‘วทจ. รุ่น 8’ บุกปักกิ่ง เจาะรหัสความสำเร็จแดนมังกร

‘วทจ. รุ่น 8’ บุกปักกิ่ง เจาะรหัสความสำเร็จแดนมังกร

‘วทจ. รุ่น 8’ บุกปักกิ่ง เจาะรหัสความสำเร็จแดนมังกร

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ภายใต้บริบทเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว บทบาทของผู้นำยุคใหม่จำเป็นต้องมีวิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์ ความเข้าใจในภูมิรัฐศาสตร์ และความสามารถในการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ทางการค้าไทย–จีน ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้ สถาบันวิทยาการผู้นำไทย-จีน มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ (วทจ.) นำโดย นายอรัญ เอี่ยมสุรีย์ ประธานกรรมการบริหารสถาบันวิทยาการผู้นำไทย–จีน ได้นำคณะผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตรวิทยาการผู้นำไทย–จีน รุ่นที่ 8  เดินทางศึกษาดูงาน ณ กรุงปักกิ่ง เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ด้านการเมือง เศรษฐกิจ นวัตกรรม และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ควบคู่การสร้างเครือข่ายผู้นำไทย–จีนในระดับนโยบายและภาคธุรกิจ

กิจกรรมดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของ หลักสูตรวิทยาการผู้นำไทย–จีน (วทจ.) รุ่นที่ 8 ที่มีเป้าหมายชัดเจนในการ “ยกระดับเวทีผู้นำ” เพื่อเตรียมความพร้อมให้ประเทศไทยรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะบทบาทของจีน ซึ่งยังคงเป็นประเทศเศรษฐกิจใหญ่อันดับต้นๆของโลก และเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของการเติบโตทางเศรษฐกิจโลก

การศึกษาดูงานครั้งนี้ ทางคณะได้เข้าพบกระทรวงกิจการแนวร่วมกลางแห่งพรรคคอมมิวนิสต์จีน (United Front Work Department) เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือระหว่างประเทศและการเสริมสร้างความสัมพันธ์ไทย–จีนในมิติต่างๆ รวมถึงเข้าพบคณะกรรมการสภาที่ปรึกษาการเมืองประชาชนจีน (CPPCC) และสหพันธ์ชาวจีนโพ้นทะเล เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองด้านบทบาทของจีนในเวทีโลก

ส่วนด้านวิชาการ ทางคณะฯ ได้รับฟังการบรรยายจากคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิในมหาวิทยาลัยปักกิ่งหลายหัวข้อ ได้แก่ การพัฒนาเมืองรูปแบบใหม่ โดย ศ.เซว่ หลิง (Prof. Xue Ling), การพัฒนาเศรษฐกิจภายใต้กลยุทธ์การหมุนเวียนแบบคู่ขนาน โดย ศ.เย่ จิ่งอี้ (Prof. Ye Jing Yi), สถานการณ์ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของจีน โดย ศ.เจ้า กัง (Prof. Zhao Gang) สภาพแวดล้อมการเมืองระหว่างประเทศของจีนในปัจจุบัน โดย ศ.หวัง หย่ง (Prof. Wang Yong) ซึ่งช่วยเปิดมุมมองเชิงลึกต่อบทบาทของจีนในระบบเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลกในทุกด้าน

นอกจากนี้ ยังได้ศึกษาดูงานในองค์กรเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก ได้แก่ ByteDance ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล TikTok และ Douyin เพื่อเรียนรู้โมเดลธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและการสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานทั่วโลก รวมถึงการเยี่ยมชม Alibaba Cloud ซึ่งสะท้อนความก้าวหน้าด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและระบบคลาวด์ของจีน

ทั้งนี้ ตลอดการเดินทาง ผู้เข้ารับการอบรมได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญของจีนอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งเรียนรู้วัฒนธรรมและบริบททางสังคมควบคู่กัน อันเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความเข้าใจระหว่างประเทศ

นับเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาศักยภาพผู้นำไทยให้มีมุมมองระดับสากล เข้าใจพลวัตของจีนในศตวรรษที่ 21 และสามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือไทย–จีนในอนาคตอย่างยั่งยืน

เปิดไทม์ไลน์ ‘วัน – เวลา’ ‘ดวงอาทิตย์’ ตั้งฉาก 77 จังหวัด ของประเทศไทย ทั้ง 2 ครั้งในปี 69

เปิดไทม์ไลน์ ‘วัน – เวลา’ ‘ดวงอาทิตย์’ ตั้งฉาก 77 จังหวัด ของประเทศไทย ทั้ง 2 ครั้งในปี 69

เปิดไทม์ไลน์ ‘วัน – เวลา’ ‘ดวงอาทิตย์’ ตั้งฉาก 77 จังหวัด ของประเทศไทย ทั้ง 2 ครั้งในปี 69

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร. หรือ NARIT) เผยไทม์ไลน์การเกิดดวงอาทิตย์ตั้งฉาก 77 จังหวัดของประเทศไทยปี 2569 ทั้ง 2 ครั้งของปี เริ่มตั้งฉากครั้งแรกทางใต้สุดในวันที่ 4 เมษายน 2569 ณ อ.เบตง จ.ยะลา ช่วงที่เกิดดวงอาทิตย์ตั้งฉาก หากอยู่กลางแจ้ง หรือสังเกตวัตถุที่ตั้งกลางแดดจะดูเสมือน “ไร้เงา” เนื่องจากเงาของเรา หรือวัตถุนั้นๆ จะตกอยู่ด้านใต้พอดี ทั้งนี้ อาจไม่ใช่วันที่ร้อนที่สุดของปี ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย

นายศุภฤกษ์ คฤหานนท์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สดร. เปิดเผยว่า ในทุกๆ ปีดวงอาทิตย์จะโคจรมาอยู่ในตำแหน่งที่ตั้งฉากกับพื้นต่างๆในประเทศไทย ปีละ 2 ครั้ง ส่งผลให้ในช่วงวัน-เวลาที่ดวงอาทิตย์ตั้งฉากของแต่ละพื้นที่ จะสังเกตเห็นวัตถุที่อยู่กลางแจ้งเสมือนไร้เงา เนื่องจากเงาของวัตถุจะตกอยู่ด้านใต้พอดี ครั้งแรกของปี จะเริ่มจากทางใต้สุดที่ อ.เบตง จ.ยะลา ในวันที่ 4 เมษายน 2569 เวลาประมาณ 12:19 น. จากนั้นดวงอาทิตย์จะโคจรมาอยู่ในตำแหน่งตั้งฉากกับพื้นที่ต่างๆของไทย ไล่ลำดับขึ้นไปทางเหนือเรื่อยๆ จนสิ้นสุดที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 เวลาประมาณ 12:17 น. และครั้งที่สอง จะเริ่มจากพื้นที่ทางเหนือ แล้วไล่ลำดับลงมาทางใต้ จนสิ้นสุดที่ทางใต้สุดของประเทศ

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าดวงอาทิตย์ตั้งฉากกับพื้นโลกส่งผลให้ได้รับพลังงานจากดวงอาทิตย์อย่างเต็มที่ แต่อุณหภูมิจะสูงที่สุดหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ปริมาณฝน เมฆ อิทธิพลจากมรสุม ความร้อนสะสม ฯลฯ ที่อาจส่งผลต่ออุณหภูมิ ดังนั้นจึงอาจไม่ใช่วันที่ร้อนที่สุดของปี

นายศุภฤกษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า โลกมีลักษณะเป็นทรงกลม และมีแกนหมุนเอียงทำมุมประมาณ 23.5 องศากับแกนตั้งฉากระนาบวงโคจรรอบดวงอาทิตย์ ทำให้มุมในการรับแสงของดวงอาทิตย์ในแต่ละพื้นที่ของโลกแตกต่างกัน ส่งผลให้ปรากฏการณ์ดวงอาทิตย์ตั้งฉากไม่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกพื้นที่ของโลก แต่จะเกิดขึ้นเฉพาะประเทศบริเวณเขตร้อน ซึ่งอยู่ระหว่างละติจูด 23.5 องศาเหนือ หรือเส้นทรอปิกออฟแคนเซอร์ (Tropic of Cancer) ขอบเขตเหนือสุดที่ดวงอาทิตย์สามารถตั้งฉากเหนือศีรษะได้ ไปจนถึงละติจูด 23.5 องศาใต้ หรือเส้นทรอปิกออฟแคปริคอร์น (Tropic of Capricorn) ขอบเขตใต้สุดที่ดวงอาทิตย์สามารถตั้งฉากเหนือศีรษะ โดยตำแหน่งที่ดวงอาทิตย์ตั้งฉากจะเปลี่ยนแปลงไปตามการโคจรรอบดวงอาทิตย์ของโลกในรอบ 1 ปี บริเวณพื้นที่ดังกล่าว

สำหรับประเทศไทยตั้งอยู่ในเขตร้อนระหว่างแนวละติจูด 5-20 องศาเหนือ ส่งผลให้ในหนึ่งปี ดวงอาทิตย์จะเคลื่อนผ่านใกล้จุดเหนือศีรษะ หรือตั้งฉากกับพื้นที่ดังกล่าวถึง 2 ครั้ง คือ ครั้งที่ 1 ช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม และครั้งที่ 2 ช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายน ซึ่งวันและเวลาที่เกิดปรากฏการณ์จะแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของผู้สังเกตบนโลก ทำให้แต่ละจังหวัดของประเทศไทยมีช่วงเวลาที่ดวงอาทิตย์ตั้งฉากไม่พร้อมกัน ข้อมูลการเกิดปรากฏการณ์ดวงอาทิตย์ตั้งฉากทั้ง 77 จังหวัดในประเทศไทยได้ที่  https://www.narit.or.th/th/Sun-Overhead-TH-2026

‘ธนัช เตชะรัตนวิบูลย์’ นักเทควันโดหนุ่มจาก ม.สยาม คว้าแชมป์เทควันโดชิงแชมป์ประเทศไทย 2026 รุ่น 54 กก.

‘ธนัช เตชะรัตนวิบูลย์’ นักเทควันโดหนุ่มจาก ม.สยาม คว้าแชมป์เทควันโดชิงแชมป์ประเทศไทย 2026 รุ่น 54 กก.

‘ธนัช เตชะรัตนวิบูลย์’ นักเทควันโดหนุ่มจาก ม.สยาม คว้าแชมป์เทควันโดชิงแชมป์ประเทศไทย 2026 รุ่น 54 กก.

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

การแข่งขันเทควันโดรายการใหญ่ของประเทศ “GH Bank 2026 Taekwondo Thailand Championships (Kyorugi)” ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 26 – 30 มีนาคม 2569 ณ จ.นนทบุรี ที่ผ่านมา ปิดฉากลงอย่างเข้มข้น โดยไฮไลต์อยู่ที่รุ่นน้ำหนักไม่เกิน 54 กิโลกรัม ประชาชนชาย ซึ่งนักกีฬาจากมหาวิทยาลัยสยามทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม

ผลการแข่งขันปรากฏว่า ธนัช เตชะรัตนวิบูลย์ นักเทควันโดหนุ่มจากมหาวิทยาลัยสยาม และดีกรีทีมชาติไทย โชว์ฟอร์มสมราคาตัวเต็ง ใช้ประสบการณ์และชั้นเชิงการเตะที่เหนือชั้น เอาชนะคู่แข่งในรอบชิงชนะเลิศ คว้าเหรียญทองไปครองได้สำเร็จ

ส่วนเหรียญเงินตกเป็นของ นิติภูมิ ไชย โยธา ที่ทำผลงานได้อย่างแข็งแกร่งตลอดทัวร์นาเมนต์ ขณะที่เหรียญทองแดงร่วม ได้แก่ สรชัช สวาศรี และ ญาณพัชร โสมาบุตร

