ททท. ผนึกกำลังเขตภาษีเจริญ เปิดตัว ‘สงกรานต์ภาษีเจริญ 2568’ ยิ่งใหญ่ครั้งแรกบนถนนพุทธมณฑลสาย 1

ททท. ผนึกกำลังเขตภาษีเจริญ เปิดตัว ‘สงกรานต์ภาษีเจริญ 2568’ ยิ่งใหญ่ครั้งแรกบนถนนพุทธมณฑลสาย 1

วันอังคาร ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2568, 08.22 น.

ททท. ผนึกกำลังเขตภาษีเจริญ เปิดตัว ‘สงกรานต์ภาษีเจริญ 2568’  ยิ่งใหญ่ครั้งแรกบนถนนพุทธมณฑลสาย 1 ผลักดัน Soft Power ท้องถิ่น สืบสานวัฒนธรรมไทย กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับสำนักงานเขตภาษีเจริญ และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ จัดงาน “สงกรานต์ภาษีเจริญ 2568” อย่างยิ่งใหญ่ ณ ถนนพุทธมณฑลสาย 1 ระหว่างวันที่ 13-14 เมษายน 2568 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์และสืบสานประเพณีสงกรานต์ไทย ส่งเสริม Soft Power ด้านวัฒนธรรม พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนในพื้นที่ พร้อมร่วมรณรงค์ “สงกรานต์วิถีไทย สนุก ปลอดภัย ไร้แอลกอฮอล์”

งานครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่เขตภาษีเจริญจัดเทศกาลสงกรานต์ในรูปแบบเต็มรูปแบบ โดยมีผู้ร่วมผลักดันโครงการหลัก ได้แก่ นางสุภาภรณ์ คงวุฒิปัญญา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ นางธราพร อำนวยสาร ผู้อำนวยการเขตภาษีเจริญ ซึ่งร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นและภาคีเครือข่ายต่างๆ ดำเนินงานจนประสบความสำเร็จ

พิธีเปิดงานจัดขึ้นอย่างคึกคัก โดยมี นายสุนทร  สุนทรชาติ รองปลัดกรุงเทพมหานคร ให้เกียรติเป็นประธานในการเปิดงานครั้งนี้ และได้รับเกียรติจากผู้ร่วมงานระดับภูมิภาคและท้องถิ่น ได้แก่ นางสุภาภรณ์ คงวุฒิปัญญา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายก, ส.ก.กฤษฎ์ คงวุฒิปัญญา สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร, นางธราพร อำนวยสาร ผู้อำนวยการเขตภาษีเจริญ, นายมานะ คงวุฒิปัญญา  ผู้เคยดำรงตำแหน่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เซียนพระชื่อดัง ในวงการพระเครื่องไทย, พล.ต.ต.คมสิทธิ์ รังไสย์ ผบก.น.9, พ.ต.อ.อชิรวิทย์  ทองจันดี รอง ผบก.น.9, พ.ต.อ.สุธี พรมมาลี รอง ผบก.น.9, พ.ต.อ.โอภาส หาญณรงค์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลภาษีเจริญ (บก.น.9),

นายวีรพงศ์ เกศดำรงพานิชย์ ประธาน กต.ตร.สถานีตํารวจนครบาลภาษีเจริญ,  แพทย์หญิงสวัชวัลน์ สุทธิฤทธิ์ ผู้บริหาร พีเอส.คลินิก, ผศ.ดร.กาญจนา มหัตธนทวี คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม, ร่วมในการเปิดงาน พร้อมด้วยอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง “สอดอ Style” หรือ เส้นด้าย พิมพ์ลดา แววไธสง มาร่วมสร้างสีสันในพิธีเปิดเส้นทาง “ไหว้พระศักดิ์สิทธิ์@ภาษีเจริญ” 5 วัดดังในวันเดียว

ภาษีเจริญมีวัดเก่าแก่มากมายและเปี่ยมไปด้วยมนต์เสน่ห์อันสวยงามที่ประทับใจกับทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงานคือการเปิดเส้นทางสายวัฒนธรรม “ไหว้พระศักดิ์สิทธิ์@ภาษีเจริญ” ซึ่งเปิดโอกาสให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวสามารถเดินทางไหว้พระได้ครบ 5 วัดภายในวันเดียว ใช้เวลาเดินไม่เกิน 30 นาที ได้แก่
1. วัดปากน้ำภาษีเจริญ
2. วัดอัปสรสวรรค์วรวิหาร
3. วัดขุนจันทร์
4. วัดนางชีโชติการาม
5. วัดนาคปรก
ทุกวัดล้วนเป็นวัดเก่าแก่ที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรม สะท้อนอัตลักษณ์ของชุมชนภาษีเจริญอย่างแท้จริง 4 โซนกิจกรรมหลัก สร้างสรรค์ความสนุกและเรียนรู้วัฒนธรรมไทย

ภายในงานแบ่งออกเป็น 4 โซนกิจกรรมหลัก ได้แก่:
● โซน “ภาษีเจริญวัฒน์”
เปิดพื้นที่ให้ประชาชนสักการะพระพุทธรูปองค์ใหญ่ 9 องค์ รับน้ำพระพุทธมนต์จากพระภิกษุสงฆ์ และทำบุญผ่านระบบ e-Donation พร้อมชมนิทรรศการเส้นทางไหว้พระศักดิ์สิทธิ์@ภาษีเจริญ
● โซน “ของดีภาษีเจริญ”
รวมร้านค้าชุมชนกว่า 20 ร้าน จำหน่ายสินค้าพื้นถิ่น อาหารและผลิตภัณฑ์ขึ้นชื่อ สะท้อนเสน่ห์ของภาษีเจริญ
● โซน “อุโมงค์น้ำยักษ์”
ไฮไลต์ความสนุกของงานด้วยอุโมงค์น้ำขนาดใหญ่ ความสูง 4 เมตร กว้าง 6 เมตร และยาวถึง 30 เมตร สำหรับเล่นน้ำสงกรานต์อย่างปลอดภัยและสนุกสนาน
● โซนเวทีการแสดง
นำเสนอการแสดงจากชมรมและกลุ่มชุมชนท้องถิ่น พร้อมโชว์จาก กองดุริยางค์ทหารเรือ วงดนตรี Hot money day’s ดีเจ NU Hydraulic และศิลปินระดับตำนาน ติ๊ก ชีโร่
ผลักดันภาษีเจริญสู่ “เมืองท่องเที่ยววิถีใหม่” ภายใต้แคมเปญ Amazing Thailand

