สสส. ดึงเครือข่ายสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ อปท. 600 แห่งร่วมตั้งศูนย์ดูแลผู้ป่วยโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/592358

สสส. ดึงเครือข่ายสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่  อปท.600แห่งร่วมตั้งศูนย์ดูแลผู้ป่วยโควิด-19

สสส. ดึงเครือข่ายสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ อปท.600แห่งร่วมตั้งศูนย์ดูแลผู้ป่วยโควิด-19

วันพุธ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายประกาศิต กายะสิทธิ์ รองผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ สสส. ได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการปรับแผนปฏิบัติการเพื่อรับมือการระบาดของโควิด-19 ร่วมกับภาคีเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ ซึ่งมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้าร่วมกว่า 600 แห่ง รวม 2,268 คน ผ่านทางระบบออนไลน์ เพื่อรับมือสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 เนื่องจากสถานการณ์ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลอยู่ในขั้นวิกฤติ ส่งผลให้ประชาชนส่วนหนึ่งเดินทางกลับภูมิลำเนา

ดังนั้น ชุมชนท้องถิ่นจึงต้องเตรียมความพร้อมและมีมาตรการรองรับ ที่ผ่านมาเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ มีความเข้มแข็งและได้รับการยอมรับเป็นอย่างมากในการปรับตัวให้สอดรับกับสถานการณ์ที่รวดเร็ว สามารถปรับแผนปฏิบัติงานในพื้นที่ได้เป็นอย่างดีซึ่งสำหรับการเตรียมความพร้อมและการรับมือกับวิกฤติการระบาดของเชื้อโควิด-19 ในระลอกนี้ แผนสุขภาวะชุมชนร่วมกับศูนย์วิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพชุมชน (ศวช.) คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และศูนย์สนับสนุนวิชาการเพื่อการจัดการเครือข่าย (ศวภ.)

ได้ออกแบบชุดกิจกรรม ใน 5 ประเด็น คือ 1.ติดตามข้อมูลคนเข้า-ออก/ผู้ติดเชื้อ/กลุ่มเสี่ยง 2.การสื่อสารกระบวนการ ได้แก่ การรายงานตัว และการรับวัคซีน 3.การดูแลตนเองในระบบชุมชนให้กับผู้ที่ติดเชื้อโควิด-19 ในชุมชน (Community Isolation) ซึ่งประกอบไปด้วย สถานกักกันโรคท้องที่ (Local Quarantine/ Home Quarantine) และระบบการดูแลที่บ้าน (Home Isolation) 4.การสนับสนุน รับ-ส่งตัว และ 5.การฟื้นฟูด้านต่างๆ ในทุกมิติ

นายสมพร ใช้บางยาง ประธานเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ กล่าวว่า การระบาดของไวรัสโควิด-19 ในครั้งนี้ ทำให้ท้องถิ่นมีประสบการณ์การรับมือกับการระบาดที่แตกต่างกันไป บางพื้นที่มีการระบาดค่อนข้างกว้างขวางและเกิดคลัสเตอร์ใหม่ๆ ท้องถิ่นจึงต้องวางมาตรการจำกัดวงการระบาด ทั้งการคัดกรองคนเข้า-ออกพื้นที่อย่างเข้มงวด มีการเตรียมสถานที่สำหรับกักตัวผู้ที่มีความเสี่ยงสูง การส่งต่อผู้ป่วยติดเชื้อไปยังโรงพยาบาล รวมถึงการบริหารจัดการวัคซีนให้กับประชาชนในพื้นที่

แต่ที่มีเหมือนกันทุกพื้นที่ คือความร่วมมือกันในการพัฒนาศักยภาพในการจัดการปัญหาผ่านความร่วมมือของ 4 องค์กรหลัก ประกอบด้วย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ท้องที่ คือกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์กรชุมชนหรือภาคประชาสังคม และหน่วยงานรัฐในพื้นที่ ซึ่งทุกพื้นที่ต้องรับมือกับสถานการณ์อย่างจริงจังและเข้มงวด เพื่อจำกัดวงการระบาดทั้งในส่วนที่จะนำเข้ามาและในส่วนที่จะนำออกไป

นายบัญชา ศรีชาหลวง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลพิมาน อ.นาแก จ.นครพนม กล่าวว่า มีการเตรียมความพร้อมสถานที่รับคนที่เดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยงเพื่อกักตัว หรือสถานกักกันโรคท้องที่ โดยปรับโฮมสเตย์บ้านพอเพียงจำนวน 13 หลัง ของชุมชนเป็นสถานที่กักตัวขณะนี้ยังมีผู้เดินทางกลับมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทุกคนที่เข้าพื้นที่ต้องตรวจหาเชื้อโควิดด้วยการตรวจโควิดด้วยชุดทดสอบแบบรวดเร็ว (Rapid Test) หากผลเป็นบวกจะส่งต่อโรงพยาบาลทันที แต่หากผลเป็นลบ จะต้องกักตัวเป็นเวลา 14 วัน ในบ้านพอเพียง ซึ่งจะหมุนเวียนกันไปเรื่อยๆ

และระหว่างที่กักตัวจะมีทีมแพทย์ และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ตรวจเก็บตัวอย่าง ทุกๆ 5 วัน ทำให้สถานการณ์ขณะนี้ไม่น่าห่วง เพราะความตื่นตัวของคนในชุมชนที่ร่วมด้วยช่วยกัน ทุกคนไม่รอเป็นภาระของทางราชการเพียงอย่างเดียว สิ่งสำคัญคือ การควบคุมคนที่มาจากต่างพื้นที่ตามมาตรการให้ได้ ทุกคนจึงต้องเป็นหูเป็นตา เพื่อไม่ให้เกิดการระบาดเป็นกลุ่มก้อน หรือคลัสเตอร์ใหม่

นายพงษ์ศักดิ์ สมประสงค์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) คอรุม อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์ กล่าวว่า มีการจัดเตรียมสถานที่กักตัวของชุมชน ทั้ง Local Quarantine และ Home Quarantine ของแต่ละตำบล อย่างน้อย 1 แห่ง เช่น วัด อาคารอเนกประสงค์ของชุมชน ซึ่งการใช้วัดแต่ละชุมชนเป็นสถานที่กักตัว ทำให้เกิดความระแวงหวาดกลัวของคนในชุมชน บางพื้นที่ไม่กล้าใส่บาตรพระจึงต้องเร่งเดินหน้าสร้างความเข้าใจให้คนในชุมชนไปพร้อมกันด้วย

ส่วนมาตรการการดูแลระหว่างการกักตัวจะมีทีม อสม. ชุดละ 3 คน ดูแลในตอนกลางวัน และทีมอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) ดูแลในช่วงกลางคืน ส่วนอาหารและน้ำดื่ม องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) จะเป็นผู้ดูแลตลอดระยะเวลาการกักตัว ทั้งนี้ผู้ที่มาจากพื้นที่เสี่ยงสูงจะต้องผ่านการคัดกรองและตรวจแบบจากการแหย่จมูก (Swab) หากพบเชื้อก็จะนำส่งโรงพยาบาลทันที