การแข่งขันในรุ่นนี้ถือว่ามีความเข้มข้นสูง เนื่องจากเป็นการรวมตัวของนักกีฬาฝีมือดีจากทั่วประเทศ รวมถึงนักกีฬาระดับทีมชาติ ทำให้ทุกแมตช์เต็มไปด้วยความดุเดือดและเทคนิคที่หลากหลาย

ชัยชนะของ “ธนัช” ในครั้งนี้ ไม่เพียงตอกย้ำศักยภาพของตัวนักกีฬาเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของระบบพัฒนานักกีฬาของมหาวิทยาลัยสยาม ที่สามารถผลิตนักกีฬาระดับแชมป์ประเทศได้อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ รายการดังกล่าวจัดโดยสมาคมกีฬาเทควันโดแห่งประเทศไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อคัดเลือกและพัฒนานักกีฬาเข้าสู่ระดับนานาชาติในอนาคต

GISTDA บูรณาการยุทธศาสตร์ร่วมกับ NASA เดินหน้าภารกิจนำมนุษย์กลับสู่ดวงจันทร์

GISTDA บูรณาการยุทธศาสตร์ร่วมกับ NASA เดินหน้าภารกิจนำมนุษย์กลับสู่ดวงจันทร์

GISTDA บูรณาการยุทธศาสตร์ร่วมกับ NASA เดินหน้าภารกิจนำมนุษย์กลับสู่ดวงจันทร์

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) เดินหน้าเร่งบูรณาการเชิงยุทธศาสตร์ในโครงการ Artemis ขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (NASA) อย่างเป็นรูปธรรม โดยตลอดทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมา และในสัปดาห์หน้าผ่านการประชุมทั้งเชิงนโยบายและเทคนิคระดับสูงในกรุงเทพฯ และกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งประเทศไทยกำลังเปลี่ยนบทบาทจากประเทศผู้ลงนามในข้อตกลง Artemis Accords สู่การเป็น “พันธมิตรเชิงปฏิบัติ” ในภารกิจนำมนุษย์กลับสู่ดวงจันทร์ และการสร้างฐานถาวรบนดวงจันทร์

ระยะที่ 1: การระดมความร่วมมือผ่านเวิร์กช็อปในกรุงเทพฯ

เริ่มต้นด้วยการจัดเวิร์กช็อปครั้งสำคัญใน กทม. โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 120 คน จากหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา ศูนย์วิจัย และภาคเอกชนกว่า 40 แห่ง งานนี้จัดขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ 23 มีนาคม 2569 GISTDA ได้จัดเวที “ความร่วมมือเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อการสำรวจอวกาศผ่านโครงการ Artemis” ณ โรงแรม Pullman Bangkok King Power โดยมี ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. และ ดร.ดำรงค์ฤทธิ์ เนียมหมวด รองผู้อำนวยการ GISTDA เป็นผู้นำการประชุม

ภายในงานมีตัวแทนจากสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาเข้าร่วม พร้อมเปิดเวทีระดมสมองจากผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา เพื่อสำรวจแนวทางความร่วมมือระหว่าง GISTDA และ NASA ภายใต้โครงการ Artemis ที่จะช่วยสร้าง “ระบบนิเวศเศรษฐกิจอวกาศใหม่” ของไทย รวมถึงการแสวงหาโอกาสที่ไทยสามารถมีส่วนร่วมด้านเทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสม พร้อมรักษาและต่อยอดศักยภาพของอุตสาหกรรมอวกาศไทย

ระยะที่ 2: การหารือระดับสูง ณ สำนักงานใหญ่ NASA

ดร.ปกรณ์ อาภาพันธ์ ผู้อำนวยการ GISTDA ได้เดินทางไปยังกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อเข้าพบผู้บริหาร NASA คนใหม่ พร้อมนำคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมงาน NASA Ignition Event” ระหว่างวันที่ 24–25 มีนาคม 2569

การประชุมดังกล่าวถือเป็นเวทีสำคัญที่ NASA เปิดเผยแผนเร่งรัดการนำมนุษย์กลับสู่ดวงจันทร์ภายในปี 2028 และการก่อสร้างฐานถาวรบนดวงจันทร์ โดยประเทศไทยเป็นประเทศสมาชิก Artemis Accords เพียงประเทศเดียวในอาเซียนที่ส่งหัวหน้าหน่วยงานอวกาศเข้าร่วม สะท้อนถึงความมุ่งมั่นอย่างยิ่งต่อความร่วมมือครั้งนี้ นอกจากนี้ ยังมีการหารือทวิภาคี ณ สำนักงานใหญ่ NASA โดยมีผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตไทยในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เข้าร่วม เพื่อเร่งผลักดันการนำศักยภาพ (จุดแข็ง) ของไทยสนับสนุนโครงการ Artemis ให้สอดคล้องกับทิศทางและความก้าวหน้าของโครงการในยุคใหม่

ระยะที่ 3: ร่วมเป็นสักขีพยานประวัติศาสตร์ภารกิจ Artemis II

GISTDA เตรียมเข้าร่วมชมการปล่อยภารกิจ Artemis II ณ ศูนย์อวกาศเคนเนดี รัฐฟลอริดา ซึ่งมีกำหนดในช่วงวันที่ 1–6 เมษายน 2569 ซึ่งภารกิจนี้จะเป็นการนำมนุษย์โคจรรอบดวงจันทร์เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1972 และเป็นการกลับเข้าสู่ห้วงอวกาศระหว่างโลกกับดวงจันทร์ (cislunar space) อีกครั้งในรอบกว่า 50 ปี โดยครั้งนี้ประเทศไทยในฐานะประเทศพันธมิตร Artemis จะได้มีส่วนร่วมในหน้าประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญนี้

“ไม่ใช่ทุกยุคสมัยที่จะได้มีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งของช่วงเวลาประวัติศาสตร์อย่างการกลับไปสู่ดวงจันทร์ของมนุษยชาติ ประเทศไทยไม่ได้เข้าร่วมในฐานะผู้ชม แต่เป็นพันธมิตรเชิงรุก เป้าหมายของเราคือการได้เห็นธงชาติไทยและเทคโนโลยีของไทยปรากฏในภารกิจ Artemis พร้อมทั้งสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยจากกิจกรรมอวกาศ” ดร.ปกรณ์ กล่าวว่า

นับถอยหลัง ยกเสาเอก! ซาบีดา เช็กความพร้อมพระเมรุมาศ ณ ท้องสนามหลวง

นับถอยหลัง ยกเสาเอก! ซาบีดา เช็กความพร้อมพระเมรุมาศ ณ ท้องสนามหลวง

นับถอยหลัง ยกเสาเอก! ซาบีดา เช็กความพร้อมพระเมรุมาศ ณ ท้องสนามหลวง

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.51 น.

