วัดพระธรรมกายจัดพิธี ‘ถวายสังฆทาน 323 วัด’ เพื่อพุทธศาสนาในชายแดนใต้

วัดพระธรรมกายจัดพิธี 'ถวายสังฆทาน 323 วัด' เพื่อพุทธศาสนาในชายแดนใต้

วัดพระธรรมกายจัดพิธี ‘ถวายสังฆทาน 323 วัด’ เพื่อพุทธศาสนาในชายแดนใต้

วันพฤหัสบดี ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.25 น.

วัดพระธรรมกายจัดพิธี ‘ถวายสังฆทาน’ 323 วัด 21 ปี แห่งศรัทธา เพื่อพุทธศาสนาในชายแดนใต้

วันที่ 24 กรกฎาคม 2568 พระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย จังหวัดปทุมธานี กล่าวว่า วัดพระธรรมกายและมูลนิธิธรรมกาย ได้จัดพิธีถวายสังฆทานแด่คณะสงฆ์ 323 วัด ใน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ครั้งที่ 179 ซึ่งได้ดำเนินการต่อเนื่องมายาวนานถึงปีที่ 21 โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งแรงใจผ่านการถวายสังฆทาน มอบทุนกำลังใจ และอุทิศบุญกุศลแด่ผู้ล่วงลับ ยึดโยงจิตวิญญาณของพุทธบริษัทให้แน่นแฟ้น

ภายในพิธีได้รับเมตตาจาก พระเทพวชิรนายก เจ้าคณะจังหวัดยะลา เจ้าอาวาสวัดเวฬุวัน เป็นประธานสงฆ์ในพิธีถวายสังฆทานแด่คณะสงฆ์ 323 วัด พร้อมพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลแด่ผู้วายชนม์จากเหตุการณ์ความไม่สงบใน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และ 4 อำเภอในจังหวัดสงขลา) ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 21 ครั้งที่ 179 รวมถึงพิธีมอบกองทุนหนุนแรงใจช่วยครูใต้ ปีที่ 18 ครั้งที่ 143 จำนวน 98 กองทุน โดยได้รับเกียรติจาก พ.อ.เปรียว ติณสูลานนท์ ผู้แทนแม่ทัพภาคที่ 4 เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ณ วัดเวฬุวัน อ.เมือง จ.ยะลา มีพุทธศาสนิกชนทั้งในและต่างประเทศร่วมกิจกรรมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ออนไลน์ทาง http://www.zoom.com และ http://www.gbnus.com

บรรยากาศตั้งแต่ช่วงเช้าเป็นพิธีตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งแด่คณะสงฆ์ ส่วนภาคสายเป็นพิธีมอบกองทุนหนุนแรงใจช่วยครูใต้ ปีที่ 18 ครั้งที่ 143, พิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลแด่ผู้วายชนม์จากเหตุการณ์ความไม่สงบ และพิธีถวายสังฆทานแด่คณะสงฆ์ 323 วัด 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปีที่ 21 ครั้งที่ 179 จากนั้น พระภาวนาธรรมวิเทศ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย และผู้แทนกัลยาณมิตรทั่วโลก ได้กล่าวความในใจ เปิดวิดีโอประมวลภาพทบทวนงานฟื้นฟูศีลธรรมโลก และมอบเครื่องอุปโภคบริโภคแก่ทหารและตำรวจ

พระเทพวชิรนายก ได้กล่าวสัมโมทนียกถาตอนหนึ่งว่า “องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ฝากไว้กับพุทธบริษัท 4 ได้แก่ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ให้ตั้งจิตตั้งใจสมานสามัคคีกันไว้ให้มั่นคง ด้วยการประพฤติปฏิบัติธรรมะตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า คือ พระธรรมกับพระวินัย… ตราบใดที่พุทธบริษัท 4 ยังประพฤติปฏิบัติธรรมะคำสั่งสอน ด้วยการให้ทาน รักษาศีล เจริญสมาธิภาวนาโดยพร้อมเพรียงกัน พระพุทธศาสนาก็ยังจะเจริญรุ่งเรือง ดังในวันนี้ที่ทุกคนได้มาประพฤติปฏิบัติตามธรรมะ ธรรมมาโอวาทข้อนี้”

พิธีถวายสังฆทานแด่คณะสงฆ์ 323 วัด 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จัดโดยวัดพระธรรมกาย มูลนิธิธรรมกาย ร่วมกับพุทธบริษัท มีวัตถุประสงค์เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา รักษาแสงธรรมไม่ให้ดับสูญจากดินแดนภาคใต้ และสร้างขวัญกำลังใจแก่พุทธศาสนิกชนในพื้นที่ให้เข้มแข็งขึ้น โดยพิธีดังกล่าวจัดขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2548 ณ วัดมุจลินทวาปีวิหาร จ.ปัตตานี ปัจจุบันจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 21 ครั้งที่ 179 และจะจัดต่อเนื่องจนกว่าเหตุการณ์จะสงบ ส่วนกองทุนหนุนแรงใจช่วยครูใต้ ได้มอบแล้วกว่า 40,000 กองทุน และได้จัดมอบข้าวสารอาหารแห้งเพื่อช่วยเหลือพระสงฆ์ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ครู และประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยแล้วกว่า 6,000 ตัน ///-026

‘นฤมล’เสียใจนักเรียนเสียชีวิต 2 ราย ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

'นฤมล'เสียใจนักเรียนเสียชีวิต 2 ราย ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

‘นฤมล’เสียใจนักเรียนเสียชีวิต 2 ราย ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

วันพฤหัสบดี ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 15.12 น.

“รมว.นฤมล” แสดงความเสียใจที่นักเรียนเสียชีวิต 2 ราย และบาดเจ็บจากเหตุการณ์ไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

24 กรกฎาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า ตนได้รับรายงานจาก ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. ล่าสุดเกี่ยวกับสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ติดตะเข็บชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า มีนักเรียน ในจังหวัดสุรินทร์เสียชีวิต 1 ราย และ จ.ศรีสะเกษ 1 ราย และมีนักเรียนบาดเจ็บอีก 2 ราย และขณะนี้ สพฐ.ได้สั่งให้ปิดโรงเรียนแล้วจำนวน 582 โรงเรียน ใน 4 จังหวัด ได้แก่ ศรีสะเกษ ,สุรินทร์ ,อุบลราชธานี และ บุรีรัมย์

“ในนามของกระทรวงศึกษาธิการ สพฐ.และในนามรัฐบาล ก็ขอแสดงความเสียใจ ไปยังครอบครัวของน้องๆ ที่เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ รวมถึงพี่น้องประชาชนในพื้นที่ด้วย เราก็ไม่อยากให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นแต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ทางกระทรวงศึกษาธิการก็จะทำหน้าที่ของเราในการดูแลครอบครัวเด็กนักเรียนให้ดีที่สุดส่วนที่เราสามารถทำได้ก็จะทำเต็มที่ สำหรับนักเรียนที่เสียชีวิตที่ปั้มน้ำมันนักเรียนกำลังจะเดินทางกลับบ้าน ซึ่งทางโรงเรียนมีแนวปฏิบัติ 2 ทาง เช่น หากเกิดสงครามหรือมีการใช้อาวุธ แนวทางแรกให้นักเรียนหลบที่หลุมหลบภัยภายในโรงเรียน และเมื่อประเมินสถานการณ์แล้วว่าปลอดภัย ก็ให้นักเรียนกลับบ้านได้ แต่เหตุที่เด็กเสียชีวิตเนื่องจากเสียงปืนสงบแล้วและคิดว่าปลอดภัยแล้ว จึงให้เด็กเดินทางกลับบ้านจึงทำให้เด็กเสียชีวิต”

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า ศธ.โดย สพฐ.ได้มีการวางแผนกันไว้แล้ว ตั้งแต่เมื่อวาน (23 ก.ค.) สำหรับโรงเรียนในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่สงบขึ้น จะต้องทำอะไรบ้าง ก็คงไม่มีใครคาดคิด และทางกองทัพเองก็ไม่คิดว่าทางกัมพูชาจะยิงเข้ามาก่อน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ทางกองทัพภาคที่ 2 ก็ดูแลพื้นที่แล้ว ในส่วนของโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบก็ให้ปิดโรงเรียน ส่วนโรงเรียนที่อยู่ไกลจากแนวตะเข็บชายแดน กระทรวงศึกษาฯ พร้อมตั้งเป็นศูนย์พักพิงให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ได้เข้าไปพักแล้ว ซึ่งบางโรงเรียนสามารถรับประชาชนได้ถึง 2-3 พันคน ก็จะให้มีการประชาสัมพันธ์ในพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนได้เข้ามาพักพิงโดยจะบูรณาการร่วมกับฝ่ายความมั่นคง

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า สำหรับการช่วยเหลือนักเรียนที่เสียชีวิตและบาดเจ็บ ทางเลขาธิการ กพฐ.จะนำเงินจากกองทุน สพฐ.ไปช่วยเหลือเยียวยาเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับครอบครัวนักเรียน อย่างไรก็ตาม ส่วนจะเปิดเรียนได้เมื่อไหร่นั้นก็ต้องติดตามสถานการจากฝ่ายความมั่นคง และหากมีการปิดเรียนในระยะยาว ทางสพฐ.ก็มีแผนสำรองในการจัดการศึกษาให้กับนักเรียน โดยจะใช้แผนสำรองที่เคยใช้ในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดของโควิดจัดการศึกษาให้กับนักเรียน เช่น การเรียนผ่านระบบออนไลน์ เป็นต้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนเข้าสู้การประชุม ชี้แจงทำความเข้าใจการเช่าใช้ อุปกรณ์การเรียนการสอนภายใต้โครงการส่งเสริม การเรียนรู้ขั้นพื้นฐานทุกที่ทุกเวลา (Anywhere Anytime) ที่หอประชุมโรงเรียนราชวินิต ศ.ดร.นฤมล ได้ขอให้ผู้ร่วมประชุมยืนสงบนิ่งเป็นเวลา 1 นาที เพื่อไว้อาลัยแก่ เด็กนักเรียน ครู บุคลากรทางการศึกษา ประชาชน และเจ้าหน้าที่ทหาร ที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต จากเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา

พร้อมกล่าวว่า “หลังจากที่ได้รับรายงานถึงความสูญเสียที่เกิดขึ้น ก็รู้สึกสะเทือนใจและหดหู่เป็นอย่างยิ่ง และไม่มีใครอยากให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น เราทุกคนรู้สึกหัวใจสลาย และขอส่งกำลังใจไปยังครอบครัวของผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บ” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

‘ศ.ดร.บังอร’นำทีม‘ม.กรุงเทพธนบุรี’มอบอุปกรณ์ทางการแพทย์-ทุนการศึกษา‘รพ.ราชพิพัฒน์’

‘ศ.ดร.บังอร’นำทีม‘ม.กรุงเทพธนบุรี’มอบอุปกรณ์ทางการแพทย์-ทุนการศึกษา‘รพ.ราชพิพัฒน์’

‘ศ.ดร.บังอร’นำทีม‘ม.กรุงเทพธนบุรี’มอบอุปกรณ์ทางการแพทย์-ทุนการศึกษา‘รพ.ราชพิพัฒน์’

วันพุธ ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 20.15 น.

‘ศ.ดร.บังอร’นำทีม‘ม.กรุงเทพธนบุรี’มอบอุปกรณ์ทางการแพทย์-ทุนการศึกษา เสริมศักยภาพแพทย์รุ่นใหม่‘รพ.ราชพิพัฒน์’

23 กรกฎาคม 2568 ณ.โรงพยาบาลราชพิพัฒน์  คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี  นำโดย ศาสตราจารย์ ดร.บังอร เบ็ญจาธิกุล อธิการบดี (มกธ.)ผู้เปี่ยมวิสัยทัศน์ที่มุ่งมั่นพัฒนา เป็นประธานในพิธี มอบอุปกรณ์ทางการแพทย์ หุ่นจำลองและอุปกรณ์การจัดการเรียนการสอน ฝึกปฏิบัติงาน และ ทุนการศึกษา แก่แพทย์ประจำบ้านสาขาต่างๆ ณ ห้องประชุมคณะแพทยศาสตร์ อาคารศูนย์แพทยศาสตรศึกษาและวิจัย โรงพยาบาลราชพิพัฒน์

ภายในพิธีได้รับเกียรติจาก ดร.นพ.ภูริทัต แสงทองพานิชกุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชพิพัฒน์ เป็นผู้กล่าวรายงานและรับมอบอุปกรณ์และทุนการศึกษา โดยมี ศ.นพ.สารเนตร์ ไวคกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์(มกธ.) ผู้บริหาร คณาจารย์ แพทย์ พยาบาล และนักศึกษาแพทย์จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี รวมถึงบุคลากรโรงพยาบาลราชพิพัฒน์ เข้าร่วมอย่างคับคั่ง

ศ.ดร.บังอร เบ็ญจาธิกุล ได้แสดงเจตนารมณ์ที่ชัดเจนในการสนับสนุนการศึกษาและการพัฒนาทักษะทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง โดยมอบหุ่นฝึกคลินิกเพื่อใช้ในการเรียนการสอน เพิ่มพูนทักษะปฏิบัติจริงให้แก่นักศึกษาแพทย์ และมอบทุนการศึกษาแก่แพทย์ประจำบ้านที่มีผลงานดีเด่น เพื่อยกระดับคุณภาพการดูแลผู้ป่วย

การมอบอุปกรณ์และทุนในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทอันโดดเด่นของ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ในฐานะสถาบันการศึกษาชั้นนำที่มุ่งมั่นพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์อย่างรอบด้าน ทั้งด้านวิชาการ เทคโนโลยี และคุณธรรม จริยธรรม

กิจกรรมครั้งนี้ยังถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยและสถานพยาบาล ซึ่งมีเป้าหมายร่วมกันในการผลิตแพทย์รุ่นใหม่ที่มีความสามารถรอบด้าน พร้อมดูแลผู้ป่วยด้วยรักด้วยหัวใจของความเป็นมืออาชีพอย่างแท้จริง

‘รมว.นฤมล’หารือผู้บริหาร Google สนับสนุนงานครูด้วย AI และ Chromebook

‘รมว.นฤมล’หารือผู้บริหาร Google สนับสนุนงานครูด้วย AI และ Chromebook

‘รมว.นฤมล’หารือผู้บริหาร Google สนับสนุนงานครูด้วย AI และ Chromebook

วันพุธ ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 18.15 น.