นางอิสสริยา จิตสุภาพ ปลัด อบต.ทุ่งกระเต็น อ.หนองกี่ จ.บุรีรัมย์ กล่าวว่า ทาง อบต. ได้เตรียมศาลาการเปรียญวัดในพื้นที่ 7 แห่ง ไว้รองรับโดยแบ่งสัดส่วนมีฉากกั้น จัดเตรียมอุปกรณ์พื้นฐานของใช้ที่จำเป็นไว้ให้สำหรับผู้ที่มากักตัว ถือว่าเราเริ่มที่จะเรียนรู้ประสบการณ์จากปีที่แล้ว โดยร่วมกันทำความสะอาด มีการจัดเตรียมอุปกรณ์ต่างๆ จัดเป็นฉากกั้นเพื่อให้ผู้มากักตัวมีความสบาย ไม่อึดอัด จัดเตรียมที่นอน หมอน มุ้งให้ ซึ่งเป็นการต้อนรับด้วยความอบอุ่น ญาติพี่น้องสามารถมาส่งข้าวส่งน้ำได้ ขณะเดียวกันทาง อบต. จะมีข้าวให้ทั้ง 3 มื้อ

โดยเวลาช่วงกลางวันได้จัด อสม. เจ้าหน้าที่ของอบต. หน่วยงานกู้ชีพที่จะไปดูแลไม่ว่าจะเป็นการวัดอุณหภูมิทั้งช่วงเช้า ช่วงเย็น และจะรายงานทาง รพ.สต. ทราบเป็นระยะๆ สำหรับผู้ที่มาจากต่างจังหวัดจะต้องรายงานตัวต่อศูนย์กักตัวในตำบล โดยต้องแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วันเพื่อให้พื้นที่เตรียมอุปกรณ์ต่างๆ ทั้งนี้จังหวัดบุรีรัมย์ มีนโยบายไม่อนุญาตผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่สีแดงกักตัวที่บ้านแต่ต้องกักตัวในสถานที่ที่จัดเตรียมไว้ให้เท่านั้น หากฝ่าฝืนจะมีโทษทั้งทางแพ่งและอาญา แต่ถ้าเดินทางมาจากพื้นที่สีเหลืองสามารถกักตัวที่บ้านได้ตามมาตรการ 14 วัน

นักวิชาการชี้สร้างนวัตกรรมเปลี่ยนค่านิยม ต้องเข้าใจสังคม-เข้าถึงคนในพื้นที่ให้ได้ด้วย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/592363

นักวิชาการชี้สร้างนวัตกรรมเปลี่ยนค่านิยม ต้องเข้าใจสังคม-เข้าถึงคนในพื้นที่ให้ได้ด้วย

นักวิชาการชี้สร้างนวัตกรรมเปลี่ยนค่านิยม ต้องเข้าใจสังคม-เข้าถึงคนในพื้นที่ให้ได้ด้วย

วันพุธ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

แม้การประกวดนโยบายและนวัตกรรมทางสังคมของคนรุ่นใหม่เพื่อแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ PM2.5 จะผ่านพ้นไปแล้วเมื่อเดือน ก.ค. 2564 ที่ผ่านมา โดยทีมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศคือ ทีม People Matter (PM 4.0) จากผลงานแพลตฟอร์มดิจิทัลสาธารณะ เพื่อการจัดการมาตรการ PM2.5 แบบชี้เป้าสร้างระบบกลไกการทำงานที่ตอบโจทย์บริบทของพื้นที่ แต่ยังมีควันหลงจากงานดังกล่าว นั้นคือการที่มีผู้ทรงคุณวุฒิหลากหลายภาคส่วนมาให้มุมมองกับคนรุ่นใหม่ทุกทีมที่เข้าร่วมประกวด

โดยหนึ่งในนั้นคือ ผศ.ดร.ไพลิน ภู่จีนาพันธุ์คณบดีคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวในตอนหนึ่งของการบรรยายหัวข้อ “Policy and Innovation in
Chiang Mai” ว่า การออกแบบนวัตกรรมหรือเครื่องมือที่ใช้ในการแก้ไขปัญหา ไม่อาจมองแต่ในแง่ภูมิศาสตร์ เช่น การแก้ปัญหาไฟป่าและฝุ่นควันใน จ.เชียงใหม่ ที่มักพูดกันว่าเชียงใหม่เป็นแอ่งกระทะเพียงมุมเดียว แต่ยังต้องมองในมุมภูมิรัฐศาสตร์ด้วย เช่น ระบบงบประมาณ และโดยเฉพาะความสัมพันธ์กับคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่

เพราะการทำโครงการไม่ได้นำเสนอเฉพาะหน่วยงานภาครัฐหรือภาคเอกชน แต่มีความเกี่ยวข้องกับประชาชนด้วย เมื่อเป้าหมายปลายทางของการสร้างนวัตกรรมทางสังคมคือการเปลี่ยนแปลงค่านิยมและพฤติกรรม การเปลี่ยนแปลงจะสำเร็จได้ก็ต้องเข้าใจและเข้าถึงคนในพื้นที่ พร้อมกับยกตัวอย่างการลงพื้นที่ชุมชนของกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ เดิมนั้นตั้งใจจะไปทำวิจัย
เกี่ยวกับการเมือง แต่เมื่อพูดคุยก็ทำให้ได้ประเด็นทัศนคติต่อฝุ่นควันและไฟป่ามาด้วย

กล่าวคือ ในเวลานั้นยังไม่มีสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่ด้วยความที่ในพื้นที่นั้นฝุ่นควันรุนแรงมาก ตนเองต้องสวมหน้ากากปิดปาก-จมูกเพราะทนไม่ไหว ในขณะที่ชาวบ้านไม่มีใครสวมหน้ากาก อีกทั้งดูจะไม่ได้สนใจสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยฝุ่นหนาทึบ ซึ่งเมื่อถามชาวบ้านว่าอยู่กันแบบนี้ได้อย่างไร ไม่กลัวเป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือชาวบ้านกลับตอบอย่างหน้าตาเฉยว่าอยู่แบบนี้กันมานานแล้วไม่เห็นเป็นอะไร และเมื่อถามว่าไม่มีใครให้ความรู้หรือ ชาวบ้านก็บอกว่ามี แต่ก็มองว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว

“ที่สำคัญเขาก็บอกว่า อาจารย์!..จะเอาเงินไปซื้อหน้ากากทำไม เงินจะกินยังไม่มีเลย คือเขามองเรื่องของปัจจัยอื่นๆ มากกว่ามองปัจจัยสุขภาพ และมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องปกติ ความรู้สึกตื่นตัวหรือรู้สึกว่าจะต้องช่วยกันขับเคลื่อนหรือมีส่วนร่วม หรือเปลี่ยนค่านิยม เรื่องการพยายามให้ความรู้เรื่องของ PM2.5 มันก็อาจไม่เกิดขึ้น ซึ่งไม่ได้เกิดกับตัวพวกเขาเอง สภาพพื้นที่ที่แตกต่างกัน สภาพของ Factor (ตัวแปร) ด้านเศรษฐกิจ สังคม

ความเป็นอยู่ของคนที่ต่างกัน มันมีผลอย่างยิ่งนะที่ทำให้ Mindset (วิธีคิด) ก็ดี หรือค่านิยมพฤติกรรมก็ดี อาจจะคิดต่างจากพวกเราก็ได้ แล้วตรงนี้เวลาเราพยายามออกนโยบาย หรือพยายามสร้างเครื่องมือในการขับเคลื่อนเปลี่ยนแปลง เราว่าเขาไม่ได้นะว่าทำไมเขาไม่เข้าใจ ทำไมเขาไม่เปลี่ยน ทำไมเราเหนื่อยอยู่คนเดียว ภาครัฐทำก๊อกๆ แก๊กๆ แต่อาจจะไม่ได้รับผลจากการมีส่วนร่วมของประชาชนก็ได้ อันนี้ก็เป็น Point (ประเด็น) ที่น่าสนใจเรื่องเปลี่ยนค่านิยม” ผศ.ดร.ไพลิน กล่าว

สำหรับเวทีประกวดนโยบายและนวัตกรรมทางสังคมของคนรุ่นใหม่เพื่อแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ PM2.5 จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และองค์กร Thailand Youth Policy Initiative (TYPI) โดยดำเนินโครงการผ่านระบบออนไลน์ แบ่งเป็นผู้ชมนั้นสามารถรับชมการถ่ายทอดสดผ่านเฟซบุ๊คแฟนเพจ “สช. สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ” ส่วนผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะเข้าร่วมผ่านโปรแกรม Zoom

‘ปิดเหมือง-ปลูกป่า’ 27 ปีการต่อสู้ และก้าวแรกชัยชนะของ ‘สิทธิชุมชน’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/592360

‘ปิดเหมือง-ปลูกป่า’27ปีการต่อสู้  และก้าวแรกชัยชนะของ‘สิทธิชุมชน’

‘ปิดเหมือง-ปลูกป่า’27ปีการต่อสู้ และก้าวแรกชัยชนะของ‘สิทธิชุมชน’

วันพุธ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่-ผาจันได จ.หนองบัวลำภู จัดกิจกรรม “Planting a protest หยิบต้นกล้ามาต่อต้าน Mob lll Tree ปลูกป่าเพื่อฟื้นฟูเหมืองหินดงมะไฟในพื้นที่” โดยเป็นกิจกรรมในรูปแบบออนไลน์ เมื่อวันที่ 31 ก.ค. 2564 ที่ผ่านมาซึ่ง น.ส.มนีนุด อุทัยเรือง ตัวแทนกลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่-ผาจันไดเปิดเผยว่า ชาวบ้านในพื้นที่ต่อสู้กันมานานถึง27 ปี หลายคนถูกข่มขู่คุกคาม และมีผู้ถูกลอบสังหารไปแล้ว 4 ราย

ซึ่งการต่อสู้ผ่าน 3 ข้อเรียกร้องคือ 1.ปิดเมืองหินและโรงโม่ 2.ฟื้นฟูภูผาป่าไม้ และ 3.พัฒนาดงมะไฟเป็นแหล่งท่องเที่ยวกำลังใกล้ความเป็นจริงแล้ว โดยหลังจากที่ชาวบ้านได้รับชัยชนะก้าวแรกที่จากการเข้าปิดเหมืองหินได้แล้ว จึงเข้ามาสู่ขั้นตอนของการฟื้นฟูภูผาป่าไม้และพัฒนาดงมะไฟเป็นแหล่งท่องเที่ยว ทางกลุ่มจึงได้เปิดระดมทุนเพื่อจัดหาต้นกล้าในการปลูกเพื่อฟื้นฟูป่า เพื่อทำให้ข้อเรียกร้องที่เหลืออีก 2 ข้อเกิดขึ้นได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม

และขณะนี้กลุ่มได้ปิดระดมทุนและได้ต้นกล้าที่เพียงพอต่อการปลูกเพื่อฟื้นฟูป่าแล้ว โดยหลังจากกิจกรรมปลูกต้นไม้เสร็จสิ้นแล้วทางกลุ่มก็จะยังคงปักหลักชุมนุมอยู่ที่ตรงบริเวณทางเข้า-ออกเหมืองหินเหมือนเดิม และจะดูแลต้นไม้ทุกต้นที่ได้ทำการปลูก เพื่อให้ต้นไม้เหล่านั้นเติบโตมาขึ้นมาอย่างงดงาม กลายเป็นป่าที่จะเป็นแหล่งอาหารของชาวบ้านและจะพัฒนาให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกต่อไปด้วย

“ที่ผ่านมาได้ปลูกป่าไปแล้ว 3 ครั้ง ครั้งนี้จะเป็นครั้งที่ 4 ที่เราจะปลูกต้นไม้ฟื้นฟูพื้นที่เหมืองให้ครอบคลุมมากขึ้นเพื่อเปลี่ยนเหมืองให้กลายเป็นป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ดังเดิม โดยกิจกรรมของเราเริ่มตั้งแต่เวลา 08.00 น. นำกล้าไม้ทั้งหมดขึ้นหลังรถอีแต๋น และเดินทางเข้าไปยังพื้นที่จุดปลูกพร้อมกันทั้งหมด และขุดหลุมปลูกต้นไม้ทั้งหมด 1,000 ต้น ประกอบด้วย ต้นยางนาต้นตะแบก ต้นราชพฤกษ์ ต้นสะเดาต้นทองอุไร ต้นจามจุรีและต้นขี้เหล็ก ซึ่งแต่ละต้นก็มีประชาชนและภาคีเครือข่ายของเราเข้าร่วมจับจองในการปลูกเป็นจำนวนมาก” น.ส.มนีนุด กล่าว

กิจกรรมครั้งนี้ยังมี อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) 2 ท่าน เข้าร่วมด้วย คือ นางอังคณา นีละไพจิตร และนพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ โดยนางอังคณา กล่าวว่า ตนขอร่วมปลูกต้นสะเดา และต้นราชพฤกษ์ที่ชาวบ้านเรียกว่า “ต้นคูณ” เพื่อเป็นร่มไม้ใหญ่ซึ่งเป็นร่มเงาแก่ผู้ผ่านไปมา ดอก ผล ใบ และเมล็ดของไม้เหล่านี้ยังเป็นประโยชน์แก่ชาวบ้านทั้งเป็นอาหารที่มีสรรพคุณทางยา เป็นความร่มรื่นสวยงาม และคืนความอุดมสมบูรณ์แก่แผ่นดินเขาเหล่าใหญ่-ผาจันไดอีกครั้ง

“ในช่วงเวลายาวนานของการต่อสู้ ชาวบ้านต้องพบกับความสูญเสียมาตลอด หลายชีวิตที่ถูกฆ่าซึ่งยังไม่สามารถนำคนผิดมาลงโทษได้ ในปีนี้ เพื่อคืนความอุดมสมบูรณ์ให้ระบบนิเวศ และเพื่อคืนป่าให้ประชาชน ชาวบ้านจึงร่วมใจกันปลูกป่าเพื่อคืนความชุ่มชื้นให้แผ่นดิน และถือเป็นส่วนหนึ่งของการเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น ชาวบ้านทุกคนหวังว่าผืนแผ่นดินที่หวงแหนนี้จะกลับคืนมาเป็นของชาวบ้านอีกครั้ง พร้อมกับความอุดมสมบูรณ์ ความมั่นคงทางอาหาร การมีน้ำดื่มที่สะอาด และอากาศที่บริสุทธิ์สำหรับทุกคนต่อไป”นางอังคณา กล่าว

ส่วน นพ.นิรันดร์ กล่าวว่า ตนได้เลือกปลูกต้นยางนาและหวังว่าต้นยางนาต้นนี้จะเติบโตงดงามหล่อเลี้ยงชาวบ้านจากกลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่-ผาจันไดต่อไปโดยการปลูกป่าในครั้งนี้จะเป็นก้าวสำคัญที่ชาวบ้านจะสามารถช่วงชิงผืนแผ่นดินที่เป็นทุนชีวิตและเป็นทุนทางสังคมของพวกเขากลับคืนมาและการต่อสู้ที่ยาวนานเกือบ 3 ทศวรรษเพียงพอที่จะทำให้ภาครัฐได้เห็นว่าชาวบ้านรักและหวงแหนผืนแผ่นดินแห่งนี้ ที่ไม่ใช่เป็นแค่ผืนที่ดินหรือป่าไม้ แต่เป็นทุนในชีวิตของชาวบ้านทุกคนรวมไปถึงลูกหลาน ที่จะได้ใช้ประโยชน์และทำมาหากินสืบไป

ทั้งนี้ ตนอยากให้หน่วยงานของรัฐและเอกชนได้เข้าใจว่า ชาวบ้านเองสามารถที่จะหาอยู่หากินบนพื้นฐานของการทำมาหากินบนการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ของตนเองได้ ชาวบ้านไม่ได้ตกอยู่ในวังวนของความโง่ จน เจ็บ แต่เป็นเพราะถูกทำลายโอกาส ถูกทำให้เข้าไม่ถึงในเรื่องของการจัดการทรัพยากร และชาวบ้านก็ไม่ได้ต้องการที่จะหวังพึ่งรัฐหรือคนใจบุญสุนทาน แต่ต้องการให้รัฐเข้ามาปกป้องสิทธิในการใช้ประโยชน์และการบริหารจัดการทรัพยากร ที่เป็นสิทธิชุมชน

นพ.นิรันดร์ กล่าวต่อไปว่า ข้าราชการและนักการเมืองได้ผลประโยชน์จากภาษีอากรเป็นเงินเดือนอยู่แล้วในการดำรงชีพ ดังนั้นขอให้รู้ว่าเงินเดือนหรือทรัพย์สินต่างๆ ที่มีอยู่นั้นก็ได้มาจากประชาชน ดังนั้นท่านจึงมีหน้าที่ในการที่จะต้องช่วยกันปกป้องทรัพยากรเหล่านี้ให้ชาวบ้านต่อไป ในส่วนของเอกชนนั้นไม่ได้ปฏิเสธหรือหวงห้ามไม่ให้เข้ามาพัฒนาในแนวคิดของเขา แต่เอกชนในปัจจุบันก็ต้องยึดหลักของธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนนั่นหมายความว่าต้องดำเนินการในเรื่องของการศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบ และจะต้องรับผิดชอบในการฟื้นฟูหากมีการเสียหายเกิดขึ้น

“สิ่งเหล่านี้หมายความว่ารัฐและเอกชนก็ต้องปฏิบัติตามหลักนิติรัฐนิติธรรมเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในเรื่องของการจัดการ ดังนั้นรัฐหรือเอกชนก็ต้องมีเจตจำนงร่วมกันในเรื่องของการที่จะมาช่วยในการฟื้นฟูและจัดการทรัพยากรตามหน้าที่ของตนเอง รัฐก็มีหน้าที่ต้องปกป้องประชาชน เอกชนก็ต้องยอมรับหลักของการปกครองตามกฎหมายและความเป็นธรรมทางสังคม ไม่อย่างนั้นแล้วท่านก็จะถูกก่นด่าและถูกพิพากษาว่าท่านเป็นคนที่ทำลายผืนแผ่นดินนี้ที่เป็นอนาคตของชาวบ้านและลูกหลานของเขาที่จะได้ประโยชน์ในผืนแผ่นดินแห่งนี้” นพ.นิรันดร์ กล่าว

สำหรับพื้นที่ดงมะไฟนั้น จ.หนองบัวลำภู นั้นเป็นเวลากว่า 27 ปี แล้วที่นักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านที่ดินและสิ่งแวดล้อมกลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่-ผาจันได ยืนหยัดต่อสู้คัดค้านการทำเหมืองแร่หินอุตสาหกรรมชนิดหินปูน (เพื่ออุตสาหกรรมก่อสร้าง) และโรงโม่หิน เพราะชาวบ้านในพื้นที่ได้รับผลกระทบด้านสุขภาพ จนเมื่อวันที่ 13 ส.ค. 2563 ชาวบ้านได้ปักหลักชุมนุมปิดบริเวณทางเข้า-ออกเหมืองหินและโรงโม่ พร้อมเรียกร้องให้ปิดเหมืองหินและโรงโม่ ฟื้นฟูภูผาป่าไม้ และพัฒนาดงมะไฟเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศวัฒนธรรมและอารยธรรมโบราณคดี

ต่อมาในวันที่ 4 ก.ย. 2563 กลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่-ผาจันไดจัดกิจกรรม ทวงคืนภูผาป่าไม้ เปลี่ยนเขตเหมืองหินให้เป็นเขตป่าชุมชน หลังใบอนุญาตเข้าทำประโยชน์ หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าเก่ากลอยและป่านากลางหมดอายุลง สุดท้ายก้าวแรกของวันที่รอคอยก็มาถึง ในวันที่ 25 ก.ย. 2563 ก็ได้จัดกิจกรรม 26 ปี การต่อสู้ สู่ชัยชนะ “เปลี่ยนโรงโม่หินเป็นป่าชุมชน หยุดเหมืองหินถาวร เนื่องจากใบประทานบัตรเพื่อทำเหมืองหินหมดอายุลง นับว่าเป็นการปิดเหมืองหินและโรงโม่ได้สำเร็จตามข้อเรียกร้องที่ 1

และกำลังก้าวเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูภูผาป่าไม้ตามข้อเรียกร้องที่ 2 ที่ได้ทำการร่วมกันปลูกป่าเพื่อฟื้นฟูภูผาป่าไม้รอบบริเวณเหมืองหินในขณะนี้ และปัจจุบันชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์ฯ ยังคงปักหลักชุมนุมปิดทางเข้า-ออกเหมืองหินและโรงโม่อย่างต่อเนื่อง!!!

‘ตรีนุช’ มอบ ก.ค.ศ.ดูแลเสียงสะท้อนเด็ก-ครู-ผู้ปกครอง ช่วงสถานการณ์โควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/592432

'ตรีนุช'มอบ ก.ค.ศ.ดูแลเสียงสะท้อนเด็ก-ครู-ผู้ปกครอง ช่วงสถานการณ์โควิด

‘ตรีนุช’มอบ ก.ค.ศ.ดูแลเสียงสะท้อนเด็ก-ครู-ผู้ปกครอง ช่วงสถานการณ์โควิด

วันอังคาร ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 17.36 น.

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2564 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า ตามที่กระทรวงศึกษาได้มอบนโยบายและวางแผนกับทุกส่วนราชการในเรื่องของการจัดการเรียนการสอนในช่วงสถานการณ์ การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) โดยการสอนแบบ 5 On (Online/On Air/On Demand/On Hand/On Site) นั้น ตนเห็นว่าเด็กนักเรียน และครูได้ดำเนินการจัดการเรียนการสอนรูปแบบดังกล่าวมาสักระยะแล้ว ยังไม่ได้รับข้อมูลจากบริบทของแต่ละพื้นที่ว่าเกิดปัญหาและอุปสรรคที่ชัดเจน ตนเองมีความกังวลและมีความห่วงใยในการดำเนินการดังกล่าวเป็นอย่างมาก เพราะมีสถานศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการที่มีบริบทที่แตกต่างกันเป็นจำนวนมาก จึงต้องการรับฟังความคิดเห็นจากนักเรียน ครู และผู้ปกครองในแต่ละพื้นที่เพื่อสะท้อนปัญหาและอุปสรรคที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนการสอนมายังกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อที่กระทรวงศึกษาธิการจะได้รับทราบ แก้ไขปัญหา และปรับนโยบายได้เพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันได้ดียิ่งขึ้น จึงได้มีการประชุมหารือกันถึงแนวทางในการได้มาถึงข้อมูลที่จะนำมาสู่การแก้ไขปัญหา และได้มอบหมายให้ รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการ ก.ค.ศ.ได้หาแนวทางและวิธีการดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลและการประเมินแบบเร่งด่วนภายใต้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นขณะนี้

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้ได้รับทราบข้อมูลว่าได้วางแผนและวางระบบวิธีการเก็บข้อมูลจากนักเรียน ครู และผู้ปกครองจากพื้นที่ต่างๆ ในทุกภูมิภาคของประเทศ ผ่านกลไกใหม่ที่เรียกว่าการประเมินแบบเร่งด่วน ซึ่งเป็นวิธีการที่นานาชาติใช้กัน และเป็นวิธีการที่จะสามารถเก็บรวบรวมข้อมูลได้อย่างรวดเร็วจากสภาพความเป็นจริงและเชื่อถือได้ โดยได้รับความร่วมมือจากสถาบันอุดมศึกษาจำนวน 4 แห่ง คือ คณะวิทยาลัยการศึกษา มหาวิทยาลัยพะเยา, ภาควิชาวิจัยและพัฒนาการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ และข้าราชการครูที่มีความรู้ความสามารถด้านวิชาการ ซึ่งจะกระจายพื้นที่ทั่วประเทศ ภายใต้โครงการ “อาสาสมัครครูนักประเมิน”(Rapid Appraisal Volunteer : RAV) ซึ่งผู้เข้าร่วมเป็นอาสาสมัครเข้าร่วมเป็น RAV Team ในครั้งนี้คือ ครู ผู้อำนวยการสถานศึกษา หรือศึกษานิเทศก์ ที่มีพื้นฐานการวิจัยและประเมิน (จบ ป.โท – ป.เอก) จะเป็นผู้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลจากโรงเรียน หรือพื้นที่ต่างๆ และประเมินผลแบบเร่งด่วน ส่งผลกลับมายังส่วนกลาง เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไปได้อย่างรวดเร็ว โดยโครงการนี้ได้เปิดรับผู้ที่ประสงค์เข้าร่วมโครงการประมาณ 250 คน ซึ่งทราบว่าขณะได้มีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการเต็มจำนวนดังกล่าวแล้ว ภายในระยะเวลา 1 วัน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีและก็รู้สึกดีใจที่มีผู้ที่เห็นความสำคัญและได้อาสามาช่วยงานของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งหลังจากนี้สำนักงาน ก.ค.ศ.ได้กำหนดให้มีการจัดการประชุมชี้แจงแนวทางและวิธีการดำเนินงานให้กับอาสาสมัครดังกล่าว ในวันที่ 5 สิงหาคม 2564 ที่จะถึงนี้ ผ่านระบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งตนเองก็จะเข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ด้วย

น.ส.ตรีนุช ได้กล่าวในตอนท้ายว่า กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงาน ก.ค.ศ.ซึ่งเป็นแม่งานหลักในการกำหนดนโยบายดูแลครู จะนำข้อมูลที่ได้รับฟังนี้ไปวางมาตรการที่จำเป็น เพื่อให้ตรงกับความต้องการของนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษามากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์การแพร่ระบาด ตลอดจนผลกระทบจากสภาวะทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นเรื่องที่จำเป็นเร่งด่วน และทุกฝ่ายกำลังได้รับความเดือดร้อนอยู่ ณ ขณะนี้ และในฐานะที่ตนเองเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ก็พร้อมที่จะช่วยเหลือ ดูแล และแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับนักเรียน ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาให้ดีที่สุด

สอศ.ร่วมกับสถาบันขงจื่อ มข.เปิดศูนย์อบรมครูไทยสอนภาษาจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/592314

สอศ.ร่วมกับสถาบันขงจื่อ มข.เปิดศูนย์อบรมครูไทยสอนภาษาจีน

สอศ.ร่วมกับสถาบันขงจื่อ มข.เปิดศูนย์อบรมครูไทยสอนภาษาจีน

วันอังคาร ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 14.35 น.

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2564 ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้ร่วมเป็นเกียรติ และกล่าวในพิธีเปิดศูนย์อบรมครูไทย สอนภาษาจีน สถาบันขงจื่อ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผ่านระบบออนไลน์

โดย ดร.สุเทพ เปิดเผยว่า ศูนย์อบรมครูไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มพูนทักษะและเทคนิคการสอนภาษาจีน ตลอดจนสามารถนำเทคโนโลยีในปัจจุบันมาผนวกและสร้างเป็นสื่อนวัตกรรม หรือสื่อออนไลน์ต่างๆ เพื่อใช้ในการจัดการเรียนการสอนภาษาจีน และเปิดโอกาสให้ครูไทยสอนภาษาจีน ได้เรียนรู้การพัฒนาเทคนิคและวิธีการสอนจากวิทยากรเจ้าของภาษาที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการสอนภาษาจีนโดยตรง และสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนให้แก่เยาวชนของประเทศ พัฒนาเด็กไทยให้มีศักยภาพ และเป็นกำลังสำคัญของประเทศไทยในการแข่งขันระดับอาเซียน และระดับนานาชาติต่อไป

