพส่งให้ตรวจอยู่แล้ว และที่สำคัญไม่มีการส่งตรวจที่สำนักงานเหล็กกล้า เลยส่งไปตรวจที่สถาบันไทย-เยอรมัน กับ สถาบันยานยนต์ ซึ่งเป็นสถาบันที่ทางบริษัทขอมา รวมถึงเรื่องฝุ่นแดงที่มีการโยกย้ายอุตสาหกรรมจังหวัด ก็เกิดขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาลด้วย 

“ดังนั้นการกลับมาเปิดโรงงานใหม่ครั้งนี้ หากเจอใครที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ถ้าหลักฐานถึง ไม่ว่าจะยังอยู่ในราชการหรือเกษียณไปแล้ว ผมจะดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรมแน่นอน ถ้าพบว่ามีความไม่ชอบมาพากล”นายกฤช กล่าว

เมื่อถามถามว่า จากการถามกระทู้สดเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โโยรมว.อุตสาหกรรม ระบุว่าจะเชิญไปรวมตรวจโรงงานด้วย มีการประสานมาหรือยัง นายกฤชกล่าวว่า ยังไม่มีการประสานมาเลย ไม่ทราว่า ไปเตรียมข้าราชการหรือโรงงานก่อนหรือไม่ เพราะตนไปตรวจไม่เห็นต้องเตรียมอะไร แค่เรียกข้าราชการก็มาแล้ว

ภคมน ขอรอ DSI เปิดชื่อ หลังพบ ‘ภาวุธ’ มีชื่อเอี่ยวคดี Forex ยันไม่ปกป้องคนผิด พร้อมชี้แจงทุกเรื่อง

ภคมน ขอรอ DSI เปิดชื่อ หลังพบ ‘ภาวุธ’ มีชื่อเอี่ยวคดี Forex ยันไม่ปกป้องคนผิด พร้อมชี้แจงทุกเรื่อง

ภคมน ขอรอ DSI เปิดชื่อ หลังพบ ‘ภาวุธ’ มีชื่อเอี่ยวคดี Forex ยันไม่ปกป้องคนผิด พร้อมชี้แจงทุกเรื่อง

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.02 น.

“สส.ลิซ่า” ยัน ปชน. ไม่ปกป้องคนผิดแน่นอน หากพบว่าบุคคลใดในพรรคกระทำความผิด แต่ขอความเป็นธรรมให้ “ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ” ที่มีกระแสข่าวปรากฏรายชื่อเอี่ยวคดีฟอเรก ย้ำรอให้DSI เปิดชื่อก่อนว่ามีใคร หากพบเกี่ยวข้อพร้อมชี้แจง รับทุกเรื่องที่เกิดขึ้น พรรคได้รับผลกระทบทางการเมือง รวมถึงสนามเลือกตั้ง กทม. ไม่ทราบลือพรรคล้อบบี้ให้DSI เลื่อนการเปิดรายชื่อนักการเมืองออกไป 

วันที่ 18 มิถุนายน 2569 เวลา 09.00 น. ที่รัฐสภา น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีกระแสข่าวว่านายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน จะปรากฏรายชื่อผู้เกี่ยวข้องเกี่ยวข้องกับคดี Forex ว่า ขณะนี้หากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ยังไม่แถลงอย่างเป็นทางการ แต่เป็นการโยนหินถามทาง และเดารายชื่อว่าเป็นบุคคลใด มองว่าอาจไม่ไม่เป็นธรรมกับบุคคลที่ถูกกล่าวหา โดยพรรคประชาชนรอให้มีการเปิดเผยรายชื่ออย่างเป็นทางการจากดีเอสไอ หากพบว่ามี สส.พรรคประชาชนเกี่ยวข้อง ไม่ว่าเป็นการเกี่ยวข้องในความผิดระดับใด ยืนยันมีคำชี้แจงแน่นอน และว่าไม่ว่าบุคคลคนนั้นจะเป็นใครต้องชี้แจงให้กับสาธารณะถึงรายละเอียดว่าเกี่ยวข้องอย่างไร และพรรคประชาชนไม่เคยปกป้องคนผิด