“สงกรานต์ภาษีเจริญ 2568” เป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ Amazing Thailand ซึ่ง ททท. ใช้เป็นกลไกส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมควบคู่การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน โดยมุ่งหวังให้ เขตภาษีเจริญกลายเป็นพื้นที่ต้นแบบ ที่ผสมผสานวัฒนธรรมดั้งเดิมเข้ากับความทันสมัยของเมืองอย่างลงตัว ภายใต้บริบทของการเติบโตจากระบบรถไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการท่องเที่ยว

งานนี้จึงไม่เพียงเป็นงานประเพณี หากแต่เป็นเวทีสื่อสารภาพลักษณ์ใหม่ของภาษีเจริญสู่สายตาประชาชนในวงกว้าง และเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน
ภาคเอกชนร่วมสนับสนุน เสริมพลังการพัฒนาชุมชน

การจัดงานในครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนในพื้นที่อย่างอบอุ่น อาทิ A48 Phetkasem Hotel Bangkok, PS Clinic (พีเอสคลินิก), ไผ่ทองไอสครีม, สวนอาหารซุ้มไผ่ เรทโทร, กำนันมานะ บางแค, หยกสด, วัน สตรีม คอมปานี ลิมิเตด, และ ALIVE3 Experiences

วว.พัฒนาสารเสริมสุขภาพสัตว์ปีกจากจิ้งหรีดทองดำ กระตุ้นการเจริญเติบโต

วว.พัฒนาสารเสริมสุขภาพสัตว์ปีกจากจิ้งหรีดทองดำ กระตุ้นการเจริญเติบโต

วว.พัฒนาสารเสริมสุขภาพสัตว์ปีกจากจิ้งหรีดทองดำ กระตุ้นการเจริญเติบโต

วันอังคาร ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศูนย์ความหลากหลายทางชีวภาพ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)  ประสบผลสำเร็จวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพสัตว์ปีกในระดับห้องปฏิบัติการ “จิ้งหรีดทองดำหมักสำหรับเสริมสุขภาพไก่เนื้อ” ที่มีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพหลายชนิด เช่น สารต้านอนุมูลอิสระ สารยับยั้งเชื้อก่อโรค Salmonella sp. และ E. coli กระตุ้นการสร้างไนตริกออกไซด์ และกิจกรรม Phagocytic  activity ในเซลล์แมคโครฟาจ ผลิตภัณฑ์มีความปลอดภัยและผ่านการทดสอบความเป็นพิษระดับเซลล์

ผลิตภัณฑ์จิ้งหรีดหมัก มีลักษณะเป็นของเหลวสีน้ำตาลมีกากปนอยู่ มีค่าความเป็นกรด – ด่าง ประมาณ 3.4 – 3.6 ไม่พบเชื้อจุลินทรีย์ เก็บไว้ได้นาน 6 เดือน ที่อุณหภูมิปกติ 30-37 องศาเซลเซียส ยังคงมีฤทธิ์ทางชีวภาพไม่ต่ำกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ บรรจุในภาชนะมีปริมาตร 18 ลิตร เลี้ยงไก่ได้ 300 ตัว

ทั้งนี้ วว.นำผลิตภัณฑ์จิ้งหรีดหมักไปทดลองเลี้ยงไก่เนื้อ โดยเสริมในอาหารเลี้ยงไก่ที่ 3 เปอร์เซ็นต์พบว่า มีความปลอดภัยสูงต่อไก่ โดยในช่วงอายุไก่เนื้อ 21 วัน ตรวจไม่พบปริมาณเชื้อก่อโรค Salmonella sp. และ E. coli  ในลำไส้ ซึ่งให้ผลดีต่อสุขภาพไก่ในช่วงระยะเวลานี้ เนื่องจากช่วงอายุ 10 – 21 วัน ภูมิคุ้มกัน (IgY) ที่ลูกไก่ได้รับจากแม่จะต่ำและเป็นช่วงที่ลูกไก่อ่อนแอ โดยเมื่อเสริมสุขภาพไก่ด้วยผลิตภัณฑ์จิ้งหรีดหมักจะไปช่วยลดปริมาณเชื้อก่อโรคทั้งสองได้ และช่วยส่งเสริมการเจริญของจุลินทรีย์ในกลุ่มแบคทีเรียกรดแลคติกในลำไส้ให้มีปริมาณที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อสุขภาพไก่เนื้อ ช่วยต้านการอักเสบในร่างกาย เมื่อผ่าซากไก่พบว่าอวัยวะภายในไก่ปกติ

สำหรับผลิตภัณฑ์จิ้งหรีดหมัก ใช้เสริมอาหารสำหรับเลี้ยงไก่ในอัตราส่วน 3 เปอร์เซ็นต์ โดยคลุกเคล้าผลิตภัณฑ์จิ้งหรีดหมักให้เข้ากันกับอาหารที่ให้ไก่ในแต่ละวัน โดยมีข้อควรระวังและการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ฯ ดังต่อไปนี้ 1.เขย่าภาชนะก่อนนำจิ้งหรีดหมักผสมอาหาร เพื่อให้กากจิ้งหรีดหมักที่นอนก้นผสมเข้าเป็นเนื้อเดียวกันกับส่วนของน้ำ 2.การใช้จิ้งหรีดหมักควรคลุกเคล้ากับอาหารไก่ที่ใช้วันต่อวัน ไม่ควรทำในปริมาณมากเพื่อจะเก็บไว้ใช้ในวันถัดไป เพราะเสี่ยงต่อการปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ได้ 3.หลังเปิดฝาภาชนะเพื่อเทจิ้งหรีดหมัก ควรเช็ดทำความสะอาดบริเวณปากภาชนะบรรจุก่อนปิดฝา และ 4.ปิดฝาให้แน่นหลังการใช้ทุกครั้งและควรเก็บในที่ร่ม

จิ้งหรีดทองดำ (Two-spotted Cricket) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gryllus bimaculatus ลักษณะทั่วไปมีหนวดยาวสีดำ ทั้งตัวดำมัน ปีกสีน้ำตาลเข้มเกือบดำ โคนปีกคู่หน้ามีสีเหลือง แต่บางตัวอาจเห็นสีเหลืองไม่ชัดเจน มีขนาด 21 – 27 มิลลิเมตร จิ้งหรีด 100 กรัม มีคุณค่าทางโภชนาการ ดังนี้ แคลอรี 122 ไขมันทั้งหมด 5.5 กรัม ฟอสฟอรัส 185 มิลลิกรัม เหล็ก 10 มิลลิกรัม แคลเซียม 76 มิลลิกรัม คาร์โบไฮเดรต 5.1 กรัม โปรตีน 12.9 กรัม

