‘ผู้ว่าฯบุรีรัมย์’เชิญสิ่งของพระราชทานมอบทหารบาดเจ็บ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ

'ผู้ว่าฯบุรีรัมย์'เชิญสิ่งของพระราชทานมอบทหารบาดเจ็บ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ

‘ผู้ว่าฯบุรีรัมย์’เชิญสิ่งของพระราชทานมอบทหารบาดเจ็บ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ

วันพุธ ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 11.30 น.

ผู้ว่าฯบุรีรัมย์ เชิญสิ่งของพระราชทานไปมอบทหารบาดเจ็บเหตุสู้รบ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงห่วงใยทหารที่ได้บาดเจ็บจากเหตุปะทะตามแนวแดน ไทย-กัมพูชา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์เชิญสิ่งของพระราชทานไปมอบเพื่อเป็นขวัญกำลังใจ 

30 กรกฎาคม 2568 เวลา 10.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้นายปิยะ ปิจนำ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เชิญแจกันดอกไม้และกระเช้าสิ่งของพระราชทานไปมอบเป็นขวัญกำลังใจทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุปะทะตามแนวชายแดนไทย- กัมพูชา ที่ฐานปฏิบัติการช่องสายตะกู อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อคืนวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ได้แก่ 

ส.อ.ภาณุพงษ์ แสนวิชัย อายุ 31 ปี ชาวจังหวัดเชียงใหม่ ถูกกระสุนตามร่างหลายจุดอาการสาหัส ,ส.อ.สุขสันต์ เพียงสุวรรณ์ อายุ 30 ปี ชาวจังหวัดอุบลราชธาชนี ถูกสะเก็ดระเบิดบริเวณขมับซ้ายและแขนขวา และ จ.ส.อ.อร่ามกุล  สิงหามาตย์ อายุ 33 ปี ชาวจังหวัดชัยภูมิ ถูกกระสุนที่ต้นขาขวา

ซึ่งทหารทั้ง 3 นาย สังกัดกัด กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 13 ค่ายเจ้าพระยาสุรวงศ์วัฒนศักดิ์ จังหวัดอุดรธานี ขณะนี้พักรักษาตัวอยู่ที่อาคารความเป็นเลิศทางการแพทย์ โรงพยาบาลบุรีรัมย์ อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ โดยมีคณะแพทย์ พยาบาลดูแลอย่างใกล้ชิด การได้รับสิ่งของพระราชทานในครั้งนี่ ยังความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดไม่ได้

จากเหตุปะทะระหว่างทหารไทย – กัมพูชา ตามแนวชายแดน บริเวณช่องสายตะกู อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์  ช่วงค่ำคืนวันที่ 28 ก ค.68 ก่อนถึงกำหนดหยุดยิง มีทหาร ได้รับบาดเจ็บ 3 นาย และเสียชีวิต 1 นาย ซึ่งทางมณฑลทหารบกที่ 26 จังหวัดบุรีรัมย์ได้ทำพิธีส่งศพไปบำเพ็ญกุศลที่ภูมิลำเนา จังหวัดหนองคาย อย่างสมเกียรติแล้วเมื่อช่วงเช้าวันนี้.

012

ม.วลัยลักษณ์ จัดประชุมนานาชาติ ‘IACS 2025’ แลกเปลี่ยนความรู้ด้านการวิจัย สร้างเครือข่ายระดับนานาชาติ

ม.วลัยลักษณ์ จัดประชุมนานาชาติ ‘IACS 2025’ แลกเปลี่ยนความรู้ด้านการวิจัย สร้างเครือข่ายระดับนานาชาติ

ม.วลัยลักษณ์ จัดประชุมนานาชาติ ‘IACS 2025’ แลกเปลี่ยนความรู้ด้านการวิจัย สร้างเครือข่ายระดับนานาชาติ

วันพุธ ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักวิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ และศูนย์วิจัยภูมิสังคมและวัฒนธรรมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เป็นเจ้าภาพจัดประชุมวิชาการนานาชาติ “วัฒนธรรมศึกษาระหว่างเอเชีย 2025” (Inter-Asia Cultural Studies Conference 2025) ภายใต้แนวคิด “การเชื่อมโยงทางภูมิสังคม : การเดินทางอย่างต่อเนื่องของการค้นคว้าเชิงวิพากษ์” (Geo-Social Connection:The Continuing Journey of Critical Inquiry) ณ โรงแรมทวินโลตัส จ.นครศรีธรรมราช โดยในพิธีเปิดการประชุมได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.สุรินทร์ ไหมศรีกรด รองอธิการบดี ม.วลัยลักษณ์ เป็นประธานเปิดงานอย่างเป็นทางการ มี นายเอกชัย สุนทร ปลัดจังหวัดนครศรีธรรมราช Dr.Andy Chih-ming Wang, Chair of IACS Society ร่วมต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุม

ผศ.ดร.สิริพร สมบูรณ์บูรณะ ในฐานะประธานคณะกรรมการจัดประชุมนานาชาติ IACS 2025 กล่าวว่า การประชุมในครั้งนี้จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และ เครือข่าย Inter-Asia Cultural Studies Society มีเป้าหมายสำคัญเพื่อเป็นเวทีสำหรับนักวิชาการ นักวิจัย และนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา ในสาขาสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และ จากนานาประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านการวิจัย ตลอดจนสร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับนานาชาติ โดยมีผู้เข้าร่วมจาก 20 ประเทศทั่วเอเชีย รวมถึงยุโรป อเมริกา และออสเตรเลียเดินทางมาเข้าร่วมกว่า 450 คน

โดยกิจกรรมของการประชุมนานาชาติ IACS 2025 ประกอบด้วย การปาฐกถาพิเศษจากนักวิชาการชั้นนำของเอเชีย เวทีเสวนาหลากหลายประเด็น อาทิ ความสัมพันธ์ระหว่างเอเชีย สื่อสารมวลชน ปัญหาการย้ายถิ่น LGBT+ และพลวัตทางสังคมในเอเชีย การนำเสนอผลงานวิชาการประมาณ 400 กว่าเรื่อง การจัดนิทรรศการจากศิลปินชื่อดัง นิทรรศภาพถ่ายชุดลิกอร์-ลังกา กิจกรรมแนะนำหนังสือและพบผู้แต่งหนังสือ การฉายภาพยนตร์ Documentory Film เกี่ยวกับการค้ามนุษย์ รวมถึงการสู้รบในชายแดนไทยพม่าที่เคยฉายในเทศกาลหนังนานาชาติรวมถึงกิจกรรมเรียนรู้เชิงพื้นที่และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมในนครศรีธรรมราชอีกด้วย

​มมส เปิดห้องปฏิบัติการความปลอดภัยทางไซเบอร์ เสริมแกร่งบัณฑิตยุคดิจิทัล

​มมส เปิดห้องปฏิบัติการความปลอดภัยทางไซเบอร์ เสริมแกร่งบัณฑิตยุคดิจิทัล

​มมส เปิดห้องปฏิบัติการความปลอดภัยทางไซเบอร์ เสริมแกร่งบัณฑิตยุคดิจิทัล

วันพุธ ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) จัดพิธีเปิด ห้องปฏิบัติการความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity Laboratory) อย่างเป็นทางการ โดยมี รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นประธานในพิธี ณ ห้อง IT-106 ชั้น 1 คณะวิทยาการสารสนเทศ

รศ.ดร.จันทิมา พลพินิจ คณบดีคณะวิทยาการสารสนเทศ กล่าวว่า ห้องปฏิบัติการแห่งนี้จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ ฝึกปฏิบัติ และวิจัยด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์สำหรับนิสิตในหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยสารสนเทศและเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งเป็นทักษะสำคัญอย่างยิ่งในยุคที่ภัยคุกคามทางไซเบอร์มีความซับซ้อนและหลากหลายมากขึ้น

“ห้องปฏิบัติการนี้จะทำหน้าที่เป็นพื้นที่หลักในการบูรณาการการเรียนการสอนเข้ากับสถานการณ์จำลองด้าน Cybersecurity เช่น การรับมือภัยคุกคาม การวิเคราะห์ช่องโหว่ของระบบ การเจาะระบบอย่างถูกต้องตามหลักจริยธรรม และการเรียนรู้ระบบป้องกันในระดับองค์กร ซึ่งจะช่วยพัฒนาศักยภาพของนิสิตให้สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในสายงานได้อย่างมั่นใจ” รศ.ดร.จันทิมา กล่าวและว่า นอกจากนี้ คณะยังมีแผนที่จะพัฒนาห้องปฏิบัติการแห่งนี้ ให้เป็นศูนย์กลางในการสร้างความร่วมมือทางวิชาการกับภาคอุตสาหกรรม หน่วยงานภาครัฐ และองค์กรวิจัย เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้แบบเปิดกว้างและสร้างเครือข่ายความร่วมมืออย่างยั่งยืนต่อไป

มจพ. เดินหน้าขับเคลื่อนมหา’ลัยสู่ความยั่งยืน ตามเป้าหมาย SDGs 17 ประการ ยกระดับสู่เวทีโลก

มจพ. เดินหน้าขับเคลื่อนมหา’ลัยสู่ความยั่งยืน ตามเป้าหมาย SDGs 17 ประการ ยกระดับสู่เวทีโลก

มจพ. เดินหน้าขับเคลื่อนมหา’ลัยสู่ความยั่งยืน ตามเป้าหมาย SDGs 17 ประการ ยกระดับสู่เวทีโลก

วันพุธ ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) จัดกิจกรรม “ขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ตามเป้าหมาย SDGs 17 ประการ” ณ ห้องประชุมราชพฤกษ์ ภายใต้พันธกิจในการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และเตรียมความพร้อมให้แก่ผู้บริหารและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันมหาวิทยาลัยให้ก้าวสู่ความยั่งยืนในทุกมิติ อันสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และ UNESCO กิจกรรมในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก ศ.ดร.ธานินทร์ ศิลป์จารุ อธิการบดี มจพ. เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย ผศ.ปรีชา อ่องอารี ประธานที่ปรึกษาอธิการบดีและรองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนาองค์กร, รศ.ดร.ณัฐพงศ์ มกระธัช รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนากิจการมหาวิทยาลัยเพื่อความยั่งยืน เข้าร่วมงานเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และแนวทางการดำเนินงานที่สอดรับกับกรอบเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

ในการนี้ ได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.มาลินี ศรีอริยนันท์ และ ผศ.ดร.พีรพงษ์ พรวงศ์ทอง เป็นวิทยากรถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดการข้อมูล THE Impact Rankings พร้อมแนวทางการดำเนินกิจกรรมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ครอบคลุมทั้ง 17 เป้าหมาย อาทิ การขจัดความยากจน การศึกษาที่เท่าเทียม การจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน พลังงานสะอาด การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นต้น

ศ.ดร.ธานินทร์ ศิลป์จารุ อธิการบดี มจพ.  กล่าวว่า มจพ. มุ่งมั่นส่งเสริมให้ทุกส่วนงานภายในมหาวิทยาลัยบูรณาการแนวคิดเรื่องความยั่งยืนเข้าสู่ภารกิจหลัก ทั้งด้านการจัดการเรียนการสอน งานวิจัย การบริหารจัดการองค์กร การบริการวิชาการแก่สังคม และการดูแลสิ่งแวดล้อม พร้อมขับเคลื่อนการเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลตามตัวชี้วัดของ Times Higher Education Impact Rankings อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อยกระดับมหาวิทยาลัยให้มีบทบาทสำคัญในเวทีอุดมศึกษาโลกด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญของ มจพ. ในการสร้างระบบนิเวศเพื่อการเรียนรู้ การพัฒนา และการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวก ทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย รวมไปถึงแผนในการจัดการศึกษา เพื่อสร้างความตระหนักรู้และกิจกรรม SDG แก่นักศึกษาทั่วทั้งมหาวิทยาลัย  ตามวิสัยทัศน์ของการเป็น “มหาวิทยาลัยแห่งความยั่งยืน” ที่พร้อมร่วมสร้างอนาคตที่ดีให้กับสังคม ประเทศชาติ และโลกอย่างเป็นรูปธรรม

ม.เกษตรฯ ระดมช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย -กัมพูชา

ม.เกษตรฯ ระดมช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย -กัมพูชา

ม.เกษตรฯ ระดมช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย -กัมพูชา

วันพุธ ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ดร.ดำรงค์  ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับ มูลนิธิมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนช่วยเหลือทหาร เจ้าหน้าที่ ประชาชน และผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบชายแดน ไทย -กัมพูชา โดยการระดมทุนขอรับบริจาคเงินเพื่อนำไปจัดซื้อสิ่งของจำเป็น รวมถึงเครื่องบริโภค อุปโภค ยา และเวชภัณฑ์สำหรับการรักษาพยาบาล เครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์ โดยผู้บริจาคสามารถนำใบเสร็จรับเงินไปลดหย่อนภาษีได้ 1 เท่า

สามารถบริจาคเงินผ่านช่องทางต่างๆ ดังนี้ ผ่านทางธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บัญชีมูลนิธิมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เลขที่บัญชี 374-1-14129-2  และหรือ ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (บางเขน) บัญชีมูลนิธิมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เลขที่บัญชี 235-204389-5 ส่งสำเนาสลิปโอนเงินที่ email : kufound@gmail.com หรือ ทางไลน์ ID 086-087-5904 หรือติดต่อเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯคุณประวีร์รัชย์ เลาหบูรณะกิจ Praveeruch Laohaburanakij โทรศัพท์ : 086-087-5904 นอกจากนี้ ยังสามารถสแกนคิวอาร์โค้ดจากโปสเตอร์ ลดหย่อนได้ 1 เท่า ส่งตรงถึงกรมสรรพากร โดยไม่ต้องออกใบเสร็จ

‘ในหลวง-พระราชินี’พระราชทานตะกร้าสิ่งของ แก่ครอบครัวทหารเสียชีวิต

'ในหลวง-พระราชินี'พระราชทานตะกร้าสิ่งของ แก่ครอบครัวทหารเสียชีวิต

‘ในหลวง-พระราชินี’พระราชทานตะกร้าสิ่งของ แก่ครอบครัวทหารเสียชีวิต

วันอังคาร ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 15.51 น.

ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เชิญตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปมอบให้แก่ครอบครัวทหารกล้าที่เสียชีวิต จากเหตุปะทะกันของทหารในพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นขวัญกำลังใจแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต

29 กรกฎาคม 2568 เวลา 10.00 น. นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เชิญตระกร้าสิ่งของพระราชทาน ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี ไปมอบให้แก่ครอบครัว พลทหาร ญาณพัฒน์ โคตรสาขา ทหารสังกัดกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 3 ที่บ้านเลขที่ 60/252 หมู่ 10 ตำบลโพธิ์กลาง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับครอบครัวผู้เสียชีวิต

พลทหารญาณพัฒน์ ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากสะเก็ดระเบิดฝ่ายตรงข้าม ในเหตุปะทะกันระหว่างทหารไทย และทหารกัมพูชา เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ณ พื้นที่ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ และต่อมาได้เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2568 โดยกำหนดพระราชทานเพลิงศพ พลทหารญาณพัฒน์ โคตรสาขา จะมีขึ้นในวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568 เวลา 16.00 น. ณ ฌาปนสถานวัดสุทธจินดา อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา.

012

‘ผู้ว่าฯโคราช’เชิญแจกันตะกร้าสิ่งของพระราชทาน มอบทหารบาดเจ็บ 5 นาย

'ผู้ว่าฯโคราช'เชิญแจกันตะกร้าสิ่งของพระราชทาน มอบทหารบาดเจ็บ 5 นาย

‘ผู้ว่าฯโคราช’เชิญแจกันตะกร้าสิ่งของพระราชทาน มอบทหารบาดเจ็บ 5 นาย

วันอังคาร ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 15.48 น.

ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เชิญแจกันดอกไม้ และตะกร้าสิ่งของพระราชทาน ไปมอบให้แก่ทหารที่ได้รับบาดเจ็บ 5 นาย จากเหตุการณ์ปะทะกันในพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อบำรุงขวัญกำลังใจ

29 กรกฎาคม 2568 เวลา 11.30 น. ที่โรงพยาบาลค่ายสุรนารี อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เชิญแจกันดอกไม้ และตระกร้าสิ่งของพระราชทาน ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯและสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี ไปมอบให้กับทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ปะทะกันตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ 

โดยทหารที่ได้รับบาดเจ็บประกอบด้วย ร้อยโท พัฒนพงษ์ ปาระมี , จ่าสิบเอก สุรชาติ ชยานนท์, พลทหาร ทักษิณ เชิมชัยภูมิ, พลทหาร สถิตย์พงศ์ เพ็งอารีย์ และพลทหาร กิตติธัช คนยืน รวมจำนวน 5 นาย ยังความปลาบปลื้ม และซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้.

012

สพฐ.เผยนักเรียนเสียชีวิต 5 ราย จากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา จัดพระราชทานเพลิงศพ 31 ก.ค.

สพฐ.เผยนักเรียนเสียชีวิต 5 ราย จากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา จัดพระราชทานเพลิงศพ 31 ก.ค.

สพฐ.เผยนักเรียนเสียชีวิต 5 ราย จากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา จัดพระราชทานเพลิงศพ 31 ก.ค.

วันอังคาร ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 14.31 น.

สพฐ.ระดมผู้บริหารลงพื้นที่ช่วยเหลือ นักเรียน ครู บุคลากร 7 จ.พื้นที่สู้รบ และพื้นที่น้ำท่วมภาคเหนือ 

วันที่ 29 กรกฎาคม 2568 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวภายหลังการประชุมผู้บริหารระดับสูงของ สพฐ. ว่า ที่ประชุมได้หารือถึงกรณีเกิดเหตุปะทะกันในที่พื้นที่ 7 จังหวัดติดชายแดนไทย-กัมพูชา โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ได้มอบหมายภารกิจให้ รองเลขาธิการ กพฐ., ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ., ที่ปรึกษา เลขาธิการ กพฐ. , และผอ.สำนัก รับผิดชอบเป็นรายจังหวัด ที่ได้รับความเดือดร้อน และในวันพรุ่งนี้(30 ก.ค.) ผู้บริหาร สพฐ จะเดินทางไปพื้นที่ 2 ส่วน โดยส่วนแรกไปพื้นที่สู้รบ 7 จังหวัด  อีกส่วนหนึ่งไปพื้นที่น้ำท่วมภาคเหนือ ที่ประสบอุทกภัยพายุ “วิภา” เพื่อเข้าไปดูแลช่วยเหลือนักเรียน ครู และพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน 

“ขณะนี้เรามีภัย 2 อย่างคือ ภัยสงคราม กับ ภันจากอุทกภัย  สพฐ. จึงแบ่งกำลังผู้บริหารลงพื้นที่ไปเยี่ยมให้กำลังใจครู บุคลากร นักเรียน และประชาชน และขอขอบคุณขอชื่นชม น้องคิม  นักเรียนชั้น ม.2 ของโรงเรียนกันธรารักษ์วิทยา จังหวัดศรีสะเกษ ในวันที่มีกระสุนปืนใหญ่ตก ที่ร้านสะดวกซื้อ น้องคิมได้เข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ จึงสมควรได้รับการชื่นชม สพฐ.จึงจะมอบเกียรติบัตรให้ว่าเป็นผู้ที่เสียสระช่วยเหลือผู้อื่นในเวลายากลำบาก 

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อว่า สพฐ.ได้รายงานความเสียหายที่เกิดขึ้น ให้นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และรัฐมนตรีช่วยว่าการศธ.ทั้ง 2  ท่านรับทราบเรียบร้อยแล้ว ส่วนบางเรื่องสพฐ.ไม่ขอเปิดเผย เพราะเป็นเรื่องของความมั่นคง

“ก็ขอแสดงความเสียใจกับนักเรียนที่เสียชีวิต จำนวน 5 คน ซึ่งในเบื้องต้น จะมีพิธีพระราชทานเพลิงศพ วันที่ 31 ก.ค. 2568 ทราบว่า นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศธ.จะไปร่วมในพิธีพระราชทานเพลิงศพด้วย ส่วนนักเรียนที่ได้รับบาดเจ็บ 3 คน ขณะนี้อาการดีขึ้นแล้ว สิ่งที่ สพฐ.จะดูแลช่วยเหลือตอนนี้คือ ทำอย่างไรให้ครู นักเรียนมีขวัญกำลังใจและมีความปลอดภัยสูงสุด จะยังไม่สั่งให้ครูเข้าไปดูแลโรงเรียน สพฐ.ต้องประสานกับทหารและฝ่ายความมั่นคงอย่างใกล้ชิด เพื่อดูและความปลอดภัยของครู บุคลากร นักเรียนเป็นหลัก

 ขณะนี้มีโรงเรียนปิดการเรียนการสอน จำนวน 914 โรงเรียน ใน 7 จังหวัด จะเปิดเรียนได้ก็ต่อเมื่อ ฝ่ายทหารบอกว่าสถานการณ์ปลอดภัยแล้ว และขณะนี้ ในรัศมีการสู้รบระยะ 30 กิโลเมตร ได้อพยพครู ยุคลากรทางการศึกษา นักเรียน และประชาชนไปอยู่ในศูนย์พักพิงหมดแล้ว  โดยในวันพรุ่งนี้ สพฐ.จะส่งทีมผู้บริหารไปเยี่ยมให้กำลังใจทุกศูนย์ พร้อมนำสิ่งของ เช่น ที่นอน หมอน มุ้ง อาหาร เครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน ไปมอบให้ตามที่ครูนักเรียนและพี่น้องประชาชนต้องการ ตามที่สพฐ.ได้สำรวจมาทุกศูนย์แล้ว“

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวอีกว่า ส่วนการจัดการเรียนการสอบหากเหตุการสู้รบยืดเยื้อ สพฐ. กำลังออกแบบการเรียนการสอนอยู่ และเป็นที่หน้าปลื้มปิติยินดีที่ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงหวงใยเรื่องการเรียนการสอนของนักเรียน ซึ่งสพฐ.ก็รับกระแสรับสั่งท่านและกำลังออกแบบการเรียนอยู่ ซึ่งแบบการเรียนที่มี 5 รูปแบบก็จะนำมาใช้ตามบริบทของพื้นที่และตามความเหมาะสม

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวด้วยว่า สพฐ.เตรียมแผนจะเลื่อนสอบครูผู้ช่วย และการสอบต่างๆของนักเรียนในพื้นที่ที่มีการสู้รบ ใน 7 จังหวัดออกไปก่อน จะจัดสอบจนกว่าเหตุการณ์จะสงบ แล้วจะออกข้อสอบการสอบครูผู้ช่วยให้ใหม่ จะไม่ใช้ข้อสอบชุดเดิม ดังนั้น นักเรียนและผู้ที่จะสอบครูผู้ช่วยไม่ต้องกังวล เพราะ รมว.ศธ.ก็มีความห่วงใยและมีการสอบถามตลอดเวลา ส่วนจังหวัดอื่น ๆที่เหตุการปกติ จะจัดสอบตามปกติจะไม่เลื่อนสอบ 

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าวต่อว่า สำหรับการช่วยเหลือผู้ประสบเหตุอุทกภัยพายุ “วิภา” ในภาคเหนือ ซึ่งขณะนี้มีสถานศึกษาได้รับผลกระทบ จำนวน  115 โรงเรียน ใน 17 เขตพื้นที่การศึกษา  มีนักเรียนประสบเหตุ จำนวน 2,401 คน (ได้รับเยียวยาจาก สพท.แล้วจำนวน 483 คน) มีครูและบุคลากรประสบเหตุ จำนวน 305 คน (ได้รับเยียวยาจาก สพท. จำนวน 89 คน)  และสถานศึกษาปิดการเรียนการสอน จำนวน 14 แห่ง ได้แก่ สพป.น่าน เขต 2 จำนวน 11 แห่ง และ สพป.สุโขทัย เขต 1 จำนวน 3 แห่ง อย่างไรก็ตาม ขณะนี้น้ำเริ่มลดลงแล้ว ภายในสัปดาห์นี้ถ้าฝนไม่ตกเพิ่ม น้ำก็จะลดลง ทั้งนี้  ในวันที่ 30 ก.ค.นี้  สพฐ. จะส่งทีมบริหารลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และนำส่งความช่วยเหลือในพื้นที่น้ำท่วมภาคเหนือ  ที่ สพฐ.ยังไม่ลงพื้นที่น้ำท่วมภาคเหนือ ไม่ใช่เราไม่ห่วงใย เราห่วงใยครู บุคลากร นักเรียน และประชาชนทุกคน แต่ในภาวะน้ำท่วมถ้าทุกคนลงไปก็จะเป็นภาระให้พื้นที่ เมื่อน้ำลดแล้ว สพฐ.ก็จะลงไปสำรวจฟื้นฟูและปรับปรุงซ่อมแซมให้กลับมาใช้ได้ตามปกติ
 

‘เปรมศักดิ์’จี้รมว.อว.ขันน็อตมหาวิทยาลัย เช็คบิลบุคลากรนอกแถวเอี่ยวค้ายา

'เปรมศักดิ์'จี้รมว.อว.ขันน็อตมหาวิทยาลัย เช็คบิลบุคลากรนอกแถวเอี่ยวค้ายา

‘เปรมศักดิ์’จี้รมว.อว.ขันน็อตมหาวิทยาลัย เช็คบิลบุคลากรนอกแถวเอี่ยวค้ายา

วันอังคาร ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 13.45 น.

“สว.เปรมศักดิ์”จี้ รมว.การอุดมศึกษาฯขันน็อตอาจารย์มหาวิทยาลัยในสังกัดทั่วประเทศเดินนอกแถวขายยาเสพติดขายให้นักศึกษา แฉจับได้ค้ายาไอซ์ในภาคอีสานแต่คดียังเงียบจี้จัดการอย่างเร่งด่วน

เมื่อวันที่ 29 ก.ค.ที่รัฐสภา นายแพทย์เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ได้หารือระหว่างการประชุมวุฒสพาเกี่ยวกับ ปัญหายาเสพติด และการพนันออนไลน์ที่ยัวระบาดอย่างหนักว่า ปัจจุบันมีคำว่าอายุน้อยร้อยล้าน เป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้คนหนุ่มสาวอยากมีอนาคต พยายามไขว่คว้าทำงานหนัก มีวิธีการทางการตลาดที่ได้รับผลตอบแทนจนเป็นเศรษฐีใหม่ แต่ถ้าทำถูกกฎหมายก็ไม่เป็นไร เช่น ชายสี่บะหมี่เกี๊ยว จากคนธรรมดาจากภาคอีสานกลายเป็นเศรษฐีใหม่ที่ทำอาชีพอย่างสุจริตแต่ระยะหลังอายุน้อยร้อยล้าน กลายเป็นคนที่มุ่งไปยังคนอายุน้อยทำธุรกิจสีเทา เช่น ทำเว็บพนันออนไลน์ มีวิธีการสารพัดรูปแบบเชิญชวนให้คนเข้ามาเล่นการพนัน แต่เป็นเรื่องผิดกฎหมายทั้งสิ้น