“ซาบีดา” ตรวจความพร้อม เตรียมการรับเสด็จพระราชดำเนิน (ยกเสาเอก) พระเมรุมาศ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ยึดหลักออกแบบสมพระเกียรติสูงสุด  ถูกต้องตามโบราณราชประเพณี สะท้อนพระราชจริยวัตร และพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย

1 เมษายน 2569 เวลา 14.30 น. นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม และเตรียมความพร้อม ในพิธีเตรียมการรับเสด็จพระราชดำเนิน (ยกเสาเอก) พระเมรุมาศ และตรวจงานสิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ เพื่อเตรียมการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยยึดหลักการออกแบบ ที่ถูกต้องตามโบราณราชประเพณี ผสานความงดงามทางศิลปกรรมไทยที่สะท้อนถึงพระราชจริยวัตรและพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย

โดยมี นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกรมศิลปากร เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมติดตามความคืบหน้า ณ พื้นที่ท้องสนามหลวง

ทั้งนี้ การตรวจเยี่ยมมีเป้าหมาย เพื่อตรวจดูความเรียบร้อยพื้นที่สำหรับเตรียมพิธียกเสาเอก และการรับเสด็จฯ ทางกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม มีความพร้อมเพื่อให้ทุกขั้นตอนของการจัดสร้างพระเมรุมาศดำเนินไปอย่างประณีต งดงาม และสมพระเกียรติสูงสุด เพื่อความสมบูรณ์พร้อม ของพระราชพิธีที่จะเกิดขึ้นอย่างสมพระเกียรติสูงสุด และการดำเนินงานตามหลักโบราณราชประเพณี

ม.รังสิต โต้ อ.โต้ง ไม่ได้เลิกจ้างเพราะปราบโกง แต่ใช้ข้อมูลเท็จทำให้เสียหาย

ม.รังสิต โต้ อ.โต้ง ไม่ได้เลิกจ้างเพราะปราบโกง แต่ใช้ข้อมูลเท็จทำให้เสียหาย

ม.รังสิต โต้ อ.โต้ง ไม่ได้เลิกจ้างเพราะปราบโกง แต่ใช้ข้อมูลเท็จทำให้เสียหาย

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.23 น.

วันที่ 1 เมษายน 2569 จากกรณี รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า “หลังจากผมออกรายการ #โหนกระแส #เปิดปากกับภาคภูมิ #พี่อาร์ท วันนี้ (31 มี.ค.69) มหาวิทยาลัยมีคำสั่งให้ผมออกจากงานโดยไม่จ่ายค่าชดเชยครับ มีผล 1 เม.ย.69 #ธรรมาภิบาล #กระทรวงอว #ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว”

ต่อมามีคนเข้ามาให้กำลังใจเป็นจำนวนมา พร้อมกับสอบถามที่มาที่ไป และบางส่วนอยากให้ทางมหาวิทยาลัย ออกมาชี้แจงถึงประเด็นดังกล่าว

ล่าสุด มหาวิทยาลัยรังสิต ได้แถลงการณ์ถึงเรื่องนี้ว่า  สืบเนื่องจากการโพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ และการให้สัมภาษณ์ของ รองศาสตราจารย์พันตำรวจโท ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล ที่กล่าวว่าถูกลงโทษทางวินัยและพ้นสภาพบุคลากร โดยไม่ได้รับเงินชดเชยมหาวิทยาลัยรังสิตรู้สึกเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จากการให้ข้อมูลของ รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล อดีตบุคลากรของมหาวิทยาลัย ซึ่งมีการกล่าวอ้างถึงสาเหตุการพ้นจากตำแหน่งบริหารว่าตนเองได้เข้าไปปราบปรามการทุจริต

เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องบนบรรทัดฐานของความจริง มหาวิทยาลัยรังสิตใคร่ขอชี้แจง ดังต่อไปนี้

1. ประเด็นการพ้นตำแหน่งบริหาร

ข้อกล่าวอ้างที่ว่า “ถูกปลดจากตำแหน่งรองอธิการบดีเนื่องจากการปราบปรามทุจริต” นั้น ไม่เป็นความจริงเนื่องจากในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2568 มหาวิทยาลัยรังสิต ได้มีการปรับโครงสร้างการบริหารและวางยุทธศาสตร์ใหม่ โดย ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ ได้รับการแต่งตั้งจากสภามหาวิทยาลัยให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี เมื่อมีการแต่งตั้งอธิการบดีใหม่แล้ว การพ้นจากตำแหน่งของรองอธิการบดีชุดเดิมจึงเป็นไปโดยปริยาย ตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2546 มาตรา 39 ซึ่งกำหนดให้เมื่ออธิการบดีพ้นจากตำแหน่งรองอธิการบดีทุกคนต้องพ้นจากตำแหน่งตามกฎหมาย มิใช่การถูกสั่งปลดจากความผิดส่วนบุคคลหรือผลจากการตรวจสอบทุจริตตามที่กล่าวอ้าง

2. ประเด็นการลักทรัพย์ของมหาวิทยาลัย (ขโมยดิน)