ทว่าความสำเร็จในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์จิ้งหรีดหมักโดยใช้เทคโนโลยีชีวภาพของ วว.  หากมีการนำไปใช้อย่างแพร่หลาย จะช่วยให้อุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ปีกเติบโต มั่นคง ปลอดภัย ทั้งนี้ วว. พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตเชิงพาณิชย์ “ผลิตภัณฑ์จิ้งหรีดหมัก” ให้แก่ผู้ประกอบการหรือผู้สนใจ

ทีม มธ.ติดตั้งเครื่องวัดแผ่นดินไหวบนตึกสูง พร้อมร่วมอบรมกับกทม. – ผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่น

ทีม มธ.ติดตั้งเครื่องวัดแผ่นดินไหวบนตึกสูง พร้อมร่วมอบรมกับกทม. - ผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่น

ทีม มธ.ติดตั้งเครื่องวัดแผ่นดินไหวบนตึกสูง พร้อมร่วมอบรมกับกทม. – ผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่น

วันอังคาร ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ทีมวิจัยธรรมศาสตร์เผยพร้อมเข้าไปติดตั้งอุปกรณ์วัดแรงสั่นสะเทือนแผ่นดินไหวบนอาคารสูงให้ กทม. หากได้รับงบจากสภา กทม. และเข้าร่วมเวิร์คช็อปแผ่นดินไหวกับ กทม. และสถานทูตญี่ปุ่น  โดยทีมวิจัยต้องการความช่วยเหลือด้านการศึกษาผลตอบสนองของแอ่ง กทม. เพื่อนำไปปรับปรุงมาตรฐานการออกแบบอาคารต้านทานแผ่นดินไหวในอนาคต

ผศ.ดร.อมรเทพ จิรศักดิ์จำรูญศรี นักวิจัยของศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ภายใต้กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เปิดเผยถึงรายละเอียดในการเข้าร่วมประชุมความร่วมมือภัยพิบัติแผ่นดินไหวระหว่างกรุงเทพมหานครและสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ว่าทางสถานทูตยินดีให้การสนับสนุนประเทศไทยอย่างเต็มที่ พร้อมนำผู้เชี่ยวชาญจากญี่ปุ่นในหลากหลายมิติ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นที่ ถนน และสะพานมายังประเทศไทย เพื่อเข้ามาให้แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย เนื่องจากญี่ปุ่นประสบภัยแผ่นดินไหวอยู่ตลอด โดยสามารถนำเทคโนโลยีขั้นแนวหน้ามาช่วยเหลือได้ ซึ่งทางสถานทูตญี่ปุ่นจะช่วยดำเนินการประสานงานให้ และคาดว่าจะมีการประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมกันที่กรุงเทพมหานครในสัปดาห์หน้า

สิ่งที่ตัวแทนกรุงเทพมหานครเสนอไป คือ ต้องการได้รับความช่วยเหลือจากทางญี่ปุ่นใน 2 ประเด็น ได้แก่ 1.วิธีการปฏิบัติตัว การรับมือ หรือการแจ้งเหตุกับประชาชนว่าเกิดอะไรขึ้น 2.การประมวลผลอย่างรวดเร็ว (Rapid assessment) หลังจากที่เกิดเหตุ ขณะที่นักวิจัยได้เสนอเรื่องความต้องการความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นในการศึกษาผลตอบสนองของแอ่งกรุงเทพมหานครเนื่องจากแผ่นดินไหว ในรูปของแบบจำลองแอ่ง 2 มิติและ 3 มิติ เพื่อจะดูว่าพื้นที่ใดมีโอกาสเสี่ยงภัยมากน้อยเพียงใด ซึ่งจะสามารถนำไปปรับปรุงมาตรฐานการออกแบบอาคารต้านทานแผ่นดินไหวได้ในอนาคต 

สำหรับอุปกรณ์วัดแรงสั่นสะเทือนแผ่นดินไหวที่ ผศ.ดร.อมรเทพ และทีมวิจัยจากจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์พัฒนาขึ้นนั้น ขณะนี้ได้นำไปติดตั้งที่พื้นดินกับตัวอาคารในสถานที่สำคัญ รวมประมาณ 50 จุด และวิเคราะห์ผลตอบสนองของพื้นดิน เพื่อนำไปปรับปรุงมาตรฐานการออกแบบอาคารต้านทานแผ่นดินไหวของกรมโยธาธิการและผังเมือง เช่น พื้นที่โบราณสถานในจังหวัดเชียงใหม่ที่มีปัญหาแผ่นดินไหว การบิน การจราจร และสร้างโครงข่ายเครื่องตรวจวัดแผ่นดินไหวต้นทุนต่ำ (ผลของแอ่งดินตะกอน) ส่วนในกรุงเทพมหานครได้ติดตั้งอุปกรณ์ไว้ที่อาคารธานีนพรัตน์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 แล้ว และอยู่ระหว่างเตรียมการเข้าไปติดตั้งที่โรงพยาบาลกลาง ส่วนแผนงานต่อไป คือ การติดตั้งที่โรงพยาบาลสังกัดกรุงเทพมหานคร ซึ่งอุปกรณ์ดังกล่าวจะนำไปเป็นข้อมูลประกอบการแจ้งเตือนและวางแผนอพยพผู้ประสบภัย โดยอ้างอิงกับความแข็งแรงของอาคาร เพื่อลดความสับสนและสูญเสีย

มมส สืบสานประเพณีสงกรานต์ ทำบุญตักบาตรเสริมสิริมงคลรับปีใหม่ไทย

มมส สืบสานประเพณีสงกรานต์  ทำบุญตักบาตรเสริมสิริมงคลรับปีใหม่ไทย

มมส สืบสานประเพณีสงกรานต์ ทำบุญตักบาตรเสริมสิริมงคลรับปีใหม่ไทย

วันอังคาร ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) จัดงานสืบสานประเพณีสงกรานต์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ประจำปี 2568 โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร และนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เข้าร่วมงาน ณ บริเวณสวนป่าด้านข้างอาคารบรมราชกุมารี

กิจกรรมเริ่มต้นด้วยพิธีทำบุญตักบาตรข้าวสาร อาหารแห้ง แด่พระสงฆ์ จำนวน 9 รูป เพื่อเป็นการส่งเสริมและรักษาประเพณีวัฒนธรรมอันดีงามของไทย และความเป็นสิริมงคลเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ไทย โดยมี พระครูวินัยวรญาณ (มนูญชัย มนุญพโล) เจ้าอาวาสวัดป่าศรัทธาธรรมวิทยา (ธ) ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดมหาสารคาม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์