“วันนี้ขอความเป็นธรรมกับพวกเราซักนิดนึง ให้ดีเอสไอเปิดรายชื่อมาก่อน ต่อให้ตรงหรือตรง 100% ก็ตาม  อย่างไรก็ตามจะมีการแถลงรายละเอียดอย่างเป็นทางการ เรียนด้วยความสัตย์จริง ต่อให้เป็นโฆษกพรรค แต่เมื่อไม่รู้ว่าเป็นใคร และไม่ได้พูดคุยถึงรายละเอียดแต่ละบุคคลนั้น ว่าที่ผ่านมาทำอะไรมาบ้าง ยืนยันเมื่อมีการเปิดชื่อจากดีเอสไอ หากมีบุคคล สส. ของพรรคประชาชน ที่เกี่ยวข้องจะมีการแถลงการณ์ถึงรายละเอียดที่เกิดขึ้นแน่นอน ยืนยันถ้าสิ่งนั้นเป็นความผิดที่รับไม่ได้ มีคดีออกมาชัดเจนพรรคประชาชนไม่เคยปกป้องคนผิด” น.ส.ภคมน กล่าว

น.ส.ภคมน กล่าวว่า ข่าวที่เกิดขึ้นเห็นจากหน้าข่าว ยังไม่มีการพูดคุยกับนายภาวุธ ซึ่งเจ้าตัวยืนยันตามข่าวว่าไม่ได้เกี่ยวข้อง และขอให้ดีเอสไอเปิดรายชื่อก่อน ถ้าจะเปิดวันนี้หรือวันไหนขอให้มีชื่ออย่างชัดเจน และพรรคประชาชนจะแถลงรายละเอียดหากพบว่ามีบุคคลในพรรคเกี่ยวข้อง 

เมื่อถามว่ามีข้อมูลว่าพรรคประชาชนพยายามจะล็อบบี้ดีเอสไอ ให้เลื่อนการเปิดเผยชื่อออกไป น.ส.ภคมน กล่าวว่า ตนไม่ทราบ ขอเรียนด้วยความสัตย์จริง เห็นเพียงข่าวว่าดีเอสไอจะมีการแถลง และในข่าวไม่ได้ระบุว่าจะแถลงวันไหน แต่ก็ทราบว่าจะแถลงในวันที่ 19 มิ.ย. นี้ ขอรอดูในวันพรุ่งนี้อีกวันเดียว หากเปิดมาแล้วพบว่าคนในพรรคประชาชนมีส่วนเกี่ยวข้อง จะต้องมีการชี้แจงต่อประชาชนอย่างแน่นอน ขอความเป็นธรรมกับบุคคลที่มีรายชื่อถูกกล่าวหา ต้องรอดูข้อเท็จจริงจากการแถลงของดีเอสไอ

“เพราะวันนี้ถ้าเดากันไปก็เดาไปได้ๆ ตัวอักษรภาษาไทยมีเยอะแยะมากมาย ดังนั้น คิดว่าใจเย็นกันซักนิด ยืนยันพรรคประชาชนน้อมรับกับทุกสิ่งทุกอย่างรับผิดชอบกับสาธารณะ ไม่ว่าใครจะมีข้อกล่าวหาแบบไหนเราสามารถชี้แจงกับสาธารณะได้ หากข้อกล่าวหาไปสู่การดำเนินคดีหรือมีคดีของบุคคลนั้นในพรรคประชาชนไม่ปกป้องคนผิดแน่นอน” น.ส.ภคมน กล่าว 

เมื่อถามว่าเรื่องที่เกิดขึ้นจะกระทบต่อพรรคประชาชนในสนามเลือกตั้ง กทม. หรือไม่ น.ส.ภคมน กล่าวว่า เรียนตรงๆ ไม่ว่ากิจกรรมใดมีผลทางการเมืองทั้งหมด แต่คงไม่ได้เรียกร้อง หรือบอกว่าเรื่องนี้คือเกมทางการเมือง ให้ทุกสิ่งเกิดขึ้น โดยเรามีหน้าที่รับมือและแก้ไขและน้อมรับสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด

ภคมน จี้ กรมการปกครอง-ปลัดมท. เข้าชี้แจง หากเบี้ยวแจงอีกเตรียมใช้อำนาจเรียก

ภคมน จี้ กรมการปกครอง-ปลัดมท.  เข้าชี้แจง  หากเบี้ยวแจงอีกเตรียมใช้อำนาจเรียก

ภคมน จี้ กรมการปกครอง-ปลัดมท. เข้าชี้แจง หากเบี้ยวแจงอีกเตรียมใช้อำนาจเรียก

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.55 น.

“ภคมน“ จี้ “กรมการปกครอง-ปลัดมท.” เข้าชี้แจงกมธ.พัฒนาการเมืองฯ หากเบี้ยวแจงอีกเตรียมใช้อำนาจเรียก ยัน มีวุฒิภาวะพอ แยกบทบาทฝ่ายค้าน-ประธานกมธ.ออก  แนะ สะสางทีละเรื่อง เตือน ข้าราชการแคร์สายตาประชาชน ชี้ น้ำเงินช่วยด้วย ลุแก่อำนาจไม่เป็นกลางทางการเมือง 

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 18 มิ.ย. ที่รัฐสภา น.ส. ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการพิจารณากรณีช่วยน้ำเงินด้วยในวันนี้ ว่า วันนี้มีการเชิญอธิบดีกรมการปกครองมาซ้ำ ปลัดกระทรวงมหาดไทย แต่ขณะนี้ยังไม่แน่ใจว่าการประชุมที่กำลังจะเริ่มขึ้น มีตัวแทนทั้ง 2 หน่วยงานเข้ามาร่วมประชุมหรือไม่ แต่คาดหวังว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่กมธ. จะเค้นเอาความผิดของบุคคลใดคนหนึ่ง แต่อยากให้กรมการปกครองและกระทรวงมหาดไทยที่มีข้อกังขามากมาย ได้ตอบคำถามประชาชน และเคลียร์ไปทีละเรื่อง ซึ่งการที่ตนเป็นนั่งเป็นประธานกมธ. ไม่ใช่ศาล เราไม่ตัดสินใครอยู่แล้ว เพียงแต่อยากใช้พื้นที่กมธ. เป็นเวทีกลางให้กับพี่น้องประชาชนได้มีโอกาสตรวจสอบสิ่งที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะเรื่องช่วยน้ำเงินด้วย การขยายกรอบอำนาจของเครือข่ายสีน้ำเงิน 

“ไม่ใช่เรื่องที่ต้องมองว่าเป็นเรื่องของพรรคภูมิใจไทย แต่นี่คือการขยายอำนาจแบบที่ไม่แคร์พี่น้องประชาชนเลย ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตามเป็นการลุแก่อำนาจในการที่ข้าราชการ ไม่รู้สึกตระหนักแล้วว่าตัวเองเป็นกลางทางการเมือง แล้วถ้าวันนี้มีความผิดพลาดอะไร ท่านบอกว่าใช้ไลน์สาธารณะ เรื่องนี้ในฐานะกมธ.และสส. ฝ่ายค้าน ต้องตามให้ถึงที่สุด”น.ส.ภคมน กล่าว 

น.ส.ภคมน กล่าวต่อว่า อย่างน้อยประชาชนต้องรู้ว่าคณะกรรมการสอบที่นายกรัฐมนตรีบอกเมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาเริ่มต้นขึ้นแล้วหรือไม่ เพราะข้อมูลล่าสุดกมธ. ได้จากหน่วยงานที่มาชี้แจงครั้งที่ผ่านมานั้น ก็ยืนยันว่ายังไม่มีการตั้งคณะกรรมการ ดังนั้น ขั้นตอนต่อไปของเรื่องการย้ายผู้ว่าฯ เราจะยังเชื่อมั่นได้อย่างไรในเรื่องเมื่อเรื่องแรกท่านยังไม่สะสาง ฉะนั้น ตนจึงอยากจะขอร้องตรงนี้ว่า กระทรวงมหาดไทย กรมการปกครอง ควรจะแคร์สายตาประชาชน และออกมาชี้แจงเรื่องต่างๆให้ถูกต้อง และไม่ว่าท่านจะทำอะไรหลังจากนี้ ประชาชนจับตาอยู่ 

เมื่อถามว่า หากไม่มาชี้แจงจำเป็นต้องใช้อำนาจในการเรียกหรือไม่ น.ส.ภคมน กล่าวว่า ยังไม่อยากให้ถึงขั้นนั้น เพราะเราคาดหวังว่าคนเป็นข้าราชการ หรือหน่วยงานขององค์การปกครอง ควรจะมีความรับผิดชอบต่อประชาชน หรือควรจะมีความรับผิดชอบต่อข้อกังขาของประชาชนตั้งคำถาม แต่ท้ายที่สุดแล้วถ้าตนพยายามถึงที่สุด ในการหาคำตอบให้กับสาธารณชน ท่านยังไม่ให้ความร่วมมือ ก็ต้องใช้อำนาจทุกอย่างที่มีในการหาคำตอบให้กับสังคมให้ได้

เมื่อถามถึงกรณีที่อาจจะมีข้อกังขาว่าในหน่วยงานมีการปกป้องกันเอง น.ส.ภคมน กล่าวว่า ไม่ต้องเป็นข้อกังขา แต่ส่วนตัวคิดว่าบรรยากาศในการประชุมกมธ. ครั้งที่ผ่านมามีบรรยากาศแบบนั้นอยู่แล้ว ซึ่งตนก็ไม่เข้าใจว่าทำไมรองอธิบดีกรมการปกครอง จำเป็นจะต้องปกป้องบุคคล ทำไมไม่ปกป้ององค์กรหรือประชาชน วันนี้ไม่ว่าข้าราชการซีไหน สิ่งที่ท่านต้องปกป้องคือพี่น้องประชาชน แล้วพี่น้องจะอยู่อย่างไรถ้าข้าราชการวางตัวไม่เป็นกลาง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแม้กระทั่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หรือ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ท่านก็ดูไม่ได้สนใจที่จะปกป้องสิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้สักเท่าไหร่ นี้คือสิ่งที่สาธารณประโยชน์ ควรจะต้องจับตาต่อไป 

“ดิฉันยืนยันอีกครั้งว่าจะต้องแยกบทบาทระหว่างการเป็นสส. ฝ่ายค้านและประธานกมธ. และยืนยันว่าอายุเท่านี้แล้ว ดิฉันมีวุฒิภาวะมากพอ เพียงแต่ท่านเองต้องไม่มีอคติในการเข้ามาในกมธ. และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือไม่ต้องสนใจ ไม่ต้องแคร์ดิฉัน แต่ท่านต้องแคร์ประชาชน ท่านต้องแคร์ว่าวันนี้ประชาชนมององค์กรและพวกท่าน ในสายตาพวกเขาเป็นแบบไหน เคลียร์ข้อครหานั้นแล้วท่านจะได้เดินหน้าทำงานเรื่องอื่นต่อไป วันนี้ต่อให้ท่านบอกว่าจะตรวจสอบสิ่งใดก็ตาม ใครจะเชื่อ ว่าท่านจะตรวจสอบอะไรได้ ในเมื่อสิ่งที่เกิดขึ้นในองค์กรท่าน ท่านยังไม่กล้าที่จะตรวจสอบมันอย่างจริงๆจังๆ ดังนั้น ติดกระดุมเม็ดแรกให้ถูกต้อง พี่น้องประชาชนจับตาดูท่านอยู่”น.ส.ภคมน กล่าว