เป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อนอย่างแท้จริง เนื่องด้วยมหาวิทยาลัยรังสิตมีโครงการก่อสร้างอาคารใหม่ จึง ต้องมีการปรับปรุงพื้นที่และดำเนินการขนย้ายขยะ (ที่กองอยู่บนดิน) รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล ได้รับรายงานจากผู้ใต้บังคับบัญชาพร้อมรูปถ่ายการเคลื่อนย้ายดังกล่าวว่า มีการขนดินออกไปด้วย

จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่า ข้อมูลที่ รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล นำไปสื่อสารต่อสาธารณะในลักษณะที่ว่ามีการขโมยดิน จำนวน 140 คันรถ เป็นข้อมูลอันเป็นเท็จโดยสิ้นเชิง โดยมีหลักฐานยืนยัน ดังนี้

ในรายงานการสอบสวนภายในมหาวิทยาลัยที่ รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล เป็นประธานสอบสวน ด้วยตนเองในขณะนั้น ได้ข้อสรุปชัดเจนว่า “ไม่มีหลักฐานชัดเจนเพียงพอว่ากระทำผิดอาญาตามข้อกล่าวหา” (ข้อหาลักทรัพย์)

อีกทั้งในชั้นต่อมา คณะกรรมการคุ้มครองการทำงาน ซึ่งมีผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอกและผู้แทนจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ก็ได้พิจารณาร่วมกันและเห็นพ้องกับกรรมการใน ชั้นต้นว่า ไม่ปรากฏพฤติการณ์การสักทรัพย์ตามที่กล่าวหา

3. ประเด็นการพิจารณาโทษทางวินัย

มหาวิทยาลัยรังสิตได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง โดยมีศาสตราจารย์พิเศษ วิชา มหาคุณ เป็นประธานคณะกรรมการสอบสวน โดยกรรมการชุดนี้ได้เรียกเอกสารทั้งหมดจากผู้เกี่ยวข้องและพยานบุคคลในด้าน ต่าง ๆ รวมถึงเอกสารชี้แจงจาก รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล

คณะกรรมการได้วินิจฉัยเสนอต่อมหาวิทยาลัยว่าการที่ รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล นำประเด็นไป ป่าวประกาศว่าเป็นการ “ปราบทุจริต” นั้น เป็นการสร้างเรื่องเท็จ บิดเบือนข้อเท็จจริงให้สังคมเข้าใจผิดการกระทำดังกล่าวถือเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับมหาวิทยาลัยรังสิต ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ. 2550เป็นการจงใจทำให้มหาวิทยาลัยได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียงและเกียรติคุณอย่างร้ายแรง คณะกรรมการสอบสวน จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ลงโทษทางวินัยสถานหนัก คือ “เลิกจ้าง” โดยให้พ้นสภาพการเป็นบุคลากรของมหาวิทยาลัย และไม่มีการจ่ายค่าชดเชยตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

มหาวิทยาลัยรังสิตจึงได้มีคำสั่งหมายเลข 325/2569 เรื่อง เลิกจ้างบุคลากร ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยรังสิตได้ส่งมอบผลการสอบสวนให้แก่ รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล เรียบร้อยแล้ว คำสั่งนี้มีความยาว 12 หน้า (A4)อธิบายพฤติการณ์แห่งคดีและข้อวินิจฉัยทางกฎหมายอย่างละเอียด อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยรังสิต ไม่สามารถเผยแพร่คำสั่งดังกล่าวโดยปราศจากการยินยอม รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล เนื่องด้วยเป็นข้อมูลส่วนบุคคลมหาวิทยาลัยรังสิตถือพันธกิจสร้างสรรค์สังคมธรรมาธิปไตย ยึดถือธรรมาภิบาลและความโปร่งใสมาโดยตลอด และพร้อมปกป้องเกียรติภูมิของสถาบัน มีให้บุคคลใดนำข้อมูลอันเป็นเท็จไปสร้างความเข้าใจผิดต่อสังคม 

ทั้งนี้ ข้อร้องเรียนอื่นใดที่ รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล ได้กล่าวอ้าง เกี่ยวข้องกับกระทรวงการ อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มหาวิทยาลัยรังสิตขอชี้แจงว่า ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุในการเลิกจ้างทั้งสิ้น มหาวิทยาลัยรังสิตขอให้สื่อมวลชนและสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ พิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้านเพื่อมิให้ตกเป็นเหยื่อในการร่วมสร้างสถานการณ์ที่เพิ่มเติมข้อมูลเท็จแก่สังคมต่อไป

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ปลัด อว. แจงแล้ว! ปม อาจารย์โต้ง ถูกให้ออกจากมหา’ลัย พร้อมตรวจสอบ-ให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย

ปลัด อว. แจงแล้ว! ปม อาจารย์โต้ง ถูกให้ออกจากมหา’ลัย พร้อมตรวจสอบ-ให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย

ปลัด อว. แจงแล้ว! ปม อาจารย์โต้ง ถูกให้ออกจากมหา’ลัย พร้อมตรวจสอบ-ให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.20 น.

วันที่ 1 เมษายน 2569 จากกรณี รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า “หลังจากผมออกรายการ #โหนกระแส #เปิดปากกับภาคภูมิ #พี่อาร์ท วันนี้ (31 มี.ค.69) มหาวิทยาลัยมีคำสั่งให้ผมออกจากงานโดยไม่จ่ายค่าชดเชยครับ มีผล 1 เม.ย.69 #ธรรมาภิบาล #กระทรวงอว #ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว”

ต่อมามีคนเข้ามาให้กำลังใจเป็นจำนวนมา พร้อมกับสอบถามที่มาที่ไป และบางส่วนอยากให้ทางมหาวิทยาลัย ออกมาชี้แจงถึงประเด็นดังกล่าว 

ล่าสุด ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า ทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว  แต่ไม่รู้รายละเอียด ว่าเกิดจากเรื่องใด ในส่วนของความขัดแย้งภายในมหาวิทยาลัย อว. พอทราบเรื่อง แต่ก็ถือเป็นอำนาจของสภามหาวิทยาลัยในการดำเนินการ ยันให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ส่วนกรณีที่ให้ออกจากงาน นั้นถือเป็น เรื่องใหม่ หากมีการร้องเรียนมาที่ อว.ก็ต้องตรวจสอบว่า เป็นการดำเนินการที่ถูกต้อง ตามแนวปฏิบัติเพื่อให้การจัดการอุดมศึกษาเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล ของอว. ที่เพิ่งประกาศใช้หรือไม่

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : เกิดอะไรขึ้น! อาจารย์โต้ง โพสต์ถูกมหาวิทยาลัยให้ออกจากงาน โดยไม่จ่ายค่าชดเชย มีผลพรุ่งนี้

‘ประเสริฐ’ เสมา1 ป้ายแดง ร่วมแสดงความยินดี ครบรอบ 134 กระทรวงศึกษาธิการ

'ประเสริฐ' เสมา1 ป้ายแดง ร่วมแสดงความยินดี ครบรอบ 134 กระทรวงศึกษาธิการ

‘ประเสริฐ’ เสมา1 ป้ายแดง ร่วมแสดงความยินดี ครบรอบ 134 กระทรวงศึกษาธิการ

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.23 น.

เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 เวลา 06.40 น. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เดินทางมาเป็นประธานวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงศึกษาธิการ ครบรอบ 134 ปี ที่กระทรวงศึกษาธิการ โดยมี นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดศธ. พร้อมด้วยผู้บริหารองค์กรหลัก ข้าราชการ และบุคลากรทางศึกษา เข้าร่วมงาน 

จากนั้น เวลา 07.09 น. ประธานพิธีและคณะไปสักการะพระพุทธประจำกระทรวงศึกษาธิการ สักการะพระภูมิเจ้าที่ สักการะพระพุทธรูปหน้าสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สักการะศาลปู่เจียม  บวงสรวงพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.6) 

จากนั้น ประธานพิธีร่วมในพิธีเจริญพระพุทธมนต์และพิธีบังสุกุลอุทิศส่วนกุศล แก่ผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่กระทรวงศึกษาธิการที่ล่วงลับไปแล้ว  โดยมีพระสงฆ์ 10 รูป เจริญพระพุทธมนต์ ภายในพิพิธภัณฑ์การศึกษาไทย

ต่อจากนั้น ประธานพิธี พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และบุคลากร ร่วมตักบาตรพระสงฆ์และสามเณร จำนวน 135 รูป บริเวณหน้าอาคารราชวัลลภ เป็นอันเสร็จพิธี

นายประเสริฐ กล่าวว่า วันนี้ไม่ถือว่าเป็นการเข้าศธ.อย่างเป็นทางการ แต่มาร่วมแสดงความยินดีในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนา ครบรอบ 134 ปี กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งบรรยากาศก็เป็นไปด้วยความอบอุ่น โดยมีปลัดศธ. และเลขาธิการฯ ผู้บริหารศธ. มาต้อนรับอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาอบอุ่นมาก

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า ในวันนี้ยังไม่ได้มอบนโยบายอย่างเป็นทางการ รอให้รัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาก่อน หลังจากนั้นก็จะมาปฎิบัติหน้าที่อย่างเต็มตัว  ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการ เป็นกระทรวงสำคัญเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศเลย เพราะเป็นการสร้างบุคคลที่มีคุณภาพให้กับประเทศ พรรคเพื่อไทยเองก็ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ และนโยบายรัฐบาลที่จะแถลงต่อรัฐสภา ก็ให้ความสำคัญต่อกระทรวงศึกษาธิการ 

“หลักๆที่มีความตั้งใจไว้มี 3-4 เรื่อง แต่ถือว่ายังไม่ได้เป็นการมอบนโยบาย เป็นเพียงแนวคิด เช่น เรื่ององการลดความเหลื่อมล้ำทางด้านการศึกษา เรื่องการลดภาระครู เพราะจากการที่เราได้ทำงานล่วงหน้าไปแล้วพบว่ามีภาระหลายอย่างถ้าเราเอาออกก็จะทำให้ครูทำงานการสอนได้เต็มที่ขึ้น  เรื่องหลักสูตร และเรื่องการดูแลนักเรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงนี้เป็นเรื่องสำคัญคือการลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองในช่วงเปิดเทอม เนื่องจากน้ำมันราคาแพง และเรื่องปัญหาฝุ่น PM2.5 โดยเฉพาะโรงเรียนในเขตพื้นที่ภาคเหนือที่ประสบปัญหาและได้รับผลกระทบอยู่ในขณะนี้ ศธ.ถือเป็นเรืาองจำเป็นที่จะต้องเร่งแก้ไขปัญหา และเรื่องการนำเทคโนโลยีเข้ามาพัฒนาการศึกษา ซึ่งรัฐบาลนี้ก็ให้ความสำคัญ เพราะเทคโนโลยีสามารถเข้ามาช่วยเหลือ ไม่ใช้แทนที่ แต่เป็นการมาเป็นผู้ช่วย เพื่อให้การทำงานต่างๆมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดค่าใช้จ่าย และลดเวลา“ รมว.ศธ. กล่าว

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า สำหรับการเรียนออนไลน์ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ตนตั้งใจเอาไว้ว่าอาจจะนำกลับมาใช้ใน เพื่อเป็นการช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับนักเรียน แต่ทั้งนี้ ก็ขอรอประเมินดูสถานการณ์ก่อนตามความเหมาะสมก่อน

“ผมมองว่ากระทรวงศึกษาฯ เป็นกระทรวงที่มีความท้าทาย เป็นกระทรวงสำคัญ และผมเชื่อว่าด้วยศักยภาพของผู้บริหารศธ. และการทำงานร่วมกันด้วยความมีเอกภาพ จะสามารถขับเคลื่อนไปสู่ภาระกิจที่เราคิดว่าจะเป็นการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันได้ในอนาคต และไม่รู้สึกกดดัน  ส่วนโครงการ Anywhere Anytime เรียนได้ทุกที่ทุกเวลา ก็จะยังคงมีอยู่ อะไรที่ดีอยู่แล้วก็ทำต่อ อะไรที่จำเป็น ถ้าต้องมีการปรับเปลี่ยนบ้าง ก็พร้อมปรับเปลี่ยน ส่วนการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งเดิมให้เขตพื้นที่ฯดำเนินการ ตรงนี้ผมต้องขอดูจุดอ่อนจุดแข็งในเรื่องนี้ก่อน ก็คงต้องรับฟังข้อมูล และอะไรที่เป็นประโยชน์สูงสุดก็จะทำ“ รมว.ศธ.กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทันที่นายประเสริฐ เดินทางมาถึงศธ. ผู้บริหารก็เชิญเดินทางขึ้นไปยังชั้น2 ของอาคารราชวัลลภ เพื่อตรวจดูห้องทำงาน แต่นายประเสริฐยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะใช้ห้องไหนเป็นห้องทำงาน และมีการถามหยอกล้อกับผู้สื่อข่าวว่า จำเป็นต้องดูฮวงจุ้ยหรือไม่ สร้างเสียงหัวเราะให้กับข้าราชการอย่างคึกคัก ก่อนเดินทางกลับ

​นักวิจัย ค้นพบ ‘สาหร่ายทะเล’4 ชนิดใหม่ของโลก ยืนยันความสมบูรณ์น่านน้ำไทย

​นักวิจัย ค้นพบ ‘สาหร่ายทะเล’4 ชนิดใหม่ของโลก ยืนยันความสมบูรณ์น่านน้ำไทย

​นักวิจัย ค้นพบ ‘สาหร่ายทะเล’4 ชนิดใหม่ของโลก ยืนยันความสมบูรณ์น่านน้ำไทย

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ทีมนักวิจัยจากภาควิชาชีววิทยาประมง คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับนักวิทยาศาสตร์จากสถาบันชั้นนำในประเทศและต่างประเทศ ประสบความสำเร็จในการค้นพบ สาหร่ายสีน้ำตาลสกุล Lobophora ชนิดใหม่ของโลกถึง 4 ชนิด จากการสำรวจแนวชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกของประเทศไทย นับเป็นการค้นพบครั้งสำคัญที่ยืนยันว่าน่านน้ำไทยยังคงอุดมสมบูรณ์ไปด้วยความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลที่รอการศึกษาอีกมาก ผลงานนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Algae (SCIE, Q1) แล้ว

สาหร่ายสีน้ำตาลสกุล Lobophora มีบทบาทนิเวศวิทยาสูงในระบบนิเวศแนวปะการังและชายฝั่ง สามารถพบได้ตั้งแต่เขตร้อนจนถึงเขตอบอุ่น ในช่วงระดับน้ำทะเลตั้งแต่บริเวณน้ำลงต่ำสุดไปจนถึงความลึกกว่า 120 เมตรแม้ในอดีตจะรู้จักกันเพียง 6 ชนิดจากลักษณะทางสัณฐานวิทยา แต่จากการวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลทางพันธุกรรมในปัจจุบันเผยให้เห็นความหลากหลายที่แท้จริงกว่า 97 ชนิด ทั่วโลก

ทีมวิจัยนำโดย นายอนิรุจน์ กล่อมจิตร นิสิตปริญญาเอก ภายใต้การกำกับดูแลของ รศ.ดร.ณรงค์ฤทธิ์ เมืองใหม่  คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อาจารย์ที่ปรึกษาหลัก และ รศ.ดร.จันทนา ไพรบูรณ์ รวมถึง Dr. Stefano Draisma มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พร้อมด้วย น.ส.นาราภัทร เจือจาน นักวิชาการจากกรมปศุสัตว์ และ ดร.สุทธิกาญจน์ สุทธิ นักวิจัยจากองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ Dr. Christophe Vieira, Jeju National University, South Korea และ Associate Professor Dr. Sun Zhongmin, Institute of Oceanology, Chinese Academy of Sciences, China ได้ลงพื้นที่สำรวจความหลากหลายของสาหร่ายสกุล Lobophora ตามแนวชายฝั่งทะเลของอ่าวไทย และวิเคราะห์ชนิดของสาหร่ายดังกล่าวโดยใช้การวิเคราะห์ลักษณะสัณฐานวิทยาร่วมกับเทคนิคพันธุกรรมระดับโมเลกุล

สาหร่ายชนิดใหม่ของโลก 4 ชนิด ได้แก่ Lobophora lewmanomontiae สาหร่ายชนิดนี้มีลักษณะตั้งตรงเป็นกระจุกคล้ายดอกกุหลาบ สีน้ำตาลอ่อนถึงเข้ม ขนาด 7 – 8 ซม. ขอบแผ่นของสาหร่ายเรียบ ผิวสม่ำเสมอ ไม่มีลายหรือจุด พบในระดับความลึก 3 – 12 เมตร บริเวณเกาะมันนอก จ.ระยอง, หาดนางรอง และหาดยาว จ.ชลบุรี ตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ ศ.กาญจนภาชน์ ลิ่วมโนมนต์ ผู้บุกเบิกวิชาสาหร่ายวิทยาของประเทศไทย

Lobophora ogawae สาหร่ายชนิดนี้มีขนาดเล็ก (3 – 4 ซม.) เป็นแผ่นแบนราบและบาง สีน้ำตาลอ่อนถึงเข้มสม่ำเสมอ พบในระดับความลึก 2 – 5 เมตร บริเวณเกาะมันนอก จ.ระยอง, เกาะหมาก และเกาะกระดาด จ.ตราด ตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ Professor Hisao Ogawa นักสาหร่ายวิทยาชาวญี่ปุ่น ผู้ร่วมสร้างองค์ความรู้สาหร่ายทะเลไทยมาหลายทศวรรษ

Lobophora thiemmedhii สาหร่ายชนิดนี้มีสีเหลืองทองหรือส้มเหลือง มีจุดสีเข้มและเส้นลายสีเทาบริเวณขอบเป็นเอกลักษณ์ ขนาด 5.5 – 6.5 ซม. มีลักษณะเป็นแผ่นแบบราบ พบในระดับความลึก 4 – 14 เมตร บริเวณเกาะนางยวน อ่าวหินวง และหาดแม่หาด จ.สุราษฎร์ธานี ตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ ศ.จินดา เทียมเมธ ผู้จุดประกายการศึกษาสาหร่ายทะเลในไทย และผู้เขียนบทความการค้นพบสาหร่ายทะเลสกุล Porphyra เป็นครั้งแรกในประเทศไทย

Lobophora velasquezii สาหร่ายชนิดนี้มีขนาดเล็ก (2 – 3 ซม.) ลักษณะแผ่นแบนราบและหนา สีน้ำตาลเหลืองถึงทองเหลือง มีจุดสีเข้มกระจายประปราย พบที่ระดับความลึก 2 – 6 เมตร บริเวณเกาะนางยวน เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี ตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ Professor Gregorio T. Velasquez นักสาหร่ายวิทยาชาวฟิลิปปินส์ ผู้ริเริ่มสร้างรายงานรายชื่อสาหร่ายทะเลชุดแรกของไทย

นอกจากการค้นพบสาหร่ายชนิดใหม่ทั้ง 4 ชนิดแล้ว การสำรวจครั้งนี้ยังพบสาหร่ายที่รายงานเป็นครั้งแรกในน่านน้ำไทยอีก 3 ชนิด ได้แก่ Lobophora abscondita, Lobophora henae และ Lobophora quangtriensis ทำให้ปัจจุบันประเทศไทยมีสาหร่ายสกุล Lobophora รวม 21 ชนิด ส่วนในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีทั้งหมด 30 ชนิด โดย 12 ชนิดเป็นชนิดเฉพาะถิ่น ยืนยันว่าภูมิภาคนี้เป็นศูนย์กลางความหลากหลายทางชีวภาพของสาหร่ายทะเลในระดับโลก

การค้นพบครั้งนี้ไม่เพียงเพิ่มพูนองค์ความรู้ทางอนุกรมวิธานของสาหร่ายทะเล แต่ยังมีนัยสำคัญต่อการอนุรักษ์ระบบนิเวศทางทะเลของไทย การจำแนกชนิดสาหร่ายได้อย่างถูกต้องและครบถ้วนเป็นพื้นฐานสำคัญในการติดตามความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเลและแนวปะการัง ซึ่งปัจจุบันเผชิญกับภัยคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มลพิษทางน้ำ และการท่องเที่ยวเชิงทะเลที่เพิ่มมากขึ้นนอกจากนี้ สาหร่ายในสกุล Lobophora ยังมีรายงานเกี่ยวกับฤทธิ์ทางชีวภาพที่น่าสนใจ ทั้งในด้านต้านเชื้อโรค ต้านมะเร็ง และคุณสมบัติที่อาจเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมเภสัชกรรมและเครื่องสำอางในอนาคต

อ้างอิง Klomjit A., Draisma S.G.A., Praiboon J., Jurejan N., Sutti S., Sun Z., Vieira C., and Muangmai N. 2026. A survey along the east coast of Thailand reveals high diversity in the genus Lobophora (Dictyotales, Phaeophyceae); with the description of four new species. Algae. 41(1): 77–94. https://doi.org/10.4490/algae.2026.41.2.2

สถานีวิจัยฯ สะแกราช เชิญชวนน้องๆ เข้าค่ายปิดเทอมฤดูร้อน ‘Summer Science camp’ ผ่านการเรียนรู้ธรรมชาติ – วิทยาศาสตร์

สถานีวิจัยฯ สะแกราช เชิญชวนน้องๆ เข้าค่ายปิดเทอมฤดูร้อน ‘Summer Science camp’ ผ่านการเรียนรู้ธรรมชาติ – วิทยาศาสตร์

สถานีวิจัยฯ สะแกราช เชิญชวนน้องๆ เข้าค่ายปิดเทอมฤดูร้อน ‘Summer Science camp’ ผ่านการเรียนรู้ธรรมชาติ – วิทยาศาสตร์

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)  เชิญชวนผู้ปกครอง และน้องๆ ร่วมกิจกรรม “ค่ายปิดเทอมฤดูร้อน” ผ่านการเรียนรู้ธรรมชาติและวิทยาศาสตร์ พร้อมสนุกกับกิจกรรมสุดมันส์ เพื่อร่วมสร้างสรรค์สิ่งดีๆให้กับโลกของเรา โดยพิเศษสุดๆ เฉพาะช่วงปิดเทอมเดือนเมษายนนี้เท่านั้นกับค่ายวิทยาศาสตร์ช่วงปิดเทอม (Summer Science camp) @พื้นที่สงวนชีวมณฑลสะแกราช #SakaeratBiosphereReserve ณ สถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา โดย วว. จะมอบ “เกียรติบัตร” ให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกโปรแกรม

สามารถเลือกโปรแกรมค่ายและวันเวลาตามตารางจัดกิจกรรม และสามารถเลือกแพ็กเกจที่สนใจ อาทิ 1-Day Trip (ระดับมัธยมศึกษา 360 บ./ระดับประถมศึกษา 340 บ.) , 2-Day/1-Night Trip (ระดับมัธยมศึกษา 924 บ./ระดับประถมศึกษา 860 บ.) และ 3-Day/2-Night Trip (ระดับมัธยมศึกษา 1,515 บ./ระดับประถมศึกษา 1,405 บ.) โดยมีกิจกรรมที่หลากหลาย ได้แก่ เดินป่าสำรวจธรรมชาติ , เฝ้าดูดาวสุดอลังการ , ส่องนก , ชมไก่ฟ้าพญาลอนกประจำชาติไทย , เข้าฐานวิทยาศาสตร์แบบลงมือทำจริง สนุก ได้ความรู้ และได้เพื่อนใหม่!!

ติดต่อสอบถาม /จองกิจกรรม ได้ที่  โทร. 090-242-9632 (น้องเบนซ์ พราววิไล) 085-774-3935 (พี่ตุ่น พงษ์ศักดิ์)