จากนั้น อธิการบดี มมส ได้จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย ไหว้พระสมาทานศีล และรับศีลจากประธานสงฆ์ พระสงฆ์ได้แสดงพระธรรมเทศนาสัมโมทนานียกถา เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตแก่ผู้เข้าร่วมพิธี ผู้บริหารมหาวิทยาลัยได้ถวายภัตตาหารและเครื่องไทยธรรมแด่พระสงฆ์ ก่อนที่อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม จะได้นำผู้บริหาร บุคลากร และนิสิต ร่วมกิจกรรมสรงน้ำพระพุทธกันทรวิชัยอภิสมัยธรรมนายก และพระพุทธมงคลมุนีศรีโรจนากร ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำมหาวิทยาลัย เพื่อความเป็นสิริมงคลและขอพรเนื่องในเทศกาลสงกรานต์

การจัดงานในครั้งนี้เป็นการแสดงออกถึงความสำคัญในการอนุรักษ์และสืบสานประเพณีอันดีงามของไทยให้คงอยู่สืบไป อีกทั้งยังเป็นการสร้างความสามัคคีและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของบุคลากรและนิสิตภายในมหาวิทยาลัยมหาสารคาม

ม.วลัยลักษณ์ พร้อมเป็นเจ้าภาพจัดแข่งขันกีฬาบุคลากรมหาวิทยาลัยฯ ครั้งที่ 41 ‘ตุมปังเกมส์’

ม.วลัยลักษณ์ พร้อมเป็นเจ้าภาพจัดแข่งขันกีฬาบุคลากรมหาวิทยาลัยฯ ครั้งที่ 41 ‘ตุมปังเกมส์’

ม.วลัยลักษณ์ พร้อมเป็นเจ้าภาพจัดแข่งขันกีฬาบุคลากรมหาวิทยาลัยฯ ครั้งที่ 41 ‘ตุมปังเกมส์’

วันอังคาร ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ พร้อมด้วย นายประสงค์ จันทร์หยู นายอำเภอท่าศาลาในฐานะผู้แทนผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช รศ.ดร.ชูสิทธิ์ ประดับเพ็ชร์ ประธานคณะกรรมการบริหารกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย รศ.ดร.ชาญชัย สุขสุวรรณ์ ประธานอนุกรรมการฝ่ายส่งเสริมกีฬาเพื่อความเป็นเลิศ กกมท. ร่วมกันแถลงข่าวความพร้อมในการจัดการแข่งขันกีฬาบุคลากรมหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 41 “ตุมปังเกมส์ เฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสครบปีที่ 33 แห่งการสถาปนามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ โดยจะมีนักกีฬาบุคลากร จาก 63 สถาบันอุดมศึกษากว่า 7,000 คนเข้าร่วม ระหว่างวันที่ระหว่างวันที่ 3-10 พฤษภาคม 2568 ณ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช

มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ได้รับเกียรติจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมให้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาบุคลากรมหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 41 “ตุมปังเกมส์” ซึ่งจะจัดขึ้น ภายใต้แนวคิด “Power of Spirit” สะท้อนถึงจิตวิญญาณของนักกีฬา รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย เพิ่มพลังแห่งความสามัคคี  โดยจะมีทัพนักกีฬาเข้าร่วมชิงชัย 17 ชนิดกีฬา ประกอบด้วย กรีฑา ฟุตบอล ฟุตซอล วอลเลย์บอล เทนนิส แบดมินตัน เทเบิลเทนนิส ว่ายน้ำ เปตอง แอโรบิก ลีลาศ เซปักตะกร้อ ตะกร้อลอดห่วง อีสปอร์ต  สนุกเกอร์-บิลเลียด กอล์ฟ และกีฬาสาธิตวู้ดบอล รวมการชิงชัยทั้งสิ้น 426 เหรียญทอง โดยจะมีการใช้สนามภายในมหาวิทยาลัย จำนวน 15 ชนิดกีฬา ยกเว้นกอล์ฟไปแข่งที่เขื่อนรัชชประภา จ.สุราษฎร์ธานี และสนุกเกอร์ – บิลเลียดใช้สถานที่แข่งขันที่ อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช

ก่อนหน้านี้ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เคยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาบุคลากรมหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทยมาแล้ว จำนวน 2 ครั้ง ในปี พ.ศ.2549 และปี พ.ศ.2555 และล่าสุดกำลังจะเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาบุคลากรฯ ครั้งที่ 41 ซึ่งถือว่ามีความพร้อมในระดับสูงมาก เพราะมหาวิทยาลัยมีสนามกีฬาและอาคารกีฬามีจำนวนเพียงพอเป็นไปตามมาตรฐาน ที่สำคัญยังมีความร่วมมือในการจัดการแข่งขันกีฬาระดับชาติและนานาชาติมาอย่างต่อเนื่องด้วย

สำหรับพิธีเปิดการแข่งขันจะจัดขึ้นในวันที่ 3 พฤษภาคม 2568 ณ สนามกีฬากลางตุมปัง มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ติดตามการแข่งขันกีฬาบุคลากรฯ ได้ที่เว็บไซต์และเฟซบุ๊ก

สมศ.ชวนสถานศึกษาเข้าร่วมโครงการส่งเสริมการนำผลประเมินไปใช้พัฒนาคุณภาพ

สมศ.ชวนสถานศึกษาเข้าร่วมโครงการส่งเสริมการนำผลประเมินไปใช้พัฒนาคุณภาพ

สมศ.ชวนสถานศึกษาเข้าร่วมโครงการส่งเสริมการนำผลประเมินไปใช้พัฒนาคุณภาพ

วันอังคาร ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) (สมศ.) ขอเชิญชวนสถานศึกษาที่ผ่านการประกันคุณภาพภายนอก พ.ศ. 2567-2568 และมีความประสงค์ในการพัฒนาและยกระดับคุณภาพมาตรฐานของสถานศึกษา เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการนำผลประเมินไปใช้พัฒนาคุณภาพสถานศึกษา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569-2570 โดยกิจกรรมจะดำเนินการในรูปแบบการจัดทำแผนพัฒนาคุณภาพ โดยใช้ข้อเสนอแนะจากการประเมินคุณภาพภายนอกเป็นฐานในการพัฒนา ผ่านกระบวนการ Self-Assessment Analysis to PDCA โดยผู้เชี่ยวชาญ และผู้ทรงคุณวุฒิ จากภาคีเครือข่าย สมศ. 30 สถาบันอุดมศึกษา เปิดรับสมัครจำนวนจำกัด ตั้งแต่วันนี้่ – 31 กรกฎาคม 2568

ถนนข้าวสารคึกคัก! ‘ชาวไทย-ต่างชาติ’ ร่วมเล่นน้ำสงกรานต์อย่างสนุกสนาน (ประมวลภาพ)

ถนนข้าวสารคึกคัก! ‘ชาวไทย-ต่างชาติ’ ร่วมเล่นน้ำสงกรานต์อย่างสนุกสนาน (ประมวลภาพ)

ถนนข้าวสารคึกคัก! ‘ชาวไทย-ต่างชาติ’ ร่วมเล่นน้ำสงกรานต์อย่างสนุกสนาน (ประมวลภาพ)

วันจันทร์ ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2568, 15.13 น.