นายแพทย์เปรมศักดิ์ กล่าวว่า นอกจากเรื่องการพนันออนไลน์แล้วยังมีเรื่องยาเสพติดเข้ามาเกี่ยวข้อง ในหมู่นักศึกษาจะไม่ใช้ยาบ้าแต่เป็นไอซ์ ล่าสุดมีการจับกุมอาจารย์มหาวิทยาลัยดังแห่งหนึ่งมียาไอซ์อยู่ในครอบครอง ตำรวจขอนแก่นได้เข้าจับกุมแต่เป็นข่าวอยู่เพียงวันสองวันก็เงียบหายไป น่าสนใจมากทำไมเรื่องดังกล่าว ถึงไม่ได้รับความสนใจจากผู้บริหารมหาวิทยาลัย หรือผู้บริหารกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.)ออกมาแสดงความชัดเจนว่า จะมีการลงโทษทางวินัยอาจารย์ที่ทำผิดอย่างไร

ทั้งนี้ ขอเรียกร้องไปยัง น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รมว.การอุดมศึกษาฯ ให้ขันน็อตมหาวิทยาลัยทุกแห่งในสังกัด เพราะนักศึกษาไม่ได้หาเงินเอง แต่ล้วงเอาจากกระเป๋าผู้ปกครอง แต่ใครจะรู้เอามาใช้ในธุรกิจสีเทาทั้งเว็บพนันออนไลน์ หรือยาเสพติด ขอเรียกร้องให้ รมว.การอุดมศึกษาฯ ประสานไปยังอธิการบดีทุกมหาวิทยาลัยในสังกัดเอาจริงเอาจังในเรื่องนี้ เพราะการทำลายประเทศ ที่สำคัญคือทำลายปัญญาชนและทำลายประชาชนที่อยู่ในประเทศ ถ้าเราไม่ป้องกันแนวร่วมในประเทศที่จะต้องเติบโตมารักษาประเทศประเทศ เราจะถูกทำลายง่ายยิ่งกว่าภัยจากต่างประเทศที่ชายแดนไทย-กัมพูชาเสียอีก

“ผมขอเรียกร้องให้ รมว.การอุดมศึกษาฯ เอาจริงเอาจังกับบุคลากรของมหาวิทยาลัยเกี่ยวข้องกับยาเสพติด เพราะคนจับตามองอยู่ว่า เรื่องที่ตกเป็นข่าวทางสื่อมวลชน แต่ละคดีไปถึงไหนแล้ว โดยเฉพาะจับอาจารย์มหาวิทยาลัยดังมียาไอซ์ในครอบครองจำนวนมาก เพื่อให้เป็นตัวอย่าง ไม่ให้ใครเอาแบบอย่างในทางที่ผิด จะเป็นอายุน้อยร้อยล้าน ถ้าทำถูกกฎหมายผมขอชื่นชม แต่ถ้าได้เงินมาจากสิ่งที่ผิดกฎหมาย ต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาด”นพ.เปรมศักดิ์กล่าว

เปิดเวทีสัมมนาผู้บริหารระดับสูง 6 สถาบัน ‘Ai : THE NEXT GROWTH ENGINE FOR SUSTAINABILITY’

เปิดเวทีสัมมนาผู้บริหารระดับสูง 6 สถาบัน ‘Ai : THE NEXT GROWTH ENGINE FOR SUSTAINABILITY’

เปิดเวทีสัมมนาผู้บริหารระดับสูง 6 สถาบัน ‘Ai : THE NEXT GROWTH ENGINE FOR SUSTAINABILITY’

วันอังคาร ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สถาบันวิทยาการการค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จัดงานสัมมนาวิชาการหลักสูตรผู้บริหารระดับสูง 6 สถาบัน ครั้งที่ 14 ภายใต้หัวข้อ “Ai: THE NEXT GROWTH ENGINE FOR SUSTAINABILITY” ในวันจันทร์ที่ 14 กรกฎาคม 2568 ณ หอประชุม มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย โดยมีผู้แทนจากแต่ละหลักสูตรร่วมนำเสนอมุมมองเกี่ยวกับบทบาทของปัญญาประดิษฐ์ (Ai) ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และความยั่งยืนของประเทศ พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนา Ai อย่างมีจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคม

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษภายในงานว่า “วันนี้ประเทศไทยเผชิญความท้าทายพร้อมกันถึง 3 ด้านหลัก หนึ่งคือแรงกดดันจากมาตรการภาษีและกีดกันทางการค้าจากประเทศคู่ค้า สองคือการแข่งขันรุนแรงจากสินค้าจีน ทั้งเรื่องราคาและการลงทุนแบบสวมสิทธิ์ และสามคือความเปราะบางภายในประเทศ ทั้งจากหนี้ครัวเรือนที่สูงและกำลังซื้อที่หดตัว เพื่อฝ่าฟันความท้าทายเหล่านี้ หอการค้าไทยขอเสนอแนวทาง Unlocking New Growth” ปลดล็อกการเติบโตใหม่ของประเทศไทย ผ่าน 4 มิติสำคัญ ได้แก่ มิติที่ 1 คือ Build Business Confidence & Strengthen Trade & Global Supply Chains มิติที่ 2 คือ Business Transformation: Innovation, Digital, Ai, Robot, IoT & ESG Integration เร่งการเปลี่ยนผ่านทางธุรกิจ และเศรษฐกิจยั่งยืน มิติที่ 3 Talent Development ยกระดับศักยภาพคนไทย และใช้เครือข่ายให้มีประสิทธิภาพ และมิติที่ 4 คือ Empowering SMEs & Strengthening Public-Private Partnerships ส่งเสริมสมาชิกเครือข่าย, SMEs และเสริมสร้างความร่วมมือภาครัฐ-เอกชนโดยเฉพาะเครือข่ายนานาชาติ การปลดล็อกศักยภาพใหม่ของประเทศ จะเกิดขึ้นได้จริง ก็ต่อเมื่อภาครัฐ เอกชน และภาคการศึกษา “ร่วมมือกันอย่างแท้จริง” และผู้นำจาก 6 สถาบันที่รวมตัวกันในวันนี้ก็คือ “พลังขับเคลื่อนสำคัญ” ที่จะร่วมกันกำหนดทิศทางการเติบโตใหม่ของประเทศไทย”

รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ในฐานะหลักสูตร TEPCoT มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เป็นเจ้าภาพในการจัดงานสัมมนาวิชาการระดับสูง 6 สถาบันครั้งนี้ เราได้ร่วมกันกำหนดธีมงาน เพื่อหาทางออกให้กับประเทศในเวลานี้ เรามองที่อนาคตของประเทศไทยที่ต้องนำด้วยเทคโนโลยี Ai โดย 6 สถาบันได้นำเสนอหัวข้อที่น่าสนใจดังนี้ หัวข้อ “Shift the Mindset, Shape the Future with Ai” โดย หลักสูตร วตท. หัวข้อ“Thailand Ai Readiness” โดยหลักสูตร วปอ. หัวข้อ “Ai : นวัตกรรมเพื่อการพัฒนาพลเมืองและประชาธิปไตยอย่างยั่งยืน” โดยหลักสูตร ปปร. หัวข้อ “Ai and Election” โดยหลักสูตร พตส. หัวข้อ “Risk and Governance in Ai Era” โดย บยส. และปิดท้ายด้วยหลักสูตร TEPCoT กับหัวข้อ The “NEXT” Possibilities”  เนื้อหาสำคัญมีดังนี้

อรนุช เลิศสุวรรณกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท เทคซอส มีเดีย จำกัด ผู้แทนนักศึกษาจากหลักสูตร วตท. รุ่นที่ 36 กล่าวว่า “เรากำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของมนุษยชาติ เมื่อ Ai ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยี แต่เป็นแรงขับเคลื่อนที่จะหลอมรวมกับทุกมิติของชีวิต ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และจริยธรรม ในโลกที่เปลี่ยนเร็วเช่นนี้ สิ่งสำคัญไม่ไช่แค่ ‘รู้ทัน’ เทคโนโลยี แต่คือการพัฒนา Mindset ที่กล้าคิด กล้าสร้าง และกล้ารับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะการนำ Ai ไปใช้เพื่อแก้ปัญหาสังคม ตั้งแต่การเข้าถึงการศึกษา สุขภาพ ไปจนถึงความเป็นธรรมและความยั่งยืน เราจึงต้องเรียนรู้ใหม่ ไม่ใช่เพื่อแข่งขันกับ Ai แต่เพื่อร่วมออกแบบอนาคตที่ดีกว่าร่วมกัน ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

ดร.เสรี นนทสูติ กรรมการสหประชาชาติด้านว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ผู้แทนนักศึกษาจากหลักสูตร วปอ. รุ่นที่ 67 กล่าวว่า “Ai ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีเพื่อความสะดวกสบาย แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางยุทธศาสตร์ที่จะกำหนดทิศทางของเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติ และเราจะพร้อมด้านยุทธศาสตร์ Ai ต่อเมื่อเราเป็นคนสร้าง คนขับ และคนบำรุงรักษาเครื่องยนต์ Ai เองโดยไม่ต้องขออนุญาตใช้จากประเทศอื่น”

ดร.ปริญญา หอมอเนก ประธานกรรมการบริหารบริษัท เอซิส โปรเฟสชั่นนัล เซ็นเตอร์ จำกัด ผู้แทนนักศึกษาจากหลักสูตร ปปร. รุ่นที่ 28 กล่าวว่า “ในปัจจุบัน Generative Ai เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วย เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูล มีส่วนร่วม ตรวจสอบได้ และเรียนรู้ได้ตลอดเวลา ซึ่งเป็นรากฐานของสังคมประชาธิปไตยที่โปร่งใสและยั่งยืนอื่น แต่การใช้งาน Generative Ai ต้องอยู่ภายใต้หลักจริยธรรมความโปร่งใส ความเท่าเทียม และการคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคล เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาเมืองที่มีคุณภาพ มีวิจารณญาณและมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนสังคมอย่างสร้างสรรค์”

รศ.ดร.ธนศักดิ์ สายจำปา รักษาการแทนรองอธิการบดีฝ่ายยุทธศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ผู้แทนนักศึกษาจากหลักสูตร พตส. รุ่นที่ 14 กล่าวว่า “เราสามารถสร้าง Ai ที่มีความรู้เกี่ยวกับระเบียบกฎหมายและรายละเอียดทุกด้านเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ด้วยการป้อนข้อมูลที่ถูกต้องและเชื่อถือได้ จนกลายเป็น Ai ที่สามารถใช้เป็นกลไกสำคัญให้กับประชาชน ทั้งในด้านการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเลือกตั้ง รวมถึงการให้รายละเอียดสำคัญเพื่อการตัดสินใจทางการเมืองกับประชาชน นี่จะเป็นพลังขับเคลื่อนใหม่ที่ส่งผลให้การเลือกตั้งในประเทศไทยมีความเสรีและยุติธรรมมากขึ้น”

พิพิธ อเนกนิธิ ผู้จัดการใหญ่บริษัท ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ผู้แทนนักศึกษาจากหลักสูตร บ.ย.ส. รุ่นที่ 29 กล่าวว่า “โลกกำลังเข้าสู่การปฏิวัติทางเทคโนโลยีอีกครั้ง ความสามารถของ Ai ช่วยสร้างประโยชน์ในหลายมิติแต่ก็เป็นภัยอย่างใหญ่หลวง”

ปฐมา จันทรักษ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท Accenture (Thailand) ผู้แทนนักศึกษาจากหลักสูตร TEPCoT รุ่นที่ 17 กล่าวว่า “การปลดล็อกความเป็นไปได้ของ Ai ต้องทำให้ไปได้ไกลมากกว่าแค่การเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน  แต่ต้องยกระดับศักยภาพของมนุษย์ให้ให้ดีขึ้นด้วย ผู้นำยุคใหม่ไม่ใช่แค่เข้าใจเทคโนโลยี แต่ต้องกล้านำด้วยหัวใจ ขับเคลื่อนด้วยจริยธรรม และยืนหยัดบนเป้าหมายที่ชัดเจน เพราะอนาคตที่ยั่งยืน คือวันที่มนุษย์และ Ai เดินไปด้วยกัน ขับเคลื่อนธุรกิจด้วยความรับผิดชอบ และสร้างกรอบสังคมที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

รัตนพล วงศ์นภาจันทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บจก.สยาม เอไอ คอร์ปอเรชั่น ผู้แทนนักศึกษาจากหลักสูตร วปอ. วบ. รุ่นที่ 2 ได้กล่าวถึง “การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบนิเวศทางด้านปัญญาประดิษฐ์ รวมถึง 4 หัวใจหลักที่ขับเคลื่อนการสร้างอธิปไตยเอไอระดับชาติให้เกิดขึ้นได้จริง และประเด็นสำคัญที่คนไทยส่วนใหญ่มักมองข้าม”

พล.ต.ธีรวุฒิ วิทยากรณ์  รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ ผู้แทนนักศึกษาจากหลักสูตร ปปร. รุ่นที่ 28 กล่าวว่า “ปัญญาประดิษฐ์ (Ai) กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในหลายมิติ ทั้งในด้านวิถีชีวิตของประชาชน รูปแบบการดำเนินงานขององค์กร และการเปลี่ยนแปลงทางสังคมผ่านแอปพลิเคชันหลากหลายรูปแบบ โดย Ai จะมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความสามารถทางการแข่งขันและความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ การพัฒนา Ai จำเป็นต้องเริ่มจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะในด้านทรัพยากรมนุษย์ การวิจัยและพัฒนา และการสร้างนวัตกรรม Ai Application ซึ่งเป็นจุดที่ประเทศไทยยังมีคะแนนต่ำในหลายตัวชี้วัดระหว่างประเทศ และควรได้รับการเร่งพัฒนาอย่างเร่งด่วน”

พ.ต.ต.กฤติ ม่วงศิริ อาจารย์ (สบ2) คณะสังคมศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ผู้แทนนักศึกษาจากหลักสูตร พตส. (พนต. รุ่นที่ 1) กล่าวว่า “โลกแห่งอนาคตควรสร้างพื้นที่เปิดกว้างและยอมรับความแตกต่างของทุกคน สร้างการมีส่วนร่วมและสะท้อนความต้องการจากทุกภาคส่วน (Inclusive Society) ซึ่งมีเทคโนโลยีเป็นบันไดก้าวข้ามข้อจำกัดและความท้าทาย โดย สำนักงาน กกต. กำลังริเริ่มการต่อยอด Application (Smart Vote) ให้เป็น Single Window Platform นำนวัตกรรมเพื่ออำนวยความสะดวกสำหรับการเลือกตั้งในอนาคต การลงทะเบียนเลือกตั้งด้วยระบบ Facial Registration การตรวจสอบสิทธิและหน่วยเลือกตั้ง การนับคะแนนและประมวลผลแบบต่อเนื่อง เพื่อลดข้อผิดพลาดจาก Human Error การสะท้อนปัญหาและข้อร้องเรียน และการเปิดพื้นที่ ‘Pitching Ideas’ เชื่อมโยงแนวคิดเพื่อขับเคลื่อนการเมืองสร้างสรรค์และการเลือกตั้งที่สะท้อนเสียงจากทุกภาคส่วนของสังคม”

ศ.ดร.คณพล จันทน์หอม รองอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้แทนนักศึกษาจากหลักสูตร บ.ย.ส. รุ่นที่ 29 กล่าวว่า “การนำ Ai เข้ามาใช้ในการเรียนการสอนกฎหมาย การใช้และการตีความกฎหมาย จะช่วยให้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมมีประสิทธิภาพมากขึ้น”