‘มจธ.-ตำรวจไซเบอร์’ประกาศผล ‘Cyber Warrior Hackathon 2025’

‘มจธ.-ตำรวจไซเบอร์’ประกาศผล  ‘Cyber Warrior Hackathon 2025’

‘มจธ.-ตำรวจไซเบอร์’ประกาศผล ‘Cyber Warrior Hackathon 2025’

วันจันทร์ ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ตามที่กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) หรือ ตำรวจไซเบอร์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) จัดกิจกรรมปั้นนักรบไซเบอร์รุ่นใหม่ ในโครงการ Cyber Warrior Hackathon 2025 ระหว่างวันที่ 6 มิ.ย. – 21 ก.ค. 2568 ชิงรางวัลมูลค่ารวมกว่า 250,000 บาท

ล่าสุด เมื่อวันที่ 21 ก.ค. 2568 ที่ผ่านมา ได้มีการประกาศผลทีมผู้ชนะการแข่งขันในรอบ Final Pitch & Award Ceremony เป็นที่เรียบร้อย โดยทีมชนะเลิศ ได้แก่ ทีม fight for นาย ช. จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยชื่อผลงาน Project Title: FakeSense เงินรางวัล 100,000 บาท ทีมรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีม Brute Force จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ชื่อผลงาน Sidekick ผู้ช่วย AI สำหรับตำรวจไซเบอร์เพื่อวิเคราะห์หลักฐาน, เชื่อมโยงคดี, และจัดทำเอกสารราชการอัตโนมัติ เงินรางวัล 50,000 บาท 

และ ทีมรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ทีม SoftShells จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ชื่อผลงาน TATHIP: ระบบช่วยวิเคราะห์ข้อมูลดิจิทัล เพื่อการสืบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยีแบบอัตโนมัติ เงินรางวัล 30,000 บาท ในโอกาสนี้ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท. ในฐานะประธานในพิธี มอบเงินรางวัล และมอบโล่รางวัลประกาศเกียรติคุณแก่ทีมผู้ชนะ พร้อมด้วย, พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ รอง ผบช.สอท. ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ประธานที่ปรึกษามูลนิธิพระราหู ร่วมกับ รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มจธ. กล่าวว่า  สำหรับกิจกรรมโครงการนี้ มจธ. ในฐานะสถาบัน การศึกษาชั้นนำด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาและสร้างเครือข่ายกำลังคนที่มีความสามารถสูงด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้  “Human Resource Community” รวมถึงการสร้างความตระหนักรู้ (Awareness) ให้กับสังคมและนักศึกษา ซึ่งโครงการนี้มีความโดดเด่นเนื่องจากเป็นโครงการที่มุ่งเน้นการสร้างนวัตกรรมเพื่อช่วยตำรวจทำงานโดยตรง ไม่ได้จำกัดเครื่องมือหรือยี่ห้อใดยี่ห้อหนึ่ง และไม่เน้นการใช้งานของประชาชนโดยตรง

อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่แค่การแข่งขัน Hackathon เพราะเป้าหมายสูงสุดหลังจากนี้คือผู้เข้าร่วมทั้งหมด 540 คน จะถูกรวมอยู่ใน community หรือระบบเครือข่ายโปรแกรมเมอร์ ภายใต้ “Hub of Knowledge” ซึ่งเป็นศูนย์กลางความรู้ที่ บช.สอท. และ มจธ. ร่วมกันก่อตั้งขึ้น โดยจะเรียกกลุ่มนี้ว่า “Cyber Eyes” ทำหน้าที่เป็น “อาสาเตือนภัย ในโลกไซเบอร์” และภายหลังจากนี้เรายังมีการต่อยอดไปสู่โครงการอื่นๆ โดยมี มจธ. เป็นที่ปรึกษา

“ซึ่งนอกเหนือจากการแข่งขันแล้ว ทีมที่ชนะยังได้รับโอกาสเข้าร่วมฝึกประสบการณ์ทำงานปราบโจรออนไลน์กับตำรวจไซเบอร์และได้รับประกาศนียบัตร Non-Degree ของหลักสูตร Cyber Warrior โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ” อธิการบดี มจธ. กล่าว

ผศ. ดร.สันติธรรม พรหมอ่อน หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์  ในฐานะหัวหน้าโครงการ Cyber Warrior Hackathon 2025 กล่าวว่า ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์มีบทบาทสำคัญในฐานะผู้ร่วมออกแบบหลักสูตรและกิจกรรม และเป็นหนึ่งในคณะกรรมการผู้กำหนดหลักเกณฑ์ในการพิจารณาข้อเสนอโครงการ (proposal) รวมถึงให้ความรู้พื้นฐานตั้งแต่ Computer System Network Security ไปจนถึง Cyber Security และ Cryptocurrency หรือสกุลเงินดิจิทัล Blockchain และ AI พร้อมให้คำปรึกษาด้านเทคนิค

สำหรับกระบวนการพิจารณา คณะกรรมการคัดเลือกข้อเสนอโครงการจากทีมผู้เข้าแข่งขันกว่า 85 ทีม (จากทีมที่เข้าเวิร์กชอป จำนวน 104 ทีม แต่ละทีมมีสมาชิก 5 คน รวมทั้งหมด 540 คน) และถูกคัดเลือกเหลือ 20 ทีม เพื่อเข้าสู่การแข่งขัน Hackathon (วันที่ 19 – 20 ก.ค. 258 ) และคัดเลือกเหลือเพียง 10 ทีมสุดท้ายผ่านเข้าสู่รอบ pitching เพื่อนำเสนอผลงานต่อคณะกรรมการในวันนี้ ( 21 ก.ค. 2568)

โดยจะพิจารณาว่าข้อเสนอเหล่านั้นแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการดำเนินงานและมีแผนงานที่ชัดเจนครอบคลุม ทั้ง Hard Skills (ทักษะเชิงเทคนิค) และ Soft Skills (ทักษะด้านอื่นๆ) และโปรเจกต์ที่นำเสนอจะอยู่ภายใต้หัวข้อโจทย์ 8 หัวข้อที่ได้รับมาจากทางตำรวจ  ไซเบอร์ ประกอบด้วย 1.TPO: Thai Police Online  2.”ถอดโค้ดโจร” กับแผนประทุษกรรม 3.ไขรหัสพยานดิจิทัล: เปิดปมจากบิตสู่ความจริง

4.”Breaking the Signal: ถอดรหัสทุกช่องทางสื่อสาร” 5.Money Trail: จากเงินสดถึงบล็อกเชน 6.ไซเบอร์คือสมรภูมิใหม่: เมื่อความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ คือ โจทย์ท้าทายในการดูแลระบบและข้อมูลของเรา 7.Digital Detective: สืบความจริงในโลกไซเบอร์ และ 8.สอบสวนดิจิทัล: จากเบาะแสถึงชั้นศาล เมื่อไฟล์คือพยานเชื่อม การพิสูจน์ดิจิทัลกับการใช้ในศาล

โดยในกระบวนการพิจารณาทั้งหมดจะดำเนินการโดยปิดชื่อสถาบันเพื่อความเป็นกลาง สำหรับเกณฑ์การคัดเลือกหลักๆ ได้แก่ ความสามารถในการทำงาน, การทำงานเป็นทีม, ผลงานที่ทำออกมามีความเป็นรูปเป็นร่างมากน้อยแค่ไหน หรือมีโอกาสสำเร็จสูงและสามารถนำไปต่อยอดใช้งานได้เร็วแค่ไหน นอกจากนี้ยังพิจารณาจากการทำงานที่เป็นระบบระเบียบและการแก้ปัญหา

ผศ.ดร.สันติธรรม กล่าวว่า โครงการฯ นี้ ภาควิชาฯ มีเป้าหมายหลักสามประการในการแก้ปัญหาสังคม  ไซเบอร์ คือ หนึ่งพัฒนาไอเดียและแนวคิดที่นำไปใช้งานได้จริงโดยนักศึกษา เนื่องจากโครงการนี้คาดหวังให้นักศึกษานำเสนอไอเดียและทำโปรแกรมขั้นต้นที่สามารถแสดงให้เห็นว่าแนวคิด ซึ่งตำรวจไซเบอร์เบอร์ต้องการเห็นไอเดียที่สามารถนำไปใช้งานได้จริง,

สองมอบความรู้และประสบการณ์ตรงจากปัญหาจริงให้กับนักศึกษา เป็นการเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้สัมผัสกับปัญหาที่แท้จริงของประเทศชาติ นักศึกษาจะได้พูดคุยกับตำรวจเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งจะทำให้เข้าใจว่าความรู้ด้านไซเบอร์สามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้อย่างไร และสามสร้างความตระหนักรู้ (Awareness) ให้กับสังคมและนักศึกษาเกี่ยวกับภัยคุกคามทางไซเบอร์และส่งเสริมความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม

เนื่องจากปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์ เช่น ปัญหาบัญชีม้าและการหลอกโอนเงิน ได้กลายเป็นสิ่งรอบตัวและเข้าสู่ชีวิตประจำวันของผู้คน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงช่องว่างในการรับรู้ การจัดโครงการนี้จึงมีเป้าหมายเพื่อสร้างความตระหนักว่าปัญหายังคงอยู่ และหากมีความสามารถก็ควรเข้ามาช่วยกันแก้ไข โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสร้าง Awareness นี้ ไม่สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว และจะเริ่มจากการให้ความรู้แก่สังคม รวมถึงให้นักศึกษานำความรู้ไปบอกต่อผู้ปกครองได้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์ รวมถึงปัญหาบัญชีม้าและการหลอกลวงทางการเงิน นั้น ไม่สามารถทำได้เพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และการที่คนใกล้ตัวมาบอกเองจะช่วยให้เกิดการระวังตัวได้ดีกว่าการรับฟังข่าวทั่วไปเพียงอย่างเดียว และการแข่งขัน Hackathon เป็นเพียงกลไกหนึ่งในการรวบรวมคน การแข่งขันนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจใหญ่

เพราะเป้าหมายที่แท้จริงคือ การ “สร้างกำลังคนและเครือข่าย Cyber Security ของประเทศ” ในด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ โดยผสมผสานความรู้ทางวิชาการเข้ากับการแก้ไขปัญหาจริงในสังคม เพื่อให้นักศึกษาได้พัฒนาศักยภาพและมองเห็นโอกาสในการสร้างผลกระทบเชิงบวกในอนาคต!!!

ปัตตานีคึกคัก! ‘เสมา 2’ปักธงขึ้นเงินเดือนครูเอกชนตุลาคมนี้

ปัตตานีคึกคัก! ‘เสมา 2’ปักธงขึ้นเงินเดือนครูเอกชนตุลาคมนี้

ปัตตานีคึกคัก! ‘เสมา 2’ปักธงขึ้นเงินเดือนครูเอกชนตุลาคมนี้

วันอาทิตย์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 22.32 น.

ปัตตานีคึกคัก! “เสมา 2″ปักธงขึ้นเงินเดือนครูเอกชนตุลาคมนี้ ผนึก”สช.-สกร.”ปั้นทักษะสื่อสาร-รักษาพยาบาล 5 จังหวัดชายแดนใต้ เชื่อมโอกาสตลาดอาหรับ สร้างรายได้จากพหุวัฒนธรรม

เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2568 ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วมกิจกรรมวาระครบรอบ 16 ปี สำนักงานการศึกษาเอกชน (สช.) จังหวัดปัตตานี โดยย้ำว่านโยบายรัฐบาลให้ความสำคัญต่อคุณภาพการศึกษาในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ พร้อมขับเคลื่อนสู่โอกาสใหม่ทั้งด้านอาชีพ แรงงาน และการยกระดับคุณภาพชีวิตผ่านระบบการศึกษา

ดร.ลิณธิภรณ์ กล่าวว่า รัฐบาลนายก ฯแพทองธาร จะปรับเพิ่มเงินเดือนครู และการสนับสนุนค่าตอบแทนแก่ครูผู้สอนศาสนา ทั้งในศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด (ตาดีกา) รวมถึงโต๊ะครูและผู้ช่วยโต๊ะครูในสถาบันการศึกษา  ครูผู้สอนในโรงเรียนตาดีกา เป็นเดือนละ 3,500 บาท ผู้ช่วยโต๊ะครูในโรงเรียนปอเนาะ เป็นเดือนละ 3,500 บาท และโต๊ะครูในโรงเรียนปอเนาะ เป็นเดือนละ 4,000 บาท ภายในเดือน ต.ค.นี้ ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าเชิงนโยบายที่เกิดขึ้นจากการรับฟังเสียงครูเอกชน โดยเฉพาะพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้เป็นหนึ่งในเขตเป้าหมายหลัก เพราะพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนใต้ ได้แก่ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สงขลา และสตูล เป็น “ขุมพลังทางวัฒนธรรม” ที่มีต้นทุนด้านภาษาที่โดดเด่น โดยเฉพาะมลายูและอาหรับ ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดเป็นทุนทางเศรษฐกิจ เช่น การแปลภาษา การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม นอกจากนี้ ยังแวะรับฟังปัญหาโรงเรียนปอเนาะดารุลอูลูมอัซซัรอียะห์ มีนักเรียน 124 คน มีนักเรียน สกร.ที่กำลังเรียนเทียบโอนวุฒิ  66 คนในโรงเรียน โดย สกร.ได้เสริมทักษะในด้านอาชีพต่างๆ เช่น ช่างเชื่อม ทำโครงการพัฒนาอิฐบ็อกจากเปลือกไข่ไก่ ฯลฯ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ขณะนี้มีโรงเรียนเอกชนสองภาษากว่า 300 แห่ง และโรงเรียนปอเนาะกว่า 400 แห่งในพื้นที่ ซึ่งจำนวนผู้เรียนภาษาอาหรับในโรงเรียนปอเนาะมี 38,384 คน ภาษามลายู – อาหรับในโรงเรียนสอนศาสนาคู่สามัญมี 176,082 คน และภาษาอาหรับในตาดีกา 205,471 คน

ดร.ลิณธิภรณ์ ยังเปิดเผยแผนความร่วมมือระหว่าง กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) กับกระทรวงสาธารณสุข จะร่วมกันเปิดทางเลือกในหลักสูตรผู้ช่วยพยาบาล พัฒนาคนมุ่งสร้างรายได้ เพราะ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีลักษณะพิเศษที่มีความสามารถทางภาษา ต่อยอดจากหลักสูตร Caregiver เพิ่มทางเลือกให้มีมาตรฐานสูงขึ้น เพื่อป้อนบุคลากรเข้าสู่ตลาดแรงงานคุณภาพ เช่น กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่มีแนวโน้มนักท่องเที่ยวเพิ่มสูงขึ้น และมีสัดส่วนนักท่องเที่ยวตะวันออกกกลางกลุ่ม Health & Wellness 20% หรือคิดเป็นกว่า 1 แสนคน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คาดการณ์ว่าประเทศไทยจะบรรลุเป้าหมายนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางและแอฟริกา 1.1 ล้านคน และสร้างรายได้กว่า 98,000 ล้านบาทในปี 2568 นอกจากนี้ ในภาพรวมรายได้จากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของไทยในปี 2567 นั้นก็สูงราว 3.2 หมื่นล้านบาท และคาดว่าภายในปี 2570 มูลค่าตลาดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของไทยจะแตะระดับ 7.6 แสนล้านบาทเลยทีเดียว

“การประกาศนโยบายในครั้งนี้ ถือเป็นการตอกย้ำจุดยืนของรัฐบาลที่ตั้งใจสนับสนุนส่งเสริมการศึกษาภาคเอกชน (สช.) โดยเฉพาะพื้นที่อย่าง จังหวัดชายแดนภาคใต้  รัฐบาลจะเปลี่ยนความหลากหลายเป็นรายได้  พลิกโฉมให้เป็นศูนย์กลางทางภาษาและอาชีพใหม่ของภูมิภาค ที่สำคัญ รัฐบาลชุดนี้ไม่ได้ฟังเสียงเฉพาะในห้องประชุม แต่ฟังเสียงจากพื้นที่จริง เพราะประชาชนทุกคน คือหัวใจของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยเสมอมา” ดร.ลิณธิภรณ์ กล่าว

– 006

‘ปลัดฯบุญสงค์’รับรางวัลศิษย์เก่าดีเด่น จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

'ปลัดฯบุญสงค์'รับรางวัลศิษย์เก่าดีเด่น จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

‘ปลัดฯบุญสงค์’รับรางวัลศิษย์เก่าดีเด่น จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

วันอาทิตย์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 17.42 น.

“ปลัดฯบุญสงค์”เข้ารับรางวัลศิษย์เก่าดีเด่นด้านความสำเร็จในอาชีพ หน้าที่การงาน ปี 2567 จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2568 นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เข้ารับโล่เกียรติยศ ในโอกาสที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นศิษย์เก่าดีเด่นด้านความสำเร็จในอาชีพ หน้าที่การงาน จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ปีพุทธศักราช 2567 โดยได้รับเกียรติจากผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นิวัติ แก้วประดับ อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล โดยมี หัวหน้าส่วนราชการหน่วยงานสังกัดกระทรวงแรงงานจังหวัดสงขลา ร่วมต้อนรับและแสดงความยินดี ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นศิษย์เก่าคณะวิทยาการจัดการ โดยเป็นผู้ผลักดันการแก้ไขกฎหมายประกันสังคมเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง รวมถึงการขยายช่องทางการชำระเงินและการลงทุนผ่านกองทุนประกันสังคม เพื่อสนับสนุนความมั่นคงของผู้ประกันตนอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ การมอบรางวัลดังกล่าวจัดขึ้นโดย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมกับสมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เพื่อเป็นตัวอย่างอันดีให้แก่นักศึกษาของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ต่อไป

‘ชัยภูมิ’เร่งสร้างครูต้นแบบ ร่วมพัฒนาการศึกษาของชาติ

'ชัยภูมิ'เร่งสร้างครูต้นแบบ  ร่วมพัฒนาการศึกษาของชาติ

‘ชัยภูมิ’เร่งสร้างครูต้นแบบ ร่วมพัฒนาการศึกษาของชาติ

วันอาทิตย์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.08 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเร็วๆ นี้จังหวัดชัยภูมิ  ได้เปิดเวทีทดลองสำคัญ ด้วยการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการแก่ครูระดับประถมศึกษา กว่า 295 คน จาก 2 เขตพื้นที่ โดย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 1 (เมืองชัยภูมิ) นำโดย นายวิษณุ ฉลองขวัญ จัดเวิร์กชอปพัฒนานวัตกรรมการเรียนการสอนแก่ครู 145 คน

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 3 (อำเภอจัตุรัส) จัดอบรมที่โรงเรียนจัตุรัสวิทยานุกูล ครูอีก 150 คนเข้าร่วม โดยมี นายนิวัฒน์ แก้วเพชร เป็นประธานในพิธี

หัวใจของกิจกรรมคือการจุดประกายให้ครูรู้จักออกแบบการเรียนรู้ด้วยระบบ Active Learning และกระบวนการ GPAS 5 Steps ซึ่งประกอบด้วย

 1. กำหนดเป้าหมายการเรียนรู้  2. วิเคราะห์ภาระงาน 3. ออกแบบภาระงานและกิจกรรม 4. ดำเนินการจัดการเรียนรู้  5. สะท้อนผลและประเมินอย่างต่อเนื่อง

 รศ.ดร.ณัฏฐนันธ์ สุวรรณวงก์ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ย้ำว่านวัตกรรมทางการศึกษาไม่ใช่เพียงเทคโนโลยี แต่คือกระบวนการที่นำผู้เรียนสู่ความเข้าใจในตนเอง สู่การเป็นผู้เปลี่ยนแปลงสังคมในอนาคต เราต้องมองเด็กเป็น ‘นวัตกร’ ไม่ใช่แค่ผู้รับความรู้

 ดร.เกษร ทองแสง ผู้ทรงคุณวุฒิ สพฐ. เสริมว่า เมื่อครูเข้าใจและลงมือจัดการเรียนรู้แบบ GPAS 5 Steps ได้จริง จะเกิดผลลัพธ์ชัดเจน ผู้เรียนจะรู้จักคิด วิเคราะห์ ลงมือทำ และต่อยอดไปสู่การใช้ชีวิตและอาชีพในอนาคต

 นายจิระพงษ์ บุญเสนา ผู้อำนวยการโรงเรียนชุมชนหนองบัวแดง มองว่าการเปลี่ยนแปลงต้องเกิดพร้อมกันทั้งในห้องเรียน และในใจของครูและผู้ปกครอง เราต้องสร้างความเข้าใจว่าเด็กวันนี้ไม่ได้เรียนเพื่อจำ แต่เรียนเพื่อสร้างอนาคต

 น.ส.จริยาพร เชื่อมมะรัง ครูโรงเรียนบ้านหนองฉิม (สิงห์จันทร์บำรุง) กล่าวอย่างจริงใจว่า ครูยุคใหม่ต้องไม่ยึดติดแค่กระดานดำ เราต้องกล้าตั้งคำถามเปิด ให้เด็กหาคำตอบเอง ใช้ AI เป็นผู้ช่วย ไม่ใช่ผู้แทน ครูต้องเรียนรู้ไปพร้อมกับเด็ก

 ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า   การจัดอบรมในชัยภูมิครั้งนี้ ไม่ใช่แค่กิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ แต่คือจุดเริ่มของการปฏิวัติห้องเรียนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง – จาก อุบลราชธานี, อำนาจเจริญ, ยโสธร ไปจนถึง ชัยภูมิ, บุรีรัมย์, นครราชสีมา และอีกหลายจังหวัด ที่ร่วมโครงการ 1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ   นี่คือการ “เปลี่ยนครู” เพื่อ “เปลี่ยนเด็ก” และ “เปลี่ยนอนาคตประเทศ”

ในโลกที่เทคโนโลยีเปลี่ยนทุกวัน หากห้องเรียนยังคงเดิม เด็กไทยจะเดินไปข้างหน้าอย่างไร โครงการนี้ไม่ใช่แค่การอบรมครู แต่คือการสร้างวัฒนธรรมใหม่ทางการศึกษา ที่ให้คุณค่ากับความคิด ความสร้างสรรค์ และการลงมือทำเพราะเด็กไทยไม่ใช่เครื่องมือวัดผล แต่คือผู้สร้างผลลัพธ์ให้สังคม และครูไทย…ก็คือผู้จุดประกายสิ่งนั้น

หากคุณเป็นครู นักเรียน หรือผู้ปกครอง – ลองถามตัวเองวันนี้ว่าคุณกำลังสร้าง “นวัตกรแห่งอนาคต” หรือกำลังวนเวียนอยู่กับ “ระบบเดิมที่ไม่ตอบโจทย์”?การเปลี่ยนแปลงอาจไม่ง่าย…แต่มันเริ่มได้จากห้องเรียนของคุณเอง.

จุดประกายนวัตกรไทย ด้วย Active Learning และ GPAS 5 Steps

 “ถ้าเด็กคืออนาคตของชาติ…ครูคือผู้เขียนพิมพ์เขียวของวันพรุ่งนี้”

ณ วันนี้ การศึกษาขั้นพื้นฐานไทย กำลังเผชิญโจทย์ใหม่ที่ท้าทายยิ่งกว่าเดิม ไม่ใช่เพียงการสอนให้จำหรือทำข้อสอบได้ แต่คือการปลุกศักยภาพภายในของผู้เรียนให้ลุกขึ้น “คิดเป็น ทำเป็น สร้างเป็น” อย่างแท้จริง

 นั่นคือเหตุผลที่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ขับเคลื่อนโครงการ 1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ ด้วยหัวใจหลักคือ “Active Learning + GPAS 5 Steps” – กลไกการเรียนรู้ที่ออกแบบเพื่อปฏิรูปห้องเรียนไทย และคืนชีวิตให้กับการศึกษา

ผู้บริหาร สพฐ. ตรวจเยี่ยมสนามสอบ ผอ.-รองผอ.โรงเรียน เน้นย้ำโปร่งใส ไร้ทุจริต

ผู้บริหาร สพฐ. ตรวจเยี่ยมสนามสอบ ผอ.-รองผอ.โรงเรียน เน้นย้ำโปร่งใส ไร้ทุจริต

ผู้บริหาร สพฐ. ตรวจเยี่ยมสนามสอบ ผอ.-รองผอ.โรงเรียน เน้นย้ำโปร่งใส ไร้ทุจริต

วันเสาร์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 21.23 น.

วันที่ 26 กรกฎาคม 2568 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสนามสอบคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษาและผู้อำนวยการสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประจำปี พ.ศ. 2568 และให้กำลังใจผู้ปฏิบัติงานและผู้เข้าสอบ ณ สนามสอบโรงเรียนนครขอนแก่น จ.ขอนแก่น โดยมีนายศักดา ชัยภัย ผอ.สพม.ขอนแก่น ประธานอำนวยการจัดสอบและคณะฯ ให้การต้อนรับ และรายงานการดำเนินงานให้รับทราบ

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าวว่า จากการตรวจเยี่ยมในวันนี้ พบว่ากระบวนการและมาตรการดำเนินการสอบคัดเลือกเป็นไปอย่างรัดกุม บรรยากาศการสอบเป็นไปด้วยความเรียบร้อยเป็นอย่างดี มีการใช้ข้อสอบส่วนกลางจากสถาบันอุดมศึกษา เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ค.ศ. กำหนดอย่างเคร่งครัด และไม่พบการกระทำใดที่ส่อไปในทางไม่สุจริต โดยได้รับความร่วมมือจากสถานีตำรวจในพื้นที่ จัดส่งบุคลากรพร้อมเครื่องสแกนโลหะ มาสแกนร่างกายผู้เข้าสอบทุกคนเพื่อป้องกันการกระทำทุจริตระหว่างการสอบ โดยสนามสอบนี้มีผู้มาสมัครและมีคุณสมบัติเข้ารับการคัดเลือกตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษา จำนวน 120 คน มีผู้มาเข้าสอบทั้งสิ้น 119 คน และมีตำแหน่งว่าง จำนวน 5 อัตรา

“สำหรับในภาพรวมทั่วประเทศ การสอบคัดเลือกฯ ตำแหน่ง​ ผอ.สถานศึกษา มีผู้สมัคร​ 598 คน​ มีตำแหน่งว่าง​ 594 อัตรา และตำแหน่ง​ รอง​ ผอ.สถานศึกษา มีผู้สมัคร​ 3,767 คน​ มีตำแหน่งว่าง​ 569 อัตรา ในวันนี้เป็นการสอบข้อเขียน ภาค ก ความรู้ความสามารถในการปฏิบัติงานในหน้าที่ จากนั้นจะประกาศรายชื่อผู้สอบผ่าน ภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 และดำเนินการคัดเลือกให้แล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคม ก่อนเข้าสู่กระบวนการบรรจุและแต่งตั้งก่อนเปิดภาคเรียนที่ 2/2568 เพื่อเติมเต็มตำแหน่งที่ว่าง​ ให้มีบุคลากรขับเคลื่อนการพัฒนาการศึกษาได้อย่างต่อเนื่อง” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

พร้อมกันนี้ เลขาธิการ กพฐ. ได้มอบหมายให้ผู้บริหาร สพฐ. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสนามสอบทั่วประเทศ ดังนี้ นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการ กพฐ. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสนามสอบ สพป.กาญจนบุรี เขต 2 มีผู้มีสิทธิ์สอบ จำนวน 9 คน มาเข้าสอบครบทั้ง 9 คน, นายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการ กพฐ. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสนามสอบ สพป.นนทบุรี เขต 1 มีผู้สมัครสอบ 68 ราย มีผู้เข้าสอบครบ 68 คน, นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการ กพฐ. ลงพื้นที่สนามสอบโรงเรียนเบญจมานุสรณ์ สพม.จันทบุรี ตราด มีผู้สมัครสอบ 19 ราย ผู้เข้าสอบครบ 19 ราย และสนามสอบ สพป.ระยอง เขต 2 มีผู้สมัครสอบ 22 ราย ผู้เข้าสอบครบ 22 ราย, นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. ลงพื้นที่สนามสอบ สพป.อุบลราชธานี เขต 3 มีผู้สมัครสอบตำแหน่ง รอง ผอ.โรงเรียน จำนวน 42 คน และตำแหน่ง ผอ.โรงเรียน จำนวน 10 คน, และนางภัทริยาวรรณ พันธุ์น้อย ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. พร้อมด้วย นางวรางคณา ไชยเรือน ผอ.สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ลงพื้นที่สนามสอบโรงเรียนพิบูลประชาสรรค์ กรุงเทพมหานคร มีผู้เข้าสอบทั้งหมด 138 คน รวมทั้งคณะที่ปรึกษา สพฐ. ที่กระจายลงพื้นที่สนามสอบต่าง ๆ พร้อมกันในแต่ละภูมิภาค
 

มูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์ ร่วมภาคี จัดหน่วยแพทย์อาสา ถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระสังฆราช

มูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์ ร่วมภาคี จัดหน่วยแพทย์อาสา ถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระสังฆราช

มูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์ ร่วมภาคี จัดหน่วยแพทย์อาสา ถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระสังฆราช

วันเสาร์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 20.55 น.

มูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์ ร่วมภาคี จัดหน่วยแพทย์อาสา ถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระสังฆราช

วันที่ 26 กรกฎาคม 2568 มูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์ ร่วมกับ แพทยสภา สถาบันพระปกเกล้า โรงพยาบาลปทุมธานี และนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรผู้นำทางการแพทย์ รุ่นที่ 2 (ปนพ.2) ได้ออกหน่วยแพทย์ล่วงหน้าในโครงการ “หน่วยแพทย์อาสาถวายพระกุศลแด่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อมฺพรมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริการตรวจรักษาโรคเฉพาะทางแก่พระภิกษุสงฆ์ ลดภาระค่าใช้จ่าย การเดินทาง และลดระยะเวลารอคอยในการรักษา ณ วัดประยูรธรรมาราม จังหวัดปทุมธานี

การให้บริการในครั้งนี้ประกอบด้วยคลินิกเฉพาะทาง ได้แก่

-คลินิกตรวจเลือด

-คลินิกคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมาก (PSA)

-คลินิกเอกซเรย์ปอด

-คลินิกตรวจวิเคราะห์มวลกาย (BMI / In-body)

-คลินิกให้ความรู้ด้านสุขภาพแก่พระสงฆ์และประชาชน

กิจกรรมดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายตามธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ พ.ศ. 2560 ซึ่งตั้งเป้าหมาย “พระแข็งแรง วัดมั่นคง ชุมชนเป็นสุข”

ในการนี้ พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชสุทธิธรรมาจารย์ เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี เจ้าอาวาสวัดประยูรธรรมาราม พร้อมด้วย นายวีรพจน์ ปานนุ่ม นายกเทศมนตรีเมืองคูคต และคณะผู้บริหาร ได้ให้เกียรติเยี่ยมชมหน่วยบริการ ตรวจเยี่ยมบูธต่างๆ และให้กำลังใจแก่ทีมแพทย์ พยาบาล เภสัชกร และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.)

นอกจากนี้ ยังมีการให้ความรู้แก่ อสม. และบุคลากรสาธารณสุขในพื้นที่ เพื่อเป็นการถ่ายทอดประสบการณ์ใหม่ๆ ที่สามารถนำไปปรับใช้ในการดูแลสุขภาพของชุมชนให้เข้มแข็งและมีความสุขอย่างยั่งยืนต่อไป

‘รมช.เทวัญ‘ ร่วมบริจาคโลหิตช่วยเหลือพี่น้องชายแดนฯ

‘รมช.เทวัญ‘ ร่วมบริจาคโลหิตช่วยเหลือพี่น้องชายแดนฯ

‘รมช.เทวัญ‘ ร่วมบริจาคโลหิตช่วยเหลือพี่น้องชายแดนฯ

วันเสาร์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 19.05 น.

‘รมช.เทวัญ‘ ร่วมบริจาคโลหิตช่วยเหลือพี่น้องชายแดนฯ “ลูกเสือไทยพร้อมเคียงข้างประชาชนยามวิกฤต”

26 กรกฎาคม 2568 นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมแสดงพลังแห่งความเสียสละในกิจกรรมบริจาคโลหิตเพื่อสำรองให้แก่โรงพยาบาลในพื้นที่ชายแดน 4 จังหวัด ซึ่งได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณแนวชายแดนไทย – กัมพูชา เพื่อส่งต่อพลังแห่งความช่วยเหลือแก่ผู้ได้รับบาดเจ็บ เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน และประชาชนที่ยังคงต้องการการดูแลอย่างต่อเนื่อง โดยมีลูกเสือ บุคลากรทางการลูกเสือ และประชาชนในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมาและพื้นที่ใกล้เคียง กว่า 200 คน ร่วมบริจาคโลหิต ณ ศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 โคราช จังหวัดนครราชสีมา 

การบริจาคโลหิตในวันนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งบทบาทสำคัญของขบวนการลูกเสือไทยในการช่วยเหลือสังคมในยามวิกฤต เพื่อเป็นการช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ แสดงออกถึงการมีจิตอาสาและความเสียสละ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเป็นลูกเสือ ที่พร้อมจะบำเพ็ญประโยชน์ต่อผู้อื่นอย่างแท้จริง ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการและลูกเสือไทย ขอเชิญชวนลูกเสือ บุคลากรทางการลูกเสือ และพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ ร่วมกันบริจาคโลหิตเพื่อสำรองไว้ให้กับโรงพยาบาลในพื้นที่ชายแดน 4 จังหวัด รวมถึงคลังโลหิตกลาง เพื่อให้พร้อมรองรับเหตุฉุกเฉินและช่วยชีวิตผู้ที่กำลังเผชิญความทุกข์ยากจากสถานการณ์นี้

นอกจากการบริจาคโลหิต สำนักงานลูกเสือแห่งชาติยังคงเดินหน้าในการให้ความช่วยเหลือในหลายมิติ โดยเฉพาะการใช้ “ค่ายลูกเสือ” ในจังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดบุรีรัมย์ และจังหวัดจันทบุรี ค่ายลูกเสือจังหวัดอุบลราชธาน ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกับภัยพิบัติ ให้เป็นศูนย์พักพิงชั่วคราวสำหรับประชาชนผู้ประสบภัย มีการจัดเตรียมความพร้อมทั้งในด้านสถานที่ ความปลอดภัย อาหาร และสิ่งของจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิต สามารถรองรับประชาชนทั้งที่พักภายในอาคารได้ประมาณ 2,000 คน และลานกางเต็นท์ได้ประมาณ 5,000 คน พร้อมดำเนินการประสานพร้อมกันนี้ สำนักงานลูกเสือแห่งชาติยังได้จัดเตรียมถุงยังชีพ เพื่อนำไปแจกจ่ายให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจาก “พายุวิภา” ซึ่งส่งผลให้หลายพื้นที่ทางภาคเหนือประสบปัญหาน้ำท่วมอย่างหนัก โดยเน้นการส่งมอบผ่านเครือข่ายลูกเสือในพื้นที่ เพื่อให้สามารถเข้าถึงประชาชนได้อย่างรวดเร็วและตรงจุด

“การดำเนินการทั้งหมดนี้สะท้อนถึงบทบาทของลูกเสือไทย ที่ไม่เพียงแต่เป็นผู้ให้ความรู้ ความเข้มแข็งแก่เยาวชน แต่ยังเป็นกลไกในการร่วมดูแลสังคมในยามวิกฤตตามคำปฏิญาณ “ลูกเสือพร้อมช่วยเหลือผู้อื่นทุกเมื่อ และทำตนให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นทุกวัน” และยังคงเดินหน้าสนับสนุนและอยู่เคียงข้างประชาชนในทุกสถานการณ์ เพื่อสร้างสังคมไทยที่เข้มแข็งด้วยพลังของลูกเสือไทย”

‘ลิณธิภรณ์’ลุยอุบลฯ-ศรีสะเกษ ให้กำลังใจทหาร สั่งรถห้องสมุดเคลื่อนที่ให้เด็ก

‘ลิณธิภรณ์’ลุยอุบลฯ-ศรีสะเกษ ให้กำลังใจทหาร สั่งรถห้องสมุดเคลื่อนที่ให้เด็ก

‘ลิณธิภรณ์’ลุยอุบลฯ-ศรีสะเกษ ให้กำลังใจทหาร สั่งรถห้องสมุดเคลื่อนที่ให้เด็ก

วันศุกร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 22.11 น.

‘ลิณธิภรณ์’ลุยอุบลฯ-ศรีสะเกษ สั่งรถห้องสมุดเคลื่อนที่ สร้างกิจกรรมเด็กๆ ต่อสายตรงจิตวิทยาจุฬาฯ ประสานนักจิตวิทยาเยี่ยวยาจิตใจ และให้กำลังใจพร้อมมอบเงินทหาร นศ.สกร.ที่บาดเจ็บ ยันหนุนจบวุฒิ-สร้างอาชีพเสริม ประกาศ “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” 

25 กรกฎาคม 2568 ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เดินทางไปยัง รพ.ค่ายสรรพสิทธิประสงค์ อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี เพื่อเข้าเยี่ยมให้กำลังใจพลทหารนักศึกษาสังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ซึ่งได้รับบาดเจ็บจากเหตุเหยียบทุ่นระเบิด บริเวณเนิน 481 ช่องบก ติดชายแดนไทย-กัมพูชา จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 16 ก.ค. ที่ผ่านมา ได้แก่ (1) นายธนพัฒน์ หุยวัน นักศึกษาภาคเรียนแรก ม.ปลาย สกร. อ.วารินชำราบ ซึ่งได้รับบาดเจ็บขาขาด ขณะปฏิบัติหน้าที่ในฐานะทหารสังกัดกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 6 และ (2) พลทหารณัฐวุฒิ ศรีเข้ม นักศึกษาภาคเรียนสุดท้าย ม.ปลาย สกร. สังกัดหน่วยเดียวกัน มีอาการแน่นหน้าอกจากแรงระเบิด ขณะนี้ปลอดภัยแล้ว 

ในการนี้ ดร.ลิณธิภรณ์ ได้มอบเงินช่วยเหลือจากสำนักงาน สกร. และเงินส่วนตัว พร้อมแสดงความห่วงใยจาก น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ที่เคยมาเยี่ยมให้กำลังใจถึงโรงพยาบาลก่อนหน้านี้ โดยย้ำว่า กระทรวงศึกษาธิการจะไม่ทอดทิ้งผู้เรียนที่ทั้งมีความมุ่งมั่นในการศึกษาเรียนรู้ และปฏิบัติหน้าที่เพื่อชาติด้วยความเสียสละ จึงจะสนับสนุนการดูแลช่วยเหลือทั้งทางด้านการออกแบบการเรียนรู้ให้สอดคล้องตามเป้าหมายวุฒิการศึกษา รวมถึงสนับสนุนช่องทางอาชีพเสริม เพื่อสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพในอนาคต อีกทั้งยังจะสนับสนุนการดูแลด้านสุขภาพจิต โดยนักจิตวิทยาเพื่อประเมินความเครียดหลังเหตุการณ์รุนแรง

จากนั้น ดร.ลิณธิภรณ์ พร้อมด้วย นายวรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์ และน.ส.กิตติ์ธัญญา วาจาดี สส. จ.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย เดินทางไปเยี่ยมศูนย์พักพิงชั่วคราวสำหรับผู้อพยพจากสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่วัดบ้านแขม อ.เดชอุดม ตลอดจนที่วิทยาลัยเทคนิคกันทรลักษ์ ซึ่งมีผู้อพยพกว่า 4,000 คน และโรงเรียนเบญจลักษ์ซึ่งมีผู้อพยพกว่า 2,000 คน โดย ดร.ลิณธิภรณ์ ได้สั่งการสนับสนุนรถห้องสมุดเคลื่อนที่ของ สกร. เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ของผู้ประสบภัยในศูนย์พักพิง พร้อมวางแนวทางบูรณาการด้านการศึกษา ทั้งการศึกษานอกระบบและการฝึกอาชีพในระยะต่อไป

นอกจากนี้ ดร.ลิณธิภรณ์ ยังกล่าวว่า การดูแลสุขภาพจิตของตนเองและคนรอบข้าง คือสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในช่วงเวลานี้ โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน จึงประชาสัมพันธ์โครงการ “Here to Heal” บริการพูดคุยและขอความช่วยเหลือทางใจ กับอาสาสมัครนักจิตวิทยา จากคณะจิตวิทยา โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งจัดโดยคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ สสส. เปิดทุกวัน 10.00–22.00 น. สามารถลงทะเบียนเพื่อรับบริการได้ที่ chat.here2healproject.com หรือ Line Official: lin.ee/P77s2bW

“แม้สถานการณ์ชายแดนจะยังมีความไม่แน่นอน แต่โอกาสทางการศึกษาของประชาชนไทยต้องไม่สะดุด โดยเฉพาะผู้เรียนในพื้นที่เปราะบางและผู้ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง รัฐบาลที่นำโดยพรรคเพื่อไทย จะเดินหน้าอย่างไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ดร.ลิณธิภรณ์ กล่าว.

012

‘ผบช.ภ.1’นำข้าราชการตำรวจในสังกัด ร่วมกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ’พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว’

'ผบช.ภ.1'นำข้าราชการตำรวจในสังกัด ร่วมกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ'พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว'

‘ผบช.ภ.1’นำข้าราชการตำรวจในสังกัด ร่วมกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ’พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว’

วันศุกร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 19.27 น.

“ผบช.ภ.1″นำข้าราชการตำรวจในสังกัดตำรวจภูธรภาค 1 จัดพิธีเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ตักบาตรทำบุญ ลงนามถวายพระพร เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568

เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2568 พลตำรวจตรี ภัคพงศ์ สายอุบล ผบก.อก.ภ.1 ในฐานะหัวหน้าฝ่ายอำนวยการ รับผิดชอบงานแถลงข่าวและประชาสัมพันธ์ข่าว ตำรวจภูธรภาค 1 เปิดเผยว่า วันที่ 25 ก.ค.68 เวลา 09.00 น.ที่ผ่านมา พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.ภ.1 , พล.ต.ท.ธวัชชัย นาคฤทธิ์ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ตร. ช่วยราชการ ภ.1 , พล.ต.ต.โชคชัย งามวงศ์ รอง ผบช.ภ.1 , พล.ต.ต.ชยานนท์ มีสติ รอง ผบช.ภ.1 , พล.ต.ต.วรชาติ แสนคำ ผบก.สส.ภ.1 พร้อมด้วยข้าราชการตำรวจในสังกัด และคณะแม่บ้านตำรวจภูธรภาค 1 ได้ร่วมกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568 โดยได้นิมนต์พระภิกษุสงฆ์ จำนวน 10 รูป ประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ภายหลังเสร็จพิธี ผบช.ภ.1 และคณะ ได้ถวายจตุปัจจัยไทยธรรม และภัตตาหารแด่พระภิกษุสงฆ์ และได้ร่วมพิธีทำบุญตักบาตรแด่พระภิกษุสงฆ์ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

จากนั้น ได้ประกอบพิธีถวายพระพรชัยมงคล พิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน และพิธีลงนามถวายพระพร เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568 โดย พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.ภ.1 ได้กราบบังคมทูลถวายพระพรชัยมงคล นำกล่าวถวายสัตย์ปฏิญาณต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และร่วมลงนามถวายพระพรชัยมงคลอย่างพร้อมเพรียง ณ ห้องประชุมอมรวิวัฒน์ อาคารอเนกประสงค์ ภ.1

‘ในหลวง‘โปรดเกล้าฯ ให้ผู้ว่าฯเยี่ยมทหารบาดเจ็บ รับเป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์

‘ในหลวง‘โปรดเกล้าฯ ให้ผู้ว่าฯเยี่ยมทหารบาดเจ็บ รับเป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์

‘ในหลวง‘โปรดเกล้าฯ ให้ผู้ว่าฯเยี่ยมทหารบาดเจ็บ รับเป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์

วันศุกร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 18.29 น.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี ทรงห่วงใยกำลังพลและราษฎรที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี  เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทาน ไปมอบแก่กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว พร้อมกับทรงรับผู้บาดเจ็บทุกคนไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ และทรงรับศพผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ด้วย     
 
25 กรกฎาคม 2568 เวลา 13.30 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า โปรดกระหม่อมให้ ว่าที่พันตรี อดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี ไปมอบแก่ จ่าสิบโททานตะวัน ทองใบ ,จ่าสิบตรีประดิษฐ  สักขีนาดี ,สิบเอกอนุวัฒน์ คำมูลตรี ,สิบเอกนันทวัฒน์ หลงลืม ,พลทหารบก ภูมินทร์ ซ้ายศรี ,พลทหารบก วิทยา รัตนโสภา ,พลทหารบก พรชัย เชื้อคำเพ็ง ,พลทหาร ศุภราช  ดองเทียม ,พลทหาร ณัฐวุฒิ โพธิวงศ์ กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย – กัมพูชา  เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568  และเข้ารับการรักษาพยาบาล ณ โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี  

จากนั้น เวลา 14.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ ว่าที่พันตรี อดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทาน ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี ไปมอบแก่ สิบเอก ศุภฤกษ์ อรุณรัตน์ กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว และเข้ารับการรักษาพยาบาล ณ โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี

ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมทรงรับผู้บาดเจ็บทั้งหมด ไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์  และทรงรับศพผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ด้วย การได้รับพระราชทานพระมหากรุณาในครั้งนี้ ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแก่กำลังพลและครอบครัวอย่างหาที่สุดมิได้.

012