วันที่ 14 เมษายน 2568ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการเล่นน้ำสงกรานต์ ถนนข้าวสาร มีทั้งชาวไทย ชาวต่างชาติ และนักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศเข้ามาร่วมเล่นน้ำสงกรานต์อย่างสนุกสนาน เนื่องในเทศกาลสงกรานต์ ประจำปี 2568 ท่ามกลางดูแลความสงบเรียบร้อยของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

‘ออมสินยุวพัฒน์รักษ์ถิ่น 2568′ หนุนนศ.พลิกโฉมผลิตภัณฑ์ชุมชน

‘ออมสินยุวพัฒน์รักษ์ถิ่น 2568' หนุนนศ.พลิกโฉมผลิตภัณฑ์ชุมชน

‘ออมสินยุวพัฒน์รักษ์ถิ่น 2568′ หนุนนศ.พลิกโฉมผลิตภัณฑ์ชุมชน

วันจันทร์ ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ วิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี (CIBA) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ร่วมกับ ธนาคารออมสิน เปิดตัว “โครงการออมสินยุวพัฒน์รักษ์ถิ่น 2568” โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้นักศึกษานำความรู้ภาคทฤษฎีสู่การปฏิบัติจริง ผ่านการทำงานร่วมกับชุมชนท้องถิ่น เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจของชุมชนอย่างยั่งยืน

อาจารย์สุรชัย สวนทับทิม รองคณบดีและหัวหน้าหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาธุรกิจระหว่างประเทศและสาขาวิชาการจัดการ วิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี (CIBA) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ในฐานะผู้รับผิดชอบโครงการฯ เปิดเผยว่า CIBA ได้เข้าร่วมโครงการ “ออมสินยุวพัฒน์รักษ์ถิ่น” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 โดยยังคงยึดกรอบการดำเนินการในแนวทางส่งเสริมให้นักศึกษานำความรู้และทักษะไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาชุมชน

โครงการฯดังกล่าว ดำเนินการภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารออมสิน ภาค 5 ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ นนทบุรี นครปฐม สุพรรณบุรี และกาญจนบุรี โดยได้จัดส่งนักศึกษาจำนวน 5 กลุ่ม จาก 3 คณะ ได้แก่ วิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี คณะศิลปกรรมศาสตร์ และคณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม ลงพื้นที่เพื่อศึกษาและเก็บข้อมูลจาก 5 ชุมชนในจังหวัดนนทบุรีและนครปฐมในช่วงเดือน ก.พ. 2568 ที่ผ่านมา

ซึ่งภายหลังจากการลงพื้นที่ นักศึกษาได้ดำเนินการวิเคราะห์ประเด็นปัญหาและนำเสนอแนวทางการแก้ไขต่อธนาคารออมสินและคณะกรรมการในการนำเสนอโครงการย่อย โดยคณะกรรมการได้กำหนดเกณฑ์การพิจารณาที่มุ่งเน้นให้การดำเนินโครงการสอดคล้องกับวัตถุประสงค์หลักในการส่งเสริมศักยภาพและพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก มีแผนการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม และสามารถพัฒนาชุมชนให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาว  

โดยนักศึกษาได้นำเสนอโครงการย่อยจาก 5 ชุมชน ประกอบด้วย 1.ทีมวิจิตรนนทรี นำเสนอผลิตภัณฑ์ผ้าทอลายวิจิตรนนทรี จากศูนย์วิสาหกิจทอผ้าจังหวัดนนทบุรี กลุ่มรวมใจรักษ์มหาสวัสดิ์ วัดโคนอนมหาสวัสดิ์ จ.นนทบุรี 2.ทีม U Want We Take นำเสนอผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ จากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านท่าอิฐสัมพันธ์ บ้านวัดแดง จ.นนทบุรี

3.ทีม Little Roukies นำเสนอผลิตภัณฑ์อาหาร (ไส้กรอก) จากชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี บ้านขวัญเมือง จ.นนทบุรี 4.ทีม Roots & Routes นำเสนอการพัฒนาธุรกิจและบริการท่องเที่ยว จากกลุ่มท่องเที่ยวชุมชนบ้านยางพัฒนา อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม และ 5.ทีม Summit Seekers นำเสนอวิสาหกิจชุมชนเสื้อผ้าสำเร็จรูปและมัดย้อม (วงเดือนมัดย้อม: WONGDUENMATYOM) จ.นนทบุรี

“สำหรับเป้าหมายหลักของโครงการ คือ การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าในชุมชนและสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชน โดยในแต่ละปีจะมี 5 ชุมชนเข้าร่วมโครงการ โดยมาจากการสำรวจของมหาวิทยาลัย และธนาคารออมสิน หรือร่วมกับสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัด (พช.) ในการคัดเลือกชุมชนที่มีสินค้าที่น่าสนใจ หรือชุมชนที่มีอัตลักษณ์โดดเด่น เพื่อต่อยอดและพัฒนาศักยภาพทางธุรกิจได้” อาจารย์สุรชัย กล่าว

อาจารย์สุรชัย กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ โครงการฯ ยังมีเงื่อนไขให้แต่ละมหาวิทยาลัยกลับไปติดตามผลชุมชนเดิมอย่างน้อย 2 ชุมชน เพื่อประเมินความก้าวหน้าและให้การสนับสนุนเพิ่มเติม โดยหนึ่งในปัญหาสำคัญที่พบ คือ เรื่องแรงงานในชุมชนส่วนใหญ่เป็นผู้สูงวัย ทำให้การพัฒนาชุมชนขาดความต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ชุมชนที่เข้มแข็งและสานต่อโครงการได้ส่วนใหญ่มีเครือข่ายเข้ามาช่วยเหลือ จึงทำให้เกิดความยั่งยืนมากขึ้น