เลขาธิการ กอศ.กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้ทำความร่วมมือกับ สถาบันขงจื่อ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ตั้งแต่ ปี พ.ศ.2559 โดยได้จัดโครงการฝึกอบรมต่าง ๆ เช่น โครงการฝึกอบรมภาษาจีน สำหรับรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน เพื่ออบรมภาษาจีนให้แก่นักเรียน นักศึกษา และผลักดันนักเรียน นักศึกษาให้มีโอกาสได้ศึกษาด้านเทคโนโลยีการรถไฟ ซึ่งมีนักเรียน นักศึกษากว่า 200 คน ที่ได้เข้าร่วมโครงการ และมีโอกาสเดินทางไปศึกษาภาษา วัฒนธรรมจีน และเทคโนโลยี ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน และโครงการฝึกอบรมพัฒนาภาษาจีน ให้แก่ครู และบุคลากรในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนา การอาชีวศึกษาให้ได้มาตรฐานสากลเทียบเท่ากับนานาประเทศ

ด้าน รศ.ดร.เกิ่ง จวิน ผู้อำนวยการสถาบันขงจื่อ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (ฝ่ายจีน) กล่าวว่า สถาบันขงจื่อ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ดําเนินการด้านการเรียนการสอนมาเป็นระยะเวลากว่า 15 ปี ได้ก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง พัฒนาและปรับปรุงคุณภาพและประสิทธิภาพ โดยได้นำประสบการณ์ด้านการจัดอบรมครูภาษาจีนท้องถิ่น มาเป็นจุดเด่น ทั้งยังมีประสบการณ์ทั้งในด้านการเรียนการสอนและการพัฒนาหลักสูตรภาษาจีน

ศูนย์ปฏิบัติการและฝึกอบรมครูไทย สอนภาษาจีน จะเป็นแหล่งข้อมูลสำหรับ ผู้เชี่ยวชาญทั้งในประเทศและต่างประเทศ จัดทำฐานข้อมูลผู้เชี่ยวชาญด้านการฝึกอบรมครูภาษาจีน สำรวจความต้องการ ด้านหลักสูตรและมุ่งเน้นการตอบสนองความต้องการของครูสอนภาษาจีนในท้องถิ่น พัฒนาหลักสูตรอบรมให้มี คุณภาพสูง มีหลักสูตรที่หลากหลายและสอดคล้องกับความต้องการในแต่ละระดับและภูมิภาค พร้อมทั้งคำนึงถึง ความต้องการในการฝึกอบรม เนื้อหาในการอบรม วิธีการฝึกอบรมและผลของการอบรม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และกระบวนการฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง

จุฬาฯ ให้บริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาแบบออนไลน์ ผู้ได้รับผลกระทบทางจิตใจจากสถานการณ์โควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/592075

จุฬาฯ ให้บริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาแบบออนไลน์  ผู้ได้รับผลกระทบทางจิตใจจากสถานการณ์โควิด-19

จุฬาฯ ให้บริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาแบบออนไลน์ ผู้ได้รับผลกระทบทางจิตใจจากสถานการณ์โควิด-19

วันอังคาร ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ศูนย์สุขภาวะทางจิต คณะจิตวิทยา จุฬาฯ Home Isolation COVID และสมาคมจิตวิทยาการปรึกษาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้บริการปรึกษาทางจิตวิทยาออนไลน์ ให้แก่ กลุ่มผู้ป่วยที่ทำ Home Isolation บุคลากรทางการแพทย์ และผู้ได้รับผลกระทบทางจิตใจจากสถานการณ์โควิด-19 ปรึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ในเวลา 10.00-21.00 น. ตั้งแต่บัดนี้-26 กันยายน 2564 หรือจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง

โครงการนี้ เป็นความร่วมมือระหว่างโครงการพัฒนาระบบบริการปรึกษาด้านสุขภาพจิตออนไลน์และเครือข่ายส่งต่อบริการสุขภาพจิต โดยคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายใต้การสนับสนุนจาก สสส. (Here to Heal) ศูนย์สุขภาวะทางจิต คณะจิตวิทยา จุฬาฯ Home Isolation COVID และสมาคมจิตวิทยาการปรึกษา

ติดต่อขอรายละเอียดและเลือกช่องทางการปรึกษาเชิงจิตวิทยาได้โดยสแกนคิวอาร์โค้ดผ่านโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์ หรือ https://lin.ee/P77s2bW

มจธ. จัดอบรมพัฒนาศักยภาพคนพิการ ด้านประกอบอาชีพ ให้มีทักษะ ความรู้ ที่เพียงพอ และตรงสายการปฏิบัตงาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/592074

มจธ. จัดอบรมพัฒนาศักยภาพคนพิการ ด้านประกอบอาชีพ ให้มีทักษะ ความรู้ ที่เพียงพอ และตรงสายการปฏิบัตงาน

มจธ. จัดอบรมพัฒนาศักยภาพคนพิการ ด้านประกอบอาชีพ ให้มีทักษะ ความรู้ ที่เพียงพอ และตรงสายการปฏิบัตงาน

วันอังคาร ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

โครงการฝึกอบรม-ฝึกงานคนพิการเพื่อเตรียมความพร้อมเข้าทำงานในสถานประกอบการโดย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) จัดขึ้นเป็นปีที่ 8 โดย มีวัตถุประสงค์เพื่อให้คนพิการได้มีโอกาสพัฒนาศักยภาพด้านการประกอบอาชีพที่ตรงกับความต้องการของสถานประกอบการ มีทักษะ ความรู้ที่เพียงพอต่อการปฏิบัติงาน และเพื่อเป็นทางเลือกให้สถานประกอบการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกัน และสร้างเครือข่ายร่วมกันของสถานประกอบการ คนพิการ และองค์กรที่รับผิดชอบ

ในปีนี้ ได้มีการจัดอบรม 3 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรเจ้าหน้าที่ประจำสำนักงาน หลักสูตรการผลิตสื่อ/สิ่งพิมพ์ดิจิทัล และหลักสูตรการพัฒนาผลิตภัณฑ์หัตถกรรมท้องถิ่น มีคนพิการที่ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการรวมทั้งสิ้น56 คน ระยะเวลาการฝึกอบรมตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม-31 ธันวาคม2564 รวม 6 เดือน โดยใช้โปรแกรม Zoom Meeting ในการบรรยาย และมีระบบ Moodleในรูปแบบ e-learning มาใช้เพื่อการเรียนรู้ควบคู่กัน

โครงการฝึกอบรม-ฝึกงานคนพิการที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องมาเป็นรุ่นที่ 8 ได้รับการสนับสนุนโครงการจากสถานประกอบการจำนวน 5 แห่ง ได้แก่ บริษัท ดานิลี่จำกัด บริษัท ศรีไทยมิยากาว่าจำกัด บริษัท เสถียรอุตสาหกรรม จำกัด บริษัท มาราธอน (ประเทศไทย) จำกัด และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เพื่อที่คนพิการจะสามารถเปิดประตูบานใหม่ไปสู่โลกที่พวกเขาสามารถประกอบอาชีพที่มั่นคงและยืนหยัดอยู่ในสังคมได้ด้วยตนเองอย่างมีความสุขต่อไป

วิถีสยามมรดกวัฒนธรรมไทย : เสน่ห์อีสาน เล่าขานไม่รู้จบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/592080

วิถีสยาม มรดกวัฒนธรรมไทย : เสน่ห์อีสาน เล่าขานไม่รู้จบ

วิถีสยาม มรดกวัฒนธรรมไทย : เสน่ห์อีสาน เล่าขานไม่รู้จบ

วันอังคาร ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

พานั่งไทม์แมชชีนย้อนเวลาท่องเที่ยวทางตัวอักษรไปแล้วเกือบทุกภาค สัปดาห์นี้ผู้เขียนขอพาคุณผู้อ่านมาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือภาคอีสานกันบ้าง โดยขอยกบางช่วงบางตอนจากหนังสือชุมชุนดั้งเดิม ใต้ร่มพระบารมีจักรีวงศ์ ของกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งเขียนสรุปใจความสำคัญที่บ่งบอกถึงความเป็นภาคอีสานจากอดีตไว้อย่างดีมาก

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ในบริเวณที่ราบสูงมีเทือกเขาล้อมรอบ สภาพคล้ายแอ่งกระทะ เทลาดจากที่สูงทางตะวันตกลงสู่ที่ต่ำทางด้านตะวันออก แบ่งเป็น 2 แอ่งคือ แอ่งสกลนคร ประกอบด้วยพื้นที่ราบเชิงภูเขาภูพาน และบริเวณที่ราบลุ่มต่ำที่อยู่ใกล้มาทางแม่น้ำโขง แหล่งน้ำสำคัญ คือ แม่น้ำชี และแม่น้ำสงคราม เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของมนุษย์ในสังคมเกษตรกรรม เมื่อประมาณ ๕,๐๐๐ ปีมาแล้ว มีพัฒนาการทางเทคโนโลยีการหล่อโลหะสำริดเป็นเครื่องมือ เครื่องประดับ และอาวุธ มีการเขียนสีบนภาชนะ เพื่ออุทิศแด่ผู้ล่วงลับ เรียกว่า วัฒนธรรมบ้านเชียง ตามชื่อของหมู่บ้านในปัจจุบัน ณ อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี

แอ่งโคราช เป็นที่ราบกว้างใหญ่ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ สุรินทร์ มหาสารคาม ศรีสะเกษ ร้อยเอ็ด ยโสธร อุบลราชธานี และอำนาจเจริญ มีลำน้ำสำคัญ คือ แม่น้ำมูลและแม่น้ำชี มีหลักฐานการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ เมื่อประมาณ ๓,๐๐๐ ปี ต่อมาในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๘ เป็นช่วงที่นับวัฒนธรรมทางศาสนาของรัฐทวารวดีจากภาคกลาง และจากวัฒนธรรมเขมรโบราณ จากหลักฐานโบราณสถาน ศิลาจารึก และโบราณวัตถุในหลายพื้นที่ หลังจากพุทธศตวรรษที่ ๒๐ เป็นต้นมา ได้เห็นถึงการเคลื่อนย้ายของผู้คนจากดินแดนล้านช้างอย่างต่อเนื่องในยุคสงครามคอมมิวนิสต์ มีชาวญวนที่หนีภัยสงครามเข้ามาตั้งหลักแหล่งในเวลาต่อมา แล้วยังมีพ่อค้าชาวจีน อินเดีย เข้ามาค้าขาย สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของผู้คนที่เข้ามาผสมผสานทางเชื้อชาติกับชนดั้งเดิม หล่อหลอมกลายเป็นคนอีสานในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม หากศึกษากลุ่มประชากรในภูมิภาคนี้พบว่าเป็นกลุ่มคนในตระกูลภาษาไท-กะใด ประกอบด้วยไทลาว ไทโย้ย ไทญ้อ กะเลิง หรือข่าเลิง ไทโคราช ไทพวน ผู้ไท และแสก กลุ่มรองลงมา

คือ กลุ่มตระกูลภาษาออสโตรเอเชียติก เป็นกลุ่มที่พูดภาษามอญ-เขมร ประกอบด้วย เขมรถิ่นไทย กูย โซ่ หรือกะโส้ บรู และญัฮกูร หรือชาวบน

ภาคอีสานหรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นภูมิภาคที่มีอัตลักษณ์เฉพาะท้องถิ่นมาก มีการวิจัยมาแล้วสรุปว่ามีไม่ต่ำกว่า 50 ประเภท จำแนกเป็น

ด้านอาคารสถาปัตยกรรม ได้แก่ ปราสาทหินฮูปแต้ม พระธาตุ หรือธาตุ สิมอีสาน หอไตร หอแจกหอระฆัง หอกลอง

ด้านหัตถกรรมและช่างฝีมือ ได้แก่ ขันกะหย่อง ผ้าทอ เครื่องปั้นดินเผาเครื่องจักสาน เชี่ยนหมาก เกวียนอีสาน

ด้านความเชื่อความศรัทธา ได้แก่โฮงฮด ผ้าผะเหวดพระไม้ บุญฮีตสิบสองด้านการละเล่นการแสดง ได้แก่ หนังประโมนัย แคน โปงลาง เซิ้งกระติบ หมอลำ ฟ้อนภูไท การสู่ขวัญ บั้งไฟ

ด้านอาหารการกิน ได้แก่ ปลาแดก (ปลาร้า) ส้มตำ ลาบ

รวมทั้งด้านวรรณกรรมภาษาและด้านเครื่องนุ่งห่มและการแต่งกาย

จะเห็นได้ว่าภาคอีสานมีเรื่องราวของบ่งบอกถึงวิถีชีวิตที่สนุกสนาน และภูมิปัญญามากมาย ผู้คนวัฒนธรรมวิถีชีวิต ทุกอย่างล้วนมีเสน่ห์เกินกว่าจะหยุดความอยากรู้ไว้แค่นี้

สัญญาเลยว่า หากเมื่อไหร่ที่โรคโควิดซาไปแล้ว การเดินทางพบปะผู้คนทำได้อย่างคล่องตัว และปลอดภัยต่อสังคมมากขึ้นตามมาตรการของรัฐบาล ผู้เขียนจะลงพื้นที่จริงไปเก็บข้อมูลเพิ่มเติม รวมทั้งภาพปัจจุบันมาฝากกัน

ศธ. พร้อมบรรเทาความเดือดร้อนนักเรียน นักศึกษา หลัง ครม.อนุมัตเยียวยาค่าเรียนคนละ 2,000 บาท #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/592077

ศธ. พร้อมบรรเทาความเดือดร้อนนักเรียน นักศึกษา  หลังครม.อนุมัตเยียวยาค่าเรียนคนละ 2,000 บาท

ศธ. พร้อมบรรเทาความเดือดร้อนนักเรียน นักศึกษา หลังครม.อนุมัตเยียวยาค่าเรียนคนละ 2,000 บาท

วันอังคาร ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย โฆษกรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) เปิดเผยว่า หลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ได้มีมติเห็นชอบโครงการให้ความช่วยเหลือบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ของกระทรวงศึกษาธิการ วงเงินรวมประมาณ 21,600 ล้านบาท โดยเฉพาะมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายในการเรียนรู้โดยให้ความช่วยเหลือนักเรียนนักศึกษา ที่กำลังศึกษาอยู่ในสถานศึกษาสังกัด ศธ.ทั้งภาครัฐและเอกชน และสถานศึกษานอกสังกัด ศธ. คนละ 2,000 บาท ตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.)และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ซึ่งถือเป็นมาตรการเร่งด่วนระยะสั้นที่ต้องการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้ปกครอง แม้ตัวเลขการช่วยเหลือต่อคนอาจจะไม่มากนักแต่เชื่อว่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยแก้ปัญหาให้กับผู้ปกครองหลายครอบครัวที่กำลังเผชิญกับวิกฤติ

นางดรุณวรรณ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการภายใต้ความรับผิดชอบของคุณหญิงกัลยา โสภณพนิชมีนโยบายหลายส่วนที่ได้กำหนดไว้เป็นประโยชน์ต่อการวางรากฐานการศึกษาไทยเพื่อรองรับศตวรรษที่ 21 รวมไปถึงการวางนโยบายระยะยาวในการสร้างคน คือ การให้การศึกษากับทุกคนอย่างเท่าเทียม เน้นสร้างงาน คือ ระหว่างเรียนมีรายได้ และสร้างอาชีพ คือ จบมาต้องมีงานทำ โดยเฉพาะนโยบายด้านอาชีวะเกษตรที่คุณหญิงผลักดันและส่งเสริมอย่างต่อเนื่องเพราะเชื่อมั่นว่าประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม หากนำองค์ความรู้ด้านการเกษตรมารวมกับด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมได้จะสร้างความเข้มแข็งให้กับประชาชน และเศรษฐกิจฐานราก จะเป็นการแก้ปัญหาความยากจนได้อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาคุณหญิงกัลยาได้ให้การช่วยเหลือและบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในการเรียนของผู้ปกครองอย่างต่อเนื่อง ทั้งการให้ทุนการศึกษาส่วนตัวกับนักศึกษาวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี (วษท.) ในหลักสูตร “ชลกร” รุ่นที่ 1 ที่ทุกคนจะได้รับการสนับสนุนค่าเล่าเรียน โดยได้รับการงดเว้นค่าหน่วยกิต ตลอดหลักสูตร 2 ปี รวมถึงการผลักดันให้วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีทั่วประเทศปลูกสมุนไพรที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มและสอดรับเทรนด์การดูแลรักษาสุขภาพ เช่น ฟ้าทะลายโจรกระชาย เป็นต้น เพื่อจำหน่ายและแจกจ่ายให้กับพี่น้องประชาชน

ทีมประเทศไทยพร้อมเดินหน้าพัฒนากำลังคน ยึด ‘มาตรฐานควบคู่คุณภาพ’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/592183

ทีมประเทศไทยพร้อมเดินหน้าพัฒนากำลังคน ยึด'มาตรฐานควบคู่คุณภาพ'

ทีมประเทศไทยพร้อมเดินหน้าพัฒนากำลังคน ยึด’มาตรฐานควบคู่คุณภาพ’

วันจันทร์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 19.04 น.

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2564 ดร.อำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการสภาการศึกษา ในฐานะกรรมการกรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียนประจำประเทศไทย (Thailand AQRF Committee) พร้อมด้วย ดร.พีรศักดิ์ รัตนะ รองเลขาธิการสภาการศึกษา ดร.ศิริพรรณ ชุมนุม ผู้ทรงคุณวุฒิ และทีมผู้ประสานงาน AQRF ประจำประเทศไทย ได้แก่ (1) ผู้ประสานงานฝ่ายการศึกษา คือ นายกวิน เสือสกุล ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนการศึกษา และดร.กาญจนา หงษ์รัตน์ ผู้อำนวยการกลุ่มนโยบายการผลิตและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สกศ. (2) ผู้ประสานงานฝ่ายแรงงาน คือ นายสุรัตน์ ปาละนันทน์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนามาตรฐานและทดสอบฝีมือแรงงาน กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน (3) ผู้ประสานงานฝ่ายคุณวุฒิวิชาชีพ คือ นางสาวจุลลดา มีจุล รองผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) และนายนิติ นาชิต ผู้อำนวยการสำนักมาตรฐานการอาชีวศึกษาและวิชาชีพ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้ร่วมกันให้สัมภาษณ์ในฐานะทีมกรอบคุณวุฒิแห่งชาติของประเทศไทย โดย Ms. Andrea Bateman ผู้เชี่ยวชาญชาวออสเตรเลีย ที่ปรึกษาโครงการเทียบเคียงกรอบคุณวุฒิแห่งชาติกับกรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียน ระยะที่ 5 (Referencing National Qualifications Frameworks to the ASEAN Qualification Reference Framework – Phrase V) ภายใต้การดำเนินงานของสำนักเลขาธิการอาเซียน

โดยที่ปรึกษาได้หารือความก้าวหน้าในการดำเนินการขับเคลื่อนงานกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ (NQF) และกรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียน (AQRF) ของประเทศไทย รวมถึงปัจจัยความสำเร็จในการดำเนินงาน และปัจจัยท้าทายต่าง ๆ ในการขับเคลื่อนงาน NQF และ AQRF ของประเทศสมาชิกอาเซียน ทั้งนี้ ประเทศไทย โดยความร่วมมือขององค์กรหลักทางการศึกษาและวิชาชีพ ได้ร่วมขับเคลื่อนงาน NQF และ AQRF อย่างเป็นรูปธรรม และได้กำหนดประเด็นที่ต้องเร่งดำเนินการในอนาคตอันใกล้ อาทิ (1) การพัฒนา/เชื่อมโยงระบบฐานข้อมูลการผลิตและพัฒนากำลังคน (2) การขับเคลื่อนงานเครดิตแบงค์ (credit bank) ให้บังเกิดผลเป็นรูปธรรม จากการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน และหลักสูตรการฝึกอบรมใน 8 สาขาอาชีพที่มีความจำเป็นเร่งด่วน ให้สอดคล้องกับมาตรฐานอาชีพตามกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ (3) การพัฒนาระบบการเทียบโอนผลลัพธ์การเรียนรู้ (Learning Outcome) และประสบการณ์เดิม (Recognition of Prior Learning: RPL) เพื่อการสะสมและเทียบโอนหน่วยกิต

สำหรับการประชุมคณะกรรมการกรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียน (AQRF Committee) ครั้งต่อไป ที่กำหนดจัดขึ้นในเดือนกันยายน 2564 นี้ จะได้มีการนำประเด็นเกี่ยวกับการประกันคุณภาพคุณวุฒิ และการพัฒนาระบบ credit bank รวมถึงระบบการเทียบโอนประสบการณ์การทำงาน (Recognition of Existing Skills and Knowledge: RESK) มาจัดประชุมเชิงปฏิบัติการควบคู่ เพื่อร่วมกันผลักดันให้ประเทศสมาชิกอาเซียนพัฒนาสมรรถนะกำลังคน ทั้งในส่วนของผู้เรียนและแรงงานให้ได้มาตรฐานระดับสากล ภายใต้การรับรองคุณวุฒิและการประกันคุณภาพคุณวุฒิการศึกษา และคุณวุฒิวิชาชีพระดับภูมิอาเซียนต่อไป