จับมือ MOU ร่วมผลิตผู้ช่วยพยาบาล ลดเหลื่อมล้ำ-ดูแลสุขภาพประชาชนภาคใต้

จับมือ MOU ร่วมผลิตผู้ช่วยพยาบาล ลดเหลื่อมล้ำ-ดูแลสุขภาพประชาชนภาคใต้

จับมือ MOU ร่วมผลิตผู้ช่วยพยาบาล ลดเหลื่อมล้ำ-ดูแลสุขภาพประชาชนภาคใต้

วันอังคาร ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (มวล.) กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา และองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช ลงนามความร่วมมือเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการศึกษาและการผลิตและพัฒนาบุคลากรสายสาธารณสุข ร่วมผลิตผู้ช่วยพยาบาลสนับสนุนการดูแลสุขภาพเชิงรุกแก่ประชาชนในพื้นที่ภาคใต้

ผศ.ดร.อรเพ็ญ สุขะวัลลิ คณบดีสำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ มวล. นายไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ น.ส.วาริน ชิณวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช (อบจ.) ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการศึกษาและการผลิตและพัฒนาบุคลากรสายสาธารณสุข จังหวัดนครศรีธรรมราช” โดยมีผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของทั้ง 3 หน่วยงานร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ห้องประชุม อบจ.นครศรีฯ

ผศ.ดร.อรเพ็ญ สุขะวัลลิ คณบดีสำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ กล่าวว่า มวล.มุ่งมั่นในการทำหน้าที่เป็น “สะพานแห่งโอกาส” ที่เชื่อมเยาวชนจากครอบครัวที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ หรืออยู่ในพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช ให้สามารถเข้าถึงการศึกษาและการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ พร้อมทั้งพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตและการทำงานในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะในจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งมีศักยภาพสูงในการพัฒนา แต่ยังเผชิญกับความเหลื่อมล้ำในหลายมิติ

โดยพันธกิจของมหาวิทยาลัยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในห้องเรียน แต่ครอบคลุมถึงการลงพื้นที่ การทำงานร่วมกับภาคีในท้องถิ่น และการวางระบบพัฒนาคนที่มีความยั่งยืน ทั้งด้านการศึกษา สาธารณสุข และเศรษฐกิจของชุมชน โดยเฉพาะในด้านการผลิตและพัฒนาบุคลากรสายสาธารณสุข ที่สำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ ได้ร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และ กสศ. ในการออกแบบหลักสูตรและกิจกรรมการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ความต้องการของพื้นที่ พร้อมทั้งเปิดเส้นทางสู่อาชีพให้กับนักศึกษา เพื่อให้พวกเขาสามารถกลับไปทำงานและเป็นกำลังหลักในการดูแลสุขภาพคนในชุมชนของตนเอง สำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ มวล. มีความเชื่อมั่นว่าการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนในการ “ออกแบบอนาคตของพื้นที่ โดยเริ่มต้นจากการพัฒนาคนในพื้นที่” เราจะสามารถสร้างโอกาสทางการศึกษาเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนได้

ทั้งนี้ สำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ มวล. เปิดหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพผู้ช่วยพยาบาลมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 จนถึงปัจจุบันมีนักศึกษาสำเร็จการศึกษาแล้ว จำนวน 9 รุ่น รวม 352 คน โดยเป็นผู้ได้รับทุนการศึกษาจาก กสศ.จำนวน 24 คน ในปีการศึกษา 2567 โดยจะเปิดรับสมัครช่วงเดือน พย.-กพ.ของทุกปี ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารและรายละเอียดการรับสมัครได้ที่ https://nurse.wu.ac.th/

‘กองทัพบก’น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ’ในหลวง’ ทรงช่วยเหลือปชช.-ทหารปฏิบัติหน้าที่แนวชายแดน

'กองทัพบก'น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ'ในหลวง' ทรงช่วยเหลือปชช.-ทหารปฏิบัติหน้าที่แนวชายแดน

‘กองทัพบก’น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ’ในหลวง’ ทรงช่วยเหลือปชช.-ทหารปฏิบัติหน้าที่แนวชายแดน

วันจันทร์ ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 21.40 น.

เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก “กองทัพบก Royal Thai Army” ได้โพสต์ข้อความระบุว่า กองทัพบกน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ในพระเมตตาและพระราชหฤทัยห่วงใยพสกนิกร ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพระกรุณาพระราชทานความช่วยเหลือแก่ประชาชนและทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระเมตตาและพระราชหฤทัยห่วงใยพสกนิกรมาโดยตลอด โดยเฉพาะในยามที่ประเทศชาติเผชิญสถานการณ์ด้านความมั่นคงบริเวณชายแดนในห้วงเวลานี้ พระองค์ทรงติดตามและทรงห่วงใยต่อทุกข์สุขของประชาชนและกำลังพลอย่างใกล้ชิด และทรงพระกรุณาพระราชทานความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ได้รับผลกระทบ ทั้งในส่วนของประชาชนและทหารกล้าที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนในขณะนี้

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับ ผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ความไม่สงบไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ทุกราย พร้อมทั้ง ทรงรับ ผู้เสียชีวิตไว้เป็นศพในพระบรมราชานุเคราะห์ เพื่อให้ได้รับการดูแลอย่างสมเกียรติ และเป็นเกียรติยศอันสูงสุดแก่ผู้เสียสละ

ทั้งนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้แทน เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปมอบแก่ผู้ได้รับบาดเจ็บ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่ผู้ประสบเหตุ พร้อมทั้ง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้เชิญพวงมาลาพระราชทานไปวางหน้าหีบศพของผู้เสียชีวิต อันเป็นการเชิดชูเกียรติแก่ผู้กล้าที่อุทิศชีวิตเพื่อแผ่นดิน

อีกทั้ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานโรงครัวพระราชทาน เพื่อสนับสนุนการประกอบอาหาร ดูแลชาวบ้านและผู้อพยพในพื้นที่ชายแดน โดยจัดปรุงอาหารพระราชทานปรุงสดแจกจ่ายให้กับประชาชน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และเป็นขวัญกำลังใจให้แก่ประชาชนที่เคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่เสี่ยงอันตรายบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา พร้อมสิ่งของจำเป็นต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการดูแลประชาชนและผู้อพยพ ณ พื้นที่พักพิงชั่วคราว

พระเมตตาธรรมอันยิ่งใหญ่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เปรียบดั่งสายพระราชหฤทัยที่โอบอุ้มและหล่อเลี้ยงหัวใจของปวงชนชาวไทย และกำลังพลผู้ปฏิบัติหน้าที่ ณ แนวหน้า ให้เกิดพลังในการต่อสู้ ฟันฝ่าอุปสรรค เพื่อปกป้องอธิปไตยและรักษาเกียรติภูมิของชาติไทย

ในนามของกองทัพบก ข้าราชการและลูกจ้างทุกคน ต่างน้อมสำนึก ในพระมหากรุณาธิคุณอย่างสุดหาที่สุดมิได้ และขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า จะมุ่งมั่นปฏิบัติหน้าที่ในความรับผิดชอบ ด้วยความจงรักภักดี วิริยะ อุตสาหะ และเสียสละ เพื่อถวายความจงรักภักดี และตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณนี้ตลอดไป

– 006

‘สุริยะ’นำจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล’พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว’

'สุริยะ'นำจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล'พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว'

‘สุริยะ’นำจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล’พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว’

วันจันทร์ ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 20.52 น.

เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี มอบหมาย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานในพิธีถวายเครื่องราชสักการะและพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568 ณ บริเวณท้องสนามหลวง

– 006

‘ผบช.ภ.1’นำข้าราชการตำรวจในสังกัด ร่วมลงนามถวายพระพร’พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว’

'ผบช.ภ.1'นำข้าราชการตำรวจในสังกัด ร่วมลงนามถวายพระพร'พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว'

‘ผบช.ภ.1’นำข้าราชการตำรวจในสังกัด ร่วมลงนามถวายพระพร’พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว’

วันจันทร์ ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 19.16 น.

เมื่อเวลา 08.00 น.วันที่ 28 กรกฎาคม 2568 พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.ภ.1 พร้อมด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ตร. ช่วยราชการ ภ.1 คณะ รอง ผบช.ภ.1 คณะ ผบก.ในสังกัด ภ.1 ผู้ทรงคุณวุฒิ ตร. ช่วยราชการ ภ.1 ร่วมลงนามถวายพระพร เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ ศาลาสหทัยสมาคม พระบรมมหาราชวัง

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’ลงนามถวายพระพรชัยมงคล’พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว’

'มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง'ลงนามถวายพระพรชัยมงคล'พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว'

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’ลงนามถวายพระพรชัยมงคล’พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว’

วันจันทร์ ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 19.13 น.

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ลงนามถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568 ณ ศาลาสหทัยสมาคม พระบรมมหาราชวัง กรุงเทพฯ

วันนี้ (วันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2568) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการ นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการ  นายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและเหรัญญิก นายวิศิษฎ์ ลิ้มประนะ กรรมการ พร้อมด้วยคณะกรรมการ นำคณะผู้บริหารมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และหน่วยงานในเครือ นำแจกันดอกไม้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ และลงนามถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568 ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพฯ

สพฐ.ห่วงใยครูในพื้นที่ ยืนยันไม่บังคับปฏิบัติงานหากกระทบความปลอดภัย-เกินกำลัง

สพฐ.ห่วงใยครูในพื้นที่ ยืนยันไม่บังคับปฏิบัติงานหากกระทบความปลอดภัย-เกินกำลัง

สพฐ.ห่วงใยครูในพื้นที่ ยืนยันไม่บังคับปฏิบัติงานหากกระทบความปลอดภัย-เกินกำลัง

วันจันทร์ ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 18.33 น.

เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 ตามที่มีการเผยแพร่ข่าวสารทางสื่อสังคมออนไลน์ กรณีการจัดครูและบุคลากรไปสนับสนุนการดูแลนักเรียนในศูนย์พักพิงชั่วคราวในบางพื้นที่ ซึ่งมีข้อห่วงใยเกี่ยวกับภาระงานและสถานะของครูที่ต้องอพยพเช่นเดียวกัน นั้น

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) ขอยืนยันว่า สพฐ.ให้ความสำคัญสูงสุดต่อความปลอดภัยของนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษาทุกคน และไม่มีนโยบายให้ครูไปปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ที่อาจไม่ปลอดภัยหรืออยู่นอกเหนือความพร้อมของตนเอง โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนเช่นนี้

ทั้งนี้ สพฐ.ได้เน้นย้ำไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาในพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบ ให้ใช้ดุลยพินิจอย่างรอบคอบ และยึดหลัก “ความสมัครใจและความปลอดภัย” หากมีการดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลนักเรียนในศูนย์พักพิง เพื่อไม่ให้เกิดภาระเกินสมควรต่อครูและบุคลากรในช่วงเวลานี้

พร้อมทั้งกำชับตามข้อสั่งการของ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่ให้ผู้อำนวยการสถานศึกษาในพื้นที่เสี่ยง สามารถใช้ดุลยพินิจในการปิดการเรียนการสอนได้ทันที โดยประเมินจากสถานการณ์ในพื้นที่ และไม่กระทำการใดที่ให้ครูและบุคลากรฯเกิดความเสียหายหรือไม่ปลอดภัย

“ในห้วงเวลาเช่นนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การร่วมกันประคับประคองเด็กๆ ให้ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ตามกำลังและความพร้อมที่แต่ละฝ่ายมี และต้องไม่กระทบกับความปลอดภัยของครูและบุคลากรฯด้วย โดย สพฐ.พร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่เพื่อให้การดูแลนักเรียนในสถานการณ์เช่นนี้ เป็นไปอย่างเหมาะสม เพื่อให้เราทุกคนก้าวผ่านช่วงเวลานี้ไปด้วยกัน” ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าว

พสกนิกรทุกหมู่เหล่า ร่วมลงนามถวายพระพร’ในหลวง’ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

พสกนิกรทุกหมู่เหล่า ร่วมลงนามถวายพระพร'ในหลวง' เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

พสกนิกรทุกหมู่เหล่า ร่วมลงนามถวายพระพร’ในหลวง’ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

วันจันทร์ ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 18.01 น.

เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 ที่อาคารหน่วยราชการในพระองค์ 904 ศาลาสหทัยสมาคม และสนามหญ้าข้างศาลาลูกขุน ในพระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่เวลา 08.00 – 12.00 น. สำนักพระราชวัง เปิดให้สมาชิกราชสกุล, องคมนตรี, นายกรัฐมนตรี, คณะรัฐมนตรี, คณะทูตานุทูต, ผู้นำศาสนา, ประธานรัฐสภา, ประธานวุฒิสภา, ประธานศาลฯ, ผู้บัญชาการเหล่าทัพ, ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่, องค์กรอิสระ, สมาคม, มูลนิธิ, หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน, และประชาชนทั่วไป นำแจกันดอกไม้มาทูลเกล้าฯ ถวายเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมลงพระนาม และลงนามถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568 ให้ทรงพระเจริญยิ่งยืนนานเป็นมิ่งขวัญของเหล่าพสกนิกรชาวไทยตลอดไป

อาทิ ข้าราชบริพารหน่วยราชการในพระองค์ นำโดย พล.อ.ต.สุพิชัย สุนทรบุระ รองเลขาธิการพระราชวัง, พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี พร้อมคณะองคมนตรี และภริยา , นายภูมิธรรม เวชชัย รักษาการนายกรัฐมนตรี และภริยา พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี, น.ส.แพรทองธาน ชินวัตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และคู่สมรส, คณะของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศ, กองพลที่ 1 รักษาพระองค์, กรมควบคุมมลพิษ, มูลนิธิชัยพัฒนา, กรมกิจการพลเรือนทหารบก, คณะแพทย์ศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก, มูลนิธิราชประชานุเคราะห์, โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ, สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน, ตำรวจภูธรภาค 1, วชิราวุธวิทยาลัย, นางเอมอร ศรีวัฒนประภา ประธานกรรมการอาวุโสกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์, นายพุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน), สถาบันดิจิทัลเศรษฐกิจเพื่อสังคม, นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมข้าราชการ, นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.),

นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, คณะผู้บริหาร กระทรวงพลังงาน, นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร, สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม, นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข, กองทัพเรือ, สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน), นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เลขาธิการพรรคเพื่อไทย พร้อมสมาชิกพรรค, นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านฯ และหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมสมาชิกพรรค, นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนาพร้อมด้วย นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และหัวหน้าพรรคชาติพัฒนา, สำนักงานพระคลังข้างที่, คณะผู้บริหารกระทรวงการต่างประเทศ, กรมข่าวทหารบก, กรมการขนส่งทางบก, สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.)

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยรัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ.และคณะผู้บริหารองค์กรหลักของ ศธ., นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมคณะ, ศาลรัฐธรรมนูญ, สมาคมศรีคุรุสิงห์สภา, นายชุมพร เพชรชุมชน รองผู้อำนวยการฝ่ายกิจการสัมพันธ์ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด, คณะผู้บริหาร คณะผู้ประกาศข่าว สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3,  ผู้แทนสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 HD, นักเรียนทุนพระราชทาน ม.ท.ศ. จำนวน 500 คน,

นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด, นายสันติ ภิรมย์ภักดี ประธานกรรมการบริหารบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด และคณะผู้บริหาร, นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) พร้อมคณะผู้บริหาร TCC GROUP, นายสุทธิพงษ์-ดร.วันดี จุลเจริญ, นางมุกดา จิราธิวัฒน์ เอื้อวัฒนสกุล ผู้บริหารเซ็นทรัลกรุ๊ป พร้อมคณะ

ขณะที่ประชาชนจากทุกสารทิศพร้อมใจใส่เสื้อสีเหลืองเดินทางมาลงนามถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อย่างต่อเนื่อง

การนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการและประชาชน เข้ากราบถวายบังคมพระบรมรูปสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราช ที่ปราสาทพระเทพบิดร ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักพระราชวัง เปิดให้ประชาชนร่วมลงนามถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม 2568 ผ่านระบบออนไลน์ ที่เว็บไซต์หน่วยราชการในพระองค์ www.royaloffice.th ระหว่างวันที่ 25 – 31 กรกฎาคม 2568

– 006

‘ในหลวง’พระราชทานดอกไม้และกระเช้า มอบแก่ทหารพรานบาดเจ็บแขนขาด

'ในหลวง'พระราชทานดอกไม้และกระเช้า มอบแก่ทหารพรานบาดเจ็บแขนขาด

‘ในหลวง’พระราชทานดอกไม้และกระเช้า มอบแก่ทหารพรานบาดเจ็บแขนขาด

วันจันทร์ ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 14.15 น.

“ในหลวง” พระราชทานดอกไม้และกระเช้า มอบแก่ทหารพรานอนันต์ เชื้อดวงผุย บาดเจ็บแขนขาดจากการปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา

28 กรกฎาคม 2568 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ว่าที่พันตรี อดิศักดิ์  น้อยสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีเชิญแจกันดอกไม้ และกระเช้าสิ่งของพระราชทาน มอบแก่ทหารพราน อนันต์ เชื้อดวงผุย หรือปราบ อายุ 31 ปี ที่ได้รับบาดเจ็บจากการปะทะกับทหารกัมพูชา แขนขวาท่อนล่างขาด ลำตัวมีบาดแผลจากสะเก็ดระเบิด โดยได้ส่งตัวเข้ารับการผ่าตัดสมองที่โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ทั้งนี้ การได้รับพระราชทานพระมหากรุณาในครั้งนี้  ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแก่ครอบครัวเชื้อดวงผุยอย่างหาที่สุดมิได้

ล่าสุด วันที่ 28 กรกฎาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้รับทราบความคืบหน้าจากนางเข็มเพชร เชื้อดวงผุย อายุ 57 ปี ผู้เป็นแม่ที่เฝ้าดูอาการของลูกชายด้วยความห่วงใย ว่า แพทย์ได้ทำการผ่าตัดสมอง และแต่งบาดแผลที่ถูกกระสุนปืน ค.จากทหารกัมพูชาผ่านพ้นไปด้วยดี  ขณะนี้แพทย์ยังสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด เบื้องต้นได้ถอดเครื่องช่วยหายใจออก ลูกชายรู้สึกตัวดีแต่ยังพูดไม่ได้ ส่งสัญญาณด้วยการกระดิกนิ้วมือ ซึ่งแพทย์ต้องการให้ผู้ป่วยพักผ่อนเยอะๆ จึงยังไม่อนุญาตให้เยี่ยมไข้

ทางด้านญาติพี่น้องที่อยู่บ้านสร้างติ้ว ต.นาแก  อ.นาแก จ.นครพนม ต่างเฝ้าติดตามสอบถามอาการของ ทพ.ปราบอย่างใจจดใจจ่อ หลังทราบว่าการผ่าตัดเรียบร้อยดี ทุกคนต่างโล่งอกไปตามๆกัน

ขณะเดียวกันนายอิศรา โพธิ์เงิน นายอำเภอนาแกประธานคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตอำเภอนาแก (พชอ.นาแก) พร้อมด้วยนายวรวิทย์ วุฒา สาธารณสุขอำเภอนาแก เลขานุการคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตอำเภอนาแก (พชอ.นาแก) ได้รวมพลังชาวนาแก เดินทางไปอยู่บ้านเลขที่ 13 หมู่ 7 บ้านสร้างติ้ว ต.นาแก อ.นาแก จ.นครพนม ซึ่งเป็นบ้านเกิดของทหารพรานผู้กล้า เพื่อให้กำลังใจญาติๆ โดยนายปราชญา อุ่นเพชรวรากร ผวจ.นครพนม สั่งทุกพื้นที่ให้ตรวจสอบดูแลครอบครัวทหารหาญ ที่มีภูมิลำเนาอยู่ใน จ.นครพนม และรายงานให้ทางจังหวัดทราบต่อเนื่อง

โดย นางประสินธุ์ ธ.น.จวง อายุ 51 ปี น้าสาว ได้เปิดเผยว่ารู้สึกภูมิใจในความเป็นทหารกล้าของหลาน เพราะครอบครัวนี้เป็นอาสาสมัครทหารพราน ตั้งแต่ผู้เป็นพ่อคือนายประยุทธ  เชื้อดวงผุย  และนายสุระ เชื้อดวงผุย พี่ชาย ต้องขอขอบคุณทุกหน่วยงานที่เข้ามาช่วยเหลือ ตอนนี้อาการหลานชายหลังผ่าตัดสมอง ก็มีการตอบสนองได้ดี

ทั้งนี้ อาสาสมัครทหารพราน อนันต์ เชื้อดวงผุย หรือปราบ สังกัดกองร้อยทหารพรานที่ 2302 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 23 กองกำลังสุรนารี กองทัพภาคที่ 2 ปฏิบัติหน้าที่ประจำฐานปฏิบัติการปราสาทโดนตวล บ้านภูมิซรอล ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ สถานะยังไม่มีครอบครัว แต่กำลังคบหาดูใจกับสาวชาว จ.ศรีสะเกษ ได้ประมาณปีเศษ.

012

โรงครัวพระราชทาน ความห่วงใยจากน้ำพระทัยพระราชา

โรงครัวพระราชทาน ความห่วงใยจากน้ำพระทัยพระราชา

โรงครัวพระราชทาน ความห่วงใยจากน้ำพระทัยพระราชา

วันจันทร์ ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 08.56 น.

ในทุกห้วงเวลาแห่งความทุกข์ยากของแผ่นดิน ชาวไทยจะได้เห็นภาพความห่วงใยจาก “ในหลวง” ปรากฏอย่างเงียบๆแต่มั่นคง ทั้งในรูปของความช่วยเหลือเร่งด่วน การเยียวยาจิตใจ หรือแม้แต่การอยู่เคียงข้างอย่างอบอุ่นผ่าน “โรงครัวพระราชทาน” หนึ่งในสัญลักษณ์ของพระเมตตา ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ได้พระราชทานแก่พสกนิกรของพระองค์มาโดยตลอด

จากเหตุการณ์กู้ภัยทีมฟุตบอลหมูป่าที่ติดอยู่ในถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน จังหวัดเชียงราย ในปี 2561 จนถึงช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่ยาวนานหลายปี โรงครัวพระราชทานได้เคลื่อนพลเข้าสู่พื้นที่อย่างทันท่วงที ไม่ใช่เพียงเพื่อมอบอาหารปรุงสุก หากแต่ยังเป็นการส่งต่อพลังใจและความมั่นคงทางจิตวิญญาณแก่ประชาชน ว่า “พระองค์ยังห่วงใยเราเสมอ”

ไม่ว่าจะเป็นภัยพิบัติน้ำท่วมในหลายจังหวัด เพลิงไหม้ในชุมชนแออัด เช่น เหตุไฟไหม้คลองเตยและบางพลัด หรือภัยหนาวในถิ่นทุรกันดาร โรงครัวพระราชทานยังคงปรากฏในพื้นที่ เหมือนเงาของพระบารมีที่ปกคลุมให้ทุกคนรู้สึกปลอดภัย ภายใต้แนวคิดที่ว่า “ทุกชีวิตต้องได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง” ความรวดเร็วในการลงพื้นที่ของโรงครัวพระราชทานสะท้อนอย่างชัดเจนว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงติดตามข่าวสารบ้านเมืองอย่างใกล้ชิด ความทุกข์ของราษฎรไม่เคยพ้นสายพระเนตรและพระกรรณ

โรงครัวพระราชทานจึงไม่ใช่เพียงการจัดทำอาหาร แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของความผูกพันระหว่างพระราชาและประชาชน เป็น “สะพานแห่งความเข้าใจ” ที่ส่งผ่านความอบอุ่นจากราชสำนักสู่ชุมชน เป็นรูปธรรมของความรักที่พระองค์ทรงมีต่อแผ่นดินนี้และทุกชีวิตที่อาศัยอยู่ในนั้น

ในวาระมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม พุทธศักราช 2568 ขอน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ พระราชาแห่งประชาชนผู้ไม่เคยทอดทิ้งราษฎร และขอจารึกไว้ในหัวใจว่า…โรงครัวพระราชทานนั้น คือพระเมตตา ที่ปรุงด้วยหัวใจของพระราชา  ให้ชาวประชาได้อิ่มท้อง และอิ่มใจ ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน.

ภาพประกอบ : แฟ้มภาพแนวหน้า

‘AI Culture’ วัฒนธรรมองค์กรยุคใหม่

‘AI Culture’ วัฒนธรรมองค์กรยุคใหม่

‘AI Culture’ วัฒนธรรมองค์กรยุคใหม่

วันจันทร์ ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว องค์กรต่างๆ จำเป็นต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับความท้าทายและโอกาสที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในปัจจัยการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือ “ปัญญาประดิษฐ์ (AI)” ซึ่งเข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนหลากหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมการผลิต การบริการ การเงิน การแพทย์ รวมไปถึงภาครัฐและภาคเอกชน

อย่างไรก็ตาม การนำ AI มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว หากจำเป็นต้องมีวัฒนธรรมองค์กรที่เข้าใจและพร้อมทำงานร่วมกับ AI อย่างเป็นระบบและยั่งยืน วันนี้ OPEN-TEC (Tech Knowledge Sharing Platform) ภายใต้การดูแลของ TCC TECHNOLOGY GROUP จะพาทุกท่านไปสำรวจ “AI Culture” ที่จะกลายเป็นรากฐานสำคัญขององค์กรยุคใหม่

– AI Culture คืออะไร? : AI Culture หรือ วัฒนธรรมองค์กรที่พร้อมอยู่ร่วมกับ AI หมายถึงการบูรณาการ AI เข้ากับแนวคิด กระบวนการทำงาน และค่านิยมขององค์กรอย่างสมดุลและมีจริยธรรม โดยมีเป้าหมายเพื่อให้คนและ AI สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เปิดโอกาสในการสร้างนวัตกรรม และขยายศักยภาพขององค์กรให้กว้างขึ้น

ทั้งนี้ จากข้อมูลของสถาบัน Human Technology Institute ระบุว่า องค์กรที่มีวัฒนธรรมองค์กรที่พร้อมอยู่ร่วมกับ AI จะมีความเข้าใจในศักยภาพและข้อจำกัดของ AI พร้อมสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการเรียนรู้ในหลากหลายรูปแบบ ทั้งการฝึกอบรม การทดลองใช้งาน และการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง1 ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือเป็นปัจจัยสำคัญในขับเคลื่อนองค์กรในยุคดิจิทัล

– บทบาทของผู้นำในการผลักดัน AI Culture : การเสริมสร้าง AI Culture ให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน เริ่มต้นจาก “ผู้นำ” ที่มีวิสัยทัศน์และเข้าใจบทบาทของ AI อย่างชัดเจน พร้อมสามารถเชื่อมโยงเทคโนโลยีเข้ากลยุทธ์และแนวคิดด้านจริยธรรมขององค์กร จากรายงานของ World Economic Forum ชี้ให้เห็นว่า 74% ของบุคลากรต้องการเรียนรู้ผ่านผู้นำของตนเอง ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญของบทบาทผู้นำในการเสริมสร้างศักยภาพคนในองค์กร2 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ทักษะด้านเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้น การลงทุนด้านการเรียนรู้จึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มพูนทักษะ เสริมสร้างแรงจูงใจ และการเติบโตขององค์กรในระยะยาว

– การส่งเสริม AI Literacy ในทุกระดับ : AI Literacy หรือ การรู้เท่าทัน AI ไม่ได้จำกัดเฉพาะฝ่ายงานด้านเทคโนโลยีอีกต่อไป ทุกฝ่ายในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นการตลาด การเงิน ทรัพยากรบุคคล หรือผู้บริหารระดับสูง ต่างมีบทบาทสำคัญในการเรียนรู้และประยุกต์ใช้ AI ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในบริบทของตนเอง ตามรายงานจาก Microsoft ชี้ให้เห็นว่าบุคลากรที่ได้รับการฝึกอบรมด้าน AI อย่างเหมาะสม มีแนวโน้มที่จะมองเห็นคุณค่าของ AI มากกว่าคนทั่วไปถึง 1.9 เท่า

โดยเฉพาะในด้านการตัดสินใจและการเพิ่มประสิทธิภาพงาน3 ดังนั้น องค์กรจึงควรเริ่มต้นจากการให้ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการทำงานของ AI พร้อมปลูกฝังแนวคิดด้านจริยธรรม ความโปร่งใส และความรับผิดชอบในการใช้งาน เพื่อให้บุคลากรมีความมั่นใจในการใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม เพราะเมื่อการเรียนรู้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กร การเปลี่ยนแปลงก็จะไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัว แต่คือโอกาสในการยกระดับความสามารถของคนและองค์กรไปพร้อมกัน

– AI Culture ต่อความสามารถในการแข่งขัน : การมี AI Culture อย่างยั่งยืน ไม่ใช่เพียงการตอบสนองต่อกระแสเทคโนโลยีเท่านั้น หากแต่เป็นกลยุทธ์ระยะยาวในการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน องค์กรที่มีวัฒนธรรมการใช้ช้อมูลและ AI อย่างมีระบบจะสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดได้อย่างรวดเร็ว ตัดสินใจได้แม่นยำขึ้น พร้อมทั้งสร้างสิ่งใหม่ๆได้อย่างต่อเนื่อง

ตามข้อมูลของ Deloitte ยังระบุว่า องค์กรที่ใช้ข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพมีโอกาสบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจสูงถึง 48% ภายในหนึ่งปี ในขณะที่องค์กรที่ขาดวัฒนธรรมดังกล่าวกลับเผชิญปัญหาด้านการปรับตัว4 ทั้งนี้ AI Culture ที่ฝังลึกอยู่ในโครงสร้างและ ความคิดของผู้คนภายในองค์กรยังเป็นจุดแข็งที่ยากจะลอกเลียนแบบ เพราะไม่ใช่แค่การใช้เทคโนโลยีอย่างฉาบฉวย แต่เป็นแนวคิดและพฤติกรรมที่สอดคล้องกันในทุกระดับขององค์กร

สุดท้ายนี้ ในยุคที่ข้อมูลกลายเป็นสินทรัพย์อันล้ำค่า การแปลงข้อมูลให้กลายเป็นการตัดสินใจที่แม่นยำ คือหัวใจของความสำเร็จ และ “AI Culture” คือกลไกสำคัญที่จะทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน และเปลี่ยนแปลงองค์กรให้ก้าวเดินไปพร้อมกับ AI อย่างมีเป้าหมายร่วมกัน!!!

อ้างอิง

1. Carney, G., & Davis, N. (2024). People, skills and culture for effective AI governance (AI Governance Snapshot #4). Human Technology Institute, University of Technology Sydney (UTS).

2. World Economic Forum. (2025). AI and beyond: How every career can navigate the new tech landscape. https://www.weforum.org/stories/2025/01/ai-and-beyond-how-every-career-can-navigate-the-new-tech-landscape/

3. Benzing, M. (2025). Research drop: Investing in training opportunities to close the AI skills gap. Microsoft.https://techcommunity.microsoft.com/blog/microsoftvivablog/research-drop-investing-in-training-opportunities-to-close-the-ai-skills-gap/4389566

4. Davenport, T. H., Smith, T., Guszcza, J., & Stiller, B. (2019). Analytics and AI‑driven enterprises thrive in the Age of With. Deloitte Insights. https://www.deloitte.com/us/en/insights/topics/analytics/insight-driven-organization.html