โดยจุดเด่นของโครงการออมสินยุวพัฒน์ฯ คือ นักศึกษาจากหลากหลายสาขาวิชาได้มาทำงานร่วมกัน เพื่อนำความรู้เฉพาะด้านมาบูรณาการช่วยเหลือชุมชน โดยเฉพาะด้านบัญชีที่มีความต้องการสูงในการช่วยชุมชนจัดทำบัญชีครัวเรือน คำนวณต้นทุน ค่าใช้จ่าย และรายได้ ส่วนด้านการตลาดก็จะช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ และช่องทางการจัดจำหน่าย โดยปีนี้หลังผ่านการเสนอโครงการย่อย ลำดับถัดไปจะเป็นการลงพื้นที่ปฏิบัติจริง จากนั้นจะมีการนำเสนอผลสัมฤทธิ์ของโครงการ

และสำหรับผลงานที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้ชนะเลิศจะได้เป็นตัวแทนของมหาวิทยาลัย เข้าร่วมการแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ เพื่อแข่งขันกับตัวแทนจากสถาบันอุดมศึกษาจากทั่วประเทศ ทั้งนี้ สิ่งที่นักศึกษาได้รับจากโครงการดังกล่าว คือ โอกาสในการนำความรู้จากห้องเรียนสู่การปฏิบัติในสถานการณ์จริง พร้อมกับได้สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับชุมชนต่างๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาวิชาชีพในอนาคต

“ขณะเดียวกัน ธนาคารออมสินในฐานะสถาบันการเงินเพื่อสังคม มีบทบาทสำคัญในการสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชน ผ่านการสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาสินค้าและบริการที่สร้างรายได้อย่างมั่นคง ซึ่งไม่เพียงแต่เสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากของชุมชน แต่ยังเป็นการวางรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว” อาจารย์สุรชัย กล่าวในตอนท้าย

วิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

จากสามร้อยยอดสู่ทะเลสาบสงขลา เส้นทางอนุรักษ์เสือปลาด้วยงานวิจัย

จากสามร้อยยอดสู่ทะเลสาบสงขลา เส้นทางอนุรักษ์เสือปลาด้วยงานวิจัย

จากสามร้อยยอดสู่ทะเลสาบสงขลา เส้นทางอนุรักษ์เสือปลาด้วยงานวิจัย

วันจันทร์ ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

จากสถานะใกล้สูญพันธ์ของเสือปลาทำให้เกิดความร่วมมือจากหลายฝ่ายเพื่อหาแนวทางในการอนุรักษ์สัตว์ผู้ล่าชนิดนี้ โดยใช้พื้นที่เขาสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นแหล่งอาศัยใหญ่สุดของเสือปลาในประเทศไทยเป็นพื้นที่วิจัย เช่น โครงการอนุรักษ์เสือปลาอย่างยั่งยืนในพื้นที่ชุ่มน้ำของประเทศไทย โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ที่ต้องการสร้างฐานข้อมูลของเสือปลาในพื้นที่เขาสามร้อยยอด เพื่อเป็นข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้ประกอบการกำหนดแนวทางการอนุรักษ์ต่อไป

โดยจากการวิเคราะห์ภาพจากกล้องดักถ่ายสัตว์จำนวน 50 จุด ในพื้นที่เขาสามร้อยยอด พบว่าจำนวนเสือปลาในพื้นที่เขาสามร้อยยอดมีจำนวนเพิ่มขึ้น โดยมากกว่าครึ่งหนึ่งของเสือปลาที่ถ่ายภาพได้ในปี 2567 เป็นเสือปลาตัวที่ไม่เคยถูกถ่ายภาพเมื่อสามปีก่อน ซึ่ง ผศ.ดร.นฤมล ตันติพิษณุ นักวิจัยโครงการอนุรักษ์เสือปลาอย่างยั่งยืนในพื้นที่ชุ่มน้ำของประเทศไทย กลุ่มวิจัยนิเวศวิทยาการอนุรักษ์ สถาบันพัฒนาและฝึกอบรมโรงงานต้นแบบ มจธ. กล่าวว่า จากข้อมูลข้างต้นแสดงว่าอัตราการแทนที่ของเสือปลาตัวเก่าด้วยเสือปลาตัวใหม่อยู่ที่ร้อยละ 76 – 80 หรือคิดเป็นอัตราการรอดร้อยละ 50 นั่นคือหากปีนี้พื้นที่เขาสามร้อยยอดมีเสือปลาอยู่ 100 ตัว ก็จะมีเพียง 50 ตัวที่จะอยู่รอดไปถึงปีหน้า         

ซึ่งการที่คนรุ่นใหม่ในชุมชนไม่สนใจการเข้าป่าล่าสัตว์ รวมถึงการมีหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคสังคม และภาคเอกชน เข้ามาร่วมแก้ปัญหาและร่วมกับคนพื้นที่ ทั้งการทำกรงเลี้ยงไก่สำหรับป้องกันเสือปลา การดึงคนล่าสัตว์มาเป็นผู้ดูแลทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงกวดขันและตรวจตราอย่างต่อเนื่องของอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด ทำให้ภัยคุกคามต่อเสือปลาจากมนุษย์ในบริเวณนี้น้อยลง

“แต่เสือปลาของที่นี่ก็ยังมีความเสี่ยงต่อภาวะสูญพันธุ์ เพราะผลจากการวิเคราะห์พันธุกรรมจากมูลของเสือปลา พบว่า สัตว์ผู้ล่าแห่งเขาสามร้อยยอดชนิดนี้มีภาวะเลือดชิดที่เกิดจากการผสมพันธุ์กันเองในกลุ่มเครือญาติ ทำให้มีโอกาสที่เสือปลารุ่นต่อไปจะมีภูมิต้านทานต่อโรคบางชนิดน้อยลง ซึ่งหากมีการระบาดของโรคเกิดขึ้นก็อาจทำให้เสือชนิดนี้หมดไปจากพื้นที่นี้ได้” ผศ.ดร.นฤมล กล่าว

นอกเหนือจากการศึกษาสถานภาพของเสือปลาด้วยการตั้งกล้องดักถ่าย เก็บมูลสด และการสัมภาษณ์คนใช้ประโยชน์พื้นที่ร่วมกับเสือปลาในพื้นที่เขาสามร้อยยอดแล้ว ตลอด 4 ปีที่ผ่านมาทางทีมวิจัยยังได้มีการเก็บข้อมูลแบบเดียวกันในอีก 4 พื้นที่ซึ่งเคยมีรายงานการค้นพบเสือปลา ประกอบด้วย (1) พื้นที่ตำบลแหลมผักเบี้ย จังหวัดเพชรบุรี (2) พื้นที่ตำบลพันท้ายนรสิงห์ จังหวัดสมุทรสาคร (3) พื้นที่จังหวัดจันทบุรีและตราด และ (4) พื้นที่รอบทะเลสาบสงขลา

ผศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า การลงพื้นที่บริเวณแหลมผักเบี้ย จังหวัดเพชรบุรี เมื่อปี 2564 สามารถถ่ายภาพเสือปลาได้จำนวนหนึ่งในพื้นที่รกร้างที่มีคนครอบครอง ซึ่งทำให้เสือปลากลุ่มนี้มีความเสี่ยงจากการที่ถิ่นอาศัยจะถูกเปลี่ยนสภาพให้เป็นแปลงเกษตรเพื่อไม่ให้เข้าข่ายการเป็นที่รกร้างว่างเปล่าที่เจ้าของต้องเสียภาษีตาม พ.ร.บ.ภาษีที่ดิน ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน (พ.ศ. 2565) การสำรวจด้วยกล้องดักถ่ายสัตว์ที่พื้นที่ตำบลพันท้ายนรสิงห์ จังหวัดสมุทรสาคร ได้ภาพเสือปลาจำนวนน้อยมากแค่เฉพาะในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าพันท้ายนรสิงห์เท่านั้น ซึ่งพื้นที่ใกล้เคียงที่อยู่นอกพื้นที่อนุรักษ์ได้ถูกเปลี่ยนเป็นชุมชนเมืองเกือบทั้งหมด

ส่วนพื้นที่จังหวัดจันทบุรีและตราด จากกล้องที่ติดตั้งกว่าร้อยจุดเป็นเวลา 4 เดือนเมื่อปี 2566 ไม่พบภาพของเสือปลาแม้แต่ภาพเดียว จึงเป็นไปได้ยากที่จะมีเสือปลาอาศัยอยู่ตามธรรมชาติในพื้นที่นี้ ต่างจากบริเวณทะเลสาบสงขลาที่การลงพื้นที่เมื่อปีที่แล้วซึ่งพบร่องรอยการหากินของเสือปลาทั้งทางฝั่งเหนือและฝั่งใต้ของทะเลสาบรวม 19 จุด ซึ่งแม้จะพบในจุดที่เป็นพื้นที่ทำกินของชาวบ้าน แต่ก็เป็นพื้นที่เพาะปลูกทำการเกษตร ไม่มีการเลี้ยงไก่หรือเลี้ยงปลาที่เป็นอาหารของเสือปลา คนจึงไม่ถูกเสือปลารบกวน และไม่ได้มองเสือปลาเป็นผู้ร้ายเหมือนพื้นที่อื่นๆ

ซึ่งจุดเด่นเหล่านี้ทำให้มองได้ว่า พื้นที่โดยรอบทะเลสาบสงขลารวมถึงบริเวณทะเลน้อยเป็นพื้นที่ที่น่าสนใจในการศึกษาสถานภาพของเสือปลาในระยะต่อไป ทั้งนี้ ผลจากการศึกษาวิจัยและความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ มูลนิธิสืบนาคะเสถียร S.P.E.C.I.E.S. องค์การแพนเทอรา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ และสถาบันการศึกษาต่างๆ เพื่อการอนุรักษ์เสือปลาที่เขาสามร้อยยอด

จะเป็นตัวอย่างและความสำเร็จเชิงรูปธรรมของพื้นที่อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพนอกพื้นที่คุ้มครอง (Other effective area-based conversation measures: OECMs) ที่เป็นหนึ่งนโยบายสำคัญของกรมป่าไม้ ขณะเดียวกันหากสามารถอนุรักษ์เสือปลาที่เป็นผู้ล่าอันดับ สูงสุดของห่วงโซ่อาหารในพื้นที่ชุ่มน้ำไว้ได้ ย่อมหมายถึงความสำเร็จของการจัดการระบบนิเวศชุ่มน้ำให้ดำรงอยู่ต่อไป อันจะก่อประโยชน์ให้กับมนุษย์ทั้งทางตรงและทางอ้อม!!!

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

‘สถาบันไทยศึกษา จุฬาฯ’ เร่งทำฐานข้อมูล‘ลายผ้าขาวม้าไทย’

‘สถาบันไทยศึกษา จุฬาฯ’ เร่งทำฐานข้อมูล‘ลายผ้าขาวม้าไทย’

‘สถาบันไทยศึกษา จุฬาฯ’ เร่งทำฐานข้อมูล‘ลายผ้าขาวม้าไทย’

วันจันทร์ ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เมื่อเอ่ยถึง “ผ้าขาวม้า” หลายคนคงนึกถึงผ้าลายตาราง สีสันต่าง ๆ และประโยชน์ใช้สอยที่หลากหลาย ตั้งแต่ใช้เป็นเครื่องนุ่งห่ม ผ้านุ่งอาบน้ำ ผ้าพันคอ โพกศีรษะ เปลนอน ผ้าเช็ดพื้น ผ้าปูโต๊ะ ผ้าห่ม ฯลฯ “ถ้าจะบอกว่าผ้าขาวม้าเป็นผ้าสารพัดประโยชน์หรือผ้าอเนกประสงค์ก็คงไม่ผิดนัก” ซึ่งผ้าขาวม้าผูกพันกับวิถีชีวิตคนไทยมายาวนาน เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่แสนจะเรียบง่ายแต่มากด้วยประโยชน์ใช้สอย เสน่ห์ของผ้าขาวม้ายังคงโดนใจคนรุ่นใหม่ ที่นำผ้าขาวม้ามาออกแบบเป็นผลิตภัณฑ์และเครื่องแต่งกายร่วมสมัย 

อนาคตของผ้าขาวม้ายังไปต่อได้อีกไกลถึงเวทีโลก ด้วยกระทรวงวัฒนธรรมกำลังเสนอขึ้นทะเบียนผ้าขาวม้าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ (Intangible cultural heritage) ต่อองค์การยูเนสโก (UNESCO) โดยมีสถาบันไทยศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมสนับสนุนในการจัดเก็บและทำฐานข้อมูลลายผ้าขาวม้าในประเทศไทยให้เป็นระเบียบแบบแผนในเว็บไซต์เดียว http://www.thaistudies.chula.ac.th/db/phakhaoma/

รศ.ฤทธิรงค์ จิวากานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันไทยศึกษา จุฬาฯ กล่าวถึงการจัดทำฐานข้อมูลเพื่อทำเรื่องขึ้นทะเบียนผ้าข้าวม้าไทยในเวที UNESCO ว่าในการนำผ้าขาวม้าไปขึ้นทะเบียน มิได้หมายถึงผ้าขาวม้าเป็นของไทยเท่านั้น ด้วยว่าผ้าขาวม้าเป็นมรดกภูมิปัญญาที่มีอยู่ในภูมิภาคโดยรวม แต่เรามุ่งเน้นถึง ผ้าขาวม้าในวิถีชีวิตไทย เพราะวิถีชีวิตของคนไทยมีความผูกพันการใช้ผ้าขาวม้าในลักษณะเป็นผ้าอเนกประสงค์มาช้านาน

ตลอดจนผ้าขาวม้าไทยยังมีอัตลักษณ์ทั้งรูปแบบ ลวดลาย เทคนิคการย้อมสี และการทอ ซึ่งเป็นภาพสะท้อนของผู้คนและชุมชนแต่ละท้องถิ่นในประเทศไทย เหล่านี้เป็นมรดกภูมิปัญญาของคนไทย ซึ่งการที่สถาบันไทยศึกษา เข้ามาช่วยกระทรวงวัฒนธรรมทำเรื่องนี้ก็เพื่อดำรงภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมให้อยู่ในเวทีโลกได้ เป็นการปกป้องทางวัฒนธรรมและสร้างความมั่นใจว่าภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมจะไม่สูญหาย ทั้งนี้ การปกป้องภูมิปัญญาทำได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการสอน การเผยแพร่ การวิจัย การอนุรักษ์ รวมไปถึงการจัดเก็บและสร้างฐานข้อมูล

“การที่จะทำให้ภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมดำรงอยู่ในวิถีชีวิตของคนไทย เราต้องทำให้ภูมิปัญญานั้นมีการเคลื่อนไหวและพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ การสร้างฐานข้อมูลลายผ้าขาวม้าไทยก็เป็นสิ่งที่จะทำให้มรดกภูมิปัญญามีการเคลื่อนไหว เพราะฐานข้อมูลไม่ใช่สิ่งที่นิ่งตายตัว แต่เปลี่ยนแปลงได้ เพิ่มพูนได้ นอกจากลายดั้งเดิมแล้ว จะยังมีลายใหม่ ๆ มาเติมในฐานข้อมูลเรื่อยๆ ข้อมูลที่เคลื่อนไหวตลอดเวลาจะเป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่าภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมผ้าขาวม้ายังคงดำรงอยู่ในสังคม ยังมีผู้คนให้ความสนใจอยู่” รศ.ฤทธิรงค์ กล่าว

รศ.ฤทธิรงค์ กล่าวต่อไปว่า นอกจากการปกป้องทางวัฒนธรรมแล้ว เป้าหมายของการจัดทำฐานข้อมูลยังมีอีก 3 ประการ คือ 1.ส่งเสริมคุณค่าและมูลค่าของผ้าขาวม้าไทยในฐานะที่เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม 2.สืบสานและพัฒนาต่อยอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมสู่นวัตกรรมสร้างสรรค์ และ 3.สร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐภาคเอกชนสู่การส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนเพื่อสืบสานมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม

โดยสถาบันไทยศึกษา ได้จัดเก็บฐานข้อมูลลายผ้าขาวม้าไทยในรูปแบบดิจิทัล ปัจจุบันอยู่ในเว็บไซต์ http://www.thaistudies.chula.ac.th/db/phakhaoma ทำเป็น template หัวข้อต่าง ๆ โดยเน้นเรื่องลวดลายเป็นตัวตั้ง และมีรายละเอียดอื่นๆ เช่น ลายผ้า ความเป็นมา (เรื่องเล่า) ของลายผ้า ผู้ออกแบบ สีและแพทเทิร์นของผ้า เป็นต้น

“ลายที่ชาวบ้านคิดค้นขึ้นอาจจะเป็นชื่อที่ตั้งขึ้นมาใหม่ หรือบางทีชาวบ้านก็ใช้ชื่อชุมชนเป็นชื่อของลายผ้า รายละเอียดอื่น ๆ เกี่ยวกับผ้า เช่น ลายแบบนี้ประกอบด้วยสีอะไร ตารางเป็นแบบไหน มีความกว้างเท่าไร ใช้สีธรรมชาติหรือสีเคมี ถ้าเป็นสีธรรมชาติต้องระบุว่าสีธรรมชาติจากที่ไหนบ้าง ถ้าเป็นสีเคมีต้องมีหมายเลขสีตามมาตรฐานสากล และมีรายชื่อผู้ติดต่อ เจ้าของชุมชน” รศ.ฤทธิรงค์ ระบุ

รศ.ฤทธิรงค์ ยังกล่าวอีกว่า มีการเปิดให้ชุมชนเข้ามาป้อนข้อมูลผ้าขาวม้าของตนเองในระบบด้วยตนเอง ผ่านการฝึกอบรมให้กับชุมชน เพื่อให้สามารถลงทะเบียนและใส่ข้อมูลของตนเองได้ โดยเริ่มตั้งแต่เดือน ก.พ. 2568 เป็นต้นมา ซึ่งเมื่อฐานข้อมูลลายผ้าขาวม้าเสร็จ ทุกหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนสามารถนำข้อมูลไปใช้ให้เป็นประโยชน์ในเรื่องการศึกษาลายผ้าขาวม้าไทย การพัฒนาชุมชน และการตลาด

โดยย้ำว่า “การทำฐานข้อมูลเรื่องผ้าขาวม้าไม่ได้เป็นเรื่องของการจดลิขสิทธิ์ลาย” ไม่ได้แปลว่าลายนี้คนอื่นเอาไปใช้ไม่ได้ แต่จะบอกว่าลายนี้ชุมชนใดเป็นคนทอ เพื่อเชื่อมโยงภูมิปัญญาชุมชนกับภาครัฐและเอกชน ส่วนการใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลเพื่อส่งเสริมการตลาดให้ชุมชน เช่น ชาวบ้านที่ทอผ้ามีความชำนาญในการผลิต แต่ไม่ได้มีความชำนาญในการตลาด ฐานข้อมูลผ้าขาวม้าจะทำหน้าที่เป็นสื่อกลางเชื่อมผู้ซื้อถึงผู้ผลิต

“โรงแรมอยากได้ผ้าขาวม้าเป็นสินค้าพรีเมียม เป็นลายเอกลักษณ์ของโรงแรมเอง ก็สามารถเข้ามาในฐานข้อมูล เลือกลายที่ชอบ และติดต่อไปที่ชุมชนที่ผลิตลายนั้นๆ ได้” รศ.ฤทธิรงค์ ยกตัวอย่าง

กลุ่มภารกิจนานาชาติสัมพันธ์

ศูนย์สื่อสารองค์กร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย