‘fight for นายช’ซิวแชมป์ Cyber Warrior Hackathon 2025 ตร.ไซเบอร์ผนึก’มจธ.’ปั้นยอดนักรบไซเบอร์

'fight for นายช'ซิวแชมป์ Cyber Warrior Hackathon 2025 ตร.ไซเบอร์ผนึก'มจธ.'ปั้นยอดนักรบไซเบอร์

‘fight for นายช’ซิวแชมป์ Cyber Warrior Hackathon 2025 ตร.ไซเบอร์ผนึก’มจธ.’ปั้นยอดนักรบไซเบอร์

วันจันทร์ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 23.15 น.

ปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่ ศึก Cyber Warrior Hackathon 2025 ทีม “fight for นายช” คว้าชัยพร้อมเงินแสนไปครอง ก่อนไซเบอร์อรรถปิดงานอย่างเป็นทางการ

21 ก.ค.68 เวลา 18.00 น. พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท. ได้เป็นประธานในพิธีปิด Cyber Warrior Hackathon 2025 โดยมีแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน อาทิ, รองศาสตราจารย์ ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ประธานที่ปรึกษามูลนิธิพระราหู รวมทั้งตัวแทนจากบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) (AIS), บริษัท เมาท์เทน จอย เทคโนโลยี จำกัด, บริษัท เซเคียวริตี้ พิทช์ จำกัด, บริษัท ล็อกซเลย์ จำกัด (มหาชน), บริษัท บีทามส์ โซลูชั่น จำกัด, บริษัท ซีพีแรม จำกัด, บริษัท แลคตาซอย จำกัด, บริษัท โบว์เบเกอรี่เฮ้าส์ จำกัด, Tether, บริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด, ร้านฟาร์มรัก,สยามพิวรรธน์ อคาเดมี เป็นต้น

โดยกิจกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นจากความร่วมมือของ ตำรวจไซเบอร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี, พร้อมด้วยกลุ่มงานส่งเสริมและจัดการการเรียนรู้ตลอดชีวิต ศูนย์การศึกษาต่อเนื่อง สำนักวิจัยและบริการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สวท.) และภาคเอกชนต่างๆ ซึ่งได้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 6 มิ.ย. – 21 ก.ค.68 เพื่อลุ้นสิทธิ์เข้าร่วมฝึกประสบการณ์ทำงานจริงกับตำรวจไซเบอร์ รวมถึงประกาศนียบัตร Cyber Warrior พร้อมโอกาสต่อยอดผลงานสู่งานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีร่วมกับภาครัฐและภาคเอกชน และชิงเงินรางวัลรวมมูลค่ากว่า 260,000 บาท โดยล่าสุด ได้มีน้องๆ ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศ จำนวน 10 ทีมสุดท้าย และได้เข้าร่วมกันแข่งขันรอบชิงชนะเลิศกัน ณ SCBX NEXT TECH สยามพารากอน ในวันนี้

ตลอดระยะเวลากว่า 45 วัน โครงการได้จัดกิจกรรมอบรมและเวิร์กชอปเชิงลึกให้แก่เยาวชนที่สนใจด้านเทคโนโลยี ความมั่นคงไซเบอร์ และปัญญาประดิษฐ์ โดยแบ่งเป็นกิจกรรมหลัก 4 ครั้ง ได้แก่ การปฐมนิเทศและ Workshop ครั้งที่ 1 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี, Workshop ครั้งที่ 2 แบบออนไลน์, การแข่งขัน Hackathon รอบรองชนะเลิศ 2 วันเต็ม ณ มจธ. บางมด และปิดท้ายด้วยรอบชิงชนะเลิศในวันนี้

ภายในพิธีได้รับเกียรติจาก พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ รอง ผบช.สอท. และ รองศาสตราจารย์ ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มจธ. กล่าวต้อนรับและเปิดการแข่งขันรอบสุดท้ายอย่างเป็นทางการ พร้อมเปิดตัว 10 ทีมสุดท้าย ในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยพลังและความภาคภูมิใจ ก่อนเข้าสู่ช่วงการแข่งขัน Pitching โดยแต่ละทีมมีเวลา 12 นาทีในการนำเสนอไอเดียและตอบคำถามจากคณะกรรมการ

ผลการแข่งขันปรากฏว่า

ทีมชนะเลิศได้รับเงินรางวัล 100,000 บาท พร้อมโล่เกียรติยศและเกียรติบัตรได้แก่ ทีม “fight for นายช”

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้รับเงินรางวัล 50,000 บาท ได้แก่ ทีม “Brute Force”

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้รับเงินรางวัล 30,000 บาท ได้แก่ ทีม “SoftShells”

นอกจากนี้ยังมีรางวัล Popular Vote ซึ่งได้แก่ทีม “ไซเบอร์ลั่น”

ส่วนทีมที่เหลือ อีก 7 ทีม ได้รับรางวัลชมเชย ทีมละ 10,000 บาท และรางวัลชมเชยอันดับ 2 อีก 20 ทีม ทีมละ 2,000 บาท

ส่วนในช่วงบ่ายยังมีการเสวนาในหัวข้อ “โอกาสของโปรแกรมเมอร์ไทยกับสายงานด้าน Cybersecurity” โดยมีผู้บริหารจากองค์กรเทคโนโลยีชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนไทยพัฒนาตนเองสู่สายงานด้านความมั่นคงไซเบอร์ในระดับสากล โดยตลอดโครงการยังได้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าแข่งขันเข้าร่วมเครือข่าย Cyber Eyes ของ บช.สอท. เพื่อเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต

โครงการ Cyber Warrior Hackathon 2025 ปิดฉากลงอย่างสมบูรณ์ ด้วยความร่วมมือจากหน่วยงานภาคการศึกษา ภาครัฐ และเอกชน รวมกว่า 13 องค์กร พร้อมคำมั่นที่จะสานต่อกิจกรรมและขยายผลสู่กลุ่มเยาวชนทั่วประเทศในอนาคต โดยได้รับเกียรติจาก พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท. ขึ้นกล่าว
ปิดงานอย่างเป็นทางการ

เปิด 10 คำอธิบาย‘มติมหาเถรสมาคม’ แก้กฎ 2 ฉบับ งัดยาแรงเชือด‘พระเสพเมถุน’

เปิด 10 คำอธิบาย‘มติมหาเถรสมาคม’ แก้กฎ 2 ฉบับ งัดยาแรงเชือด‘พระเสพเมถุน’

เปิด 10 คำอธิบาย‘มติมหาเถรสมาคม’ แก้กฎ 2 ฉบับ งัดยาแรงเชือด‘พระเสพเมถุน’

วันจันทร์ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 22.09 น.

เปิด 10 คำอธิบาย‘มติมหาเถรสมาคม’ แก้กฎ 2 ฉบับ งัดยาแรงเชือด‘พระเสพเมถุน’

21 กรกฎาคม 2568 นายธงทอง จันทรางศุ ปรึกษานโยบายของนายกรัฐมนตรี และที่ปรึกษามหาเถรสมาคม (มส.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า…

จากปัญหาที่เกิดขึ้นเนื่องจากความประพฤตินอกพระวินัยของพระภิกษุจำนวนหนึ่งตามที่เป็นข่าวในขณะนี้

ในวันนี้ที่ประชุมมหาเถรสมาคม ณ ตำหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศวิหาร ได้มีมติเห็นชอบในร่างแก้ไขเพิ่มเติมกฎมหาเถรสมาคม ว่าด้วยการลงนิคหกรรม (คือการวินิจฉัยตัดสินโทษพระภิกษุที่กระทำผิด) ฉบับหนึ่ง และว่าด้วยการให้พระภิกษุสละสมณเพศ อีกฉบับหนึ่ง ซึ่งกฎมหาเถรสมาคมทั้งสองฉบับมีเนื้อหาเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน

1. กฎทั้งสองฉบับบัญญัติขึ้นนานปีมากแล้ว คือตั้งแต่ปี 2521 และ 2538 (หมายความว่า 47 ปีและ 30 ปีตามลำดับ) การกล่าวหาอธิกรณ์คือข้อกล่าวหาว่าพระภิกษุกระทำผิดพระวินัย อาศัยพยานหลักฐานในยุคนั้น คือพยานบุคคลและพยานเอกสารเป็นสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความผิดฐานเสพเมถุนธรรม ที่ทำให้ขาดจากความเป็นพระภิกษุด้วยเหตุที่เรียกว่าปาราชิกนั้น ยากต่อการหาพยานหลักฐานที่แน่ชัด ซ้ำยังกำหนดกระบวนการพิจารณาให้มีการพิจารณาชั้นต้น อุทธรณ์ และฎีกาด้วย ทำให้กว่าที่จะปรากฏผลสุดท้ายว่าเป็นเช่นไรต้องใช้เวลานานแรมปี

2. แต่เนื่องจากปัจจุบันนี้ พยานหลักฐานที่เป็นไปตามยุคสมัยเช่น คลิปวิดีโอ การตรวจสอบข้อมูลจากการสนทนาทางโทรศัพท์ ฯลฯ เป็นข้อมูลที่ไม่ยากเกินกว่าที่จะเข้าถึงได้ หากสามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นพยานหลักฐานเหล่านั้นมิได้สร้างขึ้นเพื่อกลั่นแกล้งรังแกผู้หนึ่งผู้ใด พยานหลักฐานเหล่านั้นย่อมมีความชัดเจนเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อชี้ขาดอธิกรณ์ได้โดยไม่ชักช้า เป็นเวลาสมควรอย่างยิ่งที่จะมีการแก้ไขกฎมหาเถรสมาคมในเรื่องนี้

3. เจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราช ทรงใส่พระทัยในเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง โดยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาได้ทรงแต่งตั้งคณะทำงานขึ้นเพื่อยกร่างกฎมหาเถรสมาคม ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมให้เหมาะสมแก่กรณีขึ้นคณะหนึ่ง และในวันนี้เองได้ทรงมีพระวินิจฉัยเห็นชอบ ในร่างกฎมหาเถรสมาคมฉบับแก้ไขเพิ่มเติมที่คณะทำงานนำขึ้นถวาย และมีพระบัญชาให้นำเสนอมหาเถรสมาคมพิจารณา

4. การแก้ไขกฎมหาเถรสมาคมทั้งสองฉบับในวันนี้ ยังคงรักษาหลักการตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ซึ่งสอดคล้องกับพระธรรมวินัยในพระพุทธศาสนา ที่กำหนดให้การวินิจฉัยอธิกรณ์และการลงนิคหกรรมเป็นเรื่องของคณะสงฆ์ดำเนินการ ไม่ใช่ภาระธุระที่ฆราวาสหรือข้าราชการจะไปเป็นผู้ชี้ขาด หากแต่เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องเอื้อเฟื้อสนับสนุนในเรื่องพยานหลักฐานและการทำงานของคณะสงฆ์

5. ข้อใหญ่ใจความที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมในวันนี้คือ หากปรากฏหลักฐานที่เชื่อถือได้ ไม่ว่าจะเป็นหลักฐานที่ได้มาจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็ดี สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้รับมาจากแหล่งอื่นใดก็ดี ว่ามีภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง กระทำความผิดถึงปาราชิก หรือแม้ไม่ถึงปาราชิก เช่น ความผิดในระดับสังฆาทิเสส แต่เกิดผลความเสียหายร้ายแรงแก่คณะสงฆ์ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติต้องนำเสนอเรื่องนั้นพร้อมพยานหลักฐานเพื่อให้ผู้มีอำนาจพิจารณาชี้ขาด

6. ในกรณีพระภิกษุทั่วไปกระทำผิด เป็นหน้าที่และอำนาจของเจ้าคณะภาคเป็นผู้ตัดสิน ถ้าเป็นกรณีพระสังฆาธิการ คือเป็นพระภิกษุผู้มีตำแหน่งในทางปกครอง เป็นหน้าที่และอำนาจของเจ้าคณะใหญ่เป็นผู้ตัดสิน ถ้าเป็นเรื่องสำคัญคือผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดเป็นเจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะภาค เจ้าคณะใหญ่ หรือเป็นพระราชาคณะ เป็นหน้าที่และอำนาจของเถรสมาคมเป็นผู้พิจารณา

7. การพิจารณาอธิกรณ์เรื่องปาราชิก หรือมีความร้ายแรง ตามที่กำหนดในกฎมหาเถรสมาคม ซึ่งมีหลักฐานชัดเจนดังที่ว่ามาข้างต้น ผู้มีหน้าที่และอำนาจต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในเวลาไม่เกิน 10 วัน

8. เมื่อมีคำวินิจฉัยชี้ขาดให้ผู้กระทำผิด ต้องสละสมณเพศแล้ว แต่ผู้นั้นยังดื้อดึงไม่ปฏิบัติตาม ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติประสานขอกำลังและอารักขาจากฝ่ายบ้านเมืองเพื่อปฏิบัติตามคำสั่งนั้น

9. ร่างกฎมหาเถรสมาคมสองฉบับที่ได้รับความเห็นชอบแล้วในวันนี้ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติจะได้นำขึ้นถวายเจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราชเพื่อทรงลงพระนาม และนำไปประกาศในหนังสือแถลงการณ์คณะสงฆ์ เพื่อให้มีผลใช้บังคับ ภายในเร็ววัน

10. การแก้ไขเพิ่มเติมกฎมหาเถรสมาคมทั้งสองฉบับนี้ จะเป็นผลให้การพิจารณาอธิกรณ์ร้ายแรงปรากฏผลในเร็ววัน และเชื่อได้ว่าจะทำให้พุทธศาสนิกชนมีความสบายใจที่ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงในแนวทางเช่นนี้

‘แม่ทัพภาคที่2’มอบวิชาชีวิต-ทุนการศึกษา นักเรียนพยาบาลนครราชสีมา

'แม่ทัพภาคที่2'มอบวิชาชีวิต-ทุนการศึกษา นักเรียนพยาบาลนครราชสีมา

‘แม่ทัพภาคที่2’มอบวิชาชีวิต-ทุนการศึกษา นักเรียนพยาบาลนครราชสีมา

วันจันทร์ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 19.39 น.

แม่ทัพภาคที่ 2 บรรยายพิเศษและพบปะน้องนักเรียนวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวัดนครราชสีมา

21 ก.ค.68 พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 บรรยายพิเศษและพบปะน้องๆ นักเรียนวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวัดนครราชสีมา เพื่อเสริมสร้างความรักความสามัคคีต่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน รวมทั้งมอบทุนไว้เพื่อเป็นทุนการศึกษาสำหรับนักเรียนที่เรียนดีแต่ยากจน จำนวน 20,000 บาท โดยมี นักเรียนวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวัดนครราชสีมา ชั้นปีที่ 1 – 3 จำนวน กว่า 400 คน เข้ารับฟังการบรรยายพิเศษ

แม่ทัพภาคที่ 2 ยังได้ถ่ายทอดประสบการณ์ในการรับราชการทหาร และเตือนสติ การครองตน ครองคน ครองงาน ทุกศาสนาสอนให้คนเป็นคนดี การใช้ชีวิตอย่างมีสติ ระลึกรู้เท่าทันในสิ่งที่ทำ มีความรอบครอบ ไม่ประมาทเลินเล่อ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัว การงาน หรือการปฏิบัติตามกฎระเบียบ

และการสละประโยชน์ส่วนตนเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น หรือเพื่อส่วนรวม โดยไม่หวังผลตอบแทน การเสียสละสามารถแสดงออกได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่การช่วยเหลือ เล็กๆ น้อยๆ จนไปถึงการเสียสละครั้งใหญ่

ทั้งนี้ แม่ทัพภาคที่ 2 ยังเปิดโอกาสให้น้องๆ ซักถามและได้พูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น รวมทั้งร่วมให้กำลังใจทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทย- กัมพูชา และบันทึกภาพ อีกด้วย
 

‘หมอวี’ โต้ สปสช. หลังพบข้อมูล รพ.รักษาคนไข้ แต่เบิกไม่ได้ เหตุเขียนรายงานไม่ละเอียดพอ

‘หมอวี’ โต้ สปสช. หลังพบข้อมูล รพ.รักษาคนไข้ แต่เบิกไม่ได้ เหตุเขียนรายงานไม่ละเอียดพอ

‘หมอวี’ โต้ สปสช. หลังพบข้อมูล รพ.รักษาคนไข้ แต่เบิกไม่ได้ เหตุเขียนรายงานไม่ละเอียดพอ

วันจันทร์ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 14.19 น.

วันที่ 21 กรกฎาคม 2568 จากกรณี  ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ในฐานะโฆษก สปสช. ชี้แจงประเด็นหลังชมรมโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป และเครือข่ายยูฮอสเน็ต รวมถึงสมาชิกวุฒิสภา ออกมาคัดค้านแนวทางที่จะปรับเปลี่ยนในเรื่อง การสุ่มตรวจเวชระเบียน ซึ่งไม่สะท้อนข้อมูลจริง และอาจทำให้ถูกตัดงบประมาณ เพราะวิธีดังกล่าวจะเน้นเวชระเบียน แต่ไม่ได้พิจารณาว่า แพทย์มีการรักษาจริงหรือไม่นั้น 

ล่าสุด นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา และรองประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา โพสต์เฟซบุ๊กอีกครั้งถึงเรื่องนี้ โดยระบุว่า  เรื่องจริง? สปสช. ปรับลด AdjRW ย้อนหลัง จริงหรือไม่?

เมื่อวานเพิ่งจะดีใจ ที่ได้ฟังท่าน อาจารย์อรรถพร รองเลขาธิการ สปสช. ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า “ไม่มีนโยบายปรับลด RW หรือเรียกเงินคืนจาก รพ. ย้อนหลัง” ยังไม่ทันข้ามวัน… วันนี้มี โรงพยาบาลหนึ่งในจังหวัดนครนายก (ตอนเช้าข้อมูลผมเขียนผิดว่าสระบุรี ต้องขออภัยครับ) ติดต่อมาให้ข้อมูลที่น่าหนักใจ

เคสนี้เป็นแบบนี้ครับ

คนไข้ผู้ชายมาด้วยอาการปัสสาวะลำบากจาก ต่อมลูกหมากโต (BPH) แพทย์วินิจฉัยและวางแผนผ่าตัด ทำการผ่าตัด TUR-P (Transurethral Resection of Prostate) หลังผ่าตัดคนไข้หายดี ปัสสาวะได้คล่อง ไม่มีภาวะแทรกซ้อน กลับบ้านโดยปลอดภัย โรงพยาบาลเคลมกับ สปสช. โดยใช้ DRG กลุ่มที่มีการผ่าตัด (AdjRW = 2.23) และได้รับเงินค่าชดเชยเรียบร้อยแล้ว แต่…ผ่านไปไม่นาน ถูกสุ่มตรวจในกลุ่ม 3% พบว่า operative note ที่แพทย์เขียน ไม่ละเอียดพอ

สปสช สรุปว่า “ไม่พบข้อมูลยืนยันการผ่าตัด” แล้วลดปรับ DRG เป็นกลุ่มที่ไม่มีการผ่าตัด (AdjRW = 0.68) และกำลังจะมีการ เรียกเงินคืนส่วนต่างย้อนหลัง

ประเด็นคือ…
 • คนไข้หายดีจริง
 • มีผลลัพธ์ทางคลินิกที่สอดคล้องกับการผ่าตัด
 • โรงพยาบาลไม่ได้โกง หรือเบิกเกินจริง
 • เอกสารไม่ครบถ้วน = ไม่ถือว่ามีการผ่าตัด?
 • แล้วแบบนี้จะเรียกเงินคืนย้อนหลังได้หรือไม่?

เรื่องนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่เกี่ยวกับ ความเชื่อมั่น ของบุคลากร และระบบที่ควรเอื้อให้ทำงานได้เต็มศักยภาพ

จึงขอฝาก อาจารย์อรรถพร และทีม สปสช. โดยเฉพาะเขต 4  ช่วยตรวจสอบเรื่องนี้อย่างละเอียดอีกครั้ง และถ้าเป็นจริง… หลักการนี้จะขัดกับที่ท่านให้ข่าวไว้นะครับ หาก รพ.ใดถูกปรับลด RW อีก หรือได้รับความไม่เป็นธรรมใด  ส่งข้อมูลมาให้ผมได้ที่ veerapun.su@senate.go.th  ปัญหาเหล่านี้ต้องไม่ซุกอยู่ใต้พรมอีกต่อไป

ผมจะใช้กลไกกรรมาธิการ, รัฐสภา, และ social media พัฒนาระบบสาธารณสุขของไทยให้ยืนยงเป็นที่พึ่งของคนไทยทุกคนครับ

นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย

สมาชิกวุฒิสภา

รองประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา

20 กรกฎาคม 2568

‘เฉลิมชัย’คิกออฟ แคมปัสทัวร์‘พระแม่พาติว ซีซัน 2’ มอบทุน-ติวเข้มฟรี เพื่อเยาวชนไทยทั่วประเทศได้โอกาสเท่าเทียม

‘เฉลิมชัย’คิกออฟ แคมปัสทัวร์‘พระแม่พาติว ซีซัน 2’ มอบทุน-ติวเข้มฟรี เพื่อเยาวชนไทยทั่วประเทศได้โอกาสเท่าเทียม

‘เฉลิมชัย’คิกออฟ แคมปัสทัวร์‘พระแม่พาติว ซีซัน 2’ มอบทุน-ติวเข้มฟรี เพื่อเยาวชนไทยทั่วประเทศได้โอกาสเท่าเทียม

วันจันทร์ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 13.29 น.

“เฉลิมชัย”คิกออฟ แคมปัสทัวร์”พระแม่พาติว ซีซัน 2” มอบทุน-ติวเข้มฟรี เพื่อเยาวชนไทยทั่วประเทศได้โอกาสเท่าเทียม “โฆษกเจนจิรา”ชวนน้องๆคว้าโอกาส สานฝันสู่รั้วอุดมศึกษา

เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2568 ที่โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นำโดย นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้นำคณะผู้บริหารพรรค อาทิ นายนริศ ขำนุรักษ์ นายสราวุธ อ่อนละมัย นายเมฆินทร์ เอี่ยมสอาด นางเจิมมาศ จึงเลิศศิริ นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท นายธนิตพล ไชยนันทน์ พร้อมด้วย น.ส.เจนจิรา รัตนเพียร โฆษกพรรค ในฐานะผู้อำนวยการโครงการ “พระแม่พาติว” เริ่มคิกออฟ “แคมปัสทัวร์” ขึ้นที่โรงเรียนสามเสนวิทยาลัยเป็นที่แรก เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์โครงการในซีซัน 2 ซึ่งจะมีการเปิดโครงการในวันที่ 14 สิงหาคมนี้ หลังจากที่ได้สร้างปรากฏการณ์ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา สามารถนำนักเรียนชั้นมัธยมปลายจากทั่วประเทศ มีโอกาสสอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำมาแล้วจากซีซันแรก

น.ส.เจนจิรา ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดให้มี ซีซัน 2 ในวันนี้ว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พรรคประชาธิปัตย์ได้ให้ความสำคัญเรื่องการศึกษามาโดยตลอด เพื่อมุ่งหวังให้เกิดความเท่าเทียมกันในสังคม เยาวชนไทยทุกคนควรได้รับโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรค และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีความตั้งใจจริงที่ต้องการผลักดันให้เกิดโครงการพระแม่พาติวขึ้น จากในซีซันแรก ได้มีเยาวชนจากทุกภาคของประเทศ เข้าร่วมการติวเข้มในวิชา GAT-PAT และการทำ Portfolio ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี มีผู้สมัครเข้ามาติวกับโครงการร่วมพันคน สำหรับในปีนี้ นับเป็นปีที่ 2 ซึ่งเป็นโครงการพระแม่พาติว ซีซัน 2 โดยจะมีการจัดติวแบบออนไซต์ ที่พรรคประชาธิปัตย์ และมีการติวแบบออนไลน์ที่เพจ “พระแม่พาติว” จากติวเตอร์ชื่อดังระดับประเทศ ระหว่างวันที่ 14 – 22 สิงหาคมนี้

“อยากให้โครงการพระแม่พาติวนี้เป็นแรงบันดาลใจ และเป็นพื้นที่ของความความหวังให้กับน้องๆ ทุกคนที่มีฝัน เพื่อใช้โอกาสนี้นำพาตัวเองไปให้ถึงเป้าหมาย และพรรคประชาธิปัตย์ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคนได้ประสบความสำเร็จ” น.ส.เจนจิรา กล่าว

ด้าน นายเฉลิมชัย กล่าวว่า โครงการพระแม่พาติว เป็นโครงการที่เกิดขึ้นด้วยความตั้งใจของพรรคประชาธิปัตย์ โดยไม่มีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง และเป็นโครงการที่ตั้งใจจะให้โอกาสกับเยาวชนไทยทุกคนทั่วประเทศ และจากความสำเร็จในซีซันแรก ในซีซันที่ 2 ก็ต้องการขยายผลเพิ่มเพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่ 15 จุดทั่วประเทศ จึงขอเชิญชวนน้องๆ เยาวชนระดับชั้น ม.4 , ม.5 และ ม.6 ทั่วประเทศ ให้เข้ามาร่วมติวกับโครงการ “พระแม่พาติว” ซึ่งเชื่อมั่นว่าในปีนี้จะมีเปอร์เซ็นต์การสอบเข้ามหาวิทยาลัยของน้องๆ สูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา และคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนหลายพันคนหรืออาจถึงหมื่นคนทั่วประเทศ

“คำว่าโอกาสผมคิดว่ามันมีสิ่งเป็นสิ่งที่มีคุณค่าที่สุด ในวันที่ผมอยู่ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โอกาสที่ผมได้รับในวันนั้นแทบจะไม่มี ต้องใช้จังหวะของชีวิตไขว่คว้าโอกาสให้เกิดขึ้น และไม่มีใครโชคดีเท่ากันทุกคน ดังนั้นวันนี้เมื่อเราอยู่ในจุดที่สามารถให้โอกาสกับคนอื่นได้ ผมจะทำทันที ผมอยากฝากทุกคนว่า วันหนึ่งถ้าเรามีโอกาสที่จะมอบโอกาสให้กับคนที่ยังไม่มี ก็ขอให้ทำ เพราะมันจะนำซึ่งความภาคภูมิใจของตัวเราเอง” นายเฉลิมชัย กล่าว

ทั้งนี้ เมื่อช่วงเช้าวันเดียวกันที่บริเวณลานพระแม่ธรณี พรรคประชาธิปัตย์ นายเฉลิมชัย ได้เป็นประธานในการมอบทุนการศึกษาให้กับนิสิตใหม่ 4 คน ที่ผ่านการติวในโครงการพระแม่พาติว ซีซัน 1 และสามารถสอบเข้าเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยได้ ประกอบด้วย น.ส.ฐิรญาดา สมารักษ์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาคอมพิวเตอร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง นายรัญชน์ เทียนกิ่งแก้ว คณะอุตสาหกรรมเกษตร สาขานวัตกรรมและเทคโนโลยีอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นายปฐวีกานต์ เตี๊ยะเพชรดี คณะสหวิทยาการ สาขาปรัชญาการเมือง และเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และน.ส.ลลิตา งามดี คณะสังคมศาสตร์ สาขานโยบายสังคมและการพัฒนา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

สำหรับโครงการ “พระแม่พาติว Season 2” มีความมุ่งมั่นเพื่อสานต่อความสำเร็จให้กับเยาวชนทั่วประเทศได้มีโอกาสคว้าฝันทางการศึกษาโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ขอเชิญมาร่วมคว้าโอกาสด้วยการเป็นส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์การศึกษาครั้งนี้ และคุณ! อาจเป็นคนต่อไปที่จะได้รับความสำเร็จนั้น สมัครได้แล้วตั้งแต่วันนี้

– 006

‘เด็กไทย’สร้างชื่อ! เวที’คณิตศาสตร์โอลิมปิก’ออสเตรเลีย

'เด็กไทย'สร้างชื่อ! เวที'คณิตศาสตร์โอลิมปิก'ออสเตรเลีย

‘เด็กไทย’สร้างชื่อ! เวที’คณิตศาสตร์โอลิมปิก’ออสเตรเลีย

วันอาทิตย์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 19.20 น.

ทีมเด็กไทยสร้างชื่อเวทีคณิตศาสตร์โอลิมปิก จากออสเตรเลีย พิชิต 1 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน 2 เหรียญทองแดง 1 เกียรติคุณประกาศ

เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2568 รองศาสตราจารย์ ดร.ธีระเดช เจียรสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) เปิดเผยว่า ตามที่ได้คัดเลือกและจัดส่งคณะผู้แทนประเทศไทยไปแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 66 (The 66th International Mathematical Olympiad – IMO 2025) ระหว่างวันที่ 10 – 20 กรกฎาคม 2568 ณ เมืองซันไชน์โคสต์ (Sunshine Coast) เครือรัฐออสเตรเลีย มีผู้เข้าร่วมการแข่งขันจำนวน 630 คน จาก 110 ประเทศ ผลปรากฏว่า นักเรียนไทย สามารถทำได้ 1 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน 2 เหรียญทองแดง 1 เกียรติคุณประกาศ รายละเอียด ดังนี้

นายพัฒนแสง พินิจพิชิตกุล โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กรุงเทพฯ : เหรียญทอง

นายดรณ์ สว่างทรัพย์ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กรุงเทพฯ : เหรียญเงิน

นายสิรภพ ขาวพลัด โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กรุงเทพฯ : เหรียญเงิน

นายนภนต์ อภินทนาพงศ์ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กรุงเทพฯ : เหรียญทองแดง

นายเกียรติภูมิ สิเจริญ โรงเรียนเซนต์คาเบรียล กรุงเทพฯ : เหรียญทองแดง

นายกรชวัลร์ ตันติวิเศษศักดิ์ โรงเรียนกำเนิดวิทย์ จ.ระยอง : เกียรติคุณประกาศ

คณะอาจารย์ผู้คุมทีม ประกอบด้วย ดร.สริตา บุณย์ศุภา บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด หัวหน้าทีม , ผศ.ดร.ธีระเดช กิตติภัสสร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รองหัวหน้าทีม , ดร.ศุภณัฐ คำตื้อ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ช่วยหัวหน้าทีม , นายวีรชัย นีรนาทวงศ์ นักวิชาการอิสระ ผู้ช่วยหัวหน้าทีม , ดร.ธนวิทย์ จิรุพันธ์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ผู้ช่วยหัวหน้าทีม และนายจเร ปานเมือง สสวท. ผู้จัดการทีม

ทั้งนี้ คณะผู้แทนประเทศไทยคณิตศาสตร์โอลิมปิก จะเดินทางกลับถึงไทยวันจันทร์ที่ 21 กรกฎาคม 2568 สสวท.มีพิธีแสดงความยินดีเวลา 07.00 น.ประตู 1 ชั้น 2 อาคารผู้โดยสารขาเข้า สนามบินสุวรรณภูมิ สามารถติดตามข่าวสารโอลิมปิกวิชาการได้ที่เฟซบุ๊ก Olympic ipst และเว็บไซต์ https://olympic.ipst.ac.th

– 006

‘สพฐ.’ระดม11ภาคีทำแผน Zero Dropout ยั่งยืน

'สพฐ.'ระดม11ภาคีทำแผน Zero Dropout  ยั่งยืน

‘สพฐ.’ระดม11ภาคีทำแผน Zero Dropout ยั่งยืน

วันอาทิตย์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 18.12 น.

สพฐ.เปิดเวทีวิชาการระดมสมอง 11 หน่วยงาน TZD จัดทำแผนทิศทางการขับเคลื่อนรวมพลังหุ้นส่วนการศึกษาสู่เป้าหมาย Zero Dropout มุ่งเป้า‘ไม่ปล่อยให้เด็กคนใดหลุดออกจากสายตาของระบบการศึกษา’

เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2568 ที่โรงแรมบางกอกพาเลส กรุงเทพมหานคร ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) มอบหมายให้ นายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการ กพฐ. เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมสัมมนาวิชาการ “Set Zero Dropout Symposium 2025” และจัดทำแผนทิศทางการขับเคลื่อนรวมพลังหุ้นส่วนการศึกษา สู่เป้าหมาย Zero Dropout  พร้อมทั้งร่วมพิธีแสดงเจตนารมย์ และมอบเกียรติบัตรให้แก่หุ้นส่วนการศึกษา จาก 11 หน่วยงาน TZD โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้บริหารสถานศึกษา ครูและบุคลากรทางการศึกษาเข้าร่วม

โดย นายพัฒนะ พัฒนทวีดล กล่าวว่า ในนามสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)ที่ได้ร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยเพื่อแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ (Thailand Zero Dropout) รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มาเป็นประธานในพิธีเปิด และร่วมรับฟังแนวทางการขับเคลื่อนพลังความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และชุมชน เพื่อนำไปสู่เป้าหมายที่สำคัญยิ่งของประเทศ นั่นคือ ‘การไม่ปล่อยให้เด็กคนใดหลุดออกจากสายตาของระบบการศึกษา’ และ วันนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่เรารวมพลังของหน่วยงาน 11 ภาคี ประกอบด้วย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย  กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดศ.) กระทรวงแรงงาน  กระทรวงยุติธรรม กรุงเทพมหานคร  สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ  สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ที่ได้ร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) เพื่อขับเคลื่อน Thailand Zero Dropout – เด็กทุกคนต้องได้เรียน และเรียนในแบบที่เหมาะกับเขา

“ สิ่งที่เรามาร่วมกันในวันนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่ ‘เวทีวิชาการ’ แต่คือ ‘เวทีของการลงมือเปลี่ยนแปลง’ ที่จะทำให้ทุกภาคส่วนเห็น ว่าโรงเรียนไม่ใช่เพียงสถานที่ แต่คือระบบที่พร้อมจะปรับตามชีวิตของเด็กแต่ละคน ทั้งในรูปแบบของหนึ่งโรงเรียนสามรูปแบบ โรงเรียนมือถือ ศูนย์การเรียน หรือ การจัดการศึกษาควบคู่อาชีพที่สะท้อน ‘ชีวิตจริงเป็นห้องเรียน’ ผมขอขอบคุณครูและโรงเรียนนำร่องทุกแห่ง ผู้แทนจากเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ และ ภาคีหุ้นส่วนจากภาครัฐ เอกชน ชุมชน ที่มาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และถอดบทเรียน เพื่อร่วมกันออกแบบทิศทางการขับเคลื่อน Zero Dropout ระยะต่อไป อย่างมีพลังและเป็นระบบ และให้การประชุมในครั้งนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายและเชิงพื้นที่ ที่ไม่ใช่แค่การตามเด็กกลับมาเรียนเท่านั้น แต่คือการ ‘ออกแบบระบบให้เด็กไม่ต้องหลุด’ ตั้งแต่แรก ” รองเลขาธิการ กพฐ.กล่าว

ด้าน ดร.อนุกูล ศรีสมบัติ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 2 ในฐานะคณะกรรมการดำเนินงานโครงการฯ กล่าวว่า โครงการการประชุมสัมมนาวิชาการ “Set Zero Dropout Symposium 2025” และจัดทำแผนทิศทางการขับเคลื่อนรวมพลังหุ้นส่วนการศึกษา สู่เป้าหมาย Zero Dropout มี 3 วัตถุประสงค์หลัก คือ 1.เพื่อขับเคลื่อนการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น ที่ตอบโจทย์นโยบาย Thailand Zero Dropout และยกระดับคุณภาพชีวิตของกลุ่มเป้าหมายประชากรวัยเรียนกลุ่มอายุ 3 – 18 ปี ที่ไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษาและเด็กตกหล่น 2.เพื่อบูรณาการเชื่อมโยงฐานข้อมูลประชากรวัยเรียนกลุ่มอายุ 3 – 18 ปี กับหน่วยงานระดับจังหวัดในการค้นหา พัฒนา ส่งต่อกลุ่มเป้าหมายเด็กนอกระบบการศึกษาและเด็กตกหล่น และ 3.เพื่อสร้างนวัตกรรมทางการศึกษาในระดับภูมิภาค ที่เป็น Best Practice ในการบริหารจัดการแก้ปัญหาเด็กที่อยู่นอกระบบการศึกษาและเด็กตกหล่นให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา

“ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 54 ที่บัญญัติให้มีการดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลา 12 ปี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนถึงการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย รวมทั้งสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและเอกชน เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา และ มาตรา 258 จ (4) ที่ครอบคลุมทั้งการพัฒนาเด็กเล็ก การสร้างโอกาสทางการศึกษา การปรับปรุงการจัดการเรียนการสอน การพัฒนาครู และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่เน้นการปฏิรูปการเรียนรู้ที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง ในศตวรรษที่ 21 ดังนั้น สพฐ.ในฐานะหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน จึงนำนโยบายขับเคลื่อน 4 มาตรการ Thailand Zero Dropout, นโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, และนโยบาย สพฐ.มากำหนดเป็นมาตรการในการช่วยเหลือเด็กที่อยู่นอกระบบการศึกษาและเด็กตกหล่นให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาอย่างมีคุณภาพ จึงได้จัดทำโครงการ “พาน้องกลับมาเรียน นำการเรียนไปให้น้อง” (OBEC Zero Dropout) ยกระดับคุณภาพชีวิตเด็กนอกระบบการศึกษาและเด็กตกหล่นด้วยการศึกษาที่ยืดหยุ่น (Flexible Education for Out-of-School Children and Youth Project) ซึ่งการนำนโยบายสู่การปฏิบัติได้อย่างทั่วถึงครอบคลุมทุกพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องสร้างต้นแบบสู่การต่อยอดขยายผล และสร้างความยั่งยืนการจัดการแก้ปัญหาเด็กที่อยู่นอกระบบการศึกษาและเด็กตกหล่นกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา”  ดร.อนุกูล กล่าว.

ปลัดศธ.แจงรมว.ศธ.ให้ใส่ชุดไปรเวทได้ในวันหยุด

ปลัดศธ.แจงรมว.ศธ.ให้ใส่ชุดไปรเวทได้ในวันหยุด

ปลัดศธ.แจงรมว.ศธ.ให้ใส่ชุดไปรเวทได้ในวันหยุด

วันอาทิตย์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.47 น.

‘ปลัด ศธ.’ แจงภารกิจแรก ’รมว.นฤมล‘ ลงใต้ ไม่เน้นพิธีรีตอง กำชับ ครู-นักเรียน วันหยุดใส่ไปรเวทได้ ไม่ต้องแต่งชุดเต็มยศมารอต้อนรับ ขอลงพื้นที่ไม่ให้ใครลำบาก

วันนี้ (20 ก.ค.) นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวถึงกระแสข่าววิพากษ์วิจารณ์ถึงการแต่งกายของ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ ว่าเนื่องจากการลงพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช และสุราษฎร์ธานี ระหว่างวันที่ 18 – 20 ก.ค.2568 ถือเป็นการลงพื้นที่ครั้งแรกตั้งแต่ ศ.ดร.นฤมล มารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ทำให้ยังไม่ได้มีการพูดคุยและทำความเข้าใจในเรื่องการแต่งกายของคณะครูและนักเรียนที่มาร่วมกิจกรรมในวันหยุดราชการ  ซึ่งส่วนใหญ่จะมาด้วยชุดสุภาพ เพราะเห็นว่ามีผู้บริหารระดับสูง ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชามาร่วมลงพื้นที่ด้วย

 “ศ.ดร.นฤมล ได้กำชับมาว่าการลงพื้นที่ในช่วงวันหยุดเสาร์ – อาทิตย์ ถือว่าไม่ได้เป็นวันทำงานปกติ ดังนั้นคณะครู อาจารย์|และนักเรียน รวมถึงข้าราชการของกระทรวงศึกษาธิการ สามารถใส่ชุดไปรเวทมาร่วมงานได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องใส่เครื่องแบบหรือชุดนักเรียนตามที่ใส่ในวันทำงานปกติ ซึ่งระหว่างการลงพื้นที่ก่อนที่จะมีกระแสข่าวดังกล่าวออกไป ศ.ดร.นฤมล ก็ได้สอบถามมาแล้วว่า ทำไมเด็ก ๆ ถึงต้องใส่ชุดนักเรียนมาร่วม และก็ได้เน้นย้ำว่า การลงพื้นที่ของรัฐมนตรีมีเป้าหมายเพื่อรับฟังปัญหาจากพื้นที่จริง ดังนั้น ไม่ต้องการให้มีพิธีรีตอง ไม่ต้องเป็นพิธีการ และจะต้องไม่เป็นการสร้างภาระให้แก่ครูและนักเรียน ซึ่งจะได้ยึดเป็นแนวทางปฏิบัติต่อไป “ ปลัด ศธ.กล่าว

‘นฤมล’พร้อมสู้ขออัตรากำลังเพิ่ม โอดไม่ได้เบ็ดเสร็จที่’ศธ.’ ขอหารือ’ก.พ.-นายกฯ’

'นฤมล'พร้อมสู้ขออัตรากำลังเพิ่ม โอดไม่ได้เบ็ดเสร็จที่'ศธ.' ขอหารือ'ก.พ.-นายกฯ'

‘นฤมล’พร้อมสู้ขออัตรากำลังเพิ่ม โอดไม่ได้เบ็ดเสร็จที่’ศธ.’ ขอหารือ’ก.พ.-นายกฯ’

วันอาทิตย์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.16 น.

“นฤมล”พร้อมสู้ขออัตรากำลังเพิ่ม โอดไม่ได้เบ็ดเสร็จที่”ศธ.” ขอหารือ”ก.พ.-นายกฯ” พร้อมหนุนแยกประเมินวิทยฐานะกลุ่มประถมฯ มัธยมฯ อาชีวะ

เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2568 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) พร้อมด้วยผู้บริหาร ศธ.ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานศึกษา ที่โรงเรียนสุราษฎร์ธานี จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานในสังกัด ศธ.โดยมี นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี นายเกรียงไกร แก้วมีศรี ผู้อำนวยการโรงเรียนสุราษฎร์ธานี ผู้บริการการศึกษา คณะครู นักเรียน ให้การต้อนรับ

โดย นางนฤมล กล่าวว่า ที่ผ่านมาเวลามาลงพื้นที่แต่ละองค์กรหลักของ ศธ.จะไม่ได้มาด้วยกัน ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกๆที่ทุกหน่วยงานมาลงพื้นที่พร้อมกัน เพราะเชื่อว่าหากจะทำงานให้สัมฤทธิ์ผลได้ ต้องมีความประสานเชื่อมโยงกันภายในกระทรวงก่อนที่จะไปบูรณาการร่วมกับกระทรวงอื่นๆ ทั้งนี้ อยากให้ทุกคนเป็นครอบครัวเดียวกัน เป็นครอบครัวศึกษา เพราะเมื่อเป็นพี่เป็นน้องแล้ว จะทำให้การทำงานง่ายขึ้น

“ส่วนดิฉันเอง ก็ไม่ต้องเรียกท่าน เป็นหัวหน้าพรรคกล้าธรรม (กธ) คนในพรรคก็เรียก อาจารย์แหม่มๆ อยู่ที่กระทรวงก็อยากให้เรียกอะไรก็ได้ที่สบายใจ อาจารย์แหม่มก็ได้ พี่แหม่มก็ได้ การลงพื้นที่ครั้งนี้ ก็อยากมาฟังเรื่องที่เป็นความทุกข์ร้อนของพี่น้องครูและนักเรียนในพื้นที่ ว่าต้องการอะไร อยากให้ผู้บริหารกระทรวงเข้ามาช่วยสนับสนุนขับเคลื่อนในเรื่องใดได้อีก เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้ทุกคน” รมว.ศธ.กล่าว

นางนฤมล กล่าวต่อว่า จากการรับฟังปัญหา พบว่ามีทั้งเรื่องการจัดสรรอัตรากำลังคน การจัดสรรงบประมาณ ที่ยังไม่เพียงพอ ซึ่งเรื่องอัตรากำลัง ไม่ได้เบ็ดเสร็จที่ ศธ.เพราะต้องขึ้นอยู่กับสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และแผนยุทธศาสตร์รัฐบาลว่าจะเอาอย่างไร เราก็พยายามต่อสู้ เพื่อให้ได้อัตรากำลังเพิ่ม รวมทั้งอัตรากำลังของสายสนับสนุน เพื่อให้ครูใช้เวลาหลักในการดูแลนักเรียน หัวใจครูควรจะอยู่กับนักเรียนและงานวิชาการ ที่จะเพิ่มวิทยฐานะ ความรู้ความเชี่ยวชาญให้ตัวเอง และพัฒนาโรงเรียน ไม่ใช่ไปทำงานสนับสนุนอื่นๆ ซึ่งไม่ใช่แค่เพิ่มภาระ แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงและจากการรับฟังปัญหา ก็พบว่ามีครูในโรงเรียนต่างๆ ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูล ทำให้เกิดปัญหาในชีวิต เรื่องนี้ต้องแก้ไขจัดคนให้ครบ ถ้าเรื่องใดทำได้ในกระทรวง ก็ทำก่อน แต่ถ้าต้องไปขออัตรากำลังเพิ่ม ก็ต้องสู้ ตนในฐานะฝ่ายการเมืองที่เข้ามาเป็นรัฐมนตรีว่าการ ศธ.ก็ต้องคุยกับนายกรัฐมนตรี คุยกับ สำนักงาน ก.พ.ว่าจำเป็นต้องขยับ จะเพิ่มให้เท่าไร ปีละเล็กน้อยเท่าไรก็ได้ แต่ขอให้ได้เพิ่ม ส่วนภายในกระทรวงที่ทำเตรียมไว้แล้ว วันที่ 31 กรกฎาคม นี้ นายธนู ขวัญเดช เลขาธิการ ก.ค.ศ.จะเกลี่ยครูเกินเกณฑ์ กว่า 600 อัตรา มาจัดสรรเป็นอัตราสายสนับสนุน เริ่มต้นที่โรงเรียนจุฬาภรณ์ราชวิทยาลัยก่อน ลำดับถัดไปจะมีอีกกว่า 2,000 อัตรา ซึ่งก็ต้องมาดูว่าควรจะจัดสรรไปที่ไหนอย่างไรบ้าง ที่จะสามารถช่วยแบ่งเบาภาระครูได้

“ส่วนเรื่องการจัดสรรงบประมาณที่ไม่เพียงพอ ก็สู้กันอยู่ในสภาฯ ขอร้องกันว่าอย่าให้ตัดงบ ศธ.เพราะถูกตัดทุกปี และหวังว่าปีนี้จะได้เพิ่ม ส่วนตัวของดิฉันเองเป็นฝ่ายการเมืองเรามาแล้วก็ไป แต่ทุกคนเป็นข้าราชการประจำที่จะอยู่กับกระทรวง อยู่กับเด็กๆ อยู่กับการศึกษาไทยไปอีกนาน ก็หวังว่าทุกคนจะเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อน ดังนั้น จึงไม่อยากที่จะเข้ามากำหนดนโยบาย แต่ต้องฟังจากผู้ที่อยู่ในองค์กร เพื่อให้แผนและนโยบายออกมาจากบุคลากรในองค์กรเองว่าอยากเห็นองค์กรขับเคลื่อนไปในทิศทางใด ซึ่งผู้บริหารกระทรวงก็รับจะนำแต่ละพื้นที่ไปตกผลึก เพราะแต่ละหน่วยงานก็มีปัญหาอุปสรรคและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่แตกต่างกัน แต่โดยส่วนตัวมีเป้าหมายทางการเมืองที่เข้ามา หวังว่าการศึกษาจะช่วยลดความขัดแย้งในสังคมไทย ขอฝากครูและผู้บริหารช่วยส่งเสริมและเพิ่มเติมการสอนวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมืองให้ชัดเจนขึ้น

ส่วนเรื่องการลดภาระครู และการขอมีและเลื่อนวิทยฐานะ เพื่อลดปัญหาด้านเศรษฐกิจ เพราะวิทยฐานะนอกจากจะเป็นตำแหน่งที่ทำให้เกิดความภาคภูมิใจในวิชาชีพแล้ว ยังทำให้มีรายได้เพิ่มช่วยลดค่าของชีพครู ซึ่งได้คุยกับเลขาธิการ ก.ค.ศ.ว่า  หลักเกณฑ์ที่ผ่านมาก็เป็นหลักเกณฑ์ที่ดี แต่อาจจะต้องปรับให้ตอบโจทย์ผู้ที่ถูกประเมิน สร้างแรงจูงใจ ให้ทุกคน ในการสร้างความก้าวหน้าในอาชีพ ทั้งนี้ การศึกษาแต่ละองค์กร ก็มีความรู้ความเชี่ยวชาญที่ต้องถูกประเมินไม่เหมือนกัน ทั้งประถมศึกษา มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา การศึกษานอกระบบของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) การศึกษาพิเศษ ฯลฯ ดังนั้น จึงให้ไปดูว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะแยกหลักเกณฑ์การประเมินวิทยฐานะในแต่ละรูปแบบ เพื่อที่ครูจะได้โฟกัสในสิ่งที่ต้องไปพัฒนาวิทยฐานะ และพัฒนาเด็กให้ตรงกับเรื่องที่ต้องประเมิน ถ้าใช้หลักเกณฑ์กลางมาประเมินทั้งหมด มันก็ไม่เกี่ยวกับงานที่ครูทำอยู่ และถ้าสามารถแยกวิทยฐานะแต่ละประเภทได้ ก็อยากให้มีผู้ประเมินที่เข้าใจบริบทการทำงาน เพื่อให้เกิดความเข้าใจ อย่างเช่น ตนเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย หากต้องประเมินครูประถม ก็คิดว่าทำได้ไม่ดี เพราะถูกฝึกมาคนละอย่าง หากเราไปประเมินในสิ่งที่เราขาดประสบการณ์ ก็อาจจะไม่สอดคล้อง จึงขอฝากเป็นข้อคิดในการดำเนินการเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกคน” นางนฤมล กล่าว

รมว.ศธ.กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องสุดท้าย ได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ไปดูเรื่องการเพิ่มสวัสดิการและเร่งวางแนวทางแก้ไขปัญหาหนี้สินครู ซึ่งตัวเลขปัจจุบันมีอยู่กว่า 1.4 ล้านล้านบาท โดยในสัปดาห์หน้านี้จะมาตกผลึกโครงการที่ช่วยแก้ปัญหาหนี้สินครู ซึ่งจะต้องสอดคล้องกับการเพิ่มสวัสดิการ

ด้าน นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) กล่าวถึงนโยบายแยกวิชาประวัติศาสตร์และวิชาหน้าที่พลเมืองเป็นอีกรายวิชาเฉพาะของ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศธ.ว่า ในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) มีการดำเนินการจัดทำหลักสูตรอยู่แล้วและจะทำให้เกิดความชัดเจนมากขึ้น โดยได้มอบหมายให้ ดร.สุรพงษ์ เอิมอุทัย ผู้ช่วยเลขาธิการ กอศ.ที่ดูแลเรื่องการพัฒนาหลักสูตรไปจัดทำรายวิชาให้เกิดความชัดเจนในเรื่องของวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมืองในบริบทของอาชีวศึกษา อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาอาชีวศึกษาก็มีการจัดกิจกรรมคู่ขนานในวิชาหน้าที่พลเมืองอยู่แล้ว เช่น Fix it จิตอาสา อาชีวะอาสาช่วยประชาชน ซึ่งเป็นกิจกรรมส่วนหนึ่งในการให้เด็กมีจิตสำนึกในการช่วยเหลือสังคม ดังนั้น การที่รมว.ศธ.มีนโยบายที่ชัดเจนออกมาเช่นนี้ก็เป็นเรื่องที่ดีที่สอศ.จะได้ไปทำหลักสูตรขึ้นมารองรับ

เลขาธิการ กอศ.กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องการลดภาระครู จริงๆ แล้วอาชีวะมีปัญหาขาดแคลนอัตราครูเกือบ 17,000 ตำแหน่ง ซึ่ง สอศ.ได้ขออัตราจาก กพร.และงบประมาณรายปีในส่วนของอัตราจ้างงานธุรการในสถานศึกษาไปแล้วแต่ก็ยังไม่ได้ โดยปีนึงขอไป 800 กว่าอัตรา และส่วนที่เป็นครูอีกประมาณ 1,000 อัตรา ซึ่งก็ยังไม่เพียงพอ ทั้งนี้ สอศ.มีอัตราบุคลากรทางการศึกษาอื่น มาตรา 38 ค(2) ในตำแหน่งธุรการ เจ้าหน้าที่พัสดุ เจ้าหน้าที่การเงินอยู่ในโรงเรียนอยู่แล้ว จึงไม่ค่อยมีปัญหาในการเกลี่ยอัตรากำลัง อีกทั้ง ครูส่วนใหญ่ของเราจบทางด้านบริหารธุรกิจ ซึ่งส่วนหนึ่งก็มีความรู้ที่จะช่วยงานธุรการได้ แต่เมื่อ รมว.ศธ.มีนโยบายลดภาระครูก็จะสามารถช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในขณะที่เรากำลังเกิดวิกฤติขาดแคลนอัตรากำลังของครูได้ เพื่อให้ครูได้มีเวลากับการสอนเต็มที่ ถือเป็นการแก้วิกฤตเป็นโอกาส

นายยศพล กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องวิทยฐานะจะต้องประสานงานกับสำนักงาน ก ค.ศ.เนื่องจากในบริบทของอาชีวะเดิมจะสอนระดับ ปวช. , ปวส.แต่ปัจจุบันมีถึงระดับปริญญาตรีแล้ว เพราะฉะนั้นอัตรากำลังขาดแต่ในตัวเนื้องานที่มีการปรับเปลี่ยน เพราะครูอาชีวะมีคุณสมบัติสามารถปรับมาตรฐานตำแหน่งเพื่อให้สอนได้ถึงปริญญาตรี ขณะเดียวกันปริญญาตรีก็สอนได้ทั้งปริญญาตรี ปวส.และ ปวช.แล้วเอาภาระงานเหล่านี้มาขอความก้าวหน้าได้ เช่น ถ้าสอน ปวช. , ปวส. , ปริญญาตรี และเป็นครูที่มีวิทยฐานะอยู่ก็สามารถเอาไปขอเลื่อนฐานะได้ ขณะเดียวกันถ้าสอนปริญญาตรี , ปวส. , ปวช.อยู่ ก็สามารถขอเลื่อนตำแหน่งทางวิชาการ ผศ. , รศ.ได้ แต่เรื่องนี้จะต้องประสานกับ ก.ค.ศ.โดยต้องเน้นเรื่องของปริมาณและคุณภาพของงานด้วย ทั้งนี้ เราพยามจะปรับมาตรฐานตำแหน่ง มาตรฐานงานวิชาการ มาตรฐานวิทยฐานะ เพื่อให้สามารถเลื่อนไหลได้ทั้งในส่วนของวิทยฐานะกับตำแหน่งทางวิชาการ

– 006

ทีมเด็กไทยสร้างชื่อ! คณิตศาสตร์โอลิมปิก 1 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน 2 เหรียญทองแดง 1

ทีมเด็กไทยสร้างชื่อ! คณิตศาสตร์โอลิมปิก 1 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน 2 เหรียญทองแดง 1

ทีมเด็กไทยสร้างชื่อ! คณิตศาสตร์โอลิมปิก 1 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน 2 เหรียญทองแดง 1

วันอาทิตย์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 14.49 น.

ทีมเด็กไทยสร้างชื่อเวทีคณิตศาสตร์โอลิมปิก จากออสเตรเลีย พิชิต 1 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน 2 เหรียญทองแดง 1 เกียรติคุณประกาศ 

20 กรกฎาคม 2568 รองศาสตราจารย์ ดร.ธีระเดช เจียรสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) เปิดเผยว่า ตามที่ได้คัดเลือกและจัดส่งคณะผู้แทนประเทศไทยไปแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 66 (The 66th International Mathematical Olympiad – IMO 2025) ระหว่างวันที่ 10-20 กรกฎาคม 2568 ณ เมืองซันไชน์โคสต์ (Sunshine Coast) เครือรัฐออสเตรเลีย มีผู้เข้าร่วมการแข่งขันจำนวน 630 คน จาก 110 ประเทศ  ผลปรากฎว่านักเรียนไทยสามารถทำได้ 1 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน 2 เหรียญทองแดง 1 เกียรติคุณประกาศ รายละเอียด ดังนี้

นายพัฒนแสง พินิจพิชิตกุล โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กรุงเทพฯ เหรียญทอง,นายดรณ์ สว่างทรัพย์ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กรุงเทพฯ    เหรียญเงิน ,นายสิรภพ ขาวพลัด โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กรุงเทพฯ เหรียญเงิน ,นายนภนต์ อภินทนาพงศ์ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กรุงเทพฯ  เหรียญทองแดง , นายเกียรติภูมิ สิเจริญ โรงเรียนเซนต์คาเบรียล กรุงเทพฯ เหรียญทองแดง , นายกรชวัลร์ ตันติวิเศษศักดิ์ โรงเรียนกำเนิดวิทย์    จ.ระยอง เกียรติคุณประกาศ

คณะอาจารย์ผู้คุมทีม ประกอบด้วย ดร.สริตา บุณย์ศุภา บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด หัวหน้าทีม ผศ.ดร.ธีระเดช กิตติภัสสร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รองหัวหน้าทีม ดร.ศุภณัฐ คำตื้อ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ช่วยหัวหน้าทีม นายวีรชัย นีรนาทวงศ์ นักวิชาการอิสระ ผู้ช่วยหัวหน้าทีม ดร.ธนวิทย์ จิรุพันธ์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ผู้ช่วยหัวหน้าทีม และ นายจเร ปานเมือง สสวท. ผู้จัดการทีม

ทั้งนี้ คณะผู้แทนประเทศไทยคณิตศาสตร์โอลิมปิกจะเดินทางกลับถึงไทยวันจันทร์ที่ 21 กรกฎาคม 2568 สสวท.มีพิธีแสดงความยินดีเวลา 07.00 น.ประตู 1 ชั้น 2 อาคารผู้โดยสารขาเข้า สนามบินสุวรรณภูมิ สามารถติดตามข่าวสารโอลิมปิกวิชาการได้ที่เฟซบุ๊ก Olympic ipst และเว็บไซต์ https://olympic.ipst.ac.th .

012