‘ส.ค.ท.’ ร้องคุรุสภา เร่งประกาศผลสอบใบประกอบวิชาชีพ เปิดทางครูอัตราจ้างสอบครูผู้ช่วย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/556750

'ส.ค.ท.'ร้องคุรุสภา เร่งประกาศผลสอบใบประกอบวิชาชีพ เปิดทางครูอัตราจ้างสอบครูผู้ช่วย

‘ส.ค.ท.’ร้องคุรุสภา เร่งประกาศผลสอบใบประกอบวิชาชีพ เปิดทางครูอัตราจ้างสอบครูผู้ช่วย

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2564, 11.55 น.

วันที่ 3 มีนาคม 2564 ที่ลานพระพฤหัสบดี กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวีรบูล เสมาทอง ประธานสมาพันธ์สมาคมครูแห่งประเทศไทย(ส.ค.ท.) พร้อมสมาชิก กว่า 60 คน เดินทางยื่นหนังสือ ขอความอนุเคราะห์เร่งการประกาศผลการสอบใบประกอบวิชาชีพก่อนกำหนด กับนายดิศกุล  เกษมสวัสดิ์ เลขาธิการคุรุสภา

โดยนายวีรบูล กล่าวว่า ขณะนี้มีครูอัตราจ้างในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทั่วประเทศ จำนวนมากที่มีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์สามารถคัดเลือกเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ ที่จะปิดรับสมัครในวันที่ 31 มีนาคม นี้ แต่ครูอัตราจ้างเหล่านี้ขาดคุณสมบัติ เพราะไม่มีใบประกอบวิชาชีพครู ซึ่งครูเหล่านี้ได้ทำการสอบขอใบประกอบวิชาชีพไปแล้วตั้งแต่วันที่ 21-23 กุมภาพันธ์ และจะประกาศผลการสอบในวันที่ 31 มีนาคม  ซึ่งตรงกับวันที่ สพฐ.ปิดรับสมัคร  จึงส่งผลให้ครูอัตราจ้างทั่วประเทศ  ไม่สามารถไปสมัครสอบเป็นข้าราชการครูได้ทัน 

“วันนี้พวกเราจึงมายื่นขอความอนุเคราะห์ จาก สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา และรัฐมนตรีว่าการ ศธ.คนใหม่  เพื่อขอให้แก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยเร็ว โดยขอให้ทบทวนเร่งวันประกาศผลการทดสอบขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพก่อนกำหนด ตลอดจนประสานไปยัง สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) เพื่อเร่งผลการทดสอบและประสานมหาวิทยาลัยต้นสังกัด เพื่อขอผลการประเมินสมรรถนะและรายชื่อผู้สำเร็จการศึกษาโดยเร็ว  เพื่อให้ครูอัตราจ้างสามารถนำมาใช้สิทธิสมัครสอบครูผู้ช่วย กรณีพิเศษ ได้ทันก่อนปิดการสมัครในวันที่ 31 มีนาคมนี้” นายวีรบูล กล่าว 

ด้านนายดิศกุล  เกษมสวัสดิ์ เลขาธิการคุรุสภา  กล่าวภายหลังรับเรื่องจาก เลขาธิการ ส.ค.ท. แล้ว ตนก็จะประสานงานกับส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้ง  สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ(สทศ.) เพื่อขอให้ดำเนินการให้ทันตามเวลา หรือก่อนเวลา และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ว่าหากผู้สอบยังไม่ได้รับใบประกอบวิชาชีพ จะขอให้ทางสพฐ.มีการผ่อนปรนอย่างไรได้บ้าง เช่น ให้มีสิทธิสมัครสอบไปก่อน เพื่อไม่ให้กระทับกับสิทธิ์ที่ควรได้เพราะเป็นครูอัตราจ้างที่สอนอยู่แล้ว จะได้รับสิทธิ์สอบ รวมถึงจะประสารชนกับทางมหาวิทยาลัยให้ออกใบรับรองการจบ ป.บัณฑิต ให้เร็วขึ้น เพื่อให้ผู้ที่จบนำมายื่นสมัครสอบครูผู้ช่วยได้ทันภายในเดือน มี.ค.นี้ 

“ผมจะประสานหารือเรื่องนี้กับคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รักษาการ รมว.ศึกษาธิการ เพื่อหาวันประชุมบอร์ดคุรุสภา ภายในเดือน มี.ค.นี้ เพราะการอนุมัติประกาศผลการสอบใบประกอบวิชาชีพก่อนกำหนด จะต้องให้บอร์ดอนุมัติ ก็ต้องหาวันประชุมให้เร็ว เพราะสพฐ.จะปิดรับสมัครครูผู้ช่วยสิ้นเดือน มี.ค.นี้แล้ว  เราจึงต้องประสารกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่ออำนวยความสะดวก เพราะเห็นใจคนที่ทำหน้าที่ครูอัตราจ้างมาแล้วก็น่าจะมีสิทธิได้สอบเป็นข้าราชการ” เลขาธิการคุรุสภา กล่าว 

มรส.สร้างจิตพอเพียงต่อต้านทุจริตสู่เยาวชน ให้ทุกคนไม่เพิกเฉยต่อการทุจริตทุกรูปแบบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/556571

มรส.สร้างจิตพอเพียงต่อต้านทุจริตสู่เยาวชน ให้ทุกคนไม่เพิกเฉยต่อการทุจริตทุกรูปแบบ

มรส.สร้างจิตพอเพียงต่อต้านทุจริตสู่เยาวชน ให้ทุกคนไม่เพิกเฉยต่อการทุจริตทุกรูปแบบ

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผศ.ดร.วัฒนา รัตนพรหม รักษาราชการแทนอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี (มรส.) กล่าวถึง ปัญหาการทุจริตที่ถือว่าเป็นปัญหาสำคัญของสังคมไทยซึ่งส่งผลกระทบต่อสังคมอย่างกว้างขวาง และรูปแบบการทุจริตได้ปรับเปลี่ยนจากเดิมที่ทุจริตอย่างง่าย ทำให้การทุจริตเป็นงานที่มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นปัญหาที่สะท้อนวิกฤตการณ์ด้านคุณธรรมจริยธรรมของคนในสังคม และสร้างความเสียหายแก่ประเทศชาติทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมการเมือง ขยายวงกว้างมากขึ้นและนอกจากนี้ ยังทำลายขีดความสามารถในการแข่งขันและการฉุดรั้ง การพัฒนาประเทศอีกด้วย

รักษาราชการแทนอธิการบดี กล่าวต่อไปว่า การทุจริตจึงเป็นปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วนซึ่งการแก้ไขปัญหาดังกล่าวนี้จำเป็นต้องสร้างให้คนในสังคมมีมาตรฐานทางคุณธรรมจริยธรรมและสร้างสังคมให้เป็นสังคมในมิติใหม่ที่ทุกคน ไม่เพิกเฉยต่อการทุจริตทุกรูปแบบโดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและภาคเอกชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งความร่วมมือจากกลุ่มเยาวชนซึ่งเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติ

โครงการ strong-จิตจพอเพียงต้านทุจริต กิจกรรม : สร้างเยาวชน anti-corruptionyoung leaders เป็นการดำเนินโครงการ strong-จิตพอเพียงต้านทุจริต จึงเป็นโครงการที่มีความมุ่งหมายสำคัญในการสร้างป้องกันการทุจริตเชิงรุกด้วยการส่งเสริมให้บุคคลมีจิตพอเพียงต้านทุจริตด้วยกรอบ strong โดยการพัฒนาสังคมให้ก้าวไปข้างหน้าด้วยการประยุกต์และบูรณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเข้ากับการสร้างความโปร่งใสการแยกแยะผลประโยชน์ส่วนตัวและผลประโยชน์ส่วนรวมเกิดการตระหนักรู้และมีความละอายต่อการทุจริต รวมทั้งร่วมกันพัฒนาสังคมให้มีความเอื้ออาทรบนพื้นฐาน ของจริยธรรมและจิตพอเพียง และสร้างวัฒนธรรมไม่ทนต่อการทุจริตต่อไป

มจธ.เดินหน้าเร่งวิจัยพัฒนานวัตกรรมขั้นสูง เพื่อการผลิตอาหารสำหรับผู้บริโภคในอนาคต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/556568

มจธ.เดินหน้าเร่งวิจัยพัฒนานวัตกรรมขั้นสูง  เพื่อการผลิตอาหารสำหรับผู้บริโภคในอนาคต

มจธ.เดินหน้าเร่งวิจัยพัฒนานวัตกรรมขั้นสูง เพื่อการผลิตอาหารสำหรับผู้บริโภคในอนาคต

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ศ.ดร.สักกมน เทพหัสดิน ณ อยุธยา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เปิดเผยถึงโครงการพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อการผลิตอาหารแห่งอนาคต ในฐานะนักวิจัยแกนนำและหัวหน้าโครงการ ว่า อาหารแห่งอนาคตคืออาหารที่พัฒนาขึ้นโดยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในอนาคต ทั้งนี้ เทคโนโลยีที่ใช้มีทั้งที่คิดค้นขึ้นใหม่ และที่พัฒนาต่อยอดจากเทคโนโลยีเดิมที่มีอยู่ให้ดียิ่งขึ้น สามารถประยุกต์ใช้ได้กับอุตสาหกรรมอาหารหรือเหมาะกับผลิตภัณฑ์ที่สนใจ ผลการวิจัยที่ได้จะเป็นประโยชน์ในอนาคตทั้งต่อการใช้งานในระดับครัวเรือนไปจนถึงระดับอุตสาหกรรม

ในฐานะนักวิจัย ตนได้พยายามมองไปข้างหน้าว่าอาหารในอนาคตจะมีแนวโน้มเป็นอย่างไร จากการศึกษาข้อมูลในหลายภาคส่วน คณะผู้วิจัยจึงเสนอหัวข้อวิจัยภายใต้ “โครงการพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อการผลิตอาหารแห่งอนาคต” ทั้งสิ้น 6 กลุ่มงาน ได้แก่“สีผสมอาหารจากธรรมชาติ” “เส้นใยนาโนเซลลูโลสจากเศษผักและผลไม้เหลือทิ้งเพื่อใช้เป็นสารเติมแต่งอาหาร สารเพิ่มความข้นหนืดและความคงตัว” “สารเคลือบจากบุกเพื่อปกป้องสารอาหารหรือจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายไม่ให้ถูกทำลาย” “การผลิตเมล็ดกาแฟคั่วคุณภาพสูงที่ปราศจากกาเฟอีนโดยใช้ไอน้ำร้อนยวดยิ่ง” “เจลชีวภาพเชิงหน้าที่จากเศษวัสดุทางการเกษตร” และ “อุปกรณ์ตรวจวัดสารตกค้างในอาหารแบบพกพา”ซึ่งโดยส่วนใหญ่เป็นโครงการที่ได้ทำการวิจัยและพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง

ศ.ดร.สักกมน ได้อธิบายเพิ่มเติมถึงที่มาของงานวิจัย 2 งาน ที่มีความโดดเด่นและได้รับความสนใจอย่างมากจากคณะกรรมการ ได้แก่ “เจลชีวภาพเชิงหน้าที่จากเศษวัสดุทางการเกษตร” และ “สีผสมอาหารจากธรรมชาติ” ว่า สารเพิ่มความหนืดในอาหารที่ใช้ผลิตอาหารสำหรับผู้มีปัญหาด้านการกลืนนั้น จำเป็นต้องนำเข้าจากต่างประเทศและมีราคาสูง จึงได้คิดค้นวิธีที่จะสามารถผลิตสารนั้นขึ้นในประเทศด้วยการใช้เศษวัสดุทางการเกษตร ซึ่งเป็นวัตถุดิบในท้องถิ่นที่มีอยู่มากมาย ดังนั้น นอกจากจะได้ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงแล้ว ยังช่วยลดปริมาณขยะ ช่วยลดค่าใช้จ่ายการกำจัด และเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับเศษวัสดุทางการเกษตรที่เหลือทิ้งเหล่านั้นให้สูงขึ้นได้ จากเดิมที่อาจจะทำได้เพียงนำไปเผาทิ้งหรือแปรรูปเป็นอาหารสัตว์

นอกจากนี้ แนวโน้มในการใช้สีผสมอาหารในประเทศไทยก็กำลังเปลี่ยนไปส่วนประกอบของอาหารอย่างสีผสมอาหารที่มักใช้เพื่อเพิ่มสีสันให้อาหารดูน่ารับประทานนั้น ปัจจุบัน ที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นสีสังเคราะห์ที่ไม่ได้มาจากวัสดุธรรมชาติ ซึ่งในอนาคตมีแนวโน้มที่อาจจะถูกยกเลิกไม่ให้ใช้ในประเทศไทย เนื่องจากหลายๆ ประเทศมีการรณรงค์ให้ ลด ละ เลิก การใช้สีสังเคราะห์ และในบางประเทศก็ได้ห้ามใช้สีสังเคราะห์ในการผลิตอาหารแล้ว คณะผู้วิจัยจึงพยายามที่จะพัฒนาสีผสมอาหารจากวัสดุทางการเกษตร เช่น ผักและผลไม้ ที่มีความปลอดภัยในการใช้งานและการบริโภคมากยิ่งขึ้น ซึ่งถือเป็นการเตรียมความพร้อมต่อแนวโน้มการบริโภคที่จะเปลี่ยนไปในอีก 5-10 ปีข้างหน้า ซึ่งในขณะนี้แม้ว่าทางคณะผู้วิจัยจะได้องค์ความรู้เกี่ยวกับสีผสมอาหารจากวัสดุทางการเกษตรในเบื้องต้นแล้ว แต่ยังพบข้อจำกัดบางประการ จึงต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม

โครงการพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อการผลิตอาหารแห่งอนาคต เป็น 1 ใน 3 โครงการที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นโครงการนักวิจัยแกนนำ ประจำปี 2563 (จากจำนวนผู้สมัครทั้งหมด 21 โครงการ) โดยแบ่งเป็นด้านการแพทย์ 1 โครงการ และด้านอาหาร 2 โครงการ โดย สวทช. ให้การสนับสนุนทุนวิจัยโครงการละ 20 ล้านบาท มีระยะเวลาดำเนินโครงการ 5 ปี  

มรภ.สงขลา สืบสานวัฒนธรรมข้าวปีที่ 3 ปลูกข้าวพื้นเมืองอินทรีย์แบบปักดำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/556570

มรภ.สงขลา สืบสานวัฒนธรรมข้าวปีที่ 3 ปลูกข้าวพื้นเมืองอินทรีย์แบบปักดำ

มรภ.สงขลา สืบสานวัฒนธรรมข้าวปีที่ 3 ปลูกข้าวพื้นเมืองอินทรีย์แบบปักดำ

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.มงคล เทพรัตน์ คณบดีคณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา (มรภ.สงขลา)  เปิดเผยถึงการเดินหน้าสืบสานวัฒนธรรมข้าวตามแนวพระบรมราโชบาย ถวายในหลวงรัชกาลที่ 10 ปีที่ 3 ตอบรับความต้องการชุมชนเกาะแต้ว ถ่ายทอดความรู้ปลูกข้าวพื้นเมืองอินทรีย์แบบปักดำและการจัดการดินเพื่อเพิ่มผลผลิตว่า เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับวิธีการคัดเลือกและเก็บรักษาพันธุ์ข้าวให้บริสุทธิ์ เพื่อให้ได้สายพันธุ์ข้าวพื้นเมืองของชุมชนเกาะแต้ว ที่มีความบริสุทธิ์ทางสายพันธุ์ และร่วมกันฟื้นฟูวัฒนธรรมประเพณีอันดีของการลงแขกเกี่ยวข้าว ซึ่งจากการสอบถามเกษตรกรพบว่า ยังขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการปลูกข้าวพื้นเมืองอินทรีย์แบบปักดำและการจัดการดินเพื่อเพิ่มผลผลิตข้าว ซึ่งจะต้องดำเนินการในช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนของทุกปี

ดังนั้น ในปีงบประมาณ พ.ศ.2564 คณะเทคโนโลยีการเกษตรจึงได้จัดทำโครงการสืบสานวัฒนธรรมข้าว เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการจัดการดิน การเตรียมต้นกล้าข้าวเพื่อปักดำในการผลิตข้าวพื้นเมืองอินทรีย์ ซึ่งช่วยลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรได้ นอกจากนั้น ผู้เข้าร่วมโครงการยังได้ร่วมทำกิจกรรมลงแขกปักดำข้าวและลงแขกเกี่ยวข้าวในพื้นที่นาประมาณ 3 ไร่ ซึ่งเป็นการส่งเสริมวัฒนธรรมประเพณีที่มีมาแต่เดิมของไทย และพัฒนาท้องถิ่นตามพระบรมราโชบายอย่างยั่งยืน โดยมีคณาจารย์และนักศึกษาหลักสูตรเทคโนโลยีบัณฑิตและหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต ร่วมแรงร่วมใจลงแขกเกี่ยวข้าวร่วมกับเกษตรกร ต.เกาะแต้ว หลังจากได้ร่วมกันดำนามาก่อนหน้านี้แล้วเมื่อหลายเดือนก่อน

โอกาสเดียวกันนี้ ผศ.ดร.ภัทรพร ภักดีฉนวน อาจารย์ประจำคณะเทคโนโลยีการเกษตร มรภ.สงขลา เป็นวิทยากรบรรยาย เรื่อง “การใช้แกละเกี่ยวข้าว การมัดเลียงรวงข้าว” ซึ่งเป็นแปลงข้าวพื้นเมืองอินทรีย์ที่เกษตรกรและนักศึกษาร่วมกันดำนาไว้ ทั้งยังให้ความรู้เกี่ยวกับข้าวพันธุ์พื้นเมืองแต่ละสายพันธุ์ว่ามีคุณค่าทางโภชนาการที่แตกต่างกันและมีคุณสมบัติที่ดีเกี่ยวกับความหอม นุ่ม และรสชาติแตกต่างกันด้วยซึ่งคณะเทคโนโลยีการเกษตรได้เล็งเห็นและฟื้นฟูการปลูกข้าวพื้นเมืองเฉพาะถิ่นอย่างต่อเนื่อง โดยมี ผศ.ดร.ภัทรพร ร่วมเป็นผู้วิจัยในการอนุรักษ์พันธุ์พืชพื้นเมืองในแหล่งที่ปลูก เพื่อช่วยไม่ให้พันธุกรรมข้าวสูญหายไปจากธรรมชาติ และเป็นแหล่งพันธุกรรมที่สามารถจะนำไปใช้ประโยชน์ได้ในอนาคตต่อไป

สทศ.แจงเปลี่ยนวันสอบ O-NET ม.6 ส่งเสริมการเลือกตั้ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/556648

สทศ.แจงเปลี่ยนวันสอบ O-NET ม.6 ส่งเสริมการเลือกตั้ง

สทศ.แจงเปลี่ยนวันสอบ O-NET ม.6 ส่งเสริมการเลือกตั้ง

วันพุธ ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2564, 18.57 น.

สทศ.แจงเปลี่ยนแปลงวันสอบ O-NET ม.6 จากเดิม 27 – 28 มีนาคม เป็น 27 และ 29 มีนาคม 2564 เพื่อส่งเสริมการเลือกตั้ง

เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2564 ผศ.ดร.ศิริดา บุรชาติ ผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทศ.กล่าวว่า ตามที่มีข้อเรียกร้องให้เลื่อนการสอบ GAT/PAT ซึ่งสอบวันที่ 20 – 23 มีนาคม 2564 ตรงกับวันสอบปลายภาคของโรงเรียน และสอบ O-NET ม.6 ที่สอบวันที่ 27 – 28 มีนาคม 2564 ตรงกับวันเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลและนายกเทศมนตรี และวิชาสามัญ สอบวันที่ 3 – 4 เมษายน 2564 ตรงกับวันเกณฑ์ทหารนั้น สทศ.ขอชี้แจงว่า TCAS (Thai University Central Admission System) คือ ระบบการคัดเลือกกลางบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา ที่กำหนดโดยสมาคมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) โดยมีการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน เช่น ทปอ. มหาวิทยาลัยต่างๆ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และ สทศ.เป็นต้น ซึ่งในการกำหนดขั้นตอนต่างๆ ตั้งแต่ช่วงเวลารับสมัคร วันเวลาสอบ ประกาศผลสอบ การใช้ประโยชน์ของผลสอบ และขั้นตอนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง จะต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา

ดังนั้น ในส่วนของ สทศ.ในฐานะหน่วยงานหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการทดสอบ ขอชี้แจงในส่วนที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจ กล่าวคือ ในการทดสอบ GAT/PAT และวิชาสามัญ สทศ.ได้รับมอบหมายจาก ทปอ.ให้เป็นผู้ดำเนินการจัดการทดสอบ และได้กำหนดวันเวลาในการสอบ โดยคำนึงถึงระยะเวลาช่วงการใช้ประโยชน์ของผลคะแนน การจัดการเรียนการสอน และความเหมาะสมด้านอื่นๆ ที่สอดคล้องกับปีการศึกษา ดังนั้น การจะเปลี่ยนแปลงวันสอบ จึงต้องคำนึงถึงผลกระทบกับขั้นตอนและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องดังกล่าวด้วย

ผอ.สทศ.กล่าวต่อว่า ส่วนการจัดการทดสอบในช่วงสถานการณ์ COVID-19 นี้ สทศ.ได้เตรียมการและมาตรการต่างๆ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดและเป็นไปตามมาตรการที่หน่วยงานด้านสาธารณสุขกำหนด นอกจากนี้ ยังได้หารือแนวทางการดำเนินการเกี่ยวกับการสอบ GAT/PAT และวิชาสามัญ เพื่อรองรับสถานการณ์ดังกล่าวจาก ทปอ.แล้ว

ส่วนวันสอบวิชาสามัญ ที่จะมีการสอบวันที่ 3 – 4 เมษายน 2564 ซึ่งตรงกับการเกณฑ์ทหาร (ระหว่างวันที่ 1 – 20 เมษายน 2564) นั้น ในส่วนของ สทศ.มีหน้าที่บริหารจัดการการทดสอบตามที่ได้รับมอบหมายจาก ทปอ.ดังนั้น การที่จะเลื่อนวันสอบ GAT/PAT และวิชาสามัญ สทศ.ต้องพิจารณาหารือร่วมกับ ทปอ.อีกครั้ง ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ต้องการนำผลสอบไปใช้ในการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษา

ในส่วนของวันสอบ O-NET ม.6 สอบวันที่ 27 – 28 มีนาคม 2564 ซึ่งตรงกับวันเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลและนายกเทศมนตรี ในวันอาทิตย์ที่ 28 มีนาคม 2564 คณะกรรมการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ ในการประชุมครั้งที่ 2/2564 เมื่อวันที่ 25 ก.พ.64 ได้พิจารณาถึงความสำคัญของการใช้สิทธิ์เลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย และเพื่อเป็นการสนับสนุนส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการไปใช้สิทธิเลือกตั้ง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ยังสามารถเข้าสอบ O-NET ได้ โดยยังอยู่ในวิสัยที่ สทศ.จะบริหารจัดการการสอบ ตามมาตรฐานการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเห็นสมควรให้เลื่อนกำหนดการทดสอบ O-NET ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2563 ที่มีกำหนดการสอบในวันอาทิตย์ที่ 28 มีนาคม 2564 ไปเป็นวันจันทร์ที่ 29 มีนาคม 2564 แทน โดยเวลาสอบ รหัสวิชา รายวิชา และระยะเวลานั้น ให้เป็นไปตามตารางสอบเดิม

Digital Platform กับห้องเรียนออนไลน์ของ พว. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/556637

Digital Platform กับห้องเรียนออนไลน์ของ พว.

Digital Platform กับห้องเรียนออนไลน์ของ พว.

วันพุธ ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2564, 18.15 น.

3 มีนาคม 2564 : นายอภิชาติ โรจน์สราญรมย์ รองกรรมการบริหารสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการหรือพว. เปิดเผยว่า Platform ที่สถาบันฯ ได้พัฒนาขึ้นนั้นมีความสำคัญมากกับการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 เนื่องจากแพลตฟอร์มดังกล่าวมีประโยชน์สูงมากของทุกสถานศึกษาโดยสามารถนำไปใช้ได้กับทุกสถานการณ์ไม่ว่าในสภาวะปกติ และสภาวะไม่ปกติ ดังนี้

สถานการณ์ปกติครูผู้สอนสามารถใช้ Platform ดังกล่าวเป็นแนวทางในการจัดกระบวนการเรียนรู้แบบ Active Learning โดยใน Platform ได้บรรจุเนื้อหา คู่มือการสอนแบบ Active Learning คลิปการสอน คลิปประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่น่าสนใจมากให้กับผู้เรียน มีเกณฑ์ประเมินมิติคุณภาพครอบคลุมทุกหน่วยการเรียนรู้ตามที่หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ (หลักสูตรอิงมาตรฐาน) กำหนดไว้อย่างครบถ้วน นับว่าเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับครูผู้สอนที่สามารถใช้ได้แบบอย่างในการพัฒนาการสอน ครูสามารถสอนตามตัวอย่างใน คริป และตามคู่มือครูได้อย่างครอบคลุมหลักสูตร และบรรลุเป้าหมายการเรียนรู้คือมาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด คุณลักษณะอันพึงประสงค์ สมรรถนะได้อย่างครบถ้วน ส่งผลให้เกิดผลการเรียนรู้เชิงประจักษ์

ส่วนในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ อย่างกรณีเกิดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า(โควิด19)ที่ประสบเหตุในประเทศไทยสองระลอก ครูในสถานศึกษาทุกคนสามารถใช้ระบบออนไลน์ผ่าน Platform ดังกล่าวโดยการสร้างห้องเรียนเฉพาะที่ตนเองสอนกับผู้เรียนในแต่ชั้นเรียนเฉพาะได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในระบบออนไลน์ ครูสามารถดึงทั้งเนื้อหา คู่มือครู คลิปการสอน คลิปประกอบการสอนใน Platform ออกมาใช้ได้ทันทีเป็น Real time เฉพาะสาระหรือหน่วยการเรียนรู้ที่ตนเองสอน ไม่จำเป็นต้องเหมือนกับชั้นเรียนห้องอื่น ๆ ซึ่งเป็นการพัฒนาการเรียนรู้ในอีกรูปแบบใหม่ได้ในระดับหนึ่งในสถานการณ์ระบาดของโรคระบาด ที่อาจเกิดขึ้นอย่างคาดไม่ถึงในแต่ละเขตพื้นที่การศึกษาเป็นการออกแบบเชื่อมโยงกับการเรียนการสอนในสภาวะปกติให้สัมพันธ์กันอย่างมีคุณภาพ

นอกจากนี้สถาบันฯยังพัฒนาการจัดกิจกรรมอบรมให้ความรู้มิติต่าง ๆ กับครูอาจารย์ทั่วประเทศผ่านระบบออนไลน์โดยผ่านโปรแกรม ZOOM บริการให้ฟรีโดยไม่คิดค่าใข้จ่ายเพื่อสนับสนุนการพัฒนาของครูในสถานะการณ์ทั้งปกติและไม่ปกติให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อระบบการพัฒนาคุณภาพการศึกษาไทย

คนไทยเฮ! ‘อิทธิพล’ เผยปีนี้จัด ‘สงกรานต์’ ได้ เน้นเว้นระยะห่างคุมโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/556564

คนไทยเฮ!‘อิทธิพล’เผยปีนี้จัด‘สงกรานต์’ได้ เน้นเว้นระยะห่างคุมโควิด-19

คนไทยเฮ!‘อิทธิพล’เผยปีนี้จัด‘สงกรานต์’ได้ เน้นเว้นระยะห่างคุมโควิด-19

วันพุธ ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2564, 15.11 น.

คนไทยเฮ!‘อิทธิพล’เผยปีนี้จัด‘สงกรานต์’ได้ เน้นเว้นระยะห่างคุมโควิด-19

3 มีนาคม 2564 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอิทธิพล คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรม (รมว.วธ.) กล่าวถึงการจัดงานเทศกาลสงกรานต์ และวันขึ้นปีใหม่ของไทย ว่า ในปีนี้กระทรวงวัฒนธรรม เห็นว่าสามารถจัดกิจกรรมวัฒนธรรมประเพณีทำบุญเหมือนอดีตที่เคยจัดก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด- 19 ได้ แต่ให้เข้มงวดเรื่องมาตรการป้องกันโรค เว้นระยะห่าง และจำกัดจำนวนคนเข้าพื้นที่ โดยถนนสายสำคัญที่เคยมีการจัดกิจกรรม เช่น ถนนข้าวสาร และถนนสายอื่นๆให้เจ้าภาพผู้จัดงานเป็นผู้พิจารณาความเหมาะสม

ทั้งนี้ การจัดกิจกรรมเทศกาลสงกรานต์สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวได้ และในปัจจุบันเราเริ่มมีวัคซีนที่จะช่วยป้องกันการแพร่ระบาดของโรคได้แล้ว

‘ในหลวง’ ส่งพระราชสาส์นอำนวยพร ในโอกาสวันชาติสาธารณรัฐบัลแกเรีย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/556562

'ในหลวง'ส่งพระราชสาส์นอำนวยพร ในโอกาสวันชาติสาธารณรัฐบัลแกเรีย

‘ในหลวง’ส่งพระราชสาส์นอำนวยพร ในโอกาสวันชาติสาธารณรัฐบัลแกเรีย

วันพุธ ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2564, 15.09 น.

3 มีนาคม 2564 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ส่งข้อความพระราชสาส์นอำนวยพร ไปยังประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐบัลแกเรีย ในโอกาสวันชาติของสาธารณรัฐบัลแกเรีย ซึ่งตรงกับวันที่ 3 มีนาคม 2564 ความว่า

ฯพณฯ นายรูเมน ราเดฟ ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐบัลแกเรีย กรุงโซเฟีย ในโอกาสวันชาติของสาธารณรัฐบัลแกเรีย ข้าพเจ้าขอส่งคำอำนวยพรและความปรารถนาดีด้วยใจจริง เพื่อท่านประธานาธิบดีมีพลานามัยสมบูรณ์และประสบความสุขสวัสดิ์ ทั้งเพื่อความร่มเย็นเป็นสุขของประชาชนและความรุ่งเรืองไพบูลย์ของสาธารณรัฐบัลแกเรีย

ข้าพเจ้าเชื่อมั่นอย่างแน่แท้ว่า ประเทศและประชาชนของเราทั้งสองจะยังคงร่วมมือกัน อย่างใกล้ชิด เพื่อกระชับไมตรีจิตมิตรภาพให้แน่นแฟ้นและขยายความร่วมมือในกิจการหลากหลายด้าน ให้กว้างขวางออกไป เพื่อประโยชน์สุขร่วมกันเป็นอเนกประการ

(พระปรมาภิไธย) มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

‘คลัง’ จับมือ ‘ศธ.’ ส่งเสริมความรู้การออม นำร่องกลุ่มนักเรียนในสังกัดสพฐ.พร้อมขยายครอบคลุมทั่วไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/556521

'คลัง'จับมือ'ศธ.'ส่งเสริมความรู้การออม นำร่องกลุ่มนักเรียนในสังกัดสพฐ.พร้อมขยายครอบคลุมทั่วไทย

‘คลัง’จับมือ’ศธ.’ส่งเสริมความรู้การออม นำร่องกลุ่มนักเรียนในสังกัดสพฐ.พร้อมขยายครอบคลุมทั่วไทย

วันพุธ ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2564, 13.37 น.

3 มีนาคม 2564  ที่ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ  (กอช.) กระทรวงการคลัง ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการโครงการสถานศึกษาส่งเสริมวินัยการออมกับ กอช. สำหรับผู้บริหารระดับสูง ในสังกัด สพฐ. เพื่อบูรณาการความร่วมมือในการส่งเสริมการออมในกลุ่มนักเรียนที่มีอายุ 15 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ที่ศึกษาอยู่ในสถานศึกษา ภายใต้สังกัด สพฐ. และหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงศึกษาธิการ  

โดย นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ ถือเป็นการเตรียมความพร้อมการก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุของประเทศ ทั้งยังเป็นการวางแผนทางการเงิน และส่งเสริมการออมให้แก่นักเรียนที่มีอายุ 15 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ที่ศึกษาอยู่ในสถานศึกษาสังกัด สพฐ.  ให้เริ่มวางแผนในการออมเงินเพื่ออนาคต

“ปัจจุบัน กอช. เปิดดำเนินการมาแล้ว 5 ปี จำนวนสมาชิกทั้งสิ้นกว่า 2.4 ล้านคน (ข้อมูล ณ วันที่ 31 มกราคม 2564) โดยสมาชิก กอช. ที่มีช่วงอายุระหว่าง 15 ถึง 30 ปี มีจำนวนเพียง 354,810 ราย คิดเป็นร้อยละ 14.81 จากสมาชิก กอช. และคิดเป็นร้อยละ 4 ของกลุ่มเป้าหมายประชากรไทยที่มีอายุ 14-24 ปี ที่มีจำนวนอยู่เกือบ 9 ล้านคน (ข้อมูลสถิติประชากร สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน) อย่างไรก็ตาม เป็นที่ทราบกันดีว่าประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุตั้งแต่ปี 2548 และกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสมบูรณ์ในปี 2564  ซึ่งแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ.2561 – 2580) ในยุทธศาสตร์ที่ 4 นั้น ในด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม  ได้เน้นเรื่องการรองรับสังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ โดยเตรียมความพร้อมในทุกมิติ ทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ และสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะการส่งเสริมการออมและการลงทุนระยะยาวของประชาชนตั้งแต่ก่อนเกษียณอายุ เพื่อสร้างหลักประกันและความมั่นคงในการดำรงชีวิตหลังเกษียณในระดับพื้นฐาน ซึ่งปัจจุบันภาครัฐมีนโยบายเตรียมความพร้อมเข้าสู่สังคมสูงอายุ เพื่อให้ประชาชนเข้าสู่วัยเกษียณอย่างมีคุณภาพ มีรายได้และชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ด้วยระบบการออมเงินเพื่อการเกษียณของประเทศไทยมี 2 รูปแบบ ทั้งการออมภาคบังคับ และภาคสมัครใจ โดย กอช.เป็นการออมภาคสมัครใจสำหรับประชาชนอายุ 15-60 ปี ซึ่งในปีนี้ กอช.จะเร่งสร้างความรู้ ความเข้าใจเรื่องการวางแผนการออมเงินกับ กอช. ในกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเยาวชนอายุ 15 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปให้รู้จักการออมเงินเพื่ออนาคต และสมัครเป็นสมาชิก กอช.  เพื่อวางรากฐานชีวิตที่มั่นคงในอนาคต” รมว.คลัง กล่าว

ด้าน  ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รักษาการ รมว.ศึกษาธิการ กล่าว กอช.จะเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมให้เด็กนักเรียน ได้ตระหนักถึงการออมตั้งแต่วัยเรียน เป็นการปลูกฝังให้เด็กได้รู้จักค่าของเงิน รู้จักเก็บออม เริ่มจากการเก็บเล็กผสมน้อย สร้างนิสัยการออมเงินเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นรากฐานของการออมเงิน สำหรับน้องนักเรียนที่ยังเรียนอยู่ เพียงเริ่มวางแผนออมเงินวันละ 1 บาท พอมีเงินครบ 50 บาท ก็สามารถนำมาออมกับ กอช.ได้ ความน่าสนใจ คือ รัฐบาลจะสมทบเงินให้ตามสัดส่วนของเงินออมในแต่ละช่วงอายุ เช่น  อายุ 15 – 30 ปี รัฐสมทบให้ 50% ของเงินออมสะสม สูงสุดไม่เกิน  600 บาทต่อปี เป็นต้น  ซึ่งในอนาคตเมื่อเรามีรายได้มากขึ้นเงินเก็บของเราก็จะได้เพิ่มพูนขึ้นจะทำให้ชีวิตมีความมั่นคงมีกินมีใช้และยังมีประโยชน์กับประเทศชาติอีกด้วย

“การทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการส่งเสริมการออม ที่ สพฐ. ร่วมกับ กอช. จะอบรมให้ความรู้ด้านวางแผนการออมเงินแก่ผู้อำนวยการ โรงเรียน ครู และอาจารย์โรงเรียน ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) เขต 1 และ เขต 2 จำนวน 119 โรงเรียน และในปีนี้จะดำเนินการต่อให้ครอบคลุม สพม. ทุกเขตทั่วทั้งประเทศ ให้ได้ตระหนักถึงวิธีการวางแผนทางการเงิน การออมเงิน เทคนิคการบริหารจัดการเงิน ซึ่งบุคลากรเหล่านี้จะนำไปขยายผลการอบรมให้ความรู้แก่นักเรียนในสถานศึกษา ที่มีอายุ 15 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ในสถานศึกษาที่มีอยู่เกือบ 1 ล้านคน ได้มีการวางแผนออมเงินเพื่ออนาคตและสมัครเป็นสมาชิก กอช. ครอบคลุมทุกสถานศึกษาทั่วประเทศ” ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าว    

ขณะที่ น.ส.จารุลักษณ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการ กอช. กล่าวว่า กอช.จัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.กองทุนการออมแห่งชาติ พ.ศ. 2554 และได้เปิดดำเนินการตั้งแต่วันที่ 20 ส.ค. 2558 มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมการออมเงิน เปิดโอกาสให้คนไทยที่อายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป เข้าร่วมออมเงินกับรัฐบาลเพื่ออนาคต โดยทุกครั้งที่สมาชิกส่งเงินออมสะสม รัฐบาลจะเติมเงินสมทบเพิ่มให้ตามช่วงอายุ อายุ 15 – 30 ปี รัฐสมทบให้ 50% ของเงินออมสะสม สูงสุดไม่เกิน  600 บาทต่อปี อายุ >30 – 50 ปี รัฐสมทบให้ 80% ของเงินออมสะสม สูงสุดไม่เกิน  960 บาทต่อปี อายุ >50 – 60 ปี รัฐสมทบให้ 100% ของเงินออมสะสม   สูงสุดไม่เกิน 1,200 บาทต่อปี  

“ความร่วมมือครั้งนี้ จะเป็นการช่วยส่งเสริม สนับสนุนให้นักเรียนในสังกัด สพฐ. ได้รู้จักการออมเงินเพื่ออนาคต และสมัครเป็นสมาชิก กอช.เพื่อเป็นการสร้างหลักประกันหลังเกษียณเป็นรายเดือน และสร้างความมั่นคงทางการเงินในชีวิต ให้มีกินมีใช้ในอนาคต เพียงออมเงินขั้นต่ำ 50 บาทต่อครั้ง เมื่อเรียนจบได้ทำงานในระบบ หรือรับราชการ สถานะการเป็นสมาชิกยังคงอยู่ ออมต่อได้เรื่อย ๆ จนอายุครบ 60 ปี พร้อมรับเงินสมทบเพิ่มขึ้นตามช่วงอายุของสมาชิก และเมื่ออายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ กอช.ก็จะจ่ายเงินบำนาญรายเดือนให้สมาชิก”เลขาธิการ กอช.

ส่วน ดร.อัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวว่า การออมถือเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่จะต้องสอนให้เด็กมีวินัยในการออมว่ามีความสำคัญอย่างไร ซึ่งเรื่องนี้ก็มีอยู่ในหนวดวิชาสังคม วิชาเศรษฐศาสตร์อยู่แล้ว เพียงแต่ครูจะต้องหยิบเรื่องนี้ไปปลูกฝังหรือเติมในหน่วยการเรียนอย่างไร สร้างวินียการออมให้กับตัวนักเรียน ชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ของการออมเงิน และถ้าเริ่มออมตั้งแต่วันนี้ สิ่งที่จะได้ในอนาคตจะเป็นอย่างไร เมื่อเด็กเห็นประโยชน์ก็จะลงมือออม

‘สอศ.’ จับมือ ‘สกสค.’ หนุนฝึกประสบการณ์วิชาชีพ หวังเพิ่มความรู้-ทักษะนอกห้องเรียน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/556512

'สอศ.'จับมือ'สกสค.'หนุนฝึกประสบการณ์วิชาชีพ หวังเพิ่มความรู้-ทักษะนอกห้องเรียน

‘สอศ.’จับมือ’สกสค.’หนุนฝึกประสบการณ์วิชาชีพ หวังเพิ่มความรู้-ทักษะนอกห้องเรียน

วันพุธ ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2564, 13.26 น.

3 มีนาคม 2564 ที่ห้องประชุม 5 สอศ. สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมมือ เพื่อการบริหารด้านวิชาการ การสนับสนุนการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ และการอบรมหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้นสำหรับสมาชิกและบุตรสมาชิก ช.พ.ค.- ช.พ.ส.

โดยนายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.)  เปิดเผยว่า สอศ. มีหน้าที่ในการจัดอาชีวศึกษาและฝึกอบรมวิชาชีพเพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนในด้านวิชาชีพระดับฝีมือ ระดับเทคนิค และระดับเทคโนโลยี และได้เล็งเห็นถึงการฝึกประสบการณ์วิชาชีพให้กับนักเรียนนักศึกษา ที่จะเป็นการสร้างประสบการณ์ตรงจากการนำสาขาวิชาที่เรียน ไปทำงาน สอศ.และ สกสค.จึงประสานความร่วมมือในการฝึกประสบการณ์วิชาชีพในสาขาวิชาที่ สอศ.ดำเนินการจัดการศึกษา และสอดคล้องกับภารกิจของสกสค. เช่น สาขาวิชาการโรงแรม สาขาวิชาการท่องเที่ยว สาขาวิชาการจัดการค้าปลีก สาขาวิชาเทคโนโลยีภูมิทัศน์ สาขาวิชาเทคนิคการจัดการอาคาร สาขาวิชาเทคนิคเครื่องทำความเย็นและเครื่องปรับอากาศ และสาขาวิชาอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะสร้างประสบการณ์ ฝึกฝนทักษะให้แก่นักเรียน นักศึกษา จากการทำงานจริง ใช้วัสดุอุปกรณ์เทคโนโลยีที่ทันสมัย และมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางมาเพิ่มเติมเสริมความรู้ เป็นการเตรียมความพร้อมให้กับนักเรียน นักศึกษาในการไปประกอบอาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ สอศ.และ สกสค. จะได้ดำเนินการร่วมกันปรับหลักสูตร และร่วมกันจัดฝึกอบรมระยะสั้น แก่สมาชิก ช.พ.ค. – ช.พ.ส. ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้ มีระยะเวลา 5 ปี

ด้านนายธนพร สมศรี เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (เลขาธิการ สกสค.) กล่าวว่า สกสค. มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนา ส่งเสริมสวัสดิการ สวัสดิภาพ สิทธิประโยชน์เกื้อกูลอื่น และความมั่นคงของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา และผู้ปฏิบัติงานด้านการศึกษา รวมทั้งการส่งเสริมความสามัคคีผดุงเกียรติ และการวิจัยเพื่อพัฒนาการดำเนินงานตามภารกิจ ตลอดจนส่งเสริมสนับสนุนการจัดการศึกษาในเรื่องสื่อการเรียนการสอน และวัสดุอุปกรณ์การศึกษา  และพร้อมที่จะให้ความร่วมมือในการผลิต พัฒนากำลังคนให้มีความสามารถ มีทักษะวิชาชีพ จึงร่วมมือกับ สอศ.ในการจัดการอาชีวศึกษา ที่จะส่งผลแก่ผู้เรียนอาชีวศึกษาโดยตรง ให้ได้มีโอกาสเรียนรู้การทำงานจริง ในสถานการณ์จริง และได้ฝึกประสบการณ์วิชาชีพทุกสาขาในภารกิจและกิจการ ที่ สกสค. ดำเนินการ เช่น หอพัก สกสค. อาคารสำนักงาน ของ สกสค. เป็นต้น เพื่อเพิ่มพูนความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ที่อาจหาไม่ได้จากในตำราหรือห้องเรียน