‘รมว.นฤมล’หารือผู้บริหาร Google สนับสนุนงานครูด้วย AI และ Chromebook หวังลดภาระงานครูส่งเสริมนวัตกรรมการเรียนรู้

23 กรกฎาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) อนุญาตให้ ผู้บริหาร Google for Education และทีมงาน นำโดยนายสก็อต หว่อง ผู้บริหารโครงการด้านการศึกษาของ Google ประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และนางสาวจารุณี สินชัยโรจน์กุล ผู้บริหารโครงการด้านการศึกษา Google for Education เข้าพบเพื่อเยี่ยมคารวะและแสดงความยินดีในวาระที่ท่านดำรงตำแหน่ง รมว.ศธ.รวมทั้งหารือเกี่ยวกับการประสานความร่วมมือเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของครูและบุคลากรทางการศึกษา ณ ห้องวชิราวุธ ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการขอขอบคุณ Google for Education ที่มีความตั้งใจและสละเวลามาหารือร่วมกันในวันนี้ จากที่ผ่านมาทราบว่า  Google for Education เคยมีความร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการบางส่วนแล้ว ซึ่งอยากฝากให้ทำต่อไป อย่างไรก็ดี ในส่วนของความร่วมมือใหม่ ๆต้องฝากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขึ้นพื้นฐาน (สพฐ.)ได้หารือร่วมกับทีม Google ว่าจะสามารถกำหนดขอบข่ายการดำเนินงานร่วมกันในประเทศไทยได้อย่างไร ซึ่งแต่ละโรงเรียนและพื้นที่มีบริบทที่แตกต่างกัน อาทิ ด้านอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และงบประมาณ

“Google มาพบเพื่อหารือเรื่องซอฟแวร์ที่กลูเกิลให้ใช้ฟรีอยู่แล้วในโรงเรียน แต่ Google อยากขยายผลแอพพลิเคชั่นที่จะมาช่วยกระทรวงศึกษาเพิ่มเติม จึงบอกว่าเรื่องรายละเอียดทางเทคนิคต้องไปคุยกับทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)เอง ส่วนในแง่นโยบาย ก็อยากจะเอาเครื่องมือที่มีมาช่วยลดงานครูลดภาระครู ตรงไหนที่ช่วยลดภาระครูได้ก็ขอให้เอามาช่วย จึงมอบโจทย์ให้เลขาธิการ กพฐ.คุยกับ Google เอง แต่เป้าหมายคือเอามาช่วยลดภาระงานครู เช่น งานที่ครูต้องกรอกแบบเยอะๆก็ให้เอามาช่วยตรงนี้ เพราะตรงกับเครื่องที่กลูเกิลมีอยู่ ส่วนเรื่องการนำ AI เข้ามาช่วยครูก็มีความเป็นไปได้“ รมว.ศธ.กล่าว

ด้านนางสาวจารุณีฯ ผู้แทน Google for Education กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ Google for Education ได้ร่วมมือกับคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการออกแบบการใช้ Generative AI เป็นตัวช่วยลดภาระงานและประหยัดเวลาการทำงานให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยประสงค์จัดอบรมให้ความรู้เพื่อแนะนำและฝึกใช้เครื่องมือของ Google โดยเฉพาะ Chromebook ในการจัดการสื่อการสอน ลดการใช้กระดาษ ให้คล่องขึ้น โดยผู้เข้าอบรมจะสามารถได้รับเกียรติบัตรผ่านการอบรม ซึ่งหากผ่านความเห็นชอบจาก รมว.ศธ. Google for Education จะนำเสนอโครงการ และหารือเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินโครงการต่อกระทรวงศึกษาธิการในลำดับต่อไป

ศธ.สั่งเขตพื้นที่ฯรับมือ’วิภา’ ย้ำโรงเรียนในเส้นทางพายุสั่งปิดได้ทันที

ศธ.สั่งเขตพื้นที่ฯรับมือ'วิภา' ย้ำโรงเรียนในเส้นทางพายุสั่งปิดได้ทันที

ศธ.สั่งเขตพื้นที่ฯรับมือ’วิภา’ ย้ำโรงเรียนในเส้นทางพายุสั่งปิดได้ทันที

วันพุธ ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 08.54 น.

เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2568 นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศเตือน พายุโซนร้อนกำลังแรง “วิภา” คาดจะอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชันและหย่อมความกดอากาศต่ำตามลำดับ และจะเคลื่อนตัวตามแนวร่องมรสุมที่พาดผ่านประเทศลาวตอนบน และภาคเหนือตอนบนในระยะต่อไป และทำให้หลายพื้นที่ของไทยโดยเฉพาะภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ด้านตะวันตกของภาคกลาง และภาคตะวันออก มีฝนตกหนักไปจนถึง 24 ก.ค.นี้ รัฐบาลขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขา ใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม

ทั้งนี้ ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในพื้นที่จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และภาคเหนือทั้งหมด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้กำชับว่าให้ทุกเขตพื้นที่การศึกษาจัดทำแผนเผชิญเหตุพร้อมแผนรับมือ โดยทุกโรงเรียนที่คาดว่าพายุจะเคลื่อนตัวผ่าน ต้องมีการเคลื่อนย้ายทรัพย์สิน สิ่งของ ไปไว้ในพื้นที่ปลอดภัย และต้องมีแผนดูแลนักเรียน ครู บุคลากร ซึ่งจะต้องได้รับความปลอดภัยทุกคน หากโรงเรียนอยู่ในเส้นทางที่พายุเคลื่อนตัวผ่าน สามารถสั่งปิดโรงเรียนได้ทันที พร้อมกำชับให้ทุกโรงเรียนทำการตัดแต่งต้นไม้ที่มีลักษณะไม่ปลอดภัยเพื่อป้องกันการโค่นล้ม และกรณีของไฟฟ้า หากพบว่าน้ำท่วมสถานศึกษาต้องมีการประสานกับการไฟฟ้าภูมิภาคในพื้นที่ให้ตัดกระแสไฟฟ้าทันทีเพื่อเป็นการป้องกันอุบัติเหตุไฟฟ้าดูด ทั้งนี้ ภายหลังระดับน้ำลดลงอยู่ระดับที่ปลอดภัย ขอให้เขตพื้นที่ฯ เข้าไปตรวจสอบว่ามีอะไรที่เสียหายชำรุดบ้างเพื่อทำการปรับปรุงซ่อมแซมให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติ

“รัฐบาลขอย้ำเตือนเรื่องความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน ขอให้เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ รับฟังการแจ้งเตือน และปฏิบัติตามคำแนะของหน่วยงานของรัฐ เพื่อลดผลกระทบและป้องกันความสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้น” นายอนุกูล ระบุ

‘ในหลวง-พระราชินี’พระราชทานสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภค-เวชภัณฑ์ทางการแพทย์

‘ในหลวง-พระราชินี’พระราชทานสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภค-เวชภัณฑ์ทางการแพทย์

‘ในหลวง-พระราชินี’พระราชทานสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภค-เวชภัณฑ์ทางการแพทย์

วันอังคาร ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 15.31 น.

‘ในหลวง-พระราชินี’ พระราชทานสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคและเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ แก่สถานสงเคราะห์ต่าง ๆ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงห่วงใยและทรงเอาพระราชหฤทัยใส่ในการส่งเสริมคุณภาพชีวิต สุขอนามัยพื้นฐาน และโภชนาการที่ดีของเด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย ผู้พิการ ทุพพลภาพ และผู้ด้อยโอกาส ในโอกาสนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภค และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ แก่สถานสงเคราะห์ต่าง ๆ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว วันที่ 28 กรกฎาคม 2568

22 กรกฎาคม 2568 เมื่อเวลา 09.36 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภค และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ ไปมอบแก่สถานสงเคราะห์ต่างๆ จำนวน 2 แห่ง ดังนี้

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้  พลอากาศเอก เชษฐา เหมือนแก้ว เชิญสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภค และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์พระราชทาน ไปมอบแก่ผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ รวมถึงเจ้าหน้าที่ จำนวนรวม 122 คน ณ สถานคุ้มครองสวัสดิภาพผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ (บ้านเกร็ดตระการ) อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี สถานคุ้มครองสวัสดิภาพผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ (บ้านเกร็ดตระการ) สังกัดกองต่อต้านการค้ามนุษย์ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จัดตั้งขึ้นเมื่อพุทธศักราช 2503  เพื่อเป็นสถานที่รองรับผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ ให้การช่วยเหลือและคุ้มครองสวัสดิภาพหญิงและเด็กที่ตกเป็นเหยื่อจากการค้ามนุษย์ อายุไม่เกิน 18 ปี หรืออายุเกิน 18 ปี ที่สมัครใจเข้ารับการคุ้มครอง โดยการให้ที่พักอาศัยที่ปลอดภัย พร้อมจัดหาอาหาร ให้การฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ รวมทั้งการศึกษาและอาชีวบำบัดให้ผู้ที่เข้ารับการคุ้มครองสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณค่า และมีสุขภาวะความเป็นอยู่ในสังคมที่ดีต่อไป

และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ พลเอก ธรรมนูญ วิถี เชิญสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภค และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์พระราชทาน ไปมอบแก่เด็ก รวมถึงเจ้าหน้าที่ จำนวนรวม 303 คน ณ สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนพญาไท อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนพญาไท สังกัดกรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จัดตั้งขึ้นเมื่อพุทธศักราช 2496 เดิมตั้งอยู่บนถนนพระราม 6 เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร แต่ด้วยจำนวนเด็กที่เพิ่มมากขึ้นและมีพื้นที่จำกัด จึงได้ย้ายสถานสงเคราะห์มาอยู่ที่ 78/24 หมู่ที่ 1 อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ให้การอุปการะเด็กกำพร้าชาย – หญิง อายุแรกเกิด – 6 ขวบ ที่ประสบปัญหาทางสังคม ให้การปกป้อง คุ้มครอง และดูแลเด็กให้ได้รับความรัก ความปลอดภัย รวมทั้งเพิ่มพูนสติปัญญา ฝึกการเรียนรู้ ให้มีพัฒนาการ ความสดใสร่าเริงตามวัยที่เหมาะสม

ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงรับเป็นพระราชภารกิจสำคัญ ในการดูแลเพื่อให้ประชาชนทุกหมู่เหล่ามีสุขภาพอนามัยสมบูรณ์แข็งแรง และมีโภชนาการที่ดี อันจะนำมาซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดี จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภค และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ แก่เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย ผู้พิการ ทุพพลภาพ และผู้ด้อยโอกาส รวมถึงเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในสถานสงเคราะห์ต่างๆ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันคล้ายวันพระราชสมภพ วันคล้ายวันประสูติ และวันสำคัญต่างๆ มาโดยตลอด การได้รับพระราชทานพระมหากรุณาในครั้งนี้ ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

สพฐ.สั่ง’สพท.-โรงเรียน’รับมือพายุ’วิภา’ ย้ำโรงเรียนในเส้นทางพายุสั่งปิดได้ทันที

สพฐ.สั่ง'สพท.-โรงเรียน'รับมือพายุ'วิภา' ย้ำโรงเรียนในเส้นทางพายุสั่งปิดได้ทันที

สพฐ.สั่ง’สพท.-โรงเรียน’รับมือพายุ’วิภา’ ย้ำโรงเรียนในเส้นทางพายุสั่งปิดได้ทันที

วันอังคาร ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 15.18 น.

‘บิ๊กสพฐ.‘สั่งสพท.-โรงเรียน รับมือพายุ ’วิภา‘ สพฐ.เตรียมประกาศรายการที่ครูไม่ต้องรายงาน 52 รายการ เพื่อลดภาระครู

วันที่ 22 กรกฎาคม 2568 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมผู้บริหารระดับสูงของ สพฐ. ครั้ง 27/2568  ว่า ตนได้เน้นย้ำเรื่องการติดตามสถานการณ์การเคลื่อนตัวของพายุโซนร้อนกำลังแรง “วิภา” ที่มีแนวโน้มจะเคลื่อนตัวเข้าที่บริเวณ จังหวัดน่าน เชียงราย อุตรดิตถ์ จึงได้กำชับให้ทุกเขตพื้นที่การศึกษาและทุกโรงเรียนที่คาดว่าพายุจะผ่าน ให้เฝ้าติดตามสถานการณ์ จัดทำแผนเผชิญเหตุ และเตรียมความพร้อมการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ครู โรงเรียน ตามมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันอุทกภัยของ สพฐ. และให้เตรียมเคลื่อนย้ายทรัพย์สิน สิ่งของ เครื่องคอมพิวเตอร์ สื่ออุปกรณ์การเรียน หนังสือห้องสมุด ให้เคลื่อนย้ายไปอยู่ในชั้นที่สูง โดยเฉพาะโรงเรียนที่อยู่ใกล้ทางน้ำให้รีบเคลื่อนย้าย และโรงเรียนที่มีพายุผ่านหรือเส้นทางน้ำผ่านให้สั่งปิดโรงเรียนได้ทันที รวมทั้งได้เน้นย้ำไปว่าให้ดูแลนักเรียนครูและบุคลากรให้ได้รับความปลอดภัยทุกคน 

นอกจากนี้ ให้มีการตรวจสอบบริเวณรอบๆโรงเรียนหากมีต้นไม้ขนาดใหญ่ให้รีบตัดแต่งต้นไม้ เพื่อไม่ให้ต้านลม เพราะเท่าที่ทราบพายุวิภาจะมาทั้งฝนทั้งรม  ส่วนโรงเรียนใดที่มีน้ำท่วมขังให้รีบประสานการไฟฟ้าเพื่อตัดหม้อแปลงไฟฟ้า หรือตัดกระแสไฟฟ้าทันที เพื่อป้องกันปัญหาไฟดูด และถ้ามีน้ำไหลเข้าไปในโรงเรียนให้ปิดโรงเรียนและไม่ให้ครูนักเรียนเข้าไปภายในโรงเรียน เพื่อความปลอดภัยของนักเรียนและครู และอาจจะต้องประสานกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัดให้เข้ามาดูแลช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบเหตุและสถานศึกษาในพื้นที่ และกำชับให้ ผอ.เขตพื้นที่การศึกษาทุกแห่งดูแลโรงเรียนในพื้นที่ที่มีน้ำท่วมเตรียมเรื่องอาหารประทังชีวิตให้เด็กในพื้นที่น้ำท่วม มอบถุงยังชีพเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และจัดเตรียมที่พักพิงหากจำเป็นต้องมีการเคลื่อนย้ายเด็ก 

และให้มีแผนเผชิญเหตุ หากเกิดน้ำท่วมจะต้องตัดระบบไฟฟ้าทั้งหมด ไม่ให้นักเรียนและครูเข้าไปในโรงเรียนเลยเพราะอาจเกิดอันตราย และให้ทุก สพท.ในจังหวัดเดียวกัน จัดตั้ง “ศูนย์ช่วยเหลือนักเรียนฯ” และตั้งกลุ่มไลน์ “ศูนย์น้ำท่วมจังหวัด“

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อว่า เมื่อน้ำลดแล้ว สพท. จะต้องสำรวจความเสียหายของอาคารสถานที่ อุปกรณ์การเรียน ที่ได้รับความเสียหาย เพื่อเสนอของบปรับปรุงซ่อมแซมให้กลับมาใช้งานในการเรียนได้ปกติ และให้สำรวจบ้านนักเรียน ครู ที่เสียหาย เพื่อพิจารณาช่วยเหลือ รวมถึงประสานหน่วยงานในพื้นที่ หรือศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix it Center) เพื่อช่วยเหลือซ่อมแซมความเสียหา ย และรายงานเหตุให้สพฐ.ทราบทุกระยะ พร้อมทั้งติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด เพื่อรับมือสถานการณ์ได้ทันท่วงที           

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อว่า สำหรับเรื่องการลดภาระครู ตามนโยบายของ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศธ. นั้น ในวันนี้ ตนได้มอบหมายให้ นายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการ กพฐ. และทีมงานไปกำหนด เพื่อออกเป็นประกาศ สพฐ. เรื่องรายการที่ครูไม่ต้องรายงาน จาก 114 รายการ มีจำนวน 52 รายการ ที่ครูโรงเรียนเล็ก โรงเรียนกลาง และโรงเรียนขนาดใหญ่ไม่ต้องรายงานอีกแล้ว เพื่อเป็นการลดภาระครูได้อย่างเป็นรูปธรรมจับต้องได้ที่สพฐวิเคราะห์มาแล้ว  โดย สพฐ.จะออกประกาศเพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติภายในสัปดาห์นี้  

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อว่า ส่วนวัดชี้วัดและการประเมินการรับการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment : ITA ) ซึ่งโรงเรียนต้องดำเนินการ ถึงแม้ที่ผ่านมาจะมีการปรับลดตัวชี้วัดที่กำหนดไว้จาก 28 ตัวชี้วัด ให้เหลือ 17 ตัวชี้วัดแล้ว แต่ก็ยังมีเสียงสะท้อนว่ายังเป็นภาระครูอีกมาก  วันนี้ ตนจึงสั่งการให้มีการประเมิน ITA เฉพาะโรงเรียนคุณภาพ และ โรงเรียนระดับมัธยมศึกษาเท่านั้น ซึ่งมีอยู่ประมาณ 1,000 กว่าโรง จาก 3 หมื่นโรง  และในอนาคต สพฐ.จะประสานกับ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) เพื่อขอลดตัวชี้วัดลงอีกเพื่อลดภาระครู เนื่องจากการประเมิน ITA ป.ป.ช.เป็นผู้กำหนด ไม่ใช่ สพฐ.กำหนดขึ้นมาเอง เพื่อวัดความโปร่งใส เรื่องการมีส่วนร่วมในการบริหารงบประมาณ การทำงานในโรงเรียน 

“การลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษาในส่วนของโครงการต่าง  ๆ ผมได้มอบให้ผู้อำนวยการสำนักงานที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาว่ามีโครงการใดบ้างที่จะปรับลดลงได้ เราจะทยอยลดลงไปเรื่อยๆ ซึ่งเบื้องต้นสามารถปรับลดลงได้แล้ว คือ โครงการในภาพรวมของ สพฐ. ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 เป็นโครงการตามแผนปฏิบัติการฯ จำนวน 114 โครงการ สามารถลดภาระตามแนวทาง 6ล ได้  80 โครงการ และยกเลิกการรายงานได้ 52 โครงการ โดยครูไม่ต้องรายงานให้เขตพื้นที่ฯและไม่ต้องรายงาน สพฐ.อีกแล้ว เพื่อลดภาระครูและให้ครูทุ่มเทเวลาให้กับนักเรียนได้มากขึ้น เป็นการคืนครูสู่ห้องเรียน” เลขาธิการ กพฐ.กล่าว

เปิดหลักฐานความเหลื่อมล้ำจากสารคดีชีวิต ‘คนจนเมือง’ ชวนสังคมทลายกรอบ ‘ความจน’ สู่การแก้ไขเชิงโครงสร้าง

เปิดหลักฐานความเหลื่อมล้ำจากสารคดีชีวิต 'คนจนเมือง' ชวนสังคมทลายกรอบ 'ความจน' สู่การแก้ไขเชิงโครงสร้าง

เปิดหลักฐานความเหลื่อมล้ำจากสารคดีชีวิต ‘คนจนเมือง’ ชวนสังคมทลายกรอบ ‘ความจน’ สู่การแก้ไขเชิงโครงสร้าง

วันอังคาร ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 14.44 น.

ถอดรหัสครึ่งทศวรรษ “คนจนเมือง” งานเท่าหรือเทียมฯ แรงกระเพื่อมที่สร้างการมีส่วนร่วม ชวนตั้งคำถาม นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง ทลายกรอบความจน ขยายผลสู่การร่วมขับเคลื่อนผลักดันนโยบายแก้ไขเชิงโครงสร้าง

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส โดยศูนย์สื่อสารวาระทางสังคมและนโยบายสาธารณะ หรือ The Active ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) มูลนิธิเพื่อคนไทย และภาคีเครือข่าย จัดงาน “เท่าหรือเทียม: เส้นทางความเหลื่อมล้ำ คนจนเมือง” ระหว่างวันที่ 15 – 27 ก.ค. 2568 ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) เพื่อสะท้อนเรื่องราวความจน ในโอกาสครึ่งทศวรรษ สารคดี คนจนเมือง สู่ข้อเสนอการแก้จนอย่างยั่งยืน โดยมีตัวแทนจากภาคีเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม องค์กรที่ทำงานเกี่ยวข้องกับประเด็นปัญหาความจน และประชาชนทั่วไป เข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก

ณาตยา แวววีรคุปต์ ผู้อำนวยการ ศูนย์สื่อสารวาระทางสังคมและนโยบายสาธารณะ (The Active) ไทยพีบีเอส กล่าวในหัวข้อครึ่งทศวรรษ “คนจนเมือง” สารคดีชีวิต หลักฐานความเหลื่อมล้ำตอนหนึ่งว่า สารคดี “คนจนเมือง” ที่ผลิตและเผยแพร่ต่อเนื่องยาวนานตลอด 5 ปี 5 ซีซัน 27 ตอน ถือเป็น “หลักฐานของความเหลื่อมล้ำ” ที่ซุกซ่อนอยู่ในทุกมิติของเมือง สารคดีชุดนี้มีจุดเริ่มที่ไม่ได้เพียงแค่เล่าเรื่องเพื่อให้ “รู้” เท่านั้น แต่ต้องการให้ “รู้สึก” และ “เข้าใจ” ว่าความจนไม่ได้เป็นปัญหาในระดับปัจเจกเท่านั้น แต่มีปัญหาเชิงโครงสร้างที่กดทับอยู่ นำไปสู่การตั้งคำถาม เพื่อการเปลี่ยนแปลง โดยยึดหลัก Human Interest > Public Interest > Solution & Public Policy ตั้งแต่เล่าเรื่องชีวิตให้เข้าถึงใจผู้ชม ไปจนถึงการเชื่อมโยงไปสู่นโยบายสาธารณะ

ผอ.ศูนย์สื่อสารวาระทางสังคม สะท้อนอีกว่า “คนจนไม่ใช่เพราะขี้เกียจ” เป็นประโยคสำคัญที่สะท้อนผ่านเรื่องราวของ “ตาไหม” ที่ติดกับดักความจน และการพัฒนาที่มักจะ “มาจากข้างบน” ที่ทั้งล่าช้าและไม่ทั่วถึง จนนำไปสู่ “เมืองขนมชั้น” ที่เหลื่อมล้ำด้านสิทธิและโอกาส

เสียงตอบรับของสังคมต่อสารคดีชุดนี้สะท้อนผ่านยอดเข้าชมกว่า 11.64 ล้านวิว และความคิดเห็นจากผู้ชมกว่า 11,000 ข้อความ ซึ่งส่วนใหญ่ 56.65 %แสดงความชื่นชม ให้กำลังใจ 8.64 % ติติง มีความเห็นเชิงลบ ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มแรงงานข้ามชาติ และกลุ่มชาติพันธุ์ เช่น การมาใช้ทรัพยากร สวัสดิการของประเทศไทย หรือเห็นว่า คนจนไม่ควรมีลูก และ 5.42.%  เรียกร้องให้รัฐเร่งแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ เช่น การจัดสรรที่อยู่อาศัย การดูแลผู้สูงอายุ การปรับค่าแรงขั้นต่ำ การจัดรัฐสวัสดิการ และเก็บภาษีคนรวย นอกจากนี้ ยังเกิดผลลัพธ์ในเชิงรูปธรรม เช่น ภาคธุรกิจและภาคประชาสังคมร่วมกันพัฒนาระบบ case manager สนับสนุนทุนและทรัพยากรเพื่อเสริมกลไกรัฐ รวมถึงการหารือร่วมระหว่างหน่วยงานรัฐเพื่อผลักดันเข้าสู่ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2566-2570)

ด้าน ทองคูณ โพสลิต หรือตาไหม เจ้าของเรื่องราวในสารคดีคนจนเมือง ซีซัน 1 ตอน ซอกหลืบเยาวราช ที่มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งสะท้อนบนเวที “Poverty Talk” : ถอดรหัสความจน ว่า คนจนไม่ได้ขี้เกียจ แต่คนจนไม่มีงานจะทำ ถ้ามีงานทำ เขาจะไม่จน อยากฝากถึงผู้มีอำนาจ หางานให้คนจนทำ ให้เงินมันสั้น หางานจะได้กินยาว ๆ  มีเงินเช่าบ้านอยู่ได้ คนจนเมือง จึงจะไม่จนมุมขอแค่มีงานทำ และขอให้เพื่อนคนจนอย่าหมดศรัทธาในศักดิ์ศรีของตัวเอง

ศ.ดร.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ หัวหน้าโครงการวิจัยเรื่อง “คนจนเมืองที่เปลี่ยนไปในสังคมเมืองที่กำลังเปลี่ยนแปลง” กล่าวว่า สารคดีชุดนี้คือความพยายามสำคัญในการกระตุกสังคมไทยให้เห็นถึงกรอบความคิดและโครงสร้างอำนาจที่กดทับคนจนเมือง ไม่ว่าจะเป็นการจัดลำดับชนชั้น การผลักปัญหาให้เป็นเรื่องของปัจเจก หรือการมองความจนผ่านแว่นแห่งความสงสาร

“แม้สังคมไทยจะเต็มใจช่วยเหลือกัน แต่กลับติดอยู่ในกรอบวัฒนธรรม ศาสนา และระบบเศรษฐกิจที่ฝังรากลึก ทำให้ไม่สามารถขยับสู่ความเข้าใจเชิงโครงสร้างได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะต่อชีวิตคนจนเมืองที่เผชิญทั้งความเปราะบางทางเศรษฐกิจ และโอกาสในชีวิต”

ศ.ดร.อรรถจักร์ กล่าวย้ำว่า สารคดี “คนจนเมือง” ไม่ได้มีเป้าหมายแค่เล่าเรื่องเพื่อให้เห็นใจ แต่ต้องการเปิดพื้นที่ให้เกิด “Social Empathy” หรือความเข้าใจต่อโครงสร้างที่ไม่เท่าเทียม ดังนั้น การสื่อสารในอนาคตควรมุ่งเผยให้เห็นจักรวาลของความจน กลไกตลาด และความซับซ้อนของระบบ มากกว่าจะเล่าชีวิตเฉพาะรายบุคคล

ดร.นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ประธานกรรมการนโยบาย ไทยพีบีเอส กล่าวว่า ปัญหาความจนเมืองคือ จักรวาลซับซ้อน ที่ต้องเปิดเผย ไม่ใช่เพียงความขาดแคลนแต่เป็นผลของโครงสร้างกดทับหลากหลายมิติ ซึ่งประกอบด้วย 5 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1.ความไม่มั่นคงด้านที่อยู่อาศัย 2.งานและรายได้ที่ไม่มั่นคง 3.การเข้าไม่ถึงบริการพื้นฐาน 4.ความไร้ตัวตนทางกฎหมาย 5. ความเสี่ยงจากภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม

“การนำเสนอของสื่อควรคิดให้พ้นจากกรอบ “เวทนานิยม” และเล่าความจนให้เห็นในฐานะปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยไม่ลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ของคนจนเมือง ดังนั้น ต้องกล้าเล่า ความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ในการใช้ชีวิตในเมือง ที่ไม่จำเป็นต้องเป็นแบบแผนของชนชั้นกลาง แต่มีสิทธิ์เลือกชีวิตของตนเอง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ ต้องเริ่มจากการเปลี่ยนวิธีคิดของสังคม สื่อจึงมีบทบาทสำคัญในการเปิดพื้นที่ใหม่ ๆ ที่นำไปสู่ความเข้าใจและการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง” ดร.นพ.โกมาตร ทิ้งท้าย

สำหรับงาน “เท่าหรือเทียม: เส้นทางความเหลื่อมล้ำ คนจนเมือง” ซึ่งเปิดพื้นที่ความร่วมมือของพลเมืองและภาคีเครือข่ายในการพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อเสนอเพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในระดับโครงสร้างและนโยบาย โดยกิจกรรมตลอดเกือบ 2 สัปดาห์ ประกอบด้วย 6 กิจกรรม ได้แก่ 1. Exhibition “เส้นทางความเหลื่อมล้ำ” นิทรรศการแบบมีส่วนร่วมผ่านห้องจำลองชีวิต “เกิด – เรียน – งาน – เจ็บ – แก่ – ตาย”  2. Photo Gallery “หน้าตาความจน” ภาพถ่ายบุคคลต้นเรื่อง และบริบทสะท้อนความจนและความเหลื่อมล้ำ ในซีรีส์สารคดี “คนจนเมือง” ของ The Active เพื่อให้ผู้ชมเกิดความ “รู้สึก” ว่า คนเหล่านี้ก็คือเพื่อนที่อยู่ร่วมสังคมเดียวกันกับเรา 3. Data Wall “นโยบายแก้จน” เส้นทางนโยบายเพื่อแก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา 4. Mini Forum ชมนิทรรศการและเปิดพื้นที่พูดคุยแลกเปลี่ยน การทำงาน ข้อเสนอการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและความยากจนร่วมกับองค์กรภาคี 5. ตลาดแก้จน รวมหลากหลายบูธจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาความยากจน และ 6. Policy Forum คนจนเมือง เส้นทางหลุดพ้นความเหลื่อมล้ำ พื้นที่ที่จะมาร่วมกันหา “ทางออก และ ไปต่อ” อย่างเป็นรูปธรรม

สามารถรับชมเนื้อหาจักรวาลความเหลื่อมล้ำ โดย The Active ได้ที่ https://theactive.thaipbs.or.th/topic/inequality

ทั้งนี้ สามารถชมสารคดี “คนจนเมือง” ทั้ง 5 ซีซัน ได้ทาง https://www.thaipbs.or.th/program/UrbanPoorDoc/  หรือทางแอปพลิเคชัน VIPA ที่ https://watch.vipa.me/cFD0ZrWzRUb

ไม่พลาดทุกข่าวสาร สาระความรู้ และคอนเทนต์คุณภาพ ติดตามไทยพีบีเอสทุกช่องทางออนไลน์ ได้ที่

▪ Website : http://www.thaipbs.or.th    

▪ Application : Thai PBS

▪ Social Media Thai PBS : Facebook, YouTube, X , LINE, TikTok, Instagram, Threads, Linkedin

​GLO มอบรางวัลประกวดหนังสั้น ปลุกพลังนักศึกษาส่งต่อความสุข สร้างสังคมแห่งการให้

​GLO มอบรางวัลประกวดหนังสั้น ปลุกพลังนักศึกษาส่งต่อความสุข สร้างสังคมแห่งการให้

​GLO มอบรางวัลประกวดหนังสั้น ปลุกพลังนักศึกษาส่งต่อความสุข สร้างสังคมแห่งการให้

วันอังคาร ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล (GLO) นำโดย พันโท หนุน ศันสนาคม ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ร่วมกับ บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) นำโดย นายสุรเชษฐ์ อัศวเรืองอนันต์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายสื่อโฆษณา บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) จัดพิธีประกาศผลและมอบรางวัล GLO SHORT FILM CONTEST 2025 ภายใต้แนวคิด “Happiness of Give–เป็นผู้ให้ ส่งต่อความสุข สร้างสังคมแห่งการให้” ณ โรงภาพยนตร์ SAMSUNG LED CINEMA @ SIAM PARAGON ชั้น 6 ศูนย์การค้าสยามพารากอน

พันโท หนุน ศันสนาคม ผู้อำนวยการ GLO เปิดเผยว่า สำนักงานฯ ได้ให้การสนับสนุน โครงการประกวดภาพยนตร์สั้น GLO SHORT FILM CONTEST อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 โดยมุ่งหวัง ในการสร้างพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงพลังความคิดสร้างสรรค์ผ่านภาพยนตร์สั้น เพื่อถ่ายทอดมุมมองต่อสังคมแห่งการให้ พร้อมส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่ใช้สื่อภาพยนตร์เป็นเครื่องมือสื่อสารที่สร้างแรงบันดาลใจและปลุกพลังบวกในสังคม

สำหรับโครงการประกวดภาพยนตร์สั้น GLO SHORT FILM CONTEST ได้รับความสนใจจากนิสิตนักศึกษาทั่วประเทศ สนใจส่งผลงานเข้าร่วมประกวดกันเป็นจำนวนมาก โดยปีนี้มีจำนวนผลงานกว่า 140 ผลงาน เป็นจำนวนที่สูงที่สุดจากปีที่ผ่านๆมา ซึ่งแต่ละผลงานสะท้อนแนวคิดแห่งการให้ และการส่งต่อความสุขในรูปแบบที่หลากหลาย น่าสนใจ เป็นการส่งต่อคุณค่าแห่งการเกื้อกูลภายใต้บริบทของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ตลอดจนความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ไม่เคยหยุดนิ่ง

สำหรับผลงานภาพยนตร์สั้นที่เข้าร่วมโครงการ จะผ่านการคัดเลือกโดยกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในวงการภาพยนตร์ไทยและวงการโฆษณามาร่วมตัดสินผลงานอย่างเข้มข้น ได้แก่ เบนซ์-ธนชาติ ศิริภัทราชัย Director, Co-Founder – Salmon House, คุ้ย-ทวีวัฒน์ วันทา Producer & Film Director, ยอร์ช-ฤกษ์ชัย พวงเพ็ชร์ Producer & Film Director เพี่อเฟ้นหาทีมที่ได้รับรางวัลทั้งหมด 10 ทีม เพื่อรับรางวัลชนะเลิศ, รองชนะเลิศอันดับ 1, รองชนะเลิศอันดับ 2 และรางวัลชมเชยให้กับอีก 7 ทีม รวมมูลค่ากว่า 800,000 บาท

สำหรับผลการประกวด มีดังนี้ รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีม “คาปิบาร่า” ผลงานภาพยนตร์เรื่อง “แค่ให้ด้วยใจ” จาก “มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์” รับทุนการศึกษามูลค่า 100,000 บาท, รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีม “Thungsong Hometown” ผลงานภาพยนตร์เรื่อง “Give To Getters : ยิ่งให้ยิ่งได้” จาก “มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช, มหาวิทยาลัยศรีปทุม” รับทุนการศึกษามูลค่า 80,000 บาท, รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ทีม “LoOne Film” ผลงานภาพยนตร์เรื่อง “เกื้อๆตักเเกงให้หน่อย” จาก “มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์” รับทุนการศึกษามูลค่า 50,000 บาท

ในส่วนของรางวัลชมเชย ได้แก่ รางวัลชมเชย 7 รางวัล รางวัลละ 10,000 บาท ได้แก่ทีม “Stella (สเตลล่า)” ผลงานภาพยนตร์เรื่อง “ให้ เรียนรู้” จาก “มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์”, ทีม “คิดเองหัวตื้อ” ผลงานภาพยนตร์เรื่อง “worthless yet worthy-ไร้ค่าแต่ทรงคุณค่า” จาก “มหาวิทยาลัยศรีปทุม”, ทีม “Breakdown” ผลงานภาพยนตร์เรื่อง “Generation Give รนุ่ นี้….มีแต่ให้” จาก “มหาวิทยาลัยศิลปากร” , ทีม “เบ้อเร่อ” ผลงานภาพยนตร์เรื่อง “คุณนายคะมีนานุชอยากบอก” จาก “มหาวิทยาลัยแม่โจ้”, ทีม “Summer Orangutan” ผลงานภาพยนตร์เรื่อง “Heart Again” จาก “มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี”, ทีม “FLOP FILMS” ผลงานภาพยนตร์เรื่อง “ของขวัญส่งต่อ the give must go on” จาก “มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม”, ทีม “Mix Media” ผลงานภาพยนตร์เรื่อง “ยิ้ม ( smile )” จาก “มหาวิทยาลัยขอนแก่น”

กิจกรรม GLO SHORT FILM CONTEST เป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาได้แสดงความสามารถในการผลิตภาพยนตร์สั้น พร้อมส่งต่อแนวคิดดีๆสู่สังคม ผ่านพลังของการเล่าเรื่องในแบบของคนรุ่นใหม่ สามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมและชมผลงานที่ได้รับรางวัลได้ที่ Website : http://www.glo.or.th , Facebook : สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล , gloshortfilmcontest2025 หรือ Major Cineplex

ยกทัพ ‘Success Design Forum 2025’ ปูทางความสำเร็จเยาวชนสู่อนาคตที่ใช่!

ยกทัพ 'Success Design Forum 2025' ปูทางความสำเร็จเยาวชนสู่อนาคตที่ใช่!

ยกทัพ ‘Success Design Forum 2025’ ปูทางความสำเร็จเยาวชนสู่อนาคตที่ใช่!

วันอังคาร ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

OnDemand ผู้นำด้านแนะแนวการศึกษาในเครือ LEARN Corporation จัดงาน Success Design Forum ครั้งที่ 13 ภายใต้แนวคิด “365 วัน ไม่ทิ้งกันแน่นอน ตอกย้ำวิสัยทัศน์การพัฒนาการศึกษาไทยที่มุ่งเน้นการสร้างศักยภาพและเตรียมพร้อมเยาวชนสู่อนาคต ไม่ได้จำกัดเพียงแค่ความสำเร็จด้านวิชาการ แต่รวมถึงการพัฒนาทักษะชีวิตและการค้นพบเป้าหมายที่ชัดเจนของแต่ละบุคคล

Success Design Forum เป็นกิจกรรมแนะแนวการศึกษาระดับประเทศที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องกว่า 13 ปี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มีนักเรียนและผู้ปกครองทั่วประเทศเข้าร่วมแล้วกว่า 100,000 คน สำหรับปีนี้มีผู้เข้าร่วมกว่า 20,000 คน และจัดไปกว่า 12 จังหวัดทั่วประเทศ นอกจากยังมีกิจกรรม Mini Success Design Forum งานแนะแนวพิเศษเพิ่มเติมที่กระจายตัวจัดในจังหวัดรองกว่า 8 จังหวัด เพื่อขยายโอกาสเข้าถึงการแนะแนวคุณภาพสูงให้กับเยาวชนในพื้นที่ต่างจังหวัด ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และสร้างโอกาสในการเรียนรู้ที่เสมอภาคอย่างแท้จริง

นายสุธี อัสววิมล ผู้ร่วมก่อตั้ง OnDemand และประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายสร้างสรรค์นวัตกรรม บมจ.เลิร์น คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า เรามองเห็นว่าอนาคตของเด็กไม่ได้ถูกกำหนดด้วยคะแนนสอบเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการค้นพบตัวตน การกำหนดเป้าหมายชีวิต และการมีความมั่นใจในการตัดสินใจของตัวเอง งาน Success Design Forum จึงเป็นมากกว่าเวทีแนะแนวการสอบ แต่คือพื้นที่ในการพัฒนาเยาวชนให้สามารถออกแบบชีวิตของตัวเองได้อย่างมีความสุขและยั่งยืน เราพร้อมที่จะอยู่เคียงข้างเด็กทุกคนตลอด 365 วันเพื่อสนับสนุนให้เขาบรรลุเป้าหมายชีวิตที่ตั้งไว้

จะเดินหน้าพัฒนาศักยภาพเยาวชนไทย โดยเน้นการพัฒนาทักษะชีวิต (Life Skills) การคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) และการปลูกฝังแนวคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) เพื่อสร้างเยาวชนที่มีความพร้อมในการรับมือกับความท้าทายในอนาคต และเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมไทยอย่างยั่งยืน” นายสุธี